Cover

107

“ดูท่าคงต้องเลื่อนงานแถลงข่าวออกไปก่อนแล้วล่ะค่ะ ขืนดันทุรังต่อ สถานการณ์คงยากจะรับมือ”

ทันทีที่เอสเธอร์เห็นบทสัมภาษณ์ของจองฮาซอง เธอก็ดูเหมือนจะเริ่มวางแผนรับมือใหม่อีกครั้ง

แต่ตัวฉันไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องพรรค์นั้นหรอก

เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันกะทันหันเกินกว่าที่ฮันเตอร์ระดับ F กระจอกๆ คนหนึ่งจะรับไหว

“นั่นสินะครับ”

สุดท้ายเราก็ต้องล้มเลิกแผนเดิมที่จะรวบรวมนักข่าวฝ่ายเดียวกันเพื่อปั่นกระแสสังคมทิ้งไป

แต่ถึงงานแถลงข่าวจะยกเลิก ก็คงไม่ต้องถึงกับคืนเสื้อผ้าหรอกมั้ง

เพราะท่านหัวหน้ากิลด์มาทัพจรดปากกาเซ็นชื่อลงบนเครื่องรูดบัตร จ่ายเงินเสร็จสรรพโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

“คุณกิรยอ ช่วยบอกที่อยู่บ้านหน่อยได้ไหมคะ?”

“ที่อยู่เหรอครับ?”

หลังจากนั้นเอสเธอร์ก็ยื่นข้อเรียกร้องที่น่าสงสัยมาสองสามอย่าง แต่พอได้ยินคำอธิบายว่าเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการชำระเงิน ฉันก็ยอมบอกไปแต่โดยดี

“บอกเป็นที่อยู่ตามถนนได้ไหมครับ?”

เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องเสื้อผ้าจบแล้ว ทีนี้ก็ต้องมานั่งคิดหนักว่าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ยังไงดี.......

---

เวลาแค่แป๊บเดียวจะมีวิธีแก้ปัญหาเด็ดๆ โผล่มาได้ยังไงกันเล่า

“เฮ้อ”

ไม่นานหลังจากนั้น

ฉันก้าวลงจากแท็กซี่ด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก ในชุดเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมอ่อง

อ้อ ถามว่าเสื้อผ้าเก่าเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน ทำไมถึงเดินตัวเปล่ามาน่ะเหรอ?

-ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ขอถามหน่อยสิ เสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้ราคาประมาณเท่าไหร่คะ?

-รู้สึกจะได้มาฟรีน่ะครับ

-งั้นขอถามอีกข้อ มีความทรงจำสำคัญอะไรผูกพันกับเสื้อตัวนี้ไหม?

-ก็ไม่นิครับ?

ขอแจ้งให้ทราบว่า เสื้อผ้าเก่าๆ พวกนั้นถูกกำจัดด้วยน้ำมือของจอมเวทคำสาปไปเรียบร้อยแล้ว

เอสเธอร์ถามย้ำว่าของสิ่งนี้สำคัญไหม พอฉันบอกว่าไม่ เธอก็จัดการฉีกเสื้อแถมที่ฉันใส่มาจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที

-อุ๊ยตาย! พลาดไปหน่อย ขอโทษทีนะคะ ช่วงนี้ฉันเพลียๆ เลยกะแรงไม่ค่อยถูกน่ะ?

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาใส่ใจ

ยังไงซะ ทางนี้ก็เป็นคนประเภทขอแค่มีอะไรปกปิดร่างกายก็พอใจแล้ว

‘ถึงจะบางแต่ก็อุ่นกว่าที่คิดแฮะ ถือซะว่าเอาของเก่าไปแลกของใหม่มาคุ้มๆ ก็แล้วกัน’

ฉันกระชับเสื้อโค้ตที่ได้รับเป็นของขวัญ แล้วรีบสาวเท้าเดินลงไปตามถนน

“หืม?”

แต่ในจังหวะที่จะเดินกลับเข้าห้องเช่าของคิมกิรยอนั้นเอง จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างบริเวณปากซอย

-งึมงำ งึมงำ.......

บรรยากาศในละแวกบ้านดูผิดแปลกไปจากทุกที

แถวนี้ย่านการค้าก็ไม่ค่อยดี ไม่น่าจะมีคนมาชุมนุมกันได้ แล้วทำไมถึงมีเสียงซุบซิบดังระงมขนาดนี้

‘ไฟไหม้หรือเปล่านะ?’

ฉันเอียงคอด้วยความสงสัยขณะเดินตรงเข้าไป

แต่ทว่า เสียงซุบซิบปริศนานั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้บ้านของคิมกิรยอ

กึก

เมื่อมาถึงตรอกหน้าบ้าน

-แชะ!

ทันทีที่ฉันโผล่พ้นกำแพงออกมา ก็ถูกแสงแฟลชปริศนายิงเข้าใส่เต็มตา

-แชะ! แชะ!

-วิ้ง

ใช่แล้ว ที่แท้ต้นตอของความวุ่นวายทั้งหมด มันกระจายออกมาจากจุดนี้นี่เอง

“มาแล้ว!”

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”

“เฮ้ยๆ หันกล้องไปทางนั้น!”

“ถ่ายเร็ว ถ่าย!”

เวรเอ๊ย นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น.......

‘นี่มันกี่คนกันวะเนี่ย?’

ฉันตกใจจนผงะถอยหลังเมื่อเห็นฝูงชนตรงหน้า

ในตรอกแคบๆ นี้มีคนอัดกันอยู่แน่นขนัด กะด้วยสายตาน่าจะสัก 20 คนได้ ส่วนใหญ่แบกกล้องตัวเบ้อเริ่มไว้บนบ่า

หมายความว่าทุกคนมาจากสถานีโทรทัศน์กันหมดเลยสินะ

“คุณฮันเตอร์ครับ! รบกวนขอสัมภาษณ์สักครู่ครับ!”

“เอาไมค์มาทางนี้!”

ว่าแต่นักข่าวพวกนี้หาที่นี่เจอได้ยังไง?

ต่อให้โลกนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร แต่ที่พักอาศัยส่วนบุคคลมันระบุพิกัดกันง่ายขนาดนี้เลยเรอะ?

‘ข้อมูลรั่วไหลเร็วเกินไปแล้ว!’

พอลองคิดดู ตั้งแต่เมื่อตอนเที่ยงสถานการณ์ก็เริ่มทะแม่งๆ

ข่าวลือเพิ่งจะแพร่สะพัดได้แค่วันเดียว แต่ข้อมูลส่วนตัวของฉันเกือบทั้งหมดกลับรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกแล้ว

‘แปลก......!’

ความเร็วระดับนี้ เพียงพอที่จะทำให้สงสัยได้ว่ามีใครบางคนจงใจปล่อยข้อมูล

ถ้าอย่างนั้นตัวจริงของหนอนบ่อนไส้คือใครกัน

เอสเธอร์ที่จู่ๆ ก็ขอที่อยู่ในร้านเสื้อผ้าเหรอ?

เป็นไปไม่ได้หรอก เพิ่งจะแยกกับเธอมาหมาดๆ เวลาไม่สอดคล้องกัน

ถ้างั้นมีใครอีกที่น่าสงสัย?

คนที่สามารถแพร่กระจายทั้งที่อยู่ ชื่อ หรือแม้กระทั่งระดับของฮันเตอร์คนหนึ่งได้ทั้งหมด.......

‘เหอะ’

เป้าหมายที่เข้าเค้าผุดขึ้นมาในหัวทันที

เพราะฉันต้องเผชิญกับปัญหาทำนองนี้มาตลอดอยู่แล้ว

‘คิดดูแล้ว ทุกครั้งที่ฉันไปเจอเรื่องในเกต ข่าวพวกนั้นก็มักจะลอยเข้าหูคังชางโฮทันทีเลยนี่นา’

สมาคมฮันเตอร์เกาหลี

ใช่แล้ว หน่วยงานรัฐแห่งนั้นปากโป้งมาแต่ไหนแต่ไร

ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องไปเชื่อใจพวกมัน

‘อย่าบอกนะว่าฝีมือพวกนั้นอีกแล้ว?’

สมมติฐานหลากหลายเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลผุดขึ้นในหัว แต่ฉันไม่มีเวลามานั่งคิดวิเคราะห์ได้นานนัก

“คุณฮันเตอร์!”

“คิมกิรยอ!”

ชั่วพริบตาเดียว ฝูงหมาป่าที่เรียกตัวเองว่านักข่าวก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวฉันไว้จนหมดทางหนี

“อึก”

แชะ, แชะ แชะ

ฉันถูกแรงกดดันจากผู้คนที่ดาหน้าเข้ามา จนต้องถอยร่นไปจนสุดทาง สัมผัสเย็นเยียบของกำแพงแผ่ซ่านเข้ามาที่แผ่นหลัง

แต่พวกนักข่าวกลับไม่สนใจเหยื่อที่กำลังตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ยังคงยัดเยียดไมค์เข้ามาจ่อปาก

และแล้ว งานแถลงข่าวชั่วคราวที่มีฉากหลังเป็นกำแพงบ้านอิฐแดงก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ถึงจะเป็นตารางงานที่กะทันหันไปหน่อย แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ

“ขอคำชี้แจงด้วยครับ!”

“ดิฉันอีจียอง ผู้สื่อข่าวจาก YTV ค่ะ เรื่องที่คุณเคลียร์เกตระดับ A ด้วยตัวคนเดียวในอดีต เป็นเรื่องจริงหรือไม่คะ?”

“ทุกท่านครับ มันอันตราย อย่าดันเข้ามาครับ!”

ดูท่าทางพวกนั้นคงไม่มีวันถอยกลับไปแน่ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบ

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางกวาดสายตามองพวกมนุษย์ที่กำลังส่งเสียงโวยวาย

และสิ่งที่ถูกพ่นออกมาหลังจากนั้น คือถ้อยคำจากใครบางคนที่สวมหนังของศพเดินดิน

---

ในที่สุด

ความทรงจำ.......

อันยาวนานก็สิ้นสุดลง

‘เฮ้อ’

ในวันฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย

ฉันยืนหลับตาแน่นพิงกำแพงนี้ ทบทวนความหลังครั้งเก่า

อยากรู้เหลือเกินว่าที่ผ่านมาทำพลาดตรงไหน สถานการณ์ถึงได้บานปลายมาจนถึงขั้นนี้ เลยพยายามหาสาเหตุด้วยตัวเอง

‘พอมองย้อนกลับไป ตั้งแต่มาเกิดใหม่ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายจริงๆ’

ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ

แล้วก็ได้ข้อสรุป

‘ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ รู้งี้ไม่น่ามาเกิดบนโลกเลย’

เออ จะมัวมานั่งจำแนกข้อผิดพลาดหยุมหยิมไปทำไม?

ตั้งแต่แรก!

ไอ้การเกิดใหม่ครั้งนี้เนี่ย!

มันพังพินาศตั้งแต่เริ่มแล้วเว้ย!

แค่การเข้ามาอยู่ในร่างสวะพรรค์นี้ก็นับเป็นความผิดพลาดแล้ว ยังจะมานั่งวิเคราะห์หาพระแสงอะไรว่าทำผิดตรงไหนอีก

ตั้งสติหน่อยสิไอ้เวรเอ๊ย!

“นะ โนคอมเมนต์เหรอครับ?”

“หมายความว่าคุณปฏิเสธเรื่องการปลอมแปลงระดับใช่ไหมครับ?”

พวกนักข่าวดูจะงุนงงกับคำพูดเมื่อครู่ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่เปลี่ยนท่าที

‘ระดับ S หรือระดับ F ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตายทั้งคู่......!’

ทางนี้เองก็ยังตัดสินใจไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะวางตัวยังไง แล้วจะมีหน้าไปบอกอะไรพวกแกได้วะ

ฉันเลือกที่จะตอบคำถามของนักข่าวด้วยความเงียบ

แถมพอได้ลองแข็งข้อดูสักครั้ง หลังจากนั้นอะไรๆ ก็ง่ายขึ้น

พอรู้ว่าพวกนี้เป็นแค่ผู้ไร้พลัง ฉันก็เลยทำตัวหน้าด้านใส่ซะเลย

ก็นะ ความสงสัยที่ว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นฮันเตอร์ระดับ S ดูจะมีอานุภาพร้ายแรงพอตัว

“ฮึก”

ฉันล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนมองเหล่านักข่าวตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยโดยไม่พูดอะไร

เห็นดังนั้น นักข่าวคนหนึ่งก็ค่อยๆ ขยับตัวหลีกทางให้ เปิดช่องว่างให้เดินผ่าน

‘การแกล้งทำเป็นระดับ S นี่ใช้ขู่คนได้ผลดีจริงๆ’

ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องโอเอ้อยู่ในที่หนวกหูแบบนี้

ฉันเดินดุ่มๆ ตรงเข้าบ้านทันที

คิดว่าถ้าเข้าไปในเขตอาคมแล้วลงกลอนประตู อย่างน้อยก็คงไม่มีใครบุกรุกเข้ามาได้

-แชะ, แชะ, แชะ

แต่พอเห็นแสงแฟลชกับเสียงชัตเตอร์ที่ดังไล่หลังมาแล้ว

สังหรณ์ใจว่าเรื่องมันคงไม่จบง่ายๆ อย่างที่คิดแฮะ

.

.

.

30 นาทีต่อมา

-ติ๊งต่อง!

เสียงออดใสๆ ดังลอดผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามา

บอกตามตรงว่าน่ารำคาญฉิบหาย

นึกว่าเข้าบ้านมาแล้วจะเงียบสงบขึ้นซะอีก แต่ไอ้พวกบบ้านั่นกลับกดออดเรียกไม่หยุดหย่อน

-คุณคิมกิรยอครับ อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ?

ถ้าเป็นสมัยก่อน ใครบังอาจมารบกวนที่พำนักของจอมมหาเวท คงโดนจับไปแขวนประจานกลางตลาดให้หมด.......

แต่ฉันในตอนนี้ไม่มีพลังอำนาจที่จะไปลงโทษใครได้

ครั้นจะเรียกตำรวจ ก็ไม่รู้ว่าแค่เรื่องกดออดรบกวน พวกตำรวจจะยอมจับตัวไปให้หรือเปล่า

“เฮ้อ”

สุดท้าย ฉันทนการคุกคามของนักข่าวไม่ไหว เลยตัดสินใจจะหลบไปตั้งหลักสักพัก

แต่การเลือกที่หลบภัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้วยความที่ทางนี้ไม่ค่อยรู้ระบบที่อยู่อาศัยของโลกเท่าไหร่ เลยแยกไม่ออกว่าที่พักแบบไหนที่มีความปลอดภัยสูง

‘แต้มต่อมนุษย์ต่างดาวติดลบ’

ตอนนี้เหลือแค่วิธีบ้านๆ

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา

ปลายทางที่จะโทรหาถูกกำหนดไว้แล้ว

[อันยุนซึง☎]

เอาเถอะ อุตส่าห์สร้างบุญคุณไว้ซะขนาดนั้น ถ้าไม่ใช้ตอนนี้แล้วจะไปใช้ตอนไหน บ้านระดับ A อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าโรงแรมราคาถูกตามข้างทางแหละน่า

“ฮัลโหล?”

สายถูกตัดรับในทันที

ฉันประทับใจในการตอบสนองอันรวดเร็วของอันยุนซึง แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง

พอดีว่าตอนนี้มีธุระนิดหน่อย ถ้าจะขอไปอาศัยอยู่ที่บ้านนายสักสองสามวันจะได้ไหม

“ยุนซึง รบกวนด้วยนะ”

แน่นอนว่าคำตอบที่ได้ย่อมรู้กันอยู่แล้ว

ชาวโลกที่มีจิตใจอ่อนโยนอย่างยุนซึง ไม่มีทางเพิกเฉยต่อความลำบากของฉันที่กำลังถูกมลพิษทางเสียงเล่นงานแน่นอน

-เข้าใจแล้วครับ

ยุนซึงตอบตกลงตามคาด

‘เอ๊ะ?’

เดี๋ยวนะ แต่พอลองฟังดีๆ น้ำเสียงนั่นจะเรียกว่าตกลงก็ดูจะ...

-แค่เตรียมห้องให้ลูกพี่พักก็พอใช่ไหมครับ......?

น้ำเสียงห่อเหี่ยว

ไร้เรี่ยวแรง

‘ไอ้หมอนี่เป็นอะไรของมันอีก?’

ฉันเกิดความสงสัยเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ดังลอดออกมาจากลำโพง

แถมความรู้สึกทะแม่งๆ นี้ก็ยังคงอยู่แม้จะเปลี่ยนสถานที่มาแล้วก็ตาม

“อื้ม เชิญครับ”

หลายชั่วโมงต่อมา

ฉันเดินทางมาถึงที่พักของฮันเตอร์ระดับ A อย่างยากลำบาก เพราะต้องคอยระวังไม่ให้ถูกสะกดรอยตาม แต่อีกฝ่ายกลับหลบสายตาฉันตั้งแต่หน้าประตูบ้านเนี่ยสิ

“นี่ห้องรับรองที่ลูกพี่ใช้นะครับ ส่วนห้องน้ำเดินไปตามโถงทางนี้”

“.......”

“อ้อ แล้วก็คุณพ่อคุณแม่ลงไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด น่าจะกลับมามะรืนนี้....... ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ผมอธิบายสถานการณ์ให้พวกท่านฟังเรียบร้อยแล้ว”

ใบหน้าเคร่งเครียดกับน้ำเสียงที่จมดิ่ง

ฉันจ้องมองเขาเขม็งทั้งที่ยังถือกระเป๋าเดินทางค้างไว้

‘การแสดงอารมณ์แบบชาวโลกนี่ยังอ่านยากเหมือนเดิม’

แน่นอนว่าแค่สีหน้าท่าทางภายนอกคงบอกไม่ได้ว่าข้างในคิดอะไรอยู่ คำตอบคงอยู่ที่การพูดคุยกันเท่านั้น

ฉันกลอกตาไปมาแล้วเอ่ยถามออกไป

“ฉันรบกวนนายเกินไปหรือเปล่า?”

“ครับ?”

“ไม่หรอก คือเห็นปฏิกิริยาตั้งแต่ตอนรับโทรศัพท์มันดูแปลกๆ น่ะ”

“....”

“ถ้านายลำบากใจที่จะช่วย แต่ต้องฝืนตอบตกลง มันก็ดูจะ.......”

แต่ความจริงกลับห่างไกลจากที่ฉันคาดเดาไว้มาก ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ยุนซึงก็รีบปฏิเสธพัลวันพร้อมโบกไม้โบกมือ

“ไม่ใช่นะครับ! ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย!”

“แล้ว?”

“คะ คือว่า.......”

พอฉันทักเรื่องหน้าซีดๆ และซักไซ้ไล่เลียงเข้าหน่อย ยุนซึงก็เริ่มอธิบายสั้นๆ

“.......ความจริงแล้ว”

ด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวราวกับจะจางหายไป

---

ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน

อันยุนซึงได้รับข่าวการปรากฏตัวของความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และตกอยู่ในความตื่นตระหนก

แต่เหตุผลที่เขาช็อกนั้นต่างจากคนอื่นนิดหน่อย

ไม่ใช่เพราะระดับของมอนสเตอร์ หรือสภาพกลางเมืองที่พังพินาศ

[เวลาประมาณ 16.00 น. ในที่สุดความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงก็ถูกกำจัดลงแล้วครับ]

แต่เขารู้สึกพังทลายที่สุดเมื่อได้รู้เวลาที่มันปรากฏตัวต่างหาก

“.......”

เมื่อวันที่ 11 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงปรากฏตัว อันยุนซึงกำลังลงเกตอยู่

และกว่าเขาจะเคลียร์เกตเสร็จออกมาข้างนอก บนจอยักษ์ตามตึกสูงก็กำลังฉายข่าวด่วน

ข่าวที่ว่าฮันเตอร์นิรนามคนหนึ่งเป็นผู้ปลิดชีพอีมูกิ

“.......”

เนื่องจากภาพเหตุการณ์ถูกถ่ายด้วยกล้องโดรน ตัวเอกของเรื่องจึงเหลือขนาดเล็กนิดเดียวจนมองไม่เห็นหน้า แต่มีหรือที่เขาจะจำสีทองอันโดดเด่นนั่นไม่ได้

อันยุนซึงยืนเหม่อมองรายงานข่าวบนจอยักษ์อยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

107

20px

“ดูท่าคงต้องเลื่อนงานแถลงข่าวออกไปก่อนแล้วล่ะค่ะ ขืนดันทุรังต่อ สถานการณ์คงยากจะรับมือ”

ทันทีที่เอสเธอร์เห็นบทสัมภาษณ์ของจองฮาซอง เธอก็ดูเหมือนจะเริ่มวางแผนรับมือใหม่อีกครั้ง

แต่ตัวฉันไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องพรรค์นั้นหรอก

เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันกะทันหันเกินกว่าที่ฮันเตอร์ระดับ F กระจอกๆ คนหนึ่งจะรับไหว

“นั่นสินะครับ”

สุดท้ายเราก็ต้องล้มเลิกแผนเดิมที่จะรวบรวมนักข่าวฝ่ายเดียวกันเพื่อปั่นกระแสสังคมทิ้งไป

แต่ถึงงานแถลงข่าวจะยกเลิก ก็คงไม่ต้องถึงกับคืนเสื้อผ้าหรอกมั้ง

เพราะท่านหัวหน้ากิลด์มาทัพจรดปากกาเซ็นชื่อลงบนเครื่องรูดบัตร จ่ายเงินเสร็จสรรพโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

“คุณกิรยอ ช่วยบอกที่อยู่บ้านหน่อยได้ไหมคะ?”

“ที่อยู่เหรอครับ?”

หลังจากนั้นเอสเธอร์ก็ยื่นข้อเรียกร้องที่น่าสงสัยมาสองสามอย่าง แต่พอได้ยินคำอธิบายว่าเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการชำระเงิน ฉันก็ยอมบอกไปแต่โดยดี

“บอกเป็นที่อยู่ตามถนนได้ไหมครับ?”

เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องเสื้อผ้าจบแล้ว ทีนี้ก็ต้องมานั่งคิดหนักว่าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ยังไงดี.......

---

เวลาแค่แป๊บเดียวจะมีวิธีแก้ปัญหาเด็ดๆ โผล่มาได้ยังไงกันเล่า

“เฮ้อ”

ไม่นานหลังจากนั้น

ฉันก้าวลงจากแท็กซี่ด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก ในชุดเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมอ่อง

อ้อ ถามว่าเสื้อผ้าเก่าเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน ทำไมถึงเดินตัวเปล่ามาน่ะเหรอ?

-ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ขอถามหน่อยสิ เสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้ราคาประมาณเท่าไหร่คะ?

-รู้สึกจะได้มาฟรีน่ะครับ

-งั้นขอถามอีกข้อ มีความทรงจำสำคัญอะไรผูกพันกับเสื้อตัวนี้ไหม?

-ก็ไม่นิครับ?

ขอแจ้งให้ทราบว่า เสื้อผ้าเก่าๆ พวกนั้นถูกกำจัดด้วยน้ำมือของจอมเวทคำสาปไปเรียบร้อยแล้ว

เอสเธอร์ถามย้ำว่าของสิ่งนี้สำคัญไหม พอฉันบอกว่าไม่ เธอก็จัดการฉีกเสื้อแถมที่ฉันใส่มาจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที

-อุ๊ยตาย! พลาดไปหน่อย ขอโทษทีนะคะ ช่วงนี้ฉันเพลียๆ เลยกะแรงไม่ค่อยถูกน่ะ?

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาใส่ใจ

ยังไงซะ ทางนี้ก็เป็นคนประเภทขอแค่มีอะไรปกปิดร่างกายก็พอใจแล้ว

‘ถึงจะบางแต่ก็อุ่นกว่าที่คิดแฮะ ถือซะว่าเอาของเก่าไปแลกของใหม่มาคุ้มๆ ก็แล้วกัน’

ฉันกระชับเสื้อโค้ตที่ได้รับเป็นของขวัญ แล้วรีบสาวเท้าเดินลงไปตามถนน

“หืม?”

แต่ในจังหวะที่จะเดินกลับเข้าห้องเช่าของคิมกิรยอนั้นเอง จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างบริเวณปากซอย

-งึมงำ งึมงำ.......

บรรยากาศในละแวกบ้านดูผิดแปลกไปจากทุกที

แถวนี้ย่านการค้าก็ไม่ค่อยดี ไม่น่าจะมีคนมาชุมนุมกันได้ แล้วทำไมถึงมีเสียงซุบซิบดังระงมขนาดนี้

‘ไฟไหม้หรือเปล่านะ?’

ฉันเอียงคอด้วยความสงสัยขณะเดินตรงเข้าไป

แต่ทว่า เสียงซุบซิบปริศนานั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้บ้านของคิมกิรยอ

กึก

เมื่อมาถึงตรอกหน้าบ้าน

-แชะ!

ทันทีที่ฉันโผล่พ้นกำแพงออกมา ก็ถูกแสงแฟลชปริศนายิงเข้าใส่เต็มตา

-แชะ! แชะ!

-วิ้ง

ใช่แล้ว ที่แท้ต้นตอของความวุ่นวายทั้งหมด มันกระจายออกมาจากจุดนี้นี่เอง

“มาแล้ว!”

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”

“เฮ้ยๆ หันกล้องไปทางนั้น!”

“ถ่ายเร็ว ถ่าย!”

เวรเอ๊ย นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น.......

‘นี่มันกี่คนกันวะเนี่ย?’

ฉันตกใจจนผงะถอยหลังเมื่อเห็นฝูงชนตรงหน้า

ในตรอกแคบๆ นี้มีคนอัดกันอยู่แน่นขนัด กะด้วยสายตาน่าจะสัก 20 คนได้ ส่วนใหญ่แบกกล้องตัวเบ้อเริ่มไว้บนบ่า

หมายความว่าทุกคนมาจากสถานีโทรทัศน์กันหมดเลยสินะ

“คุณฮันเตอร์ครับ! รบกวนขอสัมภาษณ์สักครู่ครับ!”

“เอาไมค์มาทางนี้!”

ว่าแต่นักข่าวพวกนี้หาที่นี่เจอได้ยังไง?

ต่อให้โลกนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร แต่ที่พักอาศัยส่วนบุคคลมันระบุพิกัดกันง่ายขนาดนี้เลยเรอะ?

‘ข้อมูลรั่วไหลเร็วเกินไปแล้ว!’

พอลองคิดดู ตั้งแต่เมื่อตอนเที่ยงสถานการณ์ก็เริ่มทะแม่งๆ

ข่าวลือเพิ่งจะแพร่สะพัดได้แค่วันเดียว แต่ข้อมูลส่วนตัวของฉันเกือบทั้งหมดกลับรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกแล้ว

‘แปลก......!’

ความเร็วระดับนี้ เพียงพอที่จะทำให้สงสัยได้ว่ามีใครบางคนจงใจปล่อยข้อมูล

ถ้าอย่างนั้นตัวจริงของหนอนบ่อนไส้คือใครกัน

เอสเธอร์ที่จู่ๆ ก็ขอที่อยู่ในร้านเสื้อผ้าเหรอ?

เป็นไปไม่ได้หรอก เพิ่งจะแยกกับเธอมาหมาดๆ เวลาไม่สอดคล้องกัน

ถ้างั้นมีใครอีกที่น่าสงสัย?

คนที่สามารถแพร่กระจายทั้งที่อยู่ ชื่อ หรือแม้กระทั่งระดับของฮันเตอร์คนหนึ่งได้ทั้งหมด.......

‘เหอะ’

เป้าหมายที่เข้าเค้าผุดขึ้นมาในหัวทันที

เพราะฉันต้องเผชิญกับปัญหาทำนองนี้มาตลอดอยู่แล้ว

‘คิดดูแล้ว ทุกครั้งที่ฉันไปเจอเรื่องในเกต ข่าวพวกนั้นก็มักจะลอยเข้าหูคังชางโฮทันทีเลยนี่นา’

สมาคมฮันเตอร์เกาหลี

ใช่แล้ว หน่วยงานรัฐแห่งนั้นปากโป้งมาแต่ไหนแต่ไร

ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องไปเชื่อใจพวกมัน

‘อย่าบอกนะว่าฝีมือพวกนั้นอีกแล้ว?’

สมมติฐานหลากหลายเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลผุดขึ้นในหัว แต่ฉันไม่มีเวลามานั่งคิดวิเคราะห์ได้นานนัก

“คุณฮันเตอร์!”

“คิมกิรยอ!”

ชั่วพริบตาเดียว ฝูงหมาป่าที่เรียกตัวเองว่านักข่าวก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวฉันไว้จนหมดทางหนี

“อึก”

แชะ, แชะ แชะ

ฉันถูกแรงกดดันจากผู้คนที่ดาหน้าเข้ามา จนต้องถอยร่นไปจนสุดทาง สัมผัสเย็นเยียบของกำแพงแผ่ซ่านเข้ามาที่แผ่นหลัง

แต่พวกนักข่าวกลับไม่สนใจเหยื่อที่กำลังตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ยังคงยัดเยียดไมค์เข้ามาจ่อปาก

และแล้ว งานแถลงข่าวชั่วคราวที่มีฉากหลังเป็นกำแพงบ้านอิฐแดงก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ถึงจะเป็นตารางงานที่กะทันหันไปหน่อย แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ

“ขอคำชี้แจงด้วยครับ!”

“ดิฉันอีจียอง ผู้สื่อข่าวจาก YTV ค่ะ เรื่องที่คุณเคลียร์เกตระดับ A ด้วยตัวคนเดียวในอดีต เป็นเรื่องจริงหรือไม่คะ?”

“ทุกท่านครับ มันอันตราย อย่าดันเข้ามาครับ!”

ดูท่าทางพวกนั้นคงไม่มีวันถอยกลับไปแน่ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบ

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางกวาดสายตามองพวกมนุษย์ที่กำลังส่งเสียงโวยวาย

และสิ่งที่ถูกพ่นออกมาหลังจากนั้น คือถ้อยคำจากใครบางคนที่สวมหนังของศพเดินดิน

---

ในที่สุด

ความทรงจำ.......

อันยาวนานก็สิ้นสุดลง

‘เฮ้อ’

ในวันฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย

ฉันยืนหลับตาแน่นพิงกำแพงนี้ ทบทวนความหลังครั้งเก่า

อยากรู้เหลือเกินว่าที่ผ่านมาทำพลาดตรงไหน สถานการณ์ถึงได้บานปลายมาจนถึงขั้นนี้ เลยพยายามหาสาเหตุด้วยตัวเอง

‘พอมองย้อนกลับไป ตั้งแต่มาเกิดใหม่ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายจริงๆ’

ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ

แล้วก็ได้ข้อสรุป

‘ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ รู้งี้ไม่น่ามาเกิดบนโลกเลย’

เออ จะมัวมานั่งจำแนกข้อผิดพลาดหยุมหยิมไปทำไม?

ตั้งแต่แรก!

ไอ้การเกิดใหม่ครั้งนี้เนี่ย!

มันพังพินาศตั้งแต่เริ่มแล้วเว้ย!

แค่การเข้ามาอยู่ในร่างสวะพรรค์นี้ก็นับเป็นความผิดพลาดแล้ว ยังจะมานั่งวิเคราะห์หาพระแสงอะไรว่าทำผิดตรงไหนอีก

ตั้งสติหน่อยสิไอ้เวรเอ๊ย!

“นะ โนคอมเมนต์เหรอครับ?”

“หมายความว่าคุณปฏิเสธเรื่องการปลอมแปลงระดับใช่ไหมครับ?”

พวกนักข่าวดูจะงุนงงกับคำพูดเมื่อครู่ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่เปลี่ยนท่าที

‘ระดับ S หรือระดับ F ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตายทั้งคู่......!’

ทางนี้เองก็ยังตัดสินใจไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะวางตัวยังไง แล้วจะมีหน้าไปบอกอะไรพวกแกได้วะ

ฉันเลือกที่จะตอบคำถามของนักข่าวด้วยความเงียบ

แถมพอได้ลองแข็งข้อดูสักครั้ง หลังจากนั้นอะไรๆ ก็ง่ายขึ้น

พอรู้ว่าพวกนี้เป็นแค่ผู้ไร้พลัง ฉันก็เลยทำตัวหน้าด้านใส่ซะเลย

ก็นะ ความสงสัยที่ว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นฮันเตอร์ระดับ S ดูจะมีอานุภาพร้ายแรงพอตัว

“ฮึก”

ฉันล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนมองเหล่านักข่าวตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยโดยไม่พูดอะไร

เห็นดังนั้น นักข่าวคนหนึ่งก็ค่อยๆ ขยับตัวหลีกทางให้ เปิดช่องว่างให้เดินผ่าน

‘การแกล้งทำเป็นระดับ S นี่ใช้ขู่คนได้ผลดีจริงๆ’

ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องโอเอ้อยู่ในที่หนวกหูแบบนี้

ฉันเดินดุ่มๆ ตรงเข้าบ้านทันที

คิดว่าถ้าเข้าไปในเขตอาคมแล้วลงกลอนประตู อย่างน้อยก็คงไม่มีใครบุกรุกเข้ามาได้

-แชะ, แชะ, แชะ

แต่พอเห็นแสงแฟลชกับเสียงชัตเตอร์ที่ดังไล่หลังมาแล้ว

สังหรณ์ใจว่าเรื่องมันคงไม่จบง่ายๆ อย่างที่คิดแฮะ

.

.

.

30 นาทีต่อมา

-ติ๊งต่อง!

เสียงออดใสๆ ดังลอดผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามา

บอกตามตรงว่าน่ารำคาญฉิบหาย

นึกว่าเข้าบ้านมาแล้วจะเงียบสงบขึ้นซะอีก แต่ไอ้พวกบบ้านั่นกลับกดออดเรียกไม่หยุดหย่อน

-คุณคิมกิรยอครับ อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ?

ถ้าเป็นสมัยก่อน ใครบังอาจมารบกวนที่พำนักของจอมมหาเวท คงโดนจับไปแขวนประจานกลางตลาดให้หมด.......

แต่ฉันในตอนนี้ไม่มีพลังอำนาจที่จะไปลงโทษใครได้

ครั้นจะเรียกตำรวจ ก็ไม่รู้ว่าแค่เรื่องกดออดรบกวน พวกตำรวจจะยอมจับตัวไปให้หรือเปล่า

“เฮ้อ”

สุดท้าย ฉันทนการคุกคามของนักข่าวไม่ไหว เลยตัดสินใจจะหลบไปตั้งหลักสักพัก

แต่การเลือกที่หลบภัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้วยความที่ทางนี้ไม่ค่อยรู้ระบบที่อยู่อาศัยของโลกเท่าไหร่ เลยแยกไม่ออกว่าที่พักแบบไหนที่มีความปลอดภัยสูง

‘แต้มต่อมนุษย์ต่างดาวติดลบ’

ตอนนี้เหลือแค่วิธีบ้านๆ

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา

ปลายทางที่จะโทรหาถูกกำหนดไว้แล้ว

[อันยุนซึง☎]

เอาเถอะ อุตส่าห์สร้างบุญคุณไว้ซะขนาดนั้น ถ้าไม่ใช้ตอนนี้แล้วจะไปใช้ตอนไหน บ้านระดับ A อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าโรงแรมราคาถูกตามข้างทางแหละน่า

“ฮัลโหล?”

สายถูกตัดรับในทันที

ฉันประทับใจในการตอบสนองอันรวดเร็วของอันยุนซึง แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง

พอดีว่าตอนนี้มีธุระนิดหน่อย ถ้าจะขอไปอาศัยอยู่ที่บ้านนายสักสองสามวันจะได้ไหม

“ยุนซึง รบกวนด้วยนะ”

แน่นอนว่าคำตอบที่ได้ย่อมรู้กันอยู่แล้ว

ชาวโลกที่มีจิตใจอ่อนโยนอย่างยุนซึง ไม่มีทางเพิกเฉยต่อความลำบากของฉันที่กำลังถูกมลพิษทางเสียงเล่นงานแน่นอน

-เข้าใจแล้วครับ

ยุนซึงตอบตกลงตามคาด

‘เอ๊ะ?’

เดี๋ยวนะ แต่พอลองฟังดีๆ น้ำเสียงนั่นจะเรียกว่าตกลงก็ดูจะ...

-แค่เตรียมห้องให้ลูกพี่พักก็พอใช่ไหมครับ......?

น้ำเสียงห่อเหี่ยว

ไร้เรี่ยวแรง

‘ไอ้หมอนี่เป็นอะไรของมันอีก?’

ฉันเกิดความสงสัยเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ดังลอดออกมาจากลำโพง

แถมความรู้สึกทะแม่งๆ นี้ก็ยังคงอยู่แม้จะเปลี่ยนสถานที่มาแล้วก็ตาม

“อื้ม เชิญครับ”

หลายชั่วโมงต่อมา

ฉันเดินทางมาถึงที่พักของฮันเตอร์ระดับ A อย่างยากลำบาก เพราะต้องคอยระวังไม่ให้ถูกสะกดรอยตาม แต่อีกฝ่ายกลับหลบสายตาฉันตั้งแต่หน้าประตูบ้านเนี่ยสิ

“นี่ห้องรับรองที่ลูกพี่ใช้นะครับ ส่วนห้องน้ำเดินไปตามโถงทางนี้”

“.......”

“อ้อ แล้วก็คุณพ่อคุณแม่ลงไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด น่าจะกลับมามะรืนนี้....... ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ผมอธิบายสถานการณ์ให้พวกท่านฟังเรียบร้อยแล้ว”

ใบหน้าเคร่งเครียดกับน้ำเสียงที่จมดิ่ง

ฉันจ้องมองเขาเขม็งทั้งที่ยังถือกระเป๋าเดินทางค้างไว้

‘การแสดงอารมณ์แบบชาวโลกนี่ยังอ่านยากเหมือนเดิม’

แน่นอนว่าแค่สีหน้าท่าทางภายนอกคงบอกไม่ได้ว่าข้างในคิดอะไรอยู่ คำตอบคงอยู่ที่การพูดคุยกันเท่านั้น

ฉันกลอกตาไปมาแล้วเอ่ยถามออกไป

“ฉันรบกวนนายเกินไปหรือเปล่า?”

“ครับ?”

“ไม่หรอก คือเห็นปฏิกิริยาตั้งแต่ตอนรับโทรศัพท์มันดูแปลกๆ น่ะ”

“....”

“ถ้านายลำบากใจที่จะช่วย แต่ต้องฝืนตอบตกลง มันก็ดูจะ.......”

แต่ความจริงกลับห่างไกลจากที่ฉันคาดเดาไว้มาก ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ยุนซึงก็รีบปฏิเสธพัลวันพร้อมโบกไม้โบกมือ

“ไม่ใช่นะครับ! ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย!”

“แล้ว?”

“คะ คือว่า.......”

พอฉันทักเรื่องหน้าซีดๆ และซักไซ้ไล่เลียงเข้าหน่อย ยุนซึงก็เริ่มอธิบายสั้นๆ

“.......ความจริงแล้ว”

ด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวราวกับจะจางหายไป

---

ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน

อันยุนซึงได้รับข่าวการปรากฏตัวของความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และตกอยู่ในความตื่นตระหนก

แต่เหตุผลที่เขาช็อกนั้นต่างจากคนอื่นนิดหน่อย

ไม่ใช่เพราะระดับของมอนสเตอร์ หรือสภาพกลางเมืองที่พังพินาศ

[เวลาประมาณ 16.00 น. ในที่สุดความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงก็ถูกกำจัดลงแล้วครับ]

แต่เขารู้สึกพังทลายที่สุดเมื่อได้รู้เวลาที่มันปรากฏตัวต่างหาก

“.......”

เมื่อวันที่ 11 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงปรากฏตัว อันยุนซึงกำลังลงเกตอยู่

และกว่าเขาจะเคลียร์เกตเสร็จออกมาข้างนอก บนจอยักษ์ตามตึกสูงก็กำลังฉายข่าวด่วน

ข่าวที่ว่าฮันเตอร์นิรนามคนหนึ่งเป็นผู้ปลิดชีพอีมูกิ

“.......”

เนื่องจากภาพเหตุการณ์ถูกถ่ายด้วยกล้องโดรน ตัวเอกของเรื่องจึงเหลือขนาดเล็กนิดเดียวจนมองไม่เห็นหน้า แต่มีหรือที่เขาจะจำสีทองอันโดดเด่นนั่นไม่ได้

อันยุนซึงยืนเหม่อมองรายงานข่าวบนจอยักษ์อยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน