Cover

85

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

“จับกุมจางจงชิกได้แล้วครับ!”

“แค่ก, แค่ก! โอย เหม็นกลิ่นดินปืนชะมัด”

หลังจากปฏิบัติการจับกุมที่วางแผนไว้สิ้นสุดลง

‘อ้าว?’

ซอนอูยอนรู้สึกตัวช้าไปก้าวหนึ่งว่าคิมกิรยอไม่อยู่ตรงนั้น

ก็เมื่อครู่นี้มัวแต่วุ่นวายอยู่กับการอาละวาดของสมาชิกแก๊งที่เมายาบลูเชลล์นี่นะ

‘เขาหายไปไหนของเขานะ?’

เธอคิดว่านักประเมินคนนั้นอาจจะหลงทาง จึงรีบออกตามหาคิมกิรยอทีหลัง

- กรี๊ดดด!

แต่ทว่า... มีบางอย่างผิดปกติ

- ช่วยด้วยค่ะ!

ยิ่งเข้าใกล้จุดที่สกิลระบุตำแหน่ง เสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้หญิงคนหนึ่งก็ยิ่งดังชัดขึ้นเรื่อยๆ...

- จะบอกแล้วค่ะ!

กระทั่งมาถึงโถงทางเดินที่เป็นต้นตอของเสียง

ซอนอูยอนถึงเพิ่งตระหนักความจริงข้อหนึ่งได้ในตอนนั้นเอง

- จะบอกให้หมดไม่ปิดบังเลยค่ะ! เรื่องที่ถามเมื่อกี้ฉันจะพยายามนึกให้ออก ได้โปรดเถอะค่ะ...!

ท่ามกลางเสียงวิงวอนอันน่าสงสัยนี้

มีเสียงของผู้ชายที่คุ้นหูผสมโรงอยู่ด้วย

‘อะไรนะ?’

แต่เมื่อเทียบกับเสียงกรีดร้องของอีกฝ่าย เสียงของคิมกิรยอนั้นเบามากจนจับใจความไม่ได้เลยว่าเขากำลังพูดประโยคอะไรอยู่

‘นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?’

ความกังวลที่ไร้สาเหตุผุดขึ้นมาในใจ

ซอนอูยอนจึงรีบเร่งฝีเท้า และไม่นานนักเธอก็ก้าวเข้าไปในห้องที่พวกเขาอยู่

“อ้า”

“...!”

แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทันทีที่ไปถึง กลับเป็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้

“มาเร็วกว่าที่คิดนะครับเนี่ย?”

คิมกิรยอกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้น มือขยุ้มผมของใครบางคนเอาไว้ เขาไม่มีท่าทีจะปิดบังการกระทำนั้นเลยแม้แต่น้อย

แถมรอยเลือดนั่นมันอะไรกัน

ผู้หญิงที่ถูกเขาจับตัวไว้ ใบหน้าอาบไปด้วยเลือดแดงฉาน

ราวกับว่า... เพิ่งจะเอาหัวไปโขกกับอะไรมาอย่างนั้นแหละ...

“เฮือก!”

ตอนนั้นเอง หญิงสาวที่เลือดท่วมตัวเหลือบไปเห็นบัตรประจำตัวของสมาคมที่คล้องคอซอนอูยอน เธอก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที

จากนั้นก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายวิ่งเข้ามาหาก่อนจะทรุดลงกอดขาเธอแน่น แล้วตะโกนลั่น

“คะ... คนของสมาคมเหรอคะ? ช่วยฉันด้วย! ฉันขอมอบตัว ฉันจะสารภาพเรื่องบลูเชลล์เดี๋ยวนี้แหละ!”

ซอนอูยอนใจหายวาบ

เพราะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมายเลยในการทำความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า

‘ซ้อมคนเหรอ?’

เธอหันขวับไปมองทางคิมกิรยอด้วยดวงตาเบิกโพลง

‘แถมยังเป็นคนธรรมดาด้วย?’

แต่สิ่งที่ตอบกลับมา มีเพียงแววตาที่เย็นเยียบราวกับขี้ผึ้งแข็งตัว

“คุณคนนี้ก็นะ พูดอะไรให้คนเขาเข้าใจผิดอยู่เรื่อย...”

ตึก, ตึก.

ในที่สุด ฮันเตอร์หนุ่มก็ลุกขึ้นแล้วเดินตรงเข้ามา ก่อนจะเอ่ยกับผู้หญิงที่กำลังตัวสั่นงันงก

“นี่คุณ ถึงปากจะเบี้ยวก็หัดพูดให้มันตรงๆ หน่อยสิครับ”

“ฮะ, เฮือก!”

“ผมไปตบตีคุณตอนไหนฮะ ไหนบอกซิ?”

ทันใดนั้น พลเมืองผู้ปริศนาก็รีบกลับคำให้การทันควัน

“ชะ, ใช่! ชะ, ใช่ค่ะ คุณคนนี้เขาไม่ได้ทำอะไรฉันเลยค่ะ”

แต่คำพูดจากคนที่กำลังหวาดกลัวจนหัวหดแบบนั้น จะมีความน่าเชื่อถือสักแค่ไหนกันเชียว?

“.......”

สมองของซอนอูยอนขาวโพลนไปหมด

บางที...

บางที คิมกิรยออาจจะเป็นคนที่อันตรายกว่าที่เธอคิดไว้มากก็ได้

เป็นฉันเองหรือเปล่าที่ประเมินเขาผิดไปมหันต์

ไม่อย่างนั้นจะทำกับคนแปลกหน้าจนมีสภาพเละเทะขนาดนี้ได้ยังไง...

“คุณซอนอูยอน?”

ฮันเตอร์ระดับ B เงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก

แต่เธอกลับไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย

พอมองดูสายตาที่กดมองลงมาของผู้ตื่นรู้คนนั้น ความรู้สึกที่หลงลืมไปนานก็ค่อยๆ คืบคลานขึ้นมา

“เป็นอะไรไปครับ? เหงื่อแตกพลั่กเชียว”

หวาดกลัวและอึดอัด

“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ให้ผมช่วยดูให้ไหมครับ?”

ท่าทีที่ดูใส่ใจ มือที่เปื้อนเลือด น้ำเสียงที่ราบเรียบ และผู้หญิงที่กำลังสะอื้นไห้

“ไม่ค่ะ... ไม่เป็นไร”

สรุปแล้วเธอควรจะเชื่อสิ่งไหนกันแน่

---

“ไอ้หยา พวกคุณทำงานหนักกันแย่เลย!”

ณ โถงทางเดินโกดังที่มืดสลัว

จู่ๆ เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ นั่นคือเสียงที่ดัดแปลงมาจากร่างศพของคิมกิรยอ

“เหนื่อยใช่ไหมครับ? ส่งมาทางนี้เลยครับ เดี๋ยวผมช่วยขน”

“อ๊ะ? ฮันเตอร์นั่งพักเฉยๆ ก็ได้นะครับ”

“จะให้พวกผมนั่งกินแรงได้ยังไง ไม่เป็นไรครับ ส่งมาเถอะ”

ผมพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางเดินเข้าไปหาพวกตำรวจ

พวกเขาก็เลยส่งกล่องที่ถืออยู่มาให้อย่างเต็มใจ ซึ่งข้างในก็คือพวกบลูเชลล์ตัวปัญหาที่ว่านั่นเอง

“กว่าจะขนหมดนี่คงสว่างคาตาพอดีมั้งครับ?”

“ฮ่าๆ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เสร็จเร็วกว่าที่คิดครับ”

พวกเรารื้อค้นโกดังและยึดบลูเชลล์ทั้งหมดโดยไม่ให้เหลือรอดแม้แต่ชิ้นเดียว

“ฮึบ”

ตึง!

และเมื่อกล่องใบสุดท้ายถูกยกขึ้นรถบรรทุก

ผมก็หันไปมองตามเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

“ไอ้เวรเอ๊ย เปิดสิวะ! เปิด!”

“อ่า ให้ตายสิ ไอ้ขี้มายานั่นอาละวาดอีกแล้ว”

พอมองดูดีๆ ก็เห็นคนร้ายที่ถูกจับกุมกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ที่เบาะหลังรถตำรวจ

ชื่ออะไรนะ... จางจงชิกสินะ?

“กระจกนี่เอาลงได้ไหมครับ?”

ผมเดินเข้าไปที่รถตำรวจแล้วเคาะกระจกเบาๆ พลางถามว่าช่วยเปิดหน่อยได้ไหม

“ประมาณนี้พอไหมครับ?”

“ครับ ขอบคุณครับ”

เอาล่ะ ทีนี้สิ่งกีดขวางที่ไม่จำเป็นก็หายไปแล้ว ได้เวลาลงมือทำงานสักที

“แกเป็นใครอีกวะ! ไอ้เวรตะไล!”

ผมเมินเสียงตะโกนด่าทอ แล้วเพ่งพินิจชายที่นั่งอยู่เบาะหลังอย่างละเอียด

สัมผัสได้ถึงพลังเวทจางๆ จากร่างกายของหมอนั่น ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นผู้ไม่ตื่นรู้ชัดๆ

‘โอ้’

สัมผัสพลังเวทจากคนธรรมดาได้แบบนี้ หมายความได้อย่างเดียว

‘ตกอยู่ในสภาพโดนมนตร์สะกดสินะ?’

เดาถูกเผงเลยแฮะ

นักสะกดจิตแห่งวิหารรากษสคนนั้นลงมือกับหมอนี่ด้วย โดนเหยียบหางเข้าให้แล้ว

‘หึๆๆ’

ไหนดูซิ ขอโชว์ฝีมือหน่อยเถอะ

ผมหยิบสารกระตุ้นมานาที่ซ่อนไว้ออกมาดื่ม เพื่อที่จะแกะรอยผู้ร่ายเวทสวนกลับไป

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ เดี๋ยวครับ”

แต่เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ต้องชะงักมือไปชั่วขณะ

“จะทำอะไรน่ะคะ?”

“อ้าว คุณซอนอูยอน”

ถามว่าจะทำอะไร...

ก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วสิ

“ก็จะระบุตัวคนใหญ่คนโตขององค์กรชั่วร้ายนั่นตามสัญญาไงครับ”

พอผมตอบไปอย่างฉะฉาน ซอนอูยอนก็ขมวดคิ้วเหมือนจะระแวงอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป

เป็นปฏิกิริยาที่เดาใจยากชะมัด

‘กลัวว่าผมจะทำพลาดหรือไง?’

ทำไมรู้สึกเสียวสันหลังวาบๆ ชอบกล...

สรุปว่าผมต้องเริ่มลงมือท่ามกลางสายตาจับจ้องของซอนอูยอน

เอาเถอะ แค่ 3 วินาทีก็เสร็จแล้ว

“อะ... อะไร? ไม่เอามองตาออกไปนะเว้ย! มองอะไร! มองทำซากอะไร!”

ขลุกขลัก

ผมถลกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น แล้วกำหมัดซ้ายค้างไว้ครู่หนึ่ง

1 วินาที, 2 วินาที, 3 วินาที

แค่นี้มานาก็น่าจะไหลเวียนไปทั่ววงเวทที่เขียนเตรียมไว้แล้ว

“หือ?”

วูบ

ไอ้คนติดยาบลูเชลล์จู่ๆ ก็เงียบกริบ เมื่อเห็นฝ่ามือที่ยื่นตรงมาที่หน้า

ผิดคาดแฮะ นึกว่าจะขัดขืนแรงกว่านี้ซะอีก

หรือว่ามันจะรู้ตัวแล้วว่าผมลอกผิวหนังฝ่ามือออก แล้วซ่อนวงเวทไว้ในชั้นหนังแท้...

‘จะเป็นไปได้ไงเล่า’

ผมเลิกเพ้อเจ้อแล้วกลับมาโฟกัสกับงาน

- วี๊ดดดดดด

มหาเวทชั้นสูงทำงาน ดึงข้อมูลที่จำเป็นออกมาจากมนุษย์ตรงหน้า

“อ๊ากกกกกก!”

“อะ... อะไรกันครับ?”

“ไม่ต้องห่วงครับ นั่นมันสำออย สำออยชัดๆ”

ถ้าให้อธิบายละเอียดกว่านี้

ต้องบอกว่าผมแอบเข้าไปดูความทรงจำในวินาทีที่สกิลสะกดจิตทำงานกับหมอนี่ต่างหาก

‘ปกติแล้ววิธีที่ถูกต้องคือต้องย้อนรอยพลังเวทไปหาตัวผู้ร่าย แต่ระดับ F มันทำแบบนั้นไม่ได้นี่หว่า...’

จะขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือขี่ม้าเลียบเมือง ขอแค่ไปถึงกรุงโซลก็พอ ใช่แล้ว ผมไม่ได้อดหลับอดนอนมา 3 คืนฟรีๆ หรอกนะจะบอกให้

ในที่สุดก็หาวิธีเล่นงานวิหารรากษสจนได้

“เฮ้ย รู้หรอกน่าว่าไม่เจ็บ เลิกโวยวายได้แล้ว”

ตุบ ตุบ ตุบ

ผมตบข้างรถเรียกสติไอ้ขี้ยาบลูเชลล์

จากนี้ไปคือของจริงต่างหากล่ะ

“จงชิก ขอถามอะไรหน่อยสิ”

“แฮ่ก... ฮือ...”

ชื่อที่อยู่ในความทรงจำที่ผมแอบดูมา ไหลออกมาจากปาก

“ไอ้คนที่ชื่อ ‘ซูเยฮวี’ นี่มันเป็นใครกันแน่?”

---

กะว่าจะลองจนกว่าจะได้ แต่ดันเจอเร็วกว่าที่คิดแฮะ

โชคดีชะมัด ที่ในความทรงจำของหมอนั่นมีภาพตอนนักสะกดจิตแนะนำตัวค้างอยู่

“ชื่อซูเยฮวีครับ ส่วนสูงน่าจะประมาณ 160 เซนติเมตร ผมสีขาว แล้วก็ตาโตมากครับ”

ผมอาศัยความทรงจำที่ขโมยมา อธิบายลักษณะของตื่นรู้คนนั้น

ซอนอูยอนที่ฟังอยู่ก็พยักหน้ารับ

“มีสกิลที่แปลกประหลาดจังเลยนะคะ”

“ครับ ก็คงงั้น”

“ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันก็นึกว่า... จะเกิดเหตุการณ์นองเลือดต่อหน้าตำรวจซะแล้ว...”

“ครับ?”

“เอ่อ... ไม่มีอะไรค่ะ”

ที่บอกว่าไม่มีอะไรก็นับว่าเป็นเรื่องดี

“เอาเป็นว่าข้อมูลที่ผมขุดได้ตอนนี้มีแค่นี้ครับ”

ขอแจ้งไว้ก่อนว่าตอนนี้เรานั่งกันอยู่ที่บันไดหน้าสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในโซล ซอนอูยอนชวนไปนั่งคาเฟ่แต่ผมขี้เกียจก็เลยดื้อแพ่งอยู่ตรงนี้

“เรื่องที่ว่าคนคนนั้นจะเป็นสมาชิกของวิหารรากษสจริงหรือไม่ หรือปัญหาอื่นๆ ตอนนี้ยังพิสูจน์ยากหน่อย...”

แต่สุดท้ายผมก็หนีชะตากรรมต้องกินกาแฟไม่พ้น

สักพักต่อมา

พอถูกตำรวจเรียกตัวอย่างเร่งด่วนให้กลับเข้าไปในสถานี จู่ๆ ก็ได้รับกาแฟตู้กดมาเป็นค่าตอบแทนที่มาเยือนซะงั้น...

“คุณซอนอูยอน ช่วยตรวจสอบข้อมูลตรงนี้หน่อยครับ”

“อ้อ ได้ค่ะ”

“เบื้องต้นทางเราลองค้นดูแล้ว มีฮันเตอร์ที่ชื่อซูเยฮวีแค่คนเดียวครับ”

ไม่ว่าพวกเขาจะคุยอะไรกัน ผมก็นั่งทำหน้าเซ็งๆ ถือแก้วกาแฟอยู่อย่างนั้น

“ไหนดูซิ ซูเยฮวี ฮันเตอร์ระดับ C สกิลที่ลงทะเบียนไว้คือ วอเตอร์บอล กับ...”

“ดูจากรูปแล้วน่าจะใช่คนเดียวกันนะคะ”

แต่ประโยคนี้จะปล่อยผ่านไปไม่ได้เด็ดขาด

“ระดับ C? เป็นไปไม่ได้น่า!”

ผมอดรนทนไม่ไหวโพล่งออกไป จนสายตาทุกคู่จับจ้องมาเป็นตาเดียว กดดันชะมัด

“ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ”

“ผิดพลาดเหรอครับ?”

“ปริมาณมานาของผู้ตื่นรู้ระดับ C ไม่มีทางคงสภาพการสะกดจิตคนจำนวนมากขนาดนั้นได้หรอกครับ”

ตามมาด้วยการคำนวณเลขง่ายๆ

“ตามการคำนวณ การจะก่อเรื่องขนาดนั้นได้ต้องระดับ A เป็นอย่างต่ำ ไม่สิ เผลอๆ อาจจะแตะระดับ S ได้เลยมั้ง...”

ผมใช้สมองประมวลผลครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นข้อเสนอออกไป

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน!”

“คะ... คะ?”

“สั่งให้มีการตรวจสอบระดับพลังใหม่ก่อนเลยครับ”

เพราะยังไงทางนั้นก็ปกปิดระดับพลังของตัวเองแน่นอนอยู่แล้ว

“ซูเยฮวีไม่มีทางเป็นระดับ C แน่ๆ เพราะงั้นเราเล่นงานเรื่องปลอมแปลงค่าการตื่นรู้ไปก่อนเลย”

“อ๋อ!”

“ข้อหานั้นก็โทษหนักไม่ใช่เล่น ใช่ไหมล่ะครับ? เรื่องสะกดจิตเอาไว้ค่อยสืบทีหลัง”

เรื่องราวหลังจากนั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม

คำรับสารภาพของคนปล่อยยาบลูเชลล์

ช่วงเวลาว่างที่น่าสงสัยในบันทึกการเข้าเกต

และข้อมูลที่พบในประวัติการใช้โรงประมูล ด้วยเหตุนี้ ทางสมาคมจึงอนุมัติการตรวจสอบระดับพลังใหม่ของฮันเตอร์คนนั้นทันที

[วันที่ 29 กันยายน ผู้ชนะประมูลแกนพลังงานจลน์นิรันดร์ - ซู-ฮวี]

‘ฮ่าๆๆ! ไอ้หมอนั่น เสร็จโจร!’

ถ้าจับกุมผู้ตื่นรู้ที่ชื่อซูเยฮวีได้ วิหารรากษสต้องเสียหายหนักแน่

“จริงสิ สุดท้ายอันนี้ก็ไม่โดนจับได้แฮะ”

ผมกลับบ้านด้วยความโล่งใจ

ในกระเป๋ากางเกงของผมมีบลูเชลล์อยู่สามเม็ด

และวันต่อมา

“ชาวโลกนี่มันพระเจ้าหรือไงนะ?”

ช่วงบ่ายแก่ๆ ตอนที่ผมได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า ‘อาหารเดลิเวอรี’ เป็นครั้งแรก

“แค่จิ้มๆ นิ้ว อาหารที่อยากกินก็มาส่งถึงหน้าบ้าน ชาวโลก... ไม่สิ คนเกาหลีนี่มันพระเจ้าชัดๆ...?”

ครืดดด ครืดดด

เสียงสั่นจากโต๊ะทำให้ผมเพิ่งจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู

แต่ข่าวที่ดังออกมาจากลำโพงกลับไม่ใช่ข่าวดีสักเท่าไหร่

“เดี๋ยวนะ ว่าไงนะครับ?”

ซอนอูยอนโทรมาบอกว่า ทันทีที่มีคำสั่งตรวจสอบระดับพลังใหม่ คนที่ชื่อซูเยฮวีก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย

“สกิลของพวกเซิร์ชเชอร์ก็หาไม่เจอว่างั้นสิ?”

สุดท้ายตำรวจเกาหลีเลยต้องออกหมายจับไอ้ลัทธินอกรีตนั่นในฐานะผู้ต้องหา สำหรับผมแล้วมันเป็นตอนจบที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่

‘แค่ออกหมายจับเนี่ยนะ?’

เดี๋ยวนะ ปกติแล้วบทสนทนาน่าจะจบลงแค่นี้ไม่ใช่เหรอ

- คุณกิรยอคะ

สายยังไม่ตัด ผมเลยเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังมาจากลำโพง

- ...มีเรื่องจะถามหน่อยค่ะ

“ครับ”

- ว่าแต่ทำไมคุณถึงสนใจคดีวิหารรากษสล่ะคะ

“ครับ?”

- ลองคิดดูแล้ว ทีเรื่องอื่นคุณไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย...

ถามกะทันหันจังแฮะ

- อยากทราบเหตุผลน่ะค่ะว่าคุณมีเจตนาอะไรถึงได้ลงมือกับคดีนี้ด้วยตัวเอง

แต่ก็นะ ไม่ใช่เรื่องที่ตอบไม่ได้สักหน่อย

“หมายความว่า คุณสงสัยว่าทำไมผมถึงเจาะจงเล่นงานวิหารรากษสสินะครับ?”

ก๊อบแก๊บ ก๊อบแก๊บ

ผมพูดพลางยกข้าวหน้าหมูผัดซอสที่เพิ่งมาส่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ”

น้ำเสียงดูสบายๆ แต่คำตอบนั้นจริงใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

“ก็แค่ไม่ชอบสิ่งที่พวกมันทำ แค่นั้นแหละครับ”

แต่ทว่าทันทีที่พูดจบ จู่ๆ ก็มีเสียงไอโครกครากดังลอดมาจากปลายสาย

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

85

20px

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

“จับกุมจางจงชิกได้แล้วครับ!”

“แค่ก, แค่ก! โอย เหม็นกลิ่นดินปืนชะมัด”

หลังจากปฏิบัติการจับกุมที่วางแผนไว้สิ้นสุดลง

‘อ้าว?’

ซอนอูยอนรู้สึกตัวช้าไปก้าวหนึ่งว่าคิมกิรยอไม่อยู่ตรงนั้น

ก็เมื่อครู่นี้มัวแต่วุ่นวายอยู่กับการอาละวาดของสมาชิกแก๊งที่เมายาบลูเชลล์นี่นะ

‘เขาหายไปไหนของเขานะ?’

เธอคิดว่านักประเมินคนนั้นอาจจะหลงทาง จึงรีบออกตามหาคิมกิรยอทีหลัง

- กรี๊ดดด!

แต่ทว่า... มีบางอย่างผิดปกติ

- ช่วยด้วยค่ะ!

ยิ่งเข้าใกล้จุดที่สกิลระบุตำแหน่ง เสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้หญิงคนหนึ่งก็ยิ่งดังชัดขึ้นเรื่อยๆ...

- จะบอกแล้วค่ะ!

กระทั่งมาถึงโถงทางเดินที่เป็นต้นตอของเสียง

ซอนอูยอนถึงเพิ่งตระหนักความจริงข้อหนึ่งได้ในตอนนั้นเอง

- จะบอกให้หมดไม่ปิดบังเลยค่ะ! เรื่องที่ถามเมื่อกี้ฉันจะพยายามนึกให้ออก ได้โปรดเถอะค่ะ...!

ท่ามกลางเสียงวิงวอนอันน่าสงสัยนี้

มีเสียงของผู้ชายที่คุ้นหูผสมโรงอยู่ด้วย

‘อะไรนะ?’

แต่เมื่อเทียบกับเสียงกรีดร้องของอีกฝ่าย เสียงของคิมกิรยอนั้นเบามากจนจับใจความไม่ได้เลยว่าเขากำลังพูดประโยคอะไรอยู่

‘นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?’

ความกังวลที่ไร้สาเหตุผุดขึ้นมาในใจ

ซอนอูยอนจึงรีบเร่งฝีเท้า และไม่นานนักเธอก็ก้าวเข้าไปในห้องที่พวกเขาอยู่

“อ้า”

“...!”

แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทันทีที่ไปถึง กลับเป็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้

“มาเร็วกว่าที่คิดนะครับเนี่ย?”

คิมกิรยอกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้น มือขยุ้มผมของใครบางคนเอาไว้ เขาไม่มีท่าทีจะปิดบังการกระทำนั้นเลยแม้แต่น้อย

แถมรอยเลือดนั่นมันอะไรกัน

ผู้หญิงที่ถูกเขาจับตัวไว้ ใบหน้าอาบไปด้วยเลือดแดงฉาน

ราวกับว่า... เพิ่งจะเอาหัวไปโขกกับอะไรมาอย่างนั้นแหละ...

“เฮือก!”

ตอนนั้นเอง หญิงสาวที่เลือดท่วมตัวเหลือบไปเห็นบัตรประจำตัวของสมาคมที่คล้องคอซอนอูยอน เธอก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที

จากนั้นก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายวิ่งเข้ามาหาก่อนจะทรุดลงกอดขาเธอแน่น แล้วตะโกนลั่น

“คะ... คนของสมาคมเหรอคะ? ช่วยฉันด้วย! ฉันขอมอบตัว ฉันจะสารภาพเรื่องบลูเชลล์เดี๋ยวนี้แหละ!”

ซอนอูยอนใจหายวาบ

เพราะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมายเลยในการทำความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า

‘ซ้อมคนเหรอ?’

เธอหันขวับไปมองทางคิมกิรยอด้วยดวงตาเบิกโพลง

‘แถมยังเป็นคนธรรมดาด้วย?’

แต่สิ่งที่ตอบกลับมา มีเพียงแววตาที่เย็นเยียบราวกับขี้ผึ้งแข็งตัว

“คุณคนนี้ก็นะ พูดอะไรให้คนเขาเข้าใจผิดอยู่เรื่อย...”

ตึก, ตึก.

ในที่สุด ฮันเตอร์หนุ่มก็ลุกขึ้นแล้วเดินตรงเข้ามา ก่อนจะเอ่ยกับผู้หญิงที่กำลังตัวสั่นงันงก

“นี่คุณ ถึงปากจะเบี้ยวก็หัดพูดให้มันตรงๆ หน่อยสิครับ”

“ฮะ, เฮือก!”

“ผมไปตบตีคุณตอนไหนฮะ ไหนบอกซิ?”

ทันใดนั้น พลเมืองผู้ปริศนาก็รีบกลับคำให้การทันควัน

“ชะ, ใช่! ชะ, ใช่ค่ะ คุณคนนี้เขาไม่ได้ทำอะไรฉันเลยค่ะ”

แต่คำพูดจากคนที่กำลังหวาดกลัวจนหัวหดแบบนั้น จะมีความน่าเชื่อถือสักแค่ไหนกันเชียว?

“.......”

สมองของซอนอูยอนขาวโพลนไปหมด

บางที...

บางที คิมกิรยออาจจะเป็นคนที่อันตรายกว่าที่เธอคิดไว้มากก็ได้

เป็นฉันเองหรือเปล่าที่ประเมินเขาผิดไปมหันต์

ไม่อย่างนั้นจะทำกับคนแปลกหน้าจนมีสภาพเละเทะขนาดนี้ได้ยังไง...

“คุณซอนอูยอน?”

ฮันเตอร์ระดับ B เงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก

แต่เธอกลับไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย

พอมองดูสายตาที่กดมองลงมาของผู้ตื่นรู้คนนั้น ความรู้สึกที่หลงลืมไปนานก็ค่อยๆ คืบคลานขึ้นมา

“เป็นอะไรไปครับ? เหงื่อแตกพลั่กเชียว”

หวาดกลัวและอึดอัด

“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ให้ผมช่วยดูให้ไหมครับ?”

ท่าทีที่ดูใส่ใจ มือที่เปื้อนเลือด น้ำเสียงที่ราบเรียบ และผู้หญิงที่กำลังสะอื้นไห้

“ไม่ค่ะ... ไม่เป็นไร”

สรุปแล้วเธอควรจะเชื่อสิ่งไหนกันแน่

---

“ไอ้หยา พวกคุณทำงานหนักกันแย่เลย!”

ณ โถงทางเดินโกดังที่มืดสลัว

จู่ๆ เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ นั่นคือเสียงที่ดัดแปลงมาจากร่างศพของคิมกิรยอ

“เหนื่อยใช่ไหมครับ? ส่งมาทางนี้เลยครับ เดี๋ยวผมช่วยขน”

“อ๊ะ? ฮันเตอร์นั่งพักเฉยๆ ก็ได้นะครับ”

“จะให้พวกผมนั่งกินแรงได้ยังไง ไม่เป็นไรครับ ส่งมาเถอะ”

ผมพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางเดินเข้าไปหาพวกตำรวจ

พวกเขาก็เลยส่งกล่องที่ถืออยู่มาให้อย่างเต็มใจ ซึ่งข้างในก็คือพวกบลูเชลล์ตัวปัญหาที่ว่านั่นเอง

“กว่าจะขนหมดนี่คงสว่างคาตาพอดีมั้งครับ?”

“ฮ่าๆ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เสร็จเร็วกว่าที่คิดครับ”

พวกเรารื้อค้นโกดังและยึดบลูเชลล์ทั้งหมดโดยไม่ให้เหลือรอดแม้แต่ชิ้นเดียว

“ฮึบ”

ตึง!

และเมื่อกล่องใบสุดท้ายถูกยกขึ้นรถบรรทุก

ผมก็หันไปมองตามเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

“ไอ้เวรเอ๊ย เปิดสิวะ! เปิด!”

“อ่า ให้ตายสิ ไอ้ขี้มายานั่นอาละวาดอีกแล้ว”

พอมองดูดีๆ ก็เห็นคนร้ายที่ถูกจับกุมกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ที่เบาะหลังรถตำรวจ

ชื่ออะไรนะ... จางจงชิกสินะ?

“กระจกนี่เอาลงได้ไหมครับ?”

ผมเดินเข้าไปที่รถตำรวจแล้วเคาะกระจกเบาๆ พลางถามว่าช่วยเปิดหน่อยได้ไหม

“ประมาณนี้พอไหมครับ?”

“ครับ ขอบคุณครับ”

เอาล่ะ ทีนี้สิ่งกีดขวางที่ไม่จำเป็นก็หายไปแล้ว ได้เวลาลงมือทำงานสักที

“แกเป็นใครอีกวะ! ไอ้เวรตะไล!”

ผมเมินเสียงตะโกนด่าทอ แล้วเพ่งพินิจชายที่นั่งอยู่เบาะหลังอย่างละเอียด

สัมผัสได้ถึงพลังเวทจางๆ จากร่างกายของหมอนั่น ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นผู้ไม่ตื่นรู้ชัดๆ

‘โอ้’

สัมผัสพลังเวทจากคนธรรมดาได้แบบนี้ หมายความได้อย่างเดียว

‘ตกอยู่ในสภาพโดนมนตร์สะกดสินะ?’

เดาถูกเผงเลยแฮะ

นักสะกดจิตแห่งวิหารรากษสคนนั้นลงมือกับหมอนี่ด้วย โดนเหยียบหางเข้าให้แล้ว

‘หึๆๆ’

ไหนดูซิ ขอโชว์ฝีมือหน่อยเถอะ

ผมหยิบสารกระตุ้นมานาที่ซ่อนไว้ออกมาดื่ม เพื่อที่จะแกะรอยผู้ร่ายเวทสวนกลับไป

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ เดี๋ยวครับ”

แต่เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ต้องชะงักมือไปชั่วขณะ

“จะทำอะไรน่ะคะ?”

“อ้าว คุณซอนอูยอน”

ถามว่าจะทำอะไร...

ก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วสิ

“ก็จะระบุตัวคนใหญ่คนโตขององค์กรชั่วร้ายนั่นตามสัญญาไงครับ”

พอผมตอบไปอย่างฉะฉาน ซอนอูยอนก็ขมวดคิ้วเหมือนจะระแวงอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป

เป็นปฏิกิริยาที่เดาใจยากชะมัด

‘กลัวว่าผมจะทำพลาดหรือไง?’

ทำไมรู้สึกเสียวสันหลังวาบๆ ชอบกล...

สรุปว่าผมต้องเริ่มลงมือท่ามกลางสายตาจับจ้องของซอนอูยอน

เอาเถอะ แค่ 3 วินาทีก็เสร็จแล้ว

“อะ... อะไร? ไม่เอามองตาออกไปนะเว้ย! มองอะไร! มองทำซากอะไร!”

ขลุกขลัก

ผมถลกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น แล้วกำหมัดซ้ายค้างไว้ครู่หนึ่ง

1 วินาที, 2 วินาที, 3 วินาที

แค่นี้มานาก็น่าจะไหลเวียนไปทั่ววงเวทที่เขียนเตรียมไว้แล้ว

“หือ?”

วูบ

ไอ้คนติดยาบลูเชลล์จู่ๆ ก็เงียบกริบ เมื่อเห็นฝ่ามือที่ยื่นตรงมาที่หน้า

ผิดคาดแฮะ นึกว่าจะขัดขืนแรงกว่านี้ซะอีก

หรือว่ามันจะรู้ตัวแล้วว่าผมลอกผิวหนังฝ่ามือออก แล้วซ่อนวงเวทไว้ในชั้นหนังแท้...

‘จะเป็นไปได้ไงเล่า’

ผมเลิกเพ้อเจ้อแล้วกลับมาโฟกัสกับงาน

- วี๊ดดดดดด

มหาเวทชั้นสูงทำงาน ดึงข้อมูลที่จำเป็นออกมาจากมนุษย์ตรงหน้า

“อ๊ากกกกกก!”

“อะ... อะไรกันครับ?”

“ไม่ต้องห่วงครับ นั่นมันสำออย สำออยชัดๆ”

ถ้าให้อธิบายละเอียดกว่านี้

ต้องบอกว่าผมแอบเข้าไปดูความทรงจำในวินาทีที่สกิลสะกดจิตทำงานกับหมอนี่ต่างหาก

‘ปกติแล้ววิธีที่ถูกต้องคือต้องย้อนรอยพลังเวทไปหาตัวผู้ร่าย แต่ระดับ F มันทำแบบนั้นไม่ได้นี่หว่า...’

จะขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือขี่ม้าเลียบเมือง ขอแค่ไปถึงกรุงโซลก็พอ ใช่แล้ว ผมไม่ได้อดหลับอดนอนมา 3 คืนฟรีๆ หรอกนะจะบอกให้

ในที่สุดก็หาวิธีเล่นงานวิหารรากษสจนได้

“เฮ้ย รู้หรอกน่าว่าไม่เจ็บ เลิกโวยวายได้แล้ว”

ตุบ ตุบ ตุบ

ผมตบข้างรถเรียกสติไอ้ขี้ยาบลูเชลล์

จากนี้ไปคือของจริงต่างหากล่ะ

“จงชิก ขอถามอะไรหน่อยสิ”

“แฮ่ก... ฮือ...”

ชื่อที่อยู่ในความทรงจำที่ผมแอบดูมา ไหลออกมาจากปาก

“ไอ้คนที่ชื่อ ‘ซูเยฮวี’ นี่มันเป็นใครกันแน่?”

---

กะว่าจะลองจนกว่าจะได้ แต่ดันเจอเร็วกว่าที่คิดแฮะ

โชคดีชะมัด ที่ในความทรงจำของหมอนั่นมีภาพตอนนักสะกดจิตแนะนำตัวค้างอยู่

“ชื่อซูเยฮวีครับ ส่วนสูงน่าจะประมาณ 160 เซนติเมตร ผมสีขาว แล้วก็ตาโตมากครับ”

ผมอาศัยความทรงจำที่ขโมยมา อธิบายลักษณะของตื่นรู้คนนั้น

ซอนอูยอนที่ฟังอยู่ก็พยักหน้ารับ

“มีสกิลที่แปลกประหลาดจังเลยนะคะ”

“ครับ ก็คงงั้น”

“ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันก็นึกว่า... จะเกิดเหตุการณ์นองเลือดต่อหน้าตำรวจซะแล้ว...”

“ครับ?”

“เอ่อ... ไม่มีอะไรค่ะ”

ที่บอกว่าไม่มีอะไรก็นับว่าเป็นเรื่องดี

“เอาเป็นว่าข้อมูลที่ผมขุดได้ตอนนี้มีแค่นี้ครับ”

ขอแจ้งไว้ก่อนว่าตอนนี้เรานั่งกันอยู่ที่บันไดหน้าสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในโซล ซอนอูยอนชวนไปนั่งคาเฟ่แต่ผมขี้เกียจก็เลยดื้อแพ่งอยู่ตรงนี้

“เรื่องที่ว่าคนคนนั้นจะเป็นสมาชิกของวิหารรากษสจริงหรือไม่ หรือปัญหาอื่นๆ ตอนนี้ยังพิสูจน์ยากหน่อย...”

แต่สุดท้ายผมก็หนีชะตากรรมต้องกินกาแฟไม่พ้น

สักพักต่อมา

พอถูกตำรวจเรียกตัวอย่างเร่งด่วนให้กลับเข้าไปในสถานี จู่ๆ ก็ได้รับกาแฟตู้กดมาเป็นค่าตอบแทนที่มาเยือนซะงั้น...

“คุณซอนอูยอน ช่วยตรวจสอบข้อมูลตรงนี้หน่อยครับ”

“อ้อ ได้ค่ะ”

“เบื้องต้นทางเราลองค้นดูแล้ว มีฮันเตอร์ที่ชื่อซูเยฮวีแค่คนเดียวครับ”

ไม่ว่าพวกเขาจะคุยอะไรกัน ผมก็นั่งทำหน้าเซ็งๆ ถือแก้วกาแฟอยู่อย่างนั้น

“ไหนดูซิ ซูเยฮวี ฮันเตอร์ระดับ C สกิลที่ลงทะเบียนไว้คือ วอเตอร์บอล กับ...”

“ดูจากรูปแล้วน่าจะใช่คนเดียวกันนะคะ”

แต่ประโยคนี้จะปล่อยผ่านไปไม่ได้เด็ดขาด

“ระดับ C? เป็นไปไม่ได้น่า!”

ผมอดรนทนไม่ไหวโพล่งออกไป จนสายตาทุกคู่จับจ้องมาเป็นตาเดียว กดดันชะมัด

“ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ”

“ผิดพลาดเหรอครับ?”

“ปริมาณมานาของผู้ตื่นรู้ระดับ C ไม่มีทางคงสภาพการสะกดจิตคนจำนวนมากขนาดนั้นได้หรอกครับ”

ตามมาด้วยการคำนวณเลขง่ายๆ

“ตามการคำนวณ การจะก่อเรื่องขนาดนั้นได้ต้องระดับ A เป็นอย่างต่ำ ไม่สิ เผลอๆ อาจจะแตะระดับ S ได้เลยมั้ง...”

ผมใช้สมองประมวลผลครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นข้อเสนอออกไป

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน!”

“คะ... คะ?”

“สั่งให้มีการตรวจสอบระดับพลังใหม่ก่อนเลยครับ”

เพราะยังไงทางนั้นก็ปกปิดระดับพลังของตัวเองแน่นอนอยู่แล้ว

“ซูเยฮวีไม่มีทางเป็นระดับ C แน่ๆ เพราะงั้นเราเล่นงานเรื่องปลอมแปลงค่าการตื่นรู้ไปก่อนเลย”

“อ๋อ!”

“ข้อหานั้นก็โทษหนักไม่ใช่เล่น ใช่ไหมล่ะครับ? เรื่องสะกดจิตเอาไว้ค่อยสืบทีหลัง”

เรื่องราวหลังจากนั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม

คำรับสารภาพของคนปล่อยยาบลูเชลล์

ช่วงเวลาว่างที่น่าสงสัยในบันทึกการเข้าเกต

และข้อมูลที่พบในประวัติการใช้โรงประมูล ด้วยเหตุนี้ ทางสมาคมจึงอนุมัติการตรวจสอบระดับพลังใหม่ของฮันเตอร์คนนั้นทันที

[วันที่ 29 กันยายน ผู้ชนะประมูลแกนพลังงานจลน์นิรันดร์ - ซู-ฮวี]

‘ฮ่าๆๆ! ไอ้หมอนั่น เสร็จโจร!’

ถ้าจับกุมผู้ตื่นรู้ที่ชื่อซูเยฮวีได้ วิหารรากษสต้องเสียหายหนักแน่

“จริงสิ สุดท้ายอันนี้ก็ไม่โดนจับได้แฮะ”

ผมกลับบ้านด้วยความโล่งใจ

ในกระเป๋ากางเกงของผมมีบลูเชลล์อยู่สามเม็ด

และวันต่อมา

“ชาวโลกนี่มันพระเจ้าหรือไงนะ?”

ช่วงบ่ายแก่ๆ ตอนที่ผมได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า ‘อาหารเดลิเวอรี’ เป็นครั้งแรก

“แค่จิ้มๆ นิ้ว อาหารที่อยากกินก็มาส่งถึงหน้าบ้าน ชาวโลก... ไม่สิ คนเกาหลีนี่มันพระเจ้าชัดๆ...?”

ครืดดด ครืดดด

เสียงสั่นจากโต๊ะทำให้ผมเพิ่งจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู

แต่ข่าวที่ดังออกมาจากลำโพงกลับไม่ใช่ข่าวดีสักเท่าไหร่

“เดี๋ยวนะ ว่าไงนะครับ?”

ซอนอูยอนโทรมาบอกว่า ทันทีที่มีคำสั่งตรวจสอบระดับพลังใหม่ คนที่ชื่อซูเยฮวีก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย

“สกิลของพวกเซิร์ชเชอร์ก็หาไม่เจอว่างั้นสิ?”

สุดท้ายตำรวจเกาหลีเลยต้องออกหมายจับไอ้ลัทธินอกรีตนั่นในฐานะผู้ต้องหา สำหรับผมแล้วมันเป็นตอนจบที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่

‘แค่ออกหมายจับเนี่ยนะ?’

เดี๋ยวนะ ปกติแล้วบทสนทนาน่าจะจบลงแค่นี้ไม่ใช่เหรอ

- คุณกิรยอคะ

สายยังไม่ตัด ผมเลยเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังมาจากลำโพง

- ...มีเรื่องจะถามหน่อยค่ะ

“ครับ”

- ว่าแต่ทำไมคุณถึงสนใจคดีวิหารรากษสล่ะคะ

“ครับ?”

- ลองคิดดูแล้ว ทีเรื่องอื่นคุณไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย...

ถามกะทันหันจังแฮะ

- อยากทราบเหตุผลน่ะค่ะว่าคุณมีเจตนาอะไรถึงได้ลงมือกับคดีนี้ด้วยตัวเอง

แต่ก็นะ ไม่ใช่เรื่องที่ตอบไม่ได้สักหน่อย

“หมายความว่า คุณสงสัยว่าทำไมผมถึงเจาะจงเล่นงานวิหารรากษสสินะครับ?”

ก๊อบแก๊บ ก๊อบแก๊บ

ผมพูดพลางยกข้าวหน้าหมูผัดซอสที่เพิ่งมาส่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ”

น้ำเสียงดูสบายๆ แต่คำตอบนั้นจริงใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

“ก็แค่ไม่ชอบสิ่งที่พวกมันทำ แค่นั้นแหละครับ”

แต่ทว่าทันทีที่พูดจบ จู่ๆ ก็มีเสียงไอโครกครากดังลอดมาจากปลายสาย