สมองของคิมกิรยอเอาแต่นึกถึงสุภาษิตทำนองว่า ‘โจรกลับใจตอนแก่ เลยไม่รู้ว่าฟ้าสางแล้ว’ มาตั้งแต่เมื่อกี้ แต่ช่างหัวมันเถอะ
---
“ฮันเตอร์ซอนอูยอน!”
“อ้าว มาแล้วเหรอคะ?”
การหาตำแหน่งของโกดังสินค้าไม่ใช่เรื่องยาก
เพราะซอนอูยอนอนุญาตให้ฉันเข้าร่วมทันทีที่ได้ยินข้อเสนอโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
“เห็นว่ามีชื่ออยู่ในรายชื่อทีมสืบสวนครั้งนี้ในฐานะนักประเมินอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาอะไรค่ะ”
“ขอโทษที่รบกวนกะทันหันนะครับ”
ฮันเตอร์ระดับ B ผู้นั้นส่งยิ้มบางๆ กลับมา
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณกิรยอมาช่วยพวกเราก็ดีใจจะแย่”
เชื่อคนง่ายขนาดนี้ ทำเอาฉันรู้สึกผิดบาปในใจขึ้นมาตะหงิดๆ เลยแฮะ
‘ถ้ารู้ว่าฉันตั้งใจมาฉกบลูเชลล์ จะทำหน้ายังไงกันนะ’
แต่ทว่าตอนนั้นเอง
กึก! รถที่นั่งมาก็เบรกกะทันหันพร้อมกับเสียงกระแทก
ดูเหมือนจะถึงจุดหมายแล้ว
‘มาสร้างไว้ในที่กันดารชะมัด’
ฉันกับซอนอูยอนลงจากรถตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคืออาคารโครงสร้างเรียบง่ายที่ปิดทึบด้วยแผ่นผนังสีงาช้างรอบด้าน
‘ที่นี่สินะ โกดังที่ว่า’
สะอาดและใหญ่โตผิดคาด
แน่นอนว่าต่อให้ภายนอกดูดีแค่ไหน แต่ถ้าระบบรักษาความปลอดภัยเป็นแบบนี้ก็ไร้ความหมาย
เพราะเขตอาคมที่ล้อมรอบที่นี่อยู่นั้น มันห่วยแตกจนน่าขมวดคิ้ว
‘โหว นี่มันหนักกว่าเขตอาคมกิลด์หอคอยเวทมนตร์อีกนะเนี่ย’
เจอแบบนี้ทีไร รู้สึกสมจริงทุกทีว่าหลุดมาอยู่ต่างโลกแล้ว
‘อารยธรรมเวทมนตร์ยุคหินชัดๆ’
จังหวะนั้นเอง
ควากกกกก! ครืดดดด!
จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดตูมตามดังขึ้นข้างๆ ราวกับเครื่องตัดหญ้ากำลังทำงาน ฉันจึงอดไม่ได้ที่จะหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ
ครืดดดดด!
นึกว่าอะไร ที่แท้ก็เสียงเจาะเขตอาคมนี่เอง
รอบกายของผู้ตื่นรู้เจ้าของเรือนผมยาวสลวย เกิดพายุหมุนรุนแรงพัดกระหน่ำขึ้นมาชั่ววูบ ฉันมองดูซอนอูยอนใช้พลังพลางคิดในใจ
‘หือ?’
รู้งี้ไม่น่าสอนวิธีใช้สกิลให้ไปเลย
‘แรงใช้ได้เลยนี่หว่า?’
ซอนอูยอนที่ใช้พลังได้อย่างคล่องแคล่ว กลายเป็นตัวตนที่อันตรายเอาเรื่องไปเสียแล้ว
ขืนโดนลมพายุคมกริบนั่นเข้าไปแม้แต่นิดเดียว ระดับ F กระจอกงอกง่อยมีหวังตัวขาดครึ่งในพริบตา
‘อืม’
วิ้วววววว
ฉันพยักหน้าหงึกหงักพลางฟังเสียงลมกรรโชกที่พัดโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
‘จะให้ความแตกเรื่องมาขโมยบลูเชลล์ไม่ได้เด็ดขาด……’
ในขณะที่ฉันเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงของภารกิจ
—เพล้ง!
ในที่สุดการทำลายเขตอาคมก็เสร็จสิ้น กลิ่นอายพลังเวทที่ห่อหุ้มโกดังอยู่ก็สลายหายไปในอากาศทันที
“แบบนี้เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ?”
“ครับ ฮันเตอร์ เข้าไปข้างในกันเถอะ”
ว่าแต่ไหนบอกว่าทางนี้ไม่อันตรายไง……
‘อาวุธครบมือกันจนน่าขนลุกเลยไม่ใช่เรอะ?’
ฉันเหลือบมองเหล่าสายสืบที่กางกระบองสามท่อนออกมาถือเตรียมพร้อม แล้วเอ่ยถาม
“งานนี้อันตรายจริงๆ ใช่ไหมครับเนี่ย?”
ซอนอูยอนเป็นคนตอบคำถามนั้น
“ไม่เป็นไรค่ะ พวกนักเลงที่นี่เป็นพวกไร้พลังกันหมด”
“อืม”
“พวกเราทำงานในวงการฮันเตอร์เลยรู้สึกว่าผู้ตื่นรู้มีเยอะแยะไปหมด แต่ความจริงแล้วถ้ามองในสังคมทั่วไป พวกเราถือเป็นคนส่วนน้อยนะคะ”
ถึงจะได้ยินแบบนั้น แต่ฉันก็วางใจไม่ลงอยู่ดี
‘ระดับ F สู้กับคนธรรมดา ถ้าพลาดขึ้นมาก็แพ้ได้เหมือนกันนะเว้ย……?’
และในระหว่างที่ฉันกำลังลอบปาดเหงื่อเย็นๆ อยู่นั้น
ตำรวจที่นำหน้าขบวนก็ตะโกนบอกซอนอูยอน
“ฮันเตอร์ซอนอูช่วยตามประกบอยู่ด้านหลัง แล้วคอยบอกตำแหน่งของจางจงชิกเป็นระยะก็พอครับ”
ปฏิบัติการบุกยึดโกดังจึงเริ่มต้นขึ้น
ภายในอาคารที่เข้ามาถึงนั้น ทั้งมืด และชื้น
‘ห้อง……. เยอะชะมัด?’
โครงสร้างภายในแปลกประหลาดกว่าที่คิด มีผนังชั่วคราวกั้นอยู่เต็มไปหมดจนทำให้ทางเดินรู้สึกคับแคบ
‘อย่าบอกนะว่าแต่ละห้องมีหน้าที่ต่างกัน?’
ในขณะนี้ ตำรวจและซอนอูยอนต่างมุ่งหน้าเดินลึกเข้าไปอย่างขะมักเขม้น
ฉันแอบชำเลืองมองพวกเขา ก่อนจะค่อยๆ ถอยร่นมาอยู่ท้ายขบวนเพื่อลองเปิดห้องดู
—กึก
แต่ไม่นึกเลยว่าจะล็อก
‘ชิ’
หลังจากนั้นฉันก็ลองทำแบบเดิมอีกหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม
‘อย่างน้อยโถงทางเดินนี้ก็ไม่มีห้องไหนเปิดอยู่เลยสินะ’
แต่อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว จะให้กลับไปมือเปล่าได้ไง
ฉันเดินตามหลังตำรวจต้อยๆ พลางหาจังหวะบิดลูกบิดประตูทุกบานที่เดินผ่าน
แถมพอเวลาผ่านไปสักพัก ก็เริ่มมีสมาชิกแก๊งนักเลงโผล่ออกมาจากห้องในโกดังบ้างแล้ว
“ไอ้พวกเวร หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“นับตั้งแต่นี้ไป พวกคุณจะถูกจับกุมในข้อหาละเมิดกฎหมายควบคุมยาเสพติด และละเมิดกฎหมายพิเศษว่าด้วยอาชญากรรมผู้ตื่นรู้”
ถึงตอนนี้จะยังไม่เจอบลูเชลล์ที่ว่า แต่ก็ยังไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
ตำรวจชาวโลกสู้เก่งกว่าที่คิดแฮะ
‘โอ้โห’
ฉันส่งเสียงอุทานสั้นๆ เมื่อเห็นพวกนักเลงถูกจัดการอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น
—ปัง!!
เดี๋ยว นั่นมันเสียงแห่งความฉิบหายอะไรวะนั่น
“ปืน?”
“นี่มันเสียงยิงปืนนี่?”
“เสียงปืนมาจากไหน?”
ผึง!
ตำรวจต่างตื่นตัว สัมผัสได้ถึงเสียงอึกทึกที่ดังมาจากสุดทางเดิน
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้นที่ท่าทีเปลี่ยนไป
“ทิศที่จางจงชิกคนคุมการกระจายสินค้าอยู่ค่ะ!”
ซอนอูยอนจับสัมผัสได้ว่าใครอยู่ในทิศที่เสียงปืนดังขึ้น จึงตะโกนบอกเสียงดัง
พวกตำรวจจึงตอบสนองทันควัน
“รีบไปกันเถอะ!”
สถานการณ์ที่อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันกับบุคคลสำคัญที่ต้องจับกุมตัวให้ได้
พวกเขารีบวิ่งไปทางขวาโดยไม่รีรอ
แต่ทว่า ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ กลับมีคนคนหนึ่งที่ไม่ยอมไหลตามน้ำ
‘ไอ้บ้าเอ๊ย’
นั่นคือฉัน คิมกิรยอคนนี้เอง
‘เกาหลีมีปืนจริงๆ ด้วยเหรอ? แปลกชะมัด ข้อมูลในสมองบอกชัดเจนว่าของพรรค์นั้นมีแต่ในหนังนี่หว่า……!’
จำได้ว่าเคยเห็นกระทู้หนึ่งตอนเล่นเน็ต
[วิธีแยกแยะฮันเตอร์ระดับ C.gif]
รู้ไหมว่าเนื้อหาในกระทู้นั้นคืออะไร?
มันคือคลิปวิดีโอที่เอาปืนพกยิงใส่ผู้ตื่นรู้ดื้อๆ เลย
สรุปคือ ผู้ตื่นรู้ระดับ C ขึ้นไปจะไม่ระคายผิวจากอาวุธปืน แต่ถ้าระดับต่ำกว่านั้น ผลลัพธ์จะต่างออกไปตามลำดับ……
‘ระดับขยะเปียกอย่างคิมกิรยอ ทะลุ 100% ชัวร์’
ฉันไม่ตามพวกเขาไป
เรื่องอะไรจะเสนอหน้าไปให้พวกขี้ยาฝากกระสุนไว้ในตัวล่ะ
‘อึ๋ย’
แถมปฏิบัติการจับกุมก็น่าจะใกล้จบแล้วด้วย รออยู่ตรงนี้เฉยๆ ก็คงได้มั้ง
‘กะจะมาเก็บตัวอย่างของกลางสักหน่อย ทำไมชีวิตมันรันทดแบบนี้’
ฉันสั่นสะท้านพลางเดินวนเวียนไปมาอยู่บนทางเดินที่กลับมาเงียบสงบ
แต่ในวินาทีนั้นเอง
คราวนี้มีเสียงชวนขนลุกดังแว่วมาจากทิศตรงข้ามกับเสียงปืน
—ฮือออ, ฮืออออ…….
นี่มันเหมือนเสียงใครบางคนกำลังร้องไห้กระซิกๆ……?
‘อะไรน่ะ?’
โกดังมืดตึ๊ดตื๋อรอบด้านดูวังเวงชอบกล แต่น่าเสียดายที่ฉันคือจอมมหาเวทผู้เชี่ยวชาญการตีความวิญญาณ
หมายความว่าฉันไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้น่ะสิ
‘ไม่มีทางเป็นผีหรอก’
งั้นก็ต้องเป็นเสียงคนแน่ๆ
—ฮือออ, ฮึก…….
ยิ่งฟังยิ่งหงุดหงิด
ฉันเลยค่อยๆ ขยับเข้าไปหาต้นตอของเสียง
แน่นอนว่าฉันเปิดประสาทสัมผัสตื่นตัวเต็มที่ เผื่อเจอคนอื่นจะได้เผ่นได้ทันท่วงที แต่โชคดีที่เรื่องน่ากังวลแบบนั้นไม่เกิดขึ้น
‘ตรงนี้เหรอ?’
ห้องที่มาถึงเปิดประตูอ้าซ่าอยู่
ความอยากรู้อยากเห็นเลยถูกตอบสนองอย่างง่ายดาย แค่ชะโงกหน้าเข้าไปก็เห็นสภาพภายในได้แล้ว
“ฮึก……. ฮือ…….”
ภาพที่เห็นคือผู้หญิงคนหนึ่งนอนฟุบอยู่บนพื้นปูนซีเมนต์
เธอดูเหมือนจะไม่มีแรงร้องไห้แล้ว เสียงเลยค่อยๆ แผ่วลง
พอดูดีๆ ถึงเห็นว่าตาถูกปิดผ้าไว้ แถมแขนขายังถูกมัดด้วยเชือกฟาง สถานการณ์ดูท่าจะไม่ดีเอาซะเลย
‘อืม’
งั้นจากนี้ไปก็เป็นโจทย์ตรรกะง่ายๆ
ที่นี่คือรังโจร นั่นแปลว่ามีแต่คนเลวเต็มไปหมด
ผู้หญิงคนนั้นน่าจะถูกพวกคนเลวจับมา……
‘ศัตรูของศัตรูคือมิตร’
คำตอบออกมาแล้ว
ฉันตัดสินใจจะช่วยคนคนนั้น
‘คนธรรมดาที่ไม่มีอาวุธ แค่นี้ต่อให้เกิดเหตุฉุกเฉินก็น่าจะจัดการได้’
ถึงจะมีเจตนาแอบแฝงปนอยู่นิดหน่อย แต่ยังไงก็จงขอบคุณในความมีน้ำใจของฉันซะเถอะ
“อือ, อืออ…….”
ขวับ ขวับ
ฉันมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวังก่อนจะเดินเข้าไปหาเธอ
“เป็นอะไรไหมครับ?”
พอระยะห่างลดลงมาในระดับหนึ่ง
ฉันก็เอ่ยถามพลเมืองที่นอนอยู่บนพื้นอย่างระมัดระวัง
แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา
“เดี๋ยวจะแก้มัดให้นะครับ”
ฉันผู้มีประสบการณ์ถูกลักพาตัวมาก่อนรู้ดีว่าการขยับตัวไม่ได้มันอึดอัดแค่ไหน
ฉันใช้ [สร้อยคอไพโรแมนเซอร์] ที่สวมอยู่ที่คอเผาเชือกฟางตรงหน้าให้มอดไหม้ไป
‘อ้าว?’
แต่คนคนนี้ ขนาดแก้เชือกให้แล้วก็ยังไม่ยอมใช้มือแฮะ
ฉันเลยจำใจต้องเป็นคนถอดผ้าปิดตาให้นั่นเอง อีกฝ่ายคงยังสับสนอยู่
‘เรียบร้อย’
ฟึ่บ
พอฉันอ้อมไปด้านหลังเพื่อแก้พันธนาการจุดสุดท้าย หญิงสาวคนนั้นก็ยันตัวลุกขึ้นมาอย่างงุนงง
“อะ, เอ๊ะ……?”
ทว่าใบหน้าของชาวโลกกลับซีดเผือดเป็นสีไก่ต้มภายในเวลาไม่ถึง 3 วินาที
“ทำไมจู่ๆ ถึงปล่อย……. อย่าบอกนะว่าจะพาไปแล้ว?”
ฉันไม่เข้าใจว่าเธอพูดเรื่องอะไรเลยยืนนิ่งๆ แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับพนมมือไหว้ปลกๆ แล้วร้องห่มร้องไห้ซะงั้น
“ฉันผิดไปแล้วค่ะ! ไว้ชีวิตฉันเถอะ!”
“ครับ?”
“ฉะ, ฉะ, ฉันจะไม่บอกใครเรื่องที่พวกแกทำเด็ดขาด สาบานเลย จริงๆ นะ!”
เป็นบ้าอะไรของเขานะ?
ถามว่าจะจับโบกปูนจริงๆ เหรอ ไม่เอานะไม่อยากลงเรือ ประโยคต่อมามีแต่เรื่องที่ฟังไม่รู้เรื่องทั้งนั้น
“ฮือออ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่เป็นที่ของแก๊งคายัง……!”
แต่มาถึงขนาดนี้ ก็พอจะเดาออกแล้วว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดเรื่องอะไร
‘อย่าบอกนะว่าคิดว่าฉันเป็นคนของแก๊งนี้?’
มาหาว่าคนหน้าตาใจดีแบบฉันเป็นนักเลงเนี่ยนะ!
ตอนแรกก็งงๆ แต่พอลองคิดดูดีๆ มันก็มีความเป็นไปได้อยู่
เสื้อเชิ้ตขาว กางเกงสแล็คสีดำ
ดันประจวบเหมาะที่ชุดที่ฉันใส่มาวันนี้มันคล้ายๆ กับพวกอาชญากรพวกนั้นพอดี
“เอ่อคือ…….”
ฉันกำลังจะอ้าปากอธิบายเพื่อแก้ความเข้าใจผิด
แต่ตอนนั้นเอง ข้อมูลใหม่ก็แล่นเข้ามาในครรลองสายตา
ติ๋ง
จู่ๆ ก็มีเลือดสีแดงสายหนึ่งไหลลงมาจากหน้าผากของอีกฝ่าย
‘เลือด?’
ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเธอบาดเจ็บ แถมแผลดูท่าจะไม่ใช่เล่นๆ ด้วย
‘หัวแตกเหรอ? ตรงนั้นมันจุดตายของมนุษย์โลกเลยไม่ใช่รึไง?’
การรักษาพยาบาลที่ดี การปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือสิ่งสำคัญที่สุด
ฉันตกใจที่เห็นชาวโลกบาดเจ็บเลยรีบก้มตัวลง เพื่อจะดูแผลให้ชัดๆ
“กรี๊ดดดด!”
แต่สิ่งที่ตามมากลับเป็นเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดของอีกฝ่าย
“ทะ, ทำไมคะ! ทำไมต้องทำแบบนี้!”
“อ๊ะ เดี๋ยวขอดูแผลหน่อยครับ”
“คะ?”
“เอาหัวมาทางนี้หน่อยสิครับ”
“หะ, หัว? จะเอาหัวอีกแล้วเหรอ? เฮือก!”
ถึงจะอธิบายว่าไม่ใช่แก๊งนักเลงก็เปล่าประโยชน์
พลเมืองปริศนาคนนั้นตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้วพึมพำไม่ได้ศัพท์
“ไว้ชีวิตด้วยค่ะ ไว้ชีวิตด้วย……”
ยิ่งเธอส่ายหน้าไปมาอย่างรุนแรง เลือดจากหน้าผากก็ยิ่งไหลทะลักออกมา
“เฮ้ย! ยะ, อยู่นิ่งๆ สิครับ”
ฉันทำตัวไม่ถูกเลยรีบหยุดการกระทำของเธอไว้ก่อน
หมับ
มือขวาคว้าหัวหมับเข้าให้
“ฮึก!”
แต่การปฐมพยาบาลนั้นกลับไม่ได้ผลดีอย่างที่คิด
ทันทีที่โดนจับหัว อีกฝ่ายก็หน้าซีดเผือดแล้วแหกปากตะโกนลั่น
“จะบอกแล้วค่ะ!”
เมื่อกี้ก็พล่ามมาซะเยอะแยะ ยังจะบอกอะไรอีกฮะ
“จะบอกให้หมดไม่ปิดบังเลยค่ะ! เรื่องที่ถามเมื่อกี้ฉันจะพยายามนึกให้ออกให้ได้ ได้โปรด……!”
คนคนนี้คงมีเรื่องราวบางอย่างถึงโดนจับมา แต่พูดตรงๆ นะ ฉันไม่ได้อยากรู้เลยสักนิด
แหวกๆ
ฉันแหวกเส้นผมของผู้หญิงคนนั้นเพื่อหาต้นตอของเลือด
หนังศีรษะฉีกจริงๆ ด้วย แถมยังลึกเอาเรื่อง
‘สิ่งมีชีวิตนี่รักษายากชะมัด ลองห้ามเลือดคร่าวๆ ดูก่อนละกัน…….’
ตอนนั้นเอง
—ปัง!
ฉันหันขวับไปตามเสียงกระแทกที่ดังขึ้นกะทันหัน
แต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกเท่าไหร่ เพราะคนที่ถีบประตูอลูมิเนียมเข้ามาคือผู้ตื่นรู้ที่ฉันคุ้นเคยดี
“อ๊ะ”
“…!”
ซอนอูยอนเดินหอบหายใจเข้ามาในห้อง ดูเหมือนจะใช้สกิลแกะรอยตามฉันมาสินะ
“มาเร็วจังนะครับ?”
แต่ทำไมทำหน้าตาแบบนั้นล่ะ