Cover

81

‘ช่างเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้นี่นา’

กิรยอเกาต้นคอพลางสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป

เพราะในระหว่างที่เขากำลังจมอยู่กับความทรงจำในบ้านเกิด สถานการณ์ทางฝั่งโน้นก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมาพอสมควร

“ทางผู้ประเมินของเราแจ้งว่า เป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบว่าคัมภีร์เวทเล่มนี้ถูกใช้งานโดยใครครับ”

“งั้นก็แค่คืนเงินมาสิคะ”

“คือว่า... โดยหลักการแล้ว คัมภีร์เวทที่ถูกแกะซีลแล้วจะไม่สามารถขอคืนเงินได้......”

เอสเธอร์กวาดตามองพนักงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“นี่กะจะยืนกรานว่าตัวเองไม่มีความผิดจนถึงที่สุดเลยสินะ?”

“ตะ... ฮันเตอร์ครับ แต่ถ้าคุณมาเรียกร้องขอคืนเงินด้วยข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ยากแบบนี้......”

“ถ้าอย่างนั้น ให้ฉันไปยืม ‘ยุสติเทีย’ มาจากอังกฤษดูไหมคะ?”

“เฮือก!”

“รู้จักใช่ไหม? ตาชั่งแห่งการพิพากษาน่ะ ถ้ามีไอเทมชิ้นนั้น แค่ชิ้นเดียวก็รู้แน่ชัดแล้วว่าใครในหมู่พวกเราที่กำลังโกหก แต่ถามหน่อยเถอะว่าจะรับมือไหวเหรอ?”

สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตจวนเจียนจะระเบิด

แต่ในตอนนั้นเอง ผู้ประเมินของหอคอยเวทมนตร์ที่เอาแต่เงียบมาตลอดก็ก้าวออกมา

“เอ่อ... คือว่า! ฮันเตอร์คิมกิรยอครับ......?”

เพราะมีคนหนึ่งในที่นี้ที่มองออกอย่างชัดเจนว่าคัมภีร์เวทถูกใช้งานไปแล้ว

“จะว่าไปแล้ว ฮันเตอร์คิมรู้ได้ยังไงครับว่าคัมภีร์เวทเล่มนี้เป็นแค่เปลือกเปล่า?”

หากมีคำอธิบายของกิรยอมาเสริม การพิสูจน์ก็น่าจะง่ายขึ้น

เขาหันกลับไปมองผู้ตื่นรู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ กิรยอจึงคลายกอดอกแล้วก้าวออกมาอย่างเสียไม่ได้

ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ก็เถอะ...... แต่ก็นะ การช่วยแม่หมอผีคำสาปคงไม่มีอะไรให้ขาดทุนหรอกมั้ง

“ปัญหาเส้นผมบังภูเขาครับ”

ตึบ

กิรยวางมือลงบนคัมภีร์เวทที่วางอยู่บนโต๊ะ

สิ่งที่ตามมาคือคำอธิบายที่รวบรัดตัดความที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ดูที่ปกให้ดีๆ เห็นส่วนที่ขาดหายไปในวงกลมตรงกลางนี่ไหม?”

“ครับ?”

“เดิมทีองศามันควรจะอยู่ประมาณตรงนี้ ทิศ 3 นาฬิกา...... แต่เพราะถูกใช้งานไปแล้ว ตอนนี้รอยขาดเลยไปอยู่ที่ 1 นาฬิกากับ 6 นาฬิกา เข้าใจรึยัง?”

ข้อมูลที่เขาบอกคือการเปลี่ยนแปลงของลวดลายที่เล็กน้อยมากจนหากไม่เพ่งสมาธิก็คงสังเกตไม่เห็น

เพราะอักษรภาพของอัลฟาวูรีนั้น สำหรับชาวโลกแล้วมันดูเหมือนรหัสทอร์สทำนองนั้น

“ลวดลายบนปกของคัมภีร์เวทที่ถูกผนึก มันเป็นการสุ่มไม่ใช่เหรอครับ?”

พนักงานของโรงประมูลถามกลับด้วยสีหน้าฉงน แต่กิรยอก็ตอกกลับทันควัน

“ก่อนเปิดหนังสือมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็เลยอาจจะดูเป็นแบบนั้น แต่ยังไงซะเส้นที่ผมบอกไป มันจะถูกล็อกตำแหน่งตายตัวหลังใช้งานครับ”

เป็นข้อมูลที่แม้แต่ผู้ประมูลมืออาชีพก็ยังไม่รู้มาก่อน

คัมภีร์เวทที่ถูกผนึกระดับแรร์เป็นสินค้าหายากที่มีการซื้อขายเพียงปีละ 1-2 เล่มเท่านั้น

แถมการที่เป็นอุปกรณ์เวทประเภทใช้แล้วทิ้ง ก็ยิ่งทำให้ข้อมูลขาดแคลนเข้าไปใหญ่

กิรยอพยายามจะเข้าใจสถานการณ์ของพวกเขา ใช่ เข้าใจได้อยู่หรอก

แต่ความหงุดหงิดมันก็เป็นคนละเรื่องกัน

“นี่คุณ......”

“ครับ?”

“ปกติพวกคุณไม่ตรวจสอบสินค้าให้มัน... ละเอียดหน่อยเหรอ? เรื่องแค่นี้ใช้ตาเปล่าดูก็แยกแยะได้ชัดเจนแล้วนะ”

ด้วยความเอือมระอา เขาจึงเผลอหลุดปากพูดออกไป

แต่พอพูดจบถึงเพิ่งจะมานึกขึ้นได้ว่า ‘ชิบหายละ’

เพราะที่นี่มีทั้งผู้ประเมินของโรงประมูลและผู้ประเมินของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีมารวมตัวกันเพื่อตรวจสอบสินค้า

‘ซวยละ!’

ผู้ประเมินฝั่งหอคอยเวทมนตร์เกาหลีดูคร่าวๆ น่าจะมีค่าการตื่นรู้อยู่ที่ระดับ C

ระดับนั้นต่อให้ไม่ใช่สายต่อสู้ ก็คงขยำระดับ F ได้เหมือนกระป๋องโค้กแน่......!

“อ่า คือว่า คือ ผมหมายถึง”

กิรยอรีบพยายามจะแก้คำพูดของตัวเองเพราะกลัวพวกเขาจะเสียหน้า แต่ผู้ประเมินของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีกลับอ้าปากพูดขึ้นมาก่อน

แถมยังทำหน้าซาบซึ้งใจสุดขีดอีกต่างหาก

“...อาจารย์!”

ไอ้สรรพนามพิลึกกึกกือนั่นมันอะไรกันวะ?

“หมายความว่าที่อาจารย์พูด คือผู้ประเมินเองก็ไม่ควรพึ่งพาแต่สกิลตื่นรู้ แต่ต้องตรวจสอบแก่นแท้ของไอเทมด้วยตัวเองสินะครับ?”

“ห๊ะ?”

“โอ้...... แบบนี้เท่ากับได้รับบทเรียนล้ำค่าเลยนะครับเนี่ย”

น่าประหลาดใจ แทนที่พวกเขาจะโกรธเคืองคำพูดของอีกฝ่าย กลับกลายเป็นว่าบรรลุสัจธรรมกันไปเองซะงั้น

มิหนำซ้ำ คำพูดของกิรยอยังเริ่มถูกตีความขยายผลไปกันใหญ่

ก็ช่วยไม่ได้ เพราะทางนี้ดันมีฉายาโก้หรูที่ยังไม่ถูกทำลายอยู่นี่นา

“สมกับเป็นคนที่พิชิตเขาวงกตของหอคอยมาได้ มีอะไรแตกต่างจริงๆ ด้วย ที่ว่าต้องให้ความสำคัญกับสายตามากกว่าสกิล......”

“เอ๊ะ หรือว่าท่านนี้คือผู้พิชิตเขาวงกตคนนั้นเหรอครับ?”

ฮันเตอร์เพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านเขาวงกตของหอคอยเวทมนตร์มาได้

ความสำเร็จนั้นมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คำพูดของคนคนหนึ่งน่าเชื่อถือขึ้นมาทันตา

ธรรมชาติของมนุษย์มักจะชอบตีความไปเองแม้คนดังจะแค่ไอออกมาก็ตาม

“เป็นหนุ่มเป็นแน่นแต่ยอดเยี่ยมจริงๆ”

“ปกติพอตื่นรู้เป็นผู้ประเมิน ก็มักจะยึดติดอยู่แต่กับสกิลหายากนั่นแหละครับ”

“นั่นสินะ มัวแต่วุ่นวายกับการยกระดับสกิล จนไม่มีใครมานั่งศึกษาไอเทมแยกต่างหากแบบนั้นหรอก”

จ้อกแจ้กจอแจ

บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นมาทันทีด้วยหัวข้อสนทนาเดียวกัน

พอกิรยอเห็นแบบนั้นก็รีบเบรกบทสนทนาของพวกเขาไว้ เพราะเขาที่โดนลักพาตัวมาเพียงเพราะเป็นผู้ประเมิน คงไม่ต้องการจะมีชื่อเสียงในด้านนี้หรอกนะ

“เอาเป็นว่า ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องนี้นะครับ”

สรุปแล้วประเด็นสำคัญคือการพิสูจน์ว่าคัมภีร์เวทถูกใช้งานไปก่อนจะถึงมือเอสเธอร์

กิรยอจึงเสนอวิธีแก้ปัญหาไปสองสามข้อ

ไปหาคัมภีร์เวทเล่มอื่นมาเปรียบเทียบปรากฏการณ์การล็อกตำแหน่งของแถบคาด หรือไม่ก็ไปหาไอเทมจับโกหกมาตามที่เอสเธอร์ว่า......

“เอ๊ะ?”

แต่ทว่า ปัญหานี้กลับได้รับการแก้ไขด้วยวิธีที่ง่ายดายกว่านั้นอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากนั้นไม่กี่นาที

ผู้รับผิดชอบโรงประมูลที่มาช้าเพื่อจะมาเคลียร์สถานการณ์ก็พูดขึ้นมาว่า

“ตอนใช้งานคัมภีร์เวทครั้งแรก ตราประทับจะเปล่งแสงสีฟ้าออกมาไม่ใช่เหรอครับ ไม่ทราบว่าในที่นี้มีใครเห็นสีของลวดลายเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ?”

ไม่ใช่แถบคาดที่ปก ไม่ใช่ครั่งผนึก แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่บอกสถานะของคัมภีร์เวทได้อีกเหรอ?

อย่างที่เพิ่งคุยกันไปเมื่อกี้ ผู้ประเมินในโลกนี้มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาปาฏิหาริย์ที่สวรรค์ประทานให้อย่างหนัก

แนวโน้มนี้รุนแรงถึงขนาดเรียกว่าเสพติดเลยก็ได้ ทำให้คุณสมบัติจุกจิกของวัตถุไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในวงการ

ข้อมูลใหม่ที่ผู้รับผิดชอบงัดออกมาทำเอาทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงกดดันจากระดับ S หรือเพราะความพิเศษของสถานการณ์ แต่สรุปคือความทรงจำของทุกคนเลือนรางกันหมด

“อ่า...... เล่มนี้มันเป็นแบบนั้นเหรอครับ?”

“ไม่รู้สิคะ”

“ผมมัวแต่มองคุณเอสเธอร์ ก็เลยไม่ค่อย......”

สุดท้ายเหตุการณ์นี้ก็จบลงด้วยวิธีตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดว่าหนังสือเปล่งแสงหรือไม่

“ไม่มีแสงครับ......!”

ความผิดพลาดของทางโรงประมูลถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

“บ้าน่า นี่มันของราคาตั้งกี่ร้อยล้าน ใครมันจะแอบใช้......!”

“บางทีอาจจะมีการดัดแปลงมาตั้งแต่ตอนมาถึงจุดรับซื้อครั้งแรกก็ได้ แจ้งสมาคมให้สืบสวนเดี๋ยวนี้!”

“ฮันเตอร์เอสเธอร์ครับ ตะ ต้องขอประทานโทษจริงๆ ครับ!”

เอสเธอร์ดูไม่ได้ใส่ใจนักว่าเงิน 5 พันล้านจะเป็นอย่างไร ไม่ได้แสดงอารมณ์เปลี่ยนแปลงอะไรมาก

แต่ปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกของระดับ F บางคนนี่สิ

‘จะไม่ให้ด่าได้ยังไงไหว’

เรื่องที่หนังสือเปล่งแสงได้กลับกลายเป็นข้อมูลใหม่สำหรับเขาซะงั้น

ต่อให้เป็นมหาจอมเวทแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะรู้คุณสมบัติของหนังสือทุกเล่มในบ้านเกิดได้หมดเสียหน่อย

กิรยอรู้สึกทึ่งที่ตำราเรียนเก่าคร่ำครึมีเอฟเฟกต์แบบนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลืนคำด่าหยาบคายลงคอไป

‘อยากกลับบ้าน......’

ไม่สิ งั้นพวกเอ็งถกเถียงเรื่องปัญหาง่ายๆ แค่นี้กันมาเป็นชั่วโมงเพื่ออะไรวะเนี่ย

---

“ฮ่าฮ่าฮ่า! ลวดลายเปล่งแสงสีฟ้าสินะ ใช่จริงๆ ด้วย เรื่องง่ายแค่นี้ทำไมถึงพาอ้อมโลกไปซะยากเลยก็ไม่รู้”

“.......”

“ฉันเคยใช้คัมภีร์เวทก็นานมากแล้ว ก็เลยคงเผลอลืมไปน่ะค่ะ ก็นะ คุณก็รู้นี่นาว่าเป็นไอเทมที่หาดูยากขนาดไหน ข้อมูลไร้สาระพรรค์นั้นปกติไม่ค่อยมีใครรู้หรอก”

หลังจากเรื่องราวทั้งหมดจบลง ณ ทางเดิน G1 ของโรงประมูล

เอสเธอร์เดินนำหน้าพลางเจื้อยแจ้วไม่หยุด แต่สีหน้าของฮันเตอร์ที่อยู่ข้างๆ กลับดูไม่จืดเลย

ก็เพิ่งจะเสียเที่ยวครั้งใหญ่มาหมาดๆ นี่นา

‘ถ้ารู้ว่าจะเหนื่อยขนาดนี้ น่าจะไม่ตามมาที่โรงประมูลแต่แรก’

คิมกิรยอบีบนวดท้ายทอยตัวเองพลางเดินตามหลังเอสเธอร์ไปเงียบๆ

แต่ทว่า ผ่านไปไม่นาน หัวข้อที่อาจพลิกสถานการณ์ได้ก็หลุดออกมาจากปากของเอสเธอร์

“จริงสิ ฉันอยากจะตอบแทนน่ะค่ะ”

ตอบแทน?

พอเขาทำหน้าสงสัย เอสเธอร์ก็รีบอธิบายทันที

“วันนี้เป็นเพราะคุณกิรยอ ฉันถึงประหยัดเงิน 5 พันล้านไปได้ไงคะ”

ฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่แฮะ

“ทำไมถึงกลายเป็นการประหยัดเงิน 5 พันล้านไปได้ล่ะครับ? ถึงฟังคำแนะนำผมไป สุดท้ายคุณก็ซื้อคัมภีร์เวทนั่นอยู่ดีไม่ใช่เหรอ”

พอกิรยอถามกลับ เอสเธอร์ก็ยิ้มและเสริมขึ้นมาอีกประโยค

“แต่ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงเอาคัมภีร์เวทกลับไปเปิดที่บ้าน หรือไม่ก็ยกให้คนในกิลด์ไปแล้ว”

“อ้อ”

“ถ้าเป็นแบบนั้น การจะพิสูจน์ตำหนิของสินค้าคงยุ่งยากน่าดู”

งั้นก็หมายความว่าจะขอบคุณที่ช่วยให้รู้ตัวก่อนสินะ

“แถมวิธีแยกแยะคัมภีร์เวทก็นับเป็นข้อมูลที่มีค่าพอสมควร แล้วมันดันถูกเปิดเผยเพราะฉัน......”

“อืม”

“ยังไงก็ขอสมนาคุณแล้วกันค่ะ เอาล่ะ ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว มีของอะไรที่อยากได้ไหมคะ?”

ของที่อยากได้งั้นเหรอ

ในเมื่อคิมกิรยอเป็นมนุษย์ที่หน้ามืดตามัวเพราะความโลภอยู่แล้ว เขาจึงรีบตะครุบข้อเสนอนั้นทันที

“งั้น.... ช่วยซื้อไอเทมที่ชื่อ ‘สร้อยคอไพโรแมนเซอร์’ ให้หน่อยได้ไหมครับ?”

ทว่า พอเห็นราคาของสร้อยเส้นนี้ สีหน้าของเอสเธอร์ก็เปลี่ยนไปทันที

ณ ชั้น 2 ของฮันเตอร์มาร์เก็ต

เอสเธอร์กำป้ายราคาของสร้อยคอไพโรแมนเซอร์ที่อีกฝ่ายอยากได้ไว้ในมือ แล้วเริ่มทำหน้าเครียด

‘ฉิบหายละ!’

กิรยอที่เห็นแบบนั้นก็นึกในใจ

‘ว่าแล้วเชียว ต่อให้รวยแค่ไหน แต่การอยู่ๆ ให้ซื้อของราคาเกิน 50 ล้านวอนให้ มันก็เป็นเรื่องบ้าบอสินะ!’

กิรยออยากจะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับแม่หมอผีคำสาปไว้ให้มากที่สุด จึงเตรียมตัวจะเอ่ยปากขอโทษ

แต่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น

เพราะเอสเธอร์ทำหน้าเครียดด้วยเหตุผลอื่นต่างหาก

‘ค่าอุปกรณ์แค่ 50 ล้านวอน......?’

ในมุมมองของฮันเตอร์ระดับ S ความจริงแล้วอุปกรณ์ราคา 50 ล้านวอนมันเป็นของที่แทบจะเอาไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

ของราคาถูกพรรค์นั้น ส่วนใหญ่ก็มีอานุภาพแค่ระดับ D ถึง C เท่านั้นแหละ

เอสเธอร์ไม่เคยใส่อุปกรณ์ราคาต่ำกว่า 100 ล้านวอนไว้บนตัว เพราะงั้นเธอเลยยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่

คำขอของคิมกิรยอมันช่างสมถะ เหลือเกินจริงๆ

‘แถมระดับอุปกรณ์ยังเป็นแค่แรร์อีกต่างหาก?’

จะมีคำเรียกร้องที่ใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดนี้ได้ยังไงกัน

การที่เจาะจงขอให้ซื้อของขวัญชิ้นเล็กๆ แบบนี้ให้ คงเป็นเพราะไม่อยากให้ติดค้างบุญคุณกันสินะ

“อืม......”

คิมกิรยออุตส่าห์สร้างบุญคุณให้กับผู้มีอำนาจอย่างหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลี แต่กลับพยายามทำให้เรื่องนั้นจบๆ กันไป

เอสเธอร์ตีความการกระทำของเขาเสร็จสรรพ ก็เผยรอยยิ้มกำกวมออกมา

หมายความว่าเธอรู้สึกประทับใจในตัวระดับ F คนนี้มากขึ้นไปอีก

“สร้อยคอไพโรแมนเซอร์สินะคะ สีทองดูเข้ากับคุณกิรยอของเราดีจัง”

“ครับ?”

“คุณเป็นพวกวอร์มโทนนี่นา ที่ทำสีผมก็เพราะแบบนี้ไม่ใช่เหรอคะ?”

เอสเธอร์ชวนคุยสัพเพเหระเรื่องสร้อยคอพลางเดินไปที่เคาน์เตอร์คิดเงิน

“คิดเงินด้วยค่ะ”

แล้วเธอก็หยิบบัตรที่เคลือบด้วยสีดำขลับออกมาจัดการชำระเงินโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

“เอ๊ะ?”

“อ่ะนี่ค่ะ แบบนี้ถือว่าเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ?”

กรุ๊งกริ๊ง

กิรยอรับสร้อยคอที่เธอยื่นให้มาแบบงงๆ จากนั้นเอสเธอร์ก็เอ่ยถามเขา

“จริงสิคุณกิรยอ นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของฉันนะคะ”

“ครับ”

“ทั้งเรื่องที่ยอมยกสารดูดซับมานาซึ่งเป็นสสารใหม่ให้ง่ายๆ ทั้งเรื่องที่ปฏิเสธข้อเสนอของกิลด์อื่นหมดแต่ยอมรับงานประเมินภายนอกของฝั่งเรา”

“ครับ....”

“ฉันมักจะรู้สึกว่าคุณกำลังช่วยผลักดันหอคอยเวทมนตร์เกาหลีของเราอยู่......”

เอสเธอร์กลอกดวงตากลมโตไปมา เหมือนกำลังเลือกคำพูด

“นี่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองไปรึเปล่าคะ? ถ้าเกิดไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด คุณกิรยอมีเจตนาอะไร...... ถึงมาช่วยพวกเราเหรอคะ?”

แต่อุตส่าห์ระมัดระวังเปิดประเด็นขึ้นมาแทบตาย อีกฝ่ายกลับตอบกลับมาง่ายๆ จนน่าใจหาย

เพราะสำหรับฮันเตอร์ระดับ F คนนี้ หัวข้อสนทนานี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรให้ต้องเก็บมาคิดเลยสักนิด

“หืม? หอคอยเวทมนตร์เกาหลี? ผมไม่สนหรอกครับว่าที่แบบนั้นจะเป็นยังไง”

คิมกิรยอตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“ที่ผมใส่ใจมีแค่คุณเอสเธอร์คนเดียวครับ”

รูปประโยคมันดูแปลกๆ อยู่นะ

แต่ยังไงซะก็ไม่ใช่คำโกหก

เพราะเขาคอยจับตามองเอสเธอร์อยู่ตลอด ภายใต้สมมติฐานที่ว่าถ้าไปทำให้แม่หมอผีคำสาปเขม่นเข้าคงจะลำบากน่าดู

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

81

20px

‘ช่างเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้นี่นา’

กิรยอเกาต้นคอพลางสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป

เพราะในระหว่างที่เขากำลังจมอยู่กับความทรงจำในบ้านเกิด สถานการณ์ทางฝั่งโน้นก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมาพอสมควร

“ทางผู้ประเมินของเราแจ้งว่า เป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบว่าคัมภีร์เวทเล่มนี้ถูกใช้งานโดยใครครับ”

“งั้นก็แค่คืนเงินมาสิคะ”

“คือว่า... โดยหลักการแล้ว คัมภีร์เวทที่ถูกแกะซีลแล้วจะไม่สามารถขอคืนเงินได้......”

เอสเธอร์กวาดตามองพนักงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“นี่กะจะยืนกรานว่าตัวเองไม่มีความผิดจนถึงที่สุดเลยสินะ?”

“ตะ... ฮันเตอร์ครับ แต่ถ้าคุณมาเรียกร้องขอคืนเงินด้วยข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ยากแบบนี้......”

“ถ้าอย่างนั้น ให้ฉันไปยืม ‘ยุสติเทีย’ มาจากอังกฤษดูไหมคะ?”

“เฮือก!”

“รู้จักใช่ไหม? ตาชั่งแห่งการพิพากษาน่ะ ถ้ามีไอเทมชิ้นนั้น แค่ชิ้นเดียวก็รู้แน่ชัดแล้วว่าใครในหมู่พวกเราที่กำลังโกหก แต่ถามหน่อยเถอะว่าจะรับมือไหวเหรอ?”

สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตจวนเจียนจะระเบิด

แต่ในตอนนั้นเอง ผู้ประเมินของหอคอยเวทมนตร์ที่เอาแต่เงียบมาตลอดก็ก้าวออกมา

“เอ่อ... คือว่า! ฮันเตอร์คิมกิรยอครับ......?”

เพราะมีคนหนึ่งในที่นี้ที่มองออกอย่างชัดเจนว่าคัมภีร์เวทถูกใช้งานไปแล้ว

“จะว่าไปแล้ว ฮันเตอร์คิมรู้ได้ยังไงครับว่าคัมภีร์เวทเล่มนี้เป็นแค่เปลือกเปล่า?”

หากมีคำอธิบายของกิรยอมาเสริม การพิสูจน์ก็น่าจะง่ายขึ้น

เขาหันกลับไปมองผู้ตื่นรู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ กิรยอจึงคลายกอดอกแล้วก้าวออกมาอย่างเสียไม่ได้

ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ก็เถอะ...... แต่ก็นะ การช่วยแม่หมอผีคำสาปคงไม่มีอะไรให้ขาดทุนหรอกมั้ง

“ปัญหาเส้นผมบังภูเขาครับ”

ตึบ

กิรยวางมือลงบนคัมภีร์เวทที่วางอยู่บนโต๊ะ

สิ่งที่ตามมาคือคำอธิบายที่รวบรัดตัดความที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ดูที่ปกให้ดีๆ เห็นส่วนที่ขาดหายไปในวงกลมตรงกลางนี่ไหม?”

“ครับ?”

“เดิมทีองศามันควรจะอยู่ประมาณตรงนี้ ทิศ 3 นาฬิกา...... แต่เพราะถูกใช้งานไปแล้ว ตอนนี้รอยขาดเลยไปอยู่ที่ 1 นาฬิกากับ 6 นาฬิกา เข้าใจรึยัง?”

ข้อมูลที่เขาบอกคือการเปลี่ยนแปลงของลวดลายที่เล็กน้อยมากจนหากไม่เพ่งสมาธิก็คงสังเกตไม่เห็น

เพราะอักษรภาพของอัลฟาวูรีนั้น สำหรับชาวโลกแล้วมันดูเหมือนรหัสทอร์สทำนองนั้น

“ลวดลายบนปกของคัมภีร์เวทที่ถูกผนึก มันเป็นการสุ่มไม่ใช่เหรอครับ?”

พนักงานของโรงประมูลถามกลับด้วยสีหน้าฉงน แต่กิรยอก็ตอกกลับทันควัน

“ก่อนเปิดหนังสือมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็เลยอาจจะดูเป็นแบบนั้น แต่ยังไงซะเส้นที่ผมบอกไป มันจะถูกล็อกตำแหน่งตายตัวหลังใช้งานครับ”

เป็นข้อมูลที่แม้แต่ผู้ประมูลมืออาชีพก็ยังไม่รู้มาก่อน

คัมภีร์เวทที่ถูกผนึกระดับแรร์เป็นสินค้าหายากที่มีการซื้อขายเพียงปีละ 1-2 เล่มเท่านั้น

แถมการที่เป็นอุปกรณ์เวทประเภทใช้แล้วทิ้ง ก็ยิ่งทำให้ข้อมูลขาดแคลนเข้าไปใหญ่

กิรยอพยายามจะเข้าใจสถานการณ์ของพวกเขา ใช่ เข้าใจได้อยู่หรอก

แต่ความหงุดหงิดมันก็เป็นคนละเรื่องกัน

“นี่คุณ......”

“ครับ?”

“ปกติพวกคุณไม่ตรวจสอบสินค้าให้มัน... ละเอียดหน่อยเหรอ? เรื่องแค่นี้ใช้ตาเปล่าดูก็แยกแยะได้ชัดเจนแล้วนะ”

ด้วยความเอือมระอา เขาจึงเผลอหลุดปากพูดออกไป

แต่พอพูดจบถึงเพิ่งจะมานึกขึ้นได้ว่า ‘ชิบหายละ’

เพราะที่นี่มีทั้งผู้ประเมินของโรงประมูลและผู้ประเมินของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีมารวมตัวกันเพื่อตรวจสอบสินค้า

‘ซวยละ!’

ผู้ประเมินฝั่งหอคอยเวทมนตร์เกาหลีดูคร่าวๆ น่าจะมีค่าการตื่นรู้อยู่ที่ระดับ C

ระดับนั้นต่อให้ไม่ใช่สายต่อสู้ ก็คงขยำระดับ F ได้เหมือนกระป๋องโค้กแน่......!

“อ่า คือว่า คือ ผมหมายถึง”

กิรยอรีบพยายามจะแก้คำพูดของตัวเองเพราะกลัวพวกเขาจะเสียหน้า แต่ผู้ประเมินของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีกลับอ้าปากพูดขึ้นมาก่อน

แถมยังทำหน้าซาบซึ้งใจสุดขีดอีกต่างหาก

“...อาจารย์!”

ไอ้สรรพนามพิลึกกึกกือนั่นมันอะไรกันวะ?

“หมายความว่าที่อาจารย์พูด คือผู้ประเมินเองก็ไม่ควรพึ่งพาแต่สกิลตื่นรู้ แต่ต้องตรวจสอบแก่นแท้ของไอเทมด้วยตัวเองสินะครับ?”

“ห๊ะ?”

“โอ้...... แบบนี้เท่ากับได้รับบทเรียนล้ำค่าเลยนะครับเนี่ย”

น่าประหลาดใจ แทนที่พวกเขาจะโกรธเคืองคำพูดของอีกฝ่าย กลับกลายเป็นว่าบรรลุสัจธรรมกันไปเองซะงั้น

มิหนำซ้ำ คำพูดของกิรยอยังเริ่มถูกตีความขยายผลไปกันใหญ่

ก็ช่วยไม่ได้ เพราะทางนี้ดันมีฉายาโก้หรูที่ยังไม่ถูกทำลายอยู่นี่นา

“สมกับเป็นคนที่พิชิตเขาวงกตของหอคอยมาได้ มีอะไรแตกต่างจริงๆ ด้วย ที่ว่าต้องให้ความสำคัญกับสายตามากกว่าสกิล......”

“เอ๊ะ หรือว่าท่านนี้คือผู้พิชิตเขาวงกตคนนั้นเหรอครับ?”

ฮันเตอร์เพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านเขาวงกตของหอคอยเวทมนตร์มาได้

ความสำเร็จนั้นมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คำพูดของคนคนหนึ่งน่าเชื่อถือขึ้นมาทันตา

ธรรมชาติของมนุษย์มักจะชอบตีความไปเองแม้คนดังจะแค่ไอออกมาก็ตาม

“เป็นหนุ่มเป็นแน่นแต่ยอดเยี่ยมจริงๆ”

“ปกติพอตื่นรู้เป็นผู้ประเมิน ก็มักจะยึดติดอยู่แต่กับสกิลหายากนั่นแหละครับ”

“นั่นสินะ มัวแต่วุ่นวายกับการยกระดับสกิล จนไม่มีใครมานั่งศึกษาไอเทมแยกต่างหากแบบนั้นหรอก”

จ้อกแจ้กจอแจ

บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นมาทันทีด้วยหัวข้อสนทนาเดียวกัน

พอกิรยอเห็นแบบนั้นก็รีบเบรกบทสนทนาของพวกเขาไว้ เพราะเขาที่โดนลักพาตัวมาเพียงเพราะเป็นผู้ประเมิน คงไม่ต้องการจะมีชื่อเสียงในด้านนี้หรอกนะ

“เอาเป็นว่า ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องนี้นะครับ”

สรุปแล้วประเด็นสำคัญคือการพิสูจน์ว่าคัมภีร์เวทถูกใช้งานไปก่อนจะถึงมือเอสเธอร์

กิรยอจึงเสนอวิธีแก้ปัญหาไปสองสามข้อ

ไปหาคัมภีร์เวทเล่มอื่นมาเปรียบเทียบปรากฏการณ์การล็อกตำแหน่งของแถบคาด หรือไม่ก็ไปหาไอเทมจับโกหกมาตามที่เอสเธอร์ว่า......

“เอ๊ะ?”

แต่ทว่า ปัญหานี้กลับได้รับการแก้ไขด้วยวิธีที่ง่ายดายกว่านั้นอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากนั้นไม่กี่นาที

ผู้รับผิดชอบโรงประมูลที่มาช้าเพื่อจะมาเคลียร์สถานการณ์ก็พูดขึ้นมาว่า

“ตอนใช้งานคัมภีร์เวทครั้งแรก ตราประทับจะเปล่งแสงสีฟ้าออกมาไม่ใช่เหรอครับ ไม่ทราบว่าในที่นี้มีใครเห็นสีของลวดลายเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ?”

ไม่ใช่แถบคาดที่ปก ไม่ใช่ครั่งผนึก แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่บอกสถานะของคัมภีร์เวทได้อีกเหรอ?

อย่างที่เพิ่งคุยกันไปเมื่อกี้ ผู้ประเมินในโลกนี้มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาปาฏิหาริย์ที่สวรรค์ประทานให้อย่างหนัก

แนวโน้มนี้รุนแรงถึงขนาดเรียกว่าเสพติดเลยก็ได้ ทำให้คุณสมบัติจุกจิกของวัตถุไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในวงการ

ข้อมูลใหม่ที่ผู้รับผิดชอบงัดออกมาทำเอาทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงกดดันจากระดับ S หรือเพราะความพิเศษของสถานการณ์ แต่สรุปคือความทรงจำของทุกคนเลือนรางกันหมด

“อ่า...... เล่มนี้มันเป็นแบบนั้นเหรอครับ?”

“ไม่รู้สิคะ”

“ผมมัวแต่มองคุณเอสเธอร์ ก็เลยไม่ค่อย......”

สุดท้ายเหตุการณ์นี้ก็จบลงด้วยวิธีตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดว่าหนังสือเปล่งแสงหรือไม่

“ไม่มีแสงครับ......!”

ความผิดพลาดของทางโรงประมูลถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

“บ้าน่า นี่มันของราคาตั้งกี่ร้อยล้าน ใครมันจะแอบใช้......!”

“บางทีอาจจะมีการดัดแปลงมาตั้งแต่ตอนมาถึงจุดรับซื้อครั้งแรกก็ได้ แจ้งสมาคมให้สืบสวนเดี๋ยวนี้!”

“ฮันเตอร์เอสเธอร์ครับ ตะ ต้องขอประทานโทษจริงๆ ครับ!”

เอสเธอร์ดูไม่ได้ใส่ใจนักว่าเงิน 5 พันล้านจะเป็นอย่างไร ไม่ได้แสดงอารมณ์เปลี่ยนแปลงอะไรมาก

แต่ปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกของระดับ F บางคนนี่สิ

‘จะไม่ให้ด่าได้ยังไงไหว’

เรื่องที่หนังสือเปล่งแสงได้กลับกลายเป็นข้อมูลใหม่สำหรับเขาซะงั้น

ต่อให้เป็นมหาจอมเวทแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะรู้คุณสมบัติของหนังสือทุกเล่มในบ้านเกิดได้หมดเสียหน่อย

กิรยอรู้สึกทึ่งที่ตำราเรียนเก่าคร่ำครึมีเอฟเฟกต์แบบนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลืนคำด่าหยาบคายลงคอไป

‘อยากกลับบ้าน......’

ไม่สิ งั้นพวกเอ็งถกเถียงเรื่องปัญหาง่ายๆ แค่นี้กันมาเป็นชั่วโมงเพื่ออะไรวะเนี่ย

---

“ฮ่าฮ่าฮ่า! ลวดลายเปล่งแสงสีฟ้าสินะ ใช่จริงๆ ด้วย เรื่องง่ายแค่นี้ทำไมถึงพาอ้อมโลกไปซะยากเลยก็ไม่รู้”

“.......”

“ฉันเคยใช้คัมภีร์เวทก็นานมากแล้ว ก็เลยคงเผลอลืมไปน่ะค่ะ ก็นะ คุณก็รู้นี่นาว่าเป็นไอเทมที่หาดูยากขนาดไหน ข้อมูลไร้สาระพรรค์นั้นปกติไม่ค่อยมีใครรู้หรอก”

หลังจากเรื่องราวทั้งหมดจบลง ณ ทางเดิน G1 ของโรงประมูล

เอสเธอร์เดินนำหน้าพลางเจื้อยแจ้วไม่หยุด แต่สีหน้าของฮันเตอร์ที่อยู่ข้างๆ กลับดูไม่จืดเลย

ก็เพิ่งจะเสียเที่ยวครั้งใหญ่มาหมาดๆ นี่นา

‘ถ้ารู้ว่าจะเหนื่อยขนาดนี้ น่าจะไม่ตามมาที่โรงประมูลแต่แรก’

คิมกิรยอบีบนวดท้ายทอยตัวเองพลางเดินตามหลังเอสเธอร์ไปเงียบๆ

แต่ทว่า ผ่านไปไม่นาน หัวข้อที่อาจพลิกสถานการณ์ได้ก็หลุดออกมาจากปากของเอสเธอร์

“จริงสิ ฉันอยากจะตอบแทนน่ะค่ะ”

ตอบแทน?

พอเขาทำหน้าสงสัย เอสเธอร์ก็รีบอธิบายทันที

“วันนี้เป็นเพราะคุณกิรยอ ฉันถึงประหยัดเงิน 5 พันล้านไปได้ไงคะ”

ฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่แฮะ

“ทำไมถึงกลายเป็นการประหยัดเงิน 5 พันล้านไปได้ล่ะครับ? ถึงฟังคำแนะนำผมไป สุดท้ายคุณก็ซื้อคัมภีร์เวทนั่นอยู่ดีไม่ใช่เหรอ”

พอกิรยอถามกลับ เอสเธอร์ก็ยิ้มและเสริมขึ้นมาอีกประโยค

“แต่ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงเอาคัมภีร์เวทกลับไปเปิดที่บ้าน หรือไม่ก็ยกให้คนในกิลด์ไปแล้ว”

“อ้อ”

“ถ้าเป็นแบบนั้น การจะพิสูจน์ตำหนิของสินค้าคงยุ่งยากน่าดู”

งั้นก็หมายความว่าจะขอบคุณที่ช่วยให้รู้ตัวก่อนสินะ

“แถมวิธีแยกแยะคัมภีร์เวทก็นับเป็นข้อมูลที่มีค่าพอสมควร แล้วมันดันถูกเปิดเผยเพราะฉัน......”

“อืม”

“ยังไงก็ขอสมนาคุณแล้วกันค่ะ เอาล่ะ ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว มีของอะไรที่อยากได้ไหมคะ?”

ของที่อยากได้งั้นเหรอ

ในเมื่อคิมกิรยอเป็นมนุษย์ที่หน้ามืดตามัวเพราะความโลภอยู่แล้ว เขาจึงรีบตะครุบข้อเสนอนั้นทันที

“งั้น.... ช่วยซื้อไอเทมที่ชื่อ ‘สร้อยคอไพโรแมนเซอร์’ ให้หน่อยได้ไหมครับ?”

ทว่า พอเห็นราคาของสร้อยเส้นนี้ สีหน้าของเอสเธอร์ก็เปลี่ยนไปทันที

ณ ชั้น 2 ของฮันเตอร์มาร์เก็ต

เอสเธอร์กำป้ายราคาของสร้อยคอไพโรแมนเซอร์ที่อีกฝ่ายอยากได้ไว้ในมือ แล้วเริ่มทำหน้าเครียด

‘ฉิบหายละ!’

กิรยอที่เห็นแบบนั้นก็นึกในใจ

‘ว่าแล้วเชียว ต่อให้รวยแค่ไหน แต่การอยู่ๆ ให้ซื้อของราคาเกิน 50 ล้านวอนให้ มันก็เป็นเรื่องบ้าบอสินะ!’

กิรยออยากจะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับแม่หมอผีคำสาปไว้ให้มากที่สุด จึงเตรียมตัวจะเอ่ยปากขอโทษ

แต่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น

เพราะเอสเธอร์ทำหน้าเครียดด้วยเหตุผลอื่นต่างหาก

‘ค่าอุปกรณ์แค่ 50 ล้านวอน......?’

ในมุมมองของฮันเตอร์ระดับ S ความจริงแล้วอุปกรณ์ราคา 50 ล้านวอนมันเป็นของที่แทบจะเอาไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

ของราคาถูกพรรค์นั้น ส่วนใหญ่ก็มีอานุภาพแค่ระดับ D ถึง C เท่านั้นแหละ

เอสเธอร์ไม่เคยใส่อุปกรณ์ราคาต่ำกว่า 100 ล้านวอนไว้บนตัว เพราะงั้นเธอเลยยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่

คำขอของคิมกิรยอมันช่างสมถะ เหลือเกินจริงๆ

‘แถมระดับอุปกรณ์ยังเป็นแค่แรร์อีกต่างหาก?’

จะมีคำเรียกร้องที่ใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดนี้ได้ยังไงกัน

การที่เจาะจงขอให้ซื้อของขวัญชิ้นเล็กๆ แบบนี้ให้ คงเป็นเพราะไม่อยากให้ติดค้างบุญคุณกันสินะ

“อืม......”

คิมกิรยออุตส่าห์สร้างบุญคุณให้กับผู้มีอำนาจอย่างหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลี แต่กลับพยายามทำให้เรื่องนั้นจบๆ กันไป

เอสเธอร์ตีความการกระทำของเขาเสร็จสรรพ ก็เผยรอยยิ้มกำกวมออกมา

หมายความว่าเธอรู้สึกประทับใจในตัวระดับ F คนนี้มากขึ้นไปอีก

“สร้อยคอไพโรแมนเซอร์สินะคะ สีทองดูเข้ากับคุณกิรยอของเราดีจัง”

“ครับ?”

“คุณเป็นพวกวอร์มโทนนี่นา ที่ทำสีผมก็เพราะแบบนี้ไม่ใช่เหรอคะ?”

เอสเธอร์ชวนคุยสัพเพเหระเรื่องสร้อยคอพลางเดินไปที่เคาน์เตอร์คิดเงิน

“คิดเงินด้วยค่ะ”

แล้วเธอก็หยิบบัตรที่เคลือบด้วยสีดำขลับออกมาจัดการชำระเงินโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

“เอ๊ะ?”

“อ่ะนี่ค่ะ แบบนี้ถือว่าเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ?”

กรุ๊งกริ๊ง

กิรยอรับสร้อยคอที่เธอยื่นให้มาแบบงงๆ จากนั้นเอสเธอร์ก็เอ่ยถามเขา

“จริงสิคุณกิรยอ นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของฉันนะคะ”

“ครับ”

“ทั้งเรื่องที่ยอมยกสารดูดซับมานาซึ่งเป็นสสารใหม่ให้ง่ายๆ ทั้งเรื่องที่ปฏิเสธข้อเสนอของกิลด์อื่นหมดแต่ยอมรับงานประเมินภายนอกของฝั่งเรา”

“ครับ....”

“ฉันมักจะรู้สึกว่าคุณกำลังช่วยผลักดันหอคอยเวทมนตร์เกาหลีของเราอยู่......”

เอสเธอร์กลอกดวงตากลมโตไปมา เหมือนกำลังเลือกคำพูด

“นี่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองไปรึเปล่าคะ? ถ้าเกิดไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด คุณกิรยอมีเจตนาอะไร...... ถึงมาช่วยพวกเราเหรอคะ?”

แต่อุตส่าห์ระมัดระวังเปิดประเด็นขึ้นมาแทบตาย อีกฝ่ายกลับตอบกลับมาง่ายๆ จนน่าใจหาย

เพราะสำหรับฮันเตอร์ระดับ F คนนี้ หัวข้อสนทนานี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรให้ต้องเก็บมาคิดเลยสักนิด

“หืม? หอคอยเวทมนตร์เกาหลี? ผมไม่สนหรอกครับว่าที่แบบนั้นจะเป็นยังไง”

คิมกิรยอตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“ที่ผมใส่ใจมีแค่คุณเอสเธอร์คนเดียวครับ”

รูปประโยคมันดูแปลกๆ อยู่นะ

แต่ยังไงซะก็ไม่ใช่คำโกหก

เพราะเขาคอยจับตามองเอสเธอร์อยู่ตลอด ภายใต้สมมติฐานที่ว่าถ้าไปทำให้แม่หมอผีคำสาปเขม่นเข้าคงจะลำบากน่าดู