Cover

90

รู้งี้รีบบอกกันซะตั้งแต่ทีแรกก็สิ้นเรื่อง

“นี่เบอร์ครับ”

ครู่ต่อมา

ผมกดเบอร์โทรศัพท์ลงในมือถือของอีกฝ่ายด้วยเหงื่อที่ไหลพลั่กๆ

เท่านี้ธุระก็เสร็จสิ้น ที่เหลือก็แค่เผ่นหนีไปให้ไวที่สุด...

“เดี๋ยวก่อนค่ะ”

กูซอฮยองชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรับมือถือคืนไป ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น

“ขอโทษนะคะ ช่วยก้มหน้าลงมาทางนี้หน่อยได้ไหมคะ?”

“ครับ?”

“ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีหรอกค่ะ แค่อยากรู้ว่าหน้าตาคุณเป็นยังไงน่ะค่ะ”

“....”

“ฮะๆ ลองคิดดูสิคะ ขนาดคุณเป็นผู้มีพระคุณแท้ๆ แต่ฉันกลับจำหน้าตาคุณไม่ได้เลยสักนิด”

ระยะแค่นี้ยังมองเห็นภาพไม่ชัดอีกงั้นเหรอ

อืม

ก็ไม่ได้จะแตะเนื้อต้องตัวอะไร แค่ขอดูหน้าเฉยๆ คงไม่เป็นไรมั้ง

“เชิญครับ”

พอผมตอบตกลง อีกฝ่ายก็ขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับส่งสายตาคาดหวังมาให้

‘แค่นี้น่าจะพอแล้วมั้ง?’

ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมา

ทำไมรอยยิ้มมุมปากของเธอมันค่อยๆ หุบลงแบบนั้นล่ะ

“.......”

“.......”

กูซอฮยองเงียบกริบ ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

ไอ้ดวงตาเบิกกว้างกับรูม่านตาที่สั่นระริกนั่น มันปฏิกิริยาของคนเห็นผีชัดๆ

ด้วยความสงสัย ผมเลยถามออกไป

“มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ?”

แล้วเธอก็ให้คำตอบกลับมา

“คำพูด...”

“คำพูด?”

“ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ฉันนึกภาพไว้ว่าเป็นคนหน้าตาใจดีซะอีกค่ะ......”

โธ่ถัง เอวังก็ด้วยประการฉะนี้

---

วันอังคารเวียนมาบรรจบ

[ห้องประธานสมาคม]

เสียงหัวเราะร่าดังเล็ดลอดออกมาสู่ทางเดินอันเงียบสงบ

“ฮ่าๆๆๆ!”

ภายในห้องที่ติดป้ายว่าห้องประธานสมาคม มีชายใส่สูทนั่งอยู่ประมาณสามคน

หนึ่งในนั้น ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ จู่ๆ ก็พูดเสียงดังขึ้นมา

“อู้ว~ ในที่สุดประเทศเราก็มี อินแชนเตอร์ กับเขาบ้างแล้วเว้ยเฮ้ย! นี่แหละที่ต้องการ!”

“ฮ่าๆๆ”

“แถมยังเป็นคนแรกของเอเชียอีกต่างหาก!”

พอประธานสมาคมพูดเปิด คนรอบข้างก็พยักหน้าเห็นด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง

“ทีนี้ไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือจีน ก็ต้องแห่กันมาขอให้เราช่วย เสริมแกร่ง ให้แน่นอนครับ”

“ฮ่าๆๆ!”

“พวกยุโรปมันโขกสับเรามานาน คิดค่าธรรมเนียมอินแชนต์แต่ละทีแพงหูฉี่ คราวนี้แหละมึงเอ๊ย”

พวกเขากำลังลิงโลดกับเรื่องมงคลที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว

อินแชนเตอร์

ผู้มีพลังความสามารถหายากที่ทั่วโลกค้นพบแค่ 10 คน ในที่สุดก็มาโผล่ที่เกาหลีจนได้

“จริงสิ แล้วแจ้งพวกระดับ S ไปครบรึยัง?”

“แน่นอนครับ”

“ฮันเตอร์ซอเอสเธอร์ พอได้ยินข่าวก็แทบจะบินมาที่สมาคมเลยครับ ฮ่าๆๆ”

อินแชนเตอร์จะแสดงคุณค่าที่แท้จริงออกมาเมื่อทำหน้าที่ซัพพอร์ตผู้ตื่นรู้ระดับท็อป

เพราะพวกฮันเตอร์ระดับ S ล้วนมีอุปกรณ์ดีๆ ที่เหมาะสมกับระดับของตัวเองอยู่แล้ว

สกิลของอินแชนเตอร์ที่สามารถดึงประสิทธิภาพของไอเทมออกมาได้ถึงขีดสุด

ไม่สิ ต้องเรียกว่ายกระดับฟังก์ชันจนแทบจะทะลุขีดจำกัดได้เลยต่างหาก

นี่คือปัจจัยการอัปเกรดขั้นสุดท้ายที่จะทำให้พวกระดับ S ที่กวาดต้อนของดีมาใส่จนตัวกรอบ แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

ด้วยเหตุนี้ ฮันเตอร์ระดับ S ทั่วโลกถึงได้ยอมก้มหัวเกาะแข้งเกาะขาผู้ตื่นรู้ที่เลเวลแค่ระดับ C หรือ D เท่านั้น

“ฮ่าๆๆๆ!”

ต่อจากนี้ไป แค่เป็นนายหน้าคอยจัดสัญญากลางให้อินแชนต์ ก็ฟันกำไรได้มหาศาลแล้ว

ประธานสมาคมฉีกยิ้มกว้างจนปากแทบฉีกถึงรูหู หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

“เอ่อ ท่านประธานครับ”

แต่โลกนี้มีขึ้นก็ต้องมีลง เป็นสัจธรรม

“เมื่อวานคุณกูซอฮยองส่งคำร้องมาที่สมาคมเรื่องหนึ่งครับ......”

อารมณ์ของประธานสมาคมดิ่งวูบลงอย่างรวดเร็ว

เพราะข่าวที่ได้ยินมันไม่ค่อยจะรื่นหูเท่าไหร่

“อะไรนะ?”

ตามคำบอกเล่าของเลขาฯ ตั้งแต่วินาทีที่กูซอฮยองตื่นรู้ เธอก็ยื่นคำขาดเรื่องหนึ่งมาตลอด

-ฉันจะตอบแทนบุญคุณค่ะ!

เธอบอกว่ามีผู้มีพระคุณที่ต้องให้ความสำคัญเหนือกว่าภารกิจใดๆ ดังนั้นช่วงนี้จะไม่รับงานเสริมแกร่งจากภายนอกเด็ดขาด อะไรทำนองนั้น

“ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้เนี่ยนะ?”

“คือ... ท่านผู้ตื่นรู้ยื่นคำขาดมาแบบหัวชนฝาเลยครับ......”

ประธานสมาคมกุมขมับ

ให้ตายสิ ตอนนี้ญี่ปุ่นถือสัญญาจ้างมูลค่าหลายพันล้านมายืนรอคิวให้เสริมแกร่งอยู่นะเว้ย

“ยัยกูซอฮยองอะไรนั่น ทำไมมันเรื่องมากจังวะ?”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

“อยู่ๆ ก็ขอให้ปิดข้อมูลส่วนตัวเป็นความลับจนเราออกข่าวโปรโมตไม่ได้สักบรรทัด ไอ้เราก็ยอมทำให้ตามใจทุกอย่างแล้วนะ”

“อะฮะๆ......”

“แล้วนี่ยังจะมาเลือกรับงานตามใจชอบอีกงั้นเรอะ? โธ่เอ๊ย น่ารำคาญจริง”

ชิ

ประธานสมาคมเดาะลิ้นส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

“เพราะงี้ไงเขาถึงว่าเด็กสมัยนี้มันเห็นแก่ตัว”

พวกทีมงานรอบข้างทำสีหน้าลำบากใจ แต่ประธานสมาคมก็ยังบ่นไม่หยุด

“มีพลังล้ำค่าขนาดนั้น ก็ควรจะคิดถึงการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติสิ นี่อะไร พอมีพลังเข้าหน่อยก็เชิดหน้าชูคอ ทำตามใจตัวเองไปซะหมด หือ?”

“อ่า... นั่นสิครับ”

โลกเรามันกลายเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ผู้ตื่นรู้ส่วนใหญ่อายุอยู่ในช่วง 20 ถึง 30 ปี

ฮันเตอร์ที่มีอายุแทบจะหาไม่ได้ในวงการนี้

เพราะพอเลยวัย 40 ไปแล้ว พลังเวทในร่างกายมักจะกลายเป็นพิษร้ายแรง

“ชิ สมัยพวกฉันนะ อย่างน้อยถ้าประเทศมีวิกฤต ก็ไม่มีใครทำตัวแบบนี้หรอก มันต้องรู้จักมียางอายกันบ้างสิ”

ประธานสมาคมไม่สบอารมณ์กับสถานการณ์ปัจจุบันที่พวกเด็กเมื่อวานซืนพอได้เป็นผู้ตื่นรู้ก็เบ่งกันจนคอแข็ง

‘ไอ้เราก็ดีใจที่บอกว่าจะไม่เข้ากิลด์ไหนแต่มาสังกัดสมาคมโดยตรง ที่ไหนได้ ผู้ตื่นรู้รายนี้ก็ตัวปัญหาเหมือนกัน ตัวปัญหาชัดๆ’

แถมช่วงนี้ก็มีเรื่องขัดใจไม่ใช่น้อยๆ

“จริงสิ”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง

ประธานสมาคมก็โพล่งขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“ไอ้... จองฮาซองมันยังประท้วงหยุดงานอยู่อีกเหรอ?”

เลขาฯ พยักหน้ารับ ประธานสมาคมจึงเกาเคราที่คางอย่างหงุดหงิด

ฮันเตอร์ระดับ S แรงก์อันดับ 1 จู่ๆ ก็เก็บตัวเงียบหายไป

จะมีเรื่องไหนน่าปวดหัวไปกว่านี้อีก

“ไอ้หมอนั่นมันไปฟังเรื่องบ้าบอมาจากไหนกันนะ......!”

พอเขาตะคอกเสียงดัง คนรอบข้างก็พากันเงียบกริบ ทำได้แค่ลอบมองตากันเลิ่กลั่ก

“ไม่สิ คราวก่อนตอนคุยโทรศัพท์กัน มันบอกฉันว่าไงรู้ไหม มันบอกว่า ‘ผมยังอ่อนแอเกินไป ช่วงนี้คงต้องรักษาสุขภาพและฝึกฝนจิตใจสักหน่อย’......”

“ฮะๆๆ”

“พอได้ยินแบบนี้ ภาพในหัวมันก็ชัดเลย อา... นี่มันต้องไปตีกับฮันเตอร์คนอื่นมาแหงๆ!”

ตึง!

กำปั้นหนาทุบลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น

“ถ้าไม่ได้โดนผู้ตื่นรู้ด้วยกันซ้อมมาจนน่วม จองฮาซองมันจะหมดสภาพจนจิตตกขนาดนั้นได้ยังไง จริงไหม?”

ประธานสมาคมเริ่มพึมพำด้วยใบหน้ามั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง

ส่วนเลขาฯ ที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่เหลือบมองนาฬิกา ไม่ได้สนใจบทสนทนาเท่าไหร่นัก

“พวกผู้ตื่นรู้นี่มันเป็นตัวปัญหาจริงๆ เอะอะก็ตีกัน......”

“ท่านประธานครับ”

“เฮ้อ ให้ตายสิ ใจจริงฉันอยากจะไปลากคอไอ้ตัวการที่ไปยุแยงจองฮาซองมา......”

“ทะ ท่านประธานครับ?”

ครู่ต่อมา

พอเลขาฯ ชี้ไปที่นาฬิกาด้วยสีหน้าลำบากใจ ประธานสมาคมก็สะดุ้งโหยงแล้วลุกขึ้นยืน

“เวลาป่านนี้แล้วเรอะ?”

ดูท่าคงต้องรีบไปเตรียมตัวสำหรับกำหนดการต่อไปแล้ว

“ฮึๆ งั้นฉันไปก่อนนะ ไว้คุยกันใหม่......”

จังหวะนั้นเอง

ประธานสมาคมเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยผ่านหน้าต่างด้านหลัง

ผมสีน้ำตาลที่มัดไว้อย่างลวกๆ

ผิวขาวซีดไร้สีเลือด

และดวงตากลมโตคู่นั้น

“นั่นกูซอฮยองไม่ใช่เรอะ?”

“ครับๆ ท่านอินแชนเตอร์ครับ”

กูซอฮยองที่อยู่นอกหน้าต่างกำลังยิ้มร่าพลางพูดอะไรบางอย่างไม่หยุดปาก

และคู่สนทนาของเธอก็คือ......

“แล้วนั่นใคร?”

ขวับ

ประธานสมาคมชี้มือไปที่ผู้ชายที่ยืนอยู่กับกูซอฮยอง

“คะ? ใครเหรอครับ?”

“นั่นๆ”

“หมายถึงคนผมทองเหรอครับ?”

“มันเป็นใคร ทำไมกูซอฮยองถึงไปอยู่ข้างๆ แบบนั้น? เกิดการคุ้มกันผิดพลาดขึ้นมาจะทำยังไง”

พนักงานอีกคนของสมาคมจึงรีบตอบทันที

“อ๋อ! ท่านนั้นคือผู้มีพระคุณที่คุณซอฮยองพูดถึงไงครับ”

แต่ปฏิกิริยาตอบกลับของประธานสมาคมกลับเย็นชา

เขาเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์

“ผู้มีพระคุณบ้าบออะไร ดูท่าก็แค่แฟนหนุ่มนั่นแหละ”

“ครับ?”

“สมกับที่เคยเป็นดารา แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออกเลยจริงๆ... ชิๆ”

ขืนคำพูดนี้เข้าหูอินแชนเตอร์มีหวังเกิดเรื่องใหญ่แน่ ทำไมถึงได้ปากพล่อยพูดจาไม่คิดแบบนี้นะ

ในขณะที่เลขาฯ และพนักงานต่างพากันเงียบกริบด้วยความอึดอัด

ประธานสมาคมก็จ้องมองชายหนุ่มที่เดินไปพร้อมกับกูซอฮยอง แล้วพึมพำออกมา

“จะว่าไป ไอ้หมอนั่นหน้าตาดูชั่วร้ายชะมัด”

ดวงตาชั้นเดียวกับผิวแห้งกร้าน

ความประทับใจแรกที่ดูแหลมคมนั่น และชั่ววูบที่สายตาสบกัน มันเป็นเรื่องบังเอิญแน่เหรอ

---

‘อะไรน่ะ? เหมือนมีสายตามาจากที่ไหนสักแห่ง......’

เวรเอ๊ย

โดนสต็อกเกอร์ตามจิกกัดบ่อยจนกลายเป็นคนขี้ระแวงไปแล้ว

พอออกมาข้างนอกทีไร ก็รู้สึกเหมือนมีคนคอยจับตามองอยู่ตลอดเวลา

ไม่สิ จะว่าไปก็อาจจะไม่ใช่แค่คิดไปเองก็ได้

ป่านนี้คังชางโฮอาจจะกำลังเช็กตำแหน่งของผมจากที่ไหนสักแห่งก็ได้นี่นา...

“เป็นอะไรไปคะ?”

ขวับๆ

ผมรีบกวาดตามองรอบๆ แล้วตอบกลับไป

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร รีบเข้าไปกันเถอะ”

“ค่ะ”

สถานที่ที่เรามาถึงคือห้องอเนกประสงค์ของตึกแถวนั้น

วันนี้คือวันผ่าผลน้ำเต้า

แน่นอนว่าไม่ได้จะเอาเลื่อยมาผ่าลูกน้ำเต้าจริงๆ หรอกนะ แค่เปรียบเปรยกับนิทานเรื่องฮึงบูกับนกนางแอ่นน่ะ

‘อืม’

ใครจะไปรู้ล่ะว่าการทำความดีโดยไม่คิดอะไรจะได้รับผลตอบแทนกลับมาแบบนี้?

ผมได้รับสิทธิ์ในการเสริมแกร่งไอเทมเพื่อแลกกับการช่วยชีวิตกูซอฮยองตอนที่ร่วงลงมา

แถมยังฟรีตลอดรายการอีกต่างหาก

“ทราบไหมคะ? ปกติสกิลปลุกพลังของอินแชนเตอร์จะแบ่งออกเป็น 2 สายค่ะ”

แต่กูซอฮยองเพิ่งจะตื่นรู้ เป็นมือใหม่หัดขับ ขีดจำกัดย่อมต้องมีอยู่แล้ว

“อย่างแรกคือทำให้ความสามารถเดิมของอุปกรณ์ชิ้นนั้นแข็งแกร่งขึ้น ส่วนอีกอย่างคือการใส่ความสามารถใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนลงไปค่ะ”

“สรุปคือคุณทำอย่างหลังไม่ได้สินะครับ?”

“ค่ะ”

กูซอฮยองขยับแว่นตาอันใหม่ที่เพิ่งตัดมา พลางหลบสายตา

“ตอนนี้ฉันทำได้แค่ ‘ขยายพลัง’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเดิมของอุปกรณ์เท่านั้นค่ะ......”

ท่าทางดูหงอยๆ พิกล

แต่ถึงจะได้รับคำอธิบายแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด

‘ของฟรี!’

แค่ไม่ต้องจ่ายเงิน ทางนี้ก็พอใจเต็มร้อยแล้วครับ

คุณภาพอะไรนั่นไม่ได้คาดหวังตั้งแต่แรกแล้วโว้ย

“ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ใช้สกิลบ่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งขึ้นเอง”

กริ๊ก

ผมหยิบไอเทมที่รีบไปซื้อมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะวางลงบนโต๊ะ

[แหวนระดับกลาง]

[ระดับ : ทั่วไป]

[คำอธิบาย : แหวนที่มีพลังเวทแห่งการปกป้องสถิตอยู่ เมื่อสวมใส่จะช่วยลดความเสียหายลงเล็กน้อย]

พอกูซอฮยองเห็นมัน ก็เอียงคอทำหน้าสงสัย

“แค่นี้เหรอคะ?”

อุตส่าห์ตั้งใจจะตอบแทนบุญคุณเต็มที่ แต่ดูเหมือนสเกลงานจะเล็กกว่าที่คิดสินะ?

แต่มันช่วยไม่ได้นี่หว่า

อุปกรณ์ที่ผมมี นอกจากแหวนวงนี้แล้ว อย่างมากก็มีอีกแค่ 2 ชิ้น

สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ เดิมทีก็เอาไว้ใช้ระเบิดตัวเองอยู่แล้ว

ส่วนเทพธิดาแฝดผู้พิทักษ์ ก็มีพลังป้องกันระดับสุดยอดอยู่แล้ว เสริมแกร่งไปก็คงไม่ได้มีผลต่างอะไรมาก......

“ฮะๆ ครับ”

ผมงัดสกิลการแสดงอารมณ์แบบชาวโลกที่แอบซุ่มซ้อมทีละนิดออกมาใช้เพื่อประคองบทสนทนา

“ลืมบอกไปครับว่าผมเป็นฮันเตอร์ระดับ F”

“ระดับ F?”

“เดิมทีก็แทบไม่มีไอเทมใช้อยู่แล้วครับ”

“อ๋อ งั้นเหรอคะ?”

ดูจากปฏิกิริยาที่ตอบรับแบบงงๆ นั่น สงสัยเจ้าตัวจะยังไม่อินกับระบบแรงก์ของฮันเตอร์เท่าไหร่

“เข้าใจแล้วค่ะ”

ซอฮยองตอบรับแล้วเริ่มตรวจสอบแหวนที่ผมยื่นให้

“อืม”

แต่ทำไมกันนะ

เธอดูไม่มีสมาธิกับแหวนเลย เอาแต่ชำเลืองมองมาทางนี้อยู่ได้

แล้วประโยคที่ดูระมัดระวังถ้อยคำก็หลุดออกมาจากปากของซอฮยอง

“จะว่าไป คุณฮันเตอร์บอกว่าไม่รู้เลยสินะคะว่าฉันเป็นใคร?”

“ครับ ผมดูแต่ข่าวในทีวี เลยไม่ค่อยรู้จักพวกดารา......”

ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ

หรือแอบเคืองที่คนจำตัวเองไม่ได้?

‘ก็เคยเป็นถึงนักแสดงที่กำลังรุ่งนี่นะ?’

ในขณะที่ผมกำลังจมอยู่กับสมมติฐานต่างๆ

กูซอฮยองก็ทำท่าจะถามอะไรบางอย่างอีกครั้ง

“งั้น หรือว่า......”

แต่ผมกลับไม่ได้ยินประโยคนั้นจนจบ

“ไม่สิ ไม่มีอะไรค่ะ”

“ครับ?”

เพราะเธอตัดบทดื้อๆ แบบนั้น

“อะไรครับเนี่ย พูดให้อยากแล้วก็จากไป”

“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ”

“มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะครับ?”

ผมเร่งให้อีกฝ่ายรีบพูดออกมา อย่ามามัวอมพะนำ

กูซอฮยองจึงยอมเปิดปากด้วยสีหน้าจำยอม

“อะ อายุน่ะค่ะ กะว่าจะถามอายุ อยากรู้ว่าคุณอายุเท่าไหร่!”

ให้ตายสิ พวกชาวโลกนี่ชอบถามเรื่องอายุกันจัง

บ้านเกิดผมน่ะ อายุขัยมันยืนยาวซะจนคนลืมอายุตัวเองมีถมเถไป

แต่ก็นะ ขืนรูดซิปปากเงียบตอนนี้คงดูแปลกพิลึก

“ผมเหรอ? ผมอายุ 24 ครับ”

ผมขโมยอายุของคิมกิรยอมาใช้แบบหน้าด้านๆ

แต่ที่ไหนได้ พอบอกอายุไป อีกฝั่งกลับให้ข้อมูลที่น่าประหลาดใจกลับมา

“จริงเหรอคะ? ฉันก็ 24 เหมือนกัน”

กูซอฮยองบอกว่า

ไหนๆ เราก็อายุเท่ากัน ถือโอกาสนี้พูดแบบเป็นกันเองไหม

แน่นอนว่าผมตอบตกลงทันที

ส่วนตัวผมไม่ชอบคำสุภาพอยู่แล้ว มันเปลืองคำโดยใช่เหตุ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

90

20px

รู้งี้รีบบอกกันซะตั้งแต่ทีแรกก็สิ้นเรื่อง

“นี่เบอร์ครับ”

ครู่ต่อมา

ผมกดเบอร์โทรศัพท์ลงในมือถือของอีกฝ่ายด้วยเหงื่อที่ไหลพลั่กๆ

เท่านี้ธุระก็เสร็จสิ้น ที่เหลือก็แค่เผ่นหนีไปให้ไวที่สุด...

“เดี๋ยวก่อนค่ะ”

กูซอฮยองชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรับมือถือคืนไป ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น

“ขอโทษนะคะ ช่วยก้มหน้าลงมาทางนี้หน่อยได้ไหมคะ?”

“ครับ?”

“ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีหรอกค่ะ แค่อยากรู้ว่าหน้าตาคุณเป็นยังไงน่ะค่ะ”

“....”

“ฮะๆ ลองคิดดูสิคะ ขนาดคุณเป็นผู้มีพระคุณแท้ๆ แต่ฉันกลับจำหน้าตาคุณไม่ได้เลยสักนิด”

ระยะแค่นี้ยังมองเห็นภาพไม่ชัดอีกงั้นเหรอ

อืม

ก็ไม่ได้จะแตะเนื้อต้องตัวอะไร แค่ขอดูหน้าเฉยๆ คงไม่เป็นไรมั้ง

“เชิญครับ”

พอผมตอบตกลง อีกฝ่ายก็ขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับส่งสายตาคาดหวังมาให้

‘แค่นี้น่าจะพอแล้วมั้ง?’

ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมา

ทำไมรอยยิ้มมุมปากของเธอมันค่อยๆ หุบลงแบบนั้นล่ะ

“.......”

“.......”

กูซอฮยองเงียบกริบ ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

ไอ้ดวงตาเบิกกว้างกับรูม่านตาที่สั่นระริกนั่น มันปฏิกิริยาของคนเห็นผีชัดๆ

ด้วยความสงสัย ผมเลยถามออกไป

“มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ?”

แล้วเธอก็ให้คำตอบกลับมา

“คำพูด...”

“คำพูด?”

“ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ฉันนึกภาพไว้ว่าเป็นคนหน้าตาใจดีซะอีกค่ะ......”

โธ่ถัง เอวังก็ด้วยประการฉะนี้

---

วันอังคารเวียนมาบรรจบ

[ห้องประธานสมาคม]

เสียงหัวเราะร่าดังเล็ดลอดออกมาสู่ทางเดินอันเงียบสงบ

“ฮ่าๆๆๆ!”

ภายในห้องที่ติดป้ายว่าห้องประธานสมาคม มีชายใส่สูทนั่งอยู่ประมาณสามคน

หนึ่งในนั้น ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ จู่ๆ ก็พูดเสียงดังขึ้นมา

“อู้ว~ ในที่สุดประเทศเราก็มี อินแชนเตอร์ กับเขาบ้างแล้วเว้ยเฮ้ย! นี่แหละที่ต้องการ!”

“ฮ่าๆๆ”

“แถมยังเป็นคนแรกของเอเชียอีกต่างหาก!”

พอประธานสมาคมพูดเปิด คนรอบข้างก็พยักหน้าเห็นด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง

“ทีนี้ไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือจีน ก็ต้องแห่กันมาขอให้เราช่วย เสริมแกร่ง ให้แน่นอนครับ”

“ฮ่าๆๆ!”

“พวกยุโรปมันโขกสับเรามานาน คิดค่าธรรมเนียมอินแชนต์แต่ละทีแพงหูฉี่ คราวนี้แหละมึงเอ๊ย”

พวกเขากำลังลิงโลดกับเรื่องมงคลที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว

อินแชนเตอร์

ผู้มีพลังความสามารถหายากที่ทั่วโลกค้นพบแค่ 10 คน ในที่สุดก็มาโผล่ที่เกาหลีจนได้

“จริงสิ แล้วแจ้งพวกระดับ S ไปครบรึยัง?”

“แน่นอนครับ”

“ฮันเตอร์ซอเอสเธอร์ พอได้ยินข่าวก็แทบจะบินมาที่สมาคมเลยครับ ฮ่าๆๆ”

อินแชนเตอร์จะแสดงคุณค่าที่แท้จริงออกมาเมื่อทำหน้าที่ซัพพอร์ตผู้ตื่นรู้ระดับท็อป

เพราะพวกฮันเตอร์ระดับ S ล้วนมีอุปกรณ์ดีๆ ที่เหมาะสมกับระดับของตัวเองอยู่แล้ว

สกิลของอินแชนเตอร์ที่สามารถดึงประสิทธิภาพของไอเทมออกมาได้ถึงขีดสุด

ไม่สิ ต้องเรียกว่ายกระดับฟังก์ชันจนแทบจะทะลุขีดจำกัดได้เลยต่างหาก

นี่คือปัจจัยการอัปเกรดขั้นสุดท้ายที่จะทำให้พวกระดับ S ที่กวาดต้อนของดีมาใส่จนตัวกรอบ แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

ด้วยเหตุนี้ ฮันเตอร์ระดับ S ทั่วโลกถึงได้ยอมก้มหัวเกาะแข้งเกาะขาผู้ตื่นรู้ที่เลเวลแค่ระดับ C หรือ D เท่านั้น

“ฮ่าๆๆๆ!”

ต่อจากนี้ไป แค่เป็นนายหน้าคอยจัดสัญญากลางให้อินแชนต์ ก็ฟันกำไรได้มหาศาลแล้ว

ประธานสมาคมฉีกยิ้มกว้างจนปากแทบฉีกถึงรูหู หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

“เอ่อ ท่านประธานครับ”

แต่โลกนี้มีขึ้นก็ต้องมีลง เป็นสัจธรรม

“เมื่อวานคุณกูซอฮยองส่งคำร้องมาที่สมาคมเรื่องหนึ่งครับ......”

อารมณ์ของประธานสมาคมดิ่งวูบลงอย่างรวดเร็ว

เพราะข่าวที่ได้ยินมันไม่ค่อยจะรื่นหูเท่าไหร่

“อะไรนะ?”

ตามคำบอกเล่าของเลขาฯ ตั้งแต่วินาทีที่กูซอฮยองตื่นรู้ เธอก็ยื่นคำขาดเรื่องหนึ่งมาตลอด

-ฉันจะตอบแทนบุญคุณค่ะ!

เธอบอกว่ามีผู้มีพระคุณที่ต้องให้ความสำคัญเหนือกว่าภารกิจใดๆ ดังนั้นช่วงนี้จะไม่รับงานเสริมแกร่งจากภายนอกเด็ดขาด อะไรทำนองนั้น

“ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้เนี่ยนะ?”

“คือ... ท่านผู้ตื่นรู้ยื่นคำขาดมาแบบหัวชนฝาเลยครับ......”

ประธานสมาคมกุมขมับ

ให้ตายสิ ตอนนี้ญี่ปุ่นถือสัญญาจ้างมูลค่าหลายพันล้านมายืนรอคิวให้เสริมแกร่งอยู่นะเว้ย

“ยัยกูซอฮยองอะไรนั่น ทำไมมันเรื่องมากจังวะ?”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

“อยู่ๆ ก็ขอให้ปิดข้อมูลส่วนตัวเป็นความลับจนเราออกข่าวโปรโมตไม่ได้สักบรรทัด ไอ้เราก็ยอมทำให้ตามใจทุกอย่างแล้วนะ”

“อะฮะๆ......”

“แล้วนี่ยังจะมาเลือกรับงานตามใจชอบอีกงั้นเรอะ? โธ่เอ๊ย น่ารำคาญจริง”

ชิ

ประธานสมาคมเดาะลิ้นส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

“เพราะงี้ไงเขาถึงว่าเด็กสมัยนี้มันเห็นแก่ตัว”

พวกทีมงานรอบข้างทำสีหน้าลำบากใจ แต่ประธานสมาคมก็ยังบ่นไม่หยุด

“มีพลังล้ำค่าขนาดนั้น ก็ควรจะคิดถึงการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติสิ นี่อะไร พอมีพลังเข้าหน่อยก็เชิดหน้าชูคอ ทำตามใจตัวเองไปซะหมด หือ?”

“อ่า... นั่นสิครับ”

โลกเรามันกลายเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ผู้ตื่นรู้ส่วนใหญ่อายุอยู่ในช่วง 20 ถึง 30 ปี

ฮันเตอร์ที่มีอายุแทบจะหาไม่ได้ในวงการนี้

เพราะพอเลยวัย 40 ไปแล้ว พลังเวทในร่างกายมักจะกลายเป็นพิษร้ายแรง

“ชิ สมัยพวกฉันนะ อย่างน้อยถ้าประเทศมีวิกฤต ก็ไม่มีใครทำตัวแบบนี้หรอก มันต้องรู้จักมียางอายกันบ้างสิ”

ประธานสมาคมไม่สบอารมณ์กับสถานการณ์ปัจจุบันที่พวกเด็กเมื่อวานซืนพอได้เป็นผู้ตื่นรู้ก็เบ่งกันจนคอแข็ง

‘ไอ้เราก็ดีใจที่บอกว่าจะไม่เข้ากิลด์ไหนแต่มาสังกัดสมาคมโดยตรง ที่ไหนได้ ผู้ตื่นรู้รายนี้ก็ตัวปัญหาเหมือนกัน ตัวปัญหาชัดๆ’

แถมช่วงนี้ก็มีเรื่องขัดใจไม่ใช่น้อยๆ

“จริงสิ”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง

ประธานสมาคมก็โพล่งขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“ไอ้... จองฮาซองมันยังประท้วงหยุดงานอยู่อีกเหรอ?”

เลขาฯ พยักหน้ารับ ประธานสมาคมจึงเกาเคราที่คางอย่างหงุดหงิด

ฮันเตอร์ระดับ S แรงก์อันดับ 1 จู่ๆ ก็เก็บตัวเงียบหายไป

จะมีเรื่องไหนน่าปวดหัวไปกว่านี้อีก

“ไอ้หมอนั่นมันไปฟังเรื่องบ้าบอมาจากไหนกันนะ......!”

พอเขาตะคอกเสียงดัง คนรอบข้างก็พากันเงียบกริบ ทำได้แค่ลอบมองตากันเลิ่กลั่ก

“ไม่สิ คราวก่อนตอนคุยโทรศัพท์กัน มันบอกฉันว่าไงรู้ไหม มันบอกว่า ‘ผมยังอ่อนแอเกินไป ช่วงนี้คงต้องรักษาสุขภาพและฝึกฝนจิตใจสักหน่อย’......”

“ฮะๆๆ”

“พอได้ยินแบบนี้ ภาพในหัวมันก็ชัดเลย อา... นี่มันต้องไปตีกับฮันเตอร์คนอื่นมาแหงๆ!”

ตึง!

กำปั้นหนาทุบลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น

“ถ้าไม่ได้โดนผู้ตื่นรู้ด้วยกันซ้อมมาจนน่วม จองฮาซองมันจะหมดสภาพจนจิตตกขนาดนั้นได้ยังไง จริงไหม?”

ประธานสมาคมเริ่มพึมพำด้วยใบหน้ามั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง

ส่วนเลขาฯ ที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่เหลือบมองนาฬิกา ไม่ได้สนใจบทสนทนาเท่าไหร่นัก

“พวกผู้ตื่นรู้นี่มันเป็นตัวปัญหาจริงๆ เอะอะก็ตีกัน......”

“ท่านประธานครับ”

“เฮ้อ ให้ตายสิ ใจจริงฉันอยากจะไปลากคอไอ้ตัวการที่ไปยุแยงจองฮาซองมา......”

“ทะ ท่านประธานครับ?”

ครู่ต่อมา

พอเลขาฯ ชี้ไปที่นาฬิกาด้วยสีหน้าลำบากใจ ประธานสมาคมก็สะดุ้งโหยงแล้วลุกขึ้นยืน

“เวลาป่านนี้แล้วเรอะ?”

ดูท่าคงต้องรีบไปเตรียมตัวสำหรับกำหนดการต่อไปแล้ว

“ฮึๆ งั้นฉันไปก่อนนะ ไว้คุยกันใหม่......”

จังหวะนั้นเอง

ประธานสมาคมเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยผ่านหน้าต่างด้านหลัง

ผมสีน้ำตาลที่มัดไว้อย่างลวกๆ

ผิวขาวซีดไร้สีเลือด

และดวงตากลมโตคู่นั้น

“นั่นกูซอฮยองไม่ใช่เรอะ?”

“ครับๆ ท่านอินแชนเตอร์ครับ”

กูซอฮยองที่อยู่นอกหน้าต่างกำลังยิ้มร่าพลางพูดอะไรบางอย่างไม่หยุดปาก

และคู่สนทนาของเธอก็คือ......

“แล้วนั่นใคร?”

ขวับ

ประธานสมาคมชี้มือไปที่ผู้ชายที่ยืนอยู่กับกูซอฮยอง

“คะ? ใครเหรอครับ?”

“นั่นๆ”

“หมายถึงคนผมทองเหรอครับ?”

“มันเป็นใคร ทำไมกูซอฮยองถึงไปอยู่ข้างๆ แบบนั้น? เกิดการคุ้มกันผิดพลาดขึ้นมาจะทำยังไง”

พนักงานอีกคนของสมาคมจึงรีบตอบทันที

“อ๋อ! ท่านนั้นคือผู้มีพระคุณที่คุณซอฮยองพูดถึงไงครับ”

แต่ปฏิกิริยาตอบกลับของประธานสมาคมกลับเย็นชา

เขาเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์

“ผู้มีพระคุณบ้าบออะไร ดูท่าก็แค่แฟนหนุ่มนั่นแหละ”

“ครับ?”

“สมกับที่เคยเป็นดารา แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออกเลยจริงๆ... ชิๆ”

ขืนคำพูดนี้เข้าหูอินแชนเตอร์มีหวังเกิดเรื่องใหญ่แน่ ทำไมถึงได้ปากพล่อยพูดจาไม่คิดแบบนี้นะ

ในขณะที่เลขาฯ และพนักงานต่างพากันเงียบกริบด้วยความอึดอัด

ประธานสมาคมก็จ้องมองชายหนุ่มที่เดินไปพร้อมกับกูซอฮยอง แล้วพึมพำออกมา

“จะว่าไป ไอ้หมอนั่นหน้าตาดูชั่วร้ายชะมัด”

ดวงตาชั้นเดียวกับผิวแห้งกร้าน

ความประทับใจแรกที่ดูแหลมคมนั่น และชั่ววูบที่สายตาสบกัน มันเป็นเรื่องบังเอิญแน่เหรอ

---

‘อะไรน่ะ? เหมือนมีสายตามาจากที่ไหนสักแห่ง......’

เวรเอ๊ย

โดนสต็อกเกอร์ตามจิกกัดบ่อยจนกลายเป็นคนขี้ระแวงไปแล้ว

พอออกมาข้างนอกทีไร ก็รู้สึกเหมือนมีคนคอยจับตามองอยู่ตลอดเวลา

ไม่สิ จะว่าไปก็อาจจะไม่ใช่แค่คิดไปเองก็ได้

ป่านนี้คังชางโฮอาจจะกำลังเช็กตำแหน่งของผมจากที่ไหนสักแห่งก็ได้นี่นา...

“เป็นอะไรไปคะ?”

ขวับๆ

ผมรีบกวาดตามองรอบๆ แล้วตอบกลับไป

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร รีบเข้าไปกันเถอะ”

“ค่ะ”

สถานที่ที่เรามาถึงคือห้องอเนกประสงค์ของตึกแถวนั้น

วันนี้คือวันผ่าผลน้ำเต้า

แน่นอนว่าไม่ได้จะเอาเลื่อยมาผ่าลูกน้ำเต้าจริงๆ หรอกนะ แค่เปรียบเปรยกับนิทานเรื่องฮึงบูกับนกนางแอ่นน่ะ

‘อืม’

ใครจะไปรู้ล่ะว่าการทำความดีโดยไม่คิดอะไรจะได้รับผลตอบแทนกลับมาแบบนี้?

ผมได้รับสิทธิ์ในการเสริมแกร่งไอเทมเพื่อแลกกับการช่วยชีวิตกูซอฮยองตอนที่ร่วงลงมา

แถมยังฟรีตลอดรายการอีกต่างหาก

“ทราบไหมคะ? ปกติสกิลปลุกพลังของอินแชนเตอร์จะแบ่งออกเป็น 2 สายค่ะ”

แต่กูซอฮยองเพิ่งจะตื่นรู้ เป็นมือใหม่หัดขับ ขีดจำกัดย่อมต้องมีอยู่แล้ว

“อย่างแรกคือทำให้ความสามารถเดิมของอุปกรณ์ชิ้นนั้นแข็งแกร่งขึ้น ส่วนอีกอย่างคือการใส่ความสามารถใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนลงไปค่ะ”

“สรุปคือคุณทำอย่างหลังไม่ได้สินะครับ?”

“ค่ะ”

กูซอฮยองขยับแว่นตาอันใหม่ที่เพิ่งตัดมา พลางหลบสายตา

“ตอนนี้ฉันทำได้แค่ ‘ขยายพลัง’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเดิมของอุปกรณ์เท่านั้นค่ะ......”

ท่าทางดูหงอยๆ พิกล

แต่ถึงจะได้รับคำอธิบายแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด

‘ของฟรี!’

แค่ไม่ต้องจ่ายเงิน ทางนี้ก็พอใจเต็มร้อยแล้วครับ

คุณภาพอะไรนั่นไม่ได้คาดหวังตั้งแต่แรกแล้วโว้ย

“ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ใช้สกิลบ่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งขึ้นเอง”

กริ๊ก

ผมหยิบไอเทมที่รีบไปซื้อมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะวางลงบนโต๊ะ

[แหวนระดับกลาง]

[ระดับ : ทั่วไป]

[คำอธิบาย : แหวนที่มีพลังเวทแห่งการปกป้องสถิตอยู่ เมื่อสวมใส่จะช่วยลดความเสียหายลงเล็กน้อย]

พอกูซอฮยองเห็นมัน ก็เอียงคอทำหน้าสงสัย

“แค่นี้เหรอคะ?”

อุตส่าห์ตั้งใจจะตอบแทนบุญคุณเต็มที่ แต่ดูเหมือนสเกลงานจะเล็กกว่าที่คิดสินะ?

แต่มันช่วยไม่ได้นี่หว่า

อุปกรณ์ที่ผมมี นอกจากแหวนวงนี้แล้ว อย่างมากก็มีอีกแค่ 2 ชิ้น

สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ เดิมทีก็เอาไว้ใช้ระเบิดตัวเองอยู่แล้ว

ส่วนเทพธิดาแฝดผู้พิทักษ์ ก็มีพลังป้องกันระดับสุดยอดอยู่แล้ว เสริมแกร่งไปก็คงไม่ได้มีผลต่างอะไรมาก......

“ฮะๆ ครับ”

ผมงัดสกิลการแสดงอารมณ์แบบชาวโลกที่แอบซุ่มซ้อมทีละนิดออกมาใช้เพื่อประคองบทสนทนา

“ลืมบอกไปครับว่าผมเป็นฮันเตอร์ระดับ F”

“ระดับ F?”

“เดิมทีก็แทบไม่มีไอเทมใช้อยู่แล้วครับ”

“อ๋อ งั้นเหรอคะ?”

ดูจากปฏิกิริยาที่ตอบรับแบบงงๆ นั่น สงสัยเจ้าตัวจะยังไม่อินกับระบบแรงก์ของฮันเตอร์เท่าไหร่

“เข้าใจแล้วค่ะ”

ซอฮยองตอบรับแล้วเริ่มตรวจสอบแหวนที่ผมยื่นให้

“อืม”

แต่ทำไมกันนะ

เธอดูไม่มีสมาธิกับแหวนเลย เอาแต่ชำเลืองมองมาทางนี้อยู่ได้

แล้วประโยคที่ดูระมัดระวังถ้อยคำก็หลุดออกมาจากปากของซอฮยอง

“จะว่าไป คุณฮันเตอร์บอกว่าไม่รู้เลยสินะคะว่าฉันเป็นใคร?”

“ครับ ผมดูแต่ข่าวในทีวี เลยไม่ค่อยรู้จักพวกดารา......”

ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ

หรือแอบเคืองที่คนจำตัวเองไม่ได้?

‘ก็เคยเป็นถึงนักแสดงที่กำลังรุ่งนี่นะ?’

ในขณะที่ผมกำลังจมอยู่กับสมมติฐานต่างๆ

กูซอฮยองก็ทำท่าจะถามอะไรบางอย่างอีกครั้ง

“งั้น หรือว่า......”

แต่ผมกลับไม่ได้ยินประโยคนั้นจนจบ

“ไม่สิ ไม่มีอะไรค่ะ”

“ครับ?”

เพราะเธอตัดบทดื้อๆ แบบนั้น

“อะไรครับเนี่ย พูดให้อยากแล้วก็จากไป”

“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ”

“มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะครับ?”

ผมเร่งให้อีกฝ่ายรีบพูดออกมา อย่ามามัวอมพะนำ

กูซอฮยองจึงยอมเปิดปากด้วยสีหน้าจำยอม

“อะ อายุน่ะค่ะ กะว่าจะถามอายุ อยากรู้ว่าคุณอายุเท่าไหร่!”

ให้ตายสิ พวกชาวโลกนี่ชอบถามเรื่องอายุกันจัง

บ้านเกิดผมน่ะ อายุขัยมันยืนยาวซะจนคนลืมอายุตัวเองมีถมเถไป

แต่ก็นะ ขืนรูดซิปปากเงียบตอนนี้คงดูแปลกพิลึก

“ผมเหรอ? ผมอายุ 24 ครับ”

ผมขโมยอายุของคิมกิรยอมาใช้แบบหน้าด้านๆ

แต่ที่ไหนได้ พอบอกอายุไป อีกฝั่งกลับให้ข้อมูลที่น่าประหลาดใจกลับมา

“จริงเหรอคะ? ฉันก็ 24 เหมือนกัน”

กูซอฮยองบอกว่า

ไหนๆ เราก็อายุเท่ากัน ถือโอกาสนี้พูดแบบเป็นกันเองไหม

แน่นอนว่าผมตอบตกลงทันที

ส่วนตัวผมไม่ชอบคำสุภาพอยู่แล้ว มันเปลืองคำโดยใช่เหตุ