Cover

87

“คิมกิรยอ นี่นายกำลังทำบ้าอะไร?”

“คนระดับคุณ ไม่ต้องให้พูดก็น่าจะดูออกไม่ใช่เหรอครับ?”

ผมขยับเปลี่ยนท่าทางบนแท่นเหยียบแคบๆ อย่างไม่ยี่หระ

“งั้นขออธิบายสั้นๆ แล้วกัน คนอื่นมักจะเข้าใจผิดว่า ผู้ตื่นรู้ อย่างพวกเรามีร่างกายที่แข็งแกร่งทนทาน”

“....”

“แต่ความจริงมันก็ไม่เสมอไปหรอกครับ ถ้าควบคุมพลังเวทได้ไม่เชี่ยวชาญพอ ผู้ตื่นรู้ก็เปราะบางต่อการโจมตีจากภายในจะตายไป...”

“....”

“ถ้าจ้องเล่นงานที่ข้างใน มันก็ระเบิดตูมตามง่ายกว่าที่คิดเยอะ”

ช่างน่ามหัศจรรย์จริงหนอ

แค่อุปกรณ์เวทเกรดต่ำชิ้นเดียว กลับเปลี่ยนกระแสของการสนทนาไปได้ถึงขนาดนี้

“ไม่ทราบว่าคุณ คังชางโฮ รู้หรือเปล่าครับว่าเกณฑ์การตัดสินความตายของสกิล ความทะเยอทะยาน นั่นคืออะไรกันแน่?”

วูบวาบ

ชั่วพริบตา พลังเวทที่ร้อนแรงประดุจดวงอาทิตย์แผดเผาก็ก่อตัวขึ้นที่ข้างหู

นี่คือสัญญาณเตือนว่า ขอเพียงผู้ร่ายเพ่งสมาธิอีกเพียงนิดเดียว เวทมนตร์บทนี้ก็จะสำแดงเดชทันที

“ก่อนอื่น ผมไม่รู้หรอกนะ”

“.......”

“แต่ไม่ว่าเกณฑ์ที่แท้จริงจะเป็นยังไง ถ้าผมระเบิดสมองกับไขสันหลังทิ้งไปทั้งพวงแบบนี้ คิดว่าคงไม่มีใครตัดสินผลได้ไวกว่าผมแล้วมั้ง”

สรุปง่ายๆ ก็คือ ฝั่งนี้กำลังข่มขู่ฮันเตอร์ ระดับ S อยู่นั่นเอง

“ฮันเตอร์คังชางโฮ ถึงขนาดนี้แล้วยังจะกล้าแตะต้องผมอีกเหรอ?”

หากมีอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ผมขอประกาศก้องตรงนี้เลยว่าจะชิงปลิดชีพตัวเอง เพื่อไม่ให้ [ความทะเยอทะยาน] ทำงานได้สำเร็จ!

ฮันเตอร์ระดับ S ย้อนถามอย่างเหลือเชื่อ

“จะบอกว่าถ้าถูกฆ่า นายจะชิงฆ่าตัวตายก่อนงั้นเหรอ? คิดว่าพูดแบบนั้นแล้วมันฟังขึ้นหรือไง?”

ทว่าคังชางโฮจำต้องหุบปากฉับ เมื่อได้ฟังประโยคถัดมา

“แน่นอนว่าฟังขึ้นสิ! เพราะผมทำแบบนั้นได้จริงๆ ไงล่ะ”

“...!”

เอาล่ะ

มาคุยเรื่องที่ใช้ได้จริงกันสักหน่อยดีกว่า

หากตัวท่านต้องประมือกับจอมเวทระดับเดียวกัน ท่านคิดว่าปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะคืออะไร?

ธาตุ? ภูมิความรู้?

น่าเสียดายที่ผิดทั้งหมด

การต่อสู้ระหว่างผู้ใช้เวทนั้น มักจะวัดกันที่ 'ขวัญและกำลังใจ' เป็นสำคัญ

จอมเวทเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากสภาพจิตใจมากกว่าที่คิด วินาทีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดว่า 'เอาชนะไม่ได้แน่' รูปการณ์จะพลิกผันทันที

และขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า...

ในการประลองกำลังภายในระหว่างผู้ใช้เวทเช่นนี้ ผมไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว

“นี่คุณ”

ใช่ ไม่เคยเลยสักครั้ง

“ฮันเตอร์คังชางโฮ”

ผมเปลี่ยนท่าทีและประกาศกร้าว

หากใช้ [สร้อยคอไพโรแมนเซอร์] เส้นนี้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ผมก็ชิงปลิดชีพตัวเองได้ก่อนเสมอ เพราะงั้นอย่าคิดทำอะไรโง่ๆ เชียว

“จะบลัฟก็ให้มันน้อยๆ หน่อย ในความเป็นจริงเรื่องพรรค์นั้นมันจะเป็นไปได้ยังไง.......”

คังชางโฮเริ่มแสดงท่าทีลนลานออกมาเป็นครั้งแรก เห็นปฏิกิริยานั้นแล้วผมก็หัวเราะออกมาอย่างฝืดเฝือ

“บลัฟเหรอ?”

ก็นะ นี่ไม่ใช่แค่คำพูดข่มขวัญธรรมดาๆ เสียด้วยสิ

ตึก ตึก ตึกตึก

เมื่อเสียงฝีเท้าของแมงมุมยักษ์ดังเข้ามาใกล้ ผมก็กอดอกเงยหน้ามองความว่างเปล่า

“ขอโทษทีนะคุณชางโฮ แต่ผมไม่มีห่วงอะไรในชีวิตนี้สักเท่าไหร่”

ตามด้วยคำรำพึงสั้นๆ

“พูดกันตามตรง เท่านี้ก็อยู่มาคุ้มแล้วด้วยซ้ำ”

“....”

“เรื่องบัดซบก็เจอมาเยอะ (ที่ทำงานเก่า) สิ่งที่ปรารถนาที่สุด (การลาออก) ก็ทำสำเร็จแล้ว”

“อะไรนะ?”

“แน่นอนว่าถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้มันก็คงดีที่สุดแหละนะ”

ในระหว่างที่อีกฝ่ายเงียบกริบ ผมก็ยืดตัวตรงแล้วกล่าวอย่างผ่าเผย

“แต่ถึงอย่างนั้น ให้ยอมตายซะยังดีกว่าต้องมาคอยถูกคนอย่างคุณเชิดไปเชิดมา”

ยิ่งผมร่ายยาว สีหน้าของระดับ S ก็ยิ่งฉายแววอารมณ์หลากหลาย

ตื่นตะลึง

ลำบากใจ

ตกใจ

“เฮอะ”

และท้ายที่สุด คือความทึ่งเล็กๆ

“เอาเป็นว่าถ้าอยากได้สกิลของคนอื่นนัก ก็ช่วยรอจนกว่าสัญญาจะหมดอย่างสงบเสงี่ยมเถอะครับ”

“....”

“อย่าสอดมือเข้ามาทำให้เรื่องมันยุ่งยากเลย”

ในโลกใบนี้จะมีสักกี่คนที่กล้าต่อรองกับระดับ S ได้ขนาดนี้?

แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นตัวตนยิ่งใหญ่แค่ไหน ผมก็ไม่มีความคิดที่จะใช้ชีวิตแบบก้มหัวให้ใครมาตลอด 10 ปีหรอกนะ

ไม่มีทางเสียล่ะ

“เข้าใจที่พูดใช่ไหมครับ?”

เอาล่ะ ได้เวลาเคลียร์สถานการณ์แล้ว

ผมเตรียมพร้อมที่จะทำร้ายตัวเองได้ทุกเมื่อ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะราบเรียบ

“ถ้าเข้าใจแล้วก็ช่วยจัดการไอ้แมงมุมที่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างๆ นั่นก่อนได้ไหม? รำคาญมาสักพักแล้ว หัวจะระเบิดอยู่แล้วเนี่ย”

ทันใดนั้น คังชางโฮก็เหม่อมองไปยังเส้นทางที่พังทลายครู่ใหญ่ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“ฮ่าฮ่าฮ่า!”

เขาหัวเราะร่าด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสนใจอย่างแรงกล้า

---

“...เออ ฉันแพ้แล้ว”

ดูท่าหมอนี่จะอยากได้สกิลของผมจริงๆ นั่นแหละ

พอขู่ว่าจะทำให้ 'ความทะเยอทะยาน' กลายเป็นของไร้ค่า พ่อคุณก็กลับมาว่านอนสอนง่ายทันตาเห็น

“ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก เพราะงั้นวางสร้อยเส้นนั้นลงก่อนเถอะ”

การเจรจาบรรลุผล

คังชางโฮเหงื่อตกอย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็น เขาพยายามห้ามไม่ให้ผมทำร้ายตัวเอง

มาถึงขั้นนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่าหมอนี่เห็นผมเป็นเจ้าของสกิลระดับไหนกันแน่

‘เฮ้อ ช่างเถอะ ขี้เกียจถาม ยังไงไม่ว่าจะจินตนาการไปไกลแค่ไหน ฉันก็ใช้เวทบทนั้นได้อยู่ดี.......’

แกรก

ผมวางสร้อยคอลงอย่างว่าง่าย

แน่นอนว่าการกระทำนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ

เพราะถึงจะเป็นอุปกรณ์เวทเกรดต่ำพรรค์นี้ ต่อให้เอาไปเกี่ยวไว้ที่ปลายเท้า ผมก็ยังควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่ดี

“คุยกันรู้เรื่องก็ดีแล้วครับ”

คังชางโฮเองก็คงพอจะสังเกตเห็นเรื่องนี้ เขาหรี่ตาข้างหนึ่งและแสดงท่าทีแปลกๆ ออกมา

แม้จะไม่แสดงความก้าวร้าวเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ด้วยขนาดตัวของอีกฝ่าย ก็ยังสร้างความกดดันได้ไม่น้อยเลยแฮะ

“อืม....... ฮันเตอร์คังชางโฮครับ แน่นอนว่าทางผมเองก็สำนึกผิดอยู่ส่วนหนึ่ง”

การขู่ระเบิดตัวเองเป็นแค่มาตรการชั่วคราว

ขืนคังชางโฮเกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วพุ่งเข้ามาแลกชีวิต สถานการณ์คงจบไม่สวย ผมควรถอยสักก้าวในจังหวะนี้

“ในมุมมองของคุณ การที่คู่สัญญาไปอยู่ในสถานที่แบบนั้น มันก็น่าเป็นห่วงจริงๆ นั่นแหละ”

“ฮะฮะ”

“เอาเป็นว่าเพื่อเป็นการไถ่โทษ ต่อไปถ้าผมจะไปในที่อันตราย ผมจะรายงานให้.......”

เดี๋ยวนะ

พอลองคิดดูดีๆ คังชางโฮไม่ชอบให้ผมไปป้วนเปี้ยนแถว เกต อยู่แล้วนี่นา

‘เอ๊ะ?’

ถ้าอย่างนั้น ถือโอกาสนี้บอกเลิกเป็นฮันเตอร์ไปเลย แล้วขอยืมเงินสัก 3 พันล้านจากหมอนี่จะเป็นไงนะ?

แผนการชั่ววูบแล่นเข้ามาในหัว

แต่ความคิดนี้ก็ถูกปัดตกไปในเวลาไม่กี่วินาที

แค่ลองคิดดูนิดหน่อย ผลข้างเคียงที่จะตามมาก็มีเป็นพรวนแล้ว

‘อยู่ๆ ไปขอเงินระดับพันล้าน มันต้องดูผิดปกติแน่ๆ หมอนั่นต้องสงสัยแน่ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร’

นี่เป็นสัญชาตญาณ

ผมสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่า ห้ามให้ชาวโลกคนนี้รู้เด็ดขาดว่าเป้าหมายของผมคือ 'ปอดที่สดใหม่'

ปัญหาของผมไม่ใช่แค่ได้ปอดมาแล้วจะจบเรื่อง แถมถ้าทำตัวรีบร้อนตอนนี้ก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มาก.......

‘ดีไม่ดี การหาร่างใหม่เพื่อย้ายจิตอาจจะยุ่งยากกว่าด้วยซ้ำ’

ใช่แล้ว ร่างกาย

หลังจากนี้ผมจำเป็นต้องหาร่างกายดีๆ มาแทนที่คิมกิรยอ สรุปคือต้องหาศพที่มีระดับ E ขึ้นไป

ดูเหมือนการทิ้งสถานะฮันเตอร์ส่งเดชจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

‘เพราะนี่เป็นอาชีพที่สามารถมองดูความตายของผู้ตื่นรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดแล้ว’

ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่าจะลองแก้ปัญหาเรื่องเงินด้วยตัวเองไปก่อน

“งั้นเราออกจากเกตกันเลยไหมครับ? บอสก็จัดการแล้ว”

“อืม”

“ไอเทมที่ได้จากที่นี่แบ่งกัน 8:2 ตามตกลงนะครับ? เมื่อกี้ผมอัดเสียงตอนคุยกันไว้แล้วด้วย”

ด้วยความเร็วระดับนี้ เป้าหมายทางการเงินคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอก

---

<ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง สวนสาธารณะย่านเขตมาโพ>

ครืดดดดด

เสียงนับธนบัตรดังออกมาจากตู้ ATM

ตึง

เมื่อเสียงนั้นเงียบลง กระดาษสีฟ้าหลายใบก็ถูกพ่นออกมาจากช่องรับเงิน

ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ

ผมหยิบธนบัตรที่ออกมาจากเครื่องมานับทวนทีละใบ แล้วเก็บใส่กระเป๋าสตางค์พลางคิด

“1 แสนวอน”

วันนี้จะซื้ออะไรกินดีนะ

7 วันที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่วุ่นวายราวกับพายุเข้า

บุกรังนักเลงเพื่อจะจัดการ วิหารรากษส จนต้องเสี่ยงตายทะเลาะกับฮันเตอร์ระดับ S เพราะเรื่องนั้น

“เฮ้อ”

เป็นช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตจนแทบไม่ได้หายใจหายคอ

แต่นั่นมันก็เป็นอดีตไปแล้ว ในที่สุดผมก็จัดการธุระทั้งหมดเสร็จสิ้นด้วยความพยายามอย่างยากลำบาก

“ค่อยยังชั่วหน่อย”

ช่วงนี้ผมแค่ไปช่วยฝึกสกิลให้ อันยุนซึง บ้างเป็นครั้งคราว

และก็แค่เฉพาะวันพฤหัสบดีเท่านั้น วันอื่นๆ เห็นว่ายุนซึงมีธุระที่บริษัทหรือไม่ก็อะไรสักอย่าง

‘คงจะเตรียมตัวกลับวงการอย่างจริงจังแล้วสินะ’

พอมองดูบ่อเงินบ่อทอง... ไม่สิ เพื่อนชาวโลกคนแรกเริ่มห่างเหินไป ก็รู้สึกโหวงๆ ในใจบ้างเหมือนกัน แต่ก็ช่วยไม่ได้

ผมสลัดความคิดฟุ้งซ่านแล้วกัดข้าวปั้นสามเหลี่ยมไปคำหนึ่ง

อ้อ ถามว่าตอนนี้กำลังนั่งกินอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ?

“กรู๊ก กรู๊ก กรู๊ก”

“ทำไมดาวดวงนี้พวกสัตว์ปีกถึงได้เยอะแยะขนาดนี้นะ.......”

พอลดสายตาลงมอง ก็สบตากับสิ่งมีชีวิตหน้าตาคุ้นเคยที่แทบเท้า

ใช่แล้ว ตอนนี้ผมออกมาอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในโซล

“แล้วทำไมสัตว์ปีกดาวนี้ถึงเอาแต่เดินไปเดินมากันฟะ......?”

ระบุให้ชัดก็คือ กำลังนั่งกินข้าวปั้นสามเหลี่ยมกับน้ำอัดลมอยู่บนม้านั่ง

“กรู๊ก กรู๊ก กรู๊ก กรู๊ก”

“อืม มองไปมองมาก็น่ารักดีแฮะ”

ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขและยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้

บอกตามตรง สัปดาห์ที่ผ่านมาผมฝืนตัวเองเกินไปหน่อย ถึงขนาดอดนอนติดต่อกันตั้ง 3 วัน

‘ไม่สิ ถ้าจะต้องลำบากขนาดนั้นแล้วฉันจะมาเกิดใหม่ทำไมเนี่ย’

ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปหาความตั้งใจแรกเริ่ม

การพักผ่อน สิ่งที่เรียบง่ายแค่นี้ ในชาติที่แล้วช่างไขว่คว้ามาได้ยากเย็นเหลือเกิน

‘ช่วงนี้ขอพักยาวๆ เลยแล้วกัน’

ผมดื่มด่ำกับยามบ่ายอันแสนสงบสุขด้วยความพึงพอใจ

และเวลาก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว

---

และ 10 วันต่อมา

-ครืดดดดด

หลังจากพักผ่อนมาหลายวัน ผมก็เริ่มมีกิจวัตรประจำวันเกิดขึ้น

ยังไงซะ การถือเงินสดก็เข้ามือกว่าบัตรเดบิตน่ะนะ

‘2 หมื่นวอน’

ตื่นเช้ามา กดเงินสำหรับใช้จ่ายประจำวัน แวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อข้าวปั้นสามเหลี่ยมรสชาติที่ยังไม่เคยลอง

พอมาถึงสวนสาธารณะเจ้าเก่า ก็นั่งลงบนม้านั่งตัวเดิมแล้วเริ่มมื้ออาหาร

ช่วงนี้ชีวิตก็วนเวียนอยู่แค่นี้แหละ

-กรุบ

แต่ผมค่อนข้างชอบชีวิตประจำวันแบบนี้ สำหรับดวงวิญญาณที่ข้ามจักรวาลอันไกลโพ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงน่าสนใจเสมอ

‘แปลกดีแฮะ’

ก้อนเมฆ นก ต้นไม้เขียวขจี

หมู่นี้ผมกำลังเห่อกับการนั่งมองโลก เป็นงานอดิเรกที่สมกับเป็นมนุษย์ต่างดาวดีแท้

‘อืม’

แต่พอนั่งแช่อยู่ที่เดิมมา 10 วัน ต่อให้ไม่อยากจำ มันก็มีเรื่องให้จำได้เอง

อย่างเช่น สีปากของเจ้านกพิราบที่เจอแถวนี้บ่อยๆ

หรือผู้หญิงคนนั้นที่อยู่บนดาดฟ้าตึก

‘วันนี้ก็มาแฮะ?’

พอนั่งบนม้านั่งแล้วเงยหน้ามองขึ้นไป ก็จะเห็นภาพเดิมๆ เสมอ

ชาวโลกคนหนึ่งจะปรากฏตัวขึ้นบนดาดฟ้าตึกนั้นตอน 11 โมงตรง ราวกับนัดกันไว้

‘ท่าทางยังเหมือนเดิมเปี๊ยบ’

ผมมวยกลมๆ ที่มีปอยผมชี้โด่ชี้เด่

แว่นตากรอบเหลี่ยม

และเสื้อโค้ทสีขาวตัวเดิม

พอเห็นหน้าค่าตากันทุกวันมาตลอด 10 วัน มันก็เริ่มรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

“อืม”

ผมยัดข้าวปั้นสามเหลี่ยมคำสุดท้ายเข้าปาก พลางจมอยู่ในห้วงความคิดเงียบๆ

‘พรุ่งนี้จะมาอีกไหมนะ?’

...เพิ่งจะคิดแบบนั้นไปได้แค่ 3 วินาที

“หือ?”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

คนในชุดโค้ทสีขาวจู่ๆ ก็ยกเท้าข้างหนึ่งพาดขึ้นไปบนราวกันตก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการกระทำนั้นหมายถึงอะไร

-ตึง!

“เฮ้ยยย?!”

ทันใดนั้น ใครบางคนก็ทิ้งตัวลงมาจากดาดฟ้า

คนกำลังร่วงลงมา

“ว้าก!”

พอเห็นแบบนั้น ขนทั่วร่างก็ลุกซู่ สมองขาวโพลนไปหมด

แน่นอนว่าถึงจะอยู่ในสภาพนี้ ผมที่เป็นอัจฉริยะก็ยังร่ายเวทได้อยู่ดี.......

แต่บอกตรงๆ ว่าไม่มั่นใจในผลลัพธ์เลย

ปริมาณพลังเวทของคิมกิรยอมีแค่ระดับ F แถมอีกฝ่ายยังตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น

วู้ววววววว

ทันทีที่ร่ายเวทลมเพื่อลดความเร็วในการตกกระแทก

ผมก็รีบวิ่งไปยังตึกฝั่งตรงข้ามอย่างลนลาน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของอีกฝ่าย

“แฮ่ก แฮ่ก”

ว่าแต่ตกลงไปตรงไหนกันนะ.......

พอมองดูดีๆ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนนิ่งสนิทอยู่ในแปลงดอกไม้ใกล้ๆ แถมยังสวมเสื้อโค้ทสีขาวอีกต่างหาก

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

87

20px

“คิมกิรยอ นี่นายกำลังทำบ้าอะไร?”

“คนระดับคุณ ไม่ต้องให้พูดก็น่าจะดูออกไม่ใช่เหรอครับ?”

ผมขยับเปลี่ยนท่าทางบนแท่นเหยียบแคบๆ อย่างไม่ยี่หระ

“งั้นขออธิบายสั้นๆ แล้วกัน คนอื่นมักจะเข้าใจผิดว่า ผู้ตื่นรู้ อย่างพวกเรามีร่างกายที่แข็งแกร่งทนทาน”

“....”

“แต่ความจริงมันก็ไม่เสมอไปหรอกครับ ถ้าควบคุมพลังเวทได้ไม่เชี่ยวชาญพอ ผู้ตื่นรู้ก็เปราะบางต่อการโจมตีจากภายในจะตายไป...”

“....”

“ถ้าจ้องเล่นงานที่ข้างใน มันก็ระเบิดตูมตามง่ายกว่าที่คิดเยอะ”

ช่างน่ามหัศจรรย์จริงหนอ

แค่อุปกรณ์เวทเกรดต่ำชิ้นเดียว กลับเปลี่ยนกระแสของการสนทนาไปได้ถึงขนาดนี้

“ไม่ทราบว่าคุณ คังชางโฮ รู้หรือเปล่าครับว่าเกณฑ์การตัดสินความตายของสกิล ความทะเยอทะยาน นั่นคืออะไรกันแน่?”

วูบวาบ

ชั่วพริบตา พลังเวทที่ร้อนแรงประดุจดวงอาทิตย์แผดเผาก็ก่อตัวขึ้นที่ข้างหู

นี่คือสัญญาณเตือนว่า ขอเพียงผู้ร่ายเพ่งสมาธิอีกเพียงนิดเดียว เวทมนตร์บทนี้ก็จะสำแดงเดชทันที

“ก่อนอื่น ผมไม่รู้หรอกนะ”

“.......”

“แต่ไม่ว่าเกณฑ์ที่แท้จริงจะเป็นยังไง ถ้าผมระเบิดสมองกับไขสันหลังทิ้งไปทั้งพวงแบบนี้ คิดว่าคงไม่มีใครตัดสินผลได้ไวกว่าผมแล้วมั้ง”

สรุปง่ายๆ ก็คือ ฝั่งนี้กำลังข่มขู่ฮันเตอร์ ระดับ S อยู่นั่นเอง

“ฮันเตอร์คังชางโฮ ถึงขนาดนี้แล้วยังจะกล้าแตะต้องผมอีกเหรอ?”

หากมีอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ผมขอประกาศก้องตรงนี้เลยว่าจะชิงปลิดชีพตัวเอง เพื่อไม่ให้ [ความทะเยอทะยาน] ทำงานได้สำเร็จ!

ฮันเตอร์ระดับ S ย้อนถามอย่างเหลือเชื่อ

“จะบอกว่าถ้าถูกฆ่า นายจะชิงฆ่าตัวตายก่อนงั้นเหรอ? คิดว่าพูดแบบนั้นแล้วมันฟังขึ้นหรือไง?”

ทว่าคังชางโฮจำต้องหุบปากฉับ เมื่อได้ฟังประโยคถัดมา

“แน่นอนว่าฟังขึ้นสิ! เพราะผมทำแบบนั้นได้จริงๆ ไงล่ะ”

“...!”

เอาล่ะ

มาคุยเรื่องที่ใช้ได้จริงกันสักหน่อยดีกว่า

หากตัวท่านต้องประมือกับจอมเวทระดับเดียวกัน ท่านคิดว่าปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะคืออะไร?

ธาตุ? ภูมิความรู้?

น่าเสียดายที่ผิดทั้งหมด

การต่อสู้ระหว่างผู้ใช้เวทนั้น มักจะวัดกันที่ 'ขวัญและกำลังใจ' เป็นสำคัญ

จอมเวทเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากสภาพจิตใจมากกว่าที่คิด วินาทีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดว่า 'เอาชนะไม่ได้แน่' รูปการณ์จะพลิกผันทันที

และขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า...

ในการประลองกำลังภายในระหว่างผู้ใช้เวทเช่นนี้ ผมไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว

“นี่คุณ”

ใช่ ไม่เคยเลยสักครั้ง

“ฮันเตอร์คังชางโฮ”

ผมเปลี่ยนท่าทีและประกาศกร้าว

หากใช้ [สร้อยคอไพโรแมนเซอร์] เส้นนี้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ผมก็ชิงปลิดชีพตัวเองได้ก่อนเสมอ เพราะงั้นอย่าคิดทำอะไรโง่ๆ เชียว

“จะบลัฟก็ให้มันน้อยๆ หน่อย ในความเป็นจริงเรื่องพรรค์นั้นมันจะเป็นไปได้ยังไง.......”

คังชางโฮเริ่มแสดงท่าทีลนลานออกมาเป็นครั้งแรก เห็นปฏิกิริยานั้นแล้วผมก็หัวเราะออกมาอย่างฝืดเฝือ

“บลัฟเหรอ?”

ก็นะ นี่ไม่ใช่แค่คำพูดข่มขวัญธรรมดาๆ เสียด้วยสิ

ตึก ตึก ตึกตึก

เมื่อเสียงฝีเท้าของแมงมุมยักษ์ดังเข้ามาใกล้ ผมก็กอดอกเงยหน้ามองความว่างเปล่า

“ขอโทษทีนะคุณชางโฮ แต่ผมไม่มีห่วงอะไรในชีวิตนี้สักเท่าไหร่”

ตามด้วยคำรำพึงสั้นๆ

“พูดกันตามตรง เท่านี้ก็อยู่มาคุ้มแล้วด้วยซ้ำ”

“....”

“เรื่องบัดซบก็เจอมาเยอะ (ที่ทำงานเก่า) สิ่งที่ปรารถนาที่สุด (การลาออก) ก็ทำสำเร็จแล้ว”

“อะไรนะ?”

“แน่นอนว่าถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้มันก็คงดีที่สุดแหละนะ”

ในระหว่างที่อีกฝ่ายเงียบกริบ ผมก็ยืดตัวตรงแล้วกล่าวอย่างผ่าเผย

“แต่ถึงอย่างนั้น ให้ยอมตายซะยังดีกว่าต้องมาคอยถูกคนอย่างคุณเชิดไปเชิดมา”

ยิ่งผมร่ายยาว สีหน้าของระดับ S ก็ยิ่งฉายแววอารมณ์หลากหลาย

ตื่นตะลึง

ลำบากใจ

ตกใจ

“เฮอะ”

และท้ายที่สุด คือความทึ่งเล็กๆ

“เอาเป็นว่าถ้าอยากได้สกิลของคนอื่นนัก ก็ช่วยรอจนกว่าสัญญาจะหมดอย่างสงบเสงี่ยมเถอะครับ”

“....”

“อย่าสอดมือเข้ามาทำให้เรื่องมันยุ่งยากเลย”

ในโลกใบนี้จะมีสักกี่คนที่กล้าต่อรองกับระดับ S ได้ขนาดนี้?

แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นตัวตนยิ่งใหญ่แค่ไหน ผมก็ไม่มีความคิดที่จะใช้ชีวิตแบบก้มหัวให้ใครมาตลอด 10 ปีหรอกนะ

ไม่มีทางเสียล่ะ

“เข้าใจที่พูดใช่ไหมครับ?”

เอาล่ะ ได้เวลาเคลียร์สถานการณ์แล้ว

ผมเตรียมพร้อมที่จะทำร้ายตัวเองได้ทุกเมื่อ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะราบเรียบ

“ถ้าเข้าใจแล้วก็ช่วยจัดการไอ้แมงมุมที่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างๆ นั่นก่อนได้ไหม? รำคาญมาสักพักแล้ว หัวจะระเบิดอยู่แล้วเนี่ย”

ทันใดนั้น คังชางโฮก็เหม่อมองไปยังเส้นทางที่พังทลายครู่ใหญ่ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“ฮ่าฮ่าฮ่า!”

เขาหัวเราะร่าด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสนใจอย่างแรงกล้า

---

“...เออ ฉันแพ้แล้ว”

ดูท่าหมอนี่จะอยากได้สกิลของผมจริงๆ นั่นแหละ

พอขู่ว่าจะทำให้ 'ความทะเยอทะยาน' กลายเป็นของไร้ค่า พ่อคุณก็กลับมาว่านอนสอนง่ายทันตาเห็น

“ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก เพราะงั้นวางสร้อยเส้นนั้นลงก่อนเถอะ”

การเจรจาบรรลุผล

คังชางโฮเหงื่อตกอย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็น เขาพยายามห้ามไม่ให้ผมทำร้ายตัวเอง

มาถึงขั้นนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่าหมอนี่เห็นผมเป็นเจ้าของสกิลระดับไหนกันแน่

‘เฮ้อ ช่างเถอะ ขี้เกียจถาม ยังไงไม่ว่าจะจินตนาการไปไกลแค่ไหน ฉันก็ใช้เวทบทนั้นได้อยู่ดี.......’

แกรก

ผมวางสร้อยคอลงอย่างว่าง่าย

แน่นอนว่าการกระทำนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ

เพราะถึงจะเป็นอุปกรณ์เวทเกรดต่ำพรรค์นี้ ต่อให้เอาไปเกี่ยวไว้ที่ปลายเท้า ผมก็ยังควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่ดี

“คุยกันรู้เรื่องก็ดีแล้วครับ”

คังชางโฮเองก็คงพอจะสังเกตเห็นเรื่องนี้ เขาหรี่ตาข้างหนึ่งและแสดงท่าทีแปลกๆ ออกมา

แม้จะไม่แสดงความก้าวร้าวเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ด้วยขนาดตัวของอีกฝ่าย ก็ยังสร้างความกดดันได้ไม่น้อยเลยแฮะ

“อืม....... ฮันเตอร์คังชางโฮครับ แน่นอนว่าทางผมเองก็สำนึกผิดอยู่ส่วนหนึ่ง”

การขู่ระเบิดตัวเองเป็นแค่มาตรการชั่วคราว

ขืนคังชางโฮเกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วพุ่งเข้ามาแลกชีวิต สถานการณ์คงจบไม่สวย ผมควรถอยสักก้าวในจังหวะนี้

“ในมุมมองของคุณ การที่คู่สัญญาไปอยู่ในสถานที่แบบนั้น มันก็น่าเป็นห่วงจริงๆ นั่นแหละ”

“ฮะฮะ”

“เอาเป็นว่าเพื่อเป็นการไถ่โทษ ต่อไปถ้าผมจะไปในที่อันตราย ผมจะรายงานให้.......”

เดี๋ยวนะ

พอลองคิดดูดีๆ คังชางโฮไม่ชอบให้ผมไปป้วนเปี้ยนแถว เกต อยู่แล้วนี่นา

‘เอ๊ะ?’

ถ้าอย่างนั้น ถือโอกาสนี้บอกเลิกเป็นฮันเตอร์ไปเลย แล้วขอยืมเงินสัก 3 พันล้านจากหมอนี่จะเป็นไงนะ?

แผนการชั่ววูบแล่นเข้ามาในหัว

แต่ความคิดนี้ก็ถูกปัดตกไปในเวลาไม่กี่วินาที

แค่ลองคิดดูนิดหน่อย ผลข้างเคียงที่จะตามมาก็มีเป็นพรวนแล้ว

‘อยู่ๆ ไปขอเงินระดับพันล้าน มันต้องดูผิดปกติแน่ๆ หมอนั่นต้องสงสัยแน่ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร’

นี่เป็นสัญชาตญาณ

ผมสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่า ห้ามให้ชาวโลกคนนี้รู้เด็ดขาดว่าเป้าหมายของผมคือ 'ปอดที่สดใหม่'

ปัญหาของผมไม่ใช่แค่ได้ปอดมาแล้วจะจบเรื่อง แถมถ้าทำตัวรีบร้อนตอนนี้ก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มาก.......

‘ดีไม่ดี การหาร่างใหม่เพื่อย้ายจิตอาจจะยุ่งยากกว่าด้วยซ้ำ’

ใช่แล้ว ร่างกาย

หลังจากนี้ผมจำเป็นต้องหาร่างกายดีๆ มาแทนที่คิมกิรยอ สรุปคือต้องหาศพที่มีระดับ E ขึ้นไป

ดูเหมือนการทิ้งสถานะฮันเตอร์ส่งเดชจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

‘เพราะนี่เป็นอาชีพที่สามารถมองดูความตายของผู้ตื่นรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดแล้ว’

ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่าจะลองแก้ปัญหาเรื่องเงินด้วยตัวเองไปก่อน

“งั้นเราออกจากเกตกันเลยไหมครับ? บอสก็จัดการแล้ว”

“อืม”

“ไอเทมที่ได้จากที่นี่แบ่งกัน 8:2 ตามตกลงนะครับ? เมื่อกี้ผมอัดเสียงตอนคุยกันไว้แล้วด้วย”

ด้วยความเร็วระดับนี้ เป้าหมายทางการเงินคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอก

---

<ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง สวนสาธารณะย่านเขตมาโพ>

ครืดดดดด

เสียงนับธนบัตรดังออกมาจากตู้ ATM

ตึง

เมื่อเสียงนั้นเงียบลง กระดาษสีฟ้าหลายใบก็ถูกพ่นออกมาจากช่องรับเงิน

ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ

ผมหยิบธนบัตรที่ออกมาจากเครื่องมานับทวนทีละใบ แล้วเก็บใส่กระเป๋าสตางค์พลางคิด

“1 แสนวอน”

วันนี้จะซื้ออะไรกินดีนะ

7 วันที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่วุ่นวายราวกับพายุเข้า

บุกรังนักเลงเพื่อจะจัดการ วิหารรากษส จนต้องเสี่ยงตายทะเลาะกับฮันเตอร์ระดับ S เพราะเรื่องนั้น

“เฮ้อ”

เป็นช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตจนแทบไม่ได้หายใจหายคอ

แต่นั่นมันก็เป็นอดีตไปแล้ว ในที่สุดผมก็จัดการธุระทั้งหมดเสร็จสิ้นด้วยความพยายามอย่างยากลำบาก

“ค่อยยังชั่วหน่อย”

ช่วงนี้ผมแค่ไปช่วยฝึกสกิลให้ อันยุนซึง บ้างเป็นครั้งคราว

และก็แค่เฉพาะวันพฤหัสบดีเท่านั้น วันอื่นๆ เห็นว่ายุนซึงมีธุระที่บริษัทหรือไม่ก็อะไรสักอย่าง

‘คงจะเตรียมตัวกลับวงการอย่างจริงจังแล้วสินะ’

พอมองดูบ่อเงินบ่อทอง... ไม่สิ เพื่อนชาวโลกคนแรกเริ่มห่างเหินไป ก็รู้สึกโหวงๆ ในใจบ้างเหมือนกัน แต่ก็ช่วยไม่ได้

ผมสลัดความคิดฟุ้งซ่านแล้วกัดข้าวปั้นสามเหลี่ยมไปคำหนึ่ง

อ้อ ถามว่าตอนนี้กำลังนั่งกินอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ?

“กรู๊ก กรู๊ก กรู๊ก”

“ทำไมดาวดวงนี้พวกสัตว์ปีกถึงได้เยอะแยะขนาดนี้นะ.......”

พอลดสายตาลงมอง ก็สบตากับสิ่งมีชีวิตหน้าตาคุ้นเคยที่แทบเท้า

ใช่แล้ว ตอนนี้ผมออกมาอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในโซล

“แล้วทำไมสัตว์ปีกดาวนี้ถึงเอาแต่เดินไปเดินมากันฟะ......?”

ระบุให้ชัดก็คือ กำลังนั่งกินข้าวปั้นสามเหลี่ยมกับน้ำอัดลมอยู่บนม้านั่ง

“กรู๊ก กรู๊ก กรู๊ก กรู๊ก”

“อืม มองไปมองมาก็น่ารักดีแฮะ”

ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขและยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้

บอกตามตรง สัปดาห์ที่ผ่านมาผมฝืนตัวเองเกินไปหน่อย ถึงขนาดอดนอนติดต่อกันตั้ง 3 วัน

‘ไม่สิ ถ้าจะต้องลำบากขนาดนั้นแล้วฉันจะมาเกิดใหม่ทำไมเนี่ย’

ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปหาความตั้งใจแรกเริ่ม

การพักผ่อน สิ่งที่เรียบง่ายแค่นี้ ในชาติที่แล้วช่างไขว่คว้ามาได้ยากเย็นเหลือเกิน

‘ช่วงนี้ขอพักยาวๆ เลยแล้วกัน’

ผมดื่มด่ำกับยามบ่ายอันแสนสงบสุขด้วยความพึงพอใจ

และเวลาก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว

---

และ 10 วันต่อมา

-ครืดดดดด

หลังจากพักผ่อนมาหลายวัน ผมก็เริ่มมีกิจวัตรประจำวันเกิดขึ้น

ยังไงซะ การถือเงินสดก็เข้ามือกว่าบัตรเดบิตน่ะนะ

‘2 หมื่นวอน’

ตื่นเช้ามา กดเงินสำหรับใช้จ่ายประจำวัน แวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อข้าวปั้นสามเหลี่ยมรสชาติที่ยังไม่เคยลอง

พอมาถึงสวนสาธารณะเจ้าเก่า ก็นั่งลงบนม้านั่งตัวเดิมแล้วเริ่มมื้ออาหาร

ช่วงนี้ชีวิตก็วนเวียนอยู่แค่นี้แหละ

-กรุบ

แต่ผมค่อนข้างชอบชีวิตประจำวันแบบนี้ สำหรับดวงวิญญาณที่ข้ามจักรวาลอันไกลโพ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงน่าสนใจเสมอ

‘แปลกดีแฮะ’

ก้อนเมฆ นก ต้นไม้เขียวขจี

หมู่นี้ผมกำลังเห่อกับการนั่งมองโลก เป็นงานอดิเรกที่สมกับเป็นมนุษย์ต่างดาวดีแท้

‘อืม’

แต่พอนั่งแช่อยู่ที่เดิมมา 10 วัน ต่อให้ไม่อยากจำ มันก็มีเรื่องให้จำได้เอง

อย่างเช่น สีปากของเจ้านกพิราบที่เจอแถวนี้บ่อยๆ

หรือผู้หญิงคนนั้นที่อยู่บนดาดฟ้าตึก

‘วันนี้ก็มาแฮะ?’

พอนั่งบนม้านั่งแล้วเงยหน้ามองขึ้นไป ก็จะเห็นภาพเดิมๆ เสมอ

ชาวโลกคนหนึ่งจะปรากฏตัวขึ้นบนดาดฟ้าตึกนั้นตอน 11 โมงตรง ราวกับนัดกันไว้

‘ท่าทางยังเหมือนเดิมเปี๊ยบ’

ผมมวยกลมๆ ที่มีปอยผมชี้โด่ชี้เด่

แว่นตากรอบเหลี่ยม

และเสื้อโค้ทสีขาวตัวเดิม

พอเห็นหน้าค่าตากันทุกวันมาตลอด 10 วัน มันก็เริ่มรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

“อืม”

ผมยัดข้าวปั้นสามเหลี่ยมคำสุดท้ายเข้าปาก พลางจมอยู่ในห้วงความคิดเงียบๆ

‘พรุ่งนี้จะมาอีกไหมนะ?’

...เพิ่งจะคิดแบบนั้นไปได้แค่ 3 วินาที

“หือ?”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

คนในชุดโค้ทสีขาวจู่ๆ ก็ยกเท้าข้างหนึ่งพาดขึ้นไปบนราวกันตก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการกระทำนั้นหมายถึงอะไร

-ตึง!

“เฮ้ยยย?!”

ทันใดนั้น ใครบางคนก็ทิ้งตัวลงมาจากดาดฟ้า

คนกำลังร่วงลงมา

“ว้าก!”

พอเห็นแบบนั้น ขนทั่วร่างก็ลุกซู่ สมองขาวโพลนไปหมด

แน่นอนว่าถึงจะอยู่ในสภาพนี้ ผมที่เป็นอัจฉริยะก็ยังร่ายเวทได้อยู่ดี.......

แต่บอกตรงๆ ว่าไม่มั่นใจในผลลัพธ์เลย

ปริมาณพลังเวทของคิมกิรยอมีแค่ระดับ F แถมอีกฝ่ายยังตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น

วู้ววววววว

ทันทีที่ร่ายเวทลมเพื่อลดความเร็วในการตกกระแทก

ผมก็รีบวิ่งไปยังตึกฝั่งตรงข้ามอย่างลนลาน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของอีกฝ่าย

“แฮ่ก แฮ่ก”

ว่าแต่ตกลงไปตรงไหนกันนะ.......

พอมองดูดีๆ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนนิ่งสนิทอยู่ในแปลงดอกไม้ใกล้ๆ แถมยังสวมเสื้อโค้ทสีขาวอีกต่างหาก