“ดูท่าคงต้องเลื่อนงานแถลงข่าวออกไปก่อนแล้วล่ะค่ะ ขืนดันทุรังต่อ สถานการณ์คงยากจะรับมือ”
ทันทีที่เอสเธอร์เห็นบทสัมภาษณ์ของจองฮาซอง เธอก็ดูเหมือนจะเริ่มวางแผนรับมือใหม่อีกครั้ง
แต่ตัวฉันไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องพรรค์นั้นหรอก
เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันกะทันหันเกินกว่าที่ฮันเตอร์ระดับ F กระจอกๆ คนหนึ่งจะรับไหว
“นั่นสินะครับ”
สุดท้ายเราก็ต้องล้มเลิกแผนเดิมที่จะรวบรวมนักข่าวฝ่ายเดียวกันเพื่อปั่นกระแสสังคมทิ้งไป
แต่ถึงงานแถลงข่าวจะยกเลิก ก็คงไม่ต้องถึงกับคืนเสื้อผ้าหรอกมั้ง
เพราะท่านหัวหน้ากิลด์มาทัพจรดปากกาเซ็นชื่อลงบนเครื่องรูดบัตร จ่ายเงินเสร็จสรรพโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“คุณกิรยอ ช่วยบอกที่อยู่บ้านหน่อยได้ไหมคะ?”
“ที่อยู่เหรอครับ?”
หลังจากนั้นเอสเธอร์ก็ยื่นข้อเรียกร้องที่น่าสงสัยมาสองสามอย่าง แต่พอได้ยินคำอธิบายว่าเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการชำระเงิน ฉันก็ยอมบอกไปแต่โดยดี
“บอกเป็นที่อยู่ตามถนนได้ไหมครับ?”
เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องเสื้อผ้าจบแล้ว ทีนี้ก็ต้องมานั่งคิดหนักว่าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ยังไงดี.......
---
เวลาแค่แป๊บเดียวจะมีวิธีแก้ปัญหาเด็ดๆ โผล่มาได้ยังไงกันเล่า
“เฮ้อ”
ไม่นานหลังจากนั้น
ฉันก้าวลงจากแท็กซี่ด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก ในชุดเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมอ่อง
อ้อ ถามว่าเสื้อผ้าเก่าเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน ทำไมถึงเดินตัวเปล่ามาน่ะเหรอ?
-ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ขอถามหน่อยสิ เสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้ราคาประมาณเท่าไหร่คะ?
-รู้สึกจะได้มาฟรีน่ะครับ
-งั้นขอถามอีกข้อ มีความทรงจำสำคัญอะไรผูกพันกับเสื้อตัวนี้ไหม?
-ก็ไม่นิครับ?
ขอแจ้งให้ทราบว่า เสื้อผ้าเก่าๆ พวกนั้นถูกกำจัดด้วยน้ำมือของจอมเวทคำสาปไปเรียบร้อยแล้ว
เอสเธอร์ถามย้ำว่าของสิ่งนี้สำคัญไหม พอฉันบอกว่าไม่ เธอก็จัดการฉีกเสื้อแถมที่ฉันใส่มาจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที
-อุ๊ยตาย! พลาดไปหน่อย ขอโทษทีนะคะ ช่วงนี้ฉันเพลียๆ เลยกะแรงไม่ค่อยถูกน่ะ?
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาใส่ใจ
ยังไงซะ ทางนี้ก็เป็นคนประเภทขอแค่มีอะไรปกปิดร่างกายก็พอใจแล้ว
‘ถึงจะบางแต่ก็อุ่นกว่าที่คิดแฮะ ถือซะว่าเอาของเก่าไปแลกของใหม่มาคุ้มๆ ก็แล้วกัน’
ฉันกระชับเสื้อโค้ตที่ได้รับเป็นของขวัญ แล้วรีบสาวเท้าเดินลงไปตามถนน
“หืม?”
แต่ในจังหวะที่จะเดินกลับเข้าห้องเช่าของคิมกิรยอนั้นเอง จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างบริเวณปากซอย
-งึมงำ งึมงำ.......
บรรยากาศในละแวกบ้านดูผิดแปลกไปจากทุกที
แถวนี้ย่านการค้าก็ไม่ค่อยดี ไม่น่าจะมีคนมาชุมนุมกันได้ แล้วทำไมถึงมีเสียงซุบซิบดังระงมขนาดนี้
‘ไฟไหม้หรือเปล่านะ?’
ฉันเอียงคอด้วยความสงสัยขณะเดินตรงเข้าไป
แต่ทว่า เสียงซุบซิบปริศนานั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้บ้านของคิมกิรยอ
กึก
เมื่อมาถึงตรอกหน้าบ้าน
-แชะ!
ทันทีที่ฉันโผล่พ้นกำแพงออกมา ก็ถูกแสงแฟลชปริศนายิงเข้าใส่เต็มตา
-แชะ! แชะ!
-วิ้ง
ใช่แล้ว ที่แท้ต้นตอของความวุ่นวายทั้งหมด มันกระจายออกมาจากจุดนี้นี่เอง
“มาแล้ว!”
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”
“เฮ้ยๆ หันกล้องไปทางนั้น!”
“ถ่ายเร็ว ถ่าย!”
เวรเอ๊ย นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น.......
‘นี่มันกี่คนกันวะเนี่ย?’
ฉันตกใจจนผงะถอยหลังเมื่อเห็นฝูงชนตรงหน้า
ในตรอกแคบๆ นี้มีคนอัดกันอยู่แน่นขนัด กะด้วยสายตาน่าจะสัก 20 คนได้ ส่วนใหญ่แบกกล้องตัวเบ้อเริ่มไว้บนบ่า
หมายความว่าทุกคนมาจากสถานีโทรทัศน์กันหมดเลยสินะ
“คุณฮันเตอร์ครับ! รบกวนขอสัมภาษณ์สักครู่ครับ!”
“เอาไมค์มาทางนี้!”
ว่าแต่นักข่าวพวกนี้หาที่นี่เจอได้ยังไง?
ต่อให้โลกนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร แต่ที่พักอาศัยส่วนบุคคลมันระบุพิกัดกันง่ายขนาดนี้เลยเรอะ?
‘ข้อมูลรั่วไหลเร็วเกินไปแล้ว!’
พอลองคิดดู ตั้งแต่เมื่อตอนเที่ยงสถานการณ์ก็เริ่มทะแม่งๆ
ข่าวลือเพิ่งจะแพร่สะพัดได้แค่วันเดียว แต่ข้อมูลส่วนตัวของฉันเกือบทั้งหมดกลับรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกแล้ว
‘แปลก......!’
ความเร็วระดับนี้ เพียงพอที่จะทำให้สงสัยได้ว่ามีใครบางคนจงใจปล่อยข้อมูล
ถ้าอย่างนั้นตัวจริงของหนอนบ่อนไส้คือใครกัน
เอสเธอร์ที่จู่ๆ ก็ขอที่อยู่ในร้านเสื้อผ้าเหรอ?
เป็นไปไม่ได้หรอก เพิ่งจะแยกกับเธอมาหมาดๆ เวลาไม่สอดคล้องกัน
ถ้างั้นมีใครอีกที่น่าสงสัย?
คนที่สามารถแพร่กระจายทั้งที่อยู่ ชื่อ หรือแม้กระทั่งระดับของฮันเตอร์คนหนึ่งได้ทั้งหมด.......
‘เหอะ’
เป้าหมายที่เข้าเค้าผุดขึ้นมาในหัวทันที
เพราะฉันต้องเผชิญกับปัญหาทำนองนี้มาตลอดอยู่แล้ว
‘คิดดูแล้ว ทุกครั้งที่ฉันไปเจอเรื่องในเกต ข่าวพวกนั้นก็มักจะลอยเข้าหูคังชางโฮทันทีเลยนี่นา’
สมาคมฮันเตอร์เกาหลี
ใช่แล้ว หน่วยงานรัฐแห่งนั้นปากโป้งมาแต่ไหนแต่ไร
ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องไปเชื่อใจพวกมัน
‘อย่าบอกนะว่าฝีมือพวกนั้นอีกแล้ว?’
สมมติฐานหลากหลายเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลผุดขึ้นในหัว แต่ฉันไม่มีเวลามานั่งคิดวิเคราะห์ได้นานนัก
“คุณฮันเตอร์!”
“คิมกิรยอ!”
ชั่วพริบตาเดียว ฝูงหมาป่าที่เรียกตัวเองว่านักข่าวก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวฉันไว้จนหมดทางหนี
“อึก”
แชะ, แชะ แชะ
ฉันถูกแรงกดดันจากผู้คนที่ดาหน้าเข้ามา จนต้องถอยร่นไปจนสุดทาง สัมผัสเย็นเยียบของกำแพงแผ่ซ่านเข้ามาที่แผ่นหลัง
แต่พวกนักข่าวกลับไม่สนใจเหยื่อที่กำลังตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ยังคงยัดเยียดไมค์เข้ามาจ่อปาก
และแล้ว งานแถลงข่าวชั่วคราวที่มีฉากหลังเป็นกำแพงบ้านอิฐแดงก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ถึงจะเป็นตารางงานที่กะทันหันไปหน่อย แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ
“ขอคำชี้แจงด้วยครับ!”
“ดิฉันอีจียอง ผู้สื่อข่าวจาก YTV ค่ะ เรื่องที่คุณเคลียร์เกตระดับ A ด้วยตัวคนเดียวในอดีต เป็นเรื่องจริงหรือไม่คะ?”
“ทุกท่านครับ มันอันตราย อย่าดันเข้ามาครับ!”
ดูท่าทางพวกนั้นคงไม่มีวันถอยกลับไปแน่ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบ
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางกวาดสายตามองพวกมนุษย์ที่กำลังส่งเสียงโวยวาย
และสิ่งที่ถูกพ่นออกมาหลังจากนั้น คือถ้อยคำจากใครบางคนที่สวมหนังของศพเดินดิน
---
ในที่สุด
ความทรงจำ.......
อันยาวนานก็สิ้นสุดลง
‘เฮ้อ’
ในวันฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย
ฉันยืนหลับตาแน่นพิงกำแพงนี้ ทบทวนความหลังครั้งเก่า
อยากรู้เหลือเกินว่าที่ผ่านมาทำพลาดตรงไหน สถานการณ์ถึงได้บานปลายมาจนถึงขั้นนี้ เลยพยายามหาสาเหตุด้วยตัวเอง
‘พอมองย้อนกลับไป ตั้งแต่มาเกิดใหม่ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายจริงๆ’
ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
แล้วก็ได้ข้อสรุป
‘ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ รู้งี้ไม่น่ามาเกิดบนโลกเลย’
เออ จะมัวมานั่งจำแนกข้อผิดพลาดหยุมหยิมไปทำไม?
ตั้งแต่แรก!
ไอ้การเกิดใหม่ครั้งนี้เนี่ย!
มันพังพินาศตั้งแต่เริ่มแล้วเว้ย!
แค่การเข้ามาอยู่ในร่างสวะพรรค์นี้ก็นับเป็นความผิดพลาดแล้ว ยังจะมานั่งวิเคราะห์หาพระแสงอะไรว่าทำผิดตรงไหนอีก
ตั้งสติหน่อยสิไอ้เวรเอ๊ย!
“นะ โนคอมเมนต์เหรอครับ?”
“หมายความว่าคุณปฏิเสธเรื่องการปลอมแปลงระดับใช่ไหมครับ?”
พวกนักข่าวดูจะงุนงงกับคำพูดเมื่อครู่ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่เปลี่ยนท่าที
‘ระดับ S หรือระดับ F ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตายทั้งคู่......!’
ทางนี้เองก็ยังตัดสินใจไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะวางตัวยังไง แล้วจะมีหน้าไปบอกอะไรพวกแกได้วะ
ฉันเลือกที่จะตอบคำถามของนักข่าวด้วยความเงียบ
แถมพอได้ลองแข็งข้อดูสักครั้ง หลังจากนั้นอะไรๆ ก็ง่ายขึ้น
พอรู้ว่าพวกนี้เป็นแค่ผู้ไร้พลัง ฉันก็เลยทำตัวหน้าด้านใส่ซะเลย
ก็นะ ความสงสัยที่ว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นฮันเตอร์ระดับ S ดูจะมีอานุภาพร้ายแรงพอตัว
“ฮึก”
ฉันล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนมองเหล่านักข่าวตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยโดยไม่พูดอะไร
เห็นดังนั้น นักข่าวคนหนึ่งก็ค่อยๆ ขยับตัวหลีกทางให้ เปิดช่องว่างให้เดินผ่าน
‘การแกล้งทำเป็นระดับ S นี่ใช้ขู่คนได้ผลดีจริงๆ’
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องโอเอ้อยู่ในที่หนวกหูแบบนี้
ฉันเดินดุ่มๆ ตรงเข้าบ้านทันที
คิดว่าถ้าเข้าไปในเขตอาคมแล้วลงกลอนประตู อย่างน้อยก็คงไม่มีใครบุกรุกเข้ามาได้
-แชะ, แชะ, แชะ
แต่พอเห็นแสงแฟลชกับเสียงชัตเตอร์ที่ดังไล่หลังมาแล้ว
สังหรณ์ใจว่าเรื่องมันคงไม่จบง่ายๆ อย่างที่คิดแฮะ
.
.
.
30 นาทีต่อมา
-ติ๊งต่อง!
เสียงออดใสๆ ดังลอดผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามา
บอกตามตรงว่าน่ารำคาญฉิบหาย
นึกว่าเข้าบ้านมาแล้วจะเงียบสงบขึ้นซะอีก แต่ไอ้พวกบบ้านั่นกลับกดออดเรียกไม่หยุดหย่อน
-คุณคิมกิรยอครับ อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ?
ถ้าเป็นสมัยก่อน ใครบังอาจมารบกวนที่พำนักของจอมมหาเวท คงโดนจับไปแขวนประจานกลางตลาดให้หมด.......
แต่ฉันในตอนนี้ไม่มีพลังอำนาจที่จะไปลงโทษใครได้
ครั้นจะเรียกตำรวจ ก็ไม่รู้ว่าแค่เรื่องกดออดรบกวน พวกตำรวจจะยอมจับตัวไปให้หรือเปล่า
“เฮ้อ”
สุดท้าย ฉันทนการคุกคามของนักข่าวไม่ไหว เลยตัดสินใจจะหลบไปตั้งหลักสักพัก
แต่การเลือกที่หลบภัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ด้วยความที่ทางนี้ไม่ค่อยรู้ระบบที่อยู่อาศัยของโลกเท่าไหร่ เลยแยกไม่ออกว่าที่พักแบบไหนที่มีความปลอดภัยสูง
‘แต้มต่อมนุษย์ต่างดาวติดลบ’
ตอนนี้เหลือแค่วิธีบ้านๆ
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
ปลายทางที่จะโทรหาถูกกำหนดไว้แล้ว
[อันยุนซึง☎]
เอาเถอะ อุตส่าห์สร้างบุญคุณไว้ซะขนาดนั้น ถ้าไม่ใช้ตอนนี้แล้วจะไปใช้ตอนไหน บ้านระดับ A อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าโรงแรมราคาถูกตามข้างทางแหละน่า
“ฮัลโหล?”
สายถูกตัดรับในทันที
ฉันประทับใจในการตอบสนองอันรวดเร็วของอันยุนซึง แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง
พอดีว่าตอนนี้มีธุระนิดหน่อย ถ้าจะขอไปอาศัยอยู่ที่บ้านนายสักสองสามวันจะได้ไหม
“ยุนซึง รบกวนด้วยนะ”
แน่นอนว่าคำตอบที่ได้ย่อมรู้กันอยู่แล้ว
ชาวโลกที่มีจิตใจอ่อนโยนอย่างยุนซึง ไม่มีทางเพิกเฉยต่อความลำบากของฉันที่กำลังถูกมลพิษทางเสียงเล่นงานแน่นอน
-เข้าใจแล้วครับ
ยุนซึงตอบตกลงตามคาด
‘เอ๊ะ?’
เดี๋ยวนะ แต่พอลองฟังดีๆ น้ำเสียงนั่นจะเรียกว่าตกลงก็ดูจะ...
-แค่เตรียมห้องให้ลูกพี่พักก็พอใช่ไหมครับ......?
น้ำเสียงห่อเหี่ยว
ไร้เรี่ยวแรง
‘ไอ้หมอนี่เป็นอะไรของมันอีก?’
ฉันเกิดความสงสัยเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ดังลอดออกมาจากลำโพง
แถมความรู้สึกทะแม่งๆ นี้ก็ยังคงอยู่แม้จะเปลี่ยนสถานที่มาแล้วก็ตาม
“อื้ม เชิญครับ”
หลายชั่วโมงต่อมา
ฉันเดินทางมาถึงที่พักของฮันเตอร์ระดับ A อย่างยากลำบาก เพราะต้องคอยระวังไม่ให้ถูกสะกดรอยตาม แต่อีกฝ่ายกลับหลบสายตาฉันตั้งแต่หน้าประตูบ้านเนี่ยสิ
“นี่ห้องรับรองที่ลูกพี่ใช้นะครับ ส่วนห้องน้ำเดินไปตามโถงทางนี้”
“.......”
“อ้อ แล้วก็คุณพ่อคุณแม่ลงไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด น่าจะกลับมามะรืนนี้....... ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ผมอธิบายสถานการณ์ให้พวกท่านฟังเรียบร้อยแล้ว”
ใบหน้าเคร่งเครียดกับน้ำเสียงที่จมดิ่ง
ฉันจ้องมองเขาเขม็งทั้งที่ยังถือกระเป๋าเดินทางค้างไว้
‘การแสดงอารมณ์แบบชาวโลกนี่ยังอ่านยากเหมือนเดิม’
แน่นอนว่าแค่สีหน้าท่าทางภายนอกคงบอกไม่ได้ว่าข้างในคิดอะไรอยู่ คำตอบคงอยู่ที่การพูดคุยกันเท่านั้น
ฉันกลอกตาไปมาแล้วเอ่ยถามออกไป
“ฉันรบกวนนายเกินไปหรือเปล่า?”
“ครับ?”
“ไม่หรอก คือเห็นปฏิกิริยาตั้งแต่ตอนรับโทรศัพท์มันดูแปลกๆ น่ะ”
“....”
“ถ้านายลำบากใจที่จะช่วย แต่ต้องฝืนตอบตกลง มันก็ดูจะ.......”
แต่ความจริงกลับห่างไกลจากที่ฉันคาดเดาไว้มาก ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ยุนซึงก็รีบปฏิเสธพัลวันพร้อมโบกไม้โบกมือ
“ไม่ใช่นะครับ! ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย!”
“แล้ว?”
“คะ คือว่า.......”
พอฉันทักเรื่องหน้าซีดๆ และซักไซ้ไล่เลียงเข้าหน่อย ยุนซึงก็เริ่มอธิบายสั้นๆ
“.......ความจริงแล้ว”
ด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวราวกับจะจางหายไป
---
ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน
อันยุนซึงได้รับข่าวการปรากฏตัวของความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และตกอยู่ในความตื่นตระหนก
แต่เหตุผลที่เขาช็อกนั้นต่างจากคนอื่นนิดหน่อย
ไม่ใช่เพราะระดับของมอนสเตอร์ หรือสภาพกลางเมืองที่พังพินาศ
[เวลาประมาณ 16.00 น. ในที่สุดความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงก็ถูกกำจัดลงแล้วครับ]
แต่เขารู้สึกพังทลายที่สุดเมื่อได้รู้เวลาที่มันปรากฏตัวต่างหาก
“.......”
เมื่อวันที่ 11 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงปรากฏตัว อันยุนซึงกำลังลงเกตอยู่
และกว่าเขาจะเคลียร์เกตเสร็จออกมาข้างนอก บนจอยักษ์ตามตึกสูงก็กำลังฉายข่าวด่วน
ข่าวที่ว่าฮันเตอร์นิรนามคนหนึ่งเป็นผู้ปลิดชีพอีมูกิ
“.......”
เนื่องจากภาพเหตุการณ์ถูกถ่ายด้วยกล้องโดรน ตัวเอกของเรื่องจึงเหลือขนาดเล็กนิดเดียวจนมองไม่เห็นหน้า แต่มีหรือที่เขาจะจำสีทองอันโดดเด่นนั่นไม่ได้
อันยุนซึงยืนเหม่อมองรายงานข่าวบนจอยักษ์อยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน