ในที่สุดเราก็เดินทางเข้าสู่เนินนางเงือก
สภาพภายในเป็นภาพที่ฉันคุ้นตาพอสมควร
ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มที่ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า
อากาศชื้นแฉะที่สัมผัสได้ทางผิวหนัง
สภาพแวดล้อมแบบนี้ ถ้าพาชาวอัลฟาวูรีมาอยู่สักคนก็น่าจะสุขสบายดีเหมือนกันแฮะ...
‘นี่คือพื้นเหรอ?’
แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ
ผืนน้ำที่นี่มีโครงสร้างเหมือนพื้นดินใสแจ๋วที่คนสามารถเหยียบยืนได้
น้ำที่จมไม่ลงงั้นเหรอ
ไอ้เราก็ดันดีใจเก้อไปซะได้
‘ชิ’
แต่ก็ช่างเถอะ
ตอนนี้เรื่องจะลงน้ำได้หรือไม่ได้มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
“เอ๊ะ? ลูกพี่ครับ เดี๋ยวขอก่อน เหมือนจะมีเสียงแปลกๆ...”
ไม่กี่วินาทีต่อมา
พวกเราต่างเงี่ยหูฟังเสียงรบกวนที่ดังมาจากทางทิศเหนือ
ที่นี่คือรังของเงือกปริศนา
หรือก็คือ พื้นที่ที่บทเพลงของไซเรนกึกก้องไปทั่วนั่นเอง
‘อืม’
ปกติแล้วเสียงเพลงจะช่วยชโลมจิตใจให้สงบ
แต่เสียงที่ดังก้องอยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้มักจะทำให้สมองของมนุษย์เกิดความสับสน เหมือนกับตอนนี้
“คะ คือว่า พี่กิรยอ! ผมรู้นะครับว่าตอนนี้ผมกำลังพูดจาแปลกๆ แต่ว่าแบบ... ผมรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่ามีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ในหมอกนั่นน่ะครับ”
แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก
โดยปกติเวทมนตร์ประเภทนี้ ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับระยะทาง ตราบใดที่ไม่เดินดุ่มๆ เข้าไปในหมอก อาการก็คงไม่แย่ไปกว่านี้
“คุณคังชางโฮเป็นยังไงบ้างครับ?”
“ก็ดีกว่าคนข้างๆ ล่ะนะ”
“แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากเสียงเพลงอยู่ใช่ไหมครับ?”
“ใช่”
ฉันตรวจสอบอาการของเหล่าฮันเตอร์ที่มาด้วยกันแล้วเอ่ยปาก
“งั้นเราจะดำเนินการตามที่ผมบอกไว้ก่อนเข้ามานะครับ เพราะผมค่อนข้างทนการโจมตีประเภทนี้ได้ดีกว่า”
เอาเข้าจริง ถ้าตัดตัวปัญหาอย่าง ‘ไซเรน’ ออกไป ที่นี่ก็เป็นแค่เกตระดับ A ธรรมดาๆ
ต่อให้อันยุนซึงคนเดียวอาจจะตึงมือไปบ้าง
แต่ในสถานการณ์ที่มีฮันเตอร์ระดับ S อยู่ด้วยแบบนี้ เรื่องเคลียร์เกตคงไม่ต้องเป็นกังวลอะไร
ขอแค่ฉันจัดการไซเรนได้ ทุกอย่างก็จะราบรื่นปานสายน้ำไหล
“ไปคนเดียวจะไหวเหรอ?”
ดูเหมือนเจ้าของดวงตามังกรคนนั้นจะเป็นห่วงกลัวว่าศิลาสกิลมนุษย์ที่ตัวเองเล็งไว้จะเป็นอะไรไปสินะ
“ปลอดภัยกว่าไปกับฮันเตอร์คังแน่ครับ”
“ว่าไงนะ?”
“เขาว่ากันว่าถ้าติดสถานะผิดปกติ [สับสน] ที่ไซเรนมอบให้ อาจจะเผลอหันมาโจมตีพวกพ้องได้นะครับ”
พอเจอคำอธิบายแบบนี้เข้าไป คังชางโฮก็ยอมรับได้ในทันที
เอาล่ะ ตกลงกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาที่ฉันต้องทำหน้าที่ของตัวเองสักที
‘บ้าเอ๊ย หมอกจะหนาไปไหนเนี่ย’
ตึก ตึก
ขณะที่สมาชิกในทีมรออยู่ที่ปากทางเข้า ฉันก็เดินฝ่าเข้าไปในหมอกที่เป็นต้นกำเนิดเสียง
มองไม่เห็นอะไรเลยสักนิด เล่นเอาหวั่นใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็กลัวได้ไม่นานหรอก
เพราะแป๊บเดียวก็เจอต้นตอของเสียงแล้ว
-อา~ อาอาอา~ ♩
เจ้าของเสียงประสานอันไพเราะคือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ปลาตามที่มนุษยชาติคาดการณ์ไว้
-ลาลาลา~...
แต่ต่างจากตัวตนในตำนานที่ร่ำลือกันว่ามีรูปโฉมงดงามปานเทพธิดา หน้าตาของพวกนี้มันออกจะ... มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปหน่อยนะ
จะเรียกว่าครึ่งคนครึ่งปลาก็คงไม่ใช่ มันเหมือน...
ส่วนที่เป็นปลามันปาเข้าไป 90% แล้วมั้งนั่น
“??”
“...?”
“...!”
ฉันกวาดตามองมอนสเตอร์ที่หน้าตาเหมือนปลาตีนอ้วนฉุ พวกมันดูจะตกใจไม่น้อยที่เห็นมนุษย์โผล่มาตรงหน้า จนถึงกับหยุดร้องเพลงไปดื้อๆ
พะงาบ พะงาบ
คงจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ฮุบอากาศเข้าปากสินะ
และก็นะ การกระทำต่อมาก็ตามที่เห็น...
-ละ ลาลาลา~ ♬
พวกไซเรนเหงื่อแตกพลั่ก ก่อนจะเริ่มแหกปากร้องเพลงให้ดังยิ่งกว่าเดิม
แน่อนว่าฉันยังคงปกติสุขดี
ต่อให้ไซเรนจะใช้การล้างสมองที่รุนแรงแค่ไหน แต่สุดท้ายระดับของมันก็ยังอิงอยู่กับมาตรฐานของโลกยุคดึกดำบรรพ์
‘สำหรับฉัน มันก็แค่ปัญหามลภาวะทางเสียงเท่านั้นแหละ’
และขอแจ้งให้ทราบตรงนี้เลยว่า
สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติที่เน้นการโจมตีทางจิตเป็นหลัก มักจะอ่อนแอในเรื่องการต่อสู้ระยะประชิด
ไม่สิ จะบอกว่าอ่อนแอก็ยังน้อยไป ต้องบอกว่าแทบไม่มีความสามารถด้านนั้นเลยต่างหาก
เพราะถ้าเก่งเรื่องกายภาพจริง ก็คงไม่ต้องมาใช้ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้เพื่อเอาชีวิตรอดหรอก
‘บารอนสวนดอกไม้ก็เป็นเคสแบบนั้นเป๊ะๆ’
พวกวิวัฒนาการสายขี้ขลาดขนานแท้
ขนาดคนเดินเข้ามาประชิดตัวขนาดนี้ พวกไซเรนยังไม่มีความคิดที่จะสู้กลับเลยสักนิด
ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้
-อาอาอาอาอา~ ♬
ในเมื่อไม่ต้องกลัวว่าจะโดนสวน ทีนี้ก็เหลือแค่ทำให้พวกมันหยุดร้องเพลง...
แต่ปัญหาคือจะหยุดยังไงนี่สิ?
“เอ่อ นี่พวกเธอ หยุดร้องได้ไหม?”
ลาลา~ ลา~
“บอกให้หยุดร้องไง”
ลาลา~
“หนอยแน่ พูดดีๆ ไม่ชอบใช่มั้ย... โอ๊ย!”
กร๊อบ
ฉันกะว่าจะเข้าไปห้ามทัพ แต่ดันกลายเป็นข้อมือตัวเองที่เดี้ยงซะงั้น
เห็นแบบนี้แต่อีกฝ่ายเป็นถึงมอนสเตอร์ระดับ A ส่วนฉันมันก็แค่พวกกากเดนระดับ F
ร่างกายเฮงซวยแบบนี้ ต่อให้ง้างหมัดชกสุดแรง ก็คงสร้างรอยขีดข่วนให้พวกมันไม่ได้สักแอะ
“อึก...”
ฉันกุมหลังมือที่บวมเป่งพลางใช้ความคิด
เพลง ไอ้เพลงบ้านั่น จะทำยังไงให้มันหยุดได้วะ?
แวบหนึ่งคิดว่าจะใช้ [กล่องเซอร์ไพรส์!] ดีไหม แต่เจ้านั่นก็มีข้อจำกัดเยอะกว่าที่เห็น
ไอ้จำนวนครั้งที่ใช้ได้ต่อวัน อย่างมากก็แค่หนึ่งหรือสองครั้งก็หมดก๊อกแล้ว
“คงต้องใช้วิธีนั้นจริงๆ สินะ?”
ฉันหลับตาตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ
มีดยาวที่มีด้ามจับทำจากไม้ดูเก่าแก่
[ลิ่มกรีดร้อง]
[ระดับ : ยูนิค]
[คำอธิบาย : มอบสถานะผิดปกติ [เจ็บปวด] ให้กับเป้าหมายที่ถูกโจมตี]
[※ข้อควรระวัง : เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ไม่สามารถสร้างความเสียหายทางกายภาพได้]
อุปกรณ์ที่ได้มาหลังจากจัดการความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ตอนนี้มันมาอยู่ในมือฉันแล้ว
อุปกรณ์เวทที่ขยายขีดจำกัดความเจ็บปวดของเป้าหมายให้ถึงขีดสุด
เดิมทีมันไม่ใช่อาวุธสำหรับต่อสู้ แต่เอาไว้ใช้ตอนทรมานต่างหาก...
เอาเถอะ ตอนนี้มันไม่มีวิธีอื่นแล้วนี่หว่า
“เฮ้ย”
วิ้ง
ฉันชูมีดสั้นในมือขึ้นสูง
“ฉันบอกดีๆ แล้วนะว่าให้ใช้คำพูดคุยกัน”
---
-ก๊าซซซซซ!
-กรี๊ดดดดด...!
-อ๊าก! ก๊าซซซ!
ฮันเตอร์คิมกิรยอกำลังทำบ้าอะไรอยู่กันแน่?
ผู้ตื่นรู้ระดับ A ที่รออยู่ด้านนอกกระตุกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงโหยหวนดังแว่วมาจากอีกฝั่ง
พอลองฟังดีๆ มันเหมือนเสียงกรีดร้องของตัวอะไรสักอย่าง
ใช่แล้ว ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วที่มีเสียงร้องโหยหวนดังเล็ดลอดออกมาจากในหมอกนั่น
“พี่กิรยอ?”
และไม่กี่นาทีต่อมา
คิมกิรยอก็แหวกหมอกที่เริ่มจางลงเดินกลับมาทางนี้
แต่ถึงเขาจะกลับมาแล้ว เสียงร้องอันน่ารำคาญก็ยังคงดังก้องอยู่ในอากาศไม่หาย
“สงสัยเพราะยังไม่ตายสนิท หมอกเลยยังไม่หายไปทั้งหมดแฮะ”
“ครับ?”
“อ้อ ทุกคนเตรียมอาวุธแล้วตามมาเลยครับ”
อันยุนซึงและคังชางโฮเดินตามการเรียกขานของชายหนุ่มเข้าไปใจกลางหมอก
และสิ่งที่รอต้อนรับพวกเขาอยู่ คือสภาพอันน่าสังเวชของเหล่าสัตว์ประหลาด
“แค่ก, ค๊ากกกก...!”
“เคี๊ยก”
พวกสัตว์ประหลาดที่คาดว่าเป็นไซเรน ต่างพากันไออกมาเป็นเสียงแหบแห้งเหมือนโลหะเสียดสี ซึ่งเผยให้เห็นธาตุแท้ของการกระทำที่กิรยอทำลงไป
“ลูกพี่ครับ พี่ทำอะไรลงไปเนี่ย?”
“ทรมาน”
“ครับ?”
“ก็ตอนร้องโหยหวน พวกมันก็ร้องเพลงไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”
กิรยอพูดจบก็กระชับมีดสั้นในมือแน่น
เพื่อที่ว่าถ้าไซเรนตัวไหนทำท่าจะเปล่งเสียงดนตรีออกมา เขาจะได้ปักลิ่มกรีดร้องสวนเข้าไปทันที
“กิ๊ซซซซซซ!”
ฉึก!
ทันทีที่โดนมีดสั้นสำหรับทรมานจิ้มร่าง พวกสัตว์ประหลาดก็ดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด
โดนขนาดนี้ ต่อให้คอไม่แตกก็คงร้องเพลงต่อไม่ไหวแล้วล่ะ
คิมกิรยอจัดการทำให้พวกไซเรนหมดสภาพโดยสมบูรณ์แล้วจึงค่อยหันกลับมา
“เอาล่ะ ทีนี้เพลงก็หยุดแล้ว ทุกคนคงลุยต่อได้แล้วใช่ไหมครับ?”
แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับเย็นเยียบ
อันยุนซึงยืนแข็งทื่อไปแล้วหลังจากได้เห็นฉากการทรมานสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในชีวิต
“เอ่อ... พะ พี่กิรยอ”
พะพะพะ
ยุนซึงมองดูมอนสเตอร์ที่ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะเอ่ยถาม
ทำไมต้องทรมานไซเรนด้วย
ทำไมถึงไม่ฆ่าให้ตายไปเลย
จะมองว่าเป็นคำถามที่สมเหตุสมผลก็ว่าได้
“.......”
แต่ทว่า
จะให้ฉันตอบไปว่า 'เพราะฉันเป็นระดับ F ที่สร้างรอยขีดข่วนให้ไซเรนไม่ได้ ก็เลยต้องจำใจทำให้มันกรีดร้องแทน'
...ขืนสารภาพความจริงแบบนั้นออกไปมีหวังหมดกันพอดี
“เรื่องนั้นน่ะ”
กิรยอกลอกตาไปมา ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา
“นายคิดว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้นล่ะ?”
โยนภาระการตีความให้คนอื่นแม่งเลย!
นี่มันการตอบคำถามแบบเลี่ยงบาลีชัดๆ
“ทำไมพี่ถึงทำแบบนั้นน่ะเหรอครับ?”
แต่ทว่า อันยุนซึงดันเก็บคำพูดทิ้งท้ายของกิรยอไปคิดเป็นการเป็นงานเสียอย่างนั้น
“อืม”
ไซเรนกับเสียงกรีดร้อง...
อันยุนซึงเอามือลูบคางพลางใช้ความคิดอย่างหนัก และกิรยอดมองดูยุนซึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาหนี
เขามองลงไปที่ไซเรน
“จะว่าไป จุดอ่อนของไซเรนมันอยู่ตรงไหนกันนะ?”
สิ่งที่ตามมาคือการวิเคราะห์สั้นๆ เกี่ยวกับมอนสเตอร์
ความจริงเขาไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งหรอก
กิรยอก็แค่กำลังคิดหาวิธีทำงานให้สบายขึ้นเหมือนฮันเตอร์ทั่วไปนั่นแหละ
“หรือจุดอ่อนจะอยู่ที่คอ?”
ถ้าดูแค่นี้ มันก็แค่คำพูดธรรมดาที่ฮันเตอร์คนไหนก็พูดกัน
แต่ปัญหามันอยู่ที่ภาพตรงหน้า
กิรยอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลยตั้งแต่เมื่อกี้
‘เฮือก!’
ทำไมถึงทำท่าทางทองไม่รู้ร้อนต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นทรมานได้ขนาดนั้น?
ด้วยเหตุนี้ อันยุนซึงจึงฉุกคิดขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง
หรือว่า... ที่ผ่านมาคิมกิรยอทำแบบนี้ทุกครั้งที่ค้นพบมอนสเตอร์สายพันธุ์ใหม่?
‘...!’
พอลองมองย้อนกลับไป คิมกิรยอก็รู้เรื่องเกี่ยวกับโกเลมละเอียดถี่ยิบจนน่าขนลุก
อย่างข้อต่อหัวใจของโกเลมคือจุดอ่อนบ้างล่ะ หรือฉายแสงเลเซอร์ใส่กี่วินาทีแล้วมันจะหยุดบ้างล่ะ
ข้อมูลพวกนั้นไม่มีทางรู้ได้เลยจากการล่าแบบปกติ
‘อ๋อ!’
ดังนั้น เป็นไปได้สูงว่าคิมกิรยอคงทดลองด้วยวิธีการหลากหลายเพื่อล้วงข้อมูลของมอนสเตอร์มาโดยตลอด
พอตั้งสมมติฐานแบบนี้ สถานการณ์ตรงหน้าก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
ระดับ S อย่างเขา ถ้าจะฆ่ามอนสเตอร์กระจอกพวกนี้ก็คงทำได้สบายๆ แต่คิมกิรยอกลับจงใจใช้ลิ่มกรีดร้องกระตุ้นพวกมัน...
‘นี่คือกระบวนการเก็บข้อมูลสินะ?’
การทดลอง
ใช่แล้ว คิมกิรยอกำลังทำการทดลองกับมอนสเตอร์
ไม่ใช่แค่ล่าให้จบๆ ไป แต่พยายามลองผิดลองถูกเพื่อสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่าย
‘เพื่อวิเคราะห์ศัตรูให้ได้มากที่สุด’
ในยุคคาตาคลิสม์ที่คนอื่นแค่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดก็เต็มกลืน แต่คนคนนี้กลับจับศัตรูมาทำเป็นหนูทดลองงั้นหรือ
ยุนซึงรู้สึกเลื่อมใสจากก้นบึ้งหัวใจ
แต่อีกใจหนึ่ง เคล็ดลับแบบนี้เขาคงไม่กล้าเลียนแบบแน่
“แค็ก, แค่กๆ”
ในปัจจุบันที่ยังไม่มีเกตระดับ S เปิดออก มอนสเตอร์ระดับ A พวกนี้ถือเป็นตัวตนที่อันตรายที่สุดในทางทฤษฎี
แต่คิมกิรยอกลับปฏิบัติกับพวกมันเหมือนเป็นแค่หนูทดลองในห้องแล็บ
‘สมกับเป็นพี่จริงๆ’
สัญชาตญาณใฝ่รู้
ความแข็งแกร่งที่เหนือชั้น
และ... ความเยือกเย็นเล็กๆ น้อยๆ นั่น
อันยุนซึงไล่เรียงคุณสมบัติที่จำเป็นในการวิจัยมอนสเตอร์ทีละข้อ แล้วก็ได้ข้อสรุป
เขาตระหนักได้อีกครั้งว่าคิมกิรยอคือยอดนักล่าผู้ไม่ธรรมดา
“หือ? เมื่อกี้แกพยายามจะร้องเพลงอีกแล้วใช่ไหม?”
“ก๊าซซซซซ!”
จึ๊ก!
แน่นอนว่าภาพที่เขาจัดการไซเรนอย่างไร้ความปรานีแบบนั้นมันก็ดูน่ากลัวอยู่บ้างก็เถอะ...
“อืม”
ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ไปละกัน
ตามหลักแล้ว ยิ่งคนคนนั้นน่ากลัวเท่าไหร่ พอมาเป็นพวกเดียวกันก็จะยิ่งพึ่งพาได้มากเท่านั้น
‘ฮะ เฮ้อ โชคดีชะมัดที่พี่เขาอยู่ฝั่งเรา’
อันยุนซึงสงบความคิดลงอย่างเงียบๆ
ถ้าอย่างนั้น ในเวลาเดียวกัน
พระเอกในจินตนาการของเขากำลังทำอะไรอยู่หนอ
‘อะไรวะ’
ในอีกด้านหนึ่ง
คิมกิรยอที่กำลังจัดการไซเรนโดยมีความช่วยเหลือจากคังชางโฮ คอยหันกลับมามองทางนี้อยู่บ่อยๆ
ก็จู่ๆ อันยุนซึงดันเงียบไปซะงั้นนี่นา
‘ไอ้หมอนี่ทำไมไม่ตอบสักที? นายต้องพูดอะไรสักอย่างสิ ฉันถึงจะแก้ตัวถูก!’
คิมกิรยอยังคงรอคำตอบจากคำถามเมื่อครู่ที่ว่า ‘คิดว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น’
แต่รอแล้วรอเล่า ยุนซึงก็ยังนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ
อีกฝ่ายไม่ได้พรั่งพรูข้อสันนิษฐานตื้นๆ ของตัวเองออกมาอย่างที่คิด
‘สรุปตอนนี้มันจินตนาการไปถึงไหนแล้วเนี่ย? กะ กลัวนะเว้ย คิดอะไรอยู่ก็บอกมาเถอะ...’
และแล้ว กิรยอก็ต้องต่อสู้กับความหวาดกลัวที่จับต้องไม่ได้ ท่ามกลางความเป็นไปได้นับหมื่นแสนที่ผุดขึ้นมาในหัว