Cover

122

ในที่สุดเราก็เดินทางเข้าสู่เนินนางเงือก

สภาพภายในเป็นภาพที่ฉันคุ้นตาพอสมควร

ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มที่ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า

อากาศชื้นแฉะที่สัมผัสได้ทางผิวหนัง

สภาพแวดล้อมแบบนี้ ถ้าพาชาวอัลฟาวูรีมาอยู่สักคนก็น่าจะสุขสบายดีเหมือนกันแฮะ...

‘นี่คือพื้นเหรอ?’

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ

ผืนน้ำที่นี่มีโครงสร้างเหมือนพื้นดินใสแจ๋วที่คนสามารถเหยียบยืนได้

น้ำที่จมไม่ลงงั้นเหรอ

ไอ้เราก็ดันดีใจเก้อไปซะได้

‘ชิ’

แต่ก็ช่างเถอะ

ตอนนี้เรื่องจะลงน้ำได้หรือไม่ได้มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

“เอ๊ะ? ลูกพี่ครับ เดี๋ยวขอก่อน เหมือนจะมีเสียงแปลกๆ...”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

พวกเราต่างเงี่ยหูฟังเสียงรบกวนที่ดังมาจากทางทิศเหนือ

ที่นี่คือรังของเงือกปริศนา

หรือก็คือ พื้นที่ที่บทเพลงของไซเรนกึกก้องไปทั่วนั่นเอง

‘อืม’

ปกติแล้วเสียงเพลงจะช่วยชโลมจิตใจให้สงบ

แต่เสียงที่ดังก้องอยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้มักจะทำให้สมองของมนุษย์เกิดความสับสน เหมือนกับตอนนี้

“คะ คือว่า พี่กิรยอ! ผมรู้นะครับว่าตอนนี้ผมกำลังพูดจาแปลกๆ แต่ว่าแบบ... ผมรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่ามีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ในหมอกนั่นน่ะครับ”

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

โดยปกติเวทมนตร์ประเภทนี้ ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับระยะทาง ตราบใดที่ไม่เดินดุ่มๆ เข้าไปในหมอก อาการก็คงไม่แย่ไปกว่านี้

“คุณคังชางโฮเป็นยังไงบ้างครับ?”

“ก็ดีกว่าคนข้างๆ ล่ะนะ”

“แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากเสียงเพลงอยู่ใช่ไหมครับ?”

“ใช่”

ฉันตรวจสอบอาการของเหล่าฮันเตอร์ที่มาด้วยกันแล้วเอ่ยปาก

“งั้นเราจะดำเนินการตามที่ผมบอกไว้ก่อนเข้ามานะครับ เพราะผมค่อนข้างทนการโจมตีประเภทนี้ได้ดีกว่า”

เอาเข้าจริง ถ้าตัดตัวปัญหาอย่าง ‘ไซเรน’ ออกไป ที่นี่ก็เป็นแค่เกตระดับ A ธรรมดาๆ

ต่อให้อันยุนซึงคนเดียวอาจจะตึงมือไปบ้าง

แต่ในสถานการณ์ที่มีฮันเตอร์ระดับ S อยู่ด้วยแบบนี้ เรื่องเคลียร์เกตคงไม่ต้องเป็นกังวลอะไร

ขอแค่ฉันจัดการไซเรนได้ ทุกอย่างก็จะราบรื่นปานสายน้ำไหล

“ไปคนเดียวจะไหวเหรอ?”

ดูเหมือนเจ้าของดวงตามังกรคนนั้นจะเป็นห่วงกลัวว่าศิลาสกิลมนุษย์ที่ตัวเองเล็งไว้จะเป็นอะไรไปสินะ

“ปลอดภัยกว่าไปกับฮันเตอร์คังแน่ครับ”

“ว่าไงนะ?”

“เขาว่ากันว่าถ้าติดสถานะผิดปกติ [สับสน] ที่ไซเรนมอบให้ อาจจะเผลอหันมาโจมตีพวกพ้องได้นะครับ”

พอเจอคำอธิบายแบบนี้เข้าไป คังชางโฮก็ยอมรับได้ในทันที

เอาล่ะ ตกลงกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาที่ฉันต้องทำหน้าที่ของตัวเองสักที

‘บ้าเอ๊ย หมอกจะหนาไปไหนเนี่ย’

ตึก ตึก

ขณะที่สมาชิกในทีมรออยู่ที่ปากทางเข้า ฉันก็เดินฝ่าเข้าไปในหมอกที่เป็นต้นกำเนิดเสียง

มองไม่เห็นอะไรเลยสักนิด เล่นเอาหวั่นใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็กลัวได้ไม่นานหรอก

เพราะแป๊บเดียวก็เจอต้นตอของเสียงแล้ว

-อา~ อาอาอา~ ♩

เจ้าของเสียงประสานอันไพเราะคือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ปลาตามที่มนุษยชาติคาดการณ์ไว้

-ลาลาลา~...

แต่ต่างจากตัวตนในตำนานที่ร่ำลือกันว่ามีรูปโฉมงดงามปานเทพธิดา หน้าตาของพวกนี้มันออกจะ... มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปหน่อยนะ

จะเรียกว่าครึ่งคนครึ่งปลาก็คงไม่ใช่ มันเหมือน...

ส่วนที่เป็นปลามันปาเข้าไป 90% แล้วมั้งนั่น

“??”

“...?”

“...!”

ฉันกวาดตามองมอนสเตอร์ที่หน้าตาเหมือนปลาตีนอ้วนฉุ พวกมันดูจะตกใจไม่น้อยที่เห็นมนุษย์โผล่มาตรงหน้า จนถึงกับหยุดร้องเพลงไปดื้อๆ

พะงาบ พะงาบ

คงจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ฮุบอากาศเข้าปากสินะ

และก็นะ การกระทำต่อมาก็ตามที่เห็น...

-ละ ลาลาลา~ ♬

พวกไซเรนเหงื่อแตกพลั่ก ก่อนจะเริ่มแหกปากร้องเพลงให้ดังยิ่งกว่าเดิม

แน่อนว่าฉันยังคงปกติสุขดี

ต่อให้ไซเรนจะใช้การล้างสมองที่รุนแรงแค่ไหน แต่สุดท้ายระดับของมันก็ยังอิงอยู่กับมาตรฐานของโลกยุคดึกดำบรรพ์

‘สำหรับฉัน มันก็แค่ปัญหามลภาวะทางเสียงเท่านั้นแหละ’

และขอแจ้งให้ทราบตรงนี้เลยว่า

สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติที่เน้นการโจมตีทางจิตเป็นหลัก มักจะอ่อนแอในเรื่องการต่อสู้ระยะประชิด

ไม่สิ จะบอกว่าอ่อนแอก็ยังน้อยไป ต้องบอกว่าแทบไม่มีความสามารถด้านนั้นเลยต่างหาก

เพราะถ้าเก่งเรื่องกายภาพจริง ก็คงไม่ต้องมาใช้ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้เพื่อเอาชีวิตรอดหรอก

‘บารอนสวนดอกไม้ก็เป็นเคสแบบนั้นเป๊ะๆ’

พวกวิวัฒนาการสายขี้ขลาดขนานแท้

ขนาดคนเดินเข้ามาประชิดตัวขนาดนี้ พวกไซเรนยังไม่มีความคิดที่จะสู้กลับเลยสักนิด

ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้

-อาอาอาอาอา~ ♬

ในเมื่อไม่ต้องกลัวว่าจะโดนสวน ทีนี้ก็เหลือแค่ทำให้พวกมันหยุดร้องเพลง...

แต่ปัญหาคือจะหยุดยังไงนี่สิ?

“เอ่อ นี่พวกเธอ หยุดร้องได้ไหม?”

ลาลา~ ลา~

“บอกให้หยุดร้องไง”

ลาลา~

“หนอยแน่ พูดดีๆ ไม่ชอบใช่มั้ย... โอ๊ย!”

กร๊อบ

ฉันกะว่าจะเข้าไปห้ามทัพ แต่ดันกลายเป็นข้อมือตัวเองที่เดี้ยงซะงั้น

เห็นแบบนี้แต่อีกฝ่ายเป็นถึงมอนสเตอร์ระดับ A ส่วนฉันมันก็แค่พวกกากเดนระดับ F

ร่างกายเฮงซวยแบบนี้ ต่อให้ง้างหมัดชกสุดแรง ก็คงสร้างรอยขีดข่วนให้พวกมันไม่ได้สักแอะ

“อึก...”

ฉันกุมหลังมือที่บวมเป่งพลางใช้ความคิด

เพลง ไอ้เพลงบ้านั่น จะทำยังไงให้มันหยุดได้วะ?

แวบหนึ่งคิดว่าจะใช้ [กล่องเซอร์ไพรส์!] ดีไหม แต่เจ้านั่นก็มีข้อจำกัดเยอะกว่าที่เห็น

ไอ้จำนวนครั้งที่ใช้ได้ต่อวัน อย่างมากก็แค่หนึ่งหรือสองครั้งก็หมดก๊อกแล้ว

“คงต้องใช้วิธีนั้นจริงๆ สินะ?”

ฉันหลับตาตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ

มีดยาวที่มีด้ามจับทำจากไม้ดูเก่าแก่

[ลิ่มกรีดร้อง]

[ระดับ : ยูนิค]

[คำอธิบาย : มอบสถานะผิดปกติ [เจ็บปวด] ให้กับเป้าหมายที่ถูกโจมตี]

[※ข้อควรระวัง : เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ไม่สามารถสร้างความเสียหายทางกายภาพได้]

อุปกรณ์ที่ได้มาหลังจากจัดการความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ตอนนี้มันมาอยู่ในมือฉันแล้ว

อุปกรณ์เวทที่ขยายขีดจำกัดความเจ็บปวดของเป้าหมายให้ถึงขีดสุด

เดิมทีมันไม่ใช่อาวุธสำหรับต่อสู้ แต่เอาไว้ใช้ตอนทรมานต่างหาก...

เอาเถอะ ตอนนี้มันไม่มีวิธีอื่นแล้วนี่หว่า

“เฮ้ย”

วิ้ง

ฉันชูมีดสั้นในมือขึ้นสูง

“ฉันบอกดีๆ แล้วนะว่าให้ใช้คำพูดคุยกัน”

---

-ก๊าซซซซซ!

-กรี๊ดดดดด...!

-อ๊าก! ก๊าซซซ!

ฮันเตอร์คิมกิรยอกำลังทำบ้าอะไรอยู่กันแน่?

ผู้ตื่นรู้ระดับ A ที่รออยู่ด้านนอกกระตุกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงโหยหวนดังแว่วมาจากอีกฝั่ง

พอลองฟังดีๆ มันเหมือนเสียงกรีดร้องของตัวอะไรสักอย่าง

ใช่แล้ว ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วที่มีเสียงร้องโหยหวนดังเล็ดลอดออกมาจากในหมอกนั่น

“พี่กิรยอ?”

และไม่กี่นาทีต่อมา

คิมกิรยอก็แหวกหมอกที่เริ่มจางลงเดินกลับมาทางนี้

แต่ถึงเขาจะกลับมาแล้ว เสียงร้องอันน่ารำคาญก็ยังคงดังก้องอยู่ในอากาศไม่หาย

“สงสัยเพราะยังไม่ตายสนิท หมอกเลยยังไม่หายไปทั้งหมดแฮะ”

“ครับ?”

“อ้อ ทุกคนเตรียมอาวุธแล้วตามมาเลยครับ”

อันยุนซึงและคังชางโฮเดินตามการเรียกขานของชายหนุ่มเข้าไปใจกลางหมอก

และสิ่งที่รอต้อนรับพวกเขาอยู่ คือสภาพอันน่าสังเวชของเหล่าสัตว์ประหลาด

“แค่ก, ค๊ากกกก...!”

“เคี๊ยก”

พวกสัตว์ประหลาดที่คาดว่าเป็นไซเรน ต่างพากันไออกมาเป็นเสียงแหบแห้งเหมือนโลหะเสียดสี ซึ่งเผยให้เห็นธาตุแท้ของการกระทำที่กิรยอทำลงไป

“ลูกพี่ครับ พี่ทำอะไรลงไปเนี่ย?”

“ทรมาน”

“ครับ?”

“ก็ตอนร้องโหยหวน พวกมันก็ร้องเพลงไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

กิรยอพูดจบก็กระชับมีดสั้นในมือแน่น

เพื่อที่ว่าถ้าไซเรนตัวไหนทำท่าจะเปล่งเสียงดนตรีออกมา เขาจะได้ปักลิ่มกรีดร้องสวนเข้าไปทันที

“กิ๊ซซซซซซ!”

ฉึก!

ทันทีที่โดนมีดสั้นสำหรับทรมานจิ้มร่าง พวกสัตว์ประหลาดก็ดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด

โดนขนาดนี้ ต่อให้คอไม่แตกก็คงร้องเพลงต่อไม่ไหวแล้วล่ะ

คิมกิรยอจัดการทำให้พวกไซเรนหมดสภาพโดยสมบูรณ์แล้วจึงค่อยหันกลับมา

“เอาล่ะ ทีนี้เพลงก็หยุดแล้ว ทุกคนคงลุยต่อได้แล้วใช่ไหมครับ?”

แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับเย็นเยียบ

อันยุนซึงยืนแข็งทื่อไปแล้วหลังจากได้เห็นฉากการทรมานสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในชีวิต

“เอ่อ... พะ พี่กิรยอ”

พะพะพะ

ยุนซึงมองดูมอนสเตอร์ที่ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะเอ่ยถาม

ทำไมต้องทรมานไซเรนด้วย

ทำไมถึงไม่ฆ่าให้ตายไปเลย

จะมองว่าเป็นคำถามที่สมเหตุสมผลก็ว่าได้

“.......”

แต่ทว่า

จะให้ฉันตอบไปว่า 'เพราะฉันเป็นระดับ F ที่สร้างรอยขีดข่วนให้ไซเรนไม่ได้ ก็เลยต้องจำใจทำให้มันกรีดร้องแทน'

...ขืนสารภาพความจริงแบบนั้นออกไปมีหวังหมดกันพอดี

“เรื่องนั้นน่ะ”

กิรยอกลอกตาไปมา ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา

“นายคิดว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้นล่ะ?”

โยนภาระการตีความให้คนอื่นแม่งเลย!

นี่มันการตอบคำถามแบบเลี่ยงบาลีชัดๆ

“ทำไมพี่ถึงทำแบบนั้นน่ะเหรอครับ?”

แต่ทว่า อันยุนซึงดันเก็บคำพูดทิ้งท้ายของกิรยอไปคิดเป็นการเป็นงานเสียอย่างนั้น

“อืม”

ไซเรนกับเสียงกรีดร้อง...

อันยุนซึงเอามือลูบคางพลางใช้ความคิดอย่างหนัก และกิรยอดมองดูยุนซึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาหนี

เขามองลงไปที่ไซเรน

“จะว่าไป จุดอ่อนของไซเรนมันอยู่ตรงไหนกันนะ?”

สิ่งที่ตามมาคือการวิเคราะห์สั้นๆ เกี่ยวกับมอนสเตอร์

ความจริงเขาไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งหรอก

กิรยอก็แค่กำลังคิดหาวิธีทำงานให้สบายขึ้นเหมือนฮันเตอร์ทั่วไปนั่นแหละ

“หรือจุดอ่อนจะอยู่ที่คอ?”

ถ้าดูแค่นี้ มันก็แค่คำพูดธรรมดาที่ฮันเตอร์คนไหนก็พูดกัน

แต่ปัญหามันอยู่ที่ภาพตรงหน้า

กิรยอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลยตั้งแต่เมื่อกี้

‘เฮือก!’

ทำไมถึงทำท่าทางทองไม่รู้ร้อนต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นทรมานได้ขนาดนั้น?

ด้วยเหตุนี้ อันยุนซึงจึงฉุกคิดขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง

หรือว่า... ที่ผ่านมาคิมกิรยอทำแบบนี้ทุกครั้งที่ค้นพบมอนสเตอร์สายพันธุ์ใหม่?

‘...!’

พอลองมองย้อนกลับไป คิมกิรยอก็รู้เรื่องเกี่ยวกับโกเลมละเอียดถี่ยิบจนน่าขนลุก

อย่างข้อต่อหัวใจของโกเลมคือจุดอ่อนบ้างล่ะ หรือฉายแสงเลเซอร์ใส่กี่วินาทีแล้วมันจะหยุดบ้างล่ะ

ข้อมูลพวกนั้นไม่มีทางรู้ได้เลยจากการล่าแบบปกติ

‘อ๋อ!’

ดังนั้น เป็นไปได้สูงว่าคิมกิรยอคงทดลองด้วยวิธีการหลากหลายเพื่อล้วงข้อมูลของมอนสเตอร์มาโดยตลอด

พอตั้งสมมติฐานแบบนี้ สถานการณ์ตรงหน้าก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

ระดับ S อย่างเขา ถ้าจะฆ่ามอนสเตอร์กระจอกพวกนี้ก็คงทำได้สบายๆ แต่คิมกิรยอกลับจงใจใช้ลิ่มกรีดร้องกระตุ้นพวกมัน...

‘นี่คือกระบวนการเก็บข้อมูลสินะ?’

การทดลอง

ใช่แล้ว คิมกิรยอกำลังทำการทดลองกับมอนสเตอร์

ไม่ใช่แค่ล่าให้จบๆ ไป แต่พยายามลองผิดลองถูกเพื่อสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่าย

‘เพื่อวิเคราะห์ศัตรูให้ได้มากที่สุด’

ในยุคคาตาคลิสม์ที่คนอื่นแค่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดก็เต็มกลืน แต่คนคนนี้กลับจับศัตรูมาทำเป็นหนูทดลองงั้นหรือ

ยุนซึงรู้สึกเลื่อมใสจากก้นบึ้งหัวใจ

แต่อีกใจหนึ่ง เคล็ดลับแบบนี้เขาคงไม่กล้าเลียนแบบแน่

“แค็ก, แค่กๆ”

ในปัจจุบันที่ยังไม่มีเกตระดับ S เปิดออก มอนสเตอร์ระดับ A พวกนี้ถือเป็นตัวตนที่อันตรายที่สุดในทางทฤษฎี

แต่คิมกิรยอกลับปฏิบัติกับพวกมันเหมือนเป็นแค่หนูทดลองในห้องแล็บ

‘สมกับเป็นพี่จริงๆ’

สัญชาตญาณใฝ่รู้

ความแข็งแกร่งที่เหนือชั้น

และ... ความเยือกเย็นเล็กๆ น้อยๆ นั่น

อันยุนซึงไล่เรียงคุณสมบัติที่จำเป็นในการวิจัยมอนสเตอร์ทีละข้อ แล้วก็ได้ข้อสรุป

เขาตระหนักได้อีกครั้งว่าคิมกิรยอคือยอดนักล่าผู้ไม่ธรรมดา

“หือ? เมื่อกี้แกพยายามจะร้องเพลงอีกแล้วใช่ไหม?”

“ก๊าซซซซซ!”

จึ๊ก!

แน่นอนว่าภาพที่เขาจัดการไซเรนอย่างไร้ความปรานีแบบนั้นมันก็ดูน่ากลัวอยู่บ้างก็เถอะ...

“อืม”

ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ไปละกัน

ตามหลักแล้ว ยิ่งคนคนนั้นน่ากลัวเท่าไหร่ พอมาเป็นพวกเดียวกันก็จะยิ่งพึ่งพาได้มากเท่านั้น

‘ฮะ เฮ้อ โชคดีชะมัดที่พี่เขาอยู่ฝั่งเรา’

อันยุนซึงสงบความคิดลงอย่างเงียบๆ

ถ้าอย่างนั้น ในเวลาเดียวกัน

พระเอกในจินตนาการของเขากำลังทำอะไรอยู่หนอ

‘อะไรวะ’

ในอีกด้านหนึ่ง

คิมกิรยอที่กำลังจัดการไซเรนโดยมีความช่วยเหลือจากคังชางโฮ คอยหันกลับมามองทางนี้อยู่บ่อยๆ

ก็จู่ๆ อันยุนซึงดันเงียบไปซะงั้นนี่นา

‘ไอ้หมอนี่ทำไมไม่ตอบสักที? นายต้องพูดอะไรสักอย่างสิ ฉันถึงจะแก้ตัวถูก!’

คิมกิรยอยังคงรอคำตอบจากคำถามเมื่อครู่ที่ว่า ‘คิดว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น’

แต่รอแล้วรอเล่า ยุนซึงก็ยังนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ

อีกฝ่ายไม่ได้พรั่งพรูข้อสันนิษฐานตื้นๆ ของตัวเองออกมาอย่างที่คิด

‘สรุปตอนนี้มันจินตนาการไปถึงไหนแล้วเนี่ย? กะ กลัวนะเว้ย คิดอะไรอยู่ก็บอกมาเถอะ...’

และแล้ว กิรยอก็ต้องต่อสู้กับความหวาดกลัวที่จับต้องไม่ได้ ท่ามกลางความเป็นไปได้นับหมื่นแสนที่ผุดขึ้นมาในหัว

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

122

20px

ในที่สุดเราก็เดินทางเข้าสู่เนินนางเงือก

สภาพภายในเป็นภาพที่ฉันคุ้นตาพอสมควร

ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มที่ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า

อากาศชื้นแฉะที่สัมผัสได้ทางผิวหนัง

สภาพแวดล้อมแบบนี้ ถ้าพาชาวอัลฟาวูรีมาอยู่สักคนก็น่าจะสุขสบายดีเหมือนกันแฮะ...

‘นี่คือพื้นเหรอ?’

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ

ผืนน้ำที่นี่มีโครงสร้างเหมือนพื้นดินใสแจ๋วที่คนสามารถเหยียบยืนได้

น้ำที่จมไม่ลงงั้นเหรอ

ไอ้เราก็ดันดีใจเก้อไปซะได้

‘ชิ’

แต่ก็ช่างเถอะ

ตอนนี้เรื่องจะลงน้ำได้หรือไม่ได้มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

“เอ๊ะ? ลูกพี่ครับ เดี๋ยวขอก่อน เหมือนจะมีเสียงแปลกๆ...”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

พวกเราต่างเงี่ยหูฟังเสียงรบกวนที่ดังมาจากทางทิศเหนือ

ที่นี่คือรังของเงือกปริศนา

หรือก็คือ พื้นที่ที่บทเพลงของไซเรนกึกก้องไปทั่วนั่นเอง

‘อืม’

ปกติแล้วเสียงเพลงจะช่วยชโลมจิตใจให้สงบ

แต่เสียงที่ดังก้องอยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้มักจะทำให้สมองของมนุษย์เกิดความสับสน เหมือนกับตอนนี้

“คะ คือว่า พี่กิรยอ! ผมรู้นะครับว่าตอนนี้ผมกำลังพูดจาแปลกๆ แต่ว่าแบบ... ผมรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่ามีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ในหมอกนั่นน่ะครับ”

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

โดยปกติเวทมนตร์ประเภทนี้ ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับระยะทาง ตราบใดที่ไม่เดินดุ่มๆ เข้าไปในหมอก อาการก็คงไม่แย่ไปกว่านี้

“คุณคังชางโฮเป็นยังไงบ้างครับ?”

“ก็ดีกว่าคนข้างๆ ล่ะนะ”

“แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากเสียงเพลงอยู่ใช่ไหมครับ?”

“ใช่”

ฉันตรวจสอบอาการของเหล่าฮันเตอร์ที่มาด้วยกันแล้วเอ่ยปาก

“งั้นเราจะดำเนินการตามที่ผมบอกไว้ก่อนเข้ามานะครับ เพราะผมค่อนข้างทนการโจมตีประเภทนี้ได้ดีกว่า”

เอาเข้าจริง ถ้าตัดตัวปัญหาอย่าง ‘ไซเรน’ ออกไป ที่นี่ก็เป็นแค่เกตระดับ A ธรรมดาๆ

ต่อให้อันยุนซึงคนเดียวอาจจะตึงมือไปบ้าง

แต่ในสถานการณ์ที่มีฮันเตอร์ระดับ S อยู่ด้วยแบบนี้ เรื่องเคลียร์เกตคงไม่ต้องเป็นกังวลอะไร

ขอแค่ฉันจัดการไซเรนได้ ทุกอย่างก็จะราบรื่นปานสายน้ำไหล

“ไปคนเดียวจะไหวเหรอ?”

ดูเหมือนเจ้าของดวงตามังกรคนนั้นจะเป็นห่วงกลัวว่าศิลาสกิลมนุษย์ที่ตัวเองเล็งไว้จะเป็นอะไรไปสินะ

“ปลอดภัยกว่าไปกับฮันเตอร์คังแน่ครับ”

“ว่าไงนะ?”

“เขาว่ากันว่าถ้าติดสถานะผิดปกติ [สับสน] ที่ไซเรนมอบให้ อาจจะเผลอหันมาโจมตีพวกพ้องได้นะครับ”

พอเจอคำอธิบายแบบนี้เข้าไป คังชางโฮก็ยอมรับได้ในทันที

เอาล่ะ ตกลงกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาที่ฉันต้องทำหน้าที่ของตัวเองสักที

‘บ้าเอ๊ย หมอกจะหนาไปไหนเนี่ย’

ตึก ตึก

ขณะที่สมาชิกในทีมรออยู่ที่ปากทางเข้า ฉันก็เดินฝ่าเข้าไปในหมอกที่เป็นต้นกำเนิดเสียง

มองไม่เห็นอะไรเลยสักนิด เล่นเอาหวั่นใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็กลัวได้ไม่นานหรอก

เพราะแป๊บเดียวก็เจอต้นตอของเสียงแล้ว

-อา~ อาอาอา~ ♩

เจ้าของเสียงประสานอันไพเราะคือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ปลาตามที่มนุษยชาติคาดการณ์ไว้

-ลาลาลา~...

แต่ต่างจากตัวตนในตำนานที่ร่ำลือกันว่ามีรูปโฉมงดงามปานเทพธิดา หน้าตาของพวกนี้มันออกจะ... มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปหน่อยนะ

จะเรียกว่าครึ่งคนครึ่งปลาก็คงไม่ใช่ มันเหมือน...

ส่วนที่เป็นปลามันปาเข้าไป 90% แล้วมั้งนั่น

“??”

“...?”

“...!”

ฉันกวาดตามองมอนสเตอร์ที่หน้าตาเหมือนปลาตีนอ้วนฉุ พวกมันดูจะตกใจไม่น้อยที่เห็นมนุษย์โผล่มาตรงหน้า จนถึงกับหยุดร้องเพลงไปดื้อๆ

พะงาบ พะงาบ

คงจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ฮุบอากาศเข้าปากสินะ

และก็นะ การกระทำต่อมาก็ตามที่เห็น...

-ละ ลาลาลา~ ♬

พวกไซเรนเหงื่อแตกพลั่ก ก่อนจะเริ่มแหกปากร้องเพลงให้ดังยิ่งกว่าเดิม

แน่อนว่าฉันยังคงปกติสุขดี

ต่อให้ไซเรนจะใช้การล้างสมองที่รุนแรงแค่ไหน แต่สุดท้ายระดับของมันก็ยังอิงอยู่กับมาตรฐานของโลกยุคดึกดำบรรพ์

‘สำหรับฉัน มันก็แค่ปัญหามลภาวะทางเสียงเท่านั้นแหละ’

และขอแจ้งให้ทราบตรงนี้เลยว่า

สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติที่เน้นการโจมตีทางจิตเป็นหลัก มักจะอ่อนแอในเรื่องการต่อสู้ระยะประชิด

ไม่สิ จะบอกว่าอ่อนแอก็ยังน้อยไป ต้องบอกว่าแทบไม่มีความสามารถด้านนั้นเลยต่างหาก

เพราะถ้าเก่งเรื่องกายภาพจริง ก็คงไม่ต้องมาใช้ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้เพื่อเอาชีวิตรอดหรอก

‘บารอนสวนดอกไม้ก็เป็นเคสแบบนั้นเป๊ะๆ’

พวกวิวัฒนาการสายขี้ขลาดขนานแท้

ขนาดคนเดินเข้ามาประชิดตัวขนาดนี้ พวกไซเรนยังไม่มีความคิดที่จะสู้กลับเลยสักนิด

ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้

-อาอาอาอาอา~ ♬

ในเมื่อไม่ต้องกลัวว่าจะโดนสวน ทีนี้ก็เหลือแค่ทำให้พวกมันหยุดร้องเพลง...

แต่ปัญหาคือจะหยุดยังไงนี่สิ?

“เอ่อ นี่พวกเธอ หยุดร้องได้ไหม?”

ลาลา~ ลา~

“บอกให้หยุดร้องไง”

ลาลา~

“หนอยแน่ พูดดีๆ ไม่ชอบใช่มั้ย... โอ๊ย!”

กร๊อบ

ฉันกะว่าจะเข้าไปห้ามทัพ แต่ดันกลายเป็นข้อมือตัวเองที่เดี้ยงซะงั้น

เห็นแบบนี้แต่อีกฝ่ายเป็นถึงมอนสเตอร์ระดับ A ส่วนฉันมันก็แค่พวกกากเดนระดับ F

ร่างกายเฮงซวยแบบนี้ ต่อให้ง้างหมัดชกสุดแรง ก็คงสร้างรอยขีดข่วนให้พวกมันไม่ได้สักแอะ

“อึก...”

ฉันกุมหลังมือที่บวมเป่งพลางใช้ความคิด

เพลง ไอ้เพลงบ้านั่น จะทำยังไงให้มันหยุดได้วะ?

แวบหนึ่งคิดว่าจะใช้ [กล่องเซอร์ไพรส์!] ดีไหม แต่เจ้านั่นก็มีข้อจำกัดเยอะกว่าที่เห็น

ไอ้จำนวนครั้งที่ใช้ได้ต่อวัน อย่างมากก็แค่หนึ่งหรือสองครั้งก็หมดก๊อกแล้ว

“คงต้องใช้วิธีนั้นจริงๆ สินะ?”

ฉันหลับตาตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ

มีดยาวที่มีด้ามจับทำจากไม้ดูเก่าแก่

[ลิ่มกรีดร้อง]

[ระดับ : ยูนิค]

[คำอธิบาย : มอบสถานะผิดปกติ [เจ็บปวด] ให้กับเป้าหมายที่ถูกโจมตี]

[※ข้อควรระวัง : เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ไม่สามารถสร้างความเสียหายทางกายภาพได้]

อุปกรณ์ที่ได้มาหลังจากจัดการความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ตอนนี้มันมาอยู่ในมือฉันแล้ว

อุปกรณ์เวทที่ขยายขีดจำกัดความเจ็บปวดของเป้าหมายให้ถึงขีดสุด

เดิมทีมันไม่ใช่อาวุธสำหรับต่อสู้ แต่เอาไว้ใช้ตอนทรมานต่างหาก...

เอาเถอะ ตอนนี้มันไม่มีวิธีอื่นแล้วนี่หว่า

“เฮ้ย”

วิ้ง

ฉันชูมีดสั้นในมือขึ้นสูง

“ฉันบอกดีๆ แล้วนะว่าให้ใช้คำพูดคุยกัน”

---

-ก๊าซซซซซ!

-กรี๊ดดดดด...!

-อ๊าก! ก๊าซซซ!

ฮันเตอร์คิมกิรยอกำลังทำบ้าอะไรอยู่กันแน่?

ผู้ตื่นรู้ระดับ A ที่รออยู่ด้านนอกกระตุกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงโหยหวนดังแว่วมาจากอีกฝั่ง

พอลองฟังดีๆ มันเหมือนเสียงกรีดร้องของตัวอะไรสักอย่าง

ใช่แล้ว ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วที่มีเสียงร้องโหยหวนดังเล็ดลอดออกมาจากในหมอกนั่น

“พี่กิรยอ?”

และไม่กี่นาทีต่อมา

คิมกิรยอก็แหวกหมอกที่เริ่มจางลงเดินกลับมาทางนี้

แต่ถึงเขาจะกลับมาแล้ว เสียงร้องอันน่ารำคาญก็ยังคงดังก้องอยู่ในอากาศไม่หาย

“สงสัยเพราะยังไม่ตายสนิท หมอกเลยยังไม่หายไปทั้งหมดแฮะ”

“ครับ?”

“อ้อ ทุกคนเตรียมอาวุธแล้วตามมาเลยครับ”

อันยุนซึงและคังชางโฮเดินตามการเรียกขานของชายหนุ่มเข้าไปใจกลางหมอก

และสิ่งที่รอต้อนรับพวกเขาอยู่ คือสภาพอันน่าสังเวชของเหล่าสัตว์ประหลาด

“แค่ก, ค๊ากกกก...!”

“เคี๊ยก”

พวกสัตว์ประหลาดที่คาดว่าเป็นไซเรน ต่างพากันไออกมาเป็นเสียงแหบแห้งเหมือนโลหะเสียดสี ซึ่งเผยให้เห็นธาตุแท้ของการกระทำที่กิรยอทำลงไป

“ลูกพี่ครับ พี่ทำอะไรลงไปเนี่ย?”

“ทรมาน”

“ครับ?”

“ก็ตอนร้องโหยหวน พวกมันก็ร้องเพลงไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

กิรยอพูดจบก็กระชับมีดสั้นในมือแน่น

เพื่อที่ว่าถ้าไซเรนตัวไหนทำท่าจะเปล่งเสียงดนตรีออกมา เขาจะได้ปักลิ่มกรีดร้องสวนเข้าไปทันที

“กิ๊ซซซซซซ!”

ฉึก!

ทันทีที่โดนมีดสั้นสำหรับทรมานจิ้มร่าง พวกสัตว์ประหลาดก็ดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด

โดนขนาดนี้ ต่อให้คอไม่แตกก็คงร้องเพลงต่อไม่ไหวแล้วล่ะ

คิมกิรยอจัดการทำให้พวกไซเรนหมดสภาพโดยสมบูรณ์แล้วจึงค่อยหันกลับมา

“เอาล่ะ ทีนี้เพลงก็หยุดแล้ว ทุกคนคงลุยต่อได้แล้วใช่ไหมครับ?”

แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับเย็นเยียบ

อันยุนซึงยืนแข็งทื่อไปแล้วหลังจากได้เห็นฉากการทรมานสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในชีวิต

“เอ่อ... พะ พี่กิรยอ”

พะพะพะ

ยุนซึงมองดูมอนสเตอร์ที่ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะเอ่ยถาม

ทำไมต้องทรมานไซเรนด้วย

ทำไมถึงไม่ฆ่าให้ตายไปเลย

จะมองว่าเป็นคำถามที่สมเหตุสมผลก็ว่าได้

“.......”

แต่ทว่า

จะให้ฉันตอบไปว่า 'เพราะฉันเป็นระดับ F ที่สร้างรอยขีดข่วนให้ไซเรนไม่ได้ ก็เลยต้องจำใจทำให้มันกรีดร้องแทน'

...ขืนสารภาพความจริงแบบนั้นออกไปมีหวังหมดกันพอดี

“เรื่องนั้นน่ะ”

กิรยอกลอกตาไปมา ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา

“นายคิดว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้นล่ะ?”

โยนภาระการตีความให้คนอื่นแม่งเลย!

นี่มันการตอบคำถามแบบเลี่ยงบาลีชัดๆ

“ทำไมพี่ถึงทำแบบนั้นน่ะเหรอครับ?”

แต่ทว่า อันยุนซึงดันเก็บคำพูดทิ้งท้ายของกิรยอไปคิดเป็นการเป็นงานเสียอย่างนั้น

“อืม”

ไซเรนกับเสียงกรีดร้อง...

อันยุนซึงเอามือลูบคางพลางใช้ความคิดอย่างหนัก และกิรยอดมองดูยุนซึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาหนี

เขามองลงไปที่ไซเรน

“จะว่าไป จุดอ่อนของไซเรนมันอยู่ตรงไหนกันนะ?”

สิ่งที่ตามมาคือการวิเคราะห์สั้นๆ เกี่ยวกับมอนสเตอร์

ความจริงเขาไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งหรอก

กิรยอก็แค่กำลังคิดหาวิธีทำงานให้สบายขึ้นเหมือนฮันเตอร์ทั่วไปนั่นแหละ

“หรือจุดอ่อนจะอยู่ที่คอ?”

ถ้าดูแค่นี้ มันก็แค่คำพูดธรรมดาที่ฮันเตอร์คนไหนก็พูดกัน

แต่ปัญหามันอยู่ที่ภาพตรงหน้า

กิรยอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลยตั้งแต่เมื่อกี้

‘เฮือก!’

ทำไมถึงทำท่าทางทองไม่รู้ร้อนต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นทรมานได้ขนาดนั้น?

ด้วยเหตุนี้ อันยุนซึงจึงฉุกคิดขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง

หรือว่า... ที่ผ่านมาคิมกิรยอทำแบบนี้ทุกครั้งที่ค้นพบมอนสเตอร์สายพันธุ์ใหม่?

‘...!’

พอลองมองย้อนกลับไป คิมกิรยอก็รู้เรื่องเกี่ยวกับโกเลมละเอียดถี่ยิบจนน่าขนลุก

อย่างข้อต่อหัวใจของโกเลมคือจุดอ่อนบ้างล่ะ หรือฉายแสงเลเซอร์ใส่กี่วินาทีแล้วมันจะหยุดบ้างล่ะ

ข้อมูลพวกนั้นไม่มีทางรู้ได้เลยจากการล่าแบบปกติ

‘อ๋อ!’

ดังนั้น เป็นไปได้สูงว่าคิมกิรยอคงทดลองด้วยวิธีการหลากหลายเพื่อล้วงข้อมูลของมอนสเตอร์มาโดยตลอด

พอตั้งสมมติฐานแบบนี้ สถานการณ์ตรงหน้าก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

ระดับ S อย่างเขา ถ้าจะฆ่ามอนสเตอร์กระจอกพวกนี้ก็คงทำได้สบายๆ แต่คิมกิรยอกลับจงใจใช้ลิ่มกรีดร้องกระตุ้นพวกมัน...

‘นี่คือกระบวนการเก็บข้อมูลสินะ?’

การทดลอง

ใช่แล้ว คิมกิรยอกำลังทำการทดลองกับมอนสเตอร์

ไม่ใช่แค่ล่าให้จบๆ ไป แต่พยายามลองผิดลองถูกเพื่อสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่าย

‘เพื่อวิเคราะห์ศัตรูให้ได้มากที่สุด’

ในยุคคาตาคลิสม์ที่คนอื่นแค่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดก็เต็มกลืน แต่คนคนนี้กลับจับศัตรูมาทำเป็นหนูทดลองงั้นหรือ

ยุนซึงรู้สึกเลื่อมใสจากก้นบึ้งหัวใจ

แต่อีกใจหนึ่ง เคล็ดลับแบบนี้เขาคงไม่กล้าเลียนแบบแน่

“แค็ก, แค่กๆ”

ในปัจจุบันที่ยังไม่มีเกตระดับ S เปิดออก มอนสเตอร์ระดับ A พวกนี้ถือเป็นตัวตนที่อันตรายที่สุดในทางทฤษฎี

แต่คิมกิรยอกลับปฏิบัติกับพวกมันเหมือนเป็นแค่หนูทดลองในห้องแล็บ

‘สมกับเป็นพี่จริงๆ’

สัญชาตญาณใฝ่รู้

ความแข็งแกร่งที่เหนือชั้น

และ... ความเยือกเย็นเล็กๆ น้อยๆ นั่น

อันยุนซึงไล่เรียงคุณสมบัติที่จำเป็นในการวิจัยมอนสเตอร์ทีละข้อ แล้วก็ได้ข้อสรุป

เขาตระหนักได้อีกครั้งว่าคิมกิรยอคือยอดนักล่าผู้ไม่ธรรมดา

“หือ? เมื่อกี้แกพยายามจะร้องเพลงอีกแล้วใช่ไหม?”

“ก๊าซซซซซ!”

จึ๊ก!

แน่นอนว่าภาพที่เขาจัดการไซเรนอย่างไร้ความปรานีแบบนั้นมันก็ดูน่ากลัวอยู่บ้างก็เถอะ...

“อืม”

ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ไปละกัน

ตามหลักแล้ว ยิ่งคนคนนั้นน่ากลัวเท่าไหร่ พอมาเป็นพวกเดียวกันก็จะยิ่งพึ่งพาได้มากเท่านั้น

‘ฮะ เฮ้อ โชคดีชะมัดที่พี่เขาอยู่ฝั่งเรา’

อันยุนซึงสงบความคิดลงอย่างเงียบๆ

ถ้าอย่างนั้น ในเวลาเดียวกัน

พระเอกในจินตนาการของเขากำลังทำอะไรอยู่หนอ

‘อะไรวะ’

ในอีกด้านหนึ่ง

คิมกิรยอที่กำลังจัดการไซเรนโดยมีความช่วยเหลือจากคังชางโฮ คอยหันกลับมามองทางนี้อยู่บ่อยๆ

ก็จู่ๆ อันยุนซึงดันเงียบไปซะงั้นนี่นา

‘ไอ้หมอนี่ทำไมไม่ตอบสักที? นายต้องพูดอะไรสักอย่างสิ ฉันถึงจะแก้ตัวถูก!’

คิมกิรยอยังคงรอคำตอบจากคำถามเมื่อครู่ที่ว่า ‘คิดว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น’

แต่รอแล้วรอเล่า ยุนซึงก็ยังนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ

อีกฝ่ายไม่ได้พรั่งพรูข้อสันนิษฐานตื้นๆ ของตัวเองออกมาอย่างที่คิด

‘สรุปตอนนี้มันจินตนาการไปถึงไหนแล้วเนี่ย? กะ กลัวนะเว้ย คิดอะไรอยู่ก็บอกมาเถอะ...’

และแล้ว กิรยอก็ต้องต่อสู้กับความหวาดกลัวที่จับต้องไม่ได้ ท่ามกลางความเป็นไปได้นับหมื่นแสนที่ผุดขึ้นมาในหัว