วินาทีนี้ จู่ๆ บทสนทนาที่เคยคุยกันในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
- ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันเองก็จะชิ่งหนีเหมือนกัน
- ครับ? ว่าไงนะครับ?
- แล้วนายคิดว่าฮันเตอร์ระดับ F จะไปทำอะไรได้ในสถานการณ์พรรค์นั้นล่ะ?
นั่นสินะ
ไอ้คำพูดว่าจะหนีอะไรนั่น ฉันไม่เชื่อน้ำหน้าเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
คิมกิรยอที่ฉันรู้จักไม่ใช่คนที่จะทิ้งเมืองที่มีอันตรายไว้ข้างหลัง แล้วชิ่งหนีเอาตัวรอดคนเดียวเสียหน่อย
แถมเขายังเป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถปกป้องตัวเองได้สบายๆ แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ดันเจี้ยนเบรกก็ตาม
- เพราะงั้นนายเองก็ไม่ต้องไปสนใจสายตาใคร รักษาชีวิตตัวเองไว้ก่อน เข้าใจไหม?
‘ทางนี้’ ก็จะหนีเหมือนกัน
‘นายเอง’ ก็รักษาตัวให้ดี
เขาพูดเหมือนจะเหมาตัวเองรวมไปกับคู่สนทนาเพื่อให้ฉันวางใจ แต่สุดท้ายเขาก็กลืนน้ำลายตัวเอง
ไม่หนีจากสัตว์ประหลาด ซ้ำยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการปราบปรามมันเสียยิ่งกว่าใครหน้าไหน
คนสุขุมรอบคอบอย่างเขาจงใจโกหกงั้นเหรอ
ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ฮันเตอร์คนนั้นอยากจะสื่อจริงๆ คืออะไรกันแน่
- ยุนซึงเอ๋ย คนที่ฝีมือครึ่งๆ กลางๆ เนี่ย รีบถอนตัวออกมาก่อนจะมีประโยชน์กว่านะ
อันยุนซึงรู้คำตอบดีอยู่แก่ใจ แต่ก็พยายามแสร้งทำเป็นไม่รู้
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับยอดฝีมืออย่างคิมกิรยอแล้ว ตัวเขาเองก็คงเป็นได้แค่เด็กเมื่อวานซืน
แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็เป็นระดับ A นะ
เป็นผู้ตื่นรู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มท็อป 3% เชียวนะ
อย่างน้อยก็น่าจะมีอะไรให้ทำได้บ้างสิ ถ้าเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้น ฉันก็น่าจะพอช่วยพี่เขาได้สักนิดสักหน่อยก็ยังดี
อันยุนซึงคิดเช่นนั้นขณะก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์อย่างเงียบเชียบ
ทว่าความมุ่งมั่นนั้นกลับกลายเป็นเพียงความโอหังและความอ่อนหัดของเขาเอง
เพราะคิมกิรยอราวกับอ่านความคิดนี้ออก เขาจึงตัดช่องทางไม่ให้ฮันเตอร์ระดับ A อย่างฉันเข้าร่วมการต่อสู้ตั้งแต่ต้นลม
‘ระหว่างที่ฉันเข้าไปในเกต... อีมูกิโดนจัดการเนี่ยนะ?’
อันยุนซึงเปิดๆ ปิดๆ โทรศัพท์มือถือที่มีแบตเตอรี่เต็มเปี่ยมอย่างเสียไม่ได้
แต่ไม่ว่าจะจ้องหน้าจอนานแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
‘ไม่มีการติดต่อมาเลย’
คนที่เคยบอกว่าถ้าได้เบาะแสของ ‘ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง’ แล้วจะรีบติดต่อมาทันที ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ส่งข้อความมาสักฉบับเดียวล่ะ
ในมุมมองของอันยุนซึง
ฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอ เปรียบเสมือนยอดมนุษย์ในจินตนาการที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติในทุกเรื่อง
เพราะฉะนั้น เขาจึงนึกภาพไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายจะตกอยู่ในสถานการณ์น่าขันอย่างการลืมนัดเพราะมัวแต่หนีหัวซุกหัวซุนจากการไล่ล่าของความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
อย่างน้อยในความคิดของอันยุนซึง คิมกิรยอคือบุคคลที่ต่อให้อีมูกิโผล่มาตรงหน้า ก็ยังสามารถพิมพ์ข้อความตอบกลับได้อย่างใจเย็น
แต่การที่คนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดนั้นกลับไม่ยอมแจ้งข่าวการปรากฏตัวของอีมูกิจนถึงวินาทีสุดท้าย...
‘ฉันมันพึ่งพาไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ...?’
ใบหน้าของอันยุนซึงเคร่งขรึมลง
เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกกันออกจากเหตุการณ์โดยเจตนา
- เอาแบบนี้ไหม ถ้าบอสโผล่มานายก็แค่วิ่งหนีไปซะ ในสายตาฉัน อีมูกิที่โตเต็มวัยแล้วมันอันตรายเกินไปสำหรับนาย
สุดท้ายยุนซึงก็เข้าร่วมเก็บกวาดพื้นที่เกิดเหตุด้วยสภาพจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
แม้ในขณะทำงาน ความคิดฟุ้งซ่านก็ยังไม่ยอมจางหายไป
ในสายตาของฮันเตอร์คิมกิรยอ ฉันเป็นตัวอะไรกันแน่นะ?
ฉันขาดคุณสมบัติขนาดไหนกันเชียว ถึงไม่ได้รับอนุญาตให้แม้แต่จะยืนดูการต่อสู้?
พอได้ยินว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ ฉันก็อุตส่าห์ซื้ออุปกรณ์ใหม่ ซ้อมมืออย่างไม่ลดละ
ฉันเองก็เตรียมตัวมาอย่างหนักแท้ๆ
ถึงจะไม่เท่าเมื่อก่อน แต่เดี๋ยวนี้ฉันก็มีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วนะ
“สรุปก็คือ นายกำลังจะบอกว่านายรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง เพราะฉันไม่เรียกนายไปช่วยงั้นเหรอ?”
“เปล่าครับ ไม่ใช่รู้สึกโดนหักหลังครับ”
อันยุนซึงที่จมอยู่ในภวังค์ได้สติกลับคืนสู่โลกความเป็นจริง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“จะเรียกว่ารู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกินก็คงได้มั้งครับ...”
“หือ?”
“ถึงยังไงในซอกลึกของหัวใจ ผมก็ยังมีความลำพองใจว่าเป็นระดับ A อยู่ไม่มากก็น้อย แต่พอเจอเรื่องคราวนี้เข้าไป ผมตาสว่างเลยครับ”
“.......”
“ต่อหน้าคนอย่างพี่กิรยอ ฝีมืออย่างผมมันก็เป็นได้แค่ตัวถ่วงจริงๆ สินะ เป็นตัวตนที่ช่าง... ต้อยต่ำ...”
อันยุนซึงพึมพำด้วยน้ำเสียงหดหู่
“เพราะงั้นช่วงนี้ผมเลยคิดมากไปหน่อยครับ ไม่ได้น้อยใจอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ”
“ยุนซึง”
“กลับกัน ผมต้องขอบคุณด้วยซ้ำ นี่เป็นเพราะพี่เป็นห่วงไม่อยากให้ผมเจ็บตัวแท้ๆ”
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง
คิมกิรยอที่นั่งฟังอยู่นิ่งๆ ก็เอ่ยปากขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ
“ไม่สิ ฉันไม่รู้ว่าสัปดาห์นี้ฉันพูดคำนี้ไปกี่รอบแล้วนะ แต่ว่านั่นน่ะเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว”
พอได้ฟังคำอธิบายในภายหลัง ถึงได้รู้ว่าดันเจี้ยนเบรกที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่แม้แต่เขาก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
ฮันเตอร์เจ้าของดวงตาที่เห็นตาขาวสามด้าน ปิดเปลือกตาลงแน่นแล้วกล่าวขอโทษอย่างเงียบงัน
โทษทีว่ะ
ที่ไม่ได้บอกตำแหน่งอีมูกิ เป็นเพราะสถานการณ์มันฉุกเฉินจริงๆ จนฉันลืมสนิทเลยต่างหาก
คนอย่างฉันจะไปกล้ากันนายออกจากกลุ่มได้ยังไง อะไรทำนองนั้น
“อย่ารู้สึกด้อยค่าแบบนั้นเลยน่า ฮึ? ในสายตาฉัน นายเป็นฮันเตอร์ที่ยอดเยี่ยมมากนะ”
คิมกิรยอใช้เวลาอธิบายสถานการณ์ในมุมของเขาอยู่นานพอสมควร
และไม่นานอันยุนซึงก็ตระหนักได้ว่าข้อสันนิษฐานที่ผ่านมาของตนนั้นผิดถนัด
การที่เขาไม่ได้เข้าร่วมปราบปรามความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เป็นเพียงผลพวงจากความบังเอิญเท่านั้น
“เรื่องจริงเหรอครับ?”
“จริงสิ จริงแท้แน่นอน ถ้าฉันยังมีสติครบถ้วน คนแรกที่ฉันจะเรียกก็คือนายนั่นแหละ”
สีหน้าของเขาพลันสดใสขึ้นทันตา
‘พี่เขาไม่ได้ทิ้งเราเพราะรำคาญสินะ?’
อันยุนซึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยคำแก้ตัวของกิรยอ
แน่นอนว่าข้อสงสัยจุกจิกอย่างเช่น ทำไมคนที่บอกว่าจะหนีถึงลงมือจัดการมอนสเตอร์ระดับ S ด้วยตัวเอง ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วเรื่องพรรค์นั้นจะไปสำคัญอะไรอีกล่ะ
“เฮ้อ ให้ตายสิ ไอ้หนูนี่ทำเอาคนเขาตกใจหมด ฉันก็นึกว่ามีปัญหาใหญ่อะไรซะอีก”
ตุบ ตุบ
คิมกิรยอตบไหล่อันยุนซึงเบาๆ พลางพูดทีเล่นทีจริง
แน่นอนว่าปฏิกิริยาของยุนซึงย่อมเป็นไปในทางบวก
พอคนที่ตัวเองเคารพนับถือมาทำตัวสนิทสนมด้วยแบบนี้ ความขุ่นข้องหมองใจที่มีอยู่ก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
“งั้นเชิญพักผ่อนตามสบายเลยครับ!”
“...ห้องรับรองแขกบ้านนายนี่กว้างกว่าบ้านฉันทั้งหลังอีกมั้งเนี่ย”
“ฮ่าๆ! พี่ก็พูดเป็นเล่นไป มุกตลกพี่นี่ฮาดีนะครับ”
จบบทสนทนา ยุนซึงก็เดินออกจากห้องไป
ปัง
ในเมื่อปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็เลิกฟุ้งซ่านได้สักทีสินะ...
‘เฮ้อ’
แต่ทว่าในใจของยุนซึง กลับได้ข้อสรุปที่แปลกประหลาดออกมาเสียอย่างนั้น
‘ครั้งนี้โชคดีที่เป็นแค่การตื่นตูมไปเอง แต่ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันต้องเกิดเรื่องคล้ายๆ กันนี้ขึ้นอีกแน่’
ผู้ตื่นรู้ที่นั่งอยู่ในห้องรับรองแขกนั่นคือใครกันล่ะ
เขาคือยอดฝีมือนิรนามที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นถึงฮันเตอร์ระดับ S คนที่ 4 ของเกาหลีเชียวนะ
นั่นหมายความว่า เขาคือตัวตนที่แตกต่างจากเราเราวกับฟ้ากับเหวมาตั้งแต่กำเนิด
‘จะมัวมาทำตัวเหลาะแหละไม่ได้แล้ว ต้องขยันให้มากกว่านี้!’
อันยุนซึงตั้งปณิธานใหม่ ณ ตรงนั้น
เพื่อที่จะเป็นกำลังให้กับผู้ตื่นรู้คนนั้นได้ อย่างน้อยต้องฝึกฝนฝีมือให้ไม่เป็นตัวถ่วง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปจะละเลยการฝึกซ้อมไม่ได้เด็ดขาด
‘กินข้าวเย็นเสร็จแล้วไปออกกำลังกายต่อดีไหมนะ?’
ช่างเป็นการเข้าใจผิดที่มุ่งมั่นเสียเหลือเกิน
ในความเป็นจริง สิ่งเดียวที่เป็นความจริงคือช่องว่างอันห่างชั้นมหาศาลระหว่างเขากับชายคนนั้น
และในระหว่างที่คิมกิรยอกำลังนอนหายใจทิ้งไปวันๆ อย่างไม่คิดอะไร
ที่มุมหนึ่ง สัตว์ประหลาดสายพยายามก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในวันนี้...
---
วันรุ่งขึ้น
“พี่ครับ! อาหารเช้าพร้อมแล้วครับ!”
ยุนซึงสั่งอาหารเช้ามาจัดเลี้ยงแขกเสียจนขาโต๊ะแทบหัก
แต่ถึงจะตะโกนเรียกเสียงดังขนาดนี้ ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ดังกลับมาจากทางระเบียงทางเดิน
“พี่ครับ?”
ยุนซึงนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จึงค่อยๆ ขยับตัวเดินไปดู
และเมื่อไปถึงห้องรับรองแขก สิ่งที่เล็ดลอดออกมากลับเป็น...
- ฮ่าๆๆ
เสียงหัวเราะเหรอ?
‘อะไรน่ะ?’
แม้ประตูห้องบานในจะเปิดแง้มไว้อยู่แล้วครึ่งหนึ่ง แต่ยุนซึงก็เคาะประตูซ้ำอีกครั้งตามมารยาท
ก๊อกๆ
ทันใดนั้น เสียงเดิมเมื่อครู่ก็ดังออกมาจากข้างใน
- เข้ามาสิ
ดูท่าทางเสียงที่ได้ยินเมื่อกี้คงเป็นเสียงหัวเราะของคิมกิรยอจริงๆ สินะ
“ขออนุญาตนะครับ...”
“ข้าวมาแล้วเหรอ?”
“ครับ ผมตั้งโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้วครับ”
“โทษที ขอคุยสายนี้แป๊บเดียว เดี๋ยวตามไป”
ผู้ตื่นรู้คนนั้นต้อนรับเขาด้วยสภาพที่ไม่ต่างจากเมื่อวานเท่าไหร่นัก
เสื้อเชิ้ตสีขาวกับเสื้อกั๊กสีดำ
ชุดสูทเต็มยศตามแบบฉบับมาตรฐานเป๊ะๆ
ข้อแตกต่างเดียวคงมีแค่โทรศัพท์มือถือที่ถืออยู่ในมือข้างหนึ่งนั่นล่ะมั้ง
“ฮัลโหล?”
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยุนซึงจึงแอบฟังบทสนทนาของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง
“เปล่าครับ ไม่ได้มีเรื่องอะไรหรอกครับ พอดีเขามาตามไปกินข้าวเช้าแล้ว ใช่ๆ สงสัยต้องวางสายแล้วล่ะมั้งครับ”
แต่ฟังแค่ฝ่ายเดียวก็จับใจความอะไรไม่ได้มากนัก ได้แต่เดาสุ่มไปเรื่อย
“ยังไงก็ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ จากนี้ไปเดี๋ยวผมจัดการต่อเอง”
ฟังจากเสียงที่ลอดออกมาจากลำโพง คู่สนทนาน่าจะเป็นผู้หญิงแฮะ
“ครับ แล้วเจอกันครับ อ้อ รักษาสุขภาพด้วยนะครับ”
‘รักษาสุขภาพ?’
“ดื่มยาฟื้นฟูไปขวดเดียว มันไม่ได้แปลว่าจะหายขาดไปถึงข้างในเสียหน่อย ยิ่งคุณเอสเธอร์เป็นคนผอมแห้งอยู่ด้วย...”
กึก
อันยุนซึงที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินชื่อที่แทรกอยู่ในประโยค
‘ถ้าพูดถึงเอสเธอร์ ก็ต้องเป็นเอสเธอร์คนนั้นใช่ไหม?’
จะว่าไป คิมกิรยอเคยส่งข้อความคุยกับหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์มาก่อนหน้านี้แล้วนี่นา?
ทั้งที่เป็นความจริงที่รู้อยู่แล้ว แต่พอมารู้สึกตัวอีกทีก็อดทึ่งไม่ได้
ฮันเตอร์ระดับ S เดิมทีคือบุคคลระดับเหนือมาตรฐานที่ยากจะเข้าไปชวนคุยด้วยสักคำ
‘ฮันเตอร์ที่ทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับเอสเธอร์ แถมยังกดคังชางโฮจนจมดิน กำลังนั่งอยู่ในบ้านเราตอนนี้เนี่ยนะ...?’
เฮือก
ยุนซึงยกมือขึ้นปิดปาก พยายามย้ำเตือนกับตัวเองอีกครั้งว่าผู้ตื่นรู้ตรงหน้านี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
จังหวะนั้นเอง อีกฝ่ายก็ทักขึ้นมาพอดี
“คิดอะไรอยู่หน้าเครียดเชียว?”
“เฮ้ย!”
คิมกิรยอวางสายและเดินออกมาที่ระเบียงทางเดินเรียบร้อยแล้ว
ยุนซึงรีบต่อบทสนทนาอย่างตะกุกตะกัก
“เอ่อ คือ คือว่า แค่สงสัยว่าคุยธุระอะไรกันน่ะครับ...”
แต่ทว่า
คิมกิรยอกลับเปิดเผยเนื้อหาการสนทนาออกมาอย่างไม่มีปิดบัง
“เรื่องเกี่ยวกับสมาคมน่ะ”
เกี่ยวกับสมาคมฮันเตอร์งั้นเหรอ?
“เปล่าหรอก พอดีคุณเอสเธอร์เขาคะยั้นคะยออยากจะช่วยฉันท่าเดียว ฉันก็เลยลองวานให้ช่วยเช็กอะไรแทนหน่อย ปรากฏว่าไปเจอเรื่องน่าสนุกที่สมาคมทำไว้เข้าให้น่ะสิ”
“สมาคมเหรอครับ?”
“เพราะงั้นวันนี้ฉันเลยว่าจะโผล่หน้าไปที่สมาคมฮันเตอร์สักหน่อย”
อันยุนซึงโพล่งออกไปโดยอัตโนมัติ
“พอดีพ่อแม่ผมทิ้งรถไว้ให้ ให้ผมขับรถไปส่งไหมครับ?”
แต่คิมกิรยอปฏิเสธข้อเสนอนั้นอย่างสุภาพ
เพราะงานนี้มีเหตุผลที่ต้องไปคนเดียว
“ไม่ล่ะ นายไม่ไปด้วยน่าจะดีกว่า”
ฮันเตอร์ในชุดสูทเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เพราะฉันกำลังจะไปอาละวาดที่นั่นน่ะสิ”
---
ในขณะเดียวกัน
ณ ชั้น 5 อาคารสำนักงานใหญ่ สมาคมฮันเตอร์เกาหลี
“นักข่าวหยางเขียนข่าวได้คมกริบจริงๆ”
ประธานสมาคมฮันเตอร์นั่งจมอยู่บนโซฟา พลางพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ไปมา
หนังสือพิมพ์ที่เขาอ่านอยู่เป็นสื่อที่มีแนวโน้มฝักใฝ่รัฐบาล ซึ่งลงข่าวที่น่าพึงพอใจไว้ตั้งแต่หน้าหนึ่ง
[ความอวดดีของเหล่าฮันเตอร์ จะปล่อยไว้แบบนี้หรือ?]
[คิมกิรยอ ปิดปากเงียบเรื่อง ‘ข้อสงสัยการปลอมแปลงระดับ’]
จะปิดบังไปก็เท่านั้น
คนที่ปล่อยข้อมูลที่อยู่ของคิมกิรยอหลุดออกไป ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวประธานสมาคมเอง
และเหตุผลที่เขาระดมนักข่าวมาเขียนข่าวโจมตีฮันเตอร์คนนั้น ก็มีเหตุผลหลักๆ อยู่สองข้อ
ข้อแรกคือ การทำให้เรื่องมันบานปลาย
ต่อให้การปลอมแปลงระดับของอีกฝ่ายจะแนบเนียนแค่ไหน แต่ถ้าสังคมไม่ได้รับรู้ว่าเขาเป็นระดับ F การสร้างกระแสเรื่องการตบตาค่าการตื่นรู้ก็ไร้ความหมาย
‘ถึงแกจะพยายามซ่อนตัวแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์’
ประธานสมาคมวางแผนงานนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกอยากจะเล่นงานฮันเตอร์จอมอวดดีให้ลำบากใจครึ่งหนึ่ง และอยากบีบให้เลิกซ่อนระดับอีกครึ่งหนึ่ง
แถมการดึงความสนใจไปที่คิมกิรยอ ยังสร้างผลประโยชน์เพิ่มเติมได้อีก
นั่นคือการใช้โอกาสนี้ตอกย้ำถึงอันตรายของฮันเตอร์
‘ถามอะไรก็โนคอมเมนต์งั้นเรอะ? ทำตัวอวดเบ่งได้ตามที่คาดไว้ไม่มีผิด’
ยิ่งผู้ตื่นรู้ระดับสูงทำตัวตามอำเภอใจมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะยิ่งรู้สึกหวาดระแวง
และถ้าปลุกปั่นกระแสสังคมไปในทิศทางนี้ อีกไม่นานเสียงเรียกร้องให้มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดก็จะดังระงมไปทั่ว
เมื่อนั้น อำนาจของสมาคมก็จะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น
“จะดีจริงๆ หรือครับท่าน?”
แต่ทว่า พนักงานระดับปฏิบัติการคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์กลับมีสีหน้าเป็นกังวลต่อมาตรการไม้แข็งของท่านประธาน
“ขนาดนักข่าวแห่กันไปรุมล้อมขนาดนั้น เขายังไม่กะพริบตาเลยสักนิด ดูท่าทางต่อให้กดดันหนักแค่ไหน ทางนั้นก็คงไม่ยอมรับว่าเป็นระดับ S ง่ายๆ หรอกครับ”
“ก็คงงั้น”
“ผมว่าถ้าเราลองเปลี่ยนไปใช้วิธีเกลี้ยกล่อมอย่างประนีประนอมตอนนี้จะดีกว่าไหมครับ...”
ปัง
ประธานสมาคมกระแทกหนังสือพิมพ์ลงกับโต๊ะเสียงดัง
“นี่คุณ พูดบ้าอะไรออกมา”
“อะ”
“คนพวกนี้น่ะ ถ้าลองได้หยวนให้สักครั้ง มันก็จะไม่มีที่สิ้นสุดหรอกนะ การเป็นฝ่ายยอมก้มหัวให้ก่อน มีแต่จะทำให้พวกมันมองว่าเราเป็นหมูในอวยเท่านั้นแหละ”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องมาตงมาแต่อะไรทั้งนั้น คุณเห็นสภาพของไอ้พวกคังชางโฮแล้วยังไม่เข้าใจอีกรึไง?”
ต่อให้บีบให้สารภาพไม่ได้ก็ไม่เห็นจะเป็นไร
พวกสื่อชอบประโคมข่าวว่าจำนวนผู้ตื่นรู้คือความมั่นคงของชาติอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายนั่นมันก็เป็นจริงแค่ตอนที่ฮันเตอร์ยอมให้ความร่วมมือไม่ใช่หรือไง?
“ไอ้เจ้าระดับ S อะไรเนี่ย ลำพังแค่คำหวานหลอกล่อมันควบคุมพวกมันไม่ได้หรอก เพราะงั้นไอ้พวกที่ดูแววแล้วจะเป็นไม้แก่ดัดยาก ก็ต้องรีบเหยียบให้จมดินตั้งแต่เนิ่นๆ”
“ครับ?”
“หรือไม่ถ้าพวกมันจะไสหัวไปอยู่ต่างประเทศกันเองได้ก็ยิ่งดี”
“เอ่อ อื้ม”
“ฟังนะ ฮันเตอร์น่ะ ต่อให้สวมหนังมนุษย์เหมือนพวกเรา แต่ข้างในมันก็คือตัวตัวประหลาดน่าสะพรึงกลัว ถ้าเรามัวแต่ไปโอ๋พวกที่ชอบทำอะไรตามใจชอบเหมือนไข่ในหิน มีแต่จะกลายเป็นภัยต่อประเทศชาติ...”
แต่ในตอนนั้นเอง
ก๊อกๆๆ จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา!”
ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคือพนักงานระดับกลางของสมาคมฮันเตอร์
เขากำลังเหงื่อแตกพลั่กทั้งที่เป็นกลางฤดูหนาว ก่อนจะแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“อ๊ะ! เมื่อครู่นี้มีการติดต่อมาจากฮันเตอร์คิมกิรยอครับ เขาถามว่าขอเข้าพบท่านประธานสมาคมสักครู่ได้ไหมครับ”
ว่าแล้วเชียว
ต่อให้เป็นผู้ตื่นรู้ แต่คู่ต่อสู้ก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าๆ จะไปทำอะไรได้
‘ไอ้หมอนี่คงโดนสื่อเล่นงานจนได้สติแล้วสินะ ในที่สุดก็ยอมมาแก้ระดับสักที’
ประธานสมาคมยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
แค่คุยด้วยน่ะจะยอมสงเคราะห์ให้กี่ครั้งก็ได้ ไปเรียกมันเข้ามาเดี๋ยวนี้เลย