Cover

101

“เอาเป็นว่า ออกไปแถบชานเมืองก่อนดีไหม? เห็นข่าวด่วนบอกว่าบอสไม่ได้หลุดออกมาแค่ตัวสองตัวนี่”

ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนเขาจะยังไม่ได้โกรธเคืองอะไรเท่าไหร่ แต่ทว่า...

“เอ่อ... ต้องขอโทษด้วยครับ แต่เรื่องหนีคงจะยากหน่อย”

“หา?”

“คุณชางโฮเห็นไอ้นี่ไหมครับ?”

ตบ ตบ

ฉันตบหลัง คังชางโฮ เบาๆ ก่อนจะชี้ไปที่เหนือหัวตัวเองอย่างระมัดระวัง

“สรุปสั้นๆ คือตอนนี้ฉันโดน ‘หมายหัว’ เข้าอย่างจังเลยครับ”

จากนั้นฉันก็อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟังคร่าวๆ

“เผลอๆ บอสตัวนั้นมันคงตามจองเวรผมไปจนกว่าจะตายนั่นแหละครับ...”

และสิ่งที่ช่วยยืนยันคำอธิบายนั้นได้เป็นอย่างดี ก็คือเสียงคำรามของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นเอง

“ฟ่ออออออ!”

ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หมุนวนกลางอากาศและเริ่มพุ่งตรงมาทางพวกเรา คังชางโฮเหลือบมองกระจกข้างเพื่อยืนยันเป้าหมาย ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ

“เหอะ”

ไอ้เราก็นึกว่าพอสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้วพ่อคุณจะทำยังไงต่อ ที่ไหนได้...

เอี๊ยดดดด!

จู่ๆ มอเตอร์ไซค์ก็เบรกตัวโก่ง

คังชางโฮทิ้งมอเตอร์ไซค์ลงข้างทางแทบจะทันที แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปกลางถนน

“ทะ-ทำอะไรของคุุณครับเนี่ย?!”

ฉันตะโกนถามด้วยความตกใจกับการกระทำปุบปับของอีกฝ่าย แต่คำตอบที่ได้รับกลับสั้นห้วน

“ช่วยไม่ได้นี่หว่า”

คังชางโฮพูดจบก็ถอดหมวกกันน็อกขว้างทิ้งไป

และในจังหวะที่หมวกใบนั้นกระแทกพื้น เสียงที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งถนนก็คือ...

“ก๊าซซซซซ!”

ตู้ม!

คังชางโฮเหยียบกำแพงดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ แล้วซัดกำปั้นใส่ อีมูกิ อย่างไร้ความปรานี

ใช่แล้ว ฮันเตอร์ ระดับ S ผู้นี้ ตัดสินใจที่จะปะทะกับ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งๆ หน้า

ขุ่นพระช่วย!

“แข็งเป๊กเลยแฮะ”

ว่าแต่ทำไมการโจมตีแค่หมัดเดียวถึงรุนแรงได้ขนาดนั้น?

สัตว์ประหลาดที่แม้แต่เหล่าฮันเตอร์ของสมาคมรุมโจมตีเป็นโขยงยังไม่ระคายผิว บัดนี้กลับได้รับบาดเจ็บเข้าแล้ว

หน้าผากของมันยุบลงไปเป็นรอยลึกจากหมัดของคังชางโฮ

“ฟ่อออออ!”

ฟังดูย้อนแย้งชอบกล แต่คังชางโฮนี่แหละคือ ผู้ตื่นรู้ ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการต่อสู้ป้องกันเมือง

ในเมื่อเขาเป็นจอมเวทสายเสริมแกร่งร่างกาย จึงไม่สร้างความเสียหายวงกว้างหรือลูกหลงใส่พื้นที่โดยรอบเหมือนพวกระดับ S คนอื่นๆ

แถมไอ้เวทมนตร์เสริมแกร่งร่างกายที่ว่า ก็ช่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังเหลือเกิน

แค่สกิลเดียว ก็ลดแรงกระแทกที่ตัวเองได้รับไปได้อย่างมหาศาล...!

‘เฮ้ย!’

ครืนนน!

อีมูกิใช้ลำตัวฟาดลงมาที่พื้นอย่างแรง จนถนนรอบข้างแตกร้าวระแหงจากแรงปะทะ

ทว่าคังชางโฮกลับรับการโจมตีนั้นไว้ซึ่งๆ หน้าโดยไม่สะทกสะท้าน

หนำซ้ำยังกระโดดโลดเต้นไล่ต้อนมอนสเตอร์กลับไปเสียอีก

จากนั้นคังชางโฮก็ปักหลักยึดเท้าข้างหนึ่งไว้กับพื้น แล้วเหวี่ยงเท้าอีกข้างเตะอัดเข้าที่ปากของมันอย่างรุนแรง

เปรี้ยง!

ร่างของสัตว์ประหลาดสีดำกระเด็นไถลครูดไปจนสุดปลายถนน

พลังโจมตี

พลังป้องกัน

สมกับเป็นพลังการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง

‘อะ-โอ้โห...’

ฉันได้แต่ยกมือทาบอก อ้าปากค้างให้กับความเก่งกาจระดับปีศาจของฮันเตอร์ระดับ S ผู้นี้

‘ไอ้หนูชางโฮ!’

นายนี่มันทำงานคุ้มค่าจ้างจริงๆ เว้ยเฮ้ย!

ตอนแรกฉันก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับตอนที่หมอนี่บอกว่าจะมาช่วยถ้าเกิด ดันเจี้ยนเบรก...

แต่พอดูตอนนี้สิ คังชางโฮไม่ได้แค่ทำท่าขยันโชว์ออฟหวังผลเรื่อง ความทะเยอทะยาน แต่มันกำลังปกป้องฉันอย่างสุดความสามารถจริงๆ

เพราะคำขู่เรื่องระเบิดพลีชีพนั่นแหละ ทำให้เจ้านี่ฉีกสัญญาไม่ได้

‘สู้เขาโว้ย!’

ฉันเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหมือนไม่เคยรังเกียจขี้หน้าคังชางโฮมาก่อน แล้วเริ่มส่งเสียงเชียร์เขาในใจ

“ฟู่รรรรรร.....”

แต่จะให้ยืนดูเฉยๆ ก็คงไม่ได้ เพราะยังไงซะทางนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวต้นเรื่อง

‘ลองคลายผนึกตราประทับดูดีไหมนะ เผื่อจะรู้อะไรดีๆ’

ฉันตัดสินใจวิเคราะห์ตราประทับบนหัวตัวเองในระหว่างที่คังชางโฮกำลังพัวพันอยู่กับการต่อสู้

และเมื่อการถอดรหัสเวทมนตร์สิ้นสุดลง การต่อสู้ของพวกเขาก็เข้าสู่ช่วงพักยกพอดี

“ชูรรรรร.....”

ดูผ่านๆ เหมือนฝั่งคังชางโฮจะเป็นฝ่ายกดดันได้อย่างขาดลอย

อีมูกิที่โดนยำจนน่วม กระดูกหักไปหลายท่อน ตอนนี้แทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้ว

“หืม?”

แต่คังชางโฮกลับเลิกคิ้วสูง ไม่มีท่าทีดีใจแม้แต่น้อย

จากนั้นเขาก็หันกลับมาทางฉัน

“เฮ้ย คิมกิรยอ!”

“ครับ?”

“แกบอกว่ามีสกิลสายวิเคราะห์ใช่ไหม?”

กำลังสู้ๆ อยู่ไหงจู่ๆ มาถามหา นักประเมิน ซะงั้น

“ครับ มีครับ”

“งั้นลองเช็กระดับไอ้นี่ใหม่อีกทีซิ มันใช่ระดับ S แน่เหรอ?”

ฉันหรี่ตามองอีมูกิตามคำขอของคังชางโฮ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไรเป็นพิเศษ

ปริมาณ มานา ของมันอยู่ในระดับที่เหนือกว่าระดับ A อย่างชัดเจน

“ก็ใช่นี่ครับ?”

แต่ท่าทีของคังชางโฮยังคงเต็มไปด้วยความกังขา

“ใช่เรอะ? แล้วทำไมมอนสเตอร์ระดับ S ถึงได้กระจอกงี้วะ?”

นั่นสินะ เหตุผลมันก็เพราะ...

“ตั้งแต่ระดับ S ขึ้นไป มันไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณพลังเวทโง่ๆ อย่างเดียว มันต้องมีจุดเด่นอะไรที่พิเศษกว่านี้สิ...”

ดูท่าคังชางโฮจะมีประสบการณ์เคยซัดกับมอนสเตอร์ระดับเดียวกันมาก่อน

เขาเลยเอาแต่พึมพำว่าแปลกๆ อยู่นั่นแหละ

‘เดี๋ยวนะ’

ฉันชำเลืองมองอีมูกิที่นอนกองอยู่ แล้วฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เบาะแสที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะระลอกใหม่

‘จริงด้วย ทำไมพลังเวทของไอ้เวรนั่นถึงได้แกว่งไปแกว่งมาวะ?’

วินาทีนั้นเอง

ร่างกายของอีมูกิที่นอนหายใจรวยรินก็มีควันดำพวยพุ่งออกมา

พวกเรารีบถอยฉากออกมาเพราะกลัวว่ามันจะเป็นก๊าซพิษ แต่นั่นเป็นการกระทำที่ไร้ความหมายสิ้นดี

เพราะมันเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสัตว์ประหลาดตนหนึ่งเท่านั้น

“ชูรรรรรร.....”

ทำไมฉันถึงลืมเรื่องนี้ไปได้นะ?

ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เดิมทีเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาจากบอสมอนสเตอร์นามว่าอีมูกิ

และเจ้าอีมูกิตัวนั้น ก็มีแพทเทิร์นการโจมตีที่ต้องระวังอยู่ไม่กี่อย่าง...

‘แพทเทิร์นลอกคราบ’

และสิ่งที่โด่งดังที่สุด ก็คือการลอกคราบนี่แหละ

ขนาดลำตัวที่ขยายใหญ่ขึ้น บาดแผลทั้งหมดที่เคยได้รับจะฟื้นฟูจนหายสนิท และค่าพลังโดยรวมจะพุ่งสูงขึ้น

พูดง่ายๆ คือ เจ้างูดำตัวนั้นมันยังมีร่างสองซ่อนอยู่นั่นเอง

“อืม...”

ถ้าอย่างนั้น คำถามคือ

สวบ สาบ

ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ร่างใหม่ที่ปรากฏตัวออกมาจากหมอกหนาทึบนั้น จะเก่งขึ้นขนาดไหนกันเชียว?

คำตอบของคำถามนี้ ไม่จำเป็นต้องคิดให้ปวดหัว

เพราะประโยคเดียวของคังชางโฮ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีที่สุด

“...คิมกิรยอ ไปเอามอเตอร์ไซค์ตั้งขึ้น เดี๋ยวนี้เลย”

ฮันเตอร์ระดับ S ตัดสินใจถอยทัพทันที

แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว การหนีคงไม่ง่ายนัก เพราะมอนสเตอร์ตัวนี้ดูจะยึดติดกับเหยื่อเอาเรื่อง

‘บ้าเอ๊ย’

เป็นไปตามคาด อีมูกิที่ลอกคราบเสร็จแล้วเบิกตาวาวโรจน์ ค่อยๆ เลื้อยคืบคลานเข้ามาทางนี้

ถ้าขืนปล่อยให้ระยะห่างลดลงกว่านี้อีกนิด คงได้เปิดศึกยกที่สองกับคังชางโฮแน่

ตู้มมม!

แต่ทันใดนั้น

ร่างของอีมูกิก็เซถลาไปจากการระเบิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทางด้านขวา

“ก๊าซซซซ!”

แถมการโจมตีปริศนานั่นยังไม่จบแค่นั้น

สกิลมากมายมหาศาลของผู้ตื่นรู้ ระดมยิงถล่มใส่เกล็ดของบอสอย่างบ้าคลั่ง

ตูม! ตูม! ตูม!

“ตายจริง ดูเจ้าหนูนี่สิ โดนการโจมตีของลูกกิลด์ฉันเข้าไปขนาดนั้น เกล็ดยังใสกิ๊งอยู่เลยแฮะ?”

น้ำเสียงกังวานใส

เรือนฉันหยักศกยาวสลวย

และบุคคลที่มีฮันเตอร์ระดับสูงอยู่ในอาณัติมากมายขนาดนี้ จะเป็นใครไปได้อีกในเกาหลีใต้?

“พลังป้องกันดีขนาดนี้ เดี๋ยวเลาะหนังเอาไปตัดแจ็กเกตสักตัวดีไหมนะ? เนอะ?”

ผู้ที่ปรากฏตัวออกมาคือเจ้าของ หอคอยเวทมนตร์เกาหลี

ฮันเตอร์ระดับ S ซอเอสเธอร์ ยกขบวนสมาชิกกิลด์ของเธอมาร่วมวงไพบูลย์กลางถนนแล้ว

ในที่สุดผู้ตื่นรู้คนนั้นก็เข้าร่วมล่า [ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง] จนได้

‘มาแล้ว!’

ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรขนาดนี้!

ฉันเชื่อมาตลอดว่าคนที่จะหยุดยั้งเหตุวินาศกรรมนี้ได้มีแค่เธอเท่านั้น

ก็บรรดาฮันเตอร์ระดับ S ที่เหลือมันมีแต่พวกไม่น่าไว้วางใจทั้งนั้นนี่หว่า

‘เออ เทียบกับพวกบ้านั่นแล้ว เธอนี่แหละนางฟ้าตัวจริง!’

ฉันมองไปทางเอสเธอร์ด้วยสายตาเปี่ยมตื้นตัน ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นฉันเข้าพอดี จึงส่งยิ้มทักทายมาให้เบาๆ

“รักษาสัญญาแล้วนะคะ~”

เธอกะพริบตาให้อย่างสดใส

แต่บรรยากาศรื่นเริงนี้คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เริ่มอาละวาดอีกครั้ง

“ก๊าซซซซซ!”

เอสเธอร์ร่ายเวทใส่บอสที่กำลังข่มขู่เธออย่างไม่ลังเล

และทันทีที่คำสาปของเธอทำงาน เหล่าพรรคพวกฮันเตอร์ก็ระดมยิงสกิลใส่ลำตัวของงูยักษ์พร้อมกันเป็นสัญญาณ

ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยแสงสีและพลังเวทวูบวาบเจิดจ้า

‘โอ้โห!’

แต่เดี๋ยวก่อนนะ

ทำไมคังชางโฮถึงเดินหลบไปสตาร์ตมอเตอร์ไซค์เงียบๆ ตรงมุมนั้นล่ะเฮ้ย

“อ้าว? จะหนีเหรอครับ?”

ไหนๆ เอสเธอร์ก็มาแล้ว ถ้าสองฮันเตอร์ระดับ S ร่วมมือกันโค่นอีมูกิ ก็น่าจะเวิร์กไม่ใช่เหรอ...

“ถ้าไม่อยากโดนลูกหลงจากคำสาปของระดับ S ก็รีบชิ่งจังหวะนี้แหละดีสุด นายเองตอนนี้ก็ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันสถานะไม่ใช่เรอะ”

ฟังจากปากคังชางโฮแล้ว ดูเหมือนการประสานงานกันระหว่างระดับ S จะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

‘ถ้าเหตุผลคือแบบนั้นล่ะก็นะ’

ฉันทิ้งสนามรบไว้เบื้องหลัง แล้วรีบซ้อนท้ายคังชางโฮหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที

ยิ่งระยะห่างเพิ่มขึ้น เสียงขู่ฟ่อๆ อันน่ารำคาญของอีมูกิก็ค่อยๆ เลือนหายไป

---

หวอออออออ—.

[ประกาศแจ้งเตือนภัยพิบัติทั่วกรุงโซล ณ เวลาปัจจุบัน]

[ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังต่อไปนี้ อพยพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด]

เริ่มหนีมาได้กี่นาทีแล้วนะ

ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงไซเรนดังลั่นไปทั่ว

แน่นอนว่าประกาศนั่นมันเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แต่ทว่า...

“ชิ”

ปัญหาจริงๆ มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก

พวกเราขยับไปไหนแทบไม่ได้มาสักพักแล้ว เพราะมีสิ่งกีดขวางบางอย่างขวางทางอยู่

“ลงไหม?”

“เออ”

ฉันลงจากมอเตอร์ไซค์ แล้วแหงนหน้ามองสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตรงหน้า

[ตะพาบยักษ์]

[ระดับ : B]

[คำอธิบาย : เมื่อพบศัตรู จะเรียกสมุน (ตะพาบเล็ก) ออกมาทุกๆ 4 นาที]

เจ้าเต่าสี่ขาที่มีกระดองสีสันฉูดฉาดนั่น

จำได้ว่าเคยเห็นรูปในเอกสารที่ ซอนอูยอน ให้มา

“คุณฮันเตอร์คังชางโฮครับ ขามาคุณบอกว่าดูข่าวมาแล้วใช่ไหม?”

“ก็เออสิ”

“แล้วในข่าวเขาบอกว่ามีมอนสเตอร์หลุดออกมาทั้งหมดกี่ตัวครับ?”

“ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้เช็กละเอียดขนาดนั้น”

วิหารรากษส ขังมอนสเตอร์ที่มีความสามารถเอื้อต่อการเติบโตของอีมูกิเอาไว้ใน เกต ด้วย

แต่พอเปิดเกตเพื่อปล่อยอีมูกิออกมา ไอ้พวกวัตถุดิบสำหรับเลี้ยงดูปูเสื่อพวกนั้นดันทะลักออกมาอาละวาดเป็นของแถมด้วยนี่สิ

สรุปสั้นๆ ก็คือ

ตอนนี้ในเมืองไม่ได้มีแค่ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ยังมีบอสมอนสเตอร์น่าปวดหัวโผล่ออกมาเพ่นพ่านไปทั่ว

‘เฮ้อ...’

แล้วแบบนี้จะหนีสบายๆ ได้ยังไง

ลำพังแค่ชาวบ้านหนีตายรถก็ติดจะแย่อยู่แล้ว แต่มอนสเตอร์ไม่รู้กาลเทศะพวกนี้ดันมานั่งขวางถนนอยู่อีก ให้ตายสิ

“แกรออยู่ตรงนี้นะ”

ถึงอย่างนั้น สถานการณ์ของฉันก็ยังถือว่าดีกว่าคนอื่นอยู่บ้าง

เพราะอย่างน้อยก็มีแบ็กดีเป็นถึงระดับ S

‘ฮันเตอร์คังชางโฮสุดยอด!’

เจอหน้ามอนสเตอร์ทีไร ฉันก็ได้คังชางโฮช่วยไว้ตลอด

แถมไม่ใช่แค่เรื่องต่อสู้นะ

พ่อฮันเตอร์ระดับ S คนนี้ทรัพย์สินเหลือกินเหลือใช้ ถึงขั้นเรียกเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวมารอรับที่ดาดฟ้าตึกแถวนี้แล้ว

นั่นหมายความว่า ทางนี้มีตั๋วหนีออกจากเมืองเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

‘อ๊ะ ลองเช็กข่าวเรียลไทม์หน่อยดีกว่า กันเหนียว’

ฉันโล่งใจเปลาะหนึ่งแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเปิด

ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไรหรอก แค่อยากเช็กสถานการณ์หน่อยว่าไปถึงไหนแล้ว

แต่ทว่า... พอดูไลฟ์สดไปได้แค่ไม่กี่วินาที จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังลั่นมาจากไกลๆ

“คิมกิรยอ!”

คังชางโฮที่พุ่งตัวเข้ามา

เงาทะมึนที่พาดทับลงมา

และแรงกระแทกหนักหน่วงที่หัวไหล่

“เอ๊ะ?”

ผลั่ก!

ยังไม่ทันจะเข้าใจอะไร ฉันก็โดนผลักจนหงายหลังล้มตึง

แต่สภาพแบบนี้ เดาได้ไม่ยากเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในเสี้ยววินาทีนั่น

ตู้มมม! ครืนนนนน.

ทันทีหลังจากนั้น เศษซากอาคารขนาดมหึมาก็ถล่มลงมาใส่หัวของคังชางโฮ...!

‘เฮ้ย!’

ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ หรือไงฟะ

ตรงจุดที่ฉันยืนอยู่เมื่อกี้ มีเศษตึกหนักหลายตันถล่มลงมากองพะเนิน

ตึกแถวนั้นคงโดนลูกหลงจากการโจมตีของมอนสเตอร์จนพังลงมา

“โธ่เว้ย”

ไอ้ฉันก็ดันมัวแต่ไถมือถือจนไม่เห็นซากตึกที่ร่วงลงมาจากข้างบน...

‘ไม่สิ เอาจริงๆ ต่อให้ตั้งใจดูอยู่ก็คงหลบไม่พ้นหรอก นี่มันไม่ใช่การโจมตีทางเวทมนตร์ด้วย’

รอดตายมาได้หวุดหวิด เพราะคังชางโฮผลักฉันออกมาให้พ้นรัศมี

“ฟู่ว”

งั้นก็ต้องขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตสักหน่อย

“อ่า ขอบคุณครับ”

ปัด ปัด

ฉันปัดฝุ่นแล้วลุกเดินเข้าไปทางกองซากปรักหักพัง

“รอดตายเพราะคุณแท้ๆ”

แต่เดี๋ยวนะ... ทำไมตั้งกี้บรรยากาศมันเงียบแปลกๆ?

ขวับ

ฉันกวาดสายตาสำรวจใต้กองซากตึกอย่างรวดเร็ว

และภาพที่เห็นคือ... ร่างของฮันเตอร์ระดับ S คนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งเงียบกริบราวกับหนูตาย

“.......”

พอเห็นแบบนั้น เหงื่อกาฬก็เริ่มไหลซึมเต็มแผ่นหลัง

แน่นอน ระดับ S คงไม่ตายง่ายๆ ด้วยเรื่องแค่นี้หรอก แต่มันก็... ไม่สิ แต่สภาพนี้มัน...

“เอ่อ... คุณคัง? คุณคังครับ?”

ฉันถามย้ำเสียงสั่น แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก

ถูกต้องแล้วครับ

คังชางโฮสลบเหมือดไปแล้วเพราะอุบัติเหตุเมื่อกี้

‘ว้าก! ไอ้ชางโฮ!’

ฉิบหายแล้ว!

ดูท่าพ่อคุณจะโดนเศษตึกหล่นใส่จุดตายเข้าให้หรือไงฟะเนี่ย...!

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

101

20px

“เอาเป็นว่า ออกไปแถบชานเมืองก่อนดีไหม? เห็นข่าวด่วนบอกว่าบอสไม่ได้หลุดออกมาแค่ตัวสองตัวนี่”

ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนเขาจะยังไม่ได้โกรธเคืองอะไรเท่าไหร่ แต่ทว่า...

“เอ่อ... ต้องขอโทษด้วยครับ แต่เรื่องหนีคงจะยากหน่อย”

“หา?”

“คุณชางโฮเห็นไอ้นี่ไหมครับ?”

ตบ ตบ

ฉันตบหลัง คังชางโฮ เบาๆ ก่อนจะชี้ไปที่เหนือหัวตัวเองอย่างระมัดระวัง

“สรุปสั้นๆ คือตอนนี้ฉันโดน ‘หมายหัว’ เข้าอย่างจังเลยครับ”

จากนั้นฉันก็อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟังคร่าวๆ

“เผลอๆ บอสตัวนั้นมันคงตามจองเวรผมไปจนกว่าจะตายนั่นแหละครับ...”

และสิ่งที่ช่วยยืนยันคำอธิบายนั้นได้เป็นอย่างดี ก็คือเสียงคำรามของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นเอง

“ฟ่ออออออ!”

ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หมุนวนกลางอากาศและเริ่มพุ่งตรงมาทางพวกเรา คังชางโฮเหลือบมองกระจกข้างเพื่อยืนยันเป้าหมาย ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ

“เหอะ”

ไอ้เราก็นึกว่าพอสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้วพ่อคุณจะทำยังไงต่อ ที่ไหนได้...

เอี๊ยดดดด!

จู่ๆ มอเตอร์ไซค์ก็เบรกตัวโก่ง

คังชางโฮทิ้งมอเตอร์ไซค์ลงข้างทางแทบจะทันที แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปกลางถนน

“ทะ-ทำอะไรของคุุณครับเนี่ย?!”

ฉันตะโกนถามด้วยความตกใจกับการกระทำปุบปับของอีกฝ่าย แต่คำตอบที่ได้รับกลับสั้นห้วน

“ช่วยไม่ได้นี่หว่า”

คังชางโฮพูดจบก็ถอดหมวกกันน็อกขว้างทิ้งไป

และในจังหวะที่หมวกใบนั้นกระแทกพื้น เสียงที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งถนนก็คือ...

“ก๊าซซซซซ!”

ตู้ม!

คังชางโฮเหยียบกำแพงดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ แล้วซัดกำปั้นใส่ อีมูกิ อย่างไร้ความปรานี

ใช่แล้ว ฮันเตอร์ ระดับ S ผู้นี้ ตัดสินใจที่จะปะทะกับ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งๆ หน้า

ขุ่นพระช่วย!

“แข็งเป๊กเลยแฮะ”

ว่าแต่ทำไมการโจมตีแค่หมัดเดียวถึงรุนแรงได้ขนาดนั้น?

สัตว์ประหลาดที่แม้แต่เหล่าฮันเตอร์ของสมาคมรุมโจมตีเป็นโขยงยังไม่ระคายผิว บัดนี้กลับได้รับบาดเจ็บเข้าแล้ว

หน้าผากของมันยุบลงไปเป็นรอยลึกจากหมัดของคังชางโฮ

“ฟ่อออออ!”

ฟังดูย้อนแย้งชอบกล แต่คังชางโฮนี่แหละคือ ผู้ตื่นรู้ ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการต่อสู้ป้องกันเมือง

ในเมื่อเขาเป็นจอมเวทสายเสริมแกร่งร่างกาย จึงไม่สร้างความเสียหายวงกว้างหรือลูกหลงใส่พื้นที่โดยรอบเหมือนพวกระดับ S คนอื่นๆ

แถมไอ้เวทมนตร์เสริมแกร่งร่างกายที่ว่า ก็ช่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังเหลือเกิน

แค่สกิลเดียว ก็ลดแรงกระแทกที่ตัวเองได้รับไปได้อย่างมหาศาล...!

‘เฮ้ย!’

ครืนนน!

อีมูกิใช้ลำตัวฟาดลงมาที่พื้นอย่างแรง จนถนนรอบข้างแตกร้าวระแหงจากแรงปะทะ

ทว่าคังชางโฮกลับรับการโจมตีนั้นไว้ซึ่งๆ หน้าโดยไม่สะทกสะท้าน

หนำซ้ำยังกระโดดโลดเต้นไล่ต้อนมอนสเตอร์กลับไปเสียอีก

จากนั้นคังชางโฮก็ปักหลักยึดเท้าข้างหนึ่งไว้กับพื้น แล้วเหวี่ยงเท้าอีกข้างเตะอัดเข้าที่ปากของมันอย่างรุนแรง

เปรี้ยง!

ร่างของสัตว์ประหลาดสีดำกระเด็นไถลครูดไปจนสุดปลายถนน

พลังโจมตี

พลังป้องกัน

สมกับเป็นพลังการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง

‘อะ-โอ้โห...’

ฉันได้แต่ยกมือทาบอก อ้าปากค้างให้กับความเก่งกาจระดับปีศาจของฮันเตอร์ระดับ S ผู้นี้

‘ไอ้หนูชางโฮ!’

นายนี่มันทำงานคุ้มค่าจ้างจริงๆ เว้ยเฮ้ย!

ตอนแรกฉันก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับตอนที่หมอนี่บอกว่าจะมาช่วยถ้าเกิด ดันเจี้ยนเบรก...

แต่พอดูตอนนี้สิ คังชางโฮไม่ได้แค่ทำท่าขยันโชว์ออฟหวังผลเรื่อง ความทะเยอทะยาน แต่มันกำลังปกป้องฉันอย่างสุดความสามารถจริงๆ

เพราะคำขู่เรื่องระเบิดพลีชีพนั่นแหละ ทำให้เจ้านี่ฉีกสัญญาไม่ได้

‘สู้เขาโว้ย!’

ฉันเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหมือนไม่เคยรังเกียจขี้หน้าคังชางโฮมาก่อน แล้วเริ่มส่งเสียงเชียร์เขาในใจ

“ฟู่รรรรรร.....”

แต่จะให้ยืนดูเฉยๆ ก็คงไม่ได้ เพราะยังไงซะทางนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวต้นเรื่อง

‘ลองคลายผนึกตราประทับดูดีไหมนะ เผื่อจะรู้อะไรดีๆ’

ฉันตัดสินใจวิเคราะห์ตราประทับบนหัวตัวเองในระหว่างที่คังชางโฮกำลังพัวพันอยู่กับการต่อสู้

และเมื่อการถอดรหัสเวทมนตร์สิ้นสุดลง การต่อสู้ของพวกเขาก็เข้าสู่ช่วงพักยกพอดี

“ชูรรรรร.....”

ดูผ่านๆ เหมือนฝั่งคังชางโฮจะเป็นฝ่ายกดดันได้อย่างขาดลอย

อีมูกิที่โดนยำจนน่วม กระดูกหักไปหลายท่อน ตอนนี้แทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้ว

“หืม?”

แต่คังชางโฮกลับเลิกคิ้วสูง ไม่มีท่าทีดีใจแม้แต่น้อย

จากนั้นเขาก็หันกลับมาทางฉัน

“เฮ้ย คิมกิรยอ!”

“ครับ?”

“แกบอกว่ามีสกิลสายวิเคราะห์ใช่ไหม?”

กำลังสู้ๆ อยู่ไหงจู่ๆ มาถามหา นักประเมิน ซะงั้น

“ครับ มีครับ”

“งั้นลองเช็กระดับไอ้นี่ใหม่อีกทีซิ มันใช่ระดับ S แน่เหรอ?”

ฉันหรี่ตามองอีมูกิตามคำขอของคังชางโฮ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไรเป็นพิเศษ

ปริมาณ มานา ของมันอยู่ในระดับที่เหนือกว่าระดับ A อย่างชัดเจน

“ก็ใช่นี่ครับ?”

แต่ท่าทีของคังชางโฮยังคงเต็มไปด้วยความกังขา

“ใช่เรอะ? แล้วทำไมมอนสเตอร์ระดับ S ถึงได้กระจอกงี้วะ?”

นั่นสินะ เหตุผลมันก็เพราะ...

“ตั้งแต่ระดับ S ขึ้นไป มันไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณพลังเวทโง่ๆ อย่างเดียว มันต้องมีจุดเด่นอะไรที่พิเศษกว่านี้สิ...”

ดูท่าคังชางโฮจะมีประสบการณ์เคยซัดกับมอนสเตอร์ระดับเดียวกันมาก่อน

เขาเลยเอาแต่พึมพำว่าแปลกๆ อยู่นั่นแหละ

‘เดี๋ยวนะ’

ฉันชำเลืองมองอีมูกิที่นอนกองอยู่ แล้วฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เบาะแสที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะระลอกใหม่

‘จริงด้วย ทำไมพลังเวทของไอ้เวรนั่นถึงได้แกว่งไปแกว่งมาวะ?’

วินาทีนั้นเอง

ร่างกายของอีมูกิที่นอนหายใจรวยรินก็มีควันดำพวยพุ่งออกมา

พวกเรารีบถอยฉากออกมาเพราะกลัวว่ามันจะเป็นก๊าซพิษ แต่นั่นเป็นการกระทำที่ไร้ความหมายสิ้นดี

เพราะมันเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสัตว์ประหลาดตนหนึ่งเท่านั้น

“ชูรรรรรร.....”

ทำไมฉันถึงลืมเรื่องนี้ไปได้นะ?

ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เดิมทีเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาจากบอสมอนสเตอร์นามว่าอีมูกิ

และเจ้าอีมูกิตัวนั้น ก็มีแพทเทิร์นการโจมตีที่ต้องระวังอยู่ไม่กี่อย่าง...

‘แพทเทิร์นลอกคราบ’

และสิ่งที่โด่งดังที่สุด ก็คือการลอกคราบนี่แหละ

ขนาดลำตัวที่ขยายใหญ่ขึ้น บาดแผลทั้งหมดที่เคยได้รับจะฟื้นฟูจนหายสนิท และค่าพลังโดยรวมจะพุ่งสูงขึ้น

พูดง่ายๆ คือ เจ้างูดำตัวนั้นมันยังมีร่างสองซ่อนอยู่นั่นเอง

“อืม...”

ถ้าอย่างนั้น คำถามคือ

สวบ สาบ

ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ร่างใหม่ที่ปรากฏตัวออกมาจากหมอกหนาทึบนั้น จะเก่งขึ้นขนาดไหนกันเชียว?

คำตอบของคำถามนี้ ไม่จำเป็นต้องคิดให้ปวดหัว

เพราะประโยคเดียวของคังชางโฮ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีที่สุด

“...คิมกิรยอ ไปเอามอเตอร์ไซค์ตั้งขึ้น เดี๋ยวนี้เลย”

ฮันเตอร์ระดับ S ตัดสินใจถอยทัพทันที

แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว การหนีคงไม่ง่ายนัก เพราะมอนสเตอร์ตัวนี้ดูจะยึดติดกับเหยื่อเอาเรื่อง

‘บ้าเอ๊ย’

เป็นไปตามคาด อีมูกิที่ลอกคราบเสร็จแล้วเบิกตาวาวโรจน์ ค่อยๆ เลื้อยคืบคลานเข้ามาทางนี้

ถ้าขืนปล่อยให้ระยะห่างลดลงกว่านี้อีกนิด คงได้เปิดศึกยกที่สองกับคังชางโฮแน่

ตู้มมม!

แต่ทันใดนั้น

ร่างของอีมูกิก็เซถลาไปจากการระเบิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทางด้านขวา

“ก๊าซซซซ!”

แถมการโจมตีปริศนานั่นยังไม่จบแค่นั้น

สกิลมากมายมหาศาลของผู้ตื่นรู้ ระดมยิงถล่มใส่เกล็ดของบอสอย่างบ้าคลั่ง

ตูม! ตูม! ตูม!

“ตายจริง ดูเจ้าหนูนี่สิ โดนการโจมตีของลูกกิลด์ฉันเข้าไปขนาดนั้น เกล็ดยังใสกิ๊งอยู่เลยแฮะ?”

น้ำเสียงกังวานใส

เรือนฉันหยักศกยาวสลวย

และบุคคลที่มีฮันเตอร์ระดับสูงอยู่ในอาณัติมากมายขนาดนี้ จะเป็นใครไปได้อีกในเกาหลีใต้?

“พลังป้องกันดีขนาดนี้ เดี๋ยวเลาะหนังเอาไปตัดแจ็กเกตสักตัวดีไหมนะ? เนอะ?”

ผู้ที่ปรากฏตัวออกมาคือเจ้าของ หอคอยเวทมนตร์เกาหลี

ฮันเตอร์ระดับ S ซอเอสเธอร์ ยกขบวนสมาชิกกิลด์ของเธอมาร่วมวงไพบูลย์กลางถนนแล้ว

ในที่สุดผู้ตื่นรู้คนนั้นก็เข้าร่วมล่า [ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง] จนได้

‘มาแล้ว!’

ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรขนาดนี้!

ฉันเชื่อมาตลอดว่าคนที่จะหยุดยั้งเหตุวินาศกรรมนี้ได้มีแค่เธอเท่านั้น

ก็บรรดาฮันเตอร์ระดับ S ที่เหลือมันมีแต่พวกไม่น่าไว้วางใจทั้งนั้นนี่หว่า

‘เออ เทียบกับพวกบ้านั่นแล้ว เธอนี่แหละนางฟ้าตัวจริง!’

ฉันมองไปทางเอสเธอร์ด้วยสายตาเปี่ยมตื้นตัน ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นฉันเข้าพอดี จึงส่งยิ้มทักทายมาให้เบาๆ

“รักษาสัญญาแล้วนะคะ~”

เธอกะพริบตาให้อย่างสดใส

แต่บรรยากาศรื่นเริงนี้คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เริ่มอาละวาดอีกครั้ง

“ก๊าซซซซซ!”

เอสเธอร์ร่ายเวทใส่บอสที่กำลังข่มขู่เธออย่างไม่ลังเล

และทันทีที่คำสาปของเธอทำงาน เหล่าพรรคพวกฮันเตอร์ก็ระดมยิงสกิลใส่ลำตัวของงูยักษ์พร้อมกันเป็นสัญญาณ

ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยแสงสีและพลังเวทวูบวาบเจิดจ้า

‘โอ้โห!’

แต่เดี๋ยวก่อนนะ

ทำไมคังชางโฮถึงเดินหลบไปสตาร์ตมอเตอร์ไซค์เงียบๆ ตรงมุมนั้นล่ะเฮ้ย

“อ้าว? จะหนีเหรอครับ?”

ไหนๆ เอสเธอร์ก็มาแล้ว ถ้าสองฮันเตอร์ระดับ S ร่วมมือกันโค่นอีมูกิ ก็น่าจะเวิร์กไม่ใช่เหรอ...

“ถ้าไม่อยากโดนลูกหลงจากคำสาปของระดับ S ก็รีบชิ่งจังหวะนี้แหละดีสุด นายเองตอนนี้ก็ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันสถานะไม่ใช่เรอะ”

ฟังจากปากคังชางโฮแล้ว ดูเหมือนการประสานงานกันระหว่างระดับ S จะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

‘ถ้าเหตุผลคือแบบนั้นล่ะก็นะ’

ฉันทิ้งสนามรบไว้เบื้องหลัง แล้วรีบซ้อนท้ายคังชางโฮหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที

ยิ่งระยะห่างเพิ่มขึ้น เสียงขู่ฟ่อๆ อันน่ารำคาญของอีมูกิก็ค่อยๆ เลือนหายไป

---

หวอออออออ—.

[ประกาศแจ้งเตือนภัยพิบัติทั่วกรุงโซล ณ เวลาปัจจุบัน]

[ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังต่อไปนี้ อพยพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด]

เริ่มหนีมาได้กี่นาทีแล้วนะ

ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงไซเรนดังลั่นไปทั่ว

แน่นอนว่าประกาศนั่นมันเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แต่ทว่า...

“ชิ”

ปัญหาจริงๆ มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก

พวกเราขยับไปไหนแทบไม่ได้มาสักพักแล้ว เพราะมีสิ่งกีดขวางบางอย่างขวางทางอยู่

“ลงไหม?”

“เออ”

ฉันลงจากมอเตอร์ไซค์ แล้วแหงนหน้ามองสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตรงหน้า

[ตะพาบยักษ์]

[ระดับ : B]

[คำอธิบาย : เมื่อพบศัตรู จะเรียกสมุน (ตะพาบเล็ก) ออกมาทุกๆ 4 นาที]

เจ้าเต่าสี่ขาที่มีกระดองสีสันฉูดฉาดนั่น

จำได้ว่าเคยเห็นรูปในเอกสารที่ ซอนอูยอน ให้มา

“คุณฮันเตอร์คังชางโฮครับ ขามาคุณบอกว่าดูข่าวมาแล้วใช่ไหม?”

“ก็เออสิ”

“แล้วในข่าวเขาบอกว่ามีมอนสเตอร์หลุดออกมาทั้งหมดกี่ตัวครับ?”

“ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้เช็กละเอียดขนาดนั้น”

วิหารรากษส ขังมอนสเตอร์ที่มีความสามารถเอื้อต่อการเติบโตของอีมูกิเอาไว้ใน เกต ด้วย

แต่พอเปิดเกตเพื่อปล่อยอีมูกิออกมา ไอ้พวกวัตถุดิบสำหรับเลี้ยงดูปูเสื่อพวกนั้นดันทะลักออกมาอาละวาดเป็นของแถมด้วยนี่สิ

สรุปสั้นๆ ก็คือ

ตอนนี้ในเมืองไม่ได้มีแค่ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ยังมีบอสมอนสเตอร์น่าปวดหัวโผล่ออกมาเพ่นพ่านไปทั่ว

‘เฮ้อ...’

แล้วแบบนี้จะหนีสบายๆ ได้ยังไง

ลำพังแค่ชาวบ้านหนีตายรถก็ติดจะแย่อยู่แล้ว แต่มอนสเตอร์ไม่รู้กาลเทศะพวกนี้ดันมานั่งขวางถนนอยู่อีก ให้ตายสิ

“แกรออยู่ตรงนี้นะ”

ถึงอย่างนั้น สถานการณ์ของฉันก็ยังถือว่าดีกว่าคนอื่นอยู่บ้าง

เพราะอย่างน้อยก็มีแบ็กดีเป็นถึงระดับ S

‘ฮันเตอร์คังชางโฮสุดยอด!’

เจอหน้ามอนสเตอร์ทีไร ฉันก็ได้คังชางโฮช่วยไว้ตลอด

แถมไม่ใช่แค่เรื่องต่อสู้นะ

พ่อฮันเตอร์ระดับ S คนนี้ทรัพย์สินเหลือกินเหลือใช้ ถึงขั้นเรียกเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวมารอรับที่ดาดฟ้าตึกแถวนี้แล้ว

นั่นหมายความว่า ทางนี้มีตั๋วหนีออกจากเมืองเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

‘อ๊ะ ลองเช็กข่าวเรียลไทม์หน่อยดีกว่า กันเหนียว’

ฉันโล่งใจเปลาะหนึ่งแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเปิด

ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไรหรอก แค่อยากเช็กสถานการณ์หน่อยว่าไปถึงไหนแล้ว

แต่ทว่า... พอดูไลฟ์สดไปได้แค่ไม่กี่วินาที จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังลั่นมาจากไกลๆ

“คิมกิรยอ!”

คังชางโฮที่พุ่งตัวเข้ามา

เงาทะมึนที่พาดทับลงมา

และแรงกระแทกหนักหน่วงที่หัวไหล่

“เอ๊ะ?”

ผลั่ก!

ยังไม่ทันจะเข้าใจอะไร ฉันก็โดนผลักจนหงายหลังล้มตึง

แต่สภาพแบบนี้ เดาได้ไม่ยากเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในเสี้ยววินาทีนั่น

ตู้มมม! ครืนนนนน.

ทันทีหลังจากนั้น เศษซากอาคารขนาดมหึมาก็ถล่มลงมาใส่หัวของคังชางโฮ...!

‘เฮ้ย!’

ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ หรือไงฟะ

ตรงจุดที่ฉันยืนอยู่เมื่อกี้ มีเศษตึกหนักหลายตันถล่มลงมากองพะเนิน

ตึกแถวนั้นคงโดนลูกหลงจากการโจมตีของมอนสเตอร์จนพังลงมา

“โธ่เว้ย”

ไอ้ฉันก็ดันมัวแต่ไถมือถือจนไม่เห็นซากตึกที่ร่วงลงมาจากข้างบน...

‘ไม่สิ เอาจริงๆ ต่อให้ตั้งใจดูอยู่ก็คงหลบไม่พ้นหรอก นี่มันไม่ใช่การโจมตีทางเวทมนตร์ด้วย’

รอดตายมาได้หวุดหวิด เพราะคังชางโฮผลักฉันออกมาให้พ้นรัศมี

“ฟู่ว”

งั้นก็ต้องขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตสักหน่อย

“อ่า ขอบคุณครับ”

ปัด ปัด

ฉันปัดฝุ่นแล้วลุกเดินเข้าไปทางกองซากปรักหักพัง

“รอดตายเพราะคุณแท้ๆ”

แต่เดี๋ยวนะ... ทำไมตั้งกี้บรรยากาศมันเงียบแปลกๆ?

ขวับ

ฉันกวาดสายตาสำรวจใต้กองซากตึกอย่างรวดเร็ว

และภาพที่เห็นคือ... ร่างของฮันเตอร์ระดับ S คนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งเงียบกริบราวกับหนูตาย

“.......”

พอเห็นแบบนั้น เหงื่อกาฬก็เริ่มไหลซึมเต็มแผ่นหลัง

แน่นอน ระดับ S คงไม่ตายง่ายๆ ด้วยเรื่องแค่นี้หรอก แต่มันก็... ไม่สิ แต่สภาพนี้มัน...

“เอ่อ... คุณคัง? คุณคังครับ?”

ฉันถามย้ำเสียงสั่น แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก

ถูกต้องแล้วครับ

คังชางโฮสลบเหมือดไปแล้วเพราะอุบัติเหตุเมื่อกี้

‘ว้าก! ไอ้ชางโฮ!’

ฉิบหายแล้ว!

ดูท่าพ่อคุณจะโดนเศษตึกหล่นใส่จุดตายเข้าให้หรือไงฟะเนี่ย...!