“เยี่ยม! จากนี้ไปมาพูดกันแบบเป็นกันเองเถอะ”
ผมกับกูซอฮยองทำข้อตกลงปากเปล่ากันเรียบร้อย
ถ้าเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่าได้ อินแชนเตอร์ ที่ไว้ใจได้มาเป็นพวกแล้ว หนทางข้างหน้าน่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแล้วสินะ.......
---
สองวันต่อมา
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ
ณ ห้องทำงานชั่วคราวของกูซอฮยอง
ในตอนนี้ คิมกิรยอกำลังนั่งห้อยขาอยู่บนโต๊ะทำงานที่ว่างอยู่ พลางมองดูขั้นตอนการทำ อินแชนต์ อย่างเพลิดเพลิน
ส่วนหนึ่งก็เพราะสนใจในเวทเสริมแกร่งของโลกฝั่งนี้ด้วย
และที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าตัวบอกเองว่างานจะเสร็จภายในวันนี้
“ฮู่ว!”
“เฮ้ ค่อยๆ ทำก็ได้น่า~”
กิรยอเอ่ยให้กำลังใจ อินแชนเตอร์ สาว ระหว่างรอให้งานของเธอเสร็จสิ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
แต่ทว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันนะ
จู่ๆ พวกเขาก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงที่
“คุณกูซอฮยองอยู่ข้างในไหมครับ?”
“ค่ะ เชิญเข้ามาได้เลย”
“ฮ่าๆ งั้นขอรบกวนเวลาสักครู่นะครับ”
ชายสูงวัยที่มีผมสีดอกเลาแซม...
ทำไมรู้สึกหน้าคุ้นๆ จังแฮะ.......
‘อ้อ’
กิรยอเป็นคนดูข่าวบ่อย จึงจำได้ค่อนข้างง่ายว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
‘ประธานสมาคมนี่นา!’
ตัวจริงของแขกผู้มาเยือนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากประธานของ สมาคมฮันเตอร์
และคนที่เดินตามเข้ามาอีกห้าคนก็คือผู้ติดตามของเขานั่นเอง
‘เพิ่งเคยเห็นตัวจริงครั้งแรกเลยแฮะ!’
แต่ปัญหาก็คือ.......
คนระดับประธานสมาคมดันหอบเอาเรื่องน่าปวดหัวมาด้วยนี่สิ
“คุณซอฮยอง นี่คือเอกสารคำร้องขอการ เสริมแกร่ง จากทางญี่ปุ่นที่เราคุยกันเมื่อวานครับ เห็นหน่วยเงินที่ระบุไว้ตรงนี้ใช่ไหมครับ?”
“อ้อ ค่ะ”
“นี่คิดเป็นเงินเยนตั้งขนาดนี้ ถ้าแปลงเป็นเงินวอนของประเทศเราก็.......”
“ทราบค่ะ ทราบแล้ว.... แต่ยังไงฉันก็ทำให้ไม่ได้ตอนนี้หรอกนะคะ?”
ในไม่ช้าพวกเขาก็เริ่มมีปากเสียงกันเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆ คนหนุ่มสาวนี่ทำไมใจร้อนกันจัง ลองฟังข้อเสนอดูก่อนสิครับ”
ผู้พูดหลักในการสนทนาคือประธานสมาคม
เขาพยายามยกเหตุผลร้อยแปดมาหว่านล้อมกูซอฮยอง
อ้างว่าทางฝั่งญี่ปุ่นกำลังรีบเร่งต้องการการเสริมแกร่งเพื่อพิชิต เกต ที่สำคัญบ้างล่ะ
หรือขู่ว่าถ้าชักช้ากว่านี้ อาจจะโดนทางสวีเดนแย่งเงื่อนไขดีๆ แบบนี้ไปบ้างล่ะ.......
“ไม่ทำค่ะ!”
แต่กูซอฮยองก็ไม่ยอมหักงอ
ต่อให้เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่กระจอกงอกง่อยแค่ไหน
แต่นี่คือการตอบแทนบุญคุณให้กับผู้มีพระคุณชั่วชีวิตของเธอ และยังเป็น อินแชนต์ ครั้งแรกที่น่าจดจำอีกด้วย
“คิดว่าทำไมฉันถึงปัดข้อเสนอซื้อตัวพวกนั้นทิ้ง แล้วยอมเข้ามาอยู่ใต้สังกัดสมาคมล่ะคะ”
“เรื่องนั้น.......”
“ลืมเงื่อนไขในสัญญาไปแล้วเหรอคะ? หื้ม?”
กูซอฮยองตั้งใจแน่วแน่ว่าจะให้ความสำคัญกับคำไหว้วานของคิมกิรยอก่อน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
“ฉันต้องการหลักประกันว่าจะมีอิสระในการเลือกรับงานค่ะ!”
อีกอย่าง ถึงจะขาดทุนตอนนี้แล้วมันทำไม
เธอเป็นถึง อินแชนเตอร์ คนแรกของเอเชียเชียวนะ
พูดง่ายๆ ก็คือ แค่การมีอยู่ของเธอก็สร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศนี้ในอนาคตอยู่แล้ว
“ประธานสมาคมอย่างผมมาขอร้องขนาดนี้ ก็ยังไม่ได้จริงๆ หรือครับ?”
“ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”
ในตอนนี้เธอมีอำนาจมากพอที่จะยืนกรานในจุดยืนของตัวเอง
“เหอๆๆ ถ้าอย่างนั้นก็คง.......”
ในเมื่อ อินแชนเตอร์ ที่มีอยู่เพียงคนเดียวเล่นบทไม้แข็งแบบนี้ พวกเขาจะไปทำอะไรได้
ประธานสมาคมได้แต่เลียริมฝีปากด้วยความเสียดายเมื่อเจอการปฏิเสธอย่างหนักแน่นของกูซอฮยอง
แต่เขาก็ไม่ได้บีบคั้นไปมากกว่านั้น เขาเก็บรวบรวมเอกสารที่นำมาและเตรียมตัวจะกลับออกไปเงียบๆ
“นี่!”
แต่ในจังหวะนั้นเอง
ไฟดันมาลามทุ่งใส่ ผู้ตื่นรู้ ที่นั่งเงียบๆ อยู่เสียอย่างนั้น
“คุณตรงนั้นน่ะ รีบออกไปข้างนอกซะ”
“ครับ? ผมเหรอ?”
“ปกติตามกฎแล้ว ห้ามคนนอกเข้ามาในห้องทำงานของ อินแชนเตอร์ แบบนี้นะ ต้องได้รับอนุญาตเสียก่อนสิ”
ชิ้วๆ
ประธานสมาคมโบกมือไล่ชายหนุ่มที่ยืนพิงโต๊ะอยู่อย่างขอไปที
แน่นอนว่ากูซอฮยองพยายามห้ามว่าอย่าไล่กิรยอออกไป และบอกว่าเธอไม่ถือสาอะไร แต่ทว่า....
“รับทราบครับ”
กิรยอพยักหน้าและทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายแต่โดยดี
ยังไงซะ ไปงัดข้อกับผู้มีอำนาจด้วยเรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา
‘โอ้ ข้างนอกอุ่นกว่าข้างในอีกแฮะ’
ช่างเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดจริงๆ
แต่มันช่างน่าขันสิ้นดี
ท่าทีว่านอนสอนง่ายของกิรยอกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายเสียอย่างนั้น.......
.
.
.
หลังจากออกมาที่ทางเดินได้ไม่กี่วินาที
“พ่อหนุ่มตรงนั้น!”
กิรยอหันกลับไปตามเสียงเรียกที่ดังมาจากด้านหลัง ก็พบประธานสมาคมที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นยืนอยู่
“พ่อหนุ่มเป็น ฮันเตอร์ ระดับไหนรึ?”
ตอนแรกอีกฝ่ายถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างอ่อนโยน กิรยอจึงบอกระดับของตัวเองไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก
“ระดับ F ครับ”
“อะไรนะ? ระดับ F?”
แต่ทันทีที่ประธานสมาคมรู้ระดับของคิมกิรยอ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ถ้าเป็นจริงตามนั้น ก็หมายความว่าตอนนี้ อินแชนเตอร์ ผู้ล้ำค่ากำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับ ผู้ตื่นรู้ ระดับขยะคนหนึ่งอยู่น่ะสิ
“เหอะ ให้ตายสิ!”
ประธานสมาคมทำหน้ายับยู่ยี่แล้วพูดขึ้น
“นี่ พ่อหนุ่ม รู้ไหมว่าเพราะนายคนเดียว ประเทศชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปมากแค่ไหน?”
“ครับ?”
“อินแชนเตอร์ มือใหม่น่ะ พอทำการเสริมแกร่งเสร็จครั้งหนึ่ง จะใช้สกิลไม่ได้ไปอีกตั้ง 2 สัปดาห์เชียวนะ เวลาขนาดนั้นมากพอที่ เกต สำคัญๆ จะปิดตัวลงได้เลยด้วยซ้ำ”
“.......!”
“เพราะงั้นเราถึงพลาดสัญญามูลค่ามหาศาลไปต่อหน้าต่อตา.......”
ขนาดพวก ระดับ S ยังมักจะไม่ได้คิวเสริมแกร่ง เพราะติดคูลดาวน์ความสามารถเฉพาะตัวของ อินแชนเตอร์
แต่นี่มันสิทธิพิเศษบ้าบออะไรกัน
“เฮ้อ ถึงคุณซอฮยองเขาจะเสนอทำให้ ถ้านายมีสามัญสำนึกสักหน่อยก็ควรรู้จักปฏิเสธไปสิ”
จึ๊ จึ๊
ตอนนี้เขาถึงขั้นเดาะลิ้นและตำหนิกิรยออย่างรุนแรง
“ต่อไปก็จะทำตัวไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้อีกรึไง?”
“ครับ?”
“โธ่เว้ย เป็นแค่ ระดับ F ก็ไปซื้อของตามตลาดมาใช้ซะสิ”
ท่าทีช่างแตกต่างจากตอนที่อ่อนน้อมถ่อมตนกับ อินแชนเตอร์ อย่างสิ้นเชิง
พูดกันตามตรง เพราะเขาไม่สามารถไปต่อว่ากูซอฮยองโดยตรงได้ ก็เลยมาลงกับคนอื่นเพื่อระบายอารมณ์แทน
“นายเป็น... เอ่อ ผู้มีพระคุณของคุณกูซอฮยองอะไรนั่นสินะ?”
“ใช่ครับ”
“งั้นคำขอบคุณน่ะ ไว้ค่อยไปขอรับเป็นเงินทีหลังก็ได้ อย่ามาขัดแข้งขัดขาอนาคตของ อินแชนเตอร์ แบบนี้”
มิหนำซ้ำ ประธานสมาคมยังแฝงคำขู่ไว้ในประโยคเป็นระยะๆ
ทำนองว่าเจ้าหน้าที่บริหารหลายคนใน สมาคมฮันเตอร์ กำลังมองเรื่องนี้ในแง่ลบนะ
หรือคิดว่า อินแชนเตอร์ คนนั้นจะคอยดูแล ผู้ตื่นรู้ ระดับ F ไปได้ตลอดรึไง
สิ่งที่ตามมาคือคำเตือนอันแหลมคมที่พุ่งเป้าไปยัง ฮันเตอร์ ระดับล่าง
‘อืม’
แต่ที่น่าแปลกคือ ตลอดการสนทนา กิรยอไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย
‘ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลแฮะ?’
เพราะตัวเขาเองก็ยอมรับสถานการณ์นี้เช่นกัน
‘ที่พูดมาก็ไม่ได้ผิดอะไร อุปกรณ์ที่ฉันฝากให้ทำมันของกระจอกทั้งนั้น ถ้าเทียบกับการเอามาทำ อินแชนต์ สู้เปลี่ยนเป็นตัวเงินเลยยังจะคุ้มกว่า’
โดยพื้นฐานแล้ว คิมกิรยอไม่ใช่คนที่จะโกรธเคืองกับคำพูดที่มีเหตุผล
ไม่สิ ถ้าตรรกะมันฟังขึ้น เขานี่แหละจะเป็นคนแรกที่ยอมรับมันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าใคร
ดังนั้น หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว เขาจึงยื่นข้อเสนอนี้ออกไป
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นให้ผมกลับไปบอกให้เธอหยุด เสริมแกร่ง เดี๋ยวนี้เลยไหมครับ?”
เรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบสนองความต้องการของประธานสมาคมแบบ 100%!
แต่ ณ จุดนี้ มีบางสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน
คิมกิรยอเกิดมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูดุร้าย
แถมยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ ถ้าไม่ตั้งใจควบคุมสีหน้า เขาจะทำหน้านิ่งตายด้านอยู่ตลอดเวลา
“หา?”
ด้วยเหตุผลหลายประการ คำพูดของกิรยอจึงถูกบิดเบือนความหมายไปไกลโข
“นี่แก... กำลังขู่ว่าจะกลับไปฟ้องกูซอฮยองงั้นเหรอ?”
ในสายตาของประธานสมาคม ภาพที่เห็นคือไอ้หนุ่มหน้าโหดกำลังทำหน้าเครียดขึงขังแล้วพูดจาท้าทายเขาอยู่ชัดๆ
“แค่เพราะมีคนรู้จักเป็นคนใหญ่คนโตหน่อย ก็ทำตัวกร่างเหมือนเป็น อินแชนเตอร์ ซะเองเลยนะ!”
ประธานสมาคมเข้าใจผิดว่า ผู้ตื่นรู้ ตรงหน้ากำลังยกความสนิทสนมกับกูซอฮยองมาข่มขู่ตน
จะมีอะไรน่าโมโหไปกว่านี้อีก?
ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แถมยังเป็นแค่ ผู้ตื่นรู้ ระดับล่าง กลับกล้ามาปีนเกลียวใส่ประธานสมาคมแบบนี้
‘ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเอ๊ย!’
ประธานสมาคมหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
จนถึงวินาทีนี้ ในหัวของเขาก็ยังมองคิมกิรยอเป็นแค่ ระดับ F ที่จะโขกสับยังไงก็ได้
“หือ?”
แต่ในตอนนั้นเอง
ขวับ
ชายหนุ่มตาสามขาวที่ยืนประจันหน้าอยู่ จู่ๆ ก็หันขวับไปมองทางอื่น
‘ดูมันทำ กำลังคุยกับผู้ใหญ่อยู่แท้ๆ แต่สายตากลับ.......’
ประธานสมาคมเหลืออด เตรียมจะด่าสั่งสอนอีกฝ่ายสักชุด แต่แล้วปากของเขาก็ต้องหุบสนิทลง
‘อึก!’
ความหนาวเหน็บปริศนาแล่นปราดผ่านไขสันหลัง
ประธานสมาคมรู้จักความรู้สึกขนหัวลุกแบบนี้ดี
นี่มันแรงกดดันเฉพาะตัวของเหล่า ฮันเตอร์ ระดับ S ไม่ใช่หรือไง.......!
“อะแฮ่ม!”
ประธานสมาคมรีบปรับสีหน้า
แต่เมื่อเห็นบุคคลที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เขาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง
‘หือ? เจ้านั่นมาทำอะไรที่นี่?’
ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามา เจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น ระดับ S คนที่สามของเกาหลี
คังชางโฮ
อธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ เขาเป็น ผู้ตื่นรู้ ที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับสมาคม จนแม้แต่ตัวประธานเองก็ยังหาตัวจับได้ยาก
“คึ่ม”
โดยส่วนตัวแล้ว ประธานสมาคมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับคังชางโฮ
ไม่สิ ต่อให้ไม่ใช่ประธานสมาคม ใครๆ ก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน
เพราะ ระดับ S คนนี้มีพลังอำนาจล้นเหลือ แถมยังมีนิสัยที่ควบคุมไม่ได้เลยสักนิด
“อะแฮ่ม คือว่า ที่ผมพูดไปเมื่อกี้.......”
ประธานสมาคมพยายามจะทำเนียนเมินคังชางโฮไป
แต่ทางนั้นกลับไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ นี่สิ
“คิมกิรยอ!”
เพราะเป้าหมายที่เขามาหา คือเจ้า ระดับ F ที่ยืนอยู่ตรงทางเดินนี่เอง
“อะไรครับ มาทำไมที่นี่อีกแล้วครับเนี่ย?”
“ก็ช่วงนี้นายมาตอกบัตรเข้างานที่ สมาคมฮันเตอร์ ทุกวันเลยนี่หว่า ฉันก็แค่แวะมาเช็กดู”
ประธานสมาคมอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น
ทำไมคังชางโฮถึงทักทาย ระดับ F แบบนั้น
แล้วไอ้เจ้า ระดับ F นี่มันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงคุยกับ ระดับ S ได้สนิทสนมขนาดนี้.......?
“หรือว่าฉันมาไม่ได้?”
“มันก็น่าอึดอัดอยู่นะครับ”
“หืม”
“เอาเถอะครับ ถ้าเช็กเรียบร้อยแล้วก็กลับไปได้แล้วครับ คิดตามหลักความเป็นจริงแล้ว ที่นี่จะมีอะไรอันตรายได้ไง”
ประธานสมาคมเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ เมื่อเห็นทั้งสองคุยกันอย่างเป็นกันเอง
เขาจึงพยายามจะย่องหนีออกจากตรงนั้นเนียนๆ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด
“จริงสิ”
หมับ
คังชางโฮคว้าตัวหนึ่งในผู้ติดตามของประธานสมาคมไว้ได้ในพริบตา
“ว่าแต่ เมื่อกี้ได้ยินเสียงอะไรน่าสนุกมาจากพวกนี้ด้วยนี่นา”
พูดให้ถูกคือเขาแค่วางแขนพาดไหล่ผู้ติดตามคนนั้นไว้เฉยๆ แต่จะมี ผู้ตื่นรู้ สักกี่คนที่ต้านทานพละกำลังของ ระดับ S ไหว
“คะ คุณฮันเตอร์คังชางโฮ! นะ นะ นี่ทำอะไรครับ!”
“คิมกิรยอ ถ้าฉันสั่งสอนคนพวกนี้ตรงนี้ นายจะยอมถอดสร้อยคอนั่นให้ฉันไหม?”
สถานการณ์พลิกผันไปสู่จุดวิกฤตในชั่วพริบตา
เมื่อ ระดับ S เมินคำพูดของประธานสมาคม แล้วพ่นวาจาน่าสยดสยองออกมาหน้าตาเฉย
“ทะ ท่านฮันเตอร์! กรุณารักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยด้วยครับ! ไม่อย่างนั้นพวกเราจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด!”
เหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังทำหน้าที่ปกป้องประธานสมาคมตามที่ได้รับการฝึกมา
เป็นการรับมือที่ทุ่มสุดตัวจนน่าสงสาร
“เหรอ?”
แต่สำหรับ ระดับ S ผู้นี้ ท่าทีเหล่านั้นช่างดูเปราะบางเหมือนปราสาททราย
“อึก.......!”
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจวนเจียนจะระเบิด ระดับ F คนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“นี่ คุณคังชางโฮ”
สิ่งที่ตามมาคือภาพที่ไม่มีใครกล้าจินตนาการ
“พอได้แล้ว กลับไปซะทีเถอะครับ”
ไม่น่าเชื่อว่า คนที่อยู่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร ฮันเตอร์ จะสยบสถานการณ์นี้ลงได้อย่างง่ายดาย!
เมื่อคิมกิรยอทำหน้าเอือมระอาแล้วดุใส่ ระดับ S อีกฝ่ายก็ตอบสนองทันที
“เลิกพูดเรื่องจะถอดสร้อยหรือไม่ถอดสักทีเถอะครับ ฟังแล้วไม่เข้าท่าเลย ช่วยกลับบ้านไป.......”
“ทำไมถึงจ้องจะไล่ฉันจังวะ”
“เดี๋ยวคนรู้จักของผมก็จะมาแล้วครับ แล้วเพื่อนคนนั้นเขาจะอึดอัดมากถ้าต้องมาเจอคุณ”
ในที่สุดคังชางโฮก็ยอมปล่อยตัวผู้ติดตาม
ประธานสมาคมลูบคลำไอเทมป้องกันตัวพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่น่าเสียดาย เรื่องน่าตกใจยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น
“ไอ้หยา นั่นไง”
ขวับ
ทันใดนั้น คิมกิรยอก็หันไปมองที่สุดปลายทางเดินอีกครั้ง
“ยังไม่ถึงเวลานัดแท้ๆ แต่มาถึงแล้วซะงั้น”
เพราะมี ผู้ตื่นรู้ คนใหม่ก้าวเข้ามาในอาคาร
ตึก ตึก
หัวเกรียนทรง สกินเฮด เกลี้ยงเกลา จิวที่เจาะตรงปีกจมูก และรูปร่างอันเป็นเอกลักษณ์แบบนั้น
“ลูกพี่!”
เขาคือ อันยุนซึง ฮันเตอร์ ระดับ A สายป้องกัน ผู้เป็นความภาคภูมิใจของ กิลด์นีโอซิสเตอร์
“หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา สบายดีไหมครับ!”
และทันทีที่ปรากฏตัว เขาก็โค้งคำนับคิมกิรยอ 90 องศาอย่างนอบน้อม