แน่นอนว่าการเตรียมตัวใช้เวลาไม่นาน
คิมกิรยอมาถึงชั้น 1 เรียบร้อยแล้ว และกำลังรอเพียงคำอนุมัติจากเบื้องบนเท่านั้น
---
ภายในห้องรับรองอันเงียบสงบ
บนโซฟาหนังตัวยาว มีชายสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน
ฝ่ายหนึ่งคือ โกบยองโด ชายผู้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมฮันเตอร์มาตั้งแต่ปีก่อน
ส่วนอีกคนก็คือฮันเตอร์บางคนที่เพิ่งผ่านการตรวจวัดระดับพลังมาเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน
“โอ้ สวัสดีครับ”
ทว่าผู้ตื่นรู้รายนี้กลับมีมุมที่ดูน่าพิศวงเกินกว่าจะเรียกว่ามือใหม่
ประการแรก เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีที่ไม่ธรรมดาอย่างการใช้ดาบเพียงเล่มเดียวปลิดชีพมอนสเตอร์ระดับ S
และนิสัยที่เรียกได้ว่านิ่งสงบจนเกินพอดี
“ไม่นึกว่าจะได้กลับมาเจอกันเร็วขนาดนี้นะครับ ฮันเตอร์คิมกิรยอ”
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเหลือบสายตาขึ้นมองตามเสียงทักทายของประธานสมาคม
ภาพลักษณ์ที่สวมชุดสีดำสนิทมิดชิดราวกับ อีมูกิ นั้น แผ่กลิ่นอายกดดันบางอย่างออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
“.......”
กึก
ทันใดนั้น กาแฟสองแก้วก็ถูกนำมาวางลงบนโต๊ะ
“ผมดื่มกาแฟไม่ได้ครับ ช่วยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นให้หน่อย”
คิมกิรยอเอ่ยปากพลางมองแก้วที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้า แต่กลับไม่ได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ
“ขอประทานโทษครับ ตอนนี้เราเตรียมไว้แค่เมนูกาแฟเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมออกไปซื้อเครื่องดื่มอย่างอื่นมาให้...?”
“ฮะๆ จะลำบากไปทำไม เดี๋ยวคุยกันแป๊บเดียวก็ลุกแล้ว เอาน้ำเปล่ามาก็พอ”
พนักงานที่ชงกาแฟมาทำหน้าลำบากใจ แต่ประธานสมาคมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับชิงตัดบทขึ้นมาเสียก่อน
กิรยอดมองประธานสมาคมที่สั่งน้ำเปล่าให้โดยไม่ถามความสมัครใจของเขา แล้วพึมพำออกมาเบาๆ
“เรื่องของกินยังจะงก เดี๋ยวเถอะ ถ้าทำแบบนี้ตั้งแต่แรกเดี๋ยวได้เสียใจแน่”
บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นด้วยประโยคที่ชวนให้ฉงน
คิมกิรยอเป็นฝ่ายเปิดประเด็น เขาโยนคำถามง่ายๆ ให้อีกฝ่ายก่อนเป็นอันดับแรก
“ขอถามอะไรหน่อยนะครับ”
“หืม?”
“ทางสมาคมต้องการอะไรจากผมกันแน่ครับ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ประธานสมาคมก็แอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
เพราะจนถึงเมื่อครู่นี้ เขาคิดว่าในที่สุดเจ้านี่ก็ยอมหักดิบเลิกดื้อรั้น แล้วหันมาเชื่อฟังสมาคมเสียที
“โธ่ เราไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ! ก็แค่ทำตามขั้นตอนระเบียบการเท่านั้นเอง”
“....”
“เพราะฉะนั้น แค่คุณกิรยอยอมเปิดเผยตัวว่าเป็นระดับ S ตามที่เคยคุยกันไว้คราวก่อน ก็จบเรื่องแล้วครับ”
ประธานสมาคมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น กิรยอจึงสานต่อบทสนทนาด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ทำแบบนั้นแล้วสมาคมจะได้ประโยชน์อะไรเหรอครับ?”
“ครับ?”
“ผมถามว่า ถ้าผมบอกว่าเป็นระดับ S แล้วจะมีเรื่องดีๆ อะไรเกิดขึ้นกับที่นี่งั้นเหรอ”
“ก็... ถ้าจะให้พูดตรงๆ แทนที่จะเป็นผลประโยชน์ มันน่าจะเป็นเรื่องของเกียรติยศมากกว่านะครับ? ลองดูพวกข่าวต่างประเทศสิ เดี๋ยวนี้กลุ่มประเทศ OECD เขาจัดอันดับกันที่จำนวนฮันเตอร์ระดับ S แล้วนะคุณ”
ทว่าถ้อยคำที่หลุดออกมาหลังจากนั้น กลับใกล้เคียงกับคำว่าสะเทือนอารมณ์
“อ้อ เกียรติยศ งั้นไอ้เรื่องระยำตำบอนที่ทำลงไปทั้งหมด ก็เพราะไอ้เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นั้นสินะ”
คิมกิรยอนิ่งฟังคำพูดของประธานสมาคม ก่อนที่ท่าทีจะเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“อะ อะไรนะครับ?”
“ยังจะมาทำไขสืออะไรอีก? ฝ่ายคุณไม่ใช่เหรอที่เอาข้อมูลส่วนตัวผมไปปล่อยให้รั่วน่ะ”
เขาเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“แถมยังสั่งให้นักข่าวที่สนิทกันมารุมทำข่าวให้วุ่นวาย แล้วหลังจากนั้นก็เอาชื่อผมไปขายเพื่อถมพื้นที่สื่อ?”
“.......”
“ยอมรับเลยว่าที่ผ่านมามุกตื้นๆ แบบนี้คงได้ผลดีน่าดู ก็พวกฮันเตอร์ไม่ว่าจะผู้ตื่นรู้ระดับสูงหรืออะไร สุดท้ายก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนอายุ 20-30 นี่นะ”
“นี่คุณพูดเรื่อง...”
“ประสบการณ์ทางสังคมก็ไม่มี ฐานอำนาจสนับสนุนก็ไม่มี แต่ดันคุ้นเคยกับอินเทอร์เน็ต จะให้ไม่รู้สึกกดดันจากกระแสสื่อก็คงไม่ได้สินะ?”
สิ่งที่ตามมาคือน้ำเสียงที่เต็มไปความมั่นใจ
“แต่กล้าทำแบบนี้กับว่าที่ระดับ S นี่ ใจกล้าไม่เบานะครับ สมาคมไม่คิดเผื่อไว้บ้างเหรอว่าระดับ S อาจจะแว้งกัดเอาได้?”
ผู้ตื่นรู้คนนั้นกลอกตาสามชั้นที่ดูน่าขนลุกพลางเอ่ยถาม
“...หรือว่า จองฮาซอง ก็โดนเล่นงานแบบนี้เหมือนกัน?”
คำพูดที่กิรยอสาดใส่นั้น เป็นการคาดเดาที่ใกล้เคียงกับความจริงอย่างน่าตกใจ
“ต้อนไอ้คนที่ดูหัวอ่อนให้จนมุม แล้วตะล่อมให้เชื่อฟัง พอได้ผลก็เลยกะจะใช้วิธีเดิมซ้ำอีกรอบงั้นสิ?”
แต่จะให้นั่งเงียบเป็นเป่าสากต่อไปก็คงไม่ได้การ
ประธานสมาคมอึกอักก่อนจะโพล่งออกมา
“ยะ อย่ามากล่าวหากันลอยๆ นะครับ! ผมไม่เห็นเข้าใจเลยว่าคุณกำลังพูดเรื่องบ้าอะไร...!”
ทว่าปฏิกิริยาที่ได้รับกลับมานั้นช่างเย็นชา
อีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาเย็นเยียบไร้ซึ่งไออุ่นใดๆ
“เหรอครับ? ถ้าไม่รู้เรื่อง งั้นข้ามไปก็ได้”
ชายคนนั้นกลับไม่ได้ขยี้เรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลมากนักอย่างที่คิด แต่ทว่าหัวข้อถัดมาต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิม
“งั้นเข้าเรื่องเลยละกัน ข้อแรก ผมไม่มีความคิดที่จะทำตามความต้องการของพวกคุณแม้แต่นิดเดียว”
“ว่าไงนะครับ?”
“เห็นบอกว่าถ้าเป็นผู้ตื่นรู้ระดับสูง เวลาเกิด ดันเจี้ยนเบรก ต้องทำตามคำสั่งของสมาคมนี่”
ได้ยินมาว่าถ้าฝ่าฝืน จะถูกห้ามใช้ ฮันเตอร์มาร์เก็ต บ้างล่ะ จะมีเรื่องไม่สะดวกตามมาเป็นพรวนบ้างล่ะ...
เขายกมือขึ้นปิดปากพึมพำ ก่อนจะค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมอง
“แต่ทำไมผมต้องทำแบบนั้นด้วย?”
เสียงที่ถามออกมานั้นเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างบริสุทธิ์ใจ
“คนทำงานห่วยแตกแบบพวกแก ทำไมผมต้องไปฟัง”
แม้จะละประโยคบางส่วนไว้ แต่จุดยืนของเขานั้นชัดเจน
คิมกิรยอประกาศเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่า เขาไม่สามารถทำตามคำสั่งของสมาคมในปัจจุบันได้
“ฮะ ฮ่ะๆๆ นั่นมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ? เดิมทีเวลาเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ ก็ต้องมีใครสักคนคอยสั่งการเพื่อควบคุมสถานการณ์อยู่แล้ว...”
ช่างเป็นวาจาที่สามหาวสิ้นดี
ประธานสมาคมกำหมัดแน่นจนแทบจะระเบิดอารมณ์ใส่ท่าทีของอีกฝ่าย
แต่ก่อนที่เขาจะได้ระบายความโกรธ การกระทำของคู่สนทนากลับรวดเร็วกว่า
ทันใดนั้น
คิมกิรยอก็โยนโทรศัพท์มือถือของตัวเองลงบนโต๊ะไม้อย่างไม่ไยดี
‘โทรศัพท์?’
ประธานสมาคมก้มมองที่โต๊ะตามสัญชาตญาณ
[...ดูนี่สิครับ ลักษณะของบอสที่หายไปส่วนใหญ่มันคล้ายกัน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ จำนวนมันจะเพิ่มขึ้น หรือไม่เวลาตายมันก็จะมอบบัฟให้อีกฝ่าย]
[คุณจะบอกว่า นี่เป็นหลักฐานว่ามีการเลี้ยงดูอีมูกิอยู่?]
[มีอีกเยอะครับ ผมสรุปข้อมูลไว้ด้านหลังแล้ว]
[แล้วทำไมถึงเอามาที่นี่ล่ะครับ เรื่องแบบนี้ เอ่อ ไปแจ้งตำรวจ...]
[ไม่ครับ แผนกสืบสวนบอกว่าบอสมอนสเตอร์ไม่ใช่เขตรับผิดชอบของเขา ก็เลยโอนสายมาที่นี่ไงล่ะ]
[งั้นเหรอครับ?]
ทว่า เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงในเวลาต่อมานั้น...
“เฮือก!”
ที่มุมหนึ่งของห้องรับรอง
เจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ถึงกับสูดหายใจเฮือกใหญ่
[...ผมกลัวพวกคุณจะพูดแบบนี้ ก็เลยไปสืบพิกัดที่จะเกิดดันเจี้ยนเบรกมาให้แล้วครับ กรุงโซล เขต ## ถนน ## เลขที่ 163...]
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
มีนักประเมินคนหนึ่งพยายามแจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่องว่า วิหารรากษส กำลังวางแผนก่อการร้ายโดยใช้บอสที่หายตัวไป
แต่บทสรุปของการร้องเรียนนั้น อย่างที่รู้กันดี
[อุตส่าห์หาข้อมูลมาซะขนาดนี้ก็ขอบคุณนะครับ แต่พูดตรงๆ ว่าจนกว่าอีมูกิตัวจริงจะโผล่ออกมา พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับ]
[จะไม่ทำอะไรเลยงั้นเหรอครับ? ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ?]
สีหน้าของประธานสมาคมซีดเผือดลงในพริบตา
“ความจริงผมมีนิสัยชอบอัดเสียงมาตั้งแต่สมัยก่อนน่ะครับ”
แต่คิมกิรยอกลับพูดต่อโดยไม่สะทกสะท้าน
อุตส่าห์ป้อนหลักฐานใส่ปากให้ขนาดนี้ แต่กลับไม่คิดจะรับมือป้องกัน แล้วยังมีหน้ามาพูดดีอีกเหรอ
ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เป็นเหตุการณ์ที่คาดการณ์ไว้แล้วอย่างชัดเจน
และการที่พวกแกเพิกเฉยต่อคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เป็นสาเหตุให้ความเสียหายบานปลาย
แล้วคนแบบพวกแกเนี่ยนะ จะมาสั่งฉัน?
อะไรทำนองนั้นแหละ คือประโยควิพากษ์วิจารณ์ที่เขาละไว้
“นะ นั่น คนที่แจ้งความคือคุณเอง...?”
“ขอบอกไว้ก่อนนะว่า อย่ามาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่าลูกน้องทำงานพลาด ตัวเองไม่รู้เรื่อง”
“...!”
“วันนั้นคุณก็ได้รับรายงานจากหัวหน้าแผนกแล้วนี่ ผมเป็นคนลงไปนอนดิ้นที่ทางเดินเรียกร้องให้เขาไปรายงานคุณเอง”
“อา คือว่า...”
“แต่คุณได้ยินแล้วก็ยังชิ่งหนีออกจากสมาคมไปหน้าตาเฉย”
คิมกิรยอย้อนรอยเหตุการณ์ในวันนั้นด้วยรอยยิ้มเยาะ
แน่นอนว่าคนของสมาคมไม่มีใครกล้าปริปากพูด เพราะนี่คือความผิดพลาดของพวกเขาอย่างชัดเจน
“ไหนๆ ก็พูดแล้ว ขอพูดอีกเรื่องละกัน คนด่าผมในอินเทอร์เน็ตเป็นร้อยเป็นพันวัน ผมก็ไม่สะเทือนหรอกครับ แต่สำหรับพวกเจ้าขุนมูลนายแบบพวกคุณ กระแสสังคมคงสำคัญน่าดูสินะ?”
กิรยอเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ
เป็นการประกาศสงครามว่า การสาดโคลนใส่เพื่อให้เขาเสียชื่อเสียงนั้นไม่ได้ผลเลยสักนิด
“ชิ เอาเป็นว่าคนระดับประธานสมาคม ทำไมถึงได้ทิ้งเรื่องใหญ่ขนาดนั้น แล้วหนีไปตีกอล์ฟสบายใจเฉิบได้...”
แต่ในตอนนั้นเอง
พอคำว่ากอล์ฟหลุดออกมาจากปากของผู้ตื่นรู้คนนั้น ประธานสมาคมก็เก็บอาการแตกตื่นไว้ไม่อยู่แล้วตะโกนลั่น
“นะ แก แกไปได้ยินเรื่องนั้นมาจากไหนกัน?!”
ทว่าปฏิกิริยาของอีกฝ่ายยังคงเสมอต้นเสมอปลาย
ชายหนุ่มผู้กลายเป็นว่าที่ระดับ S แบบงงๆ ยังคงรักษาสีหน้าจืดชืดไว้ตลอดการสนทนา
“ฮันเตอร์เอสเธอร์ครับ”
กิรยอเอ่ยชื่อที่เป็นดั่งระเบิดลูกใหญ่ออกมาด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง
“พอดีผมจ้างวานให้เธอช่วยสืบเป็นการส่วนตัวน่ะครับ ก็แหม เธออยากจะช่วยผมซะเหลือเกิน ผมก็เลยลองถามดูว่าเรื่องแบบนี้พอจะทำได้ไหม...”
แค่ระดับ F กระจอกๆ! ดันมีความสนิทสนมกับ ซอเอสเธอร์ ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีเนี่ยนะ?
“ไอ้เราก็สังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว ไม่นึกว่าสมาคมจะจับมือกับนักข่าวเพื่อวางงานฉันจริงๆ พอเรื่องแดงขึ้นมา คุณเอสเธอร์เขาดูเจ็บใจแทนน่าดูเลยนะครับ?”
“....”
“ทำให้ฮันเตอร์สายคำสาปอารมณ์เสียแบบนั้น จากนี้ไปจะไหวเหรอครับ?”
สาเหตุที่ประธานสมาคมยังใจเย็นอยู่ได้จนถึงเมื่อครู่ เพราะเขาสันนิษฐานว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางล่วงรู้ถึงกลอุบายที่เขาวางไว้ได้ง่ายๆ
ไม่ว่าจะเป็น อันยุนซึง, คังชางโฮ หรือไอ้หนุ่มตรงหน้านี้ สุดท้ายในมุมมองของสังคม ก็เป็นแค่ปัจเจกบุคคลที่ไร้พลังอำนาจ
แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่า คิมกิรยอมีแบ็กอัพสุดยิ่งใหญ่อย่างหัวหน้ากิลด์ หอคอยเวทมนตร์เกาหลี หนุนหลังอยู่ แถมในมือของอีกฝ่ายยังมีหลักฐานความเน่าเฟะขององค์กรเกี่ยวกับเหตุการณ์ 'ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง' อีกต่างหาก
ประธานสมาคมถึงกับเก็บสีหน้าไม่อยู่ ตกอยู่ในอาการช็อกสุดขีด แต่ความจริงแล้ว ความเสียหายทางจิตใจของฝั่งตรงข้ามก็ใช่ย่อยเหมือนกัน
‘ไร้สาระสิ้นดี’
ความจริงแล้ว ผู้ตื่นรู้ระดับ F คนนี้แทบจะหัวเราะจนหงายหลังตั้งแต่ก่อนเดินเข้าห้องรับรองมาแล้ว
“ทำบ้าอะไรถึงกล้ามาสั่งระดับ S กันนะ”
ใน อัลฟาวูรี โลกที่เขาจากมา
คนที่ไร้มานา หรือคนที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ จะถูกจัดว่าเป็นพวกป่วยหนักและถูกคัดทิ้งไปตามธรรมชาติ
แต่ที่นี่ ผู้ตื่นรู้กลับเป็นพวกกลายพันธุ์ส่วนน้อย
แถมไอ้พวกที่ไม่ใช่จอมเวท ดันพยายามจะมาควบคุมเหล่านักเวทที่มีพรสวรรค์แบบเหมาเข่งอีก
‘โลกนี้มันกลับตาลปัตรชัดๆ’
คิมกิรยอมองลงมาจากเบื้องสูงด้วยสายตาดูแคลนพวกไร้ความสามารถที่ไม่มีแม้แต่มานา
โครงสร้างสังคมที่ให้พวก ‘ผู้ไร้พลัง’ มานั่งครองตำแหน่งสูงๆ ในองค์กรแบบนี้ เป็นวัฒนธรรมที่มนุษย์ต่างโลกอย่างเขาไม่เข้าใจเอาเสียเลย
“นะ นี่คุณ...”
แต่ไม่ว่าอัลฟาวูรีจะเป็นอย่างไร
สุดท้ายที่นี่ก็คือต่างโลกที่ชื่อว่า ‘โลก’ และอำนาจเดิมที่มีอยู่ก็คงจะยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายปี
“สรุปแล้วคุณต้องการจะพูดอะไรกันแน่ คะ... แค่ไม่พอใจสิ่งที่ผมทำ ก็เลยจะใช้พลังผู้ตื่นรู้อาละวาดรึไงครับ?”
“ครับ?”
“นี่คุณกำลังข่มขู่พวกเรางั้นเรอะ!”
นั่นไง ว่าแล้วเชียว
ประธานสมาคมแผดเสียงขู่ใส่คนตรงหน้าอย่างหน้าด้านๆ
พวกเราเองก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีรับมือฮันเตอร์ระดับ S นะ
ขืนไปแตะต้องพลเมืองดีเข้าล่ะก็ ประชาคมโลกไม่ปล่อยคุณไว้แน่...
“เปล่า”
ให้ตายสิ เสียงดังชะมัด
“ใช้พลังผู้ตื่นรู้กับพลเมืองเนี่ยนะ พูดอะไรน่ากลัวจังนะครับ...”
แน่นอนว่าถ้าระดับ S ตั้งใจจะอาละวาดขึ้นมาจริงๆ ก็คงเป็นเรื่องใหญ่ แต่พวกเขาก็เป็นคนเหมือนกันไม่ใช่หรือ
ถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัยจริงๆ ระดับ S ก็ไม่ค่อยก่ออาชญากรรมร้ายแรงอย่างการฆ่าพวกเดียวกันเองง่ายๆ หรอก
ดังนั้น ผู้มีอำนาจคนนี้จึงกล้าที่จะลองแหย่แผนการตื้นๆ ใส่ฮันเตอร์ดู
“ไม่ต้องห่วงครับ ทำไมผมต้องไปทำร้ายคนไม่มีความผิดด้วยล่ะ”
กิรยอพูดออกมาอย่างฉะฉาน
“คนที่ผมเหม็นขี้หน้า ก็มีแค่พวกคุณเท่านั้นแหละ”
แต่ทว่าวาจาที่เอ่ยตามมานั้น กลับแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตทุกถ้อยคำ
“แค่สมาคมที่เอาข้อมูลส่วนตัวผมไปขายกิน แล้วก็เมินคำพูดของฉัน!”
ชายหนุ่มขยับกล้ามเนื้อของศพที่สวมใส่อยู่ ชี้หน้าด่ามนุษย์ตรงหน้า
สิ่งที่ไหลเวียนอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่จินตนาการเพ้อฝันว่าจะเกิดเรื่องร้าย แต่เป็นความหวาดกลัวที่จับต้องได้จริง
“ถ้าผมเอาคลิปเสียงเมื่อกี้ กับหลักฐานว่าคุณเกณฑ์นักข่าวมาเล่นงานผม ปล่อยออกไปให้หมด คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
ทางฝั่งสมาคมถึงกับหดหัวเมื่อได้ยินคำขู่ว่าจะแฉความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาจนหมดเปลือก
และในที่สุด กิรยอก็ชักจูงบทสนทนามาจนถึงจุดจบที่เขาต้องการ
“ถึงอย่างนั้น ผมก็จะให้โอกาสเจรจา”
เพราะความกลัวของคนน่ะ
บางครั้งมันก็เปลี่ยนเป็นเงินได้
“ผมจะไม่ลงมือตัดหน้าโดยไม่บอกกล่าว เหมือนใครบางคนแถวนี้หรอก”