Cover

82

“อะ...อะไรนะคะ?”

ทว่าประโยคนั้นกลับมีความหมายที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงสำหรับฮันเตอร์ระดับ S

ซอเอสเธอร์ย้อนถามด้วยความตกใจกับคำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้น ว่ามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่

และแล้วคิมกิรยอก็เริ่มราดน้ำมันลงบนกองเพลิง

“(ในฐานะผู้ใช้วิชาคำสาป) ผมแค่อยากทำตัวให้ดูดีในสายตาคุณเป็นการส่วนตัวน่ะครับ โดยไม่เกี่ยงเรื่องผลประโยชน์ของกิลด์”

ทางฝั่งนี้แค่ไม่อยากสร้างปัญหาให้วุ่นวาย เลยชิงสารภาพออกไปตรงๆ ว่าตัวเองเป็นพวกชอบประจบสอพลอ

แต่ประโยคนั้นกลับส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินคาด

‘เอ๊ะ...เอ๋?’

ทันทีที่ได้ยิน เอสเธอร์ก็ถึงกับพูดไม่ออกราวกับถูกไม้หน้าสามฟาดเข้าแสกหน้า

---

ยามบ่ายที่ท้องฟ้าแจ่มใส มีเมฆสีขาวลอยล่อง

“...ไร้สาระสิ้นดี”

เสียงแหลมสูงดังก้องไปทั่วสำนักงานอันกว้างขวาง

“เหอะ จริงๆ เลย ให้ตายสิ”

หญิงสาวที่มีใบหน้าคมคายซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาหนัง พึมพำไม่หยุดมาพักใหญ่แล้ว ดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรขัดใจอยู่

เห็นดังนั้น เลขาของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

“เป็นอะไรไปคะ? หรือว่าผลการประมูลเมื่อวานออกมาไม่ดีเหรอคะ?”

หญิงสาวบนโซฟาส่ายหน้า ปฏิเสธด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง

“มะ-ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก คือว่า...”

เอสเธอร์หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานอยู่ครู่หนึ่ง

- คนที่ผมใส่ใจมีแค่คุณเอสเธอร์คนเดียวครับ

ใครจะไปคิดล่ะว่าผู้ชายเย็นชาคนนั้นจะพูดแบบนี้ออกมา

ตอนนั้นเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่ได้ตอบกลับไปดีๆ ด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเก็บมาคิดก็ยิ่งเหลือเชื่อ

‘ไม่นึกเลยว่าเขาจะสนใจฉัน!’

ทั้งที่เป็นแบบนั้น แต่ที่ผ่านมากลับทำเป็นเล่นตัวหน้าตาเฉยเลยเหรอเนี่ย?

มุมปากของเอสเธอร์กระตุกยิกๆ

ฮันเตอร์ที่เธออยากได้มาเป็นพวก ดันมาแสดงความสนใจในตัวเธอ จะไม่ให้เรียกว่าข่าวดีได้ยังไง

“ฮุฮุฮุ”

“คราวนี้ทำไมจู่ๆ อารมณ์ดีขึ้นมาอีกล่ะคะเนี่ย”

ในวินาทีนี้ เอสเธอร์มั่นใจเต็มร้อยว่าฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นมีความรู้สึกเชิงชู้สาวต่อเธอ

“ก็ต้องอารมณ์ดีสิ เพราะฉันกำลังตระหนักได้อีกครั้งว่า... อ่า ฉันนี่สวยจริงๆ สินะ~”

“อา...”

“เฮ้อ การเกิดมาเป็นคนสวยนี่มันเหนื่อยจริงๆ”

“ก็นะคะ ถ้าไม่เปิดปากพูด ท่านก็ดูเหมือนดาราจริงๆ นั่นแหละ...”

ผู้ติดตามสาวเหน็บแนมเบาๆ แต่แค่นั้นไม่สามารถทำลายอารมณ์สุนทรีย์ของอีกฝ่ายได้หรอก

เอสเธอร์หมุนปากกาเล่นพลางครุ่นคิด

‘ยังไงก็ถือว่าเข้าทาง ถ้าตานั่นมีใจให้ฉัน แค่หว่านล้อมนิดหน่อยก็คงยอมมาเป็นกำลังรบให้แล้ว’

ดวงตาที่หางตกเล็กน้อยของเธอโค้งลงอย่างเจ้าเล่ห์

ในหัวเริ่มวางแผนแล้วว่าจะใช้งานพลังของผู้ตื่นรู้คนนั้นอย่างไรดี

“อ๊ะ!”

แต่พอจมอยู่ในจินตนาการ จู่ๆ เธอก็คิดขึ้นได้ว่าควรจะติดต่อเจ้าตัวสักหน่อย

‘สัปดาห์นี้ตารางงานว่างพอดี ชวนไปดูหนังสักเรื่องดีไหมนะ?’

เอสเธอร์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาฮันเตอร์คิมกิรยอ

จนถึงตอนนี้ อารมณ์ของเธอยังพุ่งทะยานถึงขีดสุด

(ข้อความที่ส่ง)

[คุณกิรยอคะ~~ (>‿< ) งานประมูลเมื่อวานสนุกไหมคะ? คราวนี้ฉันอยากจะพาไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้าง ไม่ทราบว่าสัปดาห์นี้พอมีเวลาไหมคะ?]

ทว่าผ่านไปเพียง 10 นาที รอยยิ้มของเอสเธอร์ก็เลือนหายไปจนเกลี้ยง

[ไม่ครับ]

นี่มันคำตอบบ้าอะไรเนี่ย?

“ขะ-เขากินปูนร้อนท้องหรือเปล่านะ...?”

เอสเธอร์พยายามปฏิเสธความจริงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ยิ่งคุยกัน สีหน้าของเธอก็ยิ่งแข็งค้าง

[หมายความว่าไม่ได้เหรอคะ? สัปดาห์นี้ต้องลงเกตที่ไหนหรือเปล่า? ยุ่งเหรอคะ?]

[ครับ]

[งั้นสะดวกเมื่อไหร่คะ? ฉันจะรอจนกว่าตารางงานคุณจะว่างเลยค่ะ ฮิฮิ]

[อีกสัก 3 เดือนข้างหน้าครับ]

กิลด์มาสเตอร์แห่งหอคอยเวทมนตร์เกาหลีเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวน แต่กลับบอกว่าเคลียร์คิวไม่ได้ตั้ง 3 เดือนเนี่ยนะ แถมยังเป็นฮันเตอร์ระดับ F อีกต่างหาก

แต่ยังไม่ทันจะได้รู้สึกหัวเสีย

[เอาเป็นว่าตอนนี้ผมไม่สะดวกตอบข้อความ ไว้ค่อยติดต่อมาใหม่นะครับ]

ทันใดนั้น ชายหนุ่มผมทองก็ส่งคำตอบที่แข็งกระด้างราวกับกำแพงเหล็กกล้ากลับมา

“.......”

ต่อให้ตีลังกาอ่าน นี่มันก็คือการปฏิเสธชัดๆ

ตุบ

เอสเธอร์คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงอย่างหมดแรง

และหลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เริ่มทึ้งผมตัวเองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

“ไหนบอกว่าอยากทำตัวให้ดูดีในสายตาฉันไง!”

กิลด์มาสเตอร์แห่งหอคอยเวทมนตร์ต้องมาถูกปั่นหัวด้วยการกระทำของระดับ F แบบนี้ จะมีเรื่องไหนน่าขันไปกว่านี้อีกไหม

---

กริ๊ง, กริ๊ง

แสงแดดที่สะท้อนจากสร้อยคอกระทบเข้ากับผนังห้องเช่ารูหนู

ฉันปรายตามองมันครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตากลับมาที่หน้าจอโทรศัพท์

[ประวัติการค้นหา]

- วิธีสร้างใบหน้าเปื้อนยิ้ม

- สีหน้ายิ้มแย้ม

- กล้ามเนื้อใบหน้าคนมีกี่มัด

ดูเป็นหัวข้อที่สงบสุขพิลึก

“อืม”

อย่างที่เดาได้จากประวัติการค้นหา ตอนนี้ฉันมีสภาพจิตใจที่ค่อนข้างผ่อนคลาย

[สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ (แรร์)]

หาทางรับมือการลอบสังหารของคังชางโฮได้แล้ว

[1.2.31 รายการเปลี่ยนแปลง]

● ปรับปรุงการขจัดสารก่อความเหนื่อยล้า

● ลดระยะเวลาการนอนหลับ

การดัดแปลงร่างกายก็เป็นไปอย่างราบรื่น

[‘ข่าวดี’ ระดับประเทศ... ระดับความอันตรายของเกตลดลง 31%]

ตามข่าวที่ออกมาช่วงนี้ จำนวนเกตที่เคยพุ่งสูงขึ้นก็กำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เป็นความสงบสุขที่หาได้ยากยิ่ง

ฉันเลยกะว่าจะใช้โอกาสนี้ฝึกแสดงอารมณ์ที่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเสียที

“ฮืืมม”

แต่พอนั่งลงจริงๆ กลับมีเรื่องกวนใจบางอย่างที่ไม่ยอมออกไปจากหัวสักที

‘วิหารรากษส’

ไอ้ลัทธินอกรีตพวกนั้นมันยังติดค้างอยู่ในใจฉันไม่หาย

ลองคิดดูดีๆ ก็ไม่มีหลักประกันว่าพวกมันจะยอมอยู่นิ่งๆ แบบนี้ตลอดไป

‘ในอินเทอร์เน็ตจะมีข้อมูลไหมนะ?’

ฉันลองพิมพ์คำว่าวิหารรากษสลงในเว็บพอร์ทัล

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมีแค่ข่าวไม่กี่บรรทัดที่บอกว่า ช่วงนี้ผู้คนหวาดกลัวเรื่องเกตจนหันไปพึ่งพาลัทธิงมงายและกำลังกลายเป็นปัญหาสังคม

หาข้อมูลความเคลื่อนไหวของพวกผู้ก่อการร้ายในเน็ตไม่ได้เลย

ไม่เจอแม้แต่นิดเดียว

“.......”

รู้สึกตะขิดตะขวงใจชะมัด

ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกมันก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

‘จู่ๆ ก็ลักพาตัวคนบ้างล่ะ พยายามจะฆ่าแกงกันบ้างล่ะ...’

ทางนี้ก็แค่เก็บไอเทมได้ก่อนแท้ๆ กลับต้องมาเจอเรื่องซวยๆ พวกนั้น

‘คับแค้นใจจะตายชัก’

หลังจากไตร่ตรองอย่างหนัก ฉันก็นึกวิธีดัดหลังพวกวิหารรากษสขึ้นมาได้

พูดตรงๆ คือฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียวด้วยสิ

“นั่นไง”

แน่นอนว่าการบุกเดี่ยวเข้าไปในดงศัตรู... หรืออะไรทำนองนั้นมันคงเกินกำลังไปหน่อย

แต่ระดับอดีตมหาจอมเวทอย่างฉัน กะอีแค่ช่วยชี้เป้าให้จับกุมพวกมัน น่าจะพอทำได้ไม่ใช่รึ?

“อืม”

และในบรรดาคนที่ฉันรู้จัก คนที่ใกล้ชิดกับการสืบสวนเรื่องวิหารรากษสมากที่สุดก็คือ

---

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

ซู่ซู่ซู่

ณ สำนักงานใหญ่สมาคมฮันเตอร์ สาขากรุงโซล เมื่อถึงเวลา 6 โมงเย็น เหล่าพนักงานที่เลิกงานต่างพากันเดินออกมาทางประตูหลังอย่างคับคั่ง

และในขบวนนั้นมีหญิงสาวผมดำยาวสลวยรวมอยู่ด้วย

“เฮ้อ...”

เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาใครบางคน

ไม่นานนัก สายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่จุดหนึ่ง

ภาพที่ปรากฏในครรลองสายตา คือชายหนุ่มในชุดดำที่ยืนพิงกำแพงหินอยู่ตรงประตูหลัง

“สวัสดีครับ”

ฮันเตอร์ระดับ F คิมกิรยอนั่นเอง

ซอนอูยอนเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหา

ฝ่ายชายจึงก้มศีรษะทักทาย

“คะ สวัสดีค่ะ คุณฮันเตอร์คิมกิรยอ”

ว่าแต่ระดับ F คนนี้ร้อยวันพันปีไม่เคยติดต่อมาก่อน จู่ๆ ก็เรียกเธอออกมา จะคุยเรื่องอะไรกันนะ

“ขอบคุณที่สละเวลามานะครับ งั้นเราย้ายที่คุยกันก่อนไหมครับ?”

ยังไงวันนี้เธอก็ไม่มีนัดทานข้าวเย็นที่ไหนอยู่แล้ว

ซอนอูยอนจึงตอบรับคำเชิญของเขาด้วยความยินดี

และสถานที่ที่มาถึงก็คือร้านอาหารจีนแห่งนี้

“ดูท่าเรื่องคงจะยาว ทานไปคุยไปดีกว่าครับ”

“อะ ค่ะ”

“ร้านนี้เมื่อก่อนยุนซึงเคยแนะนำให้ บอกว่าอร่อยมากครับ”

นี่สินะที่เขาว่าชีวิตคนเราเอาแน่เอานอนไม่ได้

ชั่วขณะหนึ่ง ซอนอูยอนรู้สึกแปลกใหม่ในใจอย่างบอกไม่ถูก

สารภาพตามตรงว่าความประทับใจแรกที่เธอมีต่อคิมกิรยอนั้นเข้าขั้นเลวร้าย

‘ตอนนั้นนึกว่าจะไม่มีวันร่วมโต๊ะกันได้ซะอีก’

แต่พอได้รู้จักกันมาหลายเดือน การประเมินที่มีต่ออีกฝ่ายก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เพราะคิมกิรยอมีท่าทีที่สุภาพนอบน้อมอย่างน่าประหลาด ขัดกับบุคลิกที่ดูยียวนกวนประสาทภายนอก

‘ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนนิสัยแบบนี้’

อคติที่มีถูกลบหายไปนานแล้ว

ประเด็นสำคัญคือพ่อหนุ่มมารยาทงามคนนี้จะพูดเรื่องอะไรต่างหาก

“อืม มาถึงขนาดนี้คุณคงพอเดาได้แล้ว ความจริงวันนี้ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อยน่ะครับ”

ครืด

พนักงานที่มาเสิร์ฟอาหารปิดประตูห้องออกไป กิรยอดึงเข้าเรื่องทันที

“รู้จักวิหารรากษสใช่ไหมครับ?”

“คะ?”

“สมมติว่าถ้าผมระบุตัวระดับหัวกะทิของวิหารรากษสได้ คุณสามารถจับมันยัดเข้าซังเตได้ทันทีเลยไหมครับ?”

คำพูดนั้นทำให้ซอนอูยอนชะงักตะเกียบ

“วิหารรากษส...? ไม่สิ เรื่องแบบนั้นควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใช่เหรอคะ?”

ทว่า

สิ่งที่ตอบกลับมาคือน้ำเสียงที่ค่อนข้างไปในทางลบ

“ใจจริงผมก็อยากทำแบบนั้นนะครับ แต่ติดตรงที่มันยากนิดหน่อย”

“ทำไมล่ะคะ?”

“อย่างแรกคือตำรวจจะยอมเชื่อคำพูดผมง่ายๆ หรือเปล่านี่สิ...”

เขาพูดพลางใช้ตะเกียบเขี่ยหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานในจาน

“การจะระบุตัวระดับหัวกะทิพวกนั้นได้ ผมต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการสืบสวนสักสองสามครั้ง แต่คุณก็รู้ว่าทางนี้ไม่มีอำนาจทำแบบนั้น”

“อ่า”

“ต่อให้โชคดีได้รับคำร้องขอความร่วมมือจากผู้ตื่นรู้ผ่านทางสมาคม ก็ไม่มีทางที่หวยจะมาออกที่คดีวิหารรากษสหรอกครับ”

กร้วม เขาคีบหมูทอดชิ้นหนึ่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ

“ผมเลยมีข้อเสนอครับ”

แต่ความเงียบนั้นคงอยู่ไม่นาน เขากลืนอาหารลงคอแล้วบทสนทนาต่อทันที

“คุณซอนอูยอน ถ้าสมมติว่าคุณได้เข้าร่วมทีมติดตามไล่ล่าแก๊งลัทธินอกรีตพวกนั้น... ช่วยแอบส่งข้อมูลให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”

ดวงตาของผู้ตื่นรู้หนุ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า

“ถ้าคุณช่วยผมสักนิด ผมจะจับตัวบุคคลสำคัญที่สุดของวิหารรากษสมาให้ บางทีอาจจะสำคัญกว่าตัวเจ้าลัทธิเสียอีก”

ดวงตาที่เบิกโพลงดุจงูพิษ

เมื่อได้สบตากับมัน ซอนอูยอนถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

แต่อาการเกร็งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะถูกบรรยากาศของชายหนุ่มกดดันเท่านั้น

บทสนทนานี้ทำให้เธอเกิดความมั่นใจในบางอย่างขึ้นมา

‘นั่นไง...’

พฤติกรรมที่จงใจทำตัวเป็นระดับต่ำสุด

ประวัติการถูกลักพาตัว 2 ครั้ง

สถานการณ์ในที่เกิดเหตุที่เต็มไปด้วยข้อกังขา

สิ่งเหล่านี้ทำให้ซอนอูยอนสรุปได้อย่างหนึ่ง

“คือ... ฉันคิดว่าการตั้งศาลเตี้ยมันไม่ถูกต้องนะคะ”

คดีลักพาตัวที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นเพราะเขาตั้งใจแฝงตัวเข้าไปในองค์กรอาชญากรรมนั่นเอง

‘ไม่อยากจะเชื่อเลย’

พอลองคิดย้อนดู ก็มีหลักฐานเชื่อมโยงมากมาย

ปฏิกิริยาที่ดูเฉยเมยจนเกินเหตุทั้งที่เกือบจะถูกขายไปต่างประเทศ

คำให้การด้วยความหวาดกลัวของสาวกวิหารรากษสที่รับหน้าที่ทรมานคิมกิรยอ

และจุดร่วมของทั้งสองเหตุการณ์ คือรังขององค์กรนั้นๆ พินาศย่อยยับจนสิ้นซาก

ความจริงทุกอย่างชี้ไปที่จุดเดียวไม่ใช่หรือ

‘ไม่ผิดแน่’

ตามรูปการณ์แล้ว

มันดูเหมือนคิมกิรยอจงใจออกไปถล่มแก๊งอาชญากรชัดๆ

‘ทำไมล่ะ?’

เพื่อความยุติธรรม? หรือแค่ทำแก้เบื่อ? เธอไม่อาจล่วงรู้จุดประสงค์ได้ แต่ทว่า...

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจไม่ดีกว่าเหรอคะ?”

ยังไงที่นี่ก็เป็นนิติรัฐ การกระทำแบบนี้ก็ถือเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน

ซอนอูยอนพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างระมัดระวัง ให้เขาวางมือจากเรื่องนี้

“อ้าว ถ้าไม่มีผมช่วย ทางตำรวจจะกวาดล้างวิหารรากษสได้ด้วยตัวเองเหรอครับ?”

แต่คำถามที่สวนกลับมาของคิมกิรยอ ทำให้เธอต้องหุบปากฉับ

“.......”

ตามนั้นเลย

ในปัจจุบัน ลัทธิงมงายที่ชื่อว่าวิหารรากษสกำลังขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่มีใครสามารถตัดเนื้อร้ายก้อนนี้ทิ้งได้

เพราะที่นี่คือประเทศประชาธิปไตย

เพราะมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาค้ำคออยู่

‘รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าลัทธิ ทักกวังโจ ยุยงให้สาวกก่อการร้าย แต่ก็ไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลพอจะเข้าจับกุม แถมยังมีข่าวลือหนาหูว่ามีคนรับสินบนจากพวกมันอีก’

ซอนอูยอนกุมขมับพลางนิ่งเงียบ

‘ในขณะนี้เอง ก็มีผู้คนมากมายต้องทนทุกข์ทรมานเพราะลัทธินอกรีตบ้านั่น...’

แต่ทว่าในตอนนั้น

เสียงแหบพร่าของใครบางคนก็ดังเข้ามากระทบโสตประสาท

ฮันเตอร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำลายความเงียบขึ้นมา

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

82

20px

“อะ...อะไรนะคะ?”

ทว่าประโยคนั้นกลับมีความหมายที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงสำหรับฮันเตอร์ระดับ S

ซอเอสเธอร์ย้อนถามด้วยความตกใจกับคำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้น ว่ามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่

และแล้วคิมกิรยอก็เริ่มราดน้ำมันลงบนกองเพลิง

“(ในฐานะผู้ใช้วิชาคำสาป) ผมแค่อยากทำตัวให้ดูดีในสายตาคุณเป็นการส่วนตัวน่ะครับ โดยไม่เกี่ยงเรื่องผลประโยชน์ของกิลด์”

ทางฝั่งนี้แค่ไม่อยากสร้างปัญหาให้วุ่นวาย เลยชิงสารภาพออกไปตรงๆ ว่าตัวเองเป็นพวกชอบประจบสอพลอ

แต่ประโยคนั้นกลับส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินคาด

‘เอ๊ะ...เอ๋?’

ทันทีที่ได้ยิน เอสเธอร์ก็ถึงกับพูดไม่ออกราวกับถูกไม้หน้าสามฟาดเข้าแสกหน้า

---

ยามบ่ายที่ท้องฟ้าแจ่มใส มีเมฆสีขาวลอยล่อง

“...ไร้สาระสิ้นดี”

เสียงแหลมสูงดังก้องไปทั่วสำนักงานอันกว้างขวาง

“เหอะ จริงๆ เลย ให้ตายสิ”

หญิงสาวที่มีใบหน้าคมคายซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาหนัง พึมพำไม่หยุดมาพักใหญ่แล้ว ดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรขัดใจอยู่

เห็นดังนั้น เลขาของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

“เป็นอะไรไปคะ? หรือว่าผลการประมูลเมื่อวานออกมาไม่ดีเหรอคะ?”

หญิงสาวบนโซฟาส่ายหน้า ปฏิเสธด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง

“มะ-ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก คือว่า...”

เอสเธอร์หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานอยู่ครู่หนึ่ง

- คนที่ผมใส่ใจมีแค่คุณเอสเธอร์คนเดียวครับ

ใครจะไปคิดล่ะว่าผู้ชายเย็นชาคนนั้นจะพูดแบบนี้ออกมา

ตอนนั้นเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่ได้ตอบกลับไปดีๆ ด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเก็บมาคิดก็ยิ่งเหลือเชื่อ

‘ไม่นึกเลยว่าเขาจะสนใจฉัน!’

ทั้งที่เป็นแบบนั้น แต่ที่ผ่านมากลับทำเป็นเล่นตัวหน้าตาเฉยเลยเหรอเนี่ย?

มุมปากของเอสเธอร์กระตุกยิกๆ

ฮันเตอร์ที่เธออยากได้มาเป็นพวก ดันมาแสดงความสนใจในตัวเธอ จะไม่ให้เรียกว่าข่าวดีได้ยังไง

“ฮุฮุฮุ”

“คราวนี้ทำไมจู่ๆ อารมณ์ดีขึ้นมาอีกล่ะคะเนี่ย”

ในวินาทีนี้ เอสเธอร์มั่นใจเต็มร้อยว่าฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นมีความรู้สึกเชิงชู้สาวต่อเธอ

“ก็ต้องอารมณ์ดีสิ เพราะฉันกำลังตระหนักได้อีกครั้งว่า... อ่า ฉันนี่สวยจริงๆ สินะ~”

“อา...”

“เฮ้อ การเกิดมาเป็นคนสวยนี่มันเหนื่อยจริงๆ”

“ก็นะคะ ถ้าไม่เปิดปากพูด ท่านก็ดูเหมือนดาราจริงๆ นั่นแหละ...”

ผู้ติดตามสาวเหน็บแนมเบาๆ แต่แค่นั้นไม่สามารถทำลายอารมณ์สุนทรีย์ของอีกฝ่ายได้หรอก

เอสเธอร์หมุนปากกาเล่นพลางครุ่นคิด

‘ยังไงก็ถือว่าเข้าทาง ถ้าตานั่นมีใจให้ฉัน แค่หว่านล้อมนิดหน่อยก็คงยอมมาเป็นกำลังรบให้แล้ว’

ดวงตาที่หางตกเล็กน้อยของเธอโค้งลงอย่างเจ้าเล่ห์

ในหัวเริ่มวางแผนแล้วว่าจะใช้งานพลังของผู้ตื่นรู้คนนั้นอย่างไรดี

“อ๊ะ!”

แต่พอจมอยู่ในจินตนาการ จู่ๆ เธอก็คิดขึ้นได้ว่าควรจะติดต่อเจ้าตัวสักหน่อย

‘สัปดาห์นี้ตารางงานว่างพอดี ชวนไปดูหนังสักเรื่องดีไหมนะ?’

เอสเธอร์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาฮันเตอร์คิมกิรยอ

จนถึงตอนนี้ อารมณ์ของเธอยังพุ่งทะยานถึงขีดสุด

(ข้อความที่ส่ง)

[คุณกิรยอคะ~~ (>‿< ) งานประมูลเมื่อวานสนุกไหมคะ? คราวนี้ฉันอยากจะพาไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้าง ไม่ทราบว่าสัปดาห์นี้พอมีเวลาไหมคะ?]

ทว่าผ่านไปเพียง 10 นาที รอยยิ้มของเอสเธอร์ก็เลือนหายไปจนเกลี้ยง

[ไม่ครับ]

นี่มันคำตอบบ้าอะไรเนี่ย?

“ขะ-เขากินปูนร้อนท้องหรือเปล่านะ...?”

เอสเธอร์พยายามปฏิเสธความจริงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ยิ่งคุยกัน สีหน้าของเธอก็ยิ่งแข็งค้าง

[หมายความว่าไม่ได้เหรอคะ? สัปดาห์นี้ต้องลงเกตที่ไหนหรือเปล่า? ยุ่งเหรอคะ?]

[ครับ]

[งั้นสะดวกเมื่อไหร่คะ? ฉันจะรอจนกว่าตารางงานคุณจะว่างเลยค่ะ ฮิฮิ]

[อีกสัก 3 เดือนข้างหน้าครับ]

กิลด์มาสเตอร์แห่งหอคอยเวทมนตร์เกาหลีเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวน แต่กลับบอกว่าเคลียร์คิวไม่ได้ตั้ง 3 เดือนเนี่ยนะ แถมยังเป็นฮันเตอร์ระดับ F อีกต่างหาก

แต่ยังไม่ทันจะได้รู้สึกหัวเสีย

[เอาเป็นว่าตอนนี้ผมไม่สะดวกตอบข้อความ ไว้ค่อยติดต่อมาใหม่นะครับ]

ทันใดนั้น ชายหนุ่มผมทองก็ส่งคำตอบที่แข็งกระด้างราวกับกำแพงเหล็กกล้ากลับมา

“.......”

ต่อให้ตีลังกาอ่าน นี่มันก็คือการปฏิเสธชัดๆ

ตุบ

เอสเธอร์คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงอย่างหมดแรง

และหลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เริ่มทึ้งผมตัวเองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

“ไหนบอกว่าอยากทำตัวให้ดูดีในสายตาฉันไง!”

กิลด์มาสเตอร์แห่งหอคอยเวทมนตร์ต้องมาถูกปั่นหัวด้วยการกระทำของระดับ F แบบนี้ จะมีเรื่องไหนน่าขันไปกว่านี้อีกไหม

---

กริ๊ง, กริ๊ง

แสงแดดที่สะท้อนจากสร้อยคอกระทบเข้ากับผนังห้องเช่ารูหนู

ฉันปรายตามองมันครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตากลับมาที่หน้าจอโทรศัพท์

[ประวัติการค้นหา]

- วิธีสร้างใบหน้าเปื้อนยิ้ม

- สีหน้ายิ้มแย้ม

- กล้ามเนื้อใบหน้าคนมีกี่มัด

ดูเป็นหัวข้อที่สงบสุขพิลึก

“อืม”

อย่างที่เดาได้จากประวัติการค้นหา ตอนนี้ฉันมีสภาพจิตใจที่ค่อนข้างผ่อนคลาย

[สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ (แรร์)]

หาทางรับมือการลอบสังหารของคังชางโฮได้แล้ว

[1.2.31 รายการเปลี่ยนแปลง]

● ปรับปรุงการขจัดสารก่อความเหนื่อยล้า

● ลดระยะเวลาการนอนหลับ

การดัดแปลงร่างกายก็เป็นไปอย่างราบรื่น

[‘ข่าวดี’ ระดับประเทศ... ระดับความอันตรายของเกตลดลง 31%]

ตามข่าวที่ออกมาช่วงนี้ จำนวนเกตที่เคยพุ่งสูงขึ้นก็กำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เป็นความสงบสุขที่หาได้ยากยิ่ง

ฉันเลยกะว่าจะใช้โอกาสนี้ฝึกแสดงอารมณ์ที่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเสียที

“ฮืืมม”

แต่พอนั่งลงจริงๆ กลับมีเรื่องกวนใจบางอย่างที่ไม่ยอมออกไปจากหัวสักที

‘วิหารรากษส’

ไอ้ลัทธินอกรีตพวกนั้นมันยังติดค้างอยู่ในใจฉันไม่หาย

ลองคิดดูดีๆ ก็ไม่มีหลักประกันว่าพวกมันจะยอมอยู่นิ่งๆ แบบนี้ตลอดไป

‘ในอินเทอร์เน็ตจะมีข้อมูลไหมนะ?’

ฉันลองพิมพ์คำว่าวิหารรากษสลงในเว็บพอร์ทัล

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมีแค่ข่าวไม่กี่บรรทัดที่บอกว่า ช่วงนี้ผู้คนหวาดกลัวเรื่องเกตจนหันไปพึ่งพาลัทธิงมงายและกำลังกลายเป็นปัญหาสังคม

หาข้อมูลความเคลื่อนไหวของพวกผู้ก่อการร้ายในเน็ตไม่ได้เลย

ไม่เจอแม้แต่นิดเดียว

“.......”

รู้สึกตะขิดตะขวงใจชะมัด

ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกมันก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

‘จู่ๆ ก็ลักพาตัวคนบ้างล่ะ พยายามจะฆ่าแกงกันบ้างล่ะ...’

ทางนี้ก็แค่เก็บไอเทมได้ก่อนแท้ๆ กลับต้องมาเจอเรื่องซวยๆ พวกนั้น

‘คับแค้นใจจะตายชัก’

หลังจากไตร่ตรองอย่างหนัก ฉันก็นึกวิธีดัดหลังพวกวิหารรากษสขึ้นมาได้

พูดตรงๆ คือฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียวด้วยสิ

“นั่นไง”

แน่นอนว่าการบุกเดี่ยวเข้าไปในดงศัตรู... หรืออะไรทำนองนั้นมันคงเกินกำลังไปหน่อย

แต่ระดับอดีตมหาจอมเวทอย่างฉัน กะอีแค่ช่วยชี้เป้าให้จับกุมพวกมัน น่าจะพอทำได้ไม่ใช่รึ?

“อืม”

และในบรรดาคนที่ฉันรู้จัก คนที่ใกล้ชิดกับการสืบสวนเรื่องวิหารรากษสมากที่สุดก็คือ

---

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

ซู่ซู่ซู่

ณ สำนักงานใหญ่สมาคมฮันเตอร์ สาขากรุงโซล เมื่อถึงเวลา 6 โมงเย็น เหล่าพนักงานที่เลิกงานต่างพากันเดินออกมาทางประตูหลังอย่างคับคั่ง

และในขบวนนั้นมีหญิงสาวผมดำยาวสลวยรวมอยู่ด้วย

“เฮ้อ...”

เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาใครบางคน

ไม่นานนัก สายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่จุดหนึ่ง

ภาพที่ปรากฏในครรลองสายตา คือชายหนุ่มในชุดดำที่ยืนพิงกำแพงหินอยู่ตรงประตูหลัง

“สวัสดีครับ”

ฮันเตอร์ระดับ F คิมกิรยอนั่นเอง

ซอนอูยอนเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหา

ฝ่ายชายจึงก้มศีรษะทักทาย

“คะ สวัสดีค่ะ คุณฮันเตอร์คิมกิรยอ”

ว่าแต่ระดับ F คนนี้ร้อยวันพันปีไม่เคยติดต่อมาก่อน จู่ๆ ก็เรียกเธอออกมา จะคุยเรื่องอะไรกันนะ

“ขอบคุณที่สละเวลามานะครับ งั้นเราย้ายที่คุยกันก่อนไหมครับ?”

ยังไงวันนี้เธอก็ไม่มีนัดทานข้าวเย็นที่ไหนอยู่แล้ว

ซอนอูยอนจึงตอบรับคำเชิญของเขาด้วยความยินดี

และสถานที่ที่มาถึงก็คือร้านอาหารจีนแห่งนี้

“ดูท่าเรื่องคงจะยาว ทานไปคุยไปดีกว่าครับ”

“อะ ค่ะ”

“ร้านนี้เมื่อก่อนยุนซึงเคยแนะนำให้ บอกว่าอร่อยมากครับ”

นี่สินะที่เขาว่าชีวิตคนเราเอาแน่เอานอนไม่ได้

ชั่วขณะหนึ่ง ซอนอูยอนรู้สึกแปลกใหม่ในใจอย่างบอกไม่ถูก

สารภาพตามตรงว่าความประทับใจแรกที่เธอมีต่อคิมกิรยอนั้นเข้าขั้นเลวร้าย

‘ตอนนั้นนึกว่าจะไม่มีวันร่วมโต๊ะกันได้ซะอีก’

แต่พอได้รู้จักกันมาหลายเดือน การประเมินที่มีต่ออีกฝ่ายก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เพราะคิมกิรยอมีท่าทีที่สุภาพนอบน้อมอย่างน่าประหลาด ขัดกับบุคลิกที่ดูยียวนกวนประสาทภายนอก

‘ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนนิสัยแบบนี้’

อคติที่มีถูกลบหายไปนานแล้ว

ประเด็นสำคัญคือพ่อหนุ่มมารยาทงามคนนี้จะพูดเรื่องอะไรต่างหาก

“อืม มาถึงขนาดนี้คุณคงพอเดาได้แล้ว ความจริงวันนี้ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อยน่ะครับ”

ครืด

พนักงานที่มาเสิร์ฟอาหารปิดประตูห้องออกไป กิรยอดึงเข้าเรื่องทันที

“รู้จักวิหารรากษสใช่ไหมครับ?”

“คะ?”

“สมมติว่าถ้าผมระบุตัวระดับหัวกะทิของวิหารรากษสได้ คุณสามารถจับมันยัดเข้าซังเตได้ทันทีเลยไหมครับ?”

คำพูดนั้นทำให้ซอนอูยอนชะงักตะเกียบ

“วิหารรากษส...? ไม่สิ เรื่องแบบนั้นควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใช่เหรอคะ?”

ทว่า

สิ่งที่ตอบกลับมาคือน้ำเสียงที่ค่อนข้างไปในทางลบ

“ใจจริงผมก็อยากทำแบบนั้นนะครับ แต่ติดตรงที่มันยากนิดหน่อย”

“ทำไมล่ะคะ?”

“อย่างแรกคือตำรวจจะยอมเชื่อคำพูดผมง่ายๆ หรือเปล่านี่สิ...”

เขาพูดพลางใช้ตะเกียบเขี่ยหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานในจาน

“การจะระบุตัวระดับหัวกะทิพวกนั้นได้ ผมต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการสืบสวนสักสองสามครั้ง แต่คุณก็รู้ว่าทางนี้ไม่มีอำนาจทำแบบนั้น”

“อ่า”

“ต่อให้โชคดีได้รับคำร้องขอความร่วมมือจากผู้ตื่นรู้ผ่านทางสมาคม ก็ไม่มีทางที่หวยจะมาออกที่คดีวิหารรากษสหรอกครับ”

กร้วม เขาคีบหมูทอดชิ้นหนึ่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ

“ผมเลยมีข้อเสนอครับ”

แต่ความเงียบนั้นคงอยู่ไม่นาน เขากลืนอาหารลงคอแล้วบทสนทนาต่อทันที

“คุณซอนอูยอน ถ้าสมมติว่าคุณได้เข้าร่วมทีมติดตามไล่ล่าแก๊งลัทธินอกรีตพวกนั้น... ช่วยแอบส่งข้อมูลให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”

ดวงตาของผู้ตื่นรู้หนุ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า

“ถ้าคุณช่วยผมสักนิด ผมจะจับตัวบุคคลสำคัญที่สุดของวิหารรากษสมาให้ บางทีอาจจะสำคัญกว่าตัวเจ้าลัทธิเสียอีก”

ดวงตาที่เบิกโพลงดุจงูพิษ

เมื่อได้สบตากับมัน ซอนอูยอนถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

แต่อาการเกร็งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะถูกบรรยากาศของชายหนุ่มกดดันเท่านั้น

บทสนทนานี้ทำให้เธอเกิดความมั่นใจในบางอย่างขึ้นมา

‘นั่นไง...’

พฤติกรรมที่จงใจทำตัวเป็นระดับต่ำสุด

ประวัติการถูกลักพาตัว 2 ครั้ง

สถานการณ์ในที่เกิดเหตุที่เต็มไปด้วยข้อกังขา

สิ่งเหล่านี้ทำให้ซอนอูยอนสรุปได้อย่างหนึ่ง

“คือ... ฉันคิดว่าการตั้งศาลเตี้ยมันไม่ถูกต้องนะคะ”

คดีลักพาตัวที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นเพราะเขาตั้งใจแฝงตัวเข้าไปในองค์กรอาชญากรรมนั่นเอง

‘ไม่อยากจะเชื่อเลย’

พอลองคิดย้อนดู ก็มีหลักฐานเชื่อมโยงมากมาย

ปฏิกิริยาที่ดูเฉยเมยจนเกินเหตุทั้งที่เกือบจะถูกขายไปต่างประเทศ

คำให้การด้วยความหวาดกลัวของสาวกวิหารรากษสที่รับหน้าที่ทรมานคิมกิรยอ

และจุดร่วมของทั้งสองเหตุการณ์ คือรังขององค์กรนั้นๆ พินาศย่อยยับจนสิ้นซาก

ความจริงทุกอย่างชี้ไปที่จุดเดียวไม่ใช่หรือ

‘ไม่ผิดแน่’

ตามรูปการณ์แล้ว

มันดูเหมือนคิมกิรยอจงใจออกไปถล่มแก๊งอาชญากรชัดๆ

‘ทำไมล่ะ?’

เพื่อความยุติธรรม? หรือแค่ทำแก้เบื่อ? เธอไม่อาจล่วงรู้จุดประสงค์ได้ แต่ทว่า...

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจไม่ดีกว่าเหรอคะ?”

ยังไงที่นี่ก็เป็นนิติรัฐ การกระทำแบบนี้ก็ถือเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน

ซอนอูยอนพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างระมัดระวัง ให้เขาวางมือจากเรื่องนี้

“อ้าว ถ้าไม่มีผมช่วย ทางตำรวจจะกวาดล้างวิหารรากษสได้ด้วยตัวเองเหรอครับ?”

แต่คำถามที่สวนกลับมาของคิมกิรยอ ทำให้เธอต้องหุบปากฉับ

“.......”

ตามนั้นเลย

ในปัจจุบัน ลัทธิงมงายที่ชื่อว่าวิหารรากษสกำลังขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่มีใครสามารถตัดเนื้อร้ายก้อนนี้ทิ้งได้

เพราะที่นี่คือประเทศประชาธิปไตย

เพราะมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาค้ำคออยู่

‘รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าลัทธิ ทักกวังโจ ยุยงให้สาวกก่อการร้าย แต่ก็ไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลพอจะเข้าจับกุม แถมยังมีข่าวลือหนาหูว่ามีคนรับสินบนจากพวกมันอีก’

ซอนอูยอนกุมขมับพลางนิ่งเงียบ

‘ในขณะนี้เอง ก็มีผู้คนมากมายต้องทนทุกข์ทรมานเพราะลัทธินอกรีตบ้านั่น...’

แต่ทว่าในตอนนั้น

เสียงแหบพร่าของใครบางคนก็ดังเข้ามากระทบโสตประสาท

ฮันเตอร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำลายความเงียบขึ้นมา