บรรยากาศอันน่าสลดหดหู่ที่ถาโถมเข้ามาในชั่วพริบตา
“.......”
“.......”
กึก—
เอสเธอร์วางมือลงบนแก้วกาแฟอย่างเงียบเชียบ จนเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ ขึ้นภายในแก้ว
และเริ่มต้นจากแรงกระเพื่อมนั้น
ณ ชั้นบนสุดของหอคอยเวทย์มนต์ ก็เกิดภาพเหตุการณ์ที่หาดูได้ยากยิ่งขึ้น
“ขะ ขอให้ฉันมอบของขวัญให้เถอะนะคะ”
“ครับ?”
“ฉะ ฉันจู่ๆ ก็รู้สึกอยากให้ของขวัญคุณกิรยอขึ้นมาน่ะค่ะ? เพราะงั้นช่วยสละเวลาให้สักครู่ได้ไหมคะ?”
ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่ฮันเตอร์ระดับ S ซึ่งเป็นตัวแทนของเกาหลี ต้องมาอ้อนวอนผู้ตื่นรู้ระดับ F อย่างน่าเวทนาขนาดนี้
“ที่พูดนี่ก็เพราะเป็นห่วงคุณกิรยอทั้งนั้นเลยนะคะ! ยุคนี้มันเป็นยุคอินเทอร์เน็ต ถ้าโดนถ่ายรูปไปทีหนึ่ง มันจะแพร่กระจายไปทั่วโลกเลยนะ!”
“ครับ?”
“แล้วถ้าคนที่ถูกสงสัยว่าเป็นฮันเตอร์ระดับ S ดันจัดงานแถลงข่าวในสภาพนั้น มันจะเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดไหนกัน……!”
“คุณเอสเธอร์?”
“ไม่สิ คนเราจะสมถะมันก็ต้องมีขอบเขตบ้าง จะบ้าหรือไงถึงคิดจะใส่ชุดนั้นออกหน้ากล้อง?”
เอสเธอร์ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งแล้วประกาศลั่น ว่าเธอจะซื้อเสื้อผ้าให้เดี๋ยวนี้
“เอ่อ ไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ครับ ถ้ามันแย่นัก เดี๋ยวผมไปซื้อใหม่มาเอง”
คิมกิรยอปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเพราะไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณหมอผีคำสาป แต่ทว่า....
‘ไว้ใจไม่ได้เลย!’
ท่าทีของเอสเธอร์นั้นแข็งกร้าว
เพราะเสื้อยืดลายไก่ที่คิมกิรยอสวมอยู่นั้น มันทำให้เธอสงสัยในรสนิยมทางศิลปะของเขาแบบยกแผง
“ขอกราบล่ะค่ะ ได้โปรดให้โอกาสฉันซื้อเสื้อผ้าให้คุณเถอะ”
“ทะ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยครับ”
“อ๊ะ จริงสิ พี่ชายฉันขายเสื้อผ้าอยู่นะคะ? เพราะงั้นเอามาได้ในราคาถูก ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ...! นะคะ?!”
และแล้ว เอสเธอร์ก็อ้อนวอนคิมกิรยอจนได้รับสิทธิ์ที่ต้องการในที่สุด
ตกลงกันว่าเธอจะจับคิมกิรยอเปลี่ยนชุดด้วยเสื้อผ้าที่เธอเลือกเองก่อนเริ่มงานแถลงข่าว
และในตอนนั้นเอง
เลขานุการผู้ติดตามที่เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากมุมห้องก็คิดในใจอย่างเงียบงัน
‘น่ากลัวชะมัด’
บอกตามตรง ไอ้เสื้อแขนยาวนั่นมันมีอานุภาพรุนแรงถึงขนาดทำให้แม้แต่ตัวเองก็ยังยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนมัน
ถ้าระดับนั้น คงต้องจัดว่าเป็นไอเทมดันเจี้ยนแล้วล่ะมั้ง.......
‘เป็นฮันเตอร์รายได้ก็ดีแท้ๆ แต่อุตส่าห์ไปสรรหาของพรรค์นั้นมาใส่ได้ รสนิยมคนคนนั้นนี่สุดยอดจริงๆ’
เลขานุการแห่งหอคอยเวทย์มนต์เดาะลิ้นพลางเดินตามเจ้านายที่ออกจากห้องไป
‘ยังไงพวกระดับ S ก็มีความน่าจะเป็นสูงที่จะเป็นพวกเพี้ยนสินะ’
.
.
.
ไม่นานนักก็มาถึงร้านแห่งหนึ่งในย่านอับกูจอง
กิรยอที่เพิ่งเคยเข้าร้านขายเสื้อผ้าบนโลกมนุษย์เป็นครั้งแรก มองสำรวจรอบๆ ด้วยความแปลกใจ
ทันใดนั้น เจ้าของร้านแห่งนี้ก็กล่าวทักทายพวกเขา
“ยินดีต้อนรับครับ”
ทรงผมหวีเสยเรียบแปล้กับแว่นตากรอบเงิน
ดูแค่ภายนอก ยากที่จะเชื่อว่าเป็นสายเลือดเดียวกับฮันเตอร์คนนั้น
“พี่คะ!”
“บอกแล้วไงว่าอยู่ข้างนอกอย่าทำตัวสนิทสนม”
“วันนี้ฉันรู้สึกขอบคุณพี่ที่ขายเสื้อผ้าจริงๆ นะ! รอดตายมาได้เพราะพี่เลยเนี่ย”
แต่ถ้าดูป้ายชื่อที่ติดอยู่บนหน้าอก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น
[ซอโยฮัน]
ตระกูลซอแห่งทัลซอง
และการตั้งชื่อตามหลักศาสนา
การที่สองเงื่อนไขนี้มาบรรจบกันได้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหาได้ยาก
‘สายเลือดระดับ S แต่อีกคนเป็นแค่ผู้ไม่ตื่นรู้งั้นสินะ’
คิมกิรยอมองเจ้าของร้านด้วยความสนใจ แต่เสียงของเอสเธอร์ก็ดังแทรกขึ้นมาจากข้างๆ
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ?”
“อ่า ครับ”
“ลองดูสิคะว่าในนี้มีตัวไหนถูกใจบ้าง แต่ฉันก็จะช่วยพิจารณาตามรสนิยมของคุณให้หน่อยแล้วกัน”
ถามว่ามีที่ถูกใจไหมงั้นเหรอ
เขาอาศัยอยู่บนดาวต่างโลกที่วัฒนธรรมเครื่องแต่งกายไม่ได้เจริญก้าวหน้า ดังนั้นตั้งแต่ต้นเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องเสื้อผ้าเป็นพิเศษอยู่แล้ว
“อืม”
กิรยอจึงทำหน้าเฉยเมยพลางพลิกดูราวแขวนผ้าไปมา.......
“ตัวนั้นก็ขายเหรอครับ?”
ครู่ต่อมา
เขาหยุดรื้อราวผ้าแล้วชี้ไปที่หุ่นโชว์ซึ่งตั้งอยู่ไกลๆ
ตรงนั้นมีชุดสูทสีดำสนิทไร้ลวดลายใดๆ สวมอยู่บนหุ่น
“เอ๊ะ? ถูกใจตัวนั้นเหรอคะ?”
“น่าจะครับ.......”
“ชอบสไตล์ทางการกว่าที่คิดนะคะเนี่ย?”
เอสเธอร์ไม่อาจซ่อนความประหลาดใจไว้ได้
เสื้อผ้าตั้งเยอะแยะ แต่ดันเลือกชุดสูทได้ในทันที แสดงว่าตาถึงใช้ได้เลยนี่นา แล้วทำไมถึงไปคว้าของแถมพรรค์นั้นมาใส่ได้ล่ะ?
‘แถมทำไมถึงมีไอ้เสื้อบ้านั่นตั้ง 5 ตัวกัน’
เธอกุมขมับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยสีหน้าสดใส
“ถ้าชอบสูท จะเอาตัวนั้นก็ได้ค่ะ! แต่แน่ใจนะว่าจะเอาชุดนั้นจริงๆ? ดีไซน์มันเรียบเกินไปจนดูเหมือนชุดไปสัมภาษณ์งานเลยนะคะ”
แต่ฮันเตอร์ระดับ F ผู้นี้กลับทำท่าทางเฉยชากับชุดสูทอื่นๆ ที่เธอยื่นให้
เหตุผลที่เขาเลือกชุดบนหุ่นโชว์ ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่.......
‘นี่มันคล้ายกับชุดที่ศพของคิมกิรยอใส่อยู่มากที่สุด’
เป็นการเลือกเพื่อให้เกียรติแก่เจ้าของร่างที่แท้จริง
‘ขนาดใส่จนวินาทีสุดท้ายที่ตาย แสดงว่าเป็นชุดที่ชอบมากแน่ๆ ใช่ไหม?’
ชุดสูทสีดำสนิท เปรียบเสมือนชุดห่อศพสำหรับคิมกิรยอ
ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อวิญญาณผู้ล่วงลับ เขาจึงตัดสินใจสวมชุดที่เจ้าของร่างชื่นชอบเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
แน่นอนว่านี่เป็นการกระทำไร้สาระที่ไม่มีใครรับรู้....
แต่ถึงอย่างนั้น ในฐานะจอมเวท มันก็ต้องมีมารยาทที่พึงกระทำอยู่ไม่ใช่หรือ
‘ถ้าได้ร่างเขามาแล้ว การทำตามความปรารถนาของเจ้าของร่างสักเล็กน้อยก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ’
พนักงานร้านนำชุดแบบเดียวกับที่หุ่นโชว์สวมใส่ออกมาจากโกดัง
ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ก็เหลือแค่เช็กไซส์ว่าพอดีหรือเปล่า
“เอาล่ะ! ไปลองใส่ดูทั้งหมดเลยค่ะ อ๊ะ อากาศหนาวแล้ว ถ้าคลุมโค้ทตัวนี้ทับไปน่าจะเหมาะพอดี อันนี้ด้วยค่ะ!”
“สะ ใส่เหรอครับ? ที่นี่เนี่ยนะ?”
“ห้องลองชุดอยู่ทางโน้นค่ะ”
เธอชี้ไปที่ฉากกั้นฝั่งตรงข้าม แล้วหันกลับไปมองที่ราวแขวนผ้าอีกครั้ง
ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว เธอตั้งใจจะหาชุดที่เหมาะกับคนคนนั้นให้อย่างสุดฝีมือ
“ฮันเตอร์เอสเธอร์”
ตึก ตึก—
แต่เอสเธอร์ก็ชะงักการกระทำในเวลาไม่นาน
เพราะไม่กี่นาทีต่อมา เสียงรองเท้าหนังของผู้ชายก็ดังก้องมาจากทางห้องลองชุด
“เสื้อผ้าน่ะพอดีครับ แต่ดูเหมือนรองเท้าจะ......”
คิมกิรยอเดินตรงเข้ามาอย่างช้าๆ ในชุดสูททรีพีซเต็มยศ
เอสเธอร์ที่เห็นภาพนั้นถึงกับกลั้นหายใจด้วยความตกตะลึง
ความจริงคิดว่าขอแค่ไม่ใช่ไอ้เสื้อยืดของแถมเฮงซวยนั่น จะใส่อะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ แต่ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งจริงๆ
“คุณพระ เหมือนดาราเลยค่ะ ดาราชัดๆ!”
เอสเธอร์เอ่ยชมเขาไม่ขาดปาก
แถมเลขานุการที่อยู่ข้างๆ ก็มองกิรยอราวกับถูกมนตร์สะกด แล้วเริ่มพูดเสริมขึ้นมาบ้าง
“โอ้ ได้ฟีลนักแสดงจริงๆ ด้วยแฮะ.......”
“ใช่ไหม? ฉันพูดถูกใช่ไหมล่ะ?”
แต่ทว่า คิมกิรยอกลับไม่เข้าใจคำชมของพวกเขา
ในมุมมองของมนุษย์ต่างดาวที่ไร้สามัญสำนึก คำว่านักแสดงก็เป็นแค่คำเรียกผู้ให้ความบันเทิงที่ทำการแสดงเท่านั้น
‘จู่ๆ มาบอกว่าฉันเหมือนคนเล่นละครเนี่ยนะ?’
กิรยอเงียบไป
บทสนทนาที่ขาดช่วงไปกลับมาดำเนินต่อหลังจากที่ผู้จัดการร้านนำรองเท้าคู่ใหม่มาให้
“ผมลองดูหมดแล้ว คู่นี้น่าจะดีที่สุดครับ”
“งั้นเหรอครับ?”
ยังไงซะเขาก็ไม่มีรสนิยมอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้ว จะยื้อเวลาไปก็เท่านั้น
กิรยอขี้เกียจเปลี่ยนชุดคืน จึงตอบรับส่งๆ ไป แต่เอสเธอร์กลับพยักหน้าอย่างยินดีแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์คิดเงิน
“พี่คะ มานี่แป๊บหนึ่ง!”
ทว่า การคิดเงินที่น่าจะจบลงง่ายๆ กลับใช้เวลานานกว่าที่คิด.......
‘หืม?’
เอสเธอร์คุยกับเจ้าของร้านอยู่นานสองนาน ระหว่างนั้นคิมกิรยอจึงเดินดูรอบๆ ร้านฆ่าเวลา
แกล้งรื้อดูแผงเข็มขัดบ้าง สังเกตเสื้อผ้าผู้หญิงบ้าง
“คุณลูกค้า จะใส่ชุดนี้กลับเลยใช่ไหมครับ? งั้นให้ผมตัดป้ายออกเลยไหมครับ?”
“ครับ ขอบคุณครับ”
และในระหว่างนั้น พนักงานก็เดินเข้ามาตัดป้ายราคาออก
คิมกิรยอตั้งใจจะดูว่าสูทที่ตัวเองใส่อยู่ราคาเท่าไหร่ แต่จังหวะที่กำลังจะดูป้ายราคาที่ถูกตัดออก ก็เกิดความวุ่นวายเล็กๆ ขึ้น
ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด—
โทรศัพท์มือถือของใครบางคนดังขึ้น
“โทรศัพท์ฉันเอง พี่คะ เดี๋ยวฉันขอรับสายแป๊บหนึ่ง รูดบัตรนี้คิดเงินทั้งหมดได้เลย”
“ที่เธอพูดมาทั้งหมดนั่นน่ะนะ?”
“เออๆ ทั้งหมดนั่นแหละ”
เธอเช็กเบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วกดรับสายทันที
“ฮัลโหล~”
แต่ทว่า บรรยากาศดูไม่ชอบมาพากลพิกล
“คะ?”
ยิ่งเวลาผ่านไป สีหน้าของเอสเธอร์ก็ยิ่งมืดมนลงอย่างรวดเร็ว
“ค่ะ ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ.......”
แล้วการสนทนาก็จบลง
ฟึ่บ
เอสเธอร์ลดโทรศัพท์ลงจากหูด้วยสีหน้าเหมือนคนสติหลุด กิรยอจึงถามออกไปสั้นๆ
“ใครโทรมาเหรอครับ?”
เอสเธอร์กลอกตาไปมาพลางตอบอย่างระมัดระวัง
“สำนักงานเลขาฯ กิลด์โทรมาค่ะ”
“อ้อ”
“เห็นว่าตอนนี้จองฮาซองกำลังออกข่าวอยู่น่ะค่ะ”
แค่นี้ก็ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกเลยนี่นา
ระดับ S จะออกข่าวมันก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นรายวันอยู่แล้ว
“แล้วไงครับ?”
กิรยอถามด้วยความสงสัยอย่างบริสุทธิ์ใจ ว่ามันเป็นปัญหาตรงไหนกัน
“เบื้องต้นได้ยินว่าจองฮาซองประกาศจะกลับมาทำงานฮันเตอร์อีกครั้ง โดยถือเอาเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้น.......”
“เร็วขนาดนั้นเลย?”
“ตอนนี้เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอกค่ะ แต่เขาพูดถึงคุณในบทสัมภาษณ์ด้วย”
แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นแบบนี้ซะงั้น
‘ฉันเนี่ยนะ?’
กิรยอเบิกตากว้างเมื่อได้ยินว่าฮันเตอร์อันดับ 1 พูดถึงตัวเอง
แน่นอนว่าเอสเธอร์เองก็หวั่นไหวไม่แพ้กัน
เพราะเธอดูตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ได้ยินข่าว
“คุณกิรยอ หรือว่าคุณรู้จักกับฮันเตอร์จองฮาซองมาก่อนหน้านี้คะ?”
“ไม่เห็นพวกกระทู้ที่ว่อนอยู่ในอินเทอร์เน็ตเหรอครับ?”
“คะ คือฉันก็ไม่ได้ตามเช็กกระแสสังคมทุกเรื่องหรอกนะคะ”
“อ่า”
“เอาเป็นว่าช่วยบอกแค่เรื่องนั้นทีค่ะ คุณรู้จักกับจองฮาซองจริงๆ เหรอคะ?”
ถามว่ารู้จักไหมงั้นเหรอ
“ก็รู้จักครับ แต่ทำไมเหรอ?”
คิมกิรยอเกาต้นคอแล้วตอบไปอย่างเสียไม่ได้ แต่เอสเธอร์พอได้ยินแบบนั้นก็โพล่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“งั้นช่วยอธิบายหน่อยเถอะค่ะว่าสรุปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
“ครับ?”
“ก็เมื่อกี้จองฮาซองเพิ่งบอกในรายการสดว่าจะเผาคุณให้วอดเลยน่ะสิคะ”
.
.
.
[[●LIVE] YTV นิวส์ โมบายไลฟ์ ┃ สัมภาษณ์ จองฮาซอง]
[ผู้สื่อข่าว : กับเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกระดับ S ในครั้งนี้! ลำบากแย่เลยนะครับกว่าจะจัดการได้]
[จองฮาซอง : ไม่หรอกครับ]
[ผู้สื่อข่าว : แต่ว่า ‘ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง’ ซึ่งเป็นต้นตอของเรื่องราว กลับถูกฮันเตอร์คนอื่นล่าไปก่อนแล้ว ไม่ทราบว่ารู้สึกเสียดายในส่วนนี้บ้างไหมครับ?]
[จองฮาซอง : ผมรู้สึกผิดหวังในตัวฮันเตอร์คนนั้นมากครับ]
[ผู้สื่อข่าว : ผิดหวังเหรอครับ?]
[จองฮาซอง : ผมพอจะรู้อยู่รางๆ ว่าเขาเป็นคนที่แข็งแกร่ง แต่ถึงอย่างนั้น การที่ระดับ S มาหลอกว่าเป็นระดับ F เนี่ย มันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ]
[ผู้สื่อข่าว : (ยื่นไมค์เข้าไปใกล้)]
[จองฮาซอง : โดยส่วนตัวแล้ว ผมหวังว่าฮันเตอร์ท่านนั้นจะรีบมาชี้แจงระดับของตัวเองให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุดครับ]
[ผู้สื่อข่าว : อย่างนี้นี่เอง]
[จองฮาซอง : ถ้ายังไม่ยอมรับว่าปลอมแปลงค่าการตื่นรู้ ผมก็มีความตั้งใจที่จะไปตรวจสอบความจริงด้วยตัวเองครับ]
[ผู้สื่อข่าว : ครับ?]
[จองฮาซอง : ในเมื่อเรื่องมันกลายเป็นแบบนี้แล้ว ถ้ายังมาพ่นเรื่องไร้สาระว่าเป็นระดับ F อยู่อีก ผมกะว่าจะบุกไปเผาให้ราบเลยน่ะครับ]
[จองฮาซอง : เอาจริงๆ คนเรามันก็ควรมีขอบเขตนะ ถือค่าการตื่นรู้ระดับนั้นแล้วยังทำตัวเงียบๆ มาได้ตั้งนาน....... (ตัดทอน)]
ผมเผลอทำโทรศัพท์ร่วงจากมือ
พอเอสเธอร์บอกให้เช็กข่าว ผมก็รีบเปิดคลิปดู ไม่นึกเลยว่าจะมีบทสนทนาที่น่าตกใจขนาดนี้อยู่
‘บัดซบ!’
ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่าจองฮาซองเป็นคนนิสัยหลอกง่ายก็ดีเหมือนกัน.......
แต่พอลองมาคิดดูตอนนี้ การไปทำตัวอวดเบ่งต่อหน้าระดับ S มันเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นสุดๆ ไปเลย
เพราะอีกฝ่ายดันเชื่อไอ้ที่ผมอวดเบ่งไปอย่างสนิทใจ จนกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ขนาดนี้ไงล่ะ
‘ไอ้เวรนั่น แทนที่จะไปพักผ่อนเงียบๆ ในหุบเขา ดันมาพล่ามบ้าอะไรออกสื่อฟะ!’
ถ้าขืนเป็นแบบนี้ แล้วโดนประทับตราว่าเป็นฮันเตอร์ระดับ S จะทำยังไง?
ถ้าเป็นแบบนั้น ผมก็จะมีหน้าที่ที่ต้องไปจัดการเกตระดับสูงเพิ่มขึ้นมาน่ะสิ
‘แถมถ้าขัดขืนหน้าที่ ก็จะโดนบทลงโทษอย่างหนัก.......’
แต่จะให้คงสถานะระดับ F ต่อไปก็เป็นไปไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ?
ขืนประกาศแบบนั้นออกไป ฮันเตอร์อันดับ 1 ที่สติหลุดเหมือนในบทสัมภาษณ์เมื่อกี้คงได้บุกมาหาทันทีแน่
‘หา? ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ฉิบหายหมดเลยเหรอ?’
ผมตกที่นั่งลำบากเข้าแล้ว
ผู้แข็งแกร่งกับผู้อ่อนแอ ไม่ว่าจะเลือกสถานะไหน ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแท้จริง