Cover

91

“เยี่ยม! จากนี้ไปมาพูดกันแบบเป็นกันเองเถอะ”

ผมกับกูซอฮยองทำข้อตกลงปากเปล่ากันเรียบร้อย

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่าได้ อินแชนเตอร์ ที่ไว้ใจได้มาเป็นพวกแล้ว หนทางข้างหน้าน่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแล้วสินะ.......

---

สองวันต่อมา

เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ

ณ ห้องทำงานชั่วคราวของกูซอฮยอง

ในตอนนี้ คิมกิรยอกำลังนั่งห้อยขาอยู่บนโต๊ะทำงานที่ว่างอยู่ พลางมองดูขั้นตอนการทำ อินแชนต์ อย่างเพลิดเพลิน

ส่วนหนึ่งก็เพราะสนใจในเวทเสริมแกร่งของโลกฝั่งนี้ด้วย

และที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าตัวบอกเองว่างานจะเสร็จภายในวันนี้

“ฮู่ว!”

“เฮ้ ค่อยๆ ทำก็ได้น่า~”

กิรยอเอ่ยให้กำลังใจ อินแชนเตอร์ สาว ระหว่างรอให้งานของเธอเสร็จสิ้น

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

แต่ทว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันนะ

จู่ๆ พวกเขาก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงที่

“คุณกูซอฮยองอยู่ข้างในไหมครับ?”

“ค่ะ เชิญเข้ามาได้เลย”

“ฮ่าๆ งั้นขอรบกวนเวลาสักครู่นะครับ”

ชายสูงวัยที่มีผมสีดอกเลาแซม...

ทำไมรู้สึกหน้าคุ้นๆ จังแฮะ.......

‘อ้อ’

กิรยอเป็นคนดูข่าวบ่อย จึงจำได้ค่อนข้างง่ายว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

‘ประธานสมาคมนี่นา!’

ตัวจริงของแขกผู้มาเยือนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากประธานของ สมาคมฮันเตอร์

และคนที่เดินตามเข้ามาอีกห้าคนก็คือผู้ติดตามของเขานั่นเอง

‘เพิ่งเคยเห็นตัวจริงครั้งแรกเลยแฮะ!’

แต่ปัญหาก็คือ.......

คนระดับประธานสมาคมดันหอบเอาเรื่องน่าปวดหัวมาด้วยนี่สิ

“คุณซอฮยอง นี่คือเอกสารคำร้องขอการ เสริมแกร่ง จากทางญี่ปุ่นที่เราคุยกันเมื่อวานครับ เห็นหน่วยเงินที่ระบุไว้ตรงนี้ใช่ไหมครับ?”

“อ้อ ค่ะ”

“นี่คิดเป็นเงินเยนตั้งขนาดนี้ ถ้าแปลงเป็นเงินวอนของประเทศเราก็.......”

“ทราบค่ะ ทราบแล้ว.... แต่ยังไงฉันก็ทำให้ไม่ได้ตอนนี้หรอกนะคะ?”

ในไม่ช้าพวกเขาก็เริ่มมีปากเสียงกันเล็กน้อย

“ฮ่าๆๆ คนหนุ่มสาวนี่ทำไมใจร้อนกันจัง ลองฟังข้อเสนอดูก่อนสิครับ”

ผู้พูดหลักในการสนทนาคือประธานสมาคม

เขาพยายามยกเหตุผลร้อยแปดมาหว่านล้อมกูซอฮยอง

อ้างว่าทางฝั่งญี่ปุ่นกำลังรีบเร่งต้องการการเสริมแกร่งเพื่อพิชิต เกต ที่สำคัญบ้างล่ะ

หรือขู่ว่าถ้าชักช้ากว่านี้ อาจจะโดนทางสวีเดนแย่งเงื่อนไขดีๆ แบบนี้ไปบ้างล่ะ.......

“ไม่ทำค่ะ!”

แต่กูซอฮยองก็ไม่ยอมหักงอ

ต่อให้เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่กระจอกงอกง่อยแค่ไหน

แต่นี่คือการตอบแทนบุญคุณให้กับผู้มีพระคุณชั่วชีวิตของเธอ และยังเป็น อินแชนต์ ครั้งแรกที่น่าจดจำอีกด้วย

“คิดว่าทำไมฉันถึงปัดข้อเสนอซื้อตัวพวกนั้นทิ้ง แล้วยอมเข้ามาอยู่ใต้สังกัดสมาคมล่ะคะ”

“เรื่องนั้น.......”

“ลืมเงื่อนไขในสัญญาไปแล้วเหรอคะ? หื้ม?”

กูซอฮยองตั้งใจแน่วแน่ว่าจะให้ความสำคัญกับคำไหว้วานของคิมกิรยอก่อน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

“ฉันต้องการหลักประกันว่าจะมีอิสระในการเลือกรับงานค่ะ!”

อีกอย่าง ถึงจะขาดทุนตอนนี้แล้วมันทำไม

เธอเป็นถึง อินแชนเตอร์ คนแรกของเอเชียเชียวนะ

พูดง่ายๆ ก็คือ แค่การมีอยู่ของเธอก็สร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศนี้ในอนาคตอยู่แล้ว

“ประธานสมาคมอย่างผมมาขอร้องขนาดนี้ ก็ยังไม่ได้จริงๆ หรือครับ?”

“ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”

ในตอนนี้เธอมีอำนาจมากพอที่จะยืนกรานในจุดยืนของตัวเอง

“เหอๆๆ ถ้าอย่างนั้นก็คง.......”

ในเมื่อ อินแชนเตอร์ ที่มีอยู่เพียงคนเดียวเล่นบทไม้แข็งแบบนี้ พวกเขาจะไปทำอะไรได้

ประธานสมาคมได้แต่เลียริมฝีปากด้วยความเสียดายเมื่อเจอการปฏิเสธอย่างหนักแน่นของกูซอฮยอง

แต่เขาก็ไม่ได้บีบคั้นไปมากกว่านั้น เขาเก็บรวบรวมเอกสารที่นำมาและเตรียมตัวจะกลับออกไปเงียบๆ

“นี่!”

แต่ในจังหวะนั้นเอง

ไฟดันมาลามทุ่งใส่ ผู้ตื่นรู้ ที่นั่งเงียบๆ อยู่เสียอย่างนั้น

“คุณตรงนั้นน่ะ รีบออกไปข้างนอกซะ”

“ครับ? ผมเหรอ?”

“ปกติตามกฎแล้ว ห้ามคนนอกเข้ามาในห้องทำงานของ อินแชนเตอร์ แบบนี้นะ ต้องได้รับอนุญาตเสียก่อนสิ”

ชิ้วๆ

ประธานสมาคมโบกมือไล่ชายหนุ่มที่ยืนพิงโต๊ะอยู่อย่างขอไปที

แน่นอนว่ากูซอฮยองพยายามห้ามว่าอย่าไล่กิรยอออกไป และบอกว่าเธอไม่ถือสาอะไร แต่ทว่า....

“รับทราบครับ”

กิรยอพยักหน้าและทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายแต่โดยดี

ยังไงซะ ไปงัดข้อกับผู้มีอำนาจด้วยเรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา

‘โอ้ ข้างนอกอุ่นกว่าข้างในอีกแฮะ’

ช่างเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดจริงๆ

แต่มันช่างน่าขันสิ้นดี

ท่าทีว่านอนสอนง่ายของกิรยอกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายเสียอย่างนั้น.......

.

.

.

หลังจากออกมาที่ทางเดินได้ไม่กี่วินาที

“พ่อหนุ่มตรงนั้น!”

กิรยอหันกลับไปตามเสียงเรียกที่ดังมาจากด้านหลัง ก็พบประธานสมาคมที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นยืนอยู่

“พ่อหนุ่มเป็น ฮันเตอร์ ระดับไหนรึ?”

ตอนแรกอีกฝ่ายถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างอ่อนโยน กิรยอจึงบอกระดับของตัวเองไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

“ระดับ F ครับ”

“อะไรนะ? ระดับ F?”

แต่ทันทีที่ประธานสมาคมรู้ระดับของคิมกิรยอ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ถ้าเป็นจริงตามนั้น ก็หมายความว่าตอนนี้ อินแชนเตอร์ ผู้ล้ำค่ากำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับ ผู้ตื่นรู้ ระดับขยะคนหนึ่งอยู่น่ะสิ

“เหอะ ให้ตายสิ!”

ประธานสมาคมทำหน้ายับยู่ยี่แล้วพูดขึ้น

“นี่ พ่อหนุ่ม รู้ไหมว่าเพราะนายคนเดียว ประเทศชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปมากแค่ไหน?”

“ครับ?”

“อินแชนเตอร์ มือใหม่น่ะ พอทำการเสริมแกร่งเสร็จครั้งหนึ่ง จะใช้สกิลไม่ได้ไปอีกตั้ง 2 สัปดาห์เชียวนะ เวลาขนาดนั้นมากพอที่ เกต สำคัญๆ จะปิดตัวลงได้เลยด้วยซ้ำ”

“.......!”

“เพราะงั้นเราถึงพลาดสัญญามูลค่ามหาศาลไปต่อหน้าต่อตา.......”

ขนาดพวก ระดับ S ยังมักจะไม่ได้คิวเสริมแกร่ง เพราะติดคูลดาวน์ความสามารถเฉพาะตัวของ อินแชนเตอร์

แต่นี่มันสิทธิพิเศษบ้าบออะไรกัน

“เฮ้อ ถึงคุณซอฮยองเขาจะเสนอทำให้ ถ้านายมีสามัญสำนึกสักหน่อยก็ควรรู้จักปฏิเสธไปสิ”

จึ๊ จึ๊

ตอนนี้เขาถึงขั้นเดาะลิ้นและตำหนิกิรยออย่างรุนแรง

“ต่อไปก็จะทำตัวไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้อีกรึไง?”

“ครับ?”

“โธ่เว้ย เป็นแค่ ระดับ F ก็ไปซื้อของตามตลาดมาใช้ซะสิ”

ท่าทีช่างแตกต่างจากตอนที่อ่อนน้อมถ่อมตนกับ อินแชนเตอร์ อย่างสิ้นเชิง

พูดกันตามตรง เพราะเขาไม่สามารถไปต่อว่ากูซอฮยองโดยตรงได้ ก็เลยมาลงกับคนอื่นเพื่อระบายอารมณ์แทน

“นายเป็น... เอ่อ ผู้มีพระคุณของคุณกูซอฮยองอะไรนั่นสินะ?”

“ใช่ครับ”

“งั้นคำขอบคุณน่ะ ไว้ค่อยไปขอรับเป็นเงินทีหลังก็ได้ อย่ามาขัดแข้งขัดขาอนาคตของ อินแชนเตอร์ แบบนี้”

มิหนำซ้ำ ประธานสมาคมยังแฝงคำขู่ไว้ในประโยคเป็นระยะๆ

ทำนองว่าเจ้าหน้าที่บริหารหลายคนใน สมาคมฮันเตอร์ กำลังมองเรื่องนี้ในแง่ลบนะ

หรือคิดว่า อินแชนเตอร์ คนนั้นจะคอยดูแล ผู้ตื่นรู้ ระดับ F ไปได้ตลอดรึไง

สิ่งที่ตามมาคือคำเตือนอันแหลมคมที่พุ่งเป้าไปยัง ฮันเตอร์ ระดับล่าง

‘อืม’

แต่ที่น่าแปลกคือ ตลอดการสนทนา กิรยอไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย

‘ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลแฮะ?’

เพราะตัวเขาเองก็ยอมรับสถานการณ์นี้เช่นกัน

‘ที่พูดมาก็ไม่ได้ผิดอะไร อุปกรณ์ที่ฉันฝากให้ทำมันของกระจอกทั้งนั้น ถ้าเทียบกับการเอามาทำ อินแชนต์ สู้เปลี่ยนเป็นตัวเงินเลยยังจะคุ้มกว่า’

โดยพื้นฐานแล้ว คิมกิรยอไม่ใช่คนที่จะโกรธเคืองกับคำพูดที่มีเหตุผล

ไม่สิ ถ้าตรรกะมันฟังขึ้น เขานี่แหละจะเป็นคนแรกที่ยอมรับมันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าใคร

ดังนั้น หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว เขาจึงยื่นข้อเสนอนี้ออกไป

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นให้ผมกลับไปบอกให้เธอหยุด เสริมแกร่ง เดี๋ยวนี้เลยไหมครับ?”

เรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบสนองความต้องการของประธานสมาคมแบบ 100%!

แต่ ณ จุดนี้ มีบางสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน

คิมกิรยอเกิดมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูดุร้าย

แถมยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ ถ้าไม่ตั้งใจควบคุมสีหน้า เขาจะทำหน้านิ่งตายด้านอยู่ตลอดเวลา

“หา?”

ด้วยเหตุผลหลายประการ คำพูดของกิรยอจึงถูกบิดเบือนความหมายไปไกลโข

“นี่แก... กำลังขู่ว่าจะกลับไปฟ้องกูซอฮยองงั้นเหรอ?”

ในสายตาของประธานสมาคม ภาพที่เห็นคือไอ้หนุ่มหน้าโหดกำลังทำหน้าเครียดขึงขังแล้วพูดจาท้าทายเขาอยู่ชัดๆ

“แค่เพราะมีคนรู้จักเป็นคนใหญ่คนโตหน่อย ก็ทำตัวกร่างเหมือนเป็น อินแชนเตอร์ ซะเองเลยนะ!”

ประธานสมาคมเข้าใจผิดว่า ผู้ตื่นรู้ ตรงหน้ากำลังยกความสนิทสนมกับกูซอฮยองมาข่มขู่ตน

จะมีอะไรน่าโมโหไปกว่านี้อีก?

ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แถมยังเป็นแค่ ผู้ตื่นรู้ ระดับล่าง กลับกล้ามาปีนเกลียวใส่ประธานสมาคมแบบนี้

‘ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเอ๊ย!’

ประธานสมาคมหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

จนถึงวินาทีนี้ ในหัวของเขาก็ยังมองคิมกิรยอเป็นแค่ ระดับ F ที่จะโขกสับยังไงก็ได้

“หือ?”

แต่ในตอนนั้นเอง

ขวับ

ชายหนุ่มตาสามขาวที่ยืนประจันหน้าอยู่ จู่ๆ ก็หันขวับไปมองทางอื่น

‘ดูมันทำ กำลังคุยกับผู้ใหญ่อยู่แท้ๆ แต่สายตากลับ.......’

ประธานสมาคมเหลืออด เตรียมจะด่าสั่งสอนอีกฝ่ายสักชุด แต่แล้วปากของเขาก็ต้องหุบสนิทลง

‘อึก!’

ความหนาวเหน็บปริศนาแล่นปราดผ่านไขสันหลัง

ประธานสมาคมรู้จักความรู้สึกขนหัวลุกแบบนี้ดี

นี่มันแรงกดดันเฉพาะตัวของเหล่า ฮันเตอร์ ระดับ S ไม่ใช่หรือไง.......!

“อะแฮ่ม!”

ประธานสมาคมรีบปรับสีหน้า

แต่เมื่อเห็นบุคคลที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เขาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง

‘หือ? เจ้านั่นมาทำอะไรที่นี่?’

ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามา เจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น ระดับ S คนที่สามของเกาหลี

คังชางโฮ

อธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ เขาเป็น ผู้ตื่นรู้ ที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับสมาคม จนแม้แต่ตัวประธานเองก็ยังหาตัวจับได้ยาก

“คึ่ม”

โดยส่วนตัวแล้ว ประธานสมาคมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับคังชางโฮ

ไม่สิ ต่อให้ไม่ใช่ประธานสมาคม ใครๆ ก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน

เพราะ ระดับ S คนนี้มีพลังอำนาจล้นเหลือ แถมยังมีนิสัยที่ควบคุมไม่ได้เลยสักนิด

“อะแฮ่ม คือว่า ที่ผมพูดไปเมื่อกี้.......”

ประธานสมาคมพยายามจะทำเนียนเมินคังชางโฮไป

แต่ทางนั้นกลับไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ นี่สิ

“คิมกิรยอ!”

เพราะเป้าหมายที่เขามาหา คือเจ้า ระดับ F ที่ยืนอยู่ตรงทางเดินนี่เอง

“อะไรครับ มาทำไมที่นี่อีกแล้วครับเนี่ย?”

“ก็ช่วงนี้นายมาตอกบัตรเข้างานที่ สมาคมฮันเตอร์ ทุกวันเลยนี่หว่า ฉันก็แค่แวะมาเช็กดู”

ประธานสมาคมอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น

ทำไมคังชางโฮถึงทักทาย ระดับ F แบบนั้น

แล้วไอ้เจ้า ระดับ F นี่มันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงคุยกับ ระดับ S ได้สนิทสนมขนาดนี้.......?

“หรือว่าฉันมาไม่ได้?”

“มันก็น่าอึดอัดอยู่นะครับ”

“หืม”

“เอาเถอะครับ ถ้าเช็กเรียบร้อยแล้วก็กลับไปได้แล้วครับ คิดตามหลักความเป็นจริงแล้ว ที่นี่จะมีอะไรอันตรายได้ไง”

ประธานสมาคมเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ เมื่อเห็นทั้งสองคุยกันอย่างเป็นกันเอง

เขาจึงพยายามจะย่องหนีออกจากตรงนั้นเนียนๆ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

“จริงสิ”

หมับ

คังชางโฮคว้าตัวหนึ่งในผู้ติดตามของประธานสมาคมไว้ได้ในพริบตา

“ว่าแต่ เมื่อกี้ได้ยินเสียงอะไรน่าสนุกมาจากพวกนี้ด้วยนี่นา”

พูดให้ถูกคือเขาแค่วางแขนพาดไหล่ผู้ติดตามคนนั้นไว้เฉยๆ แต่จะมี ผู้ตื่นรู้ สักกี่คนที่ต้านทานพละกำลังของ ระดับ S ไหว

“คะ คุณฮันเตอร์คังชางโฮ! นะ นะ นี่ทำอะไรครับ!”

“คิมกิรยอ ถ้าฉันสั่งสอนคนพวกนี้ตรงนี้ นายจะยอมถอดสร้อยคอนั่นให้ฉันไหม?”

สถานการณ์พลิกผันไปสู่จุดวิกฤตในชั่วพริบตา

เมื่อ ระดับ S เมินคำพูดของประธานสมาคม แล้วพ่นวาจาน่าสยดสยองออกมาหน้าตาเฉย

“ทะ ท่านฮันเตอร์! กรุณารักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยด้วยครับ! ไม่อย่างนั้นพวกเราจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด!”

เหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังทำหน้าที่ปกป้องประธานสมาคมตามที่ได้รับการฝึกมา

เป็นการรับมือที่ทุ่มสุดตัวจนน่าสงสาร

“เหรอ?”

แต่สำหรับ ระดับ S ผู้นี้ ท่าทีเหล่านั้นช่างดูเปราะบางเหมือนปราสาททราย

“อึก.......!”

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจวนเจียนจะระเบิด ระดับ F คนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“นี่ คุณคังชางโฮ”

สิ่งที่ตามมาคือภาพที่ไม่มีใครกล้าจินตนาการ

“พอได้แล้ว กลับไปซะทีเถอะครับ”

ไม่น่าเชื่อว่า คนที่อยู่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร ฮันเตอร์ จะสยบสถานการณ์นี้ลงได้อย่างง่ายดาย!

เมื่อคิมกิรยอทำหน้าเอือมระอาแล้วดุใส่ ระดับ S อีกฝ่ายก็ตอบสนองทันที

“เลิกพูดเรื่องจะถอดสร้อยหรือไม่ถอดสักทีเถอะครับ ฟังแล้วไม่เข้าท่าเลย ช่วยกลับบ้านไป.......”

“ทำไมถึงจ้องจะไล่ฉันจังวะ”

“เดี๋ยวคนรู้จักของผมก็จะมาแล้วครับ แล้วเพื่อนคนนั้นเขาจะอึดอัดมากถ้าต้องมาเจอคุณ”

ในที่สุดคังชางโฮก็ยอมปล่อยตัวผู้ติดตาม

ประธานสมาคมลูบคลำไอเทมป้องกันตัวพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แต่น่าเสียดาย เรื่องน่าตกใจยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น

“ไอ้หยา นั่นไง”

ขวับ

ทันใดนั้น คิมกิรยอก็หันไปมองที่สุดปลายทางเดินอีกครั้ง

“ยังไม่ถึงเวลานัดแท้ๆ แต่มาถึงแล้วซะงั้น”

เพราะมี ผู้ตื่นรู้ คนใหม่ก้าวเข้ามาในอาคาร

ตึก ตึก

หัวเกรียนทรง สกินเฮด เกลี้ยงเกลา จิวที่เจาะตรงปีกจมูก และรูปร่างอันเป็นเอกลักษณ์แบบนั้น

“ลูกพี่!”

เขาคือ อันยุนซึง ฮันเตอร์ ระดับ A สายป้องกัน ผู้เป็นความภาคภูมิใจของ กิลด์นีโอซิสเตอร์

“หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา สบายดีไหมครับ!”

และทันทีที่ปรากฏตัว เขาก็โค้งคำนับคิมกิรยอ 90 องศาอย่างนอบน้อม

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

91

20px

“เยี่ยม! จากนี้ไปมาพูดกันแบบเป็นกันเองเถอะ”

ผมกับกูซอฮยองทำข้อตกลงปากเปล่ากันเรียบร้อย

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่าได้ อินแชนเตอร์ ที่ไว้ใจได้มาเป็นพวกแล้ว หนทางข้างหน้าน่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแล้วสินะ.......

---

สองวันต่อมา

เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ

ณ ห้องทำงานชั่วคราวของกูซอฮยอง

ในตอนนี้ คิมกิรยอกำลังนั่งห้อยขาอยู่บนโต๊ะทำงานที่ว่างอยู่ พลางมองดูขั้นตอนการทำ อินแชนต์ อย่างเพลิดเพลิน

ส่วนหนึ่งก็เพราะสนใจในเวทเสริมแกร่งของโลกฝั่งนี้ด้วย

และที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าตัวบอกเองว่างานจะเสร็จภายในวันนี้

“ฮู่ว!”

“เฮ้ ค่อยๆ ทำก็ได้น่า~”

กิรยอเอ่ยให้กำลังใจ อินแชนเตอร์ สาว ระหว่างรอให้งานของเธอเสร็จสิ้น

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

แต่ทว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันนะ

จู่ๆ พวกเขาก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงที่

“คุณกูซอฮยองอยู่ข้างในไหมครับ?”

“ค่ะ เชิญเข้ามาได้เลย”

“ฮ่าๆ งั้นขอรบกวนเวลาสักครู่นะครับ”

ชายสูงวัยที่มีผมสีดอกเลาแซม...

ทำไมรู้สึกหน้าคุ้นๆ จังแฮะ.......

‘อ้อ’

กิรยอเป็นคนดูข่าวบ่อย จึงจำได้ค่อนข้างง่ายว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

‘ประธานสมาคมนี่นา!’

ตัวจริงของแขกผู้มาเยือนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากประธานของ สมาคมฮันเตอร์

และคนที่เดินตามเข้ามาอีกห้าคนก็คือผู้ติดตามของเขานั่นเอง

‘เพิ่งเคยเห็นตัวจริงครั้งแรกเลยแฮะ!’

แต่ปัญหาก็คือ.......

คนระดับประธานสมาคมดันหอบเอาเรื่องน่าปวดหัวมาด้วยนี่สิ

“คุณซอฮยอง นี่คือเอกสารคำร้องขอการ เสริมแกร่ง จากทางญี่ปุ่นที่เราคุยกันเมื่อวานครับ เห็นหน่วยเงินที่ระบุไว้ตรงนี้ใช่ไหมครับ?”

“อ้อ ค่ะ”

“นี่คิดเป็นเงินเยนตั้งขนาดนี้ ถ้าแปลงเป็นเงินวอนของประเทศเราก็.......”

“ทราบค่ะ ทราบแล้ว.... แต่ยังไงฉันก็ทำให้ไม่ได้ตอนนี้หรอกนะคะ?”

ในไม่ช้าพวกเขาก็เริ่มมีปากเสียงกันเล็กน้อย

“ฮ่าๆๆ คนหนุ่มสาวนี่ทำไมใจร้อนกันจัง ลองฟังข้อเสนอดูก่อนสิครับ”

ผู้พูดหลักในการสนทนาคือประธานสมาคม

เขาพยายามยกเหตุผลร้อยแปดมาหว่านล้อมกูซอฮยอง

อ้างว่าทางฝั่งญี่ปุ่นกำลังรีบเร่งต้องการการเสริมแกร่งเพื่อพิชิต เกต ที่สำคัญบ้างล่ะ

หรือขู่ว่าถ้าชักช้ากว่านี้ อาจจะโดนทางสวีเดนแย่งเงื่อนไขดีๆ แบบนี้ไปบ้างล่ะ.......

“ไม่ทำค่ะ!”

แต่กูซอฮยองก็ไม่ยอมหักงอ

ต่อให้เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่กระจอกงอกง่อยแค่ไหน

แต่นี่คือการตอบแทนบุญคุณให้กับผู้มีพระคุณชั่วชีวิตของเธอ และยังเป็น อินแชนต์ ครั้งแรกที่น่าจดจำอีกด้วย

“คิดว่าทำไมฉันถึงปัดข้อเสนอซื้อตัวพวกนั้นทิ้ง แล้วยอมเข้ามาอยู่ใต้สังกัดสมาคมล่ะคะ”

“เรื่องนั้น.......”

“ลืมเงื่อนไขในสัญญาไปแล้วเหรอคะ? หื้ม?”

กูซอฮยองตั้งใจแน่วแน่ว่าจะให้ความสำคัญกับคำไหว้วานของคิมกิรยอก่อน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

“ฉันต้องการหลักประกันว่าจะมีอิสระในการเลือกรับงานค่ะ!”

อีกอย่าง ถึงจะขาดทุนตอนนี้แล้วมันทำไม

เธอเป็นถึง อินแชนเตอร์ คนแรกของเอเชียเชียวนะ

พูดง่ายๆ ก็คือ แค่การมีอยู่ของเธอก็สร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศนี้ในอนาคตอยู่แล้ว

“ประธานสมาคมอย่างผมมาขอร้องขนาดนี้ ก็ยังไม่ได้จริงๆ หรือครับ?”

“ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”

ในตอนนี้เธอมีอำนาจมากพอที่จะยืนกรานในจุดยืนของตัวเอง

“เหอๆๆ ถ้าอย่างนั้นก็คง.......”

ในเมื่อ อินแชนเตอร์ ที่มีอยู่เพียงคนเดียวเล่นบทไม้แข็งแบบนี้ พวกเขาจะไปทำอะไรได้

ประธานสมาคมได้แต่เลียริมฝีปากด้วยความเสียดายเมื่อเจอการปฏิเสธอย่างหนักแน่นของกูซอฮยอง

แต่เขาก็ไม่ได้บีบคั้นไปมากกว่านั้น เขาเก็บรวบรวมเอกสารที่นำมาและเตรียมตัวจะกลับออกไปเงียบๆ

“นี่!”

แต่ในจังหวะนั้นเอง

ไฟดันมาลามทุ่งใส่ ผู้ตื่นรู้ ที่นั่งเงียบๆ อยู่เสียอย่างนั้น

“คุณตรงนั้นน่ะ รีบออกไปข้างนอกซะ”

“ครับ? ผมเหรอ?”

“ปกติตามกฎแล้ว ห้ามคนนอกเข้ามาในห้องทำงานของ อินแชนเตอร์ แบบนี้นะ ต้องได้รับอนุญาตเสียก่อนสิ”

ชิ้วๆ

ประธานสมาคมโบกมือไล่ชายหนุ่มที่ยืนพิงโต๊ะอยู่อย่างขอไปที

แน่นอนว่ากูซอฮยองพยายามห้ามว่าอย่าไล่กิรยอออกไป และบอกว่าเธอไม่ถือสาอะไร แต่ทว่า....

“รับทราบครับ”

กิรยอพยักหน้าและทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายแต่โดยดี

ยังไงซะ ไปงัดข้อกับผู้มีอำนาจด้วยเรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา

‘โอ้ ข้างนอกอุ่นกว่าข้างในอีกแฮะ’

ช่างเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดจริงๆ

แต่มันช่างน่าขันสิ้นดี

ท่าทีว่านอนสอนง่ายของกิรยอกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายเสียอย่างนั้น.......

.

.

.

หลังจากออกมาที่ทางเดินได้ไม่กี่วินาที

“พ่อหนุ่มตรงนั้น!”

กิรยอหันกลับไปตามเสียงเรียกที่ดังมาจากด้านหลัง ก็พบประธานสมาคมที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นยืนอยู่

“พ่อหนุ่มเป็น ฮันเตอร์ ระดับไหนรึ?”

ตอนแรกอีกฝ่ายถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างอ่อนโยน กิรยอจึงบอกระดับของตัวเองไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

“ระดับ F ครับ”

“อะไรนะ? ระดับ F?”

แต่ทันทีที่ประธานสมาคมรู้ระดับของคิมกิรยอ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ถ้าเป็นจริงตามนั้น ก็หมายความว่าตอนนี้ อินแชนเตอร์ ผู้ล้ำค่ากำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับ ผู้ตื่นรู้ ระดับขยะคนหนึ่งอยู่น่ะสิ

“เหอะ ให้ตายสิ!”

ประธานสมาคมทำหน้ายับยู่ยี่แล้วพูดขึ้น

“นี่ พ่อหนุ่ม รู้ไหมว่าเพราะนายคนเดียว ประเทศชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปมากแค่ไหน?”

“ครับ?”

“อินแชนเตอร์ มือใหม่น่ะ พอทำการเสริมแกร่งเสร็จครั้งหนึ่ง จะใช้สกิลไม่ได้ไปอีกตั้ง 2 สัปดาห์เชียวนะ เวลาขนาดนั้นมากพอที่ เกต สำคัญๆ จะปิดตัวลงได้เลยด้วยซ้ำ”

“.......!”

“เพราะงั้นเราถึงพลาดสัญญามูลค่ามหาศาลไปต่อหน้าต่อตา.......”

ขนาดพวก ระดับ S ยังมักจะไม่ได้คิวเสริมแกร่ง เพราะติดคูลดาวน์ความสามารถเฉพาะตัวของ อินแชนเตอร์

แต่นี่มันสิทธิพิเศษบ้าบออะไรกัน

“เฮ้อ ถึงคุณซอฮยองเขาจะเสนอทำให้ ถ้านายมีสามัญสำนึกสักหน่อยก็ควรรู้จักปฏิเสธไปสิ”

จึ๊ จึ๊

ตอนนี้เขาถึงขั้นเดาะลิ้นและตำหนิกิรยออย่างรุนแรง

“ต่อไปก็จะทำตัวไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้อีกรึไง?”

“ครับ?”

“โธ่เว้ย เป็นแค่ ระดับ F ก็ไปซื้อของตามตลาดมาใช้ซะสิ”

ท่าทีช่างแตกต่างจากตอนที่อ่อนน้อมถ่อมตนกับ อินแชนเตอร์ อย่างสิ้นเชิง

พูดกันตามตรง เพราะเขาไม่สามารถไปต่อว่ากูซอฮยองโดยตรงได้ ก็เลยมาลงกับคนอื่นเพื่อระบายอารมณ์แทน

“นายเป็น... เอ่อ ผู้มีพระคุณของคุณกูซอฮยองอะไรนั่นสินะ?”

“ใช่ครับ”

“งั้นคำขอบคุณน่ะ ไว้ค่อยไปขอรับเป็นเงินทีหลังก็ได้ อย่ามาขัดแข้งขัดขาอนาคตของ อินแชนเตอร์ แบบนี้”

มิหนำซ้ำ ประธานสมาคมยังแฝงคำขู่ไว้ในประโยคเป็นระยะๆ

ทำนองว่าเจ้าหน้าที่บริหารหลายคนใน สมาคมฮันเตอร์ กำลังมองเรื่องนี้ในแง่ลบนะ

หรือคิดว่า อินแชนเตอร์ คนนั้นจะคอยดูแล ผู้ตื่นรู้ ระดับ F ไปได้ตลอดรึไง

สิ่งที่ตามมาคือคำเตือนอันแหลมคมที่พุ่งเป้าไปยัง ฮันเตอร์ ระดับล่าง

‘อืม’

แต่ที่น่าแปลกคือ ตลอดการสนทนา กิรยอไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย

‘ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลแฮะ?’

เพราะตัวเขาเองก็ยอมรับสถานการณ์นี้เช่นกัน

‘ที่พูดมาก็ไม่ได้ผิดอะไร อุปกรณ์ที่ฉันฝากให้ทำมันของกระจอกทั้งนั้น ถ้าเทียบกับการเอามาทำ อินแชนต์ สู้เปลี่ยนเป็นตัวเงินเลยยังจะคุ้มกว่า’

โดยพื้นฐานแล้ว คิมกิรยอไม่ใช่คนที่จะโกรธเคืองกับคำพูดที่มีเหตุผล

ไม่สิ ถ้าตรรกะมันฟังขึ้น เขานี่แหละจะเป็นคนแรกที่ยอมรับมันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าใคร

ดังนั้น หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว เขาจึงยื่นข้อเสนอนี้ออกไป

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นให้ผมกลับไปบอกให้เธอหยุด เสริมแกร่ง เดี๋ยวนี้เลยไหมครับ?”

เรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบสนองความต้องการของประธานสมาคมแบบ 100%!

แต่ ณ จุดนี้ มีบางสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน

คิมกิรยอเกิดมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูดุร้าย

แถมยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ ถ้าไม่ตั้งใจควบคุมสีหน้า เขาจะทำหน้านิ่งตายด้านอยู่ตลอดเวลา

“หา?”

ด้วยเหตุผลหลายประการ คำพูดของกิรยอจึงถูกบิดเบือนความหมายไปไกลโข

“นี่แก... กำลังขู่ว่าจะกลับไปฟ้องกูซอฮยองงั้นเหรอ?”

ในสายตาของประธานสมาคม ภาพที่เห็นคือไอ้หนุ่มหน้าโหดกำลังทำหน้าเครียดขึงขังแล้วพูดจาท้าทายเขาอยู่ชัดๆ

“แค่เพราะมีคนรู้จักเป็นคนใหญ่คนโตหน่อย ก็ทำตัวกร่างเหมือนเป็น อินแชนเตอร์ ซะเองเลยนะ!”

ประธานสมาคมเข้าใจผิดว่า ผู้ตื่นรู้ ตรงหน้ากำลังยกความสนิทสนมกับกูซอฮยองมาข่มขู่ตน

จะมีอะไรน่าโมโหไปกว่านี้อีก?

ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แถมยังเป็นแค่ ผู้ตื่นรู้ ระดับล่าง กลับกล้ามาปีนเกลียวใส่ประธานสมาคมแบบนี้

‘ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเอ๊ย!’

ประธานสมาคมหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

จนถึงวินาทีนี้ ในหัวของเขาก็ยังมองคิมกิรยอเป็นแค่ ระดับ F ที่จะโขกสับยังไงก็ได้

“หือ?”

แต่ในตอนนั้นเอง

ขวับ

ชายหนุ่มตาสามขาวที่ยืนประจันหน้าอยู่ จู่ๆ ก็หันขวับไปมองทางอื่น

‘ดูมันทำ กำลังคุยกับผู้ใหญ่อยู่แท้ๆ แต่สายตากลับ.......’

ประธานสมาคมเหลืออด เตรียมจะด่าสั่งสอนอีกฝ่ายสักชุด แต่แล้วปากของเขาก็ต้องหุบสนิทลง

‘อึก!’

ความหนาวเหน็บปริศนาแล่นปราดผ่านไขสันหลัง

ประธานสมาคมรู้จักความรู้สึกขนหัวลุกแบบนี้ดี

นี่มันแรงกดดันเฉพาะตัวของเหล่า ฮันเตอร์ ระดับ S ไม่ใช่หรือไง.......!

“อะแฮ่ม!”

ประธานสมาคมรีบปรับสีหน้า

แต่เมื่อเห็นบุคคลที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เขาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง

‘หือ? เจ้านั่นมาทำอะไรที่นี่?’

ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามา เจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น ระดับ S คนที่สามของเกาหลี

คังชางโฮ

อธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ เขาเป็น ผู้ตื่นรู้ ที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับสมาคม จนแม้แต่ตัวประธานเองก็ยังหาตัวจับได้ยาก

“คึ่ม”

โดยส่วนตัวแล้ว ประธานสมาคมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับคังชางโฮ

ไม่สิ ต่อให้ไม่ใช่ประธานสมาคม ใครๆ ก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน

เพราะ ระดับ S คนนี้มีพลังอำนาจล้นเหลือ แถมยังมีนิสัยที่ควบคุมไม่ได้เลยสักนิด

“อะแฮ่ม คือว่า ที่ผมพูดไปเมื่อกี้.......”

ประธานสมาคมพยายามจะทำเนียนเมินคังชางโฮไป

แต่ทางนั้นกลับไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ นี่สิ

“คิมกิรยอ!”

เพราะเป้าหมายที่เขามาหา คือเจ้า ระดับ F ที่ยืนอยู่ตรงทางเดินนี่เอง

“อะไรครับ มาทำไมที่นี่อีกแล้วครับเนี่ย?”

“ก็ช่วงนี้นายมาตอกบัตรเข้างานที่ สมาคมฮันเตอร์ ทุกวันเลยนี่หว่า ฉันก็แค่แวะมาเช็กดู”

ประธานสมาคมอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น

ทำไมคังชางโฮถึงทักทาย ระดับ F แบบนั้น

แล้วไอ้เจ้า ระดับ F นี่มันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงคุยกับ ระดับ S ได้สนิทสนมขนาดนี้.......?

“หรือว่าฉันมาไม่ได้?”

“มันก็น่าอึดอัดอยู่นะครับ”

“หืม”

“เอาเถอะครับ ถ้าเช็กเรียบร้อยแล้วก็กลับไปได้แล้วครับ คิดตามหลักความเป็นจริงแล้ว ที่นี่จะมีอะไรอันตรายได้ไง”

ประธานสมาคมเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ เมื่อเห็นทั้งสองคุยกันอย่างเป็นกันเอง

เขาจึงพยายามจะย่องหนีออกจากตรงนั้นเนียนๆ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

“จริงสิ”

หมับ

คังชางโฮคว้าตัวหนึ่งในผู้ติดตามของประธานสมาคมไว้ได้ในพริบตา

“ว่าแต่ เมื่อกี้ได้ยินเสียงอะไรน่าสนุกมาจากพวกนี้ด้วยนี่นา”

พูดให้ถูกคือเขาแค่วางแขนพาดไหล่ผู้ติดตามคนนั้นไว้เฉยๆ แต่จะมี ผู้ตื่นรู้ สักกี่คนที่ต้านทานพละกำลังของ ระดับ S ไหว

“คะ คุณฮันเตอร์คังชางโฮ! นะ นะ นี่ทำอะไรครับ!”

“คิมกิรยอ ถ้าฉันสั่งสอนคนพวกนี้ตรงนี้ นายจะยอมถอดสร้อยคอนั่นให้ฉันไหม?”

สถานการณ์พลิกผันไปสู่จุดวิกฤตในชั่วพริบตา

เมื่อ ระดับ S เมินคำพูดของประธานสมาคม แล้วพ่นวาจาน่าสยดสยองออกมาหน้าตาเฉย

“ทะ ท่านฮันเตอร์! กรุณารักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยด้วยครับ! ไม่อย่างนั้นพวกเราจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด!”

เหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังทำหน้าที่ปกป้องประธานสมาคมตามที่ได้รับการฝึกมา

เป็นการรับมือที่ทุ่มสุดตัวจนน่าสงสาร

“เหรอ?”

แต่สำหรับ ระดับ S ผู้นี้ ท่าทีเหล่านั้นช่างดูเปราะบางเหมือนปราสาททราย

“อึก.......!”

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจวนเจียนจะระเบิด ระดับ F คนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“นี่ คุณคังชางโฮ”

สิ่งที่ตามมาคือภาพที่ไม่มีใครกล้าจินตนาการ

“พอได้แล้ว กลับไปซะทีเถอะครับ”

ไม่น่าเชื่อว่า คนที่อยู่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร ฮันเตอร์ จะสยบสถานการณ์นี้ลงได้อย่างง่ายดาย!

เมื่อคิมกิรยอทำหน้าเอือมระอาแล้วดุใส่ ระดับ S อีกฝ่ายก็ตอบสนองทันที

“เลิกพูดเรื่องจะถอดสร้อยหรือไม่ถอดสักทีเถอะครับ ฟังแล้วไม่เข้าท่าเลย ช่วยกลับบ้านไป.......”

“ทำไมถึงจ้องจะไล่ฉันจังวะ”

“เดี๋ยวคนรู้จักของผมก็จะมาแล้วครับ แล้วเพื่อนคนนั้นเขาจะอึดอัดมากถ้าต้องมาเจอคุณ”

ในที่สุดคังชางโฮก็ยอมปล่อยตัวผู้ติดตาม

ประธานสมาคมลูบคลำไอเทมป้องกันตัวพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แต่น่าเสียดาย เรื่องน่าตกใจยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น

“ไอ้หยา นั่นไง”

ขวับ

ทันใดนั้น คิมกิรยอก็หันไปมองที่สุดปลายทางเดินอีกครั้ง

“ยังไม่ถึงเวลานัดแท้ๆ แต่มาถึงแล้วซะงั้น”

เพราะมี ผู้ตื่นรู้ คนใหม่ก้าวเข้ามาในอาคาร

ตึก ตึก

หัวเกรียนทรง สกินเฮด เกลี้ยงเกลา จิวที่เจาะตรงปีกจมูก และรูปร่างอันเป็นเอกลักษณ์แบบนั้น

“ลูกพี่!”

เขาคือ อันยุนซึง ฮันเตอร์ ระดับ A สายป้องกัน ผู้เป็นความภาคภูมิใจของ กิลด์นีโอซิสเตอร์

“หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา สบายดีไหมครับ!”

และทันทีที่ปรากฏตัว เขาก็โค้งคำนับคิมกิรยอ 90 องศาอย่างนอบน้อม