“แต่ว่า จู่ๆ ทำไมถึงพูดเรื่องการลงทัณฑ์ส่วนตัวขึ้นมาล่ะคะ?”
ต่างจากซอนอูยอนที่มีสีหน้าเคร่งเครียด คิมกิรยอยังคงรักษาท่าทีสบายๆ ไม่ต่างจากปกติ
“อุ๊ย ผมยังไม่ได้อธิบายสินะครับ? ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ สิ่งที่ผมจะทำมันไม่ได้... รุนแรงขนาดนั้นหรอก”
เขาพูดพลางหมุนแก้วชามะลิบนโต๊ะเล่น
“งั้นผมขออธิบายก่อนแล้วกัน โดยส่วนตัวผมแบ่งสาวกของที่นั่นออกเป็นสามประเภทครับ”
“สามประเภท?”
“1. พวกศรัทธาแบบซื่อบริสุทธิ์, 2. พวกถูกล้างสมองทางอ้อม, 3. พวกถูกล้างสมองโดยตรง มีสามกลุ่มนี้ครับ”
ฮันเตอร์ระดับ F ยกนิ้วขึ้นมานับทีละนิ้วพร้อมเสริมคำอธิบาย
“ข้อ 1 ก็ตามตัวอักษรเลยครับ คือคนธรรมดาที่หลงใหลในคำสอนของลัทธิเทียม”
“ค่ะ”
“ส่วนพวกหลังคือกรณีที่เฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถเหมาะสม แล้วจับมาล้างสมองเพื่อใช้งานตามความจำเป็น”
งั่มๆ
คิมกิรยอคีบหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานเข้าปากทุกครั้งที่มีจังหวะ
ท่าทีนั้นช่วยให้ซอนอูยอนผ่อนคลายความตึงเครียดลงและเอ่ยถามต่อได้
“ข้อ 2 กับข้อ 3 ต่างกันตรงไหนหรือคะ?”
ทว่าประโยคที่ตามมากลับเป็นข้อมูลสำคัญที่คาดไม่ถึง
“ต่างกันที่วิธีการล้างสมองครับ”
“อ๋อ”
“ข้อ 2 จะพึ่งพาไอเทมประเภท [ดวงตาแห่งการเย้ายวน] ในขณะที่ข้อ 3 คือการที่ผู้ตื่นรู้ลงมือลงแรงด้วยตัวเองครับ”
“ค่ะ”
“พวกประเภทที่ 3 ที่ถูกคนล้างสมอง จะใช้ไอเทมเพื่อสร้างพวกประเภทที่ 2 ขึ้นมา และพวกประเภทที่ 2 เหล่านี้ก็จะจงรักภักดีต่อลัทธิแล้วไปดึงพวกประเภทที่ 1 เข้ามา... โครงสร้างน่าจะประมาณแชร์ลูกโซ่นั่นแหละครับ...”
กริก
เขาพูดต่อพลางยัดสร้อยคอสีทองที่หลุดออกมานอกเสื้อเชิ้ตกลับเข้าไปข้างใน
“ตอนที่ผมตรวจสอบคนขององค์กรนั้นเมื่อคราวก่อน ผมรู้สึกได้เลยว่าพวกประเภทที่ 3 ทั้งหมดถูกล้างสมองโดยบุคคลคนเดียวกันแน่นอน”
“คะ?”
“สรุปก็คือ ในวิหารรากษสมี ‘ผู้ควบคุมการล้างสมอง’ อยู่เพียงคนเดียวครับ”
คิมกิรยอเอ่ยถ้อยคำที่น่าตกตะลึงออกมาโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“และผมสามารถระบุตัวตนของผู้ควบคุมคนนั้นได้”
หากคำพูดนั้นเป็นจริง การจับกุมบุคคลที่เป็นศูนย์กลางของการล้างสมองได้ จะทำให้ระดับหัวหน้าพากันได้สติ และองค์กรย่อมได้รับความเสียหายอย่างหนักแน่นอน
“เรื่องแบบนั้นเป็นไปได้ด้วยเหรอคะ?”
แต่เป็นที่รู้กันว่าสกิลสายจิตใจนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะติดตามตัวผู้ใช้
ไม่ต้องพูดถึงตัวผู้ใช้ แค่จะตรวจสอบว่าถูกล้างสมองหรือไม่ เทคโนโลยีในปัจจุบันยังทำได้ยากเลยด้วยซ้ำ
แล้วคิมกิรยอรู้ได้ยังไง...
“ความลับทางการค้าครับ”
น่าเสียดายที่ไม่ได้รับคำอธิบายในส่วนนี้
ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะไม่อยากเปิดเผยความสามารถของตนเอง
ในห้องจึงเหลือเพียงเสียงกระทบกันเบาๆ ของช้อนส้อม
“นี่คุณ”
แน่นอนว่าในฐานะคนที่ต้องไหว้วาน จะให้นั่งเงียบอยู่เฉยๆ ก็คงไม่ได้
“คุณซอนอูยอน”
“ค่ะ”
ครู่ต่อมา
คิมกิรยอที่ทานอาหารเสร็จแล้วก็ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ยังไงก็ตาม อย่างที่บอกไปครับ ผมแค่อยากช่วยจับกุมตัวการคนสำคัญคนนั้น”
“....”
“เพื่อการนั้น ผมจำเป็นต้องได้พบกับสาวกของวิหารรากษสที่ถูกล้างสมอง และต้องการคนที่จะช่วยประสานงานกับตำรวจให้ครับ”
สรุปคือ ตอนนี้คิมกิรยอกำลังต้องการความช่วยเหลือจากซอนอูยอนอย่างยิ่ง
“พอจะช่วยหน่อยได้ไหมครับ?”
เดิมทีผู้ตื่นรู้นามว่าซอนอูยอน ไม่ใช่บุคคลที่เหมาะสมกับการมาขอร้องเรื่องส่วนตัวสักเท่าไหร่
ความบริสุทธิ์และความซื่อสัตย์
เธอคือคนที่ใช้ชีวิตโดยยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเอง
‘การฝากฝังแบบนี้ ฉันควรจะปฏิเสธ’
ในหัวได้ข้อสรุปแบบนั้นชัดเจน แต่ทำไมไม่รู้ ซอนอูยอนกลับพูดไม่ออก
‘แต่ถ้า... ถ้าสิ่งนี้สามารถทำลายพวกตัวปัญหานั่นได้จริงๆ ล่ะ...?’
ต่อให้ตั้งเป้าหมายว่าจะซื่อสัตย์เพียงใด แต่ในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่เที่ยงธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นี่คือจุดอ่อนของซอนอูยอน
กับเรื่องจำพวกสินบน หรือการที่ตัวเองจะได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ เธอจะเด็ดขาดมาก
แต่พอเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมมาอ้างเพื่อโน้มน้าว ความย้อนแย้งในใจกลับทำให้เธอหวั่นไหวได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
‘เรื่องจริงงั้นเหรอ...?’
ในมุมมองของซอนอูยอนผู้มีใจรักความยุติธรรม คำพูดของกิรยอช่างเย้ายวนใจเหลือเกิน
‘จริงสิ คนคนนี้ไม่มีเหตุผลต้องโกหกนี่นา’
แถมแผนการที่เล็งเป้าไปที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบการล้างสมองแทนที่จะเป็นเจ้าลัทธิ ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมาก
การเผยแผ่ศาสนาทั่วไปไม่สามารถเอาผิดได้ แต่การใช้สกิลล้างสมองใส่คนอื่นถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง
‘อย่างน้อยก็คงไม่จบลงแบบคลุมเครือแน่’
ครั้งนี้แหละที่จะจับได้ แกนกลางของพวกผู้ก่อการร้าย
ดังนั้น หลังจากการไตร่ตรองอยู่นาน ซอนอูยอนจึงให้คำตอบนี้ออกมา
“เข้าใจแล้วค่ะ”
พร้อมกับข้อเสนอที่ประนีประนอมเล็กน้อย
“ถ้าได้เข้าร่วมการสืบสวนที่เกี่ยวข้องกับวิหารรากษส ฉันจะลองเสนอชื่อคุณให้เข้าร่วมในฐานะ ‘นักประเมิน’ ดูนะคะ”
“อ๋อ”
“ระหว่างนี้ช่วยรอไปก่อนนะคะ”
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ทางนี้ก็ไม่ได้กะจะกอบโกยผลประโยชน์อะไรใหญ่โตอยู่แล้ว แค่อยากหาเรื่องให้วิหารรากษสมันปั่นป่วนเล่นๆ ถ้ามีโอกาสก็เท่านั้น
‘เยี่ยม!’
กิรยอถามด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวัง
“ไม่ทราบว่าต้องรอประมาณกี่วันครับ? ผมจะได้จัดตารางรอ”
ซอนอูยอนหยุดทานอาหารแล้วกลอกตาคิด
“ไม่รู้สิคะ ฉันเองก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเลือกงานได้ เลยให้คำตอบที่แน่นอนไม่ได้ แต่ว่า...”
คำตอบที่ตามมานั้นช่างดูเบาสบาย
“เต็มที่ก็น่าจะสัก 3 เดือนมั้งคะ?”
---
[...แล้วสะดวกเมื่อไหร่คะ? ฉันจะรอจนกว่าคิวจะว่างเลย ฮ่าๆ]
[อีกสัก 3 เดือนข้างหน้าครับ]
ต๊อก ต๊อก ต๊อก
ผมขยับนิ้วโป้งอย่างชำนาญเพื่อตอบข้อความของเอสเธอร์
“แบตเตอรี่เหลือแค่ 3% เองแฮะ”
แถมด้วยเหตุผลสุดวิสัยที่ทำให้ต้องปิดเครื่อง ผมจึงแจ้งให้อีกฝ่ายทราบด้วยความหวังดี
[ยังไงก็ตาม ตอนนี้ไม่สะดวกตอบข้อความ รบกวนติดต่อมาใหม่ภายหลังนะครับ]
ช่างเป็นมารยาทและพิธีการที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
ถ้าทำตัวแบบนี้ต่อไป รับรองว่าไม่มีทางไปกระตุกหนวดเสือผู้มีอำนาจแน่นอน
“เอาล่ะ ชาร์จมือถือทิ้งไว้ก่อน...”
หลังจากการสื่อสารอันประสบความสำเร็จกับมนุษย์โลกจบลง
ผมก็เลื่อนสายตากลับมาที่โต๊ะทำงานในห้องเช่า วันนี้ผมกำลังง่วนอยู่กับงานสำคัญเสียด้วยสิ
“เฮ้อ”
บนโต๊ะที่ผมหันไปมอง มีแบบร่างวงเวทย์ที่วาดด้วยดินสอกองระเกะระกะอยู่หลายสิบแผ่น
วงเวทย์พวกนี้คืออะไรน่ะเหรอ?
ก็ต้องเป็นเครื่องมือที่จะเอาไว้ดัดหลังวิหารรากษสอยู่แล้วสิ
“อืม”
แต่ด้วยความอนุเคราะห์จากร่างกายระดับ F อันเป็นแต้มต่อมหาศาล (ในทางลบ) ทำให้งานเจอปัญหาติดขัดอย่างคาดไม่ถึง
เพราะเวทมนตร์ส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากพลังเวทไม่พอ
‘ทำไงดีเนี่ย ดันพูดกับซอนอูยอนไปอย่างมั่นใจแล้วด้วยว่าจะหาตัวคนบงการล้างสมองเจอ’
ยังดีที่ตอนนี้คังชางโฮสั่งห้ามลงเรดเกต ผมเลยไม่มีอะไรทำนอกจากเรื่องนี้
“ก็จริงแฮะ ยังไงซอนอูยอนก็บอกให้รอสักสองสามเดือนอยู่แล้วนี่”
เอาเถอะ ทำใจให้สบายเข้าไว้
ผมลุกขึ้นจากที่นั่ง หลังจากหมกมุ่นมาประมาณ 10 ชั่วโมงโดยไม่ได้กินข้าว
ถึงเวลาเติมสารอาหารและพักผ่อนบ้างแล้ว...
-♪♭~ ♬~
อ๊ะ มีสายเข้า
“ฮัลโหล?”
ผมรับสายโดยคิดว่าคุยเสร็จแล้วค่อยพัก
เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากปลายสาย เป็นฮันเตอร์ระดับ B คนนั้นนั่นเอง
-ตอนนี้สะดวกคุยไหมคะ?
เริ่มด้วยคำทักทายตามมารยาท จากนั้นผมก็ได้ฟังเสียงซอนอูยอนอยู่พักใหญ่
“ครับ ครับๆ”
ดูจากคำขานรับตอนคุยโทรศัพท์ ผมนี่กลายเป็นมนุษย์โลกเต็มตัวแล้วสินะ
“ครับ”
เอาเป็นว่า...
“อ้อ ผมก็ผ่านเหรอครับ? ครับ รับทราบครับ”
หลังคุยกันอยู่หลายนาที จนฟังคำอธิบายของซอนอูยอนจบ ผมก็ปรับมือถือเป็นโหมดสลีปอีกครั้ง
แล้วเสียบมันลงบนแท่นชาร์จอย่างเรียบร้อย พร้อมสบถออกมาคำหนึ่ง
“ฮ่ะๆ ไอ้เวรเอ๊ย!”
คุณพนักงานสมาคมของเราดันดวงดีจัด ได้เข้าร่วมการสืบสวนเกี่ยวกับวิหารรากษสภายในวันเดียวซะงั้น
สรุปคือ ผมต้องปรับปรุงวงเวทย์ให้เสร็จภายใน 3 วัน ก่อนที่การสืบสวนจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
---
รู้จักสารที่ชื่อว่า บลูเชลล์ (Blueshell) ไหม?
มันคือผลไม้ที่มักพบในดันเจี้ยนที่มีมอนสเตอร์ประเภทพืชอาศัยอยู่
มีสรรพคุณช่วยเสริมความสามารถของผู้ตื่นรู้ได้ชั่วคราว
แต่ทว่า ตอนนี้ไอเทมชนิดนี้ถูกห้ามจำหน่าย
นอกจากผลข้างเคียงที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อร่างกายแล้ว
ความรู้สึกฮึกเหิมเปี่ยมพลังตอนที่ความสามารถถูกยกระดับขึ้น ยังทำให้มันมีฤทธิ์เสพติดสูงอีกด้วย
[(ข่าวด่วน) มีนาคมนี้ ตัดสินห้ามเก็บเกี่ยวนบลูเชลล์โดยเด็ดขาด...]
ท้ายที่สุด บลูเชลล์ก็ถูกจัดให้เป็นสารเสพติด
แต่ปัญหาก็คือ เจ้าบลูเชลล์ที่ว่านี่กำลังถูกแก๊งมาเฟียกลุ่มหนึ่งลักลอบจำหน่ายอยู่ในตลาดมืด
“ชื่อกลุ่มอะไรนะครับ?”
-แก๊งคายังค่ะ แก๊งคายัง
สิ่งที่ซอนอูยอนกำลังไล่ตามอยู่ คือส่วนหนึ่งของแก๊งคายังกลุ่มนี้นี่เอง
“อืม จะไปจับนักเลงเหรอครับ...”
มาถึงตรงนี้ก็เกิดคำถามที่สมเหตุสมผลขึ้นมา
เพราะฟังดูเผินๆ คดีนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับพวกสิบแปดมงกุฎลัทธิเทียมได้เลย
“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับผมล่ะครับ?”
ผมกระชับมือถือแล้วถามกลับ ฮันเตอร์ระดับ B จึงอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพอันเป็นเอกลักษณ์
-พ่อค้าคนกลางที่ปล่อยของบลูเชลล์ มีจุดเชื่อมโยงสำคัญกับวิหารรากษสค่ะ
จุดเชื่อมโยง?
-จำนักปีนเขาที่เราเจอในคดีคนหายที่เขตอึนพยองได้ไหมคะ?
อ๋อ
ฟังแค่นี้ก็พอจะจับต้นชนปลายได้แล้ว
จะว่าไป นักปีนเขาคนนั้น พอเคี้ยวอะไรสักอย่างในปาก พลังเวทก็เพิ่มขึ้นทันทีเลยนี่นา
“ตอนนั้นก็ใช้บลูเชลล์เหมือนกันสินะครับ?”
-ใช่ค่ะ มีเบาะแสว่าบลูเชลล์จำนวนมากไหลไปทางกลุ่มผู้ก่อการร้ายพวกนั้น ทั้งที่กลุ่มเดียวที่จัดการสินค้าล็อตใหญ่ขนาดนี้ได้มีแค่แก๊งคายังเท่านั้น
วิหารรากษสเป็นลูกค้า VIP สินะ
‘คงมีการติดต่อกันบ่อยแน่ๆ’
ดูเหมือนตำรวจจะกะแค่สอบปากคำพวกนี้เรื่องรูปพรรณสัณฐานของผู้ก่อการร้าย
แต่ผมคิดต่างออกไป
“บางทีคนของแก๊งคายังเอง อาจจะโดนสกิลล้างสมองเล่นงานไปด้วยก็ได้นะครับ”
ผมยืดเส้นยืดสายแก้เมื่อยคอพลางคุยโทรศัพท์ต่อ
“ผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถขนาดค้ำจุนศาสนาใหญ่โตแบบนั้นได้ คงไม่มานั่งเสียดายสกิลหรอกครับ”
กึก, กึก
เสียงกระดูกศพของคิมกิรยอขยับจนเกิดเสียงเสียดสีเล็กๆ ปนไปกับเสียงพูด
“ถ้าเป็นผม ผมคงฝังจิตสังหารใส่พวกคนส่งของไว้ด้วยระดับหนึ่งแน่นอน”
-งั้นเหรอคะ?
“แค่ปรับแต่งนิดหน่อยให้รู้สึกดีกับตัวเอง มันสะดวกจะตายไปครับ”
การซื้อขายคงไม่ได้ใช้เงินแค่บาทสองบาทแน่ๆ
“ช่วยจับคนส่งของให้ได้นะครับ ผมมีเรื่องต้องตรวจสอบแยกต่างหาก”
พอทางนี้พูดด้วยความมั่นใจ ซอนอูยอนก็ตอบรับเหมือนจะเข้าใจ
-รับทราบค่ะ
ว่าแต่คนคนนี้ก็ลำบากแย่
แค่เพราะเป็นพนักงานประจำของสมาคมฮันเตอร์ ก็เลยโดนลากไปทำงานระดับชาติโน่นนี่นั่นตลอด
‘น่าสงสารจริง’
ผมเป็นห่วงกลัวเขาจะทำงานหนักเกินไป เลยพูดแสดงความห่วงใยไปสองสามคำ
-ฮะๆๆ
แต่จู่ๆ มนุษย์โลกที่ปลายสายก็หัวเราะเบาๆ ทำไมล่ะ?
-ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ แต่จริงๆ ฉันแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ฉันเป็นคนนอกนี่คะ
ผมตั้งใจฟังคำพูดของเธออย่างเงียบเชียบ
ภายนอกดูเหมือนเป็นมารยาทการสนทนาที่ดี แต่ภายในใจกำลังคำนวณผลประโยชน์อย่างชั่วร้าย
-จุดที่อันตราย ตำรวจตัวจริงเขาเข้าไปจัดการหมดแล้วค่ะ ส่วนฉันมีหน้าที่แค่เป็นพยานในการค้นโกดัง
“โกดังเหรอครับ?”
-เดิมทีงานนี้ฉันไม่ต้องออกโรงด้วยซ้ำ แต่ปรากฏว่าโกดังเก็บสินค้าบลูเชลล์ดันมีเขตแดนกางไว้น่ะสิคะ
“...!”
-แค่ทำลายเขตแดนนั้น งานของฉันวันนี้ก็แทบจะจบแล้วค่ะ
โกดังที่มีบลูเชลล์กองพะเนินงั้นเหรอ
‘หืม’
สสารที่ช่วยเพิ่มพลังให้ผู้ตื่นรู้ได้อย่างมหาศาล แต่แลกมาด้วยความเสียหายร้ายแรงต่อร่างกาย จนใครๆ ก็ไม่กล้าใช้
แต่นั่นมันมุมมองของพวกมนุษย์โลก
สำหรับผมที่มีความสามารถในการซ่อมแซมร่างกายยอดเยี่ยม ก็น่าจะพอรับมือกับผลข้างเคียงนั้นได้บ้างไม่ใช่รึไง?
‘อยากรู้จังว่ามันส่งผลต่อร่างกายยังไง’
แถมต่อให้ไม่ต้องใช้เอง
บลูเชลล์ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นความสนใจของนักเวทมนตร์ศาสตร์ได้แล้ว
บางทีในผลไม้ลึกลับนั่น อาจจะมีกุญแจไขปัญหาความซวยของผมอยู่ก็ได้
‘โอ้โฮ’
ต้องการตัวอย่างสินค้าด่วน
แต่เกาหลีเข้มงวดกับของอย่างบลูเชลล์มาก คงไม่ยอมให้หลุดลอดออกมาง่ายๆ แน่
“ฮันเตอร์ซอนอูยอนครับ”
ผมถามผ่านไมโครโฟนมือถือไปแบบเนียนๆ
“...ในการค้นโกดัง ไม่ทราบว่าต้องการผู้ช่วยเพิ่มสักคนไหมครับ?”