ห้ามประมูลเหรอ?
จะไม่ให้ถามกลับก็คงไม่ได้ เอสเธอร์จึงเผลอหลุดปากถามออกไปว่าเหตุผลคืออะไร
“ซื้อหนังสือเล่มนั้นไปก็ไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ”
จากนั้นกิรยอก็เฉลยความลับของสินค้าประมูลให้ฟัง
“อย่างมากก็เอาไว้ดูเล่น แต่คุณจะยอมจ่ายเงินหลายพันล้านเพื่อขยะพรรค์นั้นเหรอครับ?”
“ของดูเล่น?”
“ถ้าจะพูดให้ถูกคือเอาไว้ทำฟืนมากกว่า”
เขาชี้ไปที่หนังสือซึ่งวางอยู่บนแท่น
“เพราะไอเทมชิ้นนั้นเป็นของเสียที่ถูกใช้งานไปแล้วครับ”
[คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก]...
สินค้าชิ้นสุดท้ายของการประมูลคือไอเทมหายากระดับตำนาน
เพราะมันมีคุณสมบัติที่เพียงแค่อ่าน ก็สามารถเพิ่ม ‘ค่าการตื่นรู้’ ได้เล็กน้อย
แม้อัตราการเพิ่มจะไม่สูงนัก แต่ทำไมฮันเตอร์ทุกคนถึงได้อยากได้มันจนตัวสั่นน่ะหรือ?
ก็เพราะผลของคัมภีร์เวทนั้นคงอยู่ถาวรน่ะสิ
สรุปสั้นๆ คือหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในวิธีการไม่กี่อย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดได้
“คุณบอกว่าเป็นของเสียเหรอคะ?”
ด้วยคุณสมบัติที่สุดยอดขนาดนี้ คัมภีร์เวทที่ถูกผนึกจึงเป็นไอเทมประเภทใช้แล้วทิ้งอย่างเคร่งครัด
หมายความว่า พอใช้เสร็จครั้งหนึ่งแล้ว สถานีต่อไปของมันก็คือถังขยะ
“ฟังดูมีเหตุผล ถ้าเป็นคัมภีร์เวทที่ถูกใช้ไปแล้วก็ไม่มีเหตุผลให้ซื้อเลย...”
เอสเธอร์ลดมือลงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
แต่ดูเหมือนนักประเมินประจำกิลด์ที่เธอพามาด้วย จะไม่ยอมรับความคิดเห็นของกิรยอ
“หือ? คัมภีร์เวทที่ถูกใช้งานแล้ว? คุณเอาอะไรมาพูดครับเนี่ย?”
สงครามฝีปากย่อมๆ จึงเปิดฉากขึ้น
“ถามว่าเอาอะไรมาพูด ก็ดูแล้วรู้...”
“ข้อมูลชัวร์เหรอครับ?”
“ครับ?”
“ขอเสียมารยาทนะครับ สกิลวิเคราะห์ที่คุณมีอยู่ระดับไหนเหรอ?”
คิมกิรยอลังเลเล็กน้อยแต่ก็ตอบกลับไปอย่างไม่ยากเย็น
เพราะเขาเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์ไว้เผื่อสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว
“ระดับ 2 ครับ”
พอกิรยอเปิดเผยระดับสกิล นักประเมินฝ่ายหอคอยเวทมนตร์เกาหลีก็ยักไหล่ทันที
“ท่านหัวหน้ากิลด์ ได้ยินแล้วใช่ไหมครับ? เขาบอกว่าเป็นนักประเมินระดับ 2 ล่ะ”
“อะ... อือ”
“สกิลวิเคราะห์ของผมระบุว่าไอเทมไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ เรื่องสถานะการใช้งานอะไรนั่น ไม่ปรากฏขึ้นมาในความสามารถของพวกเราด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
เมื่อเห็นคิมกิรยอยืนนิ่งเพราะตามสถานการณ์ไม่ทัน เอสเธอร์ที่ทนดูไม่ได้จึงเอ่ยปากขึ้น
“อ๊ะ ฉันแนะนำช้าไปหน่อยสินะ? ทางนี้คือนักประเมินหัวกะทิของกิลด์เราค่ะ เขามีใบอนุญาตวิเคราะห์ระดับ 1 เชียวนะ”
เกณฑ์วัดความสามารถของนักประเมินก็คือการมองทะลุฟังก์ชันของไอเทม
และในบรรดานักประเมินมากมาย ผู้ที่สามารถแยกแยะฟังก์ชันที่ซ่อนอยู่ของไอเทมระดับสูงสุดได้ จะถูกเรียกว่านักประเมินระดับ 1
ทั่วไป < แรร์ < ยูนีค < เอปิก
ระดับ 4 < ระดับ 3 < ระดับ 2 < ระดับ 1
การแบ่งระดับของผู้ตื่นรู้สายวิเคราะห์จึงอิงตามมาตรฐานสากลของไอเทมเช่นนี้
อ้อ ส่วนไอเทมระดับ ‘เลเจนดารี’ ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อปีก่อน ยังไม่มีนักประเมินคนไหนวิเคราะห์ได้ เลยไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่นี้
‘เวรเอ๊ย ดันเจอตอระดับ 1 เข้ามาขัดแข้งขัดขาซะได้’
ถ้ารู้แบบนี้ แถว่าเป็นระดับสูงสุดไปเลยดีไหมนะ?
กิรยอนึกเสียใจอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ล้มเลิกความคิด
ลำพังแค่นักประเมินก็มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ขืนเที่ยวป่าวประกาศว่าเป็นระดับ 1 คงดึงดูดความสนใจในวงการแคบๆ นี้มากเกินไป
“ระดับ 1 เลยเหรอครับ สุดยอดไปเลย แต่ว่า... ครั้งนี้ช่วยเชื่อข้อเสนอของผมหน่อยไม่ได้เหรอครับ?”
“ครับ?”
“นั่นเป็นคัมภีร์เวทที่ถูกใช้แล้วจริงๆ ถึงจะหาหลักฐานมายืนยันตอนนี้ยากก็เถอะ...”
คิมกิรยอพยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายจากใจจริง ด้วยความคิดที่ไม่อยากให้เงินหลายพันล้านต้องสูญเปล่า
“ฮึ่ม”
เมื่อได้ยินดังนั้น นักประเมินก็หรี่ตามองพลางกระซิบกับกิลด์มาสเตอร์
“ท่านหัวหน้ากิลด์ครับ ไอ้นั่น... ดูยังไงก็เป็นมุกตัดคู่แข่งประมูลชัดๆ”
“งั้นเหรอ?”
“ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมต้องมาห้ามคนอื่นประมูลคัมภีร์เวทด้วยล่ะครับ?”
แถมเป็นไปไม่ได้เลยที่สถานแลกเปลี่ยนของรัฐจะปล่อยปละละเลย จนนำไอเทมที่ใช้แล้วมาขึ้นประมูล
อีกทั้งสกิลวิเคราะห์ระดับสูงสุดของเขาก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
แล้วเรื่องอะไรจะต้องยอมตัดใจจากไอเทมหายาก เพราะคำพูดของฮันเตอร์ปริศนาคนเดียวด้วย
‘สกิลก็กระจอก ยังจะมาทำเป็นรู้ดี’
อะแฮ่ม
นักประเมินของกิลด์หอคอยเวทมนตร์แสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ออกมา
ยังไงซะ ก็ไม่มีอะไรน่ารำคาญลูกตาไปกว่าพวกสวะที่ชอบอวดรู้ทั้งที่ข้อมูลมั่วซั่วอีกแล้ว
แถมขนาดนักประเมินชั้นหนึ่งบอกว่าผิด ก็ยังจะเถียงข้างๆ คูๆ อยู่นั่นแหละ...
‘ไอ้หมอนั่น คงดิ้นรนอยากเข้าตาฮันเตอร์ระดับ S จนตัวสั่นสินะ’
เหอะ
นักประเมินแค่นหัวเราะราวกับไม่มีอะไรต้องฟังอีก
“จริงสิ”
แต่ทว่าในตอนนั้น
เอสเธอร์ที่จ้องมองท่าทีของนักประเมินอยู่เงียบๆ ก็เริ่มเป็นฝ่ายคุมบทสนทนาขึ้นมาดื้อๆ
“จะว่าไป ตอนตรวจสอบดาบต้องสาป คุณนักประเมินพัคไม่ได้อยู่ที่ห้องวิเคราะห์สินะ?”
“ครับ?”
“ก็ตอนนั้นไง ที่ฉันสั่งงานแยกไป คุณเลยต้องออกไปทำงานข้างนอกพักใหญ่เลยนี่นา”
“อ้อ ครับๆ”
“นั่นสินะ คุณก็เลยจำหน้าคุณกิรยอไม่ได้”
เอสเธอร์ยิ้มหวาน
“งั้นฉันบอกตอนนี้เลยแล้วกัน ฮันเตอร์รูปหล่อท่านนี้ ที่จริงแล้วคือผู้พิชิตเขาวงกตของหอคอยเวทมนตร์เราค่ะ”
แต่บทสนทนาต่อจากนั้น กลับห่างไกลจากความอ่อนโยนลิบลับ
ถึงปากจะยิ้ม แต่แววตาของเธอกลับแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาจนปิดไม่มิด
“เขาคือคนที่เคลียร์เขาวงกตที่คุณเสียเวลาทดสอบไปตั้ง 20 นาที ได้ภายในเวลาแค่ 3 นาที 32 วินาทียังไงล่ะ”
นักประเมินประจำกิลด์ตกตะลึงกับข่าวที่น่าช็อกจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ แต่เอสเธอร์ยังคงพูดต่อด้วยท่าทีสบายๆ
“ด้วยเหตุนี้ ช่วงนี้ฉันเลยกำลังพยายามทำตัวดีๆ ให้ฮันเตอร์ท่านนี้ประทับใจอยู่พอดีเลย”
“อ่า”
“ไม่รู้ว่ามีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า แต่คุณนักประเมินพัคดูจะแข็งกระด้างกับคุณกิรยอมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ?”
“ทะ... ท่านหัวหน้ากิลด์”
ซูมมม
พลังเวทอันน่าขนลุกของฮันเตอร์ระดับ S ปกคลุมไปทั่วลานประมูลในพริบตา
แต่ไม่มีใครในที่นั้นกล้าแสดงความไม่พอใจออกมา เพราะระดับ S คือตราประทับของผู้ล่าจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
“คุณนักประเมินพัคคะ วันหลังช่วยระวังท่าทีเวลาคุยกับฮันเตอร์คิมกิรยอหน่อยนะคะ”
ในขณะที่สีหน้าของพนักงานซีดเผือดจนแข็งทื่อ
ผู้ล่าเรือนผมสีม่วงที่นั่งอยู่ในเงามืดก็ยกมือขาวผ่องของตนขึ้น
“เอาเถอะ ถ้าเข้าใจแล้วก็ดี ตอนนี้เหลือแค่เรื่องคัมภีร์เวทนั่นสินะ”
“คุณเอสเธอร์ หรือว่า...”
“พอความเห็นของนักประเมินสองคนไม่ตรงกัน มันก็ยิ่งทำให้อยากรู้น่ะสิ~ งั้นเปิดดูด้วยตัวเองเลยดีกว่าไหม?”
สิ้นคำ เสียงอันสดใสของเธอก็ดังลั่นไปทั่วลานประมูล
“5,000 ล้าน!”
“...5,000 ล้านมาแล้วครับ! มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ? 5,000 ล้าน, 5,000 ล้าน... ครับ! คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก ตกเป็นของผู้ประมูลหมายเลข 38 ครับ!”
.
.
.
หลังจบการประมูล
ทางเดิน G1 ของสถานประมูลฮันเตอร์เกาหลี
‘ยัยนี่บ้าไปแล้วหรือเปล่า?’
กิรยอกำลังเดินไปตามโถงทางเดินยาว
เพื่อที่จะไปรับของที่ประมูลมาได้ ก็ต้องย้ายสถานที่กันอีกสักรอบ
“ห้องนี้ค่ะ! รอตรงนี้เดี๋ยวพนักงานก็จะเอาของที่ประมูลได้มาส่งให้เอง”
หลังจากนั้นเอสเธอร์ก็อธิบายอะไรอีกนิดหน่อย แต่ไม่ได้เข้าหูเขาเลย
กิรยอนวดดั้งจมูกเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดหัวที่พุ่งพล่าน
‘เตือนแล้วว่าอย่าซื้อ แต่แค่เพราะอยากรู้ผลลัพธ์ ถึงกับยอมจ่ายเงิน 5,000 ล้านเนี่ยนะ?’
ในมุมมองของคนหาเช้ากินค่ำ สถานการณ์นี้มันชวนช็อกสุดๆ
‘ถ้าเงินมันเหลือใช้จนจะเน่าคาบัญชีนัก ก็เอามาบริจาคให้ฉันนี่! ได้โปรด!’
แต่ถึงจะบ่นในใจไป ผลลัพธ์ก็คงไม่เปลี่ยนแปลง
เอสเธอร์ผลาญเงินไปกว่าหมื่นล้านวอนในการประมูลครั้งนี้ และในที่สุดก็ได้ไอเทมเหล่านี้มาครอบครอง
“คุณฮันเตอร์ครับ นี่คือไอเทม 2 ชิ้นที่ประมูลได้ครับ”
“โอ้!”
ในที่สุดสินค้าก็ปรากฏโฉม
ครืดดดด
บนรถเข็นที่พนักงานของสถานแลกเปลี่ยนเข็นเข้ามา มีกล่องสีน้ำเงิน 2 ใบวางอยู่
พวกเขาปลดผนึกกล่องต่อหน้าเอสเธอร์
เนื่องจากกังวลว่าไอเทมราคาสูงจะถูกขโมยหรือเสียหาย จึงมีการกางเขตแดนเอาไว้จนกว่าการซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์
“เฮ้อ ในที่สุดก็ได้ [นกสีขาว] มาแล้ว”
เอสเธอร์ตรวจสอบอุปกรณ์เวทสำหรับเคลื่อนย้ายเป็นอันดับแรก
สินค้าชิ้นนี้ไม่พบปัญหาใดๆ แม้แต่รอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มี
“เห็นจองฮาซองใช้แล้วอยากได้สุดๆ เลย โชคดีจังที่หามาได้!”
เอสเธอร์ลูบไล้ไอเทมรูปนกพิราบสีขาวอย่างรักใคร่ ก่อนจะหันไปมองสินค้าชิ้นที่สองอย่างช้าๆ
“ไหนดูซิ”
ตรงนี้แหละคือปัญหา
คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก ดูภายนอกสภาพการเก็บรักษาก็ดูดีไม่ต่างจากนกสีขาว
แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เนื้อหาข้างในไม่ใช่เหรอ
หมับ
เอสเธอร์หยิบคัมภีร์เวทขึ้นมาถือไว้ แล้วหันไปพูดกับพนักงาน
“นี่คุณคะ อันนี้เป็นของฉันแล้ว งั้นฉันลองใช้ที่นี่เลยได้ใช่ไหม?”
พนักงานพยักหน้าตอบรับอย่างกระตือรือร้น
“โอเค งั้นล่ะนะ”
เอสเธอร์กางหนังสือออกกว้างแล้วเริ่มพลิกหน้ากระดาษ
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ
แต่การกระทำอันฉะฉานนั้นก็ดำเนินไปได้ไม่นาน ในไม่ช้าเอสเธอร์ก็กวาดสายตาผ่านทุกหน้าจนเหลือเพียงหน้าสุดท้ายของเล่ม
“อืม”
พับ
“นั่นสินะ”
เอสเธอร์ปิดหนังสือที่อ่านจบแล้วลงอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยปาก
“...คุณกิรยอพูดถูกแฮะ นี่มันคัมภีร์เวทที่ถูกใช้แล้วจริงๆ ด้วย!”
ระเบิดลงตูมใหญ่
ของที่ซื้อมาในราคาตั้ง 5,000 ล้าน แท้จริงแล้วสูญเสียฟังก์ชันไปแล้วเนี่ยนะ?
นักประเมินของหอคอยเวทมนตร์เกาหลียืนตัวแข็งทื่อ ตาเบิกโพลง แต่ยังมีคนที่ช็อกยิ่งกว่าเขาเสียอีก
“ว่าไงนะครับ?”
พนักงานของสถานประมูลร้องถามด้วยความตกใจ
“ถูกใช้แล้วงั้นเหรอครับ?”
“ก็หมายความตามนั้นแหละค่ะ คัมภีร์เวทเล่มนี้ถูกเปิดใช้งานไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนจะมาถึงมือฉัน”
“เป็นไปไม่ได้...”
“ชัวร์ค่ะ เมื่อก่อนฉันก็เคยใช้คัมภีร์เวทมาก่อน ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ใช่แบบนี้นี่นา มันต้องรู้สึกแบบ... วูบ! เข้ามาสิ”
เอสเธอร์ชี้จุดผิดปกติของคัมภีร์เวททันที
ทว่าพนักงานกลับไม่ยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆ
“ไม่ครับ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด สินค้าราคาสูงอย่างคัมภีร์เวท ทางเราดูแลจัดการอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษนะครับ”
“ใช่ครับ แถมถ้าดูตรงนี้ ครั่งผนึกสีแดงที่ปกหนังสือก็ยังสมบูรณ์แบบจนกระทั่งคุณฮันเตอร์เปิดมันออก...”
ดูเหมือนบนโลกนี้เองก็มีวิธีตรวจสอบการเปิดใช้คัมภีร์เวทในแบบของตัวเองอยู่
“งั้นจะบอกว่าตอนนี้ฉันกำลังโกหกงั้นเหรอคะ?”
“เปล่าครับ ฮันเตอร์เอสเธอร์ คือว่า...”
“มีคนบอกว่าคัมภีร์เวทที่ใช้แล้วถูกนำมาประมูล แทนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง เอาแต่อ้างว่าการทำงานของตัวเองสมบูรณ์แบบอยู่นั่นแหละ”
ในขณะที่เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
กิรยอยืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ จากด้านหลัง
‘อา รู้งี้หุบปากตั้งแต่ตอนประมูลก็ดี’
เขาไม่อาจออกหน้าสุ่มสี่สุ่มห้าได้
จริงอยู่ที่เขาเป็นคนแรกที่ดูออกว่าคัมภีร์เวทเล่มนี้เป็นของไร้ค่า แต่วิธีที่เขารู้เนี่ยสิ
‘พอถึงเวลาต้องอธิบายจริงๆ มันวุ่นวายชะมัด’
ความจริงแล้ว การตรวจสอบสถานะการใช้งานของคัมภีร์เวทนั้นทำได้ง่ายมาก ไม่สิ กรณีนี้มันง่ายเกินไปจนเป็นปัญหาต่างหาก
[~ใช้งานเสร็จสิ้น~]
คัมภีร์เวทเล่มนั้น พอหมดหน้าที่ของมัน บนปกก็จะมีตัวอักษรแบบนี้ปรากฏหราขึ้นมา...
‘ภาษาอัลฟาวูรี!’
ดังนั้นกิรยอจึงรู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นแค่เศษฟืน
ลวดลายสีทองทรงกลมที่วาดอยู่บนปกหนังสือ ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากอักษรภาพโบราณของอัลฟาวูรี
มองผ่านๆ อาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นวงเวทได้ แต่โครงสร้างของทั้งสองอย่างนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นเส้นที่หนาเตอะ หรือการที่ประกอบด้วยเส้นโค้งง่ายๆ เพียงอย่างเดียว
‘ถึงจะไม่ใช่ภาษาปัจจุบัน แต่เป็นอักษรโบราณที่ใช้กันในอดีตอันไกลโพ้น แต่สมัยเรียนโรงเรียนก็สอนเป็นพื้นฐานนี่นา’
ยังไงก็ตาม กิรยอสามารถอ่านปกคัมภีร์เวทได้ด้วยความรู้จากชาติก่อน
และตัวตนที่แท้จริงของหนังสือที่เขาล่วงรู้นั้น มันยิ่งน่าสมเพชเข้าไปใหญ่
‘นี่มันแบบเรียนสำหรับเด็กชัดๆ...!’
คัมภีร์เวทราคา 5,000 ล้าน ที่แท้เป็นแค่อุปกรณ์การเรียนยุคเก่าสำหรับเด็กที่ยังไม่ประสีประสาเนี่ยนะ!
‘ไอ้ของพรรค์นั้นน่ะนะ... คัมภีร์เวท?’
กิรยอนึกถึงมูลค่า 5,000 ล้านที่แปะอยู่บนหนังสือไร้ค่าเล่มนั้น แล้วยกมือกุมขมับ
เหลือจะเชื่อเลยจริงๆ
ในบรรดาอารยธรรมมากมายของอัลฟาวูรี ดันเลือกเอาตำราเรียนมาเป็นสมบัติเนี่ยนะ?
แบบนี้ไอ้สิ่งที่เรียกว่าเกตนี่ มันจะไม่มั่วซั่วไปหน่อยเรอะ...