“อะ...อะไรนะคะ?”
ทว่าประโยคนั้นกลับมีความหมายที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงสำหรับฮันเตอร์ระดับ S
ซอเอสเธอร์ย้อนถามด้วยความตกใจกับคำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้น ว่ามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่
และแล้วคิมกิรยอก็เริ่มราดน้ำมันลงบนกองเพลิง
“(ในฐานะผู้ใช้วิชาคำสาป) ผมแค่อยากทำตัวให้ดูดีในสายตาคุณเป็นการส่วนตัวน่ะครับ โดยไม่เกี่ยงเรื่องผลประโยชน์ของกิลด์”
ทางฝั่งนี้แค่ไม่อยากสร้างปัญหาให้วุ่นวาย เลยชิงสารภาพออกไปตรงๆ ว่าตัวเองเป็นพวกชอบประจบสอพลอ
แต่ประโยคนั้นกลับส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินคาด
‘เอ๊ะ...เอ๋?’
ทันทีที่ได้ยิน เอสเธอร์ก็ถึงกับพูดไม่ออกราวกับถูกไม้หน้าสามฟาดเข้าแสกหน้า
---
ยามบ่ายที่ท้องฟ้าแจ่มใส มีเมฆสีขาวลอยล่อง
“...ไร้สาระสิ้นดี”
เสียงแหลมสูงดังก้องไปทั่วสำนักงานอันกว้างขวาง
“เหอะ จริงๆ เลย ให้ตายสิ”
หญิงสาวที่มีใบหน้าคมคายซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาหนัง พึมพำไม่หยุดมาพักใหญ่แล้ว ดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรขัดใจอยู่
เห็นดังนั้น เลขาของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“เป็นอะไรไปคะ? หรือว่าผลการประมูลเมื่อวานออกมาไม่ดีเหรอคะ?”
หญิงสาวบนโซฟาส่ายหน้า ปฏิเสธด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
“มะ-ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก คือว่า...”
เอสเธอร์หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานอยู่ครู่หนึ่ง
- คนที่ผมใส่ใจมีแค่คุณเอสเธอร์คนเดียวครับ
ใครจะไปคิดล่ะว่าผู้ชายเย็นชาคนนั้นจะพูดแบบนี้ออกมา
ตอนนั้นเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่ได้ตอบกลับไปดีๆ ด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเก็บมาคิดก็ยิ่งเหลือเชื่อ
‘ไม่นึกเลยว่าเขาจะสนใจฉัน!’
ทั้งที่เป็นแบบนั้น แต่ที่ผ่านมากลับทำเป็นเล่นตัวหน้าตาเฉยเลยเหรอเนี่ย?
มุมปากของเอสเธอร์กระตุกยิกๆ
ฮันเตอร์ที่เธออยากได้มาเป็นพวก ดันมาแสดงความสนใจในตัวเธอ จะไม่ให้เรียกว่าข่าวดีได้ยังไง
“ฮุฮุฮุ”
“คราวนี้ทำไมจู่ๆ อารมณ์ดีขึ้นมาอีกล่ะคะเนี่ย”
ในวินาทีนี้ เอสเธอร์มั่นใจเต็มร้อยว่าฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นมีความรู้สึกเชิงชู้สาวต่อเธอ
“ก็ต้องอารมณ์ดีสิ เพราะฉันกำลังตระหนักได้อีกครั้งว่า... อ่า ฉันนี่สวยจริงๆ สินะ~”
“อา...”
“เฮ้อ การเกิดมาเป็นคนสวยนี่มันเหนื่อยจริงๆ”
“ก็นะคะ ถ้าไม่เปิดปากพูด ท่านก็ดูเหมือนดาราจริงๆ นั่นแหละ...”
ผู้ติดตามสาวเหน็บแนมเบาๆ แต่แค่นั้นไม่สามารถทำลายอารมณ์สุนทรีย์ของอีกฝ่ายได้หรอก
เอสเธอร์หมุนปากกาเล่นพลางครุ่นคิด
‘ยังไงก็ถือว่าเข้าทาง ถ้าตานั่นมีใจให้ฉัน แค่หว่านล้อมนิดหน่อยก็คงยอมมาเป็นกำลังรบให้แล้ว’
ดวงตาที่หางตกเล็กน้อยของเธอโค้งลงอย่างเจ้าเล่ห์
ในหัวเริ่มวางแผนแล้วว่าจะใช้งานพลังของผู้ตื่นรู้คนนั้นอย่างไรดี
“อ๊ะ!”
แต่พอจมอยู่ในจินตนาการ จู่ๆ เธอก็คิดขึ้นได้ว่าควรจะติดต่อเจ้าตัวสักหน่อย
‘สัปดาห์นี้ตารางงานว่างพอดี ชวนไปดูหนังสักเรื่องดีไหมนะ?’
เอสเธอร์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาฮันเตอร์คิมกิรยอ
จนถึงตอนนี้ อารมณ์ของเธอยังพุ่งทะยานถึงขีดสุด
(ข้อความที่ส่ง)
[คุณกิรยอคะ~~ (>‿< ) งานประมูลเมื่อวานสนุกไหมคะ? คราวนี้ฉันอยากจะพาไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้าง ไม่ทราบว่าสัปดาห์นี้พอมีเวลาไหมคะ?]
ทว่าผ่านไปเพียง 10 นาที รอยยิ้มของเอสเธอร์ก็เลือนหายไปจนเกลี้ยง
[ไม่ครับ]
นี่มันคำตอบบ้าอะไรเนี่ย?
“ขะ-เขากินปูนร้อนท้องหรือเปล่านะ...?”
เอสเธอร์พยายามปฏิเสธความจริงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ยิ่งคุยกัน สีหน้าของเธอก็ยิ่งแข็งค้าง
[หมายความว่าไม่ได้เหรอคะ? สัปดาห์นี้ต้องลงเกตที่ไหนหรือเปล่า? ยุ่งเหรอคะ?]
[ครับ]
[งั้นสะดวกเมื่อไหร่คะ? ฉันจะรอจนกว่าตารางงานคุณจะว่างเลยค่ะ ฮิฮิ]
[อีกสัก 3 เดือนข้างหน้าครับ]
กิลด์มาสเตอร์แห่งหอคอยเวทมนตร์เกาหลีเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวน แต่กลับบอกว่าเคลียร์คิวไม่ได้ตั้ง 3 เดือนเนี่ยนะ แถมยังเป็นฮันเตอร์ระดับ F อีกต่างหาก
แต่ยังไม่ทันจะได้รู้สึกหัวเสีย
[เอาเป็นว่าตอนนี้ผมไม่สะดวกตอบข้อความ ไว้ค่อยติดต่อมาใหม่นะครับ]
ทันใดนั้น ชายหนุ่มผมทองก็ส่งคำตอบที่แข็งกระด้างราวกับกำแพงเหล็กกล้ากลับมา
“.......”
ต่อให้ตีลังกาอ่าน นี่มันก็คือการปฏิเสธชัดๆ
ตุบ
เอสเธอร์คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงอย่างหมดแรง
และหลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เริ่มทึ้งผมตัวเองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ไหนบอกว่าอยากทำตัวให้ดูดีในสายตาฉันไง!”
กิลด์มาสเตอร์แห่งหอคอยเวทมนตร์ต้องมาถูกปั่นหัวด้วยการกระทำของระดับ F แบบนี้ จะมีเรื่องไหนน่าขันไปกว่านี้อีกไหม
---
กริ๊ง, กริ๊ง
แสงแดดที่สะท้อนจากสร้อยคอกระทบเข้ากับผนังห้องเช่ารูหนู
ฉันปรายตามองมันครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตากลับมาที่หน้าจอโทรศัพท์
[ประวัติการค้นหา]
- วิธีสร้างใบหน้าเปื้อนยิ้ม
- สีหน้ายิ้มแย้ม
- กล้ามเนื้อใบหน้าคนมีกี่มัด
ดูเป็นหัวข้อที่สงบสุขพิลึก
“อืม”
อย่างที่เดาได้จากประวัติการค้นหา ตอนนี้ฉันมีสภาพจิตใจที่ค่อนข้างผ่อนคลาย
[สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ (แรร์)]
หาทางรับมือการลอบสังหารของคังชางโฮได้แล้ว
[1.2.31 รายการเปลี่ยนแปลง]
● ปรับปรุงการขจัดสารก่อความเหนื่อยล้า
● ลดระยะเวลาการนอนหลับ
การดัดแปลงร่างกายก็เป็นไปอย่างราบรื่น
[‘ข่าวดี’ ระดับประเทศ... ระดับความอันตรายของเกตลดลง 31%]
ตามข่าวที่ออกมาช่วงนี้ จำนวนเกตที่เคยพุ่งสูงขึ้นก็กำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
เป็นความสงบสุขที่หาได้ยากยิ่ง
ฉันเลยกะว่าจะใช้โอกาสนี้ฝึกแสดงอารมณ์ที่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเสียที
“ฮืืมม”
แต่พอนั่งลงจริงๆ กลับมีเรื่องกวนใจบางอย่างที่ไม่ยอมออกไปจากหัวสักที
‘วิหารรากษส’
ไอ้ลัทธินอกรีตพวกนั้นมันยังติดค้างอยู่ในใจฉันไม่หาย
ลองคิดดูดีๆ ก็ไม่มีหลักประกันว่าพวกมันจะยอมอยู่นิ่งๆ แบบนี้ตลอดไป
‘ในอินเทอร์เน็ตจะมีข้อมูลไหมนะ?’
ฉันลองพิมพ์คำว่าวิหารรากษสลงในเว็บพอร์ทัล
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมีแค่ข่าวไม่กี่บรรทัดที่บอกว่า ช่วงนี้ผู้คนหวาดกลัวเรื่องเกตจนหันไปพึ่งพาลัทธิงมงายและกำลังกลายเป็นปัญหาสังคม
หาข้อมูลความเคลื่อนไหวของพวกผู้ก่อการร้ายในเน็ตไม่ได้เลย
ไม่เจอแม้แต่นิดเดียว
“.......”
รู้สึกตะขิดตะขวงใจชะมัด
ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกมันก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
‘จู่ๆ ก็ลักพาตัวคนบ้างล่ะ พยายามจะฆ่าแกงกันบ้างล่ะ...’
ทางนี้ก็แค่เก็บไอเทมได้ก่อนแท้ๆ กลับต้องมาเจอเรื่องซวยๆ พวกนั้น
‘คับแค้นใจจะตายชัก’
หลังจากไตร่ตรองอย่างหนัก ฉันก็นึกวิธีดัดหลังพวกวิหารรากษสขึ้นมาได้
พูดตรงๆ คือฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียวด้วยสิ
“นั่นไง”
แน่นอนว่าการบุกเดี่ยวเข้าไปในดงศัตรู... หรืออะไรทำนองนั้นมันคงเกินกำลังไปหน่อย
แต่ระดับอดีตมหาจอมเวทอย่างฉัน กะอีแค่ช่วยชี้เป้าให้จับกุมพวกมัน น่าจะพอทำได้ไม่ใช่รึ?
“อืม”
และในบรรดาคนที่ฉันรู้จัก คนที่ใกล้ชิดกับการสืบสวนเรื่องวิหารรากษสมากที่สุดก็คือ
---
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
ซู่ซู่ซู่
ณ สำนักงานใหญ่สมาคมฮันเตอร์ สาขากรุงโซล เมื่อถึงเวลา 6 โมงเย็น เหล่าพนักงานที่เลิกงานต่างพากันเดินออกมาทางประตูหลังอย่างคับคั่ง
และในขบวนนั้นมีหญิงสาวผมดำยาวสลวยรวมอยู่ด้วย
“เฮ้อ...”
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาใครบางคน
ไม่นานนัก สายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่จุดหนึ่ง
ภาพที่ปรากฏในครรลองสายตา คือชายหนุ่มในชุดดำที่ยืนพิงกำแพงหินอยู่ตรงประตูหลัง
“สวัสดีครับ”
ฮันเตอร์ระดับ F คิมกิรยอนั่นเอง
ซอนอูยอนเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหา
ฝ่ายชายจึงก้มศีรษะทักทาย
“คะ สวัสดีค่ะ คุณฮันเตอร์คิมกิรยอ”
ว่าแต่ระดับ F คนนี้ร้อยวันพันปีไม่เคยติดต่อมาก่อน จู่ๆ ก็เรียกเธอออกมา จะคุยเรื่องอะไรกันนะ
“ขอบคุณที่สละเวลามานะครับ งั้นเราย้ายที่คุยกันก่อนไหมครับ?”
ยังไงวันนี้เธอก็ไม่มีนัดทานข้าวเย็นที่ไหนอยู่แล้ว
ซอนอูยอนจึงตอบรับคำเชิญของเขาด้วยความยินดี
และสถานที่ที่มาถึงก็คือร้านอาหารจีนแห่งนี้
“ดูท่าเรื่องคงจะยาว ทานไปคุยไปดีกว่าครับ”
“อะ ค่ะ”
“ร้านนี้เมื่อก่อนยุนซึงเคยแนะนำให้ บอกว่าอร่อยมากครับ”
นี่สินะที่เขาว่าชีวิตคนเราเอาแน่เอานอนไม่ได้
ชั่วขณะหนึ่ง ซอนอูยอนรู้สึกแปลกใหม่ในใจอย่างบอกไม่ถูก
สารภาพตามตรงว่าความประทับใจแรกที่เธอมีต่อคิมกิรยอนั้นเข้าขั้นเลวร้าย
‘ตอนนั้นนึกว่าจะไม่มีวันร่วมโต๊ะกันได้ซะอีก’
แต่พอได้รู้จักกันมาหลายเดือน การประเมินที่มีต่ออีกฝ่ายก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เพราะคิมกิรยอมีท่าทีที่สุภาพนอบน้อมอย่างน่าประหลาด ขัดกับบุคลิกที่ดูยียวนกวนประสาทภายนอก
‘ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนนิสัยแบบนี้’
อคติที่มีถูกลบหายไปนานแล้ว
ประเด็นสำคัญคือพ่อหนุ่มมารยาทงามคนนี้จะพูดเรื่องอะไรต่างหาก
“อืม มาถึงขนาดนี้คุณคงพอเดาได้แล้ว ความจริงวันนี้ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อยน่ะครับ”
ครืด
พนักงานที่มาเสิร์ฟอาหารปิดประตูห้องออกไป กิรยอดึงเข้าเรื่องทันที
“รู้จักวิหารรากษสใช่ไหมครับ?”
“คะ?”
“สมมติว่าถ้าผมระบุตัวระดับหัวกะทิของวิหารรากษสได้ คุณสามารถจับมันยัดเข้าซังเตได้ทันทีเลยไหมครับ?”
คำพูดนั้นทำให้ซอนอูยอนชะงักตะเกียบ
“วิหารรากษส...? ไม่สิ เรื่องแบบนั้นควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใช่เหรอคะ?”
ทว่า
สิ่งที่ตอบกลับมาคือน้ำเสียงที่ค่อนข้างไปในทางลบ
“ใจจริงผมก็อยากทำแบบนั้นนะครับ แต่ติดตรงที่มันยากนิดหน่อย”
“ทำไมล่ะคะ?”
“อย่างแรกคือตำรวจจะยอมเชื่อคำพูดผมง่ายๆ หรือเปล่านี่สิ...”
เขาพูดพลางใช้ตะเกียบเขี่ยหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานในจาน
“การจะระบุตัวระดับหัวกะทิพวกนั้นได้ ผมต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการสืบสวนสักสองสามครั้ง แต่คุณก็รู้ว่าทางนี้ไม่มีอำนาจทำแบบนั้น”
“อ่า”
“ต่อให้โชคดีได้รับคำร้องขอความร่วมมือจากผู้ตื่นรู้ผ่านทางสมาคม ก็ไม่มีทางที่หวยจะมาออกที่คดีวิหารรากษสหรอกครับ”
กร้วม เขาคีบหมูทอดชิ้นหนึ่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ
“ผมเลยมีข้อเสนอครับ”
แต่ความเงียบนั้นคงอยู่ไม่นาน เขากลืนอาหารลงคอแล้วบทสนทนาต่อทันที
“คุณซอนอูยอน ถ้าสมมติว่าคุณได้เข้าร่วมทีมติดตามไล่ล่าแก๊งลัทธินอกรีตพวกนั้น... ช่วยแอบส่งข้อมูลให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”
ดวงตาของผู้ตื่นรู้หนุ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า
“ถ้าคุณช่วยผมสักนิด ผมจะจับตัวบุคคลสำคัญที่สุดของวิหารรากษสมาให้ บางทีอาจจะสำคัญกว่าตัวเจ้าลัทธิเสียอีก”
ดวงตาที่เบิกโพลงดุจงูพิษ
เมื่อได้สบตากับมัน ซอนอูยอนถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
แต่อาการเกร็งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะถูกบรรยากาศของชายหนุ่มกดดันเท่านั้น
บทสนทนานี้ทำให้เธอเกิดความมั่นใจในบางอย่างขึ้นมา
‘นั่นไง...’
พฤติกรรมที่จงใจทำตัวเป็นระดับต่ำสุด
ประวัติการถูกลักพาตัว 2 ครั้ง
สถานการณ์ในที่เกิดเหตุที่เต็มไปด้วยข้อกังขา
สิ่งเหล่านี้ทำให้ซอนอูยอนสรุปได้อย่างหนึ่ง
“คือ... ฉันคิดว่าการตั้งศาลเตี้ยมันไม่ถูกต้องนะคะ”
คดีลักพาตัวที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นเพราะเขาตั้งใจแฝงตัวเข้าไปในองค์กรอาชญากรรมนั่นเอง
‘ไม่อยากจะเชื่อเลย’
พอลองคิดย้อนดู ก็มีหลักฐานเชื่อมโยงมากมาย
ปฏิกิริยาที่ดูเฉยเมยจนเกินเหตุทั้งที่เกือบจะถูกขายไปต่างประเทศ
คำให้การด้วยความหวาดกลัวของสาวกวิหารรากษสที่รับหน้าที่ทรมานคิมกิรยอ
และจุดร่วมของทั้งสองเหตุการณ์ คือรังขององค์กรนั้นๆ พินาศย่อยยับจนสิ้นซาก
ความจริงทุกอย่างชี้ไปที่จุดเดียวไม่ใช่หรือ
‘ไม่ผิดแน่’
ตามรูปการณ์แล้ว
มันดูเหมือนคิมกิรยอจงใจออกไปถล่มแก๊งอาชญากรชัดๆ
‘ทำไมล่ะ?’
เพื่อความยุติธรรม? หรือแค่ทำแก้เบื่อ? เธอไม่อาจล่วงรู้จุดประสงค์ได้ แต่ทว่า...
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจไม่ดีกว่าเหรอคะ?”
ยังไงที่นี่ก็เป็นนิติรัฐ การกระทำแบบนี้ก็ถือเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน
ซอนอูยอนพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างระมัดระวัง ให้เขาวางมือจากเรื่องนี้
“อ้าว ถ้าไม่มีผมช่วย ทางตำรวจจะกวาดล้างวิหารรากษสได้ด้วยตัวเองเหรอครับ?”
แต่คำถามที่สวนกลับมาของคิมกิรยอ ทำให้เธอต้องหุบปากฉับ
“.......”
ตามนั้นเลย
ในปัจจุบัน ลัทธิงมงายที่ชื่อว่าวิหารรากษสกำลังขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่มีใครสามารถตัดเนื้อร้ายก้อนนี้ทิ้งได้
เพราะที่นี่คือประเทศประชาธิปไตย
เพราะมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาค้ำคออยู่
‘รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าลัทธิ ทักกวังโจ ยุยงให้สาวกก่อการร้าย แต่ก็ไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลพอจะเข้าจับกุม แถมยังมีข่าวลือหนาหูว่ามีคนรับสินบนจากพวกมันอีก’
ซอนอูยอนกุมขมับพลางนิ่งเงียบ
‘ในขณะนี้เอง ก็มีผู้คนมากมายต้องทนทุกข์ทรมานเพราะลัทธินอกรีตบ้านั่น...’
แต่ทว่าในตอนนั้น
เสียงแหบพร่าของใครบางคนก็ดังเข้ามากระทบโสตประสาท
ฮันเตอร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำลายความเงียบขึ้นมา