Cover

86

สำลักเหรอ?

“เอาเป็นว่าแค่นี้นะครับ อ้อ คุณซอนอูยอนก็อย่าลืมทานข้าวด้วยนะครับ”

ผมวางสายไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะผมเกลียดการกินข้าวเย็นชืดที่สุด

---

ผ่านมาแล้วกี่วันกันนะ

“เฮ้อ”

อากาศเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอย่างเต็มตัว

ท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างสดใสปลอดโปร่ง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังออกไปไหนไม่ได้สักที

เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับเรื่องสำคัญน่ะสิ

“แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง?”

จ๋อมแจ๋ม

ผมเขย่าขวดในมือเพื่อสังเกตของเหลวสีน้ำเงินภายใน นี่แหละคือผลลัพธ์จากความพยายามตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ยาขยายขอบเขตพลังเวท ver.2

ใช้เวทมนตร์ก็เก่ง สร้างอุปกรณ์เวทก็คล่อง แถมตอนนี้ยังปรุงยาได้อีก

สรุปแล้วมีอะไรที่ผมทำไม่ได้บ้างเนี่ย?

‘หึหึ’

เป็นไปตามคาด ผมสามารถใช้บลูเชลล์ได้โดยไม่มีปัญหา

เพราะผมเอาชนะผลข้างเคียงของผลไม้นี้ได้อย่างสบายๆ

‘ก็แค่มีสารพิษต่อไตตระกูลหนึ่งปนเปื้อนอยู่หน่อย ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรนี่?’

ไตเหรอ? ของพรรค์นั้นถ้าพังก็แค่ซ่อมใหม่ก็สิ้นเรื่อง

เสพติดเหรอ? จอมมหาเวทย์ผู้ควบคุมเส้นประสาทได้ทุกเส้นไม่มีทางเสียการควบคุมให้ของแบบนั้นหรอก

ปัญหาทุกอย่างถูกแก้ไขเรียบร้อย

ถ้าอย่างนั้น จะมีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่ใช้ยาปลุกพลังสุดยอดเยี่ยมขวดนี้ล่ะ

“คิดถูกจริงๆ ที่แอบจิ๊กมา”

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้รับผลลัพธ์ที่ปรารถนามาครอบครอง

การผสมบลูเชลล์ความเข้มข้นต่ำเข้ากับยาขยายขอบเขตพลังเวทสูตรเดิมเพื่อยกระดับร่างกายขึ้นไปอีกขั้น

[1.3.31 รายการเปลี่ยนแปลง]

●ค่าการตื่นรู้ +10

ปริมาณมานาสูงสุดของผมเพิ่มขึ้นแล้ว

นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้ผมสามารถใช้เวทมนตร์พื้นฐานได้โดยไม่ต้องคอยกระดกยาขยายขอบเขตพลังเวทตลอดเวลา

‘สำเร็จ!’

ถึงภาพรวมจะยังเป็นแค่นักล่าระดับ F และความรุนแรงของเวทมนตร์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากก็เถอะ...

‘แต่มีการพัฒนาก็ถือว่าดีถมไปแล้ว!’

ผมเลือกที่จะคิดในแง่บวก

ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ เดี๋ยวสักวันก็คงหาทางรักษาปอดได้เองแหละ ผมเพ้อฝันไปเรื่อยเปื่อย

-♩♪~ ♬~

ผมหลุดออกจากภวังค์หลังจากนั้นประมาณ 3 นาที

เมื่อโทรศัพท์ที่เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ส่งเสียงร้องดังขึ้น

“ให้ตายสิ คิมกิรยอไม่ได้เมมเบอร์ใครไว้ในเครื่องเลยสักคน แล้วใครมันโทรมาบ่อยขนาดนี้เนี่ย?”

พวกโฆษณาเงินกู้นอกระบบอีกหรือเปล่านะ

ผมหงุดหงิดตั้งแต่ยังไม่ทันได้รับสาย

แต่ทว่าตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอกลับเป็นชื่อ...

[คังชางโฮ☎]

ผมชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ ก่อนจะกดรับสาย

“ครับ คิมกิรยอพูดครับ”

เสียงของใครบางคนดังลอดออกมาจากลำโพง

---

มนุษย์โลกแต่ละคนมีสไตล์การคุยโทรศัพท์ที่แตกต่างกันออกไป

มีทั้งคนที่พูดสั้นๆ ได้ใจความแบบซอนอูยอน และแน่นอนว่าคนประเภทตรงกันข้ามก็มีอยู่เช่นกัน

-อา ฮันเตอร์คิมกิรยอ สัปดาห์ที่ผ่านมาสบายดีไหม?

ผู้ตื่นรู้ระดับ S คังชางโฮ

การสนทนากับเขาใช้เวลานานผิดคาด ดังนั้นผมจะสรุปประเด็นสำคัญให้ฟังง่ายๆ ก็แล้วกัน

‘หื้ม?’

คังชางโฮบอกว่าจะ ‘ขอโทษ’ ผม

‘ขอโทษเนี่ยนะ?’

ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เขาขอโทษที่ขัดขวางการพิชิตเรดเกตอย่างกะทันหัน

คังชางโฮบอกว่าที่ผ่านมาเขาไร้ซึ่งความเกรงใจเกินไป ต่อไปนี้เรามาปรับความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์ทางสัญญาที่ดีต่อกันเถอะ

“เหอ”

แถมเรื่องน่าตกใจยังไม่หมดแค่นั้น

คังชางโฮตัดสินใจจะชดเชยให้ผม แลกกับการที่เขาสั่งห้ามไม่ให้ผมรับงานฮันเตอร์ฝ่ายเดียว

“คุณจองคิวเกตไว้แล้วเหรอครับ?”

แต่นึกไม่ถึงเลยว่า ฝ่ายนั้นจะเป็นคนเอ่ยปากชวนไปลงเกตด้วยกันก่อนแบบนี้

‘ในสายตาของคังชางโฮ ผมคงดูเป็นคนบ้างานฮันเตอร์เข้าเส้นเลยสินะ...?’

ผมนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของเจ้าระดับ S นั่น

เขาจองเกตที่มีอัตราการดรอปไอเทมสูงเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะงั้นไปด้วยกันเถอะ

ถ้าไม่สะดวก เขาจะลุยเดี่ยวก็ได้ แต่ถ้าอยากได้ส่วนแบ่งไอเทม อย่างน้อยนายก็ต้องมาช่วยแบกของ...

ดูยังไงก็เป็นข้อเสนอที่ไม่มีอะไรจะเสีย

หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ผมจึงตอบรับคำขอโทษของเขา

‘ถึงจะดูทะแม่งๆ ก็เถอะ’

ยังไงซะ ผมก็คงหนีเจ้าระดับ S คนนี้ไปตลอดไม่ได้อยู่แล้ว

---

[คลังสมบัติแห่งมิติ]

[ระดับ : B]

[คำอธิบาย : มีโอกาสสูงที่จะพบอาร์ติแฟกต์จากหีบสมบัติที่ปรากฏตามทางเดิน แต่ต้องระวังกับดักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง]

ในที่สุดเราก็มาถึงเกตในจังหวัดคยองกี

พอลองค้นข้อมูลดูทีหลัง ก็พบว่า [คลังสมบัติแห่งมิติ] แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องของรางวัลดีเยี่ยม

ขนาดกิลด์ขนาดกลางยังต้องแย่งชิงลำดับการเข้าดันเจี้ยนกันอย่างดุเดือดเพื่อที่จะได้เข้ามาที่นี่สักครั้ง

“งั้นก็เข้าไปกันเถอะ”

“อ่า ครับ”

ผมเงี่ยหูฟังเสียงวิงเวียนของเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไป

และภาพทิวทัศน์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ...

‘โอ้โห’

เขาวงกตขนาดมหึมาราวกับหลุดออกมาจากตำนานปรัมปรา

‘ถึงเพดานจะเปิดโล่ง แต่กำแพงสูงลิบลิ่วขนาดนี้คงหมดสิทธิ์ปีนขึ้นไปแน่’

และแล้ว การร่วมมือพิชิตบลูเกตครั้งแรกของเราก็เริ่มขึ้น

แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นกลับเป็นการกระทำที่น่าเบื่อหน่าย จนแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นงานของฮันเตอร์ด้วยซ้ำ...

.

.

.

ผัวะ!

เสียงเหมือนแตงโมสุกงอมถูกทุบจนแตกดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง

แถมภาพที่เห็นตรงหน้าก็ไม่ได้ต่างไปจากเสียงที่ได้ยินสักเท่าไหร่

เมื่อกี้มอนสเตอร์ตัวหนึ่งเพิ่งโดนหมัดของระดับ S ต่อยจนเละ เลือดสีแดงสาดกระจาย ร่างกายแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

‘ยังไงซะ งานฮันเตอร์นี่ถ้าจิตไม่แข็งจริงคงทำไม่ได้หรอก’

ผมคิดในใจพลางเดินเข้าไปใกล้ซากมอนสเตอร์ที่ตายอนาถ

แล้วจัดการควักหินมานาออกมาจากซากศพเพื่อให้คังชางโฮเก็บได้ง่ายขึ้น

เหมือนที่ทำมาตลอด

‘โอ้ว!’

ยืนดูเขาล่า แล้วคอยเก็บหินมานาใส่กระเป๋า

มองดูแล้วอาจเป็นแค่งานใช้แรงงานที่น่าเบื่อ แต่ทำไมผมถึงรู้สึกสนุกกับมันจังนะ

‘รอบนี้หินมานาขนาดเท่าแขนเลยแฮะ!’

ผมยิ้มร่าพลางยัดหินมานาลงกระเป๋า

นี่สินะเหตุผลที่ [คลังสมบัติแห่งมิติ] ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้

อัตราการพบหินมานาเกือบ 100% แถมหีบสมบัติใบแรกที่เจอยังดรอปไอเทมที่แพงกว่าทรัพย์สินทั้งชีวิตของผมรวมกันซะอีก

ยังไงกำไรก็เทียบกับดันเจี้ยนทั่วไปไม่ได้เลยจริงๆ

‘นี่ถ้าเอาไปขายหมด คงได้เงินเป็นร้อยล้านวอนสบายๆ เลยมั้ง?’

เราเจอกับหีบสมบัติใบใหม่แทบจะทันทีที่จัดการซากมอนสเตอร์เสร็จ

เรียกว่าไม่มีเวลาให้พักหายใจเลยทีเดียว

“เดี๋ยวฉันจะแยกชิ้นส่วนกรงเล็บมันก่อน นายไปเปิดหีบตรงนั้นเถอะ”

ผมพยักหน้ารับคำสั่งของคังชางโฮ แล้วเดินตรงไปยังหัวมุมถนน

จะว่าไป ได้ยินมาว่าหีบสมบัติในดันเจี้ยนมีโอกาสเล็กน้อยที่จะเป็นมอนสเตอร์ที่เรียกว่า ‘มิมิค’...

หึ เรื่องแค่นั้นไม่เป็นปัญหากับนักประเมินผู้ยอดเยี่ยมอย่างผมหรอก

‘สิ่งมีชีวิตหรือไม่ แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้ว’

กึก กรัก

ผมมั่นใจว่าหีบสมบัติปลอดภัย จึงสอดนิ้วเข้าไปในร่องของมัน

ในวินาทีนั้นเอง

“หืม?”

แกรก

เริ่มจากเสียงเล็กๆ ที่แทบไม่ได้ยิน ดันเจี้ยนก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ครืนนนนน! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

ตามมาด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบแตก

ผมตกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ผลีผลามขยับตัว

เพราะเสียงนั่นดังมาจากพื้นรอบตัวผมที่กำลังพังถล่มลงมาทั้งหมด

‘อึก!’

เบื้องล่างของพื้นที่พังทลายคือความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง แต่จะด่วนสรุปว่าไม่มีอะไรเพียงเพราะมองไม่เห็นก็คงไม่ได้

-กรรรร, กรรรร

ในความมืดนั้น จู่ๆ ก็มีดวงตาสีแดงฉาน 8 ดวงวูบผ่านไป

‘ให้ตายสิ’

ใยแมงมุมที่ขึงพาดไปทั่วบริเวณหีบสมบัติ กับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ใต้ดิน

นี่มันกับดักชัดๆ แถมเหตุผลที่กับดักทำงานกะทันหันแบบนี้...

“ฮันเตอร์คังชางโฮ?”

ผมหันกลับไปมองทางที่คังชางโฮยืนอยู่

คังชางโฮยักไหล่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงกดอยู่ที่กำแพงของเขาวงกต

‘ไอ้นั่นคือสวิตช์เปิดกับดักสินะ?’

ผมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนบนแท่นยืนที่มีพื้นที่เหลือเพียงเมตรกว่าๆ

-กรรรรร!

เจ้ามอนสเตอร์ใต้ดินตอบสนองทันที

ดูเหมือนเจ้านั่นจะเป็นพวกจับสัมผัสแรงสั่นสะเทือนสินะ

“ทำบ้าอะไรของคุณครับ?”

ผมถามออกไปห้วนๆ คังชางโฮจึงเอ่ยปากขึ้น

“ไม่ค่อยตกใจเลยนี่”

“ก็พอเดาได้อยู่แล้ว”

“เดาได้งั้นรึ?”

“คนอย่างคังชางโฮจู่ๆ มาขอโทษ ใครจะไปเชื่อลงล่ะครับ ก็ต้องคิดไว้อยู่แล้วว่ามีแผนอะไรสักอย่างแน่”

เราสนทนากันโดยมีพื้นดินที่พังทลายกั้นกลาง

“งั้นนายจะบอกว่า ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอันตราย แต่ก็ยังตามมางั้นเหรอ?”

เออ

ถึงไม่มา ฉันก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นในเกตครั้งนี้แน่ ไอ้เวรเอ๊ย

แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วยอมเดินเข้ามาในเกต

ถ้าเจ้าระดับ S คิดไม่ซื่อ ยังไงการลอบโจมตีมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว...

‘อืม’

ผมยังไม่คุ้นเคยกับโลกใบนี้

หมายความว่า ผมไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวพวกนี้จะใช้วิธีการอะไรได้บ้าง

ผมเลยคิดว่ายอมโดนโจมตีในสถานที่และเวลาที่คาดเดาได้ยังดีซะกว่า จึงยอมตอบรับคำเชิญในครั้งนี้

แต่ทว่า

“แต่ถึงอย่างนั้น แบบนี้มันก็ต่างจากที่ผมจินตนาการไว้เยอะเลยนะ”

ผมก้มมองแท่นยืนที่พังทลายพลางเอียงคอสงสัย

“ไม่ใช่กับดักสังหารทันที แถมยังเป็นกับดักที่มีมอนสเตอร์แถมมาด้วยอีก”

ใช่ เรื่องนี้แหละที่ผมคาดไม่ถึงจริงๆ

ถ้าคังชางโฮจะลงมือ ผมนึกว่าเขาจะลงมือเอง หรือไม่ก็ใช้กับดักที่อันตรายสุดๆ ไปเลยเสียอีก

-กรรรรรก

เพราะงั้นผมเลยหลบไม่พ้น แล้วต้องมาติดแหง็กอยู่ตรงนี้ไง

“ถ้าผมโดนแมงมุมนั่นจับกิน... คุณเองก็จะเดือดร้อนไปด้วยไม่ใช่เหรอครับ?”

ผมถามด้วยน้ำเสียงสงสัย คำตอบก็ลอยกลับมาจากอีกฟาก

“ไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นดูน่ากลัวแต่จริงๆ แล้วเชื่องจะตาย แค่ทำให้คนเป็นอัมพาต ไม่ได้ทำอันตรายถึงชีวิตหรอก”

น้ำเสียงดูสบายใจเหลือเกินนะ

“เอาเถอะ เดิมทีฉันก็ไม่ได้กะจะทำถึงขนาดนี้หรอกนะ”

คังชางโฮเริ่มอธิบายสั้นๆ

“แต่ฮันเตอร์คิมกิรยอของเราดันชอบยั่วโมโหคนอื่นอยู่เรื่อย...”

“ผมเนี่ยนะ?”

“สัปดาห์ที่แล้วนายไปทำอะไรมา?”

เขาส่งสายตาคมกริบมาทางผม

“พอปล่อยไว้เฉยๆ ก็ก่อเรื่องไม่หยุดเลยนี่”

“ครับ?”

“โดนห้ามลงเรดเกตไปแป๊บเดียว ก็แอบไปแหย่รังมาเฟียโดยไม่บอกไม่กล่าว แถมที่นั่นยังเป็นแหล่งซ่องสุมพวกขี้ยาที่มีปืนอีกต่างหาก”

“อ้อ”

“เฮ้อ...”

สีหน้าของเขาแสดงอารมณ์หลากหลาย

ทั้งเหลือเชื่อ สงสัย และแค่นหัวเราะ

“เที่ยวไปทำเรื่องอันตรายแบบนั้น คงไม่รู้สินะว่าฉันจะจัดการยังไง”

แต่เสียงหัวเราะนั้นอยู่ได้ไม่นาน

เขาก็ปล่อยพลังเวทอันน่าสะพรึงกลัวออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์

ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าอันน่าขนลุกของปีศาจแมงมุมดังก้องในความว่างเปล่า

ผมถามด้วยเสียงแผ่วเบา

“สรุปคือ เพราะเรื่องพรรค์นั้น คุณเลยกะจะฆ่าผมทิ้งที่นี่เหรอครับ?”

คังชางโฮตอบกลับมา

“ก็ใช่ว่าทำไม่ได้ พิษอัมพาตของมอนสเตอร์ตัวนั้นนอกจากจะช่วยเช็กระดับของนายได้แล้ว ยังช่วยตัดกำลังเผื่อมีลูกเล่นอะไรซ่อนไว้อีกด้วย”

ดูท่าคังชางโฮคงจะขัดใจน่าดูที่ผมเข้าไปยุ่งกับการสืบสวนเรื่องวิหารรากษส

เลยออกมาในรูปแบบนี้สินะ

ในมุมมองของเขา การฆ่าเหยื่อทิ้งซะตรงนี้น่าจะปลอดภัยกว่าการเสี่ยงสูญเสียสกิลไปเปล่าๆ

‘ที่ไปค้นโกดังนั่นก็แค่นึกขึ้นได้กะทันหัน เลยลืมโทรบอกก็แค่นั้นเอง’

ผมแตะดั้งจมูกพลางใช้ความคิด

‘อุตส่าห์ไปรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในหุบเขาบ้านนอกนั่นมาได้อีกนะ...’

ในเมื่อถูกฮันเตอร์ระดับ S ผู้แข็งแกร่งหมายหัวแล้ว สถานการณ์แบบนี้ก็คงเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

แต่ไม่เป็นไร

ตอนนี้ผมเองก็มีวิธีรับมือแล้วเหมือนกัน

“อืม”

ผมหลับตาลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกหนึ่งเม็ดในท่าเดิม

ตุบ

สิ่งที่ปรากฏออกมาคือ สร้อยคอทองคำเส้นบางที่เปล่งประกายสดใส

[สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ (แรร์)]

ในขณะที่คังชางโฮกำลังมองด้วยความสงสัย

ผมก็กำสร้อยคอแน่นและเปิดใช้งานความสามารถของมันโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

“หือ? จู่ๆ เอาสร้อยคอออกมาทำไม...”

เวทมนตร์ที่ผมเตรียมไว้คือระเบิดเพลิงขนาดเล็ก

“...!?”

และพิกัดเป้าหมายก็คือ... ภายในกะโหลกศีรษะของผมเอง

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

86

20px

สำลักเหรอ?

“เอาเป็นว่าแค่นี้นะครับ อ้อ คุณซอนอูยอนก็อย่าลืมทานข้าวด้วยนะครับ”

ผมวางสายไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะผมเกลียดการกินข้าวเย็นชืดที่สุด

---

ผ่านมาแล้วกี่วันกันนะ

“เฮ้อ”

อากาศเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอย่างเต็มตัว

ท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างสดใสปลอดโปร่ง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังออกไปไหนไม่ได้สักที

เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับเรื่องสำคัญน่ะสิ

“แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง?”

จ๋อมแจ๋ม

ผมเขย่าขวดในมือเพื่อสังเกตของเหลวสีน้ำเงินภายใน นี่แหละคือผลลัพธ์จากความพยายามตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ยาขยายขอบเขตพลังเวท ver.2

ใช้เวทมนตร์ก็เก่ง สร้างอุปกรณ์เวทก็คล่อง แถมตอนนี้ยังปรุงยาได้อีก

สรุปแล้วมีอะไรที่ผมทำไม่ได้บ้างเนี่ย?

‘หึหึ’

เป็นไปตามคาด ผมสามารถใช้บลูเชลล์ได้โดยไม่มีปัญหา

เพราะผมเอาชนะผลข้างเคียงของผลไม้นี้ได้อย่างสบายๆ

‘ก็แค่มีสารพิษต่อไตตระกูลหนึ่งปนเปื้อนอยู่หน่อย ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรนี่?’

ไตเหรอ? ของพรรค์นั้นถ้าพังก็แค่ซ่อมใหม่ก็สิ้นเรื่อง

เสพติดเหรอ? จอมมหาเวทย์ผู้ควบคุมเส้นประสาทได้ทุกเส้นไม่มีทางเสียการควบคุมให้ของแบบนั้นหรอก

ปัญหาทุกอย่างถูกแก้ไขเรียบร้อย

ถ้าอย่างนั้น จะมีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่ใช้ยาปลุกพลังสุดยอดเยี่ยมขวดนี้ล่ะ

“คิดถูกจริงๆ ที่แอบจิ๊กมา”

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้รับผลลัพธ์ที่ปรารถนามาครอบครอง

การผสมบลูเชลล์ความเข้มข้นต่ำเข้ากับยาขยายขอบเขตพลังเวทสูตรเดิมเพื่อยกระดับร่างกายขึ้นไปอีกขั้น

[1.3.31 รายการเปลี่ยนแปลง]

●ค่าการตื่นรู้ +10

ปริมาณมานาสูงสุดของผมเพิ่มขึ้นแล้ว

นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้ผมสามารถใช้เวทมนตร์พื้นฐานได้โดยไม่ต้องคอยกระดกยาขยายขอบเขตพลังเวทตลอดเวลา

‘สำเร็จ!’

ถึงภาพรวมจะยังเป็นแค่นักล่าระดับ F และความรุนแรงของเวทมนตร์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากก็เถอะ...

‘แต่มีการพัฒนาก็ถือว่าดีถมไปแล้ว!’

ผมเลือกที่จะคิดในแง่บวก

ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ เดี๋ยวสักวันก็คงหาทางรักษาปอดได้เองแหละ ผมเพ้อฝันไปเรื่อยเปื่อย

-♩♪~ ♬~

ผมหลุดออกจากภวังค์หลังจากนั้นประมาณ 3 นาที

เมื่อโทรศัพท์ที่เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ส่งเสียงร้องดังขึ้น

“ให้ตายสิ คิมกิรยอไม่ได้เมมเบอร์ใครไว้ในเครื่องเลยสักคน แล้วใครมันโทรมาบ่อยขนาดนี้เนี่ย?”

พวกโฆษณาเงินกู้นอกระบบอีกหรือเปล่านะ

ผมหงุดหงิดตั้งแต่ยังไม่ทันได้รับสาย

แต่ทว่าตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอกลับเป็นชื่อ...

[คังชางโฮ☎]

ผมชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ ก่อนจะกดรับสาย

“ครับ คิมกิรยอพูดครับ”

เสียงของใครบางคนดังลอดออกมาจากลำโพง

---

มนุษย์โลกแต่ละคนมีสไตล์การคุยโทรศัพท์ที่แตกต่างกันออกไป

มีทั้งคนที่พูดสั้นๆ ได้ใจความแบบซอนอูยอน และแน่นอนว่าคนประเภทตรงกันข้ามก็มีอยู่เช่นกัน

-อา ฮันเตอร์คิมกิรยอ สัปดาห์ที่ผ่านมาสบายดีไหม?

ผู้ตื่นรู้ระดับ S คังชางโฮ

การสนทนากับเขาใช้เวลานานผิดคาด ดังนั้นผมจะสรุปประเด็นสำคัญให้ฟังง่ายๆ ก็แล้วกัน

‘หื้ม?’

คังชางโฮบอกว่าจะ ‘ขอโทษ’ ผม

‘ขอโทษเนี่ยนะ?’

ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เขาขอโทษที่ขัดขวางการพิชิตเรดเกตอย่างกะทันหัน

คังชางโฮบอกว่าที่ผ่านมาเขาไร้ซึ่งความเกรงใจเกินไป ต่อไปนี้เรามาปรับความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์ทางสัญญาที่ดีต่อกันเถอะ

“เหอ”

แถมเรื่องน่าตกใจยังไม่หมดแค่นั้น

คังชางโฮตัดสินใจจะชดเชยให้ผม แลกกับการที่เขาสั่งห้ามไม่ให้ผมรับงานฮันเตอร์ฝ่ายเดียว

“คุณจองคิวเกตไว้แล้วเหรอครับ?”

แต่นึกไม่ถึงเลยว่า ฝ่ายนั้นจะเป็นคนเอ่ยปากชวนไปลงเกตด้วยกันก่อนแบบนี้

‘ในสายตาของคังชางโฮ ผมคงดูเป็นคนบ้างานฮันเตอร์เข้าเส้นเลยสินะ...?’

ผมนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของเจ้าระดับ S นั่น

เขาจองเกตที่มีอัตราการดรอปไอเทมสูงเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะงั้นไปด้วยกันเถอะ

ถ้าไม่สะดวก เขาจะลุยเดี่ยวก็ได้ แต่ถ้าอยากได้ส่วนแบ่งไอเทม อย่างน้อยนายก็ต้องมาช่วยแบกของ...

ดูยังไงก็เป็นข้อเสนอที่ไม่มีอะไรจะเสีย

หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ผมจึงตอบรับคำขอโทษของเขา

‘ถึงจะดูทะแม่งๆ ก็เถอะ’

ยังไงซะ ผมก็คงหนีเจ้าระดับ S คนนี้ไปตลอดไม่ได้อยู่แล้ว

---

[คลังสมบัติแห่งมิติ]

[ระดับ : B]

[คำอธิบาย : มีโอกาสสูงที่จะพบอาร์ติแฟกต์จากหีบสมบัติที่ปรากฏตามทางเดิน แต่ต้องระวังกับดักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง]

ในที่สุดเราก็มาถึงเกตในจังหวัดคยองกี

พอลองค้นข้อมูลดูทีหลัง ก็พบว่า [คลังสมบัติแห่งมิติ] แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องของรางวัลดีเยี่ยม

ขนาดกิลด์ขนาดกลางยังต้องแย่งชิงลำดับการเข้าดันเจี้ยนกันอย่างดุเดือดเพื่อที่จะได้เข้ามาที่นี่สักครั้ง

“งั้นก็เข้าไปกันเถอะ”

“อ่า ครับ”

ผมเงี่ยหูฟังเสียงวิงเวียนของเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไป

และภาพทิวทัศน์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ...

‘โอ้โห’

เขาวงกตขนาดมหึมาราวกับหลุดออกมาจากตำนานปรัมปรา

‘ถึงเพดานจะเปิดโล่ง แต่กำแพงสูงลิบลิ่วขนาดนี้คงหมดสิทธิ์ปีนขึ้นไปแน่’

และแล้ว การร่วมมือพิชิตบลูเกตครั้งแรกของเราก็เริ่มขึ้น

แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นกลับเป็นการกระทำที่น่าเบื่อหน่าย จนแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นงานของฮันเตอร์ด้วยซ้ำ...

.

.

.

ผัวะ!

เสียงเหมือนแตงโมสุกงอมถูกทุบจนแตกดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง

แถมภาพที่เห็นตรงหน้าก็ไม่ได้ต่างไปจากเสียงที่ได้ยินสักเท่าไหร่

เมื่อกี้มอนสเตอร์ตัวหนึ่งเพิ่งโดนหมัดของระดับ S ต่อยจนเละ เลือดสีแดงสาดกระจาย ร่างกายแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

‘ยังไงซะ งานฮันเตอร์นี่ถ้าจิตไม่แข็งจริงคงทำไม่ได้หรอก’

ผมคิดในใจพลางเดินเข้าไปใกล้ซากมอนสเตอร์ที่ตายอนาถ

แล้วจัดการควักหินมานาออกมาจากซากศพเพื่อให้คังชางโฮเก็บได้ง่ายขึ้น

เหมือนที่ทำมาตลอด

‘โอ้ว!’

ยืนดูเขาล่า แล้วคอยเก็บหินมานาใส่กระเป๋า

มองดูแล้วอาจเป็นแค่งานใช้แรงงานที่น่าเบื่อ แต่ทำไมผมถึงรู้สึกสนุกกับมันจังนะ

‘รอบนี้หินมานาขนาดเท่าแขนเลยแฮะ!’

ผมยิ้มร่าพลางยัดหินมานาลงกระเป๋า

นี่สินะเหตุผลที่ [คลังสมบัติแห่งมิติ] ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้

อัตราการพบหินมานาเกือบ 100% แถมหีบสมบัติใบแรกที่เจอยังดรอปไอเทมที่แพงกว่าทรัพย์สินทั้งชีวิตของผมรวมกันซะอีก

ยังไงกำไรก็เทียบกับดันเจี้ยนทั่วไปไม่ได้เลยจริงๆ

‘นี่ถ้าเอาไปขายหมด คงได้เงินเป็นร้อยล้านวอนสบายๆ เลยมั้ง?’

เราเจอกับหีบสมบัติใบใหม่แทบจะทันทีที่จัดการซากมอนสเตอร์เสร็จ

เรียกว่าไม่มีเวลาให้พักหายใจเลยทีเดียว

“เดี๋ยวฉันจะแยกชิ้นส่วนกรงเล็บมันก่อน นายไปเปิดหีบตรงนั้นเถอะ”

ผมพยักหน้ารับคำสั่งของคังชางโฮ แล้วเดินตรงไปยังหัวมุมถนน

จะว่าไป ได้ยินมาว่าหีบสมบัติในดันเจี้ยนมีโอกาสเล็กน้อยที่จะเป็นมอนสเตอร์ที่เรียกว่า ‘มิมิค’...

หึ เรื่องแค่นั้นไม่เป็นปัญหากับนักประเมินผู้ยอดเยี่ยมอย่างผมหรอก

‘สิ่งมีชีวิตหรือไม่ แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้ว’

กึก กรัก

ผมมั่นใจว่าหีบสมบัติปลอดภัย จึงสอดนิ้วเข้าไปในร่องของมัน

ในวินาทีนั้นเอง

“หืม?”

แกรก

เริ่มจากเสียงเล็กๆ ที่แทบไม่ได้ยิน ดันเจี้ยนก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ครืนนนนน! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

ตามมาด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบแตก

ผมตกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ผลีผลามขยับตัว

เพราะเสียงนั่นดังมาจากพื้นรอบตัวผมที่กำลังพังถล่มลงมาทั้งหมด

‘อึก!’

เบื้องล่างของพื้นที่พังทลายคือความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง แต่จะด่วนสรุปว่าไม่มีอะไรเพียงเพราะมองไม่เห็นก็คงไม่ได้

-กรรรร, กรรรร

ในความมืดนั้น จู่ๆ ก็มีดวงตาสีแดงฉาน 8 ดวงวูบผ่านไป

‘ให้ตายสิ’

ใยแมงมุมที่ขึงพาดไปทั่วบริเวณหีบสมบัติ กับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ใต้ดิน

นี่มันกับดักชัดๆ แถมเหตุผลที่กับดักทำงานกะทันหันแบบนี้...

“ฮันเตอร์คังชางโฮ?”

ผมหันกลับไปมองทางที่คังชางโฮยืนอยู่

คังชางโฮยักไหล่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงกดอยู่ที่กำแพงของเขาวงกต

‘ไอ้นั่นคือสวิตช์เปิดกับดักสินะ?’

ผมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนบนแท่นยืนที่มีพื้นที่เหลือเพียงเมตรกว่าๆ

-กรรรรร!

เจ้ามอนสเตอร์ใต้ดินตอบสนองทันที

ดูเหมือนเจ้านั่นจะเป็นพวกจับสัมผัสแรงสั่นสะเทือนสินะ

“ทำบ้าอะไรของคุณครับ?”

ผมถามออกไปห้วนๆ คังชางโฮจึงเอ่ยปากขึ้น

“ไม่ค่อยตกใจเลยนี่”

“ก็พอเดาได้อยู่แล้ว”

“เดาได้งั้นรึ?”

“คนอย่างคังชางโฮจู่ๆ มาขอโทษ ใครจะไปเชื่อลงล่ะครับ ก็ต้องคิดไว้อยู่แล้วว่ามีแผนอะไรสักอย่างแน่”

เราสนทนากันโดยมีพื้นดินที่พังทลายกั้นกลาง

“งั้นนายจะบอกว่า ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอันตราย แต่ก็ยังตามมางั้นเหรอ?”

เออ

ถึงไม่มา ฉันก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นในเกตครั้งนี้แน่ ไอ้เวรเอ๊ย

แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วยอมเดินเข้ามาในเกต

ถ้าเจ้าระดับ S คิดไม่ซื่อ ยังไงการลอบโจมตีมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว...

‘อืม’

ผมยังไม่คุ้นเคยกับโลกใบนี้

หมายความว่า ผมไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวพวกนี้จะใช้วิธีการอะไรได้บ้าง

ผมเลยคิดว่ายอมโดนโจมตีในสถานที่และเวลาที่คาดเดาได้ยังดีซะกว่า จึงยอมตอบรับคำเชิญในครั้งนี้

แต่ทว่า

“แต่ถึงอย่างนั้น แบบนี้มันก็ต่างจากที่ผมจินตนาการไว้เยอะเลยนะ”

ผมก้มมองแท่นยืนที่พังทลายพลางเอียงคอสงสัย

“ไม่ใช่กับดักสังหารทันที แถมยังเป็นกับดักที่มีมอนสเตอร์แถมมาด้วยอีก”

ใช่ เรื่องนี้แหละที่ผมคาดไม่ถึงจริงๆ

ถ้าคังชางโฮจะลงมือ ผมนึกว่าเขาจะลงมือเอง หรือไม่ก็ใช้กับดักที่อันตรายสุดๆ ไปเลยเสียอีก

-กรรรรรก

เพราะงั้นผมเลยหลบไม่พ้น แล้วต้องมาติดแหง็กอยู่ตรงนี้ไง

“ถ้าผมโดนแมงมุมนั่นจับกิน... คุณเองก็จะเดือดร้อนไปด้วยไม่ใช่เหรอครับ?”

ผมถามด้วยน้ำเสียงสงสัย คำตอบก็ลอยกลับมาจากอีกฟาก

“ไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นดูน่ากลัวแต่จริงๆ แล้วเชื่องจะตาย แค่ทำให้คนเป็นอัมพาต ไม่ได้ทำอันตรายถึงชีวิตหรอก”

น้ำเสียงดูสบายใจเหลือเกินนะ

“เอาเถอะ เดิมทีฉันก็ไม่ได้กะจะทำถึงขนาดนี้หรอกนะ”

คังชางโฮเริ่มอธิบายสั้นๆ

“แต่ฮันเตอร์คิมกิรยอของเราดันชอบยั่วโมโหคนอื่นอยู่เรื่อย...”

“ผมเนี่ยนะ?”

“สัปดาห์ที่แล้วนายไปทำอะไรมา?”

เขาส่งสายตาคมกริบมาทางผม

“พอปล่อยไว้เฉยๆ ก็ก่อเรื่องไม่หยุดเลยนี่”

“ครับ?”

“โดนห้ามลงเรดเกตไปแป๊บเดียว ก็แอบไปแหย่รังมาเฟียโดยไม่บอกไม่กล่าว แถมที่นั่นยังเป็นแหล่งซ่องสุมพวกขี้ยาที่มีปืนอีกต่างหาก”

“อ้อ”

“เฮ้อ...”

สีหน้าของเขาแสดงอารมณ์หลากหลาย

ทั้งเหลือเชื่อ สงสัย และแค่นหัวเราะ

“เที่ยวไปทำเรื่องอันตรายแบบนั้น คงไม่รู้สินะว่าฉันจะจัดการยังไง”

แต่เสียงหัวเราะนั้นอยู่ได้ไม่นาน

เขาก็ปล่อยพลังเวทอันน่าสะพรึงกลัวออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์

ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าอันน่าขนลุกของปีศาจแมงมุมดังก้องในความว่างเปล่า

ผมถามด้วยเสียงแผ่วเบา

“สรุปคือ เพราะเรื่องพรรค์นั้น คุณเลยกะจะฆ่าผมทิ้งที่นี่เหรอครับ?”

คังชางโฮตอบกลับมา

“ก็ใช่ว่าทำไม่ได้ พิษอัมพาตของมอนสเตอร์ตัวนั้นนอกจากจะช่วยเช็กระดับของนายได้แล้ว ยังช่วยตัดกำลังเผื่อมีลูกเล่นอะไรซ่อนไว้อีกด้วย”

ดูท่าคังชางโฮคงจะขัดใจน่าดูที่ผมเข้าไปยุ่งกับการสืบสวนเรื่องวิหารรากษส

เลยออกมาในรูปแบบนี้สินะ

ในมุมมองของเขา การฆ่าเหยื่อทิ้งซะตรงนี้น่าจะปลอดภัยกว่าการเสี่ยงสูญเสียสกิลไปเปล่าๆ

‘ที่ไปค้นโกดังนั่นก็แค่นึกขึ้นได้กะทันหัน เลยลืมโทรบอกก็แค่นั้นเอง’

ผมแตะดั้งจมูกพลางใช้ความคิด

‘อุตส่าห์ไปรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในหุบเขาบ้านนอกนั่นมาได้อีกนะ...’

ในเมื่อถูกฮันเตอร์ระดับ S ผู้แข็งแกร่งหมายหัวแล้ว สถานการณ์แบบนี้ก็คงเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

แต่ไม่เป็นไร

ตอนนี้ผมเองก็มีวิธีรับมือแล้วเหมือนกัน

“อืม”

ผมหลับตาลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกหนึ่งเม็ดในท่าเดิม

ตุบ

สิ่งที่ปรากฏออกมาคือ สร้อยคอทองคำเส้นบางที่เปล่งประกายสดใส

[สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ (แรร์)]

ในขณะที่คังชางโฮกำลังมองด้วยความสงสัย

ผมก็กำสร้อยคอแน่นและเปิดใช้งานความสามารถของมันโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

“หือ? จู่ๆ เอาสร้อยคอออกมาทำไม...”

เวทมนตร์ที่ผมเตรียมไว้คือระเบิดเพลิงขนาดเล็ก

“...!?”

และพิกัดเป้าหมายก็คือ... ภายในกะโหลกศีรษะของผมเอง