“เอาเป็นว่า ออกไปแถบชานเมืองก่อนดีไหม? เห็นข่าวด่วนบอกว่าบอสไม่ได้หลุดออกมาแค่ตัวสองตัวนี่”
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนเขาจะยังไม่ได้โกรธเคืองอะไรเท่าไหร่ แต่ทว่า...
“เอ่อ... ต้องขอโทษด้วยครับ แต่เรื่องหนีคงจะยากหน่อย”
“หา?”
“คุณชางโฮเห็นไอ้นี่ไหมครับ?”
ตบ ตบ
ฉันตบหลัง คังชางโฮ เบาๆ ก่อนจะชี้ไปที่เหนือหัวตัวเองอย่างระมัดระวัง
“สรุปสั้นๆ คือตอนนี้ฉันโดน ‘หมายหัว’ เข้าอย่างจังเลยครับ”
จากนั้นฉันก็อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟังคร่าวๆ
“เผลอๆ บอสตัวนั้นมันคงตามจองเวรผมไปจนกว่าจะตายนั่นแหละครับ...”
และสิ่งที่ช่วยยืนยันคำอธิบายนั้นได้เป็นอย่างดี ก็คือเสียงคำรามของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นเอง
“ฟ่ออออออ!”
ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หมุนวนกลางอากาศและเริ่มพุ่งตรงมาทางพวกเรา คังชางโฮเหลือบมองกระจกข้างเพื่อยืนยันเป้าหมาย ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
“เหอะ”
ไอ้เราก็นึกว่าพอสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้วพ่อคุณจะทำยังไงต่อ ที่ไหนได้...
เอี๊ยดดดด!
จู่ๆ มอเตอร์ไซค์ก็เบรกตัวโก่ง
คังชางโฮทิ้งมอเตอร์ไซค์ลงข้างทางแทบจะทันที แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปกลางถนน
“ทะ-ทำอะไรของคุุณครับเนี่ย?!”
ฉันตะโกนถามด้วยความตกใจกับการกระทำปุบปับของอีกฝ่าย แต่คำตอบที่ได้รับกลับสั้นห้วน
“ช่วยไม่ได้นี่หว่า”
คังชางโฮพูดจบก็ถอดหมวกกันน็อกขว้างทิ้งไป
และในจังหวะที่หมวกใบนั้นกระแทกพื้น เสียงที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งถนนก็คือ...
“ก๊าซซซซซ!”
ตู้ม!
คังชางโฮเหยียบกำแพงดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ แล้วซัดกำปั้นใส่ อีมูกิ อย่างไร้ความปรานี
ใช่แล้ว ฮันเตอร์ ระดับ S ผู้นี้ ตัดสินใจที่จะปะทะกับ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งๆ หน้า
ขุ่นพระช่วย!
“แข็งเป๊กเลยแฮะ”
ว่าแต่ทำไมการโจมตีแค่หมัดเดียวถึงรุนแรงได้ขนาดนั้น?
สัตว์ประหลาดที่แม้แต่เหล่าฮันเตอร์ของสมาคมรุมโจมตีเป็นโขยงยังไม่ระคายผิว บัดนี้กลับได้รับบาดเจ็บเข้าแล้ว
หน้าผากของมันยุบลงไปเป็นรอยลึกจากหมัดของคังชางโฮ
“ฟ่อออออ!”
ฟังดูย้อนแย้งชอบกล แต่คังชางโฮนี่แหละคือ ผู้ตื่นรู้ ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการต่อสู้ป้องกันเมือง
ในเมื่อเขาเป็นจอมเวทสายเสริมแกร่งร่างกาย จึงไม่สร้างความเสียหายวงกว้างหรือลูกหลงใส่พื้นที่โดยรอบเหมือนพวกระดับ S คนอื่นๆ
แถมไอ้เวทมนตร์เสริมแกร่งร่างกายที่ว่า ก็ช่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังเหลือเกิน
แค่สกิลเดียว ก็ลดแรงกระแทกที่ตัวเองได้รับไปได้อย่างมหาศาล...!
‘เฮ้ย!’
ครืนนน!
อีมูกิใช้ลำตัวฟาดลงมาที่พื้นอย่างแรง จนถนนรอบข้างแตกร้าวระแหงจากแรงปะทะ
ทว่าคังชางโฮกลับรับการโจมตีนั้นไว้ซึ่งๆ หน้าโดยไม่สะทกสะท้าน
หนำซ้ำยังกระโดดโลดเต้นไล่ต้อนมอนสเตอร์กลับไปเสียอีก
จากนั้นคังชางโฮก็ปักหลักยึดเท้าข้างหนึ่งไว้กับพื้น แล้วเหวี่ยงเท้าอีกข้างเตะอัดเข้าที่ปากของมันอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
ร่างของสัตว์ประหลาดสีดำกระเด็นไถลครูดไปจนสุดปลายถนน
พลังโจมตี
พลังป้องกัน
สมกับเป็นพลังการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง
‘อะ-โอ้โห...’
ฉันได้แต่ยกมือทาบอก อ้าปากค้างให้กับความเก่งกาจระดับปีศาจของฮันเตอร์ระดับ S ผู้นี้
‘ไอ้หนูชางโฮ!’
นายนี่มันทำงานคุ้มค่าจ้างจริงๆ เว้ยเฮ้ย!
ตอนแรกฉันก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับตอนที่หมอนี่บอกว่าจะมาช่วยถ้าเกิด ดันเจี้ยนเบรก...
แต่พอดูตอนนี้สิ คังชางโฮไม่ได้แค่ทำท่าขยันโชว์ออฟหวังผลเรื่อง ความทะเยอทะยาน แต่มันกำลังปกป้องฉันอย่างสุดความสามารถจริงๆ
เพราะคำขู่เรื่องระเบิดพลีชีพนั่นแหละ ทำให้เจ้านี่ฉีกสัญญาไม่ได้
‘สู้เขาโว้ย!’
ฉันเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหมือนไม่เคยรังเกียจขี้หน้าคังชางโฮมาก่อน แล้วเริ่มส่งเสียงเชียร์เขาในใจ
“ฟู่รรรรรร.....”
แต่จะให้ยืนดูเฉยๆ ก็คงไม่ได้ เพราะยังไงซะทางนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวต้นเรื่อง
‘ลองคลายผนึกตราประทับดูดีไหมนะ เผื่อจะรู้อะไรดีๆ’
ฉันตัดสินใจวิเคราะห์ตราประทับบนหัวตัวเองในระหว่างที่คังชางโฮกำลังพัวพันอยู่กับการต่อสู้
และเมื่อการถอดรหัสเวทมนตร์สิ้นสุดลง การต่อสู้ของพวกเขาก็เข้าสู่ช่วงพักยกพอดี
“ชูรรรรร.....”
ดูผ่านๆ เหมือนฝั่งคังชางโฮจะเป็นฝ่ายกดดันได้อย่างขาดลอย
อีมูกิที่โดนยำจนน่วม กระดูกหักไปหลายท่อน ตอนนี้แทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้ว
“หืม?”
แต่คังชางโฮกลับเลิกคิ้วสูง ไม่มีท่าทีดีใจแม้แต่น้อย
จากนั้นเขาก็หันกลับมาทางฉัน
“เฮ้ย คิมกิรยอ!”
“ครับ?”
“แกบอกว่ามีสกิลสายวิเคราะห์ใช่ไหม?”
กำลังสู้ๆ อยู่ไหงจู่ๆ มาถามหา นักประเมิน ซะงั้น
“ครับ มีครับ”
“งั้นลองเช็กระดับไอ้นี่ใหม่อีกทีซิ มันใช่ระดับ S แน่เหรอ?”
ฉันหรี่ตามองอีมูกิตามคำขอของคังชางโฮ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไรเป็นพิเศษ
ปริมาณ มานา ของมันอยู่ในระดับที่เหนือกว่าระดับ A อย่างชัดเจน
“ก็ใช่นี่ครับ?”
แต่ท่าทีของคังชางโฮยังคงเต็มไปด้วยความกังขา
“ใช่เรอะ? แล้วทำไมมอนสเตอร์ระดับ S ถึงได้กระจอกงี้วะ?”
นั่นสินะ เหตุผลมันก็เพราะ...
“ตั้งแต่ระดับ S ขึ้นไป มันไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณพลังเวทโง่ๆ อย่างเดียว มันต้องมีจุดเด่นอะไรที่พิเศษกว่านี้สิ...”
ดูท่าคังชางโฮจะมีประสบการณ์เคยซัดกับมอนสเตอร์ระดับเดียวกันมาก่อน
เขาเลยเอาแต่พึมพำว่าแปลกๆ อยู่นั่นแหละ
‘เดี๋ยวนะ’
ฉันชำเลืองมองอีมูกิที่นอนกองอยู่ แล้วฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เบาะแสที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะระลอกใหม่
‘จริงด้วย ทำไมพลังเวทของไอ้เวรนั่นถึงได้แกว่งไปแกว่งมาวะ?’
วินาทีนั้นเอง
ร่างกายของอีมูกิที่นอนหายใจรวยรินก็มีควันดำพวยพุ่งออกมา
พวกเรารีบถอยฉากออกมาเพราะกลัวว่ามันจะเป็นก๊าซพิษ แต่นั่นเป็นการกระทำที่ไร้ความหมายสิ้นดี
เพราะมันเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสัตว์ประหลาดตนหนึ่งเท่านั้น
“ชูรรรรรร.....”
ทำไมฉันถึงลืมเรื่องนี้ไปได้นะ?
ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เดิมทีเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาจากบอสมอนสเตอร์นามว่าอีมูกิ
และเจ้าอีมูกิตัวนั้น ก็มีแพทเทิร์นการโจมตีที่ต้องระวังอยู่ไม่กี่อย่าง...
‘แพทเทิร์นลอกคราบ’
และสิ่งที่โด่งดังที่สุด ก็คือการลอกคราบนี่แหละ
ขนาดลำตัวที่ขยายใหญ่ขึ้น บาดแผลทั้งหมดที่เคยได้รับจะฟื้นฟูจนหายสนิท และค่าพลังโดยรวมจะพุ่งสูงขึ้น
พูดง่ายๆ คือ เจ้างูดำตัวนั้นมันยังมีร่างสองซ่อนอยู่นั่นเอง
“อืม...”
ถ้าอย่างนั้น คำถามคือ
สวบ สาบ
ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ร่างใหม่ที่ปรากฏตัวออกมาจากหมอกหนาทึบนั้น จะเก่งขึ้นขนาดไหนกันเชียว?
คำตอบของคำถามนี้ ไม่จำเป็นต้องคิดให้ปวดหัว
เพราะประโยคเดียวของคังชางโฮ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีที่สุด
“...คิมกิรยอ ไปเอามอเตอร์ไซค์ตั้งขึ้น เดี๋ยวนี้เลย”
ฮันเตอร์ระดับ S ตัดสินใจถอยทัพทันที
แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว การหนีคงไม่ง่ายนัก เพราะมอนสเตอร์ตัวนี้ดูจะยึดติดกับเหยื่อเอาเรื่อง
‘บ้าเอ๊ย’
เป็นไปตามคาด อีมูกิที่ลอกคราบเสร็จแล้วเบิกตาวาวโรจน์ ค่อยๆ เลื้อยคืบคลานเข้ามาทางนี้
ถ้าขืนปล่อยให้ระยะห่างลดลงกว่านี้อีกนิด คงได้เปิดศึกยกที่สองกับคังชางโฮแน่
ตู้มมม!
แต่ทันใดนั้น
ร่างของอีมูกิก็เซถลาไปจากการระเบิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทางด้านขวา
“ก๊าซซซซ!”
แถมการโจมตีปริศนานั่นยังไม่จบแค่นั้น
สกิลมากมายมหาศาลของผู้ตื่นรู้ ระดมยิงถล่มใส่เกล็ดของบอสอย่างบ้าคลั่ง
ตูม! ตูม! ตูม!
“ตายจริง ดูเจ้าหนูนี่สิ โดนการโจมตีของลูกกิลด์ฉันเข้าไปขนาดนั้น เกล็ดยังใสกิ๊งอยู่เลยแฮะ?”
น้ำเสียงกังวานใส
เรือนฉันหยักศกยาวสลวย
และบุคคลที่มีฮันเตอร์ระดับสูงอยู่ในอาณัติมากมายขนาดนี้ จะเป็นใครไปได้อีกในเกาหลีใต้?
“พลังป้องกันดีขนาดนี้ เดี๋ยวเลาะหนังเอาไปตัดแจ็กเกตสักตัวดีไหมนะ? เนอะ?”
ผู้ที่ปรากฏตัวออกมาคือเจ้าของ หอคอยเวทมนตร์เกาหลี
ฮันเตอร์ระดับ S ซอเอสเธอร์ ยกขบวนสมาชิกกิลด์ของเธอมาร่วมวงไพบูลย์กลางถนนแล้ว
ในที่สุดผู้ตื่นรู้คนนั้นก็เข้าร่วมล่า [ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง] จนได้
‘มาแล้ว!’
ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรขนาดนี้!
ฉันเชื่อมาตลอดว่าคนที่จะหยุดยั้งเหตุวินาศกรรมนี้ได้มีแค่เธอเท่านั้น
ก็บรรดาฮันเตอร์ระดับ S ที่เหลือมันมีแต่พวกไม่น่าไว้วางใจทั้งนั้นนี่หว่า
‘เออ เทียบกับพวกบ้านั่นแล้ว เธอนี่แหละนางฟ้าตัวจริง!’
ฉันมองไปทางเอสเธอร์ด้วยสายตาเปี่ยมตื้นตัน ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นฉันเข้าพอดี จึงส่งยิ้มทักทายมาให้เบาๆ
“รักษาสัญญาแล้วนะคะ~”
เธอกะพริบตาให้อย่างสดใส
แต่บรรยากาศรื่นเริงนี้คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เริ่มอาละวาดอีกครั้ง
“ก๊าซซซซซ!”
เอสเธอร์ร่ายเวทใส่บอสที่กำลังข่มขู่เธออย่างไม่ลังเล
และทันทีที่คำสาปของเธอทำงาน เหล่าพรรคพวกฮันเตอร์ก็ระดมยิงสกิลใส่ลำตัวของงูยักษ์พร้อมกันเป็นสัญญาณ
ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยแสงสีและพลังเวทวูบวาบเจิดจ้า
‘โอ้โห!’
แต่เดี๋ยวก่อนนะ
ทำไมคังชางโฮถึงเดินหลบไปสตาร์ตมอเตอร์ไซค์เงียบๆ ตรงมุมนั้นล่ะเฮ้ย
“อ้าว? จะหนีเหรอครับ?”
ไหนๆ เอสเธอร์ก็มาแล้ว ถ้าสองฮันเตอร์ระดับ S ร่วมมือกันโค่นอีมูกิ ก็น่าจะเวิร์กไม่ใช่เหรอ...
“ถ้าไม่อยากโดนลูกหลงจากคำสาปของระดับ S ก็รีบชิ่งจังหวะนี้แหละดีสุด นายเองตอนนี้ก็ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันสถานะไม่ใช่เรอะ”
ฟังจากปากคังชางโฮแล้ว ดูเหมือนการประสานงานกันระหว่างระดับ S จะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด
‘ถ้าเหตุผลคือแบบนั้นล่ะก็นะ’
ฉันทิ้งสนามรบไว้เบื้องหลัง แล้วรีบซ้อนท้ายคังชางโฮหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที
ยิ่งระยะห่างเพิ่มขึ้น เสียงขู่ฟ่อๆ อันน่ารำคาญของอีมูกิก็ค่อยๆ เลือนหายไป
---
หวอออออออ—.
[ประกาศแจ้งเตือนภัยพิบัติทั่วกรุงโซล ณ เวลาปัจจุบัน]
[ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังต่อไปนี้ อพยพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด]
เริ่มหนีมาได้กี่นาทีแล้วนะ
ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงไซเรนดังลั่นไปทั่ว
แน่นอนว่าประกาศนั่นมันเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แต่ทว่า...
“ชิ”
ปัญหาจริงๆ มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก
พวกเราขยับไปไหนแทบไม่ได้มาสักพักแล้ว เพราะมีสิ่งกีดขวางบางอย่างขวางทางอยู่
“ลงไหม?”
“เออ”
ฉันลงจากมอเตอร์ไซค์ แล้วแหงนหน้ามองสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตรงหน้า
[ตะพาบยักษ์]
[ระดับ : B]
[คำอธิบาย : เมื่อพบศัตรู จะเรียกสมุน (ตะพาบเล็ก) ออกมาทุกๆ 4 นาที]
เจ้าเต่าสี่ขาที่มีกระดองสีสันฉูดฉาดนั่น
จำได้ว่าเคยเห็นรูปในเอกสารที่ ซอนอูยอน ให้มา
“คุณฮันเตอร์คังชางโฮครับ ขามาคุณบอกว่าดูข่าวมาแล้วใช่ไหม?”
“ก็เออสิ”
“แล้วในข่าวเขาบอกว่ามีมอนสเตอร์หลุดออกมาทั้งหมดกี่ตัวครับ?”
“ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้เช็กละเอียดขนาดนั้น”
วิหารรากษส ขังมอนสเตอร์ที่มีความสามารถเอื้อต่อการเติบโตของอีมูกิเอาไว้ใน เกต ด้วย
แต่พอเปิดเกตเพื่อปล่อยอีมูกิออกมา ไอ้พวกวัตถุดิบสำหรับเลี้ยงดูปูเสื่อพวกนั้นดันทะลักออกมาอาละวาดเป็นของแถมด้วยนี่สิ
สรุปสั้นๆ ก็คือ
ตอนนี้ในเมืองไม่ได้มีแค่ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ยังมีบอสมอนสเตอร์น่าปวดหัวโผล่ออกมาเพ่นพ่านไปทั่ว
‘เฮ้อ...’
แล้วแบบนี้จะหนีสบายๆ ได้ยังไง
ลำพังแค่ชาวบ้านหนีตายรถก็ติดจะแย่อยู่แล้ว แต่มอนสเตอร์ไม่รู้กาลเทศะพวกนี้ดันมานั่งขวางถนนอยู่อีก ให้ตายสิ
“แกรออยู่ตรงนี้นะ”
ถึงอย่างนั้น สถานการณ์ของฉันก็ยังถือว่าดีกว่าคนอื่นอยู่บ้าง
เพราะอย่างน้อยก็มีแบ็กดีเป็นถึงระดับ S
‘ฮันเตอร์คังชางโฮสุดยอด!’
เจอหน้ามอนสเตอร์ทีไร ฉันก็ได้คังชางโฮช่วยไว้ตลอด
แถมไม่ใช่แค่เรื่องต่อสู้นะ
พ่อฮันเตอร์ระดับ S คนนี้ทรัพย์สินเหลือกินเหลือใช้ ถึงขั้นเรียกเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวมารอรับที่ดาดฟ้าตึกแถวนี้แล้ว
นั่นหมายความว่า ทางนี้มีตั๋วหนีออกจากเมืองเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
‘อ๊ะ ลองเช็กข่าวเรียลไทม์หน่อยดีกว่า กันเหนียว’
ฉันโล่งใจเปลาะหนึ่งแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเปิด
ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไรหรอก แค่อยากเช็กสถานการณ์หน่อยว่าไปถึงไหนแล้ว
แต่ทว่า... พอดูไลฟ์สดไปได้แค่ไม่กี่วินาที จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังลั่นมาจากไกลๆ
“คิมกิรยอ!”
คังชางโฮที่พุ่งตัวเข้ามา
เงาทะมึนที่พาดทับลงมา
และแรงกระแทกหนักหน่วงที่หัวไหล่
“เอ๊ะ?”
ผลั่ก!
ยังไม่ทันจะเข้าใจอะไร ฉันก็โดนผลักจนหงายหลังล้มตึง
แต่สภาพแบบนี้ เดาได้ไม่ยากเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในเสี้ยววินาทีนั่น
ตู้มมม! ครืนนนนน.
ทันทีหลังจากนั้น เศษซากอาคารขนาดมหึมาก็ถล่มลงมาใส่หัวของคังชางโฮ...!
‘เฮ้ย!’
ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ หรือไงฟะ
ตรงจุดที่ฉันยืนอยู่เมื่อกี้ มีเศษตึกหนักหลายตันถล่มลงมากองพะเนิน
ตึกแถวนั้นคงโดนลูกหลงจากการโจมตีของมอนสเตอร์จนพังลงมา
“โธ่เว้ย”
ไอ้ฉันก็ดันมัวแต่ไถมือถือจนไม่เห็นซากตึกที่ร่วงลงมาจากข้างบน...
‘ไม่สิ เอาจริงๆ ต่อให้ตั้งใจดูอยู่ก็คงหลบไม่พ้นหรอก นี่มันไม่ใช่การโจมตีทางเวทมนตร์ด้วย’
รอดตายมาได้หวุดหวิด เพราะคังชางโฮผลักฉันออกมาให้พ้นรัศมี
“ฟู่ว”
งั้นก็ต้องขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตสักหน่อย
“อ่า ขอบคุณครับ”
ปัด ปัด
ฉันปัดฝุ่นแล้วลุกเดินเข้าไปทางกองซากปรักหักพัง
“รอดตายเพราะคุณแท้ๆ”
แต่เดี๋ยวนะ... ทำไมตั้งกี้บรรยากาศมันเงียบแปลกๆ?
ขวับ
ฉันกวาดสายตาสำรวจใต้กองซากตึกอย่างรวดเร็ว
และภาพที่เห็นคือ... ร่างของฮันเตอร์ระดับ S คนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งเงียบกริบราวกับหนูตาย
“.......”
พอเห็นแบบนั้น เหงื่อกาฬก็เริ่มไหลซึมเต็มแผ่นหลัง
แน่นอน ระดับ S คงไม่ตายง่ายๆ ด้วยเรื่องแค่นี้หรอก แต่มันก็... ไม่สิ แต่สภาพนี้มัน...
“เอ่อ... คุณคัง? คุณคังครับ?”
ฉันถามย้ำเสียงสั่น แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก
ถูกต้องแล้วครับ
คังชางโฮสลบเหมือดไปแล้วเพราะอุบัติเหตุเมื่อกี้
‘ว้าก! ไอ้ชางโฮ!’
ฉิบหายแล้ว!
ดูท่าพ่อคุณจะโดนเศษตึกหล่นใส่จุดตายเข้าให้หรือไงฟะเนี่ย...!