ในที่สุดก็มาถึงจุดนี้จนได้
‘เฮ้อ!’
ใช่แล้ว
นี่คือเป้าหมายของฉันตั้งแต่แรก
ถ้าไม่มีเรื่องให้ข่มขู่กันขนาดนี้ ฉันคงไม่ถ่อมาถึงสมาคมฯ ตั้งแต่แรกหรอก
“ลองฟังดูก่อนสิครับ”
ฉันยื่นข้อเสนอโดยอ้างอิงจากบทสนทนาเมื่อครู่
ข้อแรก สมาคมต้องรับผิดชอบกู้คืนชื่อเสียงที่ป่นปี้ของฉันให้กลับมาเหมือนเดิม
ข้อสอง นับจากนี้ฉันจะไม่ฟังคำสั่งใดๆ ของสมาคม และจะไม่ยอมรับบทลงโทษที่เกิดจากการขัดขืนนั้นด้วย
แต่ทว่า เงื่อนไขข้อสุดท้ายกลับเป็นข่าวดีสำหรับพวกเขา
“และข้อสาม ใส่ชื่อผมลงในรายชื่อ ฮันเตอร์ระดับ S ซะ”
“ครับ...?”
เพราะฉันตั้งใจจะพลิกความคาดหมายของทุกคน แล้วก้าวขึ้นเป็นฮันเตอร์ระดับ S คนใหม่ของเกาหลีใต้ยังไงล่ะ
พอได้ยินข้อเรียกร้อง ประธานสมาคมก็ย้อนถามทันทีว่าเมื่อกี้ยังบอกว่าจะไม่ยอมทำตามที่พวกเขาต้องการ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนท่าที
ตรงนี้มีความเข้าใจผิดอยู่นิดหน่อย
ฉันไม่เคยบอกสักคำว่าจะไม่ขอเป็นระดับ S
“ที่ผมพูดไปน่ะ หมายถึงผมไม่อยากฟังคำสั่งพวกคุณต่างหาก เรื่องการยอมรับแรงค์สูงๆ มันคนละเรื่องกันครับ”
จะว่าไปแล้ว ฉันเองก็คิดทบทวนอยู่นานกว่าจะเลือกเดินหมากตานี้
ในเมื่อเรื่องมันดังกระฉ่อนไปทั่วประเทศแล้ว สู้เปิดตัวในฐานะผู้แข็งแกร่งระดับตำนานไปเลยน่าจะปลอดภัยกว่า
ฮันเตอร์ผู้มีพลังพิเศษขนาดจัดการมอนสเตอร์ระดับ S ได้
ลองคิดดูสิ ถ้าความแตกออกไปว่าไอ้หมอนั่นจริงๆ แล้วเป็น ผู้ตื่นรู้ระดับ F กากๆ คนหนึ่ง จะมีอันตรายอะไรตามมาบ้าง?
‘ลักพาตัว ปล้นจี้ และสารพัดเรื่องซวย’
คิดยังไงการโดนลักพาตัวซ้ำซากก็ไม่ใช่เรื่องตลก
ดังนั้น ฉันเลยจำใจต้องรับตำแหน่งฮันเตอร์ระดับ S ทั้งน้ำตา
“จะ...จะยอมรับว่าเป็นระดับ S จริงๆ เหรอครับ?”
แต่ทว่า
ต่อให้ข่มขู่จนยกเลิกภาระหน้าที่ของพวกระดับสูงได้ แต่ถ้าเกิดดันเจี้ยนเบรกแล้วฉันไม่โผล่หน้าไปช่วย ประชาชนคงก่นด่าสาปแช่งกันระงมแน่
งานนี้ต้องเรียกค่าเสียหายทางจิตใจล่วงหน้าสักหน่อย
“แน่นอนว่าไม่ได้เป็นให้ฟรีๆ การที่ผมยอมเป็นระดับ S คนที่ 4 ของเกาหลีใต้ ทางสมาคมต้องเตรียมเงินให้ผมสัก 3,000 ล้านวอน...”
“ว่าไงนะ!”
“อ้อ เงินก้อนนี้ขอเป็นเงินส่วนตัวของประธานโกนะครับ ผมไม่อยากโดนด่าว่าผลาญภาษีประชาชน คุณเป็นผู้นำองค์กร ก็รับผิดชอบหน่อยสิ”
3,000 ล้านวอน
สำหรับผู้ตื่นรู้ที่บอบช้ำจากการถูกใส่ร้ายป้ายสี เงินแค่นี้ถือว่าเป็นค่า ‘ต่อลมหายใจ’ ที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
“หรือว่าที่อยู่กับชื่อเสียงของฮันเตอร์ระดับ S มันมีค่าไม่ถึง 3,000 ล้าน?”
ฉันเข้าประเด็นทันที
ใช่ ฉันกำลังกรรโชกทรัพย์พวกมันอยู่
“จะไม่ไปจัดการเกต แถมไม่ไปช่วยเคลียร์ดันเจี้ยนเบรก แต่แค่เอาชื่อไปแขวนไว้เฉยๆ จะเอาตั้ง 3,000 ล้านเนี่ยนะ?!”
ประธานโกได้ยินปุ๊บก็เต้นผางทันที แหม อย่าเพิ่งตกใจขนาดนั้นสิ
ที่ฉันต้องมาตกระกำลำบากขนาดนี้ ก็เพราะสมาคมฮันเตอร์ของพวกแกไม่ยอมคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ดีไม่ใช่หรือไง
“ท่านประธาน ราคานี้ถือว่าถูกเหมือนได้เปล่าแล้วนะ ลองดูเคสต่างประเทศสิ จะดึงตัวระดับ S สักคนต้องใช้เงินมากกว่านี้ตั้งกี่เท่า...”
“นั่นมันเงื่อนไขว่าต้องทำงานภายใต้สังกัดเขา บริบทมันต่างกันโว้ย!”
พอตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งโลกแบบนี้ จะทำมาหากินอะไรก็ลำบาก
เพื่อความอยู่รอด ฉันต้องรีดไถค่าปิดปากมาตุนไว้ก่อน
“ถะ...ถ้าฉันบอกว่าไม่มีเงินให้ล่ะ?”
ดูท่าอีกฝ่ายจะสติหลุดไปชั่วขณะเพราะข้อเสนอสุดช็อก งั้นช่วยจัดระเบียบสถานการณ์ให้หน่อยแล้วกัน
“ไม่ให้ก็ไม่เป็นไรครับ”
“หือ?”
“ถ้าคุณยืนยันว่าจ่ายไม่ไหว ผมก็แค่ปล่อยข้อมูลที่สืบมาได้ออกไปก็จบ”
“…!”
“หรือไม่... ก็อาจจะมีปัญหา อื่น ตามมาก็ได้นะ”
ตุบ
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา แล้วพูดเสียงเรียบ
“พวกคุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นผู้ตื่นรู้สายไหน”
จะมีคำขู่ไหนน่าสยองไปกว่านี้อีก
นับตั้งแต่เกตปรากฏขึ้น เหล่านักวิชาการทั่วโลกต่างระดมสมองเพื่อวิเคราะห์สกิลต่างๆ
แต่ดันเจี้ยนช็อกเพิ่งผ่านไปแค่ 7 ปี คิดหรือว่าความลับของโลกใบนี้จะถูกไขกระจ่างหมดแล้ว?
“เอาเป็นว่า... ถ้าเกิดผมบังเอิญมีพรสวรรค์ด้านพลังจิต แล้วใช้มือที่มองไม่เห็นบีบสมองใครสักคนเล่น... หรือวันดีคืนดีคุณเดินอยู่ริมถนน แล้วมี อะไรบางอย่าง ผลักคุณลงไปให้รถชน... จะทำยังไงดีล่ะครับ”
“……!”
“อ้อ แล้วอย่าคิดจะปิดปากผมเชียวนะ เตือนด้วยความหวังดีเลย ถ้าผมเป็นอะไรไป ระดับ S อีกคน จะต้องโกรธจนบ้านเมืองพังแน่”
เวทมนตร์คือสิ่งลี้ลับสำหรับพวกเขา
เหมือนสิ่งมีชีวิตในทะเลลึก สกิลที่คนบนบกจินตนาการไม่ถึงอาจโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้
“แค่ก!”
ประธานสมาคมคงกำลังรู้สึกเหมือนกลืนยาพิษ
ประชาชนกำลังจับตามองวิกฤตการณ์ ‘ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง’ อย่างใจจดใจจ่อ
ขืนความแตกเรื่องที่พวกมันเมินเฉยต่อคำเตือนของนักประเมินล่ะก็ แรงกระแทกกลับมาคงมหาศาล
‘เผลอๆ อาจจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก’
แถมยังโดนฮันเตอร์ปริศนาที่คาดว่าเป็นระดับ S มากดดันอยู่ตรงหน้าอีก
งานนี้เรียกว่าซวยซ้ำซ้อนของจริง
“สงสัย 3,000 ล้านจากกระเป๋าตังค์ตัวเองจะหนักไปสินะ? งั้นเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อเอาไหม?”
ฉันแสร้งทำเป็นใจดี
“มาทำสัญญากันข้อหนึ่ง ถ้าผมได้ขึ้นทะเบียนเป็นฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีแล้ว ผมสัญญาว่าจะไม่เป็นศัตรูกับสมาคมเด็ดขาด”
“อะไรนะ?”
“ยังไงผมก็ไม่ฟังคำสั่งอยู่แล้ว คงไม่มีเรื่องให้กระทบกระทั่งกันหรอก โดยเฉพาะกับท่านประธาน ผมรับรองว่าจะไม่ทำร้ายร่างกายคุณแน่นอน”
ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ระดับ F อย่างฉัน ‘ไม่มีปัญญา’ ไปทำร้ายใครเขาได้ต่างหาก
“ละ...แล้วฉันจะเชื่อได้ยังไง! ขู่กันซะขนาดนี้ ถ้าวันหลังมากลับคำพูด...”
กะแล้วว่าประธานโกต้องระแวง ฉันเลยเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาด้วย
ในโลกยุคปัจจุบัน การเกี่ยวก้อยสัญญามันเด็กเล่นไป มันต้องใช้วิธีที่เด็ดขาดกว่านั้น
ก๊อบแก๊บ
ฉันล้วงเอากระดาษหนังแกะที่พับครึ่งไว้ออกมาจากกระเป๋ากางเกง
[พันธสัญญาอัศวิน]
ประธานสมาคมเหงื่อตกพลั่กเมื่อเห็นเนื้อหาในไอเทมสัญญา
ถึงตอนนี้ฉันจะเสียพลังส่วนใหญ่ไปจนอ่านใจคนไม่ได้ แต่ก็พอเดาได้ว่าตาลุงนี่คิดอะไรอยู่
‘คงกำลังสั่นสะท้านด้วยความแค้นที่มีต่อพวกระดับสูงสินะ’
การที่ชนชั้นปกครองของที่นี่จะเกลียดฮันเตอร์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
สำหรับพวกเขา ผู้ตื่นรู้ก็คือ...
นักล่าผู้ไร้มารยาทที่ใช้ความรุนแรงแย่งชิงอำนาจที่พวกเขาสั่งสมมาทั้งชีวิตไปหน้าตาเฉย
---
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
[[คลิปเต็ม] แถลงการณ์ด่วนจาก โกบยองโด ประธานสมาคมฮันเตอร์]
ฉันปิดคลิปในมือถือแล้วลุกขึ้นยืน
‘ฮ่าๆๆ!’
จากปฏิกิริยานี้ บอกได้เลยว่าการเจรจาเมื่อวานประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
เพราะสุดท้ายอีกฝ่ายก็ยอมเซ็นสัญญา
[(ข่าวด่วน) เกาหลีใต้ผงาด! ฮันเตอร์ระดับ S คนที่ 4 ปรากฏตัว!]
[อันดับประเทศที่มีฮันเตอร์มากที่สุดในกลุ่ม OECD]
[‘จุดเปลี่ยนในวิกฤต’ ฮันเตอร์ระดับ S คนใหม่ถือกำเนิด?]
กระแสสังคมพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในวันเดียว
ฉันกับประธานโกเตี๊ยมกันว่า จะให้ฉันเป็น ‘ผู้ตื่นรู้ลับ’ ที่สมาคมซุกซ่อนเอาไว้
เราสร้างข้ออ้างสวยหรูว่าที่ต้องแกล้งเป็นระดับ F ก็เพื่อปฏิบัติการล่อซื้อจับกุมคนร้าย
‘เสียงนกเสียงกาเงียบกริบ!’
แต่ก็นะ ไม่น่าเชื่อว่าจะยอมควักเงิน 3,000 ล้านวอนง่ายๆ เพื่อแลกกับข้อสัญญาพรรค์นั้นอย่าง ‘จะไม่ทำร้ายประธาน’
ถ้ารู้ว่าระดับพลังจริงๆ ของฉันเป็นยังไง คงแค้นจนกระอักเลือดแน่
แต่ช่วงนี้คงไม่ต้องกังวลไปสักพัก
“เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?”
ฉันเพิ่งพิสูจน์ความเป็นระดับ S หมาดๆ
“ครับๆ! เชิญกลับได้เลยครับ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ ฮันเตอร์คิมกิรยอ”
ฉันใช้ลูกไม้ตบตาในการตรวจสอบการตื่นรู้ครั้งที่ 3 เพื่อปรับแก้ระดับพลัง โดยการกินยาที่ผสมผงหินมานาลงไปเพื่อแทรกแซงค่าที่วัดได้จากเครื่อง
‘หวานหมู’
การแจ้งค่าการตื่นรู้เกินจริง
นี่แหละคือการ ปั่นแรงค์ ของแท้ที่ไม่มีข้อแก้ตัว...!
‘ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้สร้างเครื่องมือวัดออกมาหละหลวมเองล่ะ?’
แน่นอน ฉันโกงหน้าด้านๆ แบบนี้โดยไม่รู้สึกผิดสักนิด
ก็ขนาดตอนไม่ได้ตรวจ พวกนั้นยังทึกทักกันไปเองว่าเป็นระดับ S เลยนี่หว่า
ถือซะว่าฉันช่วยตอบสนองความเชื่อของพวกเขาให้เป็นจริงก็แล้วกัน
“อืม”
ตึก ตึก
หลังจบการตรวจสอบระดับ
ฉันคว้าเสื้อโค้ตที่ถอดไว้แล้วเดินออกมาจากห้องวัดพลัง
ปฏิกิริยาของชาวโลกที่เจอกันตรงทางเดินนี่มันน่าดูชมจริงๆ
คนที่เดินสวนกันต่างพากันมองฉันด้วยสายตาหวาดหวั่น
‘สายตาแห่งความหวาดกลัว’
ใช่เลย
แววตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงนั่นแหละคือเอกสิทธิ์ของผู้แข็งแกร่ง
‘ทีนี้คงไม่มีใครกล้ามาแหยมกับฉันแล้ว’
ฉันดื่มด่ำกับปฏิกิริยาเหล่านั้นอย่างพึงพอใจ รู้สึกเหมือนได้กลับไปสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง
แต่ในตอนนั้นเอง
ขณะเดินผ่านโถงทางเดินสมาคมไปแถวๆ หน้าฟรอนต์ ฉันก็สะดุดตากับแผ่นหลังที่คุ้นเคย
ผมยาวสีดำสนิท
เอาจริงๆ ตอนมาเกิดใหม่แรกๆ ฉันแยกหน้าพวกชาวโลกไม่ออกเลยสักคน ดูเหมือนกันไปหมด
แต่ตอนนี้เริ่มแยกแยะออกบ้างแล้ว
“สวัสดีครับ”
ยิ่งเป็นจอมเวทที่มีมานาบริสุทธิ์สดใสขนาดนั้น ยิ่งจำง่ายเข้าไปใหญ่
---
ช่วงใกล้พักเที่ยง
พนักงานสมาคมคนหนึ่งกำลังพักผ่อนช่วงสั้นๆ หลังจบงานช่วงเช้า
เธอกำลังกดชาลูกเดือยจากตู้ขายอัตโนมัติข้างเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“เฮ้อ...”
ผู้ตื่นรู้ระดับ B ซอนอูยอน
เธอคือคนที่กังวลใจยิ่งกว่าใครในช่วงมหกรรมแฉเดือดตลอดสามวันที่ผ่านมา
จะให้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่ได้ เพราะเธอเกี่ยวข้องกับฮันเตอร์คนนั้นลึกซึ้งเกินไปเสียแล้ว
แถมเหตุการณ์ที่ผ่านมายังทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับอีกฝ่ายในฐานะเพื่อนมนุษย์อีกด้วย
-หลบไป
-แล้วถ้าไม่อยากตาย ก็ไสหัวออกไปจากเส้นทางของอีมูกิซะ
เหตุการณ์ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงครั้งก่อน พอนึกย้อนกลับไปก็ยังขนลุกไม่หาย
ถ้าฮันเตอร์คนนั้นไม่ช่วยไว้ ป่านนี้เธอคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้
‘ตอนนั้นฉัน... ตกใจจนก้าวขาไม่ออกเลย’
ประชาชนที่แตกตื่น
เสียงกรีดร้องระงม
และชายหนุ่มใบหน้าเย็นชาที่ยืนเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด
คิมกิรยอยังคงความเยือกเย็นในสถานการณ์แบบนั้นได้ยังไงกัน?
แค่มีพลังอย่างเดียวจะทำแบบนั้นได้จริงหรือ?
ซอนอูยอนทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ยิ่งคิดก็ยิ่งมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ค่าการตื่นรู้สูงแล้วจะทำได้
[(ข่าวด่วน) เกาหลีใต้ผงาด! ฮันเตอร์ระดับ S คนที่ 4 ปรากฏตัว!]
เพราะงั้นในท้ายที่สุด
สถานการณ์นี้ก็แค่ ‘มงลง’ ถูกคนแล้วเท่านั้นเอง ตำแหน่งระดับ S ได้เจอกับเจ้าของที่แท้จริงเสียที
‘กระแสสังคมพลิกเร็วจริงๆ’
ซอนอูยอนเช็กอินเทอร์เน็ตแล้วก็โล่งใจ
เมื่อเช้าวาน ชาวเน็ตยังรุมด่าว่าเป็นพวกฮันเตอร์เถื่อนที่มาอ้างตัวเป็นระดับ S อยู่เลย
พอประธานสมาคมออกมาแก้ข่าว บอร์ดคอมมูนิตี้ก็เต็มไปด้วยคำสรรเสริญเยินยอคิมกิรยอ
‘จบสวยก็ดีแล้ว’
ซอนอูยอนจิบชาลูกเดือยพลางเขี่ยโทรศัพท์ หน้าจอแสดงรายการคอมเมนต์ที่เธอพิมพ์ตอบโต้ไปตลอดสามวันที่ผ่านมา
[ye08 : อย่าด่าเขานะคะ]
[ye08 : รบกวนอย่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยค่ะ]
ต่อจากนี้เธอคงไม่ต้องมานั่งพิมพ์แก้ต่างแบบเจียมเนื้อเจียมตัวแบบนี้แล้วสินะ ค่อยโล่งอกหน่อย...
“สวัสดีครับ”
ตอนนั้นเอง
ซอนอูยอนหันขวับไปตามเสียงทักจากด้านหลัง
“อ๊ะ ฮันเตอร์คิมกิ...”
บุคคลที่เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ยืนอยู่ตรงนั้น
ผมสีทองตัดสั้นกับแววตาที่ดูเฉยชา
ซอนอูยอนกำลังจะเอ่ยทักทาย แต่พอเห็นการแต่งกายของอีกฝ่ายก็ชะงักไป
“สวัสดีค่ะ ฮันเตอร์”
บทสนทนาเริ่มต่อติดหลังจากนั้น 3 วินาที
“เห็นข่าวแล้วค่ะ เอ่อ ได้ยินว่าลงทะเบียนใหม่เป็นระดับ S แล้ว...”
แวบหนึ่งเธอคิดว่าจะพูดแสดงความยินดี
แต่ลองคิดดูดีๆ สถานการณ์ตอนนี้มันตรงข้ามกับความตั้งใจของชายหนุ่มที่อยากจะใช้ชีวิตสงบๆ โดยสิ้นเชิง
“อ้อ”
ซอนอูยอนไม่อยากให้บรรยากาศอึดอัดเลยเปลี่ยนเรื่องคุย
“จะ...จริงสิคะ มีเรื่องสงสัยอยู่พอดี ไม่ทราบว่าบอส ‘ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง’ ดรอปไอเทมอะไรเหรอคะ?”
“ครับ?”
“ของรางวัลสำหรับผู้สังหารน่ะค่ะ พอดีจู่ๆ ก็สงสัยขึ้นมา”
“อ๋อ อันนั้นน่ะเหรอ”
กิรยอล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ต
“ดูเหมือนจะได้ของจากตารางดรอปของอีมูกิก่อนที่จะวิวัฒนาการน่ะครับ บอกตรงๆ ว่า ‘เกลือ’ ครับ”
สิ่งที่เขาหยิบออกมาให้ดูคือมีดสั้นใบมีดเรียวยาว
[ลิ่มกรีดร้อง]
[ระดับ : ยูนิค]
[คำอธิบาย : มอบสถานะผิดปกติ [ทรมาน] ให้แก่เป้าหมายที่ถูกโจมตี...]
ประสิทธิภาพมันเป็นยังไงกันนะ ถึงขั้นต้องเรียกว่า ‘เกลือ’ (ของห่วย)
[※คำเตือน : เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ไม่สามารถสร้างความเสียหายทางกายภาพได้]
ผู้ตื่นรู้ที่ไม่มีสกิลตรวจสอบจะไม่สามารถเห็นค่าสถานะของไอเทมด้วยตาเปล่าได้
ดังนั้นซอนอูยอนจึงทำได้แค่คิดในใจว่าด้ามจับมีดดูหรูหราดี แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษ