มีความสนิทสนมแนบแน่นกับระดับ S แถมยังถูกระดับ A เรียกว่า ‘ลูกพี่’ อย่างนอบน้อมเนี่ยนะ...
มาถึงขั้นนี้แล้ว ชักจะไม่มีแรงตื่นเต้นกับอะไรอีกแล้วสิ
‘นี่มัน... เส้นสายบ้าบออะไรจะอลังการขนาดนั้น’
อะแฮ่ม!
ในระหว่างที่พวกเขากำลังจดจ่ออยู่กับการทักทาย ท่านประธานสมาคมก็แกล้งกระแอมแก้เขินซ้ำ ๆ แล้วรีบชิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
---
หลายชั่วโมงต่อมา
‘โอ้’
วิบวับ
ผมยกแหวนในมือขึ้นส่องกับแสงแดด
วงแหวนบาง ๆ ที่สลักลวดลายกลุ่มดาวนูนต่ำซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน
นี่คืออุปกรณ์สวมใส่ชิ้นใหม่ที่จะมาอยู่ด้วยกันต่อจากนี้สินะ
‘เวทมนตร์เสริมพลังของโลก!’
ในที่สุดผมก็ได้แหวนที่ฝากไว้กลับคืนมา
เพราะ กูซอฮยอง เพิ่งเอาไอเทมมาส่งให้เมื่อกี้ พร้อมบอกว่าทำ อินแชนเตอร์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
‘ดูแค่ภายนอกก็ไม่รู้แฮะว่าดีขึ้นแค่ไหน’
ผมหมุนแหวนในมือเล่นไปมา
‘อืม’
จะว่าไปก็เป็นเรื่องแปลกพิลึก
เมื่อกี้ตอนรับแหวนคืน ผมลองยื่นข้อเสนอใหม่ให้ กูซอฮยอง แบบเนียน ๆ ไปว่า...
—ไม่อยากได้อินแชนต์ ขอเป็นเงินแทนได้ไหม?
—เป็นไง? แบบนั้นเธอก็ได้กำไรมากกว่าไม่ใช่เหรอ?
แต่ไม่รู้ทำไม เธอถึงดูไม่พอใจอย่างมากกับการที่จะใช้เงินตอบแทนบุญคุณ
ถึงขนาดที่ว่าพอผมเอ่ยปากขอเงินสดปุ๊บ เธอก็เก็บสีหน้าไม่อยู่แล้วทำหน้าตึงใส่ทันที
‘หรือว่าในมาตรฐานของโลก การพูดแบบนั้นถือว่าเสียมารยาท?’
กูซอฮยอง พูดด้วยน้ำเสียงลังเลอย่างมากว่า
ถ้าคุณต้องการจริง ๆ ฉันเตรียมเงินให้ก็ได้ แต่จะให้ตอบแทนบุญคุณด้วยการอินแชนต์ให้ฟรี ๆ ไม่ได้เหรอคะ...
ผมก็เลยตอบตกลงไปส่ง ๆ
พูดตามตรงนะ ในฐานะฝ่ายรับ จะไปสั่งโน่นสั่งนี่มากก็กระไรอยู่
‘ช่างเถอะ ยังไงของฟรีก็ดีที่สุด!’
ผมตัดสินใจคิดในแง่บวกเข้าไว้
“ลูกพี่ครับ!”
ในเมื่อได้แหวนคืนมาแล้ว ทีนี้ก็ต้องโฟกัสกับตารางงานของวันนี้สินะ
“ช่วยดูนี่หน่อยครับ! เป็นยังไงบ้าง?”
“โอ้”
“ผมลองปรับสกิลให้เสถียรตามที่ลูกพี่บอกแล้วครับ!”
สืบเนื่องจากการพิชิต เรดเกต ครั้งก่อน ผมเลยต้องมาคอยฝึกสอนเจ้าฮันเตอร์ระดับ A คนนี้ทุกวันพฤหัสบดี
“อืม ทำได้ดีนี่”
แต่น่าเสียดายชะมัด
เผลอแป๊บเดียวคลาสเรียนก็ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว
สกิลบัฟที่เรียกว่า [สโตนสกิน] นั่น คือเวทมนตร์บทสุดท้ายที่ อันยุนซึง มี...
‘หมดข้ออ้างที่จะหลอกล่อแล้วสิ’
บทบาทความเป็นครูก็มาถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน
การสอนในขั้นถัดไปจากนี้ มันเป็นขอบเขตที่อันตรายเกินกว่าจะสอนให้พวกผู้ใช้เวทมนตร์ยุคหินเรียนรู้ได้
‘อื้มมม’
ลูกศิษย์มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด มันควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีแท้ ๆ แต่ทำไมจิตใจถึงได้สับสนวุ่นวายขนาดนี้กันนะ
เจ้าชาวโลกคนนี้คงไม่ทำแบบนั้นหรอกมั้ง แต่ว่า...
ถ้าเกิดไม่มีอะไรให้เรียนรู้จากผมแล้ว เขาจะขาดการติดต่อไปเลยหรือเปล่า...?
ไม่ ไม่สิ อย่าไปคิดในแง่ร้าย
‘ยะ ยุนซึง เป็นชาวโลกที่จิตใจดี เขาคงไม่ทำตัวใจดำแบบนั้นหรอก’
ผมหลับตาปี๋แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
—Wake up! ที่ลอยขึ้นมาในทุกเช้า ♩♪~
แต่ในตอนนั้นเอง
เสียงเพลงใสแจ๋วก็ดังออกมาจากกระเป๋าเสื้อของ ยุนซึง
เสียงเรียกเข้ามือถือนั่นเอง
“เอ๊ะ? ทำไมหัวหน้าแผนกถึงโทรมาเวลานี้ล่ะ?”
“ทางกิลด์ติดต่อมาเหรอ?”
“ครับ เดี๋ยวผมขอรับสายแป๊บนึงนะครับ”
จากนั้น อันยุนซึง ก็เริ่มคุยโทรศัพท์
แน่นอนว่าด้วยประสาทการรับเสียงระดับ คิมกิรยอ ไม่มีทางแอบฟังบทสนทนาของพวกเขาได้อยู่แล้ว
“เฮือก”
แต่ดูจากปฏิกิริยานั่นแล้ว ท่าทางจะไม่ใช่ข่าวดีแฮะ
“เป็นอะไรไป เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“คือว่า...”
สักพักต่อมา
อันยุนซึง ที่วางสายแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เป็นไปตามคาด เกิดเหตุฉุกเฉินบางอย่างขึ้นที่บริษัทของเขา
“ดะ ได้ยินว่าเป็น ปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติ ครับ!”
วันนี้เป็นวันที่ทีมฮันเตอร์ระดับ C ของ กิลด์นีโอซิสเตอร์ จะลงดันเจี้ยน
แต่ดันเกิดปัญหาขึ้นในระหว่างนั้น
เกิดปรากฏการณ์ความยากของดันเจี้ยนเปลี่ยนแปลง ทำให้ เกต ระดับ C กลายเป็นระดับ B ไปซะงั้น
“คนหนึ่งหนีออกมาได้แบบทุลักทุเล แต่คนที่เหลือยังติดอยู่ใน เกต...”
พอฟังดูแล้ว ครั้งนี้ดูเหมือนโครงสร้างภายในจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วย
ทำให้สมาชิกกิลด์บางส่วนถูกตัดขาดและติดแหง็กอยู่ใน เกต ที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต
‘โธ่เอ๊ย’
ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ฮันเตอร์ระดับ C ของกิลด์คงได้ตายกันเป็นเบือแน่
ดังนั้น กิลด์นีโอซิสเตอร์ จึงออกมาตรการขั้นเด็ดขาด
นั่นคือการเรียกตัวระดับ A ที่ว่างงานมาจัดตั้งทีมช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
“ยุนซึง ให้เรียกรถแท็กซี่ไหม?”
“ระ รบกวนด้วยครับ!”
อันยุนซึง เตรียมตัวจะผละออกไปอย่างลนลาน
เดี๋ยวนะ แล้วทำไมในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ผมถึงยังชิลอยู่ได้น่ะเหรอ?
ก็แหงอยู่แล้ว คนระดับ F อย่างผมจะไปช่วยอะไรกับสถานการณ์นี้ได้
ถ้าพูดให้เว่อร์หน่อย บอกตามตรงว่าก้อนหินริมทางยังมีประโยชน์ในการพิชิตดันเจี้ยนมากกว่าคนตัวบางร่างน้อยอย่าง คิมกิรยอ เสียอีก
“อื้อ เดินทางปลอดภัยนะ~”
การนิ่งดูดายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมไม่มีความคิดที่จะเข้าไปสอดเรื่องของพวกเขาแม้แต่ปลายเล็บ
.
.
.
แน่นอนว่าโลกอันโหดร้ายใบนี้ไม่เคยหมุนไปตามใจเรา...
“เฮ้อ”
ประมาณ 40 นาทีต่อมา
ผมมายืนอยู่หน้า เกต แห่งหนึ่งพร้อมกับถอนหายใจยาวเหยียด
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
ผมได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งจาก อันยุนซึง น่ะสิ
“กะ พี่กิรยอ!”
“คนนั้นน่ะเหรอที่บอกว่าจะเรียกมา...?”
“ทางนี้ครับ ทางนี้!”
ผมเดินเข้าไปหากลุ่มสมาชิก กิลด์นีโอซิสเตอร์ ที่รวมตัวกันอยู่ แล้วเปิดปากพูดดักคอก่อนเป็นอันดับแรก
“บอกไว้ก่อนนะ ฉันจะแค่ใช้สกิล นักประเมิน แล้วกลับเลยนะ”
มาถึงขั้นนี้คงชัดเจนแล้วว่าทางนั้นเรียกผมมาในบทบาทไหน
—ลูกพี่! ได้โปรดช่วยด้วยเถอะครับ!
สรุปคือ อีเจ้า เกต ที่กลายพันธุ์เนี่ย ดูเหมือนจำเป็นต้องใช้ นักประเมิน ในการเคลียร์ทาง
—...ที่ กิลด์นีโอซิสเตอร์ ไม่มี นักประเมิน ที่พอใช้ได้เลยหรือไง?
—มะ ไม่ใช่ครับ ถ้าดูแค่สกิลประเมิน ฝีมือทุกคนยอดเยี่ยมแน่นอนอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ ค่าการตื่นรู้...
—ค่าการตื่นรู้ มันทำไม
—ทุกคนอยู่ระดับ D ลงไปหมดเลยครับ ก็เลยปฏิเสธกันหมดเพราะไม่อยากเข้า เกต ระดับ B
ถึงจะมีการยื้อยุดกันนิดหน่อย แต่สุดท้ายผมก็ยอมรับคำขอของอีกฝ่าย
เพราะถ้าสร้างบุญคุณไว้กับฮันเตอร์ระดับ A รายนี้ ยังไงเขาก็ต้องทดแทนคุณจนตัวตายแน่
‘เฮ้อ’
ก็เอาเถอะ กำลังกลุ้มใจพอดีว่าข้ออ้างที่จะใช้ประโยชน์จากหมอนี่กำลังจะหมดลง พอดีเลยไม่ใช่เหรอ
ผมกะว่าจะใช้เหตุการณ์ครั้งนี้หาเรื่องตีกินก้อนโตในวันข้างหน้า ถ้าไม่มีความคิดชั่วร้ายแบบนั้น ผมคงไม่ถ่อมาถึงที่นี่หรอก
“อืม”
งั้นมาเข้าเรื่องกันเลย
“ทีมช่วยเหลือมีแค่นี้ใช่ไหม?”
“ครับ! ลูกพี่!”
“ทางสมาคมอนุญาตให้เข้าแล้วเหรอ?”
“ในสถานการณ์แบบนี้ เขาบอกว่าให้จัดการไปก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังได้ครับ!”
หาก ผู้ตื่นรู้ สายวิเคราะห์ต้องเข้าไปใน เกต บทบาทหน้าที่โดยปกติจะมีแค่อย่างเดียว
‘การมองทะลุกับดัก’
เขาว่ากันว่าสกิลของ นักประเมิน สามารถมองเห็นคำอธิบายคร่าว ๆ ได้ว่ากับดักที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทำงานอย่างไร
และจะว่าไปก็คงเป็นเรื่องปกติ
ภายใน เกต แห่งนี้มีกลไกติดตั้งอยู่เยอะจนน่าเกลียด
ตั้งแต่กับดัก ไปจนถึงสวิตช์กำหนดเส้นทางการเดินใน ดันเจี้ยน
เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ถ้าไม่มี นักประเมิน ก็ก้าวเดินต่อไปไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
“ยุนซึง”
ผมก็พอเข้าใจความรู้สึกของ อันยุนซึง ที่ต้องมาตามตัวผมนะ แต่ขอเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อน
“นายจำได้ใช่ไหมว่าฉันเป็นระดับ F?”
“อะ ครับ”
“แล้วถ้าเกิดสมมติว่า มอนสเตอร์ มุ่งหน้ามาทางฉัน... สถานการณ์จะเป็นยังไง?”
ผมละคำพูดตอนท้ายไว้ แต่แค่นี้ก็น่าจะสื่อความหมายได้ชัดเจนแล้ว
‘จำไว้ซะว่าได้มาเก็บศพฉันแน่’
อันยุนซึง พยักหน้าด้วยสีหน้าตึงเครียดถึงขีดสุด
แถมในทีมช่วยเหลือนี้มีระดับ A ตั้ง 2 คน คงไม่ต้องกังวลอะไรมากนักหรอก
“โธ่ แน่นอนสิครับ อุตส่าห์เชิญท่าน นักประเมิน ผู้ทรงเกียรติเข้าไปด้วย พวกเราจะระวังตัวให้ถึงที่สุดครับ”
ผมเหลือบมองระดับ A อีกคนที่เข้ามาทักทาย
ระดับ A 2 คน กับระดับ F 1 คน
ถึงจะเป็นทีมที่ตั้งขึ้นมาแบบลวก ๆ แต่สมดุลมันเละเทะจริง ๆ
“เอาล่ะ งั้นเข้าไปกันเลยครับ”
“ไปกันเถอะ!”
ครู่ต่อมา
พวกเราก้าวเท้าเข้าสู่ เกต ตามคำสั่งของคนที่เป็นหัวหน้าทีม
อ้อ อีกอย่าง เนื่องจากงานนี้ต้องเข้าไปในบลูเกต ผมเลยรายงานเรื่องนี้ให้ คังชางโฮ ทราบต่างหากแล้ว
น่าเสียดายที่ทางนีโอปฏิเสธ เลยพาเขามาด้วยยาก...
แต่พอบอกว่าจะไปกับระดับ A ถึง 2 คน เขาก็ยอมปล่อยผ่านง่าย ๆ
แน่นอนว่าคงต้องยอมปล่อยผ่านเพราะเห็นแก่ สร้อยคอไพโรแมนเซอร์ ที่เป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ด้วยนั่นแหละ
---
กึก กึก ครืดดด...
ตึง!
“ปลดล็อกแล้วครับ”
“โอ้วว!”
การพิชิต เกต ได้เริ่มต้นขึ้น
ผมวิเคราะห์ พลังเวทภายนอก ของ ดันเจี้ยน และเปิดทางไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แถม มอนสเตอร์ ที่โผล่มากลางทางก็ถูกพวก ฮันเตอร์ ระดับ A จัดการในพริบตา ผลลัพธ์มันก็ต้องออกมาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว
“อ๊ะ!”
“มีอะไรเหรอครับ?”
“หลังกำแพงมี ผู้ตื่นรู้ อยู่ 3 คน”
“จำนวนเท่ากับคนที่หลงทางอยู่เลยครับ!”
พวกเรารุกคืบด้วยความเร็วสูงจนในที่สุดก็พบตัวสมาชิกกิลด์ที่ถูกตัดขาด
“เดี๋ยวนะ แถว ๆ นี้น่าจะมีกลไกเปิดกำแพงอยู่แน่...”
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรีบช่วย
ผมไม่ลังเลที่จะแตะต้องอุปกรณ์ของที่นี่
พูดให้ถูกคือ ผมสัมผัสรูปสัญลักษณ์สัตว์ที่วาดอยู่บนพื้นถ้ำตามลำดับ
‘สุนัข สิงโต แล้วสุดท้ายก็แกะ?’
เดิมทีคงเป็นปริศนาที่ต้องเหยียบรูปภาพ 4 รูปสลับไปมาตามความน่าจะเป็นเพื่อแก้ แต่มาเจอกับผมก็จบเห่สิครับ
—ตึง!
ผมพังกำแพงลงราวกับเป็นเรื่องปกติ
ทว่า ภาพที่เห็นผ่านช่องทางที่เปิดออกนั้น...
‘หือ?’
ทำไมมันดูสยองพิลึก
“นี่มันเรื่องอะไรกัน...!”
“เฮ้ย”
พวกระดับ A พอเห็นพื้นที่ที่เปิดออกใหม่ก็พุ่งตัวออกไปทันที
ก็แหงล่ะ เพื่อนร่วมงานกำลังจะจมน้ำตายอยู่ต่อหน้าต่อตานี่นา
“อ๊ากกก! ช่วยด้วยครับ!”
“บุ๋ง ๆ แค่ก ๆ”
“เฮ้ย! หลบไปให้หมด! ฉันจะพังมันเดี๋ยวนี้แหละ!”
สมาชิกกิลด์ตะเกียกตะกายอยู่ในเขตอาคมสี่เหลี่ยมที่มีน้ำอัดแน่น
ที่นี่ไม่ใช่ ดันเจี้ยน ระดับ EX สักหน่อย ทำไมกับดักถึงได้เยอะแยะขนาดนี้เนี่ย
‘อืม’
แต่โชคดีที่เรื่องไม่บานปลาย
เพราะ ฮันเตอร์ หญิงระดับ A ที่มาด้วยกันมีพลังโจมตีระดับสัตว์ประหลาดอยู่แล้ว
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
เปรี้ยะ!
พอเธอตั้งใจสาดลูกธนูใส่ เขตอาคมที่ขังพวกเขาไว้ก็เสียรูปร่างไปในทันที
เป็นการทำลายกับดักทิ้งทั้งอันเลย
“รุ่นพี่! ข้างบน! บน! บน!”
“ระวังข้างบนครับ!”
แต่ทว่า
ผิดจากที่ผมคาดว่าจะมีฉากซาบซึ้งใจจากการได้พบหน้า คนที่หลุดออกจากคุกน้ำต่างชี้ไปที่เพดานเป็นตาเดียว...
‘ข้างบน?’
ผมเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว
แปะ แปะ แปะ
ถ้ารู้ว่าจะต้องสบตากับสิ่งมีชีวิตประหลาดแบบนั้น สู้ไม่มองซะยังดีกว่า
‘ฮี๊ยยยย!’
บนเพดานสูงลิบมีบางสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวเกาะอยู่
จะเรียกว่าตะขาบ ขาก็ไม่ครบคู่ จะเรียกว่างู ตัวก็ตะปุ่มตะป่ำเกินไป
“นะ นะ นั่น นั่นแหละครับ! พวกเราโดนไอ้นั่นไล่ล่าจนมาติดกับดักเมื่อกี้!”
นั่นมัน มอนสเตอร์
แถมประเมินดูแล้วน่าจะเป็นระดับบอส...!
พอเห็นดังนั้น พวกระดับ A ก็รีบตั้งท่าเตรียมสู้โดยไม่ต้องให้ใครบอก
“ยุนซึง!”
“ครับ!”
อันยุนซึง ออกนำหน้าเพื่อดึงความสนใจศัตรู ส่วนระดับ A อีกคนใช้หน้าไม้ยิงสกัด เป็นการวางตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบ
ถ้าอย่างนั้น ระหว่างที่พวกเขาสู้กัน ทางนี้ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองบ้าง
“พวกเราถอยไปข้างหลังหน่อยเถอะครับ”
“อะ ครับ!”
“ว่าแต่คุณคือใคร...?”
ผมพากลุ่มผู้ประสบภัยหนีไปหลบในที่ปลอดภัย
คนอ่อนแออย่างพวกเรา การไปมุดหัวอยู่มุมห้องคือกาทรช่วยเหลือที่ดีที่สุดแล้ว
—ตูม!
ไม่นานนัก สกิลของระดับ A คนหนึ่งก็ระเบิดออก
ลูกดอกสีขาวสะอาดพุ่งตรงจากหน้าไม้ของเธอ ทิ้งวิถีสีเงินเป็นทางยาว
แถมลูกดอกแต่ละดอกยังอัดแน่นไปด้วยพลังเวทเทียบเท่าเวทมนตร์ระดับกลาง การเกิดระเบิดขึ้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
—คว้าง!
ทันทีที่หัวลูกศรสัมผัสเป้าหมาย ปล้องลำตัวของ มอนสเตอร์ น่าขยะแขยงนั่นก็ระเบิดกระจุย
‘แรงชะมัด!’
แต่ปัญหามันเริ่มจากตรงนี้ต่างหาก
เจ้า มอนสเตอร์ นั่น พอเหลือลำตัวอยู่ประมาณ 8 ปล้อง
กล่าวคือ ทันทีที่เข้าสู่สภาวะปางตาย มันก็แสดงรูปแบบการโจมตีที่น่าสยดสยองออกมา
“เฮ้ย!”
“นั่นมันตัวบ้าอะไร!”
พึ่บพั่บ!
มันสั่นระริกไปทั้งตัว จู่ ๆ ปล้องทุกส่วนของร่างกายก็แยกออกจากกัน
และปล้องทั้ง 8 ที่แยกออกมาก็กลายเป็นหัวของใครของมัน แล้วพุ่งทะยานไปทั่วทิศทางเพื่อเอาชีวิตรอด!
“ไอ้บ้า! อย่าเข้ามานะ!”
“ก๊าซซซ!”
แน่นอนว่าที่นี่มี อันยุนซึง ฮันเตอร์ สายป้องกันระดับ A อยู่ ถึงอยู่เฉย ๆ สถานการณ์ก็น่าจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี...
‘ยุนซึง ฉันเชื่อใจนายนะ’
แต่พอสัตว์ประหลาดพุ่งเข้ามา ความเชื่อจงเชื่อใจอะไรก็ช่างหัวมันเถอะ ร่างกายมันขยับไปก่อนแล้ว
‘เชื่อใจนะแต่ตอนนี้ขอเผ่นก่อนล่ะ!’
ตึกตึกตึก!
ผมออกวิ่งหนีไปพร้อมกับเหล่า ฮันเตอร์ ระดับ C ที่กำลังตื่นตระหนก
วิ่งสู้ฟัดสุดชีวิตเพราะความกลัวสัตว์อสูรที่ไล่หลังมา
แต่ทว่า
ผมและ ฮันเตอร์ ระดับ C พวกนั้น ลืมคิดถึงเรื่องหนึ่งไปชั่วขณะ
—กริ๊ก
ลืมไปว่าที่นี่เป็น เกต ที่มีกับดักเยอะผิดปกติ
“อ๊ะ?”
ผมไม่อยากจะเชื่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลย
ทันใดนั้น ฮันเตอร์ ระดับ C ที่วิ่งนำหน้าก็เหยียบกลไกที่พื้นแล้วล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
“เดี๋ยว!”
“อึ้ก!”
“อั่ก!”
โครมคราม
พอคนนำหน้าล้มลงกะทันหัน คนที่ตามมาข้างหลังก็เบรกไม่ทันจนสะดุดล้มทับกันระเนระนาด
ผมล้มทับไปบนยอดกองมนุษย์แบบงง ๆ ซึ่งบอกเลยว่าเป็นการเลือกตำแหน่งที่ซวยบรมที่สุด
‘อ๊าก!’
เพราะดันซวยที่กับดักที่ทำงาน เป็นแบบที่มีอะไรตกลงมาจากเพดานน่ะสิ
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดชัด ๆ
ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนนี้เองว่าไม่ได้พก [แฝดผู้พิทักษ์] มาด้วย
‘อ๊ากกก ไอ้โง่เอ๊ย!’
สงสัยจะลืมทิ้งไว้ในกางเกงที่ใส่เมื่อวานแล้วเอาลงเครื่องซักผ้าไปแล้วแหง...
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
สิ้นสุดความคิดที่แล่นผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที ฝนคมดาบสีฟ้าครามก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า
ผมหลับตาปี๋
—ติ๊ก!
ฮึก เป็นชีวิตที่สั้นแต่ก็ดีนะ ยังไงก็ได้ลาออกแล้ว แถมช่วงที่ผ่านมาก็ได้กินของอร่อย ๆ เยอะแยะ...
—ติ๊ก!
เรื่องเดียวที่เสียดายคือยังไม่ได้ใช้ชีวิตบนโลกให้คุ้มกว่านี้...
—ติ๊ก, ตุบ, แปะ
เดี๋ยวนะ คมดาบแทงทะลุตัว ทำไมเสียงเอฟเฟกต์มันถึงได้ดูเหยาะแหยะแบบนี้ล่ะ?
‘หือ?’
วูบ
เมื่อลืมตาที่หลับลงขึ้นมา
ผมก็ต้องสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า
“...!”
เพราะว่า คมดาบจำนวนมหาศาลเหล่านั้น เจาะระดับ F คนเดียวไม่เข้า แล้วร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างน่าสมเพชน่ะสิ