Cover

88

'เจอตัวแล้ว!'

ดูภายนอกก็ปกติดีนะ

'ถึงจะใช้ลมช่วยรับแรงกระแทกแบบฉุกเฉินไปแล้วก็เถอะ แต่จะรอดไหมเนี่ย?'

สวบ...

ผมมุดเข้าไปในพุ่มไม้ แล้วประคองร่างของชาวโลกที่นอนคว่ำหน้าอยู่ให้ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง

"คุณครับ เป็นอะไรไหม?"

ไม่นานก็ได้ยินข่าวดี

เธอขมวดคิ้วยุ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที

'โอ้!'

คนที่เพิ่งได้สตินิ่งอึ้งไปด้วยความตกใจอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เอ่ยออกมาคำหนึ่ง

"นาย..."

นาย?

"นายเป็นบ้าอะไรถึงเข้ามายุ่มย่ามเรื่องของคนอื่นฮะ! รู้ไหมว่ากว่าฉันจะตัดใจทำแบบนี้ได้มันยากแค่ไหน? มาขวางทำไม! ขวางทำไมเล่า! อ๊ากกก!"

คนที่นี่ต้อนรับผู้มีพระคุณได้มีเอกลักษณ์จริง ๆ

---

บัดซบที่สุด

กว่าจะรวบรวมความกล้าเพื่อทำเรื่องแบบนั้นได้สักครั้ง กลับต้องมาจบเห่แบบงง ๆ

"ฮึ่ยยย!"

เจ้าของกิจการส่วนตัว กูซอฮยอง ขบกรามแน่นพลางจ้องเขม็งไปข้างหน้า

ให้ตายสิ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง

ทั้งเรื่องที่ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จก็น่าหงุดหงิด แถมตอนนี้ยังหิวข้าวอีกต่างหาก

ที่สำคัญคือแว่นตากระเด็นหายไปไหนก็ไม่รู้ มองอะไรไม่เห็นเลย!

"เพราะความเสือกของนายแท้ ๆ พังหมดเลย!"

กูซอฮยองเริ่มระเบิดอารมณ์ใส่ชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอไว้

"นึกว่าฉันจะขอบคุณความเห็นใจจอมปลอมนั่นรึไง? ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรแล้วสะเออะเข้ามาทำไม! จะเอายังไง รับผิดชอบมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"

แต่สิ่งที่ตอบกลับมา กลับเป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบจนเกินเหตุ

"ใจเย็น ๆ ก่อนครับ"

กูซอฮยองที่สายตาสั้นมากจนมองอะไรไม่เห็นในตอนนี้ ทำได้เพียงสนทนาโต้ตอบโดยอาศัยเสียงที่ได้ยินเท่านั้น

"เมื่อกี้เพิ่งตกลงมา ร่างกายคงยังตื่นตระหนกอยู่ นั่งพักก่อนเถอะครับ ตรงนั้นเป็นไง?"

ชายผมทองชี้มือออกไปที่ไหนสักแห่ง

พอลองหรี่ตามองเพ่งดูดี ๆ ตรงนั้นน่าจะเป็นโต๊ะเก้าอี้หน้าร้านสะดวกซื้อแถวนี้

"จะตื่นไม่ตื่นก็เรื่องของฉัน..."

กูซอฮยองบ่นอุบอิบแต่ก็ยอมเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้นแต่โดยดี

เพราะเอาเข้าจริง ขาเธอสั่นพั่บ ๆ จนยืนแทบไม่อยู่เหมือนที่เขาบอกนั่นแหละ

"เฮ้อ"

ทันทีที่หย่อนก้นลงนั่ง เธอก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดแรง

แต่ทว่า...

หลังจากนั่งเงียบอยู่พักใหญ่ เสียงกระดิ่งร้านสะดวกซื้อก็ดังขึ้นสองครั้ง

-กริ๊ง กริ๊ง

เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็มีเครื่องดื่มวางอยู่ตรงหน้าแล้ว

มันคือคาเฟ่ลาเต้

"จะให้นั่งเฉย ๆ ก็เกรงใจเขาน่ะครับ"

ดูเหมือนเขาจะรีบวิ่งไปซื้อมาเพื่อเป็นค่าเช่าที่...

กูซอฮยองรับกาแฟมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะขอบคุณสักนิด หนำซ้ำยังหรี่ตามองค้อนใส่อีกฝ่ายด้วยซ้ำ

"ไม่พอใจขนาดนั้นเลยเหรอครับที่ผมช่วยชีวิตคุณไว้?"

กูซอฮยองทำหน้าบูดเบี้ยวแทนคำตอบว่า 'เออ!'

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังเลือกคำพูด

"ถึงยังไงการฆ่าตัวตายก็ไม่ดีนะครับ"

สุดท้ายหมอนี่ก็คงจะพ่นคำแนะนำไร้ประโยชน์อย่างพวก 'ชีวิตมีค่า' เหมือนคนอื่น ๆ สินะ?

"เหรอคะ?"

"ครับ คือว่า..."

กูซอฮยองสะบัดหน้าหนีราวกับไม่อยากฟังอะไรอีก

แต่ทว่า...

"ยังไงความตายก็เป็นเรื่องที่ ย้อนกลับไม่ได้ นี่ครับ"

ประโยคนี้มันฟังดูต่างจากที่คาดไว้หน่อย ๆ หรือเปล่านะ

"ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหน แต่โลกนี้ก็ยังไม่มีวิธีกู้ชีพคนตายให้ฟื้นคืนมาได้..."

"ฮะ?"

"เรื่องแบบนี้อย่างน้อยก็ควรไตร่ตรองให้รอบคอบ จนกว่าจะมีสกิลแบบนั้นเกิดขึ้นนะครับ..."

ย้อนกลับไม่ได้? เทคโนโลยี? สกิล?

ฟังดูเหมือนจะบอกว่าชีวิตมีค่าแหละนะ

'แต่เลือกใช้คำแปลกชะมัด'

ในระหว่างที่เธอกำลังรู้สึกทะแม่ง ๆ กับคำพูดของเขา เสียงทุ้มต่ำและชัดเจนของชายหนุ่มจากอีกฝั่งของภาพเบลอ ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

"เอาเป็นว่า เดี๋ยวผมจะช่วยประเมินสถานการณ์ของคุณจากมุมมองที่เป็นกลางให้เอง"

"ป... ประเมิน?"

"มาช่วยกันคิดอย่างถี่ถ้วนเถอะครับ ว่าตายไปเลยจะดีกว่าจริงไหม"

"...!"

"บางทีคนนอกมองเข้ามา อาจจะเจอเหตุผลในการมีชีวิตอยู่แบบที่คุณนึกไม่ถึงก็ได้นะครับ"

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น กูซอฮยองก็ขมวดคิ้วแน่น

"ถ้ามองยังไงชีวิตฉันมันก็ไม่มีทางออก นายจะทำยังไง? รับผิดชอบไหวเหรอ?"

แน่นอนว่าชายหนุ่มตอบกลับมาโดยไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

"ถ้างั้นผมจะผลักคุณลงมาจากดาดฟ้าให้ใหม่ครับ"

"หา?"

"ก็บอกให้รับผิดชอบนี่ครับ ถ้าไม่อยากกระโดด เดี๋ยวผมหาวิธีอื่นทำให้ตายชัวร์ ๆ ก็ได้ ตกลงไหม?"

หมายความว่าถ้าช่วยกันคิดแล้วได้บทสรุปเดิม เขาจะรับผิดชอบด้วยการช่วยสงเคราะห์ให้เธอตายสมใจงั้นเหรอ

กูซอฮยองขนลุกซู่ขึ้นมาทันที

'อะไรของหมอนี่?'

พูดเรื่องฆ่าคนได้หน้าตาเฉยแบบนั้นได้ยังไง? แถมยังพูดกับคนที่ตัวเองเพิ่งช่วยชีวิตมาเนี่ยนะ

ความกดดันประหลาดทำให้กูซอฮยองเผลอหุบปากเงียบกริบ

แต่อีกฝ่ายกลับถามต่อหน้าตาเฉย ราวกับไม่รับรู้อารมณ์ของเธอเลยสักนิด

"เอาล่ะ เล่าเรื่องของคุณมาหน่อยสิครับ ทำไมถึงอยากตายนัก?"

จะต้องมานั่งสาธยายชีวิตรันทดให้คนหัวทองแปลกหน้าฟังเนี่ยนะ

ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ก็เถอะ...

'ช่างมัน ยังไงก็จะตายอยู่แล้ว ถือว่าบ่นสั่งลาเป็นครั้งสุดท้ายละกัน'

เมื่อคิดได้ดังนั้น

กูซอฮยองก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่ทำให้เธอต้องไปยืนอยู่บนดาดฟ้านั้นอย่างละเอียด

---

กูซอฮยอง คือนักแสดงชาวเกาหลีใต้

เธอเข้าวงการตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มเดบิวต์จากการเป็นนางแบบโฆษณาเครื่องทำน้ำอุ่นเมื่อ 16 ปีก่อน

ดวงตากลมโตดูไร้เดียงสา ผิวขาวผ่อง แถมยังมีทักษะการแสดงที่ยอดเยี่ยม

เพียบพร้อมขนาดนี้ จะไม่ให้ดังได้ยังไงไหว

ดาราเด็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุคแบบไร้ข้อกังขา

นั่นคือคำชื่นชมที่คนทั่วไปมอบให้กูซอฮยอง...

แต่ถ้ามองอีกมุม นั่นคือลางบอกเหตุแห่งความโชคร้าย

อย่างแรก กูซอฮยองอึดอัดกับความสนใจจากสาธารณชนมาก เพราะโดยเนื้อแท้เธอเป็นคนเก็บตัว

เธอเกลียดการที่หน้าตัวเองไปโผล่บนจอทีวี

เกลียดการต้องไปกองถ่ายที่มีแต่ผู้ใหญ่เต็มไปหมด

เกลียดการต้องเค้นอารมณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะได้ฉากที่ดี สรุปก็คือ เธอไม่ชอบงานนี้แทบทุกอย่าง

แต่พอเอ่ยปากว่าอยากเลิกเป็นนักแสดง พ่อแม่ก็ตกใจและพยายามห้ามปราม

เพราะไม่อยากให้ทุกคนผิดหวัง

เธอจึงต้องจำใจทำงานในวงการบันเทิงต่อไปทั้งที่ฝืนใจ

แม้จะอายุมากขึ้นจนความนิยมเริ่มถดถอย ต้องทนมองนักแสดงรุ่นน้องแซงหน้าไปอย่างรุ่งโรจน์ แต่เธอก็ยังกัดฟันทนมาได้จนถึงปีที่ 15

"ฮือออ"

ในที่สุด ขีดจำกัดของกูซอฮยองก็มาถึง เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วเธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพนิกจากความเครียด

'ทนใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ไหวแล้ว'

เธอตัดสินใจจะลาออกจากวงการบันเทิง

แน่นอนว่าเธอวางแผนอนาคตไว้แล้ว เพราะค่าตัวที่ได้รับตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่เงินน้อย ๆ

'ร้านที่เป็นชื่อของฉัน!'

กูซอฮยองกลับไปหาพ่อแม่เพื่อสานฝันในการเปิดเวิร์กช็อปเครื่องประดับ

'เอ๊ะ?'

แต่ทว่า...

มารู้ความจริงทีหลังว่า พ่อแม่ของเธอเอาเงินค่าตัวที่บอกว่าจะเก็บออมไว้ให้ ไปผลาญจนเกลี้ยงบัญชีแล้ว

-แม่ ว่าไงนะ?

-อะ แฮ่ม

เงินที่หามาทั้งชีวิต เธอไม่ได้จับเลยสักวอนเดียว มันมลายหายไปหมดแล้ว

ด้วยเหตุผลปัญญาอ่อนอย่างการลงทุนในเหรียญคริปโตของพ่อ

-พ่อขอโทษ ไม่สิ แต่จะให้ทำยังไงล่ะ? เมื่อสองปีก่อนมันยังกำไรดีอยู่เลยนะ พ่อเห็นคนที่ลงไป 10 ล้านวอนได้กำไรตั้งเยอะ พ่อก็เลย... ไอ้ในคอมพิวเตอร์นั่นน่ะ มันยั่วใจ พ่อก็เลย...

ถ้าแค่เสียเงินยังพอทน แต่ปฏิกิริยาของคนในครอบครัวหลังจากนั้นต่างหากที่น่ารังเกียจ

-นี่ยะ อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินใครนะ

-โธ่เอ๊ย เงินหายไปแค่นั้นทำเป็นโมโหใส่คนในครอบครัวรึไง?

-ซอฮยอง เงินทองเป็นของนอกกาย มีได้ก็หมดได้

กูซอฮยองโกรธจนเลือดขึ้นหน้ากับข้อแก้ตัวหน้าด้าน ๆ ของทั้งสองคน เธอร้องห่มร้องไห้ตะโกนใส่

งั้นก็ขายบ้านหลังนี้เอาเงินมาคืนฉันสิ ฉันจะได้เอาไปเปิดร้านแล้วลาออกจากงานนี้สักที...

-อะไรนะ? ขายบ้าน?

แต่ประโยคที่สวนกลับมานั้นเย็นชาจับใจ

-แกกล้าพูดแบบนี้กับพ่อแม่ที่เลี้ยงมาเหรอ? จะให้ขายบ้านที่ทุกคนซุกหัวนอนเนี่ยนะ ย้ายเย้ยอะไรกัน

พวกเขาไม่ได้คิดจะคืนเงินให้กูซอฮยองเลย

-แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงจะเลิกเป็นนักแสดงล่ะ?

-...

-ช่วงนี้งานน้อยเลยน้อยใจเหรอ?

-พ่อ หนูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

-เลิกทำตัวอ่อนแอสักที คนอื่นเขาก็ลำบากเหมือนกันทั้งนั้นแหละ

-หนูอยากตาย

-พ่อบอกเสมอใช่ไหม ว่าเอาเวลาที่บ่นไปพยายามให้เหมือนกับคนจะตายจริง ๆ เดี๋ยวก็ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น กูซอฮยองก็หมดศรัทธากับครอบครัวและตัดขาดจากที่บ้านทันที เท่ากับว่าเธอเสียที่พึ่งสุดท้ายไปแล้ว

เอาล่ะ นั่นคือสถานการณ์เมื่อปีก่อน

"หลังจากนั้นฉันก็ออกจากบ้านมากู้เงิน"

สาเหตุหลักจริง ๆ มันเริ่มจากตรงนี้ต่างหาก

"ถึงสถานการณ์จะเป็นแบบนั้น แต่ฉันก็ตัดใจจากความฝันที่จะมีเวิร์กช็อปเป็นของตัวเองไม่ได้..."

การสร้างธุรกิจ...

กิรยอที่นั่งฟังเงียบ ๆ มาตลอดเอ่ยขึ้น

"ถ้านึกถึงร้าน คุณก็น่าจะยิ่งต้องสู้ชีวิตไม่ใช่เหรอครับ?"

ทันใดนั้น น้ำตาก็ทะลักออกมาจากดวงตาของกูซอฮยอง

"ใช่ ถ้ามีร้านฉันก็คงสู้ตายไปแล้ว! แต่ร้านฉันโดนไฟไหม้วอดเพราะเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกเมื่อเดือนสิงหาคม เจ๊งยับไม่เหลือซาก! ทีนี้เข้าใจรึยังว่ามันจบเห่แล้วจริง ๆ!"

ไม่อยากจะมาร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าคนแปลกหน้าเลย

"แถมประกันภัยพิบัติเกตที่ทำไว้ ดันเป็นบริษัทเถื่อนซะอีก...!"

"เฮือก"

"ฮืออออ อุตส่าห์ตั้งใจใช้ชีวิตขนาดนี้ ทำไม ทำไมฉันต้องมาแบกหนี้ก้อนโตด้วย...!"

พอได้เริ่มร้องไห้ ความเศร้าก็ไหลทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก

"เข้าใจสถานการณ์แล้วครับ งั้นต่อจากนี้ผมจะพูดในมุมของผมบ้างนะ"

แต่กิรยอกลับไม่คล้อยตามอารมณ์ของอีกฝ่าย เขายังคงประคองบทสนทนาต่อไปด้วยท่าทีที่ค่อนข้างสุขุม

ในฐานะวิญญาณจากต่างดาว เขายังไม่เข้าใจการแสดงออกทางอารมณ์ของที่นี่อย่างลึกซึ้งนัก

"ยังไงผมก็ยังมองว่าเร็วเกินไปที่จะตายอยู่ดีครับ"

"ตรงไหนไม่ทราบ!"

กึก

กิรยอประสานมือวางบนโต๊ะพลาสติกแล้วกล่าวว่า

"สรุปก็คือ ตอนนี้คุณลำบากเพราะหนี้สินใช่ไหมครับ?"

"แล้วมันทำไม!"

"งั้นแทนที่จะรีบตาย ลองพยายามใช้หนี้ดูก่อนดีไหมครับ..."

ทว่าปฏิกิริยาตอบกลับนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่

"หนี้ฉันตั้ง 240 ล้านวอนนะยะ! แถมยังมีหนี้นอกระบบผสมโรงอีก! นายจะใช้ให้เหรอ? ถ้าไม่ช่วยก็อย่ามาพูดง่าย ๆ นะ!"

กูซอฮยองสูดน้ำมูกพลางตวาดแว้ดใส่ตาขวาง

ประมาณว่า ไม่ใช่เรื่องของตัวก็พูดได้สิ

"คิดว่าฉันไม่อยากใช้หนี้รึไง แต่สถานการณ์มันบัดซบแบบนี้ ร้านก็ไหม้หมด จะให้กลับไปทำงานในวงการบันเทิงก็ยอมตายดีกว่า!"

"...!"

"จะขอยื่นฟื้นฟูหนี้สินส่วนบุคคลก็คุณสมบัติไม่ผ่านอีก โว้ยยย จริง ๆ เลย ฉันนี่มัน..."

กูซอฮยองอึกอัก ก่อนจะปล่อยโฮออกมาพร้อมประโยคสุดท้าย

"จะให้ทำยังไงเล่า? ตอนนี้มันเหนื่อยไปหมดแล้ว... เอาจริง ๆ ตั้งแต่มีเกตโผล่มา ไม่เคยมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นสักครั้งเลย"

ร้องไห้น่าเวทนาขนาดนี้ ต่อให้เป็นมนุษย์ต่างดาว จิตใจก็ย่อมต้องหวั่นไหวบ้าง

แต่ทำไมกันนะ

"วงการบันเทิง?"

กิรยอกลับนิ่งเงียบด้วยสีหน้าเย็นชาราวกับคนไร้หัวใจ

"นี่คุณ ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง"

ไม่นานเขาก็เอ่ยคำถามสั้น ๆ ออกมา

"ทำไมถึงไม่คิดจะทำงานเป็นฮันเตอร์บ้างล่ะครับ?"

"อะไรนะ?"

"ก็คุณเป็นผู้ตื่นรู้นี่นา ทำไมถึงตัดทางเลือกการเป็นฮันเตอร์ทิ้งไปเลยล่ะ..."

เมื่อเห็นเธอเบิกตากว้างด้วยความงุนงง คิมกิรยอก็เพิ่งจะตระหนักได้ถึงบางสิ่ง

"นี่อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นผู้ตื่นรู้?"

แถมคนคนนี้...

ยังไม่ใช่สายทั่วไปแบบ จองฮาซอง เสียด้วย

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

88

20px

'เจอตัวแล้ว!'

ดูภายนอกก็ปกติดีนะ

'ถึงจะใช้ลมช่วยรับแรงกระแทกแบบฉุกเฉินไปแล้วก็เถอะ แต่จะรอดไหมเนี่ย?'

สวบ...

ผมมุดเข้าไปในพุ่มไม้ แล้วประคองร่างของชาวโลกที่นอนคว่ำหน้าอยู่ให้ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง

"คุณครับ เป็นอะไรไหม?"

ไม่นานก็ได้ยินข่าวดี

เธอขมวดคิ้วยุ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที

'โอ้!'

คนที่เพิ่งได้สตินิ่งอึ้งไปด้วยความตกใจอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เอ่ยออกมาคำหนึ่ง

"นาย..."

นาย?

"นายเป็นบ้าอะไรถึงเข้ามายุ่มย่ามเรื่องของคนอื่นฮะ! รู้ไหมว่ากว่าฉันจะตัดใจทำแบบนี้ได้มันยากแค่ไหน? มาขวางทำไม! ขวางทำไมเล่า! อ๊ากกก!"

คนที่นี่ต้อนรับผู้มีพระคุณได้มีเอกลักษณ์จริง ๆ

---

บัดซบที่สุด

กว่าจะรวบรวมความกล้าเพื่อทำเรื่องแบบนั้นได้สักครั้ง กลับต้องมาจบเห่แบบงง ๆ

"ฮึ่ยยย!"

เจ้าของกิจการส่วนตัว กูซอฮยอง ขบกรามแน่นพลางจ้องเขม็งไปข้างหน้า

ให้ตายสิ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง

ทั้งเรื่องที่ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จก็น่าหงุดหงิด แถมตอนนี้ยังหิวข้าวอีกต่างหาก

ที่สำคัญคือแว่นตากระเด็นหายไปไหนก็ไม่รู้ มองอะไรไม่เห็นเลย!

"เพราะความเสือกของนายแท้ ๆ พังหมดเลย!"

กูซอฮยองเริ่มระเบิดอารมณ์ใส่ชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอไว้

"นึกว่าฉันจะขอบคุณความเห็นใจจอมปลอมนั่นรึไง? ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรแล้วสะเออะเข้ามาทำไม! จะเอายังไง รับผิดชอบมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"

แต่สิ่งที่ตอบกลับมา กลับเป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบจนเกินเหตุ

"ใจเย็น ๆ ก่อนครับ"

กูซอฮยองที่สายตาสั้นมากจนมองอะไรไม่เห็นในตอนนี้ ทำได้เพียงสนทนาโต้ตอบโดยอาศัยเสียงที่ได้ยินเท่านั้น

"เมื่อกี้เพิ่งตกลงมา ร่างกายคงยังตื่นตระหนกอยู่ นั่งพักก่อนเถอะครับ ตรงนั้นเป็นไง?"

ชายผมทองชี้มือออกไปที่ไหนสักแห่ง

พอลองหรี่ตามองเพ่งดูดี ๆ ตรงนั้นน่าจะเป็นโต๊ะเก้าอี้หน้าร้านสะดวกซื้อแถวนี้

"จะตื่นไม่ตื่นก็เรื่องของฉัน..."

กูซอฮยองบ่นอุบอิบแต่ก็ยอมเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้นแต่โดยดี

เพราะเอาเข้าจริง ขาเธอสั่นพั่บ ๆ จนยืนแทบไม่อยู่เหมือนที่เขาบอกนั่นแหละ

"เฮ้อ"

ทันทีที่หย่อนก้นลงนั่ง เธอก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดแรง

แต่ทว่า...

หลังจากนั่งเงียบอยู่พักใหญ่ เสียงกระดิ่งร้านสะดวกซื้อก็ดังขึ้นสองครั้ง

-กริ๊ง กริ๊ง

เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็มีเครื่องดื่มวางอยู่ตรงหน้าแล้ว

มันคือคาเฟ่ลาเต้

"จะให้นั่งเฉย ๆ ก็เกรงใจเขาน่ะครับ"

ดูเหมือนเขาจะรีบวิ่งไปซื้อมาเพื่อเป็นค่าเช่าที่...

กูซอฮยองรับกาแฟมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะขอบคุณสักนิด หนำซ้ำยังหรี่ตามองค้อนใส่อีกฝ่ายด้วยซ้ำ

"ไม่พอใจขนาดนั้นเลยเหรอครับที่ผมช่วยชีวิตคุณไว้?"

กูซอฮยองทำหน้าบูดเบี้ยวแทนคำตอบว่า 'เออ!'

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังเลือกคำพูด

"ถึงยังไงการฆ่าตัวตายก็ไม่ดีนะครับ"

สุดท้ายหมอนี่ก็คงจะพ่นคำแนะนำไร้ประโยชน์อย่างพวก 'ชีวิตมีค่า' เหมือนคนอื่น ๆ สินะ?

"เหรอคะ?"

"ครับ คือว่า..."

กูซอฮยองสะบัดหน้าหนีราวกับไม่อยากฟังอะไรอีก

แต่ทว่า...

"ยังไงความตายก็เป็นเรื่องที่ ย้อนกลับไม่ได้ นี่ครับ"

ประโยคนี้มันฟังดูต่างจากที่คาดไว้หน่อย ๆ หรือเปล่านะ

"ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหน แต่โลกนี้ก็ยังไม่มีวิธีกู้ชีพคนตายให้ฟื้นคืนมาได้..."

"ฮะ?"

"เรื่องแบบนี้อย่างน้อยก็ควรไตร่ตรองให้รอบคอบ จนกว่าจะมีสกิลแบบนั้นเกิดขึ้นนะครับ..."

ย้อนกลับไม่ได้? เทคโนโลยี? สกิล?

ฟังดูเหมือนจะบอกว่าชีวิตมีค่าแหละนะ

'แต่เลือกใช้คำแปลกชะมัด'

ในระหว่างที่เธอกำลังรู้สึกทะแม่ง ๆ กับคำพูดของเขา เสียงทุ้มต่ำและชัดเจนของชายหนุ่มจากอีกฝั่งของภาพเบลอ ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

"เอาเป็นว่า เดี๋ยวผมจะช่วยประเมินสถานการณ์ของคุณจากมุมมองที่เป็นกลางให้เอง"

"ป... ประเมิน?"

"มาช่วยกันคิดอย่างถี่ถ้วนเถอะครับ ว่าตายไปเลยจะดีกว่าจริงไหม"

"...!"

"บางทีคนนอกมองเข้ามา อาจจะเจอเหตุผลในการมีชีวิตอยู่แบบที่คุณนึกไม่ถึงก็ได้นะครับ"

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น กูซอฮยองก็ขมวดคิ้วแน่น

"ถ้ามองยังไงชีวิตฉันมันก็ไม่มีทางออก นายจะทำยังไง? รับผิดชอบไหวเหรอ?"

แน่นอนว่าชายหนุ่มตอบกลับมาโดยไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

"ถ้างั้นผมจะผลักคุณลงมาจากดาดฟ้าให้ใหม่ครับ"

"หา?"

"ก็บอกให้รับผิดชอบนี่ครับ ถ้าไม่อยากกระโดด เดี๋ยวผมหาวิธีอื่นทำให้ตายชัวร์ ๆ ก็ได้ ตกลงไหม?"

หมายความว่าถ้าช่วยกันคิดแล้วได้บทสรุปเดิม เขาจะรับผิดชอบด้วยการช่วยสงเคราะห์ให้เธอตายสมใจงั้นเหรอ

กูซอฮยองขนลุกซู่ขึ้นมาทันที

'อะไรของหมอนี่?'

พูดเรื่องฆ่าคนได้หน้าตาเฉยแบบนั้นได้ยังไง? แถมยังพูดกับคนที่ตัวเองเพิ่งช่วยชีวิตมาเนี่ยนะ

ความกดดันประหลาดทำให้กูซอฮยองเผลอหุบปากเงียบกริบ

แต่อีกฝ่ายกลับถามต่อหน้าตาเฉย ราวกับไม่รับรู้อารมณ์ของเธอเลยสักนิด

"เอาล่ะ เล่าเรื่องของคุณมาหน่อยสิครับ ทำไมถึงอยากตายนัก?"

จะต้องมานั่งสาธยายชีวิตรันทดให้คนหัวทองแปลกหน้าฟังเนี่ยนะ

ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ก็เถอะ...

'ช่างมัน ยังไงก็จะตายอยู่แล้ว ถือว่าบ่นสั่งลาเป็นครั้งสุดท้ายละกัน'

เมื่อคิดได้ดังนั้น

กูซอฮยองก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่ทำให้เธอต้องไปยืนอยู่บนดาดฟ้านั้นอย่างละเอียด

---

กูซอฮยอง คือนักแสดงชาวเกาหลีใต้

เธอเข้าวงการตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มเดบิวต์จากการเป็นนางแบบโฆษณาเครื่องทำน้ำอุ่นเมื่อ 16 ปีก่อน

ดวงตากลมโตดูไร้เดียงสา ผิวขาวผ่อง แถมยังมีทักษะการแสดงที่ยอดเยี่ยม

เพียบพร้อมขนาดนี้ จะไม่ให้ดังได้ยังไงไหว

ดาราเด็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุคแบบไร้ข้อกังขา

นั่นคือคำชื่นชมที่คนทั่วไปมอบให้กูซอฮยอง...

แต่ถ้ามองอีกมุม นั่นคือลางบอกเหตุแห่งความโชคร้าย

อย่างแรก กูซอฮยองอึดอัดกับความสนใจจากสาธารณชนมาก เพราะโดยเนื้อแท้เธอเป็นคนเก็บตัว

เธอเกลียดการที่หน้าตัวเองไปโผล่บนจอทีวี

เกลียดการต้องไปกองถ่ายที่มีแต่ผู้ใหญ่เต็มไปหมด

เกลียดการต้องเค้นอารมณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะได้ฉากที่ดี สรุปก็คือ เธอไม่ชอบงานนี้แทบทุกอย่าง

แต่พอเอ่ยปากว่าอยากเลิกเป็นนักแสดง พ่อแม่ก็ตกใจและพยายามห้ามปราม

เพราะไม่อยากให้ทุกคนผิดหวัง

เธอจึงต้องจำใจทำงานในวงการบันเทิงต่อไปทั้งที่ฝืนใจ

แม้จะอายุมากขึ้นจนความนิยมเริ่มถดถอย ต้องทนมองนักแสดงรุ่นน้องแซงหน้าไปอย่างรุ่งโรจน์ แต่เธอก็ยังกัดฟันทนมาได้จนถึงปีที่ 15

"ฮือออ"

ในที่สุด ขีดจำกัดของกูซอฮยองก็มาถึง เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วเธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพนิกจากความเครียด

'ทนใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ไหวแล้ว'

เธอตัดสินใจจะลาออกจากวงการบันเทิง

แน่นอนว่าเธอวางแผนอนาคตไว้แล้ว เพราะค่าตัวที่ได้รับตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่เงินน้อย ๆ

'ร้านที่เป็นชื่อของฉัน!'

กูซอฮยองกลับไปหาพ่อแม่เพื่อสานฝันในการเปิดเวิร์กช็อปเครื่องประดับ

'เอ๊ะ?'

แต่ทว่า...

มารู้ความจริงทีหลังว่า พ่อแม่ของเธอเอาเงินค่าตัวที่บอกว่าจะเก็บออมไว้ให้ ไปผลาญจนเกลี้ยงบัญชีแล้ว

-แม่ ว่าไงนะ?

-อะ แฮ่ม

เงินที่หามาทั้งชีวิต เธอไม่ได้จับเลยสักวอนเดียว มันมลายหายไปหมดแล้ว

ด้วยเหตุผลปัญญาอ่อนอย่างการลงทุนในเหรียญคริปโตของพ่อ

-พ่อขอโทษ ไม่สิ แต่จะให้ทำยังไงล่ะ? เมื่อสองปีก่อนมันยังกำไรดีอยู่เลยนะ พ่อเห็นคนที่ลงไป 10 ล้านวอนได้กำไรตั้งเยอะ พ่อก็เลย... ไอ้ในคอมพิวเตอร์นั่นน่ะ มันยั่วใจ พ่อก็เลย...

ถ้าแค่เสียเงินยังพอทน แต่ปฏิกิริยาของคนในครอบครัวหลังจากนั้นต่างหากที่น่ารังเกียจ

-นี่ยะ อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินใครนะ

-โธ่เอ๊ย เงินหายไปแค่นั้นทำเป็นโมโหใส่คนในครอบครัวรึไง?

-ซอฮยอง เงินทองเป็นของนอกกาย มีได้ก็หมดได้

กูซอฮยองโกรธจนเลือดขึ้นหน้ากับข้อแก้ตัวหน้าด้าน ๆ ของทั้งสองคน เธอร้องห่มร้องไห้ตะโกนใส่

งั้นก็ขายบ้านหลังนี้เอาเงินมาคืนฉันสิ ฉันจะได้เอาไปเปิดร้านแล้วลาออกจากงานนี้สักที...

-อะไรนะ? ขายบ้าน?

แต่ประโยคที่สวนกลับมานั้นเย็นชาจับใจ

-แกกล้าพูดแบบนี้กับพ่อแม่ที่เลี้ยงมาเหรอ? จะให้ขายบ้านที่ทุกคนซุกหัวนอนเนี่ยนะ ย้ายเย้ยอะไรกัน

พวกเขาไม่ได้คิดจะคืนเงินให้กูซอฮยองเลย

-แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงจะเลิกเป็นนักแสดงล่ะ?

-...

-ช่วงนี้งานน้อยเลยน้อยใจเหรอ?

-พ่อ หนูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

-เลิกทำตัวอ่อนแอสักที คนอื่นเขาก็ลำบากเหมือนกันทั้งนั้นแหละ

-หนูอยากตาย

-พ่อบอกเสมอใช่ไหม ว่าเอาเวลาที่บ่นไปพยายามให้เหมือนกับคนจะตายจริง ๆ เดี๋ยวก็ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น กูซอฮยองก็หมดศรัทธากับครอบครัวและตัดขาดจากที่บ้านทันที เท่ากับว่าเธอเสียที่พึ่งสุดท้ายไปแล้ว

เอาล่ะ นั่นคือสถานการณ์เมื่อปีก่อน

"หลังจากนั้นฉันก็ออกจากบ้านมากู้เงิน"

สาเหตุหลักจริง ๆ มันเริ่มจากตรงนี้ต่างหาก

"ถึงสถานการณ์จะเป็นแบบนั้น แต่ฉันก็ตัดใจจากความฝันที่จะมีเวิร์กช็อปเป็นของตัวเองไม่ได้..."

การสร้างธุรกิจ...

กิรยอที่นั่งฟังเงียบ ๆ มาตลอดเอ่ยขึ้น

"ถ้านึกถึงร้าน คุณก็น่าจะยิ่งต้องสู้ชีวิตไม่ใช่เหรอครับ?"

ทันใดนั้น น้ำตาก็ทะลักออกมาจากดวงตาของกูซอฮยอง

"ใช่ ถ้ามีร้านฉันก็คงสู้ตายไปแล้ว! แต่ร้านฉันโดนไฟไหม้วอดเพราะเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกเมื่อเดือนสิงหาคม เจ๊งยับไม่เหลือซาก! ทีนี้เข้าใจรึยังว่ามันจบเห่แล้วจริง ๆ!"

ไม่อยากจะมาร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าคนแปลกหน้าเลย

"แถมประกันภัยพิบัติเกตที่ทำไว้ ดันเป็นบริษัทเถื่อนซะอีก...!"

"เฮือก"

"ฮืออออ อุตส่าห์ตั้งใจใช้ชีวิตขนาดนี้ ทำไม ทำไมฉันต้องมาแบกหนี้ก้อนโตด้วย...!"

พอได้เริ่มร้องไห้ ความเศร้าก็ไหลทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก

"เข้าใจสถานการณ์แล้วครับ งั้นต่อจากนี้ผมจะพูดในมุมของผมบ้างนะ"

แต่กิรยอกลับไม่คล้อยตามอารมณ์ของอีกฝ่าย เขายังคงประคองบทสนทนาต่อไปด้วยท่าทีที่ค่อนข้างสุขุม

ในฐานะวิญญาณจากต่างดาว เขายังไม่เข้าใจการแสดงออกทางอารมณ์ของที่นี่อย่างลึกซึ้งนัก

"ยังไงผมก็ยังมองว่าเร็วเกินไปที่จะตายอยู่ดีครับ"

"ตรงไหนไม่ทราบ!"

กึก

กิรยอประสานมือวางบนโต๊ะพลาสติกแล้วกล่าวว่า

"สรุปก็คือ ตอนนี้คุณลำบากเพราะหนี้สินใช่ไหมครับ?"

"แล้วมันทำไม!"

"งั้นแทนที่จะรีบตาย ลองพยายามใช้หนี้ดูก่อนดีไหมครับ..."

ทว่าปฏิกิริยาตอบกลับนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่

"หนี้ฉันตั้ง 240 ล้านวอนนะยะ! แถมยังมีหนี้นอกระบบผสมโรงอีก! นายจะใช้ให้เหรอ? ถ้าไม่ช่วยก็อย่ามาพูดง่าย ๆ นะ!"

กูซอฮยองสูดน้ำมูกพลางตวาดแว้ดใส่ตาขวาง

ประมาณว่า ไม่ใช่เรื่องของตัวก็พูดได้สิ

"คิดว่าฉันไม่อยากใช้หนี้รึไง แต่สถานการณ์มันบัดซบแบบนี้ ร้านก็ไหม้หมด จะให้กลับไปทำงานในวงการบันเทิงก็ยอมตายดีกว่า!"

"...!"

"จะขอยื่นฟื้นฟูหนี้สินส่วนบุคคลก็คุณสมบัติไม่ผ่านอีก โว้ยยย จริง ๆ เลย ฉันนี่มัน..."

กูซอฮยองอึกอัก ก่อนจะปล่อยโฮออกมาพร้อมประโยคสุดท้าย

"จะให้ทำยังไงเล่า? ตอนนี้มันเหนื่อยไปหมดแล้ว... เอาจริง ๆ ตั้งแต่มีเกตโผล่มา ไม่เคยมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นสักครั้งเลย"

ร้องไห้น่าเวทนาขนาดนี้ ต่อให้เป็นมนุษย์ต่างดาว จิตใจก็ย่อมต้องหวั่นไหวบ้าง

แต่ทำไมกันนะ

"วงการบันเทิง?"

กิรยอกลับนิ่งเงียบด้วยสีหน้าเย็นชาราวกับคนไร้หัวใจ

"นี่คุณ ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง"

ไม่นานเขาก็เอ่ยคำถามสั้น ๆ ออกมา

"ทำไมถึงไม่คิดจะทำงานเป็นฮันเตอร์บ้างล่ะครับ?"

"อะไรนะ?"

"ก็คุณเป็นผู้ตื่นรู้นี่นา ทำไมถึงตัดทางเลือกการเป็นฮันเตอร์ทิ้งไปเลยล่ะ..."

เมื่อเห็นเธอเบิกตากว้างด้วยความงุนงง คิมกิรยอก็เพิ่งจะตระหนักได้ถึงบางสิ่ง

"นี่อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นผู้ตื่นรู้?"

แถมคนคนนี้...

ยังไม่ใช่สายทั่วไปแบบ จองฮาซอง เสียด้วย