สำลักเหรอ?
“เอาเป็นว่าแค่นี้นะครับ อ้อ คุณซอนอูยอนก็อย่าลืมทานข้าวด้วยนะครับ”
ผมวางสายไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะผมเกลียดการกินข้าวเย็นชืดที่สุด
---
ผ่านมาแล้วกี่วันกันนะ
“เฮ้อ”
อากาศเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอย่างเต็มตัว
ท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างสดใสปลอดโปร่ง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังออกไปไหนไม่ได้สักที
เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับเรื่องสำคัญน่ะสิ
“แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง?”
จ๋อมแจ๋ม
ผมเขย่าขวดในมือเพื่อสังเกตของเหลวสีน้ำเงินภายใน นี่แหละคือผลลัพธ์จากความพยายามตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ยาขยายขอบเขตพลังเวท ver.2
ใช้เวทมนตร์ก็เก่ง สร้างอุปกรณ์เวทก็คล่อง แถมตอนนี้ยังปรุงยาได้อีก
สรุปแล้วมีอะไรที่ผมทำไม่ได้บ้างเนี่ย?
‘หึหึ’
เป็นไปตามคาด ผมสามารถใช้บลูเชลล์ได้โดยไม่มีปัญหา
เพราะผมเอาชนะผลข้างเคียงของผลไม้นี้ได้อย่างสบายๆ
‘ก็แค่มีสารพิษต่อไตตระกูลหนึ่งปนเปื้อนอยู่หน่อย ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรนี่?’
ไตเหรอ? ของพรรค์นั้นถ้าพังก็แค่ซ่อมใหม่ก็สิ้นเรื่อง
เสพติดเหรอ? จอมมหาเวทย์ผู้ควบคุมเส้นประสาทได้ทุกเส้นไม่มีทางเสียการควบคุมให้ของแบบนั้นหรอก
ปัญหาทุกอย่างถูกแก้ไขเรียบร้อย
ถ้าอย่างนั้น จะมีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่ใช้ยาปลุกพลังสุดยอดเยี่ยมขวดนี้ล่ะ
“คิดถูกจริงๆ ที่แอบจิ๊กมา”
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้รับผลลัพธ์ที่ปรารถนามาครอบครอง
การผสมบลูเชลล์ความเข้มข้นต่ำเข้ากับยาขยายขอบเขตพลังเวทสูตรเดิมเพื่อยกระดับร่างกายขึ้นไปอีกขั้น
[1.3.31 รายการเปลี่ยนแปลง]
●ค่าการตื่นรู้ +10
ปริมาณมานาสูงสุดของผมเพิ่มขึ้นแล้ว
นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้ผมสามารถใช้เวทมนตร์พื้นฐานได้โดยไม่ต้องคอยกระดกยาขยายขอบเขตพลังเวทตลอดเวลา
‘สำเร็จ!’
ถึงภาพรวมจะยังเป็นแค่นักล่าระดับ F และความรุนแรงของเวทมนตร์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากก็เถอะ...
‘แต่มีการพัฒนาก็ถือว่าดีถมไปแล้ว!’
ผมเลือกที่จะคิดในแง่บวก
ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ เดี๋ยวสักวันก็คงหาทางรักษาปอดได้เองแหละ ผมเพ้อฝันไปเรื่อยเปื่อย
-♩♪~ ♬~
ผมหลุดออกจากภวังค์หลังจากนั้นประมาณ 3 นาที
เมื่อโทรศัพท์ที่เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ส่งเสียงร้องดังขึ้น
“ให้ตายสิ คิมกิรยอไม่ได้เมมเบอร์ใครไว้ในเครื่องเลยสักคน แล้วใครมันโทรมาบ่อยขนาดนี้เนี่ย?”
พวกโฆษณาเงินกู้นอกระบบอีกหรือเปล่านะ
ผมหงุดหงิดตั้งแต่ยังไม่ทันได้รับสาย
แต่ทว่าตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอกลับเป็นชื่อ...
[คังชางโฮ☎]
ผมชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ ก่อนจะกดรับสาย
“ครับ คิมกิรยอพูดครับ”
เสียงของใครบางคนดังลอดออกมาจากลำโพง
---
มนุษย์โลกแต่ละคนมีสไตล์การคุยโทรศัพท์ที่แตกต่างกันออกไป
มีทั้งคนที่พูดสั้นๆ ได้ใจความแบบซอนอูยอน และแน่นอนว่าคนประเภทตรงกันข้ามก็มีอยู่เช่นกัน
-อา ฮันเตอร์คิมกิรยอ สัปดาห์ที่ผ่านมาสบายดีไหม?
ผู้ตื่นรู้ระดับ S คังชางโฮ
การสนทนากับเขาใช้เวลานานผิดคาด ดังนั้นผมจะสรุปประเด็นสำคัญให้ฟังง่ายๆ ก็แล้วกัน
‘หื้ม?’
คังชางโฮบอกว่าจะ ‘ขอโทษ’ ผม
‘ขอโทษเนี่ยนะ?’
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เขาขอโทษที่ขัดขวางการพิชิตเรดเกตอย่างกะทันหัน
คังชางโฮบอกว่าที่ผ่านมาเขาไร้ซึ่งความเกรงใจเกินไป ต่อไปนี้เรามาปรับความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์ทางสัญญาที่ดีต่อกันเถอะ
“เหอ”
แถมเรื่องน่าตกใจยังไม่หมดแค่นั้น
คังชางโฮตัดสินใจจะชดเชยให้ผม แลกกับการที่เขาสั่งห้ามไม่ให้ผมรับงานฮันเตอร์ฝ่ายเดียว
“คุณจองคิวเกตไว้แล้วเหรอครับ?”
แต่นึกไม่ถึงเลยว่า ฝ่ายนั้นจะเป็นคนเอ่ยปากชวนไปลงเกตด้วยกันก่อนแบบนี้
‘ในสายตาของคังชางโฮ ผมคงดูเป็นคนบ้างานฮันเตอร์เข้าเส้นเลยสินะ...?’
ผมนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของเจ้าระดับ S นั่น
เขาจองเกตที่มีอัตราการดรอปไอเทมสูงเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะงั้นไปด้วยกันเถอะ
ถ้าไม่สะดวก เขาจะลุยเดี่ยวก็ได้ แต่ถ้าอยากได้ส่วนแบ่งไอเทม อย่างน้อยนายก็ต้องมาช่วยแบกของ...
ดูยังไงก็เป็นข้อเสนอที่ไม่มีอะไรจะเสีย
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ผมจึงตอบรับคำขอโทษของเขา
‘ถึงจะดูทะแม่งๆ ก็เถอะ’
ยังไงซะ ผมก็คงหนีเจ้าระดับ S คนนี้ไปตลอดไม่ได้อยู่แล้ว
---
[คลังสมบัติแห่งมิติ]
[ระดับ : B]
[คำอธิบาย : มีโอกาสสูงที่จะพบอาร์ติแฟกต์จากหีบสมบัติที่ปรากฏตามทางเดิน แต่ต้องระวังกับดักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง]
ในที่สุดเราก็มาถึงเกตในจังหวัดคยองกี
พอลองค้นข้อมูลดูทีหลัง ก็พบว่า [คลังสมบัติแห่งมิติ] แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องของรางวัลดีเยี่ยม
ขนาดกิลด์ขนาดกลางยังต้องแย่งชิงลำดับการเข้าดันเจี้ยนกันอย่างดุเดือดเพื่อที่จะได้เข้ามาที่นี่สักครั้ง
“งั้นก็เข้าไปกันเถอะ”
“อ่า ครับ”
ผมเงี่ยหูฟังเสียงวิงเวียนของเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไป
และภาพทิวทัศน์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ...
‘โอ้โห’
เขาวงกตขนาดมหึมาราวกับหลุดออกมาจากตำนานปรัมปรา
‘ถึงเพดานจะเปิดโล่ง แต่กำแพงสูงลิบลิ่วขนาดนี้คงหมดสิทธิ์ปีนขึ้นไปแน่’
และแล้ว การร่วมมือพิชิตบลูเกตครั้งแรกของเราก็เริ่มขึ้น
แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นกลับเป็นการกระทำที่น่าเบื่อหน่าย จนแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นงานของฮันเตอร์ด้วยซ้ำ...
.
.
.
ผัวะ!
เสียงเหมือนแตงโมสุกงอมถูกทุบจนแตกดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง
แถมภาพที่เห็นตรงหน้าก็ไม่ได้ต่างไปจากเสียงที่ได้ยินสักเท่าไหร่
เมื่อกี้มอนสเตอร์ตัวหนึ่งเพิ่งโดนหมัดของระดับ S ต่อยจนเละ เลือดสีแดงสาดกระจาย ร่างกายแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี
‘ยังไงซะ งานฮันเตอร์นี่ถ้าจิตไม่แข็งจริงคงทำไม่ได้หรอก’
ผมคิดในใจพลางเดินเข้าไปใกล้ซากมอนสเตอร์ที่ตายอนาถ
แล้วจัดการควักหินมานาออกมาจากซากศพเพื่อให้คังชางโฮเก็บได้ง่ายขึ้น
เหมือนที่ทำมาตลอด
‘โอ้ว!’
ยืนดูเขาล่า แล้วคอยเก็บหินมานาใส่กระเป๋า
มองดูแล้วอาจเป็นแค่งานใช้แรงงานที่น่าเบื่อ แต่ทำไมผมถึงรู้สึกสนุกกับมันจังนะ
‘รอบนี้หินมานาขนาดเท่าแขนเลยแฮะ!’
ผมยิ้มร่าพลางยัดหินมานาลงกระเป๋า
นี่สินะเหตุผลที่ [คลังสมบัติแห่งมิติ] ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้
อัตราการพบหินมานาเกือบ 100% แถมหีบสมบัติใบแรกที่เจอยังดรอปไอเทมที่แพงกว่าทรัพย์สินทั้งชีวิตของผมรวมกันซะอีก
ยังไงกำไรก็เทียบกับดันเจี้ยนทั่วไปไม่ได้เลยจริงๆ
‘นี่ถ้าเอาไปขายหมด คงได้เงินเป็นร้อยล้านวอนสบายๆ เลยมั้ง?’
เราเจอกับหีบสมบัติใบใหม่แทบจะทันทีที่จัดการซากมอนสเตอร์เสร็จ
เรียกว่าไม่มีเวลาให้พักหายใจเลยทีเดียว
“เดี๋ยวฉันจะแยกชิ้นส่วนกรงเล็บมันก่อน นายไปเปิดหีบตรงนั้นเถอะ”
ผมพยักหน้ารับคำสั่งของคังชางโฮ แล้วเดินตรงไปยังหัวมุมถนน
จะว่าไป ได้ยินมาว่าหีบสมบัติในดันเจี้ยนมีโอกาสเล็กน้อยที่จะเป็นมอนสเตอร์ที่เรียกว่า ‘มิมิค’...
หึ เรื่องแค่นั้นไม่เป็นปัญหากับนักประเมินผู้ยอดเยี่ยมอย่างผมหรอก
‘สิ่งมีชีวิตหรือไม่ แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้ว’
กึก กรัก
ผมมั่นใจว่าหีบสมบัติปลอดภัย จึงสอดนิ้วเข้าไปในร่องของมัน
ในวินาทีนั้นเอง
“หืม?”
แกรก
เริ่มจากเสียงเล็กๆ ที่แทบไม่ได้ยิน ดันเจี้ยนก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ครืนนนนน! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
ตามมาด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบแตก
ผมตกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ผลีผลามขยับตัว
เพราะเสียงนั่นดังมาจากพื้นรอบตัวผมที่กำลังพังถล่มลงมาทั้งหมด
‘อึก!’
เบื้องล่างของพื้นที่พังทลายคือความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง แต่จะด่วนสรุปว่าไม่มีอะไรเพียงเพราะมองไม่เห็นก็คงไม่ได้
-กรรรร, กรรรร
ในความมืดนั้น จู่ๆ ก็มีดวงตาสีแดงฉาน 8 ดวงวูบผ่านไป
‘ให้ตายสิ’
ใยแมงมุมที่ขึงพาดไปทั่วบริเวณหีบสมบัติ กับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ใต้ดิน
นี่มันกับดักชัดๆ แถมเหตุผลที่กับดักทำงานกะทันหันแบบนี้...
“ฮันเตอร์คังชางโฮ?”
ผมหันกลับไปมองทางที่คังชางโฮยืนอยู่
คังชางโฮยักไหล่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงกดอยู่ที่กำแพงของเขาวงกต
‘ไอ้นั่นคือสวิตช์เปิดกับดักสินะ?’
ผมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนบนแท่นยืนที่มีพื้นที่เหลือเพียงเมตรกว่าๆ
-กรรรรร!
เจ้ามอนสเตอร์ใต้ดินตอบสนองทันที
ดูเหมือนเจ้านั่นจะเป็นพวกจับสัมผัสแรงสั่นสะเทือนสินะ
“ทำบ้าอะไรของคุณครับ?”
ผมถามออกไปห้วนๆ คังชางโฮจึงเอ่ยปากขึ้น
“ไม่ค่อยตกใจเลยนี่”
“ก็พอเดาได้อยู่แล้ว”
“เดาได้งั้นรึ?”
“คนอย่างคังชางโฮจู่ๆ มาขอโทษ ใครจะไปเชื่อลงล่ะครับ ก็ต้องคิดไว้อยู่แล้วว่ามีแผนอะไรสักอย่างแน่”
เราสนทนากันโดยมีพื้นดินที่พังทลายกั้นกลาง
“งั้นนายจะบอกว่า ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอันตราย แต่ก็ยังตามมางั้นเหรอ?”
เออ
ถึงไม่มา ฉันก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นในเกตครั้งนี้แน่ ไอ้เวรเอ๊ย
แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วยอมเดินเข้ามาในเกต
ถ้าเจ้าระดับ S คิดไม่ซื่อ ยังไงการลอบโจมตีมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว...
‘อืม’
ผมยังไม่คุ้นเคยกับโลกใบนี้
หมายความว่า ผมไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวพวกนี้จะใช้วิธีการอะไรได้บ้าง
ผมเลยคิดว่ายอมโดนโจมตีในสถานที่และเวลาที่คาดเดาได้ยังดีซะกว่า จึงยอมตอบรับคำเชิญในครั้งนี้
แต่ทว่า
“แต่ถึงอย่างนั้น แบบนี้มันก็ต่างจากที่ผมจินตนาการไว้เยอะเลยนะ”
ผมก้มมองแท่นยืนที่พังทลายพลางเอียงคอสงสัย
“ไม่ใช่กับดักสังหารทันที แถมยังเป็นกับดักที่มีมอนสเตอร์แถมมาด้วยอีก”
ใช่ เรื่องนี้แหละที่ผมคาดไม่ถึงจริงๆ
ถ้าคังชางโฮจะลงมือ ผมนึกว่าเขาจะลงมือเอง หรือไม่ก็ใช้กับดักที่อันตรายสุดๆ ไปเลยเสียอีก
-กรรรรรก
เพราะงั้นผมเลยหลบไม่พ้น แล้วต้องมาติดแหง็กอยู่ตรงนี้ไง
“ถ้าผมโดนแมงมุมนั่นจับกิน... คุณเองก็จะเดือดร้อนไปด้วยไม่ใช่เหรอครับ?”
ผมถามด้วยน้ำเสียงสงสัย คำตอบก็ลอยกลับมาจากอีกฟาก
“ไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นดูน่ากลัวแต่จริงๆ แล้วเชื่องจะตาย แค่ทำให้คนเป็นอัมพาต ไม่ได้ทำอันตรายถึงชีวิตหรอก”
น้ำเสียงดูสบายใจเหลือเกินนะ
“เอาเถอะ เดิมทีฉันก็ไม่ได้กะจะทำถึงขนาดนี้หรอกนะ”
คังชางโฮเริ่มอธิบายสั้นๆ
“แต่ฮันเตอร์คิมกิรยอของเราดันชอบยั่วโมโหคนอื่นอยู่เรื่อย...”
“ผมเนี่ยนะ?”
“สัปดาห์ที่แล้วนายไปทำอะไรมา?”
เขาส่งสายตาคมกริบมาทางผม
“พอปล่อยไว้เฉยๆ ก็ก่อเรื่องไม่หยุดเลยนี่”
“ครับ?”
“โดนห้ามลงเรดเกตไปแป๊บเดียว ก็แอบไปแหย่รังมาเฟียโดยไม่บอกไม่กล่าว แถมที่นั่นยังเป็นแหล่งซ่องสุมพวกขี้ยาที่มีปืนอีกต่างหาก”
“อ้อ”
“เฮ้อ...”
สีหน้าของเขาแสดงอารมณ์หลากหลาย
ทั้งเหลือเชื่อ สงสัย และแค่นหัวเราะ
“เที่ยวไปทำเรื่องอันตรายแบบนั้น คงไม่รู้สินะว่าฉันจะจัดการยังไง”
แต่เสียงหัวเราะนั้นอยู่ได้ไม่นาน
เขาก็ปล่อยพลังเวทอันน่าสะพรึงกลัวออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์
ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าอันน่าขนลุกของปีศาจแมงมุมดังก้องในความว่างเปล่า
ผมถามด้วยเสียงแผ่วเบา
“สรุปคือ เพราะเรื่องพรรค์นั้น คุณเลยกะจะฆ่าผมทิ้งที่นี่เหรอครับ?”
คังชางโฮตอบกลับมา
“ก็ใช่ว่าทำไม่ได้ พิษอัมพาตของมอนสเตอร์ตัวนั้นนอกจากจะช่วยเช็กระดับของนายได้แล้ว ยังช่วยตัดกำลังเผื่อมีลูกเล่นอะไรซ่อนไว้อีกด้วย”
ดูท่าคังชางโฮคงจะขัดใจน่าดูที่ผมเข้าไปยุ่งกับการสืบสวนเรื่องวิหารรากษส
เลยออกมาในรูปแบบนี้สินะ
ในมุมมองของเขา การฆ่าเหยื่อทิ้งซะตรงนี้น่าจะปลอดภัยกว่าการเสี่ยงสูญเสียสกิลไปเปล่าๆ
‘ที่ไปค้นโกดังนั่นก็แค่นึกขึ้นได้กะทันหัน เลยลืมโทรบอกก็แค่นั้นเอง’
ผมแตะดั้งจมูกพลางใช้ความคิด
‘อุตส่าห์ไปรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในหุบเขาบ้านนอกนั่นมาได้อีกนะ...’
ในเมื่อถูกฮันเตอร์ระดับ S ผู้แข็งแกร่งหมายหัวแล้ว สถานการณ์แบบนี้ก็คงเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว
แต่ไม่เป็นไร
ตอนนี้ผมเองก็มีวิธีรับมือแล้วเหมือนกัน
“อืม”
ผมหลับตาลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกหนึ่งเม็ดในท่าเดิม
ตุบ
สิ่งที่ปรากฏออกมาคือ สร้อยคอทองคำเส้นบางที่เปล่งประกายสดใส
[สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ (แรร์)]
ในขณะที่คังชางโฮกำลังมองด้วยความสงสัย
ผมก็กำสร้อยคอแน่นและเปิดใช้งานความสามารถของมันโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“หือ? จู่ๆ เอาสร้อยคอออกมาทำไม...”
เวทมนตร์ที่ผมเตรียมไว้คือระเบิดเพลิงขนาดเล็ก
“...!?”
และพิกัดเป้าหมายก็คือ... ภายในกะโหลกศีรษะของผมเอง