Cover

80

ห้ามประมูลเหรอ?

จะไม่ให้ถามกลับก็คงไม่ได้ เอสเธอร์จึงเผลอหลุดปากถามออกไปว่าเหตุผลคืออะไร

“ซื้อหนังสือเล่มนั้นไปก็ไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ”

จากนั้นกิรยอก็เฉลยความลับของสินค้าประมูลให้ฟัง

“อย่างมากก็เอาไว้ดูเล่น แต่คุณจะยอมจ่ายเงินหลายพันล้านเพื่อขยะพรรค์นั้นเหรอครับ?”

“ของดูเล่น?”

“ถ้าจะพูดให้ถูกคือเอาไว้ทำฟืนมากกว่า”

เขาชี้ไปที่หนังสือซึ่งวางอยู่บนแท่น

“เพราะไอเทมชิ้นนั้นเป็นของเสียที่ถูกใช้งานไปแล้วครับ”

[คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก]...

สินค้าชิ้นสุดท้ายของการประมูลคือไอเทมหายากระดับตำนาน

เพราะมันมีคุณสมบัติที่เพียงแค่อ่าน ก็สามารถเพิ่ม ‘ค่าการตื่นรู้’ ได้เล็กน้อย

แม้อัตราการเพิ่มจะไม่สูงนัก แต่ทำไมฮันเตอร์ทุกคนถึงได้อยากได้มันจนตัวสั่นน่ะหรือ?

ก็เพราะผลของคัมภีร์เวทนั้นคงอยู่ถาวรน่ะสิ

สรุปสั้นๆ คือหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในวิธีการไม่กี่อย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดได้

“คุณบอกว่าเป็นของเสียเหรอคะ?”

ด้วยคุณสมบัติที่สุดยอดขนาดนี้ คัมภีร์เวทที่ถูกผนึกจึงเป็นไอเทมประเภทใช้แล้วทิ้งอย่างเคร่งครัด

หมายความว่า พอใช้เสร็จครั้งหนึ่งแล้ว สถานีต่อไปของมันก็คือถังขยะ

“ฟังดูมีเหตุผล ถ้าเป็นคัมภีร์เวทที่ถูกใช้ไปแล้วก็ไม่มีเหตุผลให้ซื้อเลย...”

เอสเธอร์ลดมือลงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

แต่ดูเหมือนนักประเมินประจำกิลด์ที่เธอพามาด้วย จะไม่ยอมรับความคิดเห็นของกิรยอ

“หือ? คัมภีร์เวทที่ถูกใช้งานแล้ว? คุณเอาอะไรมาพูดครับเนี่ย?”

สงครามฝีปากย่อมๆ จึงเปิดฉากขึ้น

“ถามว่าเอาอะไรมาพูด ก็ดูแล้วรู้...”

“ข้อมูลชัวร์เหรอครับ?”

“ครับ?”

“ขอเสียมารยาทนะครับ สกิลวิเคราะห์ที่คุณมีอยู่ระดับไหนเหรอ?”

คิมกิรยอลังเลเล็กน้อยแต่ก็ตอบกลับไปอย่างไม่ยากเย็น

เพราะเขาเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์ไว้เผื่อสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว

“ระดับ 2 ครับ”

พอกิรยอเปิดเผยระดับสกิล นักประเมินฝ่ายหอคอยเวทมนตร์เกาหลีก็ยักไหล่ทันที

“ท่านหัวหน้ากิลด์ ได้ยินแล้วใช่ไหมครับ? เขาบอกว่าเป็นนักประเมินระดับ 2 ล่ะ”

“อะ... อือ”

“สกิลวิเคราะห์ของผมระบุว่าไอเทมไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ เรื่องสถานะการใช้งานอะไรนั่น ไม่ปรากฏขึ้นมาในความสามารถของพวกเราด้วยซ้ำ”

น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

เมื่อเห็นคิมกิรยอยืนนิ่งเพราะตามสถานการณ์ไม่ทัน เอสเธอร์ที่ทนดูไม่ได้จึงเอ่ยปากขึ้น

“อ๊ะ ฉันแนะนำช้าไปหน่อยสินะ? ทางนี้คือนักประเมินหัวกะทิของกิลด์เราค่ะ เขามีใบอนุญาตวิเคราะห์ระดับ 1 เชียวนะ”

เกณฑ์วัดความสามารถของนักประเมินก็คือการมองทะลุฟังก์ชันของไอเทม

และในบรรดานักประเมินมากมาย ผู้ที่สามารถแยกแยะฟังก์ชันที่ซ่อนอยู่ของไอเทมระดับสูงสุดได้ จะถูกเรียกว่านักประเมินระดับ 1

ทั่วไป < แรร์ < ยูนีค < เอปิก

ระดับ 4 < ระดับ 3 < ระดับ 2 < ระดับ 1

การแบ่งระดับของผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์จึงอิงตามมาตรฐานสากลของไอเทมเช่นนี้

อ้อ ส่วนไอเทมระดับ ‘เลเจนดารี’ ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อปีก่อน ยังไม่มีนักประเมินคนไหนวิเคราะห์ได้ เลยไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่นี้

‘เวรเอ๊ย ดันเจอตอระดับ 1 เข้ามาขัดแข้งขัดขาซะได้’

ถ้ารู้แบบนี้ แถว่าเป็นระดับสูงสุดไปเลยดีไหมนะ?

กิรยอนึกเสียใจอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ล้มเลิกความคิด

ลำพังแค่นักประเมินก็มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ขืนเที่ยวป่าวประกาศว่าเป็นระดับ 1 คงดึงดูดความสนใจในวงการแคบๆ นี้มากเกินไป

“ระดับ 1 เลยเหรอครับ สุดยอดไปเลย แต่ว่า... ครั้งนี้ช่วยเชื่อข้อเสนอของผมหน่อยไม่ได้เหรอครับ?”

“ครับ?”

“นั่นเป็นคัมภีร์เวทที่ถูกใช้แล้วจริงๆ ถึงจะหาหลักฐานมายืนยันตอนนี้ยากก็เถอะ...”

คิมกิรยอพยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายจากใจจริง ด้วยความคิดที่ไม่อยากให้เงินหลายพันล้านต้องสูญเปล่า

“ฮึ่ม”

เมื่อได้ยินดังนั้น นักประเมินก็หรี่ตามองพลางกระซิบกับกิลด์มาสเตอร์

“ท่านหัวหน้ากิลด์ครับ ไอ้นั่น... ดูยังไงก็เป็นมุกตัดคู่แข่งประมูลชัดๆ”

“งั้นเหรอ?”

“ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมต้องมาห้ามคนอื่นประมูลคัมภีร์เวทด้วยล่ะครับ?”

แถมเป็นไปไม่ได้เลยที่สถานแลกเปลี่ยนของรัฐจะปล่อยปละละเลย จนนำไอเทมที่ใช้แล้วมาขึ้นประมูล

อีกทั้งสกิลวิเคราะห์ระดับสูงสุดของเขาก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ

แล้วเรื่องอะไรจะต้องยอมตัดใจจากไอเทมหายาก เพราะคำพูดของฮันเตอร์ปริศนาคนเดียวด้วย

‘สกิลก็กระจอก ยังจะมาทำเป็นรู้ดี’

อะแฮ่ม

นักประเมินของกิลด์หอคอยเวทมนตร์แสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ออกมา

ยังไงซะ ก็ไม่มีอะไรน่ารำคาญลูกตาไปกว่าพวกสวะที่ชอบอวดรู้ทั้งที่ข้อมูลมั่วซั่วอีกแล้ว

แถมขนาดนักประเมินชั้นหนึ่งบอกว่าผิด ก็ยังจะเถียงข้างๆ คูๆ อยู่นั่นแหละ...

‘ไอ้หมอนั่น คงดิ้นรนอยากเข้าตาฮันเตอร์ระดับ S จนตัวสั่นสินะ’

เหอะ

นักประเมินแค่นหัวเราะราวกับไม่มีอะไรต้องฟังอีก

“จริงสิ”

แต่ทว่าในตอนนั้น

เอสเธอร์ที่จ้องมองท่าทีของนักประเมินอยู่เงียบๆ ก็เริ่มเป็นฝ่ายคุมบทสนทนาขึ้นมาดื้อๆ

“จะว่าไป ตอนตรวจสอบดาบต้องสาป คุณนักประเมินพัคไม่ได้อยู่ที่ห้องวิเคราะห์สินะ?”

“ครับ?”

“ก็ตอนนั้นไง ที่ฉันสั่งงานแยกไป คุณเลยต้องออกไปทำงานข้างนอกพักใหญ่เลยนี่นา”

“อ้อ ครับๆ”

“นั่นสินะ คุณก็เลยจำหน้าคุณกิรยอไม่ได้”

เอสเธอร์ยิ้มหวาน

“งั้นฉันบอกตอนนี้เลยแล้วกัน ฮันเตอร์รูปหล่อท่านนี้ ที่จริงแล้วคือผู้พิชิตเขาวงกตของหอคอยเวทมนตร์เราค่ะ”

แต่บทสนทนาต่อจากนั้น กลับห่างไกลจากความอ่อนโยนลิบลับ

ถึงปากจะยิ้ม แต่แววตาของเธอกลับแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาจนปิดไม่มิด

“เขาคือคนที่เคลียร์เขาวงกตที่คุณเสียเวลาทดสอบไปตั้ง 20 นาที ได้ภายในเวลาแค่ 3 นาที 32 วินาทียังไงล่ะ”

นักประเมินประจำกิลด์ตกตะลึงกับข่าวที่น่าช็อกจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ แต่เอสเธอร์ยังคงพูดต่อด้วยท่าทีสบายๆ

“ด้วยเหตุนี้ ช่วงนี้ฉันเลยกำลังพยายามทำตัวดีๆ ให้ฮันเตอร์ท่านนี้ประทับใจอยู่พอดีเลย”

“อ่า”

“ไม่รู้ว่ามีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า แต่คุณนักประเมินพัคดูจะแข็งกระด้างกับคุณกิรยอมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ?”

“ทะ... ท่านหัวหน้ากิลด์”

ซูมมม

พลังเวทอันน่าขนลุกของฮันเตอร์ระดับ S ปกคลุมไปทั่วลานประมูลในพริบตา

แต่ไม่มีใครในที่นั้นกล้าแสดงความไม่พอใจออกมา เพราะระดับ S คือตราประทับของผู้ล่าจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

“คุณนักประเมินพัคคะ วันหลังช่วยระวังท่าทีเวลาคุยกับฮันเตอร์คิมกิรยอหน่อยนะคะ”

ในขณะที่สีหน้าของพนักงานซีดเผือดจนแข็งทื่อ

ผู้ล่าเรือนผมสีม่วงที่นั่งอยู่ในเงามืดก็ยกมือขาวผ่องของตนขึ้น

“เอาเถอะ ถ้าเข้าใจแล้วก็ดี ตอนนี้เหลือแค่เรื่องคัมภีร์เวทนั่นสินะ”

“คุณเอสเธอร์ หรือว่า...”

“พอความเห็นของนักประเมินสองคนไม่ตรงกัน มันก็ยิ่งทำให้อยากรู้น่ะสิ~ งั้นเปิดดูด้วยตัวเองเลยดีกว่าไหม?”

สิ้นคำ เสียงอันสดใสของเธอก็ดังลั่นไปทั่วลานประมูล

“5,000 ล้าน!”

“...5,000 ล้านมาแล้วครับ! มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ? 5,000 ล้าน, 5,000 ล้าน... ครับ! คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก ตกเป็นของผู้ประมูลหมายเลข 38 ครับ!”

.

.

.

หลังจบการประมูล

ทางเดิน G1 ของสถานประมูลฮันเตอร์เกาหลี

‘ยัยนี่บ้าไปแล้วหรือเปล่า?’

กิรยอกำลังเดินไปตามโถงทางเดินยาว

เพื่อที่จะไปรับของที่ประมูลมาได้ ก็ต้องย้ายสถานที่กันอีกสักรอบ

“ห้องนี้ค่ะ! รอตรงนี้เดี๋ยวพนักงานก็จะเอาของที่ประมูลได้มาส่งให้เอง”

หลังจากนั้นเอสเธอร์ก็อธิบายอะไรอีกนิดหน่อย แต่ไม่ได้เข้าหูเขาเลย

กิรยอนวดดั้งจมูกเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดหัวที่พุ่งพล่าน

‘เตือนแล้วว่าอย่าซื้อ แต่แค่เพราะอยากรู้ผลลัพธ์ ถึงกับยอมจ่ายเงิน 5,000 ล้านเนี่ยนะ?’

ในมุมมองของคนหาเช้ากินค่ำ สถานการณ์นี้มันชวนช็อกสุดๆ

‘ถ้าเงินมันเหลือใช้จนจะเน่าคาบัญชีนัก ก็เอามาบริจาคให้ฉันนี่! ได้โปรด!’

แต่ถึงจะบ่นในใจไป ผลลัพธ์ก็คงไม่เปลี่ยนแปลง

เอสเธอร์ผลาญเงินไปกว่าหมื่นล้านวอนในการประมูลครั้งนี้ และในที่สุดก็ได้ไอเทมเหล่านี้มาครอบครอง

“คุณฮันเตอร์ครับ นี่คือไอเทม 2 ชิ้นที่ประมูลได้ครับ”

“โอ้!”

ในที่สุดสินค้าก็ปรากฏโฉม

ครืดดดด

บนรถเข็นที่พนักงานของสถานแลกเปลี่ยนเข็นเข้ามา มีกล่องสีน้ำเงิน 2 ใบวางอยู่

พวกเขาปลดผนึกกล่องต่อหน้าเอสเธอร์

เนื่องจากกังวลว่าไอเทมราคาสูงจะถูกขโมยหรือเสียหาย จึงมีการกางเขตแดนเอาไว้จนกว่าการซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์

“เฮ้อ ในที่สุดก็ได้ [นกสีขาว] มาแล้ว”

เอสเธอร์ตรวจสอบอุปกรณ์เวทสำหรับเคลื่อนย้ายเป็นอันดับแรก

สินค้าชิ้นนี้ไม่พบปัญหาใดๆ แม้แต่รอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มี

“เห็นจองฮาซองใช้แล้วอยากได้สุดๆ เลย โชคดีจังที่หามาได้!”

เอสเธอร์ลูบไล้ไอเทมรูปนกพิราบสีขาวอย่างรักใคร่ ก่อนจะหันไปมองสินค้าชิ้นที่สองอย่างช้าๆ

“ไหนดูซิ”

ตรงนี้แหละคือปัญหา

คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก ดูภายนอกสภาพการเก็บรักษาก็ดูดีไม่ต่างจากนกสีขาว

แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เนื้อหาข้างในไม่ใช่เหรอ

หมับ

เอสเธอร์หยิบคัมภีร์เวทขึ้นมาถือไว้ แล้วหันไปพูดกับพนักงาน

“นี่คุณคะ อันนี้เป็นของฉันแล้ว งั้นฉันลองใช้ที่นี่เลยได้ใช่ไหม?”

พนักงานพยักหน้าตอบรับอย่างกระตือรือร้น

“โอเค งั้นล่ะนะ”

เอสเธอร์กางหนังสือออกกว้างแล้วเริ่มพลิกหน้ากระดาษ

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ

แต่การกระทำอันฉะฉานนั้นก็ดำเนินไปได้ไม่นาน ในไม่ช้าเอสเธอร์ก็กวาดสายตาผ่านทุกหน้าจนเหลือเพียงหน้าสุดท้ายของเล่ม

“อืม”

พับ

“นั่นสินะ”

เอสเธอร์ปิดหนังสือที่อ่านจบแล้วลงอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยปาก

“...คุณกิรยอพูดถูกแฮะ นี่มันคัมภีร์เวทที่ถูกใช้แล้วจริงๆ ด้วย!”

ระเบิดลงตูมใหญ่

ของที่ซื้อมาในราคาตั้ง 5,000 ล้าน แท้จริงแล้วสูญเสียฟังก์ชันไปแล้วเนี่ยนะ?

นักประเมินของหอคอยเวทมนตร์เกาหลียืนตัวแข็งทื่อ ตาเบิกโพลง แต่ยังมีคนที่ช็อกยิ่งกว่าเขาเสียอีก

“ว่าไงนะครับ?”

พนักงานของสถานประมูลร้องถามด้วยความตกใจ

“ถูกใช้แล้วงั้นเหรอครับ?”

“ก็หมายความตามนั้นแหละค่ะ คัมภีร์เวทเล่มนี้ถูกเปิดใช้งานไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนจะมาถึงมือฉัน”

“เป็นไปไม่ได้...”

“ชัวร์ค่ะ เมื่อก่อนฉันก็เคยใช้คัมภีร์เวทมาก่อน ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ใช่แบบนี้นี่นา มันต้องรู้สึกแบบ... วูบ! เข้ามาสิ”

เอสเธอร์ชี้จุดผิดปกติของคัมภีร์เวททันที

ทว่าพนักงานกลับไม่ยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆ

“ไม่ครับ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด สินค้าราคาสูงอย่างคัมภีร์เวท ทางเราดูแลจัดการอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษนะครับ”

“ใช่ครับ แถมถ้าดูตรงนี้ ครั่งผนึกสีแดงที่ปกหนังสือก็ยังสมบูรณ์แบบจนกระทั่งคุณฮันเตอร์เปิดมันออก...”

ดูเหมือนบนโลกนี้เองก็มีวิธีตรวจสอบการเปิดใช้คัมภีร์เวทในแบบของตัวเองอยู่

“งั้นจะบอกว่าตอนนี้ฉันกำลังโกหกงั้นเหรอคะ?”

“เปล่าครับ ฮันเตอร์เอสเธอร์ คือว่า...”

“มีคนบอกว่าคัมภีร์เวทที่ใช้แล้วถูกนำมาประมูล แทนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง เอาแต่อ้างว่าการทำงานของตัวเองสมบูรณ์แบบอยู่นั่นแหละ”

ในขณะที่เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

กิรยอยืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ จากด้านหลัง

‘อา รู้งี้หุบปากตั้งแต่ตอนประมูลก็ดี’

เขาไม่อาจออกหน้าสุ่มสี่สุ่มห้าได้

จริงอยู่ที่เขาเป็นคนแรกที่ดูออกว่าคัมภีร์เวทเล่มนี้เป็นของไร้ค่า แต่วิธีที่เขารู้เนี่ยสิ

‘พอถึงเวลาต้องอธิบายจริงๆ มันวุ่นวายชะมัด’

ความจริงแล้ว การตรวจสอบสถานะการใช้งานของคัมภีร์เวทนั้นทำได้ง่ายมาก ไม่สิ กรณีนี้มันง่ายเกินไปจนเป็นปัญหาต่างหาก

[~ใช้งานเสร็จสิ้น~]

คัมภีร์เวทเล่มนั้น พอหมดหน้าที่ของมัน บนปกก็จะมีตัวอักษรแบบนี้ปรากฏหราขึ้นมา...

‘ภาษาอัลฟาวูรี!’

ดังนั้นกิรยอจึงรู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นแค่เศษฟืน

ลวดลายสีทองทรงกลมที่วาดอยู่บนปกหนังสือ ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากอักษรภาพโบราณของอัลฟาวูรี

มองผ่านๆ อาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นวงเวทได้ แต่โครงสร้างของทั้งสองอย่างนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นเส้นที่หนาเตอะ หรือการที่ประกอบด้วยเส้นโค้งง่ายๆ เพียงอย่างเดียว

‘ถึงจะไม่ใช่ภาษาปัจจุบัน แต่เป็นอักษรโบราณที่ใช้กันในอดีตอันไกลโพ้น แต่สมัยเรียนโรงเรียนก็สอนเป็นพื้นฐานนี่นา’

ยังไงก็ตาม กิรยอสามารถอ่านปกคัมภีร์เวทได้ด้วยความรู้จากชาติก่อน

และตัวตนที่แท้จริงของหนังสือที่เขาล่วงรู้นั้น มันยิ่งน่าสมเพชเข้าไปใหญ่

‘นี่มันแบบเรียนสำหรับเด็กชัดๆ...!’

คัมภีร์เวทราคา 5,000 ล้าน ที่แท้เป็นแค่อุปกรณ์การเรียนยุคเก่าสำหรับเด็กที่ยังไม่ประสีประสาเนี่ยนะ!

‘ไอ้ของพรรค์นั้นน่ะนะ... คัมภีร์เวท?’

กิรยอนึกถึงมูลค่า 5,000 ล้านที่แปะอยู่บนหนังสือไร้ค่าเล่มนั้น แล้วยกมือกุมขมับ

เหลือจะเชื่อเลยจริงๆ

ในบรรดาอารยธรรมมากมายของอัลฟาวูรี ดันเลือกเอาตำราเรียนมาเป็นสมบัติเนี่ยนะ?

แบบนี้ไอ้สิ่งที่เรียกว่าเกตนี่ มันจะไม่มั่วซั่วไปหน่อยเรอะ...

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

80

20px

ห้ามประมูลเหรอ?

จะไม่ให้ถามกลับก็คงไม่ได้ เอสเธอร์จึงเผลอหลุดปากถามออกไปว่าเหตุผลคืออะไร

“ซื้อหนังสือเล่มนั้นไปก็ไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ”

จากนั้นกิรยอก็เฉลยความลับของสินค้าประมูลให้ฟัง

“อย่างมากก็เอาไว้ดูเล่น แต่คุณจะยอมจ่ายเงินหลายพันล้านเพื่อขยะพรรค์นั้นเหรอครับ?”

“ของดูเล่น?”

“ถ้าจะพูดให้ถูกคือเอาไว้ทำฟืนมากกว่า”

เขาชี้ไปที่หนังสือซึ่งวางอยู่บนแท่น

“เพราะไอเทมชิ้นนั้นเป็นของเสียที่ถูกใช้งานไปแล้วครับ”

[คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก]...

สินค้าชิ้นสุดท้ายของการประมูลคือไอเทมหายากระดับตำนาน

เพราะมันมีคุณสมบัติที่เพียงแค่อ่าน ก็สามารถเพิ่ม ‘ค่าการตื่นรู้’ ได้เล็กน้อย

แม้อัตราการเพิ่มจะไม่สูงนัก แต่ทำไมฮันเตอร์ทุกคนถึงได้อยากได้มันจนตัวสั่นน่ะหรือ?

ก็เพราะผลของคัมภีร์เวทนั้นคงอยู่ถาวรน่ะสิ

สรุปสั้นๆ คือหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในวิธีการไม่กี่อย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดได้

“คุณบอกว่าเป็นของเสียเหรอคะ?”

ด้วยคุณสมบัติที่สุดยอดขนาดนี้ คัมภีร์เวทที่ถูกผนึกจึงเป็นไอเทมประเภทใช้แล้วทิ้งอย่างเคร่งครัด

หมายความว่า พอใช้เสร็จครั้งหนึ่งแล้ว สถานีต่อไปของมันก็คือถังขยะ

“ฟังดูมีเหตุผล ถ้าเป็นคัมภีร์เวทที่ถูกใช้ไปแล้วก็ไม่มีเหตุผลให้ซื้อเลย...”

เอสเธอร์ลดมือลงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

แต่ดูเหมือนนักประเมินประจำกิลด์ที่เธอพามาด้วย จะไม่ยอมรับความคิดเห็นของกิรยอ

“หือ? คัมภีร์เวทที่ถูกใช้งานแล้ว? คุณเอาอะไรมาพูดครับเนี่ย?”

สงครามฝีปากย่อมๆ จึงเปิดฉากขึ้น

“ถามว่าเอาอะไรมาพูด ก็ดูแล้วรู้...”

“ข้อมูลชัวร์เหรอครับ?”

“ครับ?”

“ขอเสียมารยาทนะครับ สกิลวิเคราะห์ที่คุณมีอยู่ระดับไหนเหรอ?”

คิมกิรยอลังเลเล็กน้อยแต่ก็ตอบกลับไปอย่างไม่ยากเย็น

เพราะเขาเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์ไว้เผื่อสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว

“ระดับ 2 ครับ”

พอกิรยอเปิดเผยระดับสกิล นักประเมินฝ่ายหอคอยเวทมนตร์เกาหลีก็ยักไหล่ทันที

“ท่านหัวหน้ากิลด์ ได้ยินแล้วใช่ไหมครับ? เขาบอกว่าเป็นนักประเมินระดับ 2 ล่ะ”

“อะ... อือ”

“สกิลวิเคราะห์ของผมระบุว่าไอเทมไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ เรื่องสถานะการใช้งานอะไรนั่น ไม่ปรากฏขึ้นมาในความสามารถของพวกเราด้วยซ้ำ”

น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

เมื่อเห็นคิมกิรยอยืนนิ่งเพราะตามสถานการณ์ไม่ทัน เอสเธอร์ที่ทนดูไม่ได้จึงเอ่ยปากขึ้น

“อ๊ะ ฉันแนะนำช้าไปหน่อยสินะ? ทางนี้คือนักประเมินหัวกะทิของกิลด์เราค่ะ เขามีใบอนุญาตวิเคราะห์ระดับ 1 เชียวนะ”

เกณฑ์วัดความสามารถของนักประเมินก็คือการมองทะลุฟังก์ชันของไอเทม

และในบรรดานักประเมินมากมาย ผู้ที่สามารถแยกแยะฟังก์ชันที่ซ่อนอยู่ของไอเทมระดับสูงสุดได้ จะถูกเรียกว่านักประเมินระดับ 1

ทั่วไป < แรร์ < ยูนีค < เอปิก

ระดับ 4 < ระดับ 3 < ระดับ 2 < ระดับ 1

การแบ่งระดับของผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์จึงอิงตามมาตรฐานสากลของไอเทมเช่นนี้

อ้อ ส่วนไอเทมระดับ ‘เลเจนดารี’ ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อปีก่อน ยังไม่มีนักประเมินคนไหนวิเคราะห์ได้ เลยไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่นี้

‘เวรเอ๊ย ดันเจอตอระดับ 1 เข้ามาขัดแข้งขัดขาซะได้’

ถ้ารู้แบบนี้ แถว่าเป็นระดับสูงสุดไปเลยดีไหมนะ?

กิรยอนึกเสียใจอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ล้มเลิกความคิด

ลำพังแค่นักประเมินก็มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ขืนเที่ยวป่าวประกาศว่าเป็นระดับ 1 คงดึงดูดความสนใจในวงการแคบๆ นี้มากเกินไป

“ระดับ 1 เลยเหรอครับ สุดยอดไปเลย แต่ว่า... ครั้งนี้ช่วยเชื่อข้อเสนอของผมหน่อยไม่ได้เหรอครับ?”

“ครับ?”

“นั่นเป็นคัมภีร์เวทที่ถูกใช้แล้วจริงๆ ถึงจะหาหลักฐานมายืนยันตอนนี้ยากก็เถอะ...”

คิมกิรยอพยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายจากใจจริง ด้วยความคิดที่ไม่อยากให้เงินหลายพันล้านต้องสูญเปล่า

“ฮึ่ม”

เมื่อได้ยินดังนั้น นักประเมินก็หรี่ตามองพลางกระซิบกับกิลด์มาสเตอร์

“ท่านหัวหน้ากิลด์ครับ ไอ้นั่น... ดูยังไงก็เป็นมุกตัดคู่แข่งประมูลชัดๆ”

“งั้นเหรอ?”

“ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมต้องมาห้ามคนอื่นประมูลคัมภีร์เวทด้วยล่ะครับ?”

แถมเป็นไปไม่ได้เลยที่สถานแลกเปลี่ยนของรัฐจะปล่อยปละละเลย จนนำไอเทมที่ใช้แล้วมาขึ้นประมูล

อีกทั้งสกิลวิเคราะห์ระดับสูงสุดของเขาก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ

แล้วเรื่องอะไรจะต้องยอมตัดใจจากไอเทมหายาก เพราะคำพูดของฮันเตอร์ปริศนาคนเดียวด้วย

‘สกิลก็กระจอก ยังจะมาทำเป็นรู้ดี’

อะแฮ่ม

นักประเมินของกิลด์หอคอยเวทมนตร์แสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ออกมา

ยังไงซะ ก็ไม่มีอะไรน่ารำคาญลูกตาไปกว่าพวกสวะที่ชอบอวดรู้ทั้งที่ข้อมูลมั่วซั่วอีกแล้ว

แถมขนาดนักประเมินชั้นหนึ่งบอกว่าผิด ก็ยังจะเถียงข้างๆ คูๆ อยู่นั่นแหละ...

‘ไอ้หมอนั่น คงดิ้นรนอยากเข้าตาฮันเตอร์ระดับ S จนตัวสั่นสินะ’

เหอะ

นักประเมินแค่นหัวเราะราวกับไม่มีอะไรต้องฟังอีก

“จริงสิ”

แต่ทว่าในตอนนั้น

เอสเธอร์ที่จ้องมองท่าทีของนักประเมินอยู่เงียบๆ ก็เริ่มเป็นฝ่ายคุมบทสนทนาขึ้นมาดื้อๆ

“จะว่าไป ตอนตรวจสอบดาบต้องสาป คุณนักประเมินพัคไม่ได้อยู่ที่ห้องวิเคราะห์สินะ?”

“ครับ?”

“ก็ตอนนั้นไง ที่ฉันสั่งงานแยกไป คุณเลยต้องออกไปทำงานข้างนอกพักใหญ่เลยนี่นา”

“อ้อ ครับๆ”

“นั่นสินะ คุณก็เลยจำหน้าคุณกิรยอไม่ได้”

เอสเธอร์ยิ้มหวาน

“งั้นฉันบอกตอนนี้เลยแล้วกัน ฮันเตอร์รูปหล่อท่านนี้ ที่จริงแล้วคือผู้พิชิตเขาวงกตของหอคอยเวทมนตร์เราค่ะ”

แต่บทสนทนาต่อจากนั้น กลับห่างไกลจากความอ่อนโยนลิบลับ

ถึงปากจะยิ้ม แต่แววตาของเธอกลับแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาจนปิดไม่มิด

“เขาคือคนที่เคลียร์เขาวงกตที่คุณเสียเวลาทดสอบไปตั้ง 20 นาที ได้ภายในเวลาแค่ 3 นาที 32 วินาทียังไงล่ะ”

นักประเมินประจำกิลด์ตกตะลึงกับข่าวที่น่าช็อกจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ แต่เอสเธอร์ยังคงพูดต่อด้วยท่าทีสบายๆ

“ด้วยเหตุนี้ ช่วงนี้ฉันเลยกำลังพยายามทำตัวดีๆ ให้ฮันเตอร์ท่านนี้ประทับใจอยู่พอดีเลย”

“อ่า”

“ไม่รู้ว่ามีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า แต่คุณนักประเมินพัคดูจะแข็งกระด้างกับคุณกิรยอมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ?”

“ทะ... ท่านหัวหน้ากิลด์”

ซูมมม

พลังเวทอันน่าขนลุกของฮันเตอร์ระดับ S ปกคลุมไปทั่วลานประมูลในพริบตา

แต่ไม่มีใครในที่นั้นกล้าแสดงความไม่พอใจออกมา เพราะระดับ S คือตราประทับของผู้ล่าจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

“คุณนักประเมินพัคคะ วันหลังช่วยระวังท่าทีเวลาคุยกับฮันเตอร์คิมกิรยอหน่อยนะคะ”

ในขณะที่สีหน้าของพนักงานซีดเผือดจนแข็งทื่อ

ผู้ล่าเรือนผมสีม่วงที่นั่งอยู่ในเงามืดก็ยกมือขาวผ่องของตนขึ้น

“เอาเถอะ ถ้าเข้าใจแล้วก็ดี ตอนนี้เหลือแค่เรื่องคัมภีร์เวทนั่นสินะ”

“คุณเอสเธอร์ หรือว่า...”

“พอความเห็นของนักประเมินสองคนไม่ตรงกัน มันก็ยิ่งทำให้อยากรู้น่ะสิ~ งั้นเปิดดูด้วยตัวเองเลยดีกว่าไหม?”

สิ้นคำ เสียงอันสดใสของเธอก็ดังลั่นไปทั่วลานประมูล

“5,000 ล้าน!”

“...5,000 ล้านมาแล้วครับ! มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ? 5,000 ล้าน, 5,000 ล้าน... ครับ! คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก ตกเป็นของผู้ประมูลหมายเลข 38 ครับ!”

.

.

.

หลังจบการประมูล

ทางเดิน G1 ของสถานประมูลฮันเตอร์เกาหลี

‘ยัยนี่บ้าไปแล้วหรือเปล่า?’

กิรยอกำลังเดินไปตามโถงทางเดินยาว

เพื่อที่จะไปรับของที่ประมูลมาได้ ก็ต้องย้ายสถานที่กันอีกสักรอบ

“ห้องนี้ค่ะ! รอตรงนี้เดี๋ยวพนักงานก็จะเอาของที่ประมูลได้มาส่งให้เอง”

หลังจากนั้นเอสเธอร์ก็อธิบายอะไรอีกนิดหน่อย แต่ไม่ได้เข้าหูเขาเลย

กิรยอนวดดั้งจมูกเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดหัวที่พุ่งพล่าน

‘เตือนแล้วว่าอย่าซื้อ แต่แค่เพราะอยากรู้ผลลัพธ์ ถึงกับยอมจ่ายเงิน 5,000 ล้านเนี่ยนะ?’

ในมุมมองของคนหาเช้ากินค่ำ สถานการณ์นี้มันชวนช็อกสุดๆ

‘ถ้าเงินมันเหลือใช้จนจะเน่าคาบัญชีนัก ก็เอามาบริจาคให้ฉันนี่! ได้โปรด!’

แต่ถึงจะบ่นในใจไป ผลลัพธ์ก็คงไม่เปลี่ยนแปลง

เอสเธอร์ผลาญเงินไปกว่าหมื่นล้านวอนในการประมูลครั้งนี้ และในที่สุดก็ได้ไอเทมเหล่านี้มาครอบครอง

“คุณฮันเตอร์ครับ นี่คือไอเทม 2 ชิ้นที่ประมูลได้ครับ”

“โอ้!”

ในที่สุดสินค้าก็ปรากฏโฉม

ครืดดดด

บนรถเข็นที่พนักงานของสถานแลกเปลี่ยนเข็นเข้ามา มีกล่องสีน้ำเงิน 2 ใบวางอยู่

พวกเขาปลดผนึกกล่องต่อหน้าเอสเธอร์

เนื่องจากกังวลว่าไอเทมราคาสูงจะถูกขโมยหรือเสียหาย จึงมีการกางเขตแดนเอาไว้จนกว่าการซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์

“เฮ้อ ในที่สุดก็ได้ [นกสีขาว] มาแล้ว”

เอสเธอร์ตรวจสอบอุปกรณ์เวทสำหรับเคลื่อนย้ายเป็นอันดับแรก

สินค้าชิ้นนี้ไม่พบปัญหาใดๆ แม้แต่รอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มี

“เห็นจองฮาซองใช้แล้วอยากได้สุดๆ เลย โชคดีจังที่หามาได้!”

เอสเธอร์ลูบไล้ไอเทมรูปนกพิราบสีขาวอย่างรักใคร่ ก่อนจะหันไปมองสินค้าชิ้นที่สองอย่างช้าๆ

“ไหนดูซิ”

ตรงนี้แหละคือปัญหา

คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก ดูภายนอกสภาพการเก็บรักษาก็ดูดีไม่ต่างจากนกสีขาว

แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เนื้อหาข้างในไม่ใช่เหรอ

หมับ

เอสเธอร์หยิบคัมภีร์เวทขึ้นมาถือไว้ แล้วหันไปพูดกับพนักงาน

“นี่คุณคะ อันนี้เป็นของฉันแล้ว งั้นฉันลองใช้ที่นี่เลยได้ใช่ไหม?”

พนักงานพยักหน้าตอบรับอย่างกระตือรือร้น

“โอเค งั้นล่ะนะ”

เอสเธอร์กางหนังสือออกกว้างแล้วเริ่มพลิกหน้ากระดาษ

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ

แต่การกระทำอันฉะฉานนั้นก็ดำเนินไปได้ไม่นาน ในไม่ช้าเอสเธอร์ก็กวาดสายตาผ่านทุกหน้าจนเหลือเพียงหน้าสุดท้ายของเล่ม

“อืม”

พับ

“นั่นสินะ”

เอสเธอร์ปิดหนังสือที่อ่านจบแล้วลงอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยปาก

“...คุณกิรยอพูดถูกแฮะ นี่มันคัมภีร์เวทที่ถูกใช้แล้วจริงๆ ด้วย!”

ระเบิดลงตูมใหญ่

ของที่ซื้อมาในราคาตั้ง 5,000 ล้าน แท้จริงแล้วสูญเสียฟังก์ชันไปแล้วเนี่ยนะ?

นักประเมินของหอคอยเวทมนตร์เกาหลียืนตัวแข็งทื่อ ตาเบิกโพลง แต่ยังมีคนที่ช็อกยิ่งกว่าเขาเสียอีก

“ว่าไงนะครับ?”

พนักงานของสถานประมูลร้องถามด้วยความตกใจ

“ถูกใช้แล้วงั้นเหรอครับ?”

“ก็หมายความตามนั้นแหละค่ะ คัมภีร์เวทเล่มนี้ถูกเปิดใช้งานไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนจะมาถึงมือฉัน”

“เป็นไปไม่ได้...”

“ชัวร์ค่ะ เมื่อก่อนฉันก็เคยใช้คัมภีร์เวทมาก่อน ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ใช่แบบนี้นี่นา มันต้องรู้สึกแบบ... วูบ! เข้ามาสิ”

เอสเธอร์ชี้จุดผิดปกติของคัมภีร์เวททันที

ทว่าพนักงานกลับไม่ยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆ

“ไม่ครับ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด สินค้าราคาสูงอย่างคัมภีร์เวท ทางเราดูแลจัดการอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษนะครับ”

“ใช่ครับ แถมถ้าดูตรงนี้ ครั่งผนึกสีแดงที่ปกหนังสือก็ยังสมบูรณ์แบบจนกระทั่งคุณฮันเตอร์เปิดมันออก...”

ดูเหมือนบนโลกนี้เองก็มีวิธีตรวจสอบการเปิดใช้คัมภีร์เวทในแบบของตัวเองอยู่

“งั้นจะบอกว่าตอนนี้ฉันกำลังโกหกงั้นเหรอคะ?”

“เปล่าครับ ฮันเตอร์เอสเธอร์ คือว่า...”

“มีคนบอกว่าคัมภีร์เวทที่ใช้แล้วถูกนำมาประมูล แทนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง เอาแต่อ้างว่าการทำงานของตัวเองสมบูรณ์แบบอยู่นั่นแหละ”

ในขณะที่เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

กิรยอยืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ จากด้านหลัง

‘อา รู้งี้หุบปากตั้งแต่ตอนประมูลก็ดี’

เขาไม่อาจออกหน้าสุ่มสี่สุ่มห้าได้

จริงอยู่ที่เขาเป็นคนแรกที่ดูออกว่าคัมภีร์เวทเล่มนี้เป็นของไร้ค่า แต่วิธีที่เขารู้เนี่ยสิ

‘พอถึงเวลาต้องอธิบายจริงๆ มันวุ่นวายชะมัด’

ความจริงแล้ว การตรวจสอบสถานะการใช้งานของคัมภีร์เวทนั้นทำได้ง่ายมาก ไม่สิ กรณีนี้มันง่ายเกินไปจนเป็นปัญหาต่างหาก

[~ใช้งานเสร็จสิ้น~]

คัมภีร์เวทเล่มนั้น พอหมดหน้าที่ของมัน บนปกก็จะมีตัวอักษรแบบนี้ปรากฏหราขึ้นมา...

‘ภาษาอัลฟาวูรี!’

ดังนั้นกิรยอจึงรู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นแค่เศษฟืน

ลวดลายสีทองทรงกลมที่วาดอยู่บนปกหนังสือ ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากอักษรภาพโบราณของอัลฟาวูรี

มองผ่านๆ อาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นวงเวทได้ แต่โครงสร้างของทั้งสองอย่างนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นเส้นที่หนาเตอะ หรือการที่ประกอบด้วยเส้นโค้งง่ายๆ เพียงอย่างเดียว

‘ถึงจะไม่ใช่ภาษาปัจจุบัน แต่เป็นอักษรโบราณที่ใช้กันในอดีตอันไกลโพ้น แต่สมัยเรียนโรงเรียนก็สอนเป็นพื้นฐานนี่นา’

ยังไงก็ตาม กิรยอสามารถอ่านปกคัมภีร์เวทได้ด้วยความรู้จากชาติก่อน

และตัวตนที่แท้จริงของหนังสือที่เขาล่วงรู้นั้น มันยิ่งน่าสมเพชเข้าไปใหญ่

‘นี่มันแบบเรียนสำหรับเด็กชัดๆ...!’

คัมภีร์เวทราคา 5,000 ล้าน ที่แท้เป็นแค่อุปกรณ์การเรียนยุคเก่าสำหรับเด็กที่ยังไม่ประสีประสาเนี่ยนะ!

‘ไอ้ของพรรค์นั้นน่ะนะ... คัมภีร์เวท?’

กิรยอนึกถึงมูลค่า 5,000 ล้านที่แปะอยู่บนหนังสือไร้ค่าเล่มนั้น แล้วยกมือกุมขมับ

เหลือจะเชื่อเลยจริงๆ

ในบรรดาอารยธรรมมากมายของอัลฟาวูรี ดันเลือกเอาตำราเรียนมาเป็นสมบัติเนี่ยนะ?

แบบนี้ไอ้สิ่งที่เรียกว่าเกตนี่ มันจะไม่มั่วซั่วไปหน่อยเรอะ...