Cover

126

ฉันตรวจสอบไอดีของผู้โพสต์อีกครั้ง

แต่ไม่ว่าจะอ่านทวนกี่รอบ ตัวอักษรก็ยังคงเหมือนเดิม

กูซอฮยอง

การที่ชื่อของอินแชนเตอร์ คนนั้นปรากฏอยู่ที่นี่ ย่อมมีความหมายเพียงอย่างเดียว

---

เปรี้ยะ, เปรี้ยะ, เปรี้ยะ

เสียงของบางอย่างที่กระดอนไปบนโต๊ะหินอ่อนอันเย็นเยียบดังกระจายออกไป

มันคือเสียงของการแตกตัวที่เกิดขึ้นเมื่ออินแชนเตอร์ อัดฉีดพลังเวทลงไปในอุปกรณ์

คุณฮันเตอร์ ครับ มาทำอะไรที่นี่...

ไม่ทราบว่าได้รับอนุญาต...

แต่ทว่าครู่ต่อมา

จู่ๆ ภายนอกห้องทำงานก็เกิดความโกลาหลขึ้น

ดังเสียจนกลบเสียงของการทำอินแชนต์ไปจนหมด

ทว่าผู้ที่กำลังทำงานอยู่กลับเอ่ยปากบอกเหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบกาย ราวกับคาดเดาสถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว

“ข้างนอกนั่นฮันเตอร์ ระดับ S มาเหรอคะ?”

“ครับ?”

“ถ้ามาแล้วก็ให้เขาเข้ามาเถอะค่ะ อ้อ ขอโทษด้วยนะคะ แต่ช่วยหลีกทางให้พวกเราหน่อยได้ไหมคะ”

ไม่นานนัก กูซอฮยอง ก็ได้อยู่ตามลำพังกับแขกผู้มาเยือนภายในห้องทำงาน

ผมสีสว่างกับดวงตาชั้นเดียว

ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยแนะนำตัวเองว่าเป็นระดับ F กำลังยืนอยู่ตรงหน้า

คิมกิรยอ เดินทางมาหาถึงโรงงานของอินแชนเตอร์ ด้วยตัวเอง

“ว้าว มาเร็วจังเลยนะ หรือว่าตอนโทรคุยเมื่อกี้อยู่หน้าสมาคมแล้วเหรอ?”

อินแชนเตอร์ สาวขยับแว่นพลางพูดติดตลก

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือปฏิกิริยาที่ค่อนข้างแข็งทื่อ

“กูซอฮยอง ”

กิรยอตั้งคำถามก่อนเป็นอันดับแรก

จะว่าไปแล้ว ถ้าบอกว่าเขามาที่นี่เพื่อยืนยันเรื่องนี้ก็คงไม่เกินจริงนัก

“พวกเราเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันเหรอ?”

“อื้ม”

“แล้วทำไมที่ผ่านมาถึงไม่บอกล่ะ?”

หญิงสาวเรือนผมสีน้ำตาลตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“...ก็นายทำเป็นไม่รู้จักฉันก่อนนี่นา”

‘ความรู้สึกเศร้าที่สัมผัสได้จากประโยคนี้ เป็นเพียงการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดของมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่านะ?’

จอมเวทผู้ครอบครองร่างของชาวโลกชะงักไปชั่วครู่ด้วยความทำตัวไม่ถูกกับคำพูดของอีกฝ่าย ส่วนซอฮยองก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด

“ให้ตายสิ นายนี่มันนายนี่จริงๆ ช่วงที่ผ่านมาฉันสวยขึ้นจนจำไม่ได้เลยหรือไง? หืม?”

“อา”

“ถ้าฉันไปศัลยกรรมมาสักจุดก็คงไม่น้อยใจหรอก เอาจริงๆ เพราะนายเล่นลืมฉันไปจนหมดสิ้น ฉันเลยไม่กล้าทักน่ะ เข้าใจไหม?”

แต่ไม่มีคำตอบกลับมา

ฮันเตอร์ ระดับ S ผมทองทำเพียงยืนนิ่งพิจารณาใบหน้าของซอฮยองอยู่เงียบๆ

‘อืม...’

พูดตามตรง ในมุมของทางนี้มันน่าหงุดหงิดจะตายชัก

ในที่สุดก็ได้เจอคนที่มีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่างแล้วแท้ๆ แต่ไม่นึกเลยว่าขนาดเจอกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ ความทรงจำก็ยังไม่กลับมา

‘เอาเป็นว่าสรุปแล้วเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันจริงๆ สินะ? มิน่าล่ะ เจ้าชาวโลกคนนั้นถึงได้จู่ๆ ก็ขอพูดแบบเป็นกันเอง’

หลังจากขบคิดอยู่ครู่สั้นๆ มหาจอมเวทจากต่างโลกก็เอ่ยปากขึ้น

“ซอฮยอง”

“ว่าไง?”

“ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าสมัยเรียนพวกเราสนิทกันขนาดไหน?”

“หา?”

“ขอโทษที พอดีฉันลืมเรื่องพวกนั้นไปหมดแล้วน่ะ”

เพราะตอนนี้การเติมเต็มช่องว่างของความทรงจำคือเรื่องเร่งด่วนที่สุด

เขาตั้งใจจะรวบรวมข้อมูลของร่างเนื้อนี้ ต่อให้ต้องยืมมือคนอื่นก็ตาม

ซึ่งกูซอฮยอง ก็ตอบรับคำขอของเพื่อนเก่าคนนี้อย่างกระตือรือร้น

“นี่ไปกินสมองปลาทองมาหรือไงยะ?”

หมายถึง... ตอบรับอย่างกระตือรือร้นในแบบของเธอน่ะนะ

---

เรื่องราวย้อนกลับไปสมัยมัธยมต้นปี 3

ในช่วงเวลาที่กูซอฮยอง ถูกพวกนักเรียนนักเลงข่มขู่ และมีนักเรียนชายคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาช่วย

“เฮ้ย! พวกแกทำอะไรน่ะ?”

ก่อนอื่นต้องขออธิบายภูมิหลังสักเล็กน้อย

กูซอฮยอง กับคิมกิรยอ อยู่ห้องเดียวกันตลอดช่วงม.3

แต่กูซอฮยอง กลับจำชื่อของอีกฝ่ายไม่ได้เลยจนกระทั่งจะหมดเทอม 1

ก็ช่วยไม่ได้ เพราะก่อนจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น เธอไม่เคยคุยกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ชื่อคิมกิรยอ เลยสักครั้งนี่นา

“เป็นไรไหม?”

“....”

“ไปให้ห่างจากพวกนั้นก่อนเถอะ”

บุคคลเจ้าของเลขที่ 1 คนนั้น คือนักเรียนที่เรียกได้ว่าเงียบเชียบ

ไม่ได้ก่อเรื่องอะไร แต่ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ราวกับมีตัวตนอยู่ตรงมุมห้องแต่ก็เหมือนไม่มี

เป็นคนที่ใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวคนหนึ่ง

“อีกเดี๋ยวตำรวจก็คงมาแล้ว”

กูซอฮยอง ฟังน้ำเสียงที่พยายามปลอบประโลมให้เธอวางใจ พลางอ่านป้ายชื่อที่อยู่ตรงหน้า

[คิมกิรยอ]

และเธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจดจำชื่อของนักเรียนที่ช่วยเธอไว้ และจะระลึกถึงบุญคุณนี้ตลอดไป

นี่คือความประทับใจแรกที่มีต่อเขา ซึ่งยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของซอฮยอง

ทว่าวันหนึ่ง

กูซอฮยอง สังเกตเห็นว่านักเรียนคนที่เธอจำได้คนนั้น มาโรงเรียนในสภาพที่ต่างไปจากปกติ

ขอบของแผ่นพลาสเตอร์ยาโผล่วับๆ แวมๆ ออกมาจากชุดนักเรียน

การที่ต้องแปะพลาสเตอร์ตามตัวเยอะขนาดนั้น หรือว่าช่วงนี้เขาจะหันมาเริ่มออกกำลังกายอย่างหนักกันนะ?

ไม่กี่วันต่อมา

ซอฮยองได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับพลาสเตอร์เหล่านั้น และนั่นทำให้เธอโกรธจนแทบบ้า

ความจริงแล้วคิมกิรยอ ไม่ได้ไปออกกำลังกายอะไรทั้งนั้น แต่เขาถูกพวกนักเลงในโรงเรียนหมายหัวอย่างหนักจากเหตุการณ์ในวันนั้นต่างหาก

“หา? ทั้งหมดนี่โดนพวกนั้นซ้อมมาเหรอ?!”

ที่ผ่านมากูซอฮยอง เข้าใจผิดมาตลอดว่าสาเหตุที่เธอหลุดพ้นจากการถูกกลั่นแกล้ง

เป็นเพราะเธอขู่พวกมันไปว่าจะแจ้งความหากมายุ่งอีก ซึ่งน่าแปลกที่พวกนักเลงก็เลิกยุ่งกับเธอจริงๆ

“ไอ้พวกเวรนี่...”

แต่แท้จริงแล้ว ที่รอบตัวเธอสงบลงได้ เป็นเพราะเป้าหมายถูกเปลี่ยนไปยังที่ที่มองไม่เห็นต่างหาก

พวกกลุ่มคนที่เคยรังแกเธอ ย้ายไปลงที่คิมกิรยอ แทน

แถมสถานการณ์ยังเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะพวกมันใช้ความรุนแรงหนักข้อขึ้นกว่าเก่า

“ฉันไม่ทนแล้วนะ! จะมีบทความข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหรือไม่ฉันก็จะแฉให้หมด กิรยอ แจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้! แล้วก็เรียกคณะกรรมการความรุนแรงในโรงเรียนด้วย!”

กูซอฮยอง ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียใจที่เพื่อนผู้ยื่นมือมาช่วยเธอกลับต้องมารับเคราะห์แทน

เธอตั้งใจจะลงโทษพวกผู้กระทำผิด ต่อให้ต้องแลกด้วยสายตาจับจ้องจากสังคมที่เธอเกลียดก็ตาม

“ช่างมันเถอะ”

ทว่า มีเพียงนักเรียนชายคนนั้นที่เอ่ยห้ามอย่างหนักแน่น

“ปล่อยไว้แบบนั้นแหละ”

กิรยอเมื่อ 8 ปีก่อนพูดไว้แบบนั้น

เขาบอกว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ถ้าต้องมาใส่ใจเรื่องพรรค์นี้อีกมันจะเกินกำลังไปหรือเปล่า

แถมเขาก็ไม่ได้แขนขาหักสักหน่อย บอกตามตรงว่าระดับนี้ไม่รู้ว่าพวกครูจะยอมออกหน้าจัดการให้จริงจังแค่ไหน

และสุดท้าย เขาบอกว่าตัวเขาเองก็มีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากทำให้เรื่องมันบานปลายใหญ่โตเหมือนกัน

“อีกเดี๋ยวก็เรียนจบแล้ว”

น้ำเสียงของนักเรียนชายที่พูดประโยคนั้น ช่างดูปลงตกเสียเหลือเกิน

ราวกับ... ฮันเตอร์ ระดับ S ในอีก 8 ปีให้หลังไม่มีผิด

“แต่ว่า...”

หลังจากนั้นกูซอฮยอง ก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้แจ้งความอีกหลายครั้ง แต่อีกฝ่ายก็หัวแข็งกว่าที่คิด

มิหนำซ้ำ

พอผ่านไปไม่กี่วัน เขากลับบอกว่าอย่ามาคุยกับเขาอีกเลย

เพราะถ้าคนดังมาสนิทสนมกับผู้ชาย เดี๋ยวพวกนั้นจะเอาไปลือเสียๆ หายๆ อีก ดังนั้นรักษาระยะห่างไว้จะดีกว่า

“เลิกทำเป็นรู้จักฉันได้แล้ว”

มาถึงขั้นนี้ ความสัมพันธ์แทบจะแย่ยิ่งกว่าก่อนเกิดเรื่องเสียอีก

‘เขาเกลียดฉันเหรอ?’

กูซอฮยอง ในวัยเยาว์เกิดความสงสัยขึ้นมาวูบหนึ่ง

ถ้ากิรยอไม่ได้อยากจะตีสนิทกับคนดัง แล้วทำไมถึงรวบรวมความกล้าเข้ามาช่วยเธอล่ะ?

อย่างที่รู้กัน การกลั่นแกล้งในโรงเรียนมักเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการมีผู้เพิกเฉยจำนวนมาก

การยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่ถูกรังแกอาจทำให้ตัวเองตกเป็นเป้าหมายรายต่อไปได้ —ซึ่งคิมกิรยอ ก็โดนแบบนั้นจริงๆ— คนส่วนใหญ่จึงจำใจต้องปิดปากเงียบ

“ถามว่าทำไมถึงยื่นมือเข้าไปช่วยงั้นเหรอ?”

แต่กิรยอก็ไขข้อข้องใจนี้ให้เธออย่างง่ายดาย

“เอ่อ จริงๆ แล้วฉันก็เคยโดนแกล้งตอนประถมมาก่อนน่ะ”

“อา”

“แล้วเวลาที่ตกอยู่ในสภาพนั้น พอได้เห็นนักเรียนทั้งโรงเรียนมารวมตัวกันในสนามกีฬาในวันกีฬาสี ฉันมักจะคิดแบบนี้เสมอ”

“คิดว่าอะไร?”

“ท่ามกลางนักเรียนมากมายขนาดนั้น ขอแค่มีใครสักคนมาเป็นพวกฉันก็คงจะดี”

ขอแค่คนเดียวจริงๆ

เขาพูดต่อด้วยท่าทีปกติ

“เพราะงั้นฉันเลยลองคิดดูตั้งแต่นั้นมา ว่าถ้าโตไปเจอคนที่ลำบาก ฉันจะไม่เพิกเฉยเด็ดขาด...”

กิรยอบอกว่าการที่เขายื่นมือเข้าไปช่วย เป็นเพียงความพึงพอใจของตัวเองเท่านั้น และเขาก็พอใจกับผลลัพธ์นี้แล้ว ดังนั้นอย่าได้เก็บไปใส่ใจอีกเลย

ฟังจากคำพูดเหล่านี้ นิสัยใจคอของเขาก็คงเดาได้ไม่ยาก

“อย่างนี้นี่เอง”

คิมกิรยอ เป็นนักเรียนที่เป็นคนดี

และสำหรับกูซอฮยอง แล้ว เขาคือสายสัมพันธ์อันล้ำค่าที่ช่วยให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลามัธยมต้นอันเลวร้ายราวกับขุมนรกมาได้

แต่เพื่อนในวันวานคนนั้น กลับมาช่วยฉันไว้อีกครั้งในตอนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเนี่ยนะ

“ตอนตัดแว่นแล้วเห็นหน้าเธอชัดๆ ฉันตกใจมากเลยนะ”

ซอฮยองเลิกย้อนความหลัง ก่อนจะรวบผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่

“จะว่าไป กิรยอ เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะ? ทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้ก็ยังเป็นพวกขวานผ่าซากเหมือนเดิม~”

เธอเริ่มพูดถึงความทรงจำด้วยน้ำเสียงสดใส แต่ทว่ายิ่งเล่าไป สีหน้าก็ยิ่งหม่นหมองลงเรื่อยๆ

“เห็นคนลำบากแล้วต้องเข้าไปช่วยก็เหมือนเดิม”

และเหตุผลที่สีหน้าของซอฮยองมืดมนลงก็คือ

“ฉันยังจำได้ทุกอย่างว่าเธอเป็นคนยังไง...”

คิมกิรยอ จำเธอที่กลับมาเจอกันอีกครั้งไม่ได้เลย

ทั้งเรื่องราวที่เคยเผชิญมาด้วยกัน ทั้งชื่อของเธอ และแม้กระทั่งหน้าตา

พอคิดว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่ได้สำคัญอะไรกับฮันเตอร์ ระดับ S คนนั้น มันก็อดน้อยใจไม่ได้ไม่ใช่หรือไง

“เดี๋ยวก่อน”

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นสีหน้าของซอฮยองแล้วก็พูดโพล่งขึ้นมา

“กูซอฮยอง มีเรื่องหนึ่งที่เธอต้องรู้ จริงๆ แล้วมันเป็นความลับนิดหน่อยนะ...”

“หือ?”

“ที่ฉันจำเธอไม่ได้ มันเป็นอาการป่วยน่ะ”

เขาคายความจริงออกมา

“พอดีความจำเสื่อมนิดหน่อยน่ะ”

“ว่าไงนะ?”

“สมองได้รับความเสียหาย ความทรงจำเลยหายไปมั่วซั่ว ช่วงหนึ่งลืมแม้กระทั่งชื่อตัวเองด้วยซ้ำ”

สิ่งมีชีวิตภายใต้หนังมนุษย์พูดปลอบใจซอฮยองไปแบบนั้น

“เอาเป็นว่าเพราะแบบนั้นแหละถึงจำเธอไม่ได้... ถ้าฉันอยู่ในสภาพปกติ ก็น่าจะจำเธอได้ทันทีไม่ใช่เหรอ? เพราะงั้นอย่าเก็บเรื่องนี้ไปน้อยใจเลยนะ”

ได้ยินดังนั้น ซอฮยองก็เบิกตาโตถามกลับด้วยความตกใจ

ความจำเสื่อมงั้นเหรอ

“มะ ไม่นะ ความจำเสื่อม?! หรือว่าเป็นเพราะทำงานฮันเตอร์ เลยเป็นแบบนั้น?”

ชายหนุ่มในชุดสูทพยักหน้าเบาๆ ให้กับคำถามนั้น

ถ้าจะพูดให้ถูกคือทางนี้กลับชาติมาเกิดหลังจากคิมกิรยอ ลงทะเบียนเป็นฮันเตอร์ แล้ว ดังนั้นจะบอกว่าไม่ผิดก็คงได้กระมัง

“ตายจริง! ได้ยินว่างานทางนี้อันตราย แต่ไม่นึกว่าจะเจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้...!”

ซอฮยองพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทันใดนั้นมหาจอมเวทจากต่างโลกก็เปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน

“ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว อย่างที่เห็นว่าก็ใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ”

“จะ จริงเหรอ?”

“ยังไงก็ตาม เพราะมีเหตุผลแบบนี้แหละ... ถือโอกาสนี้ช่วยเล่าเรื่องในอดีตของฉันให้ฟังละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหม?”

“อา”

“เผื่อได้ฟังคำพูดของเธอแล้วจะนึกอะไรออกบ้าง”

แต่ซอฮยองกลับทำหน้าลำบากใจ

“ขอโทษนะ ที่ฉันรู้ก็มีแค่ตอนม.3 นั่นแหละ...”

ก็แน่ล่ะ เพราะเธอก็ไม่ได้รู้อดีตของคิมกิรยอ มากนัก

“นายเป็นฝ่ายตีตัวออกห่างก่อน แถมพอพวกเราขึ้นม.ปลาย ปีนั้นก็เกิดเรื่องนั้นขึ้นพอดี”

“ดันเจี้ยนช็อก?”

ซอฮยองพยักหน้าพลางนึกย้อนไปถึงวันวาน

“แน่นอนว่าพอเหตุการณ์ช็อกสงบลง ฉันก็นึกถึงอีเมลที่เคยใช้ส่งไฟล์งานกันสมัยก่อนขึ้นมาได้ เลยลองติดต่อส่วนตัวไปดู... แต่ตอนนั้นนายไม่ตอบกลับเลย”

ฟังมาถึงตรงนี้ สถานการณ์กลายเป็นว่าร่องรอยของคิมกิรยอ หายไปโดยสมบูรณ์หลังจากเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย

“ฉันเลยนึกว่านายตายไปแล้วซะอีก”

ทำไมกิรยอถึงไม่เช็กอีเมลฉบับนั้นกันนะ?

ซอฮยองอยากจะถามออกไปว่าถ้ายงมีชีวิตอยู่ทำไมไม่ตอบกลับมาบ้าง แต่แล้วก็ล้มเลิกความคิดนั้น

‘ไม่หรอก อาจจะมีเหตุผลบางอย่างก็ได้ กิรยอเองตอนนี้ก็คงอึดอัดที่จำอะไรไม่ได้ ขืนถามไปจะกดดันเปล่าๆ’

ไม่เป็นไร

ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตาแบบไหน สุดท้ายเธอก็ได้วนกลับมาเจอกับผู้มีพระคุณคนนี้อีกครั้งไม่ใช่หรือ

กูซอฮยอง มองดูผู้ตื่นรู้ ผมทองที่แต่งกายด้วยชุดสูทแล้วยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย

“ยังไงก็เถอะ รู้ไหมช่วงนี้ฉันตกใจแค่ไหน? ย่าห์ เธอบอกว่าเป็นระดับ F แล้วจู่ๆ ก็โผล่มาเป็นฮันเตอร์ ระดับ S เฉยเลย...”

เพื่อนเก่าของเธอคนนี้ไม่ได้ดูต่างไปจากภาพจำในอดีตมากนัก

ดวงตาขาวสามด้านที่ดูดุดัน

ถึงจะบอกว่าเป็นลักษณะที่ดีไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็เป็นใบหน้าที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำได้อย่างชัดเจน

ซอฮยองจ้องมองกิรยอเขม็งก่อนจะเอ่ยปาก

“แต่ตอนได้ข่าวว่าเธอเป็นระดับ S ฉันดีใจมากเลยนะ”

ถัดจากนั้น ที่หางตาของหญิงสาวผู้กำลังยิ้มแย้มก็มีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอ

“ฉันคิดมาตลอดว่าคนดีๆ อย่างเธอต้องได้ดีในสักวัน”

“....”

“แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นจริงขึ้นมา”

แต่ทว่ากลับไม่มีคำตอบรับใดๆ

ชายหนุ่มผมทองเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จามาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“ตายจริง ฉันนี่แย่จัง! รอตรงนี้แป๊บนึงนะ? พอดีมีอินแชนต์ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนเที่ยง เดี๋ยวรีบมา!”

ระหว่างที่กูซอฮยอง ออกไปทำงาน

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด

ตึก ตึก

เขาเคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

126

20px

ฉันตรวจสอบไอดีของผู้โพสต์อีกครั้ง

แต่ไม่ว่าจะอ่านทวนกี่รอบ ตัวอักษรก็ยังคงเหมือนเดิม

กูซอฮยอง

การที่ชื่อของอินแชนเตอร์ คนนั้นปรากฏอยู่ที่นี่ ย่อมมีความหมายเพียงอย่างเดียว

---

เปรี้ยะ, เปรี้ยะ, เปรี้ยะ

เสียงของบางอย่างที่กระดอนไปบนโต๊ะหินอ่อนอันเย็นเยียบดังกระจายออกไป

มันคือเสียงของการแตกตัวที่เกิดขึ้นเมื่ออินแชนเตอร์ อัดฉีดพลังเวทลงไปในอุปกรณ์

คุณฮันเตอร์ ครับ มาทำอะไรที่นี่...

ไม่ทราบว่าได้รับอนุญาต...

แต่ทว่าครู่ต่อมา

จู่ๆ ภายนอกห้องทำงานก็เกิดความโกลาหลขึ้น

ดังเสียจนกลบเสียงของการทำอินแชนต์ไปจนหมด

ทว่าผู้ที่กำลังทำงานอยู่กลับเอ่ยปากบอกเหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบกาย ราวกับคาดเดาสถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว

“ข้างนอกนั่นฮันเตอร์ ระดับ S มาเหรอคะ?”

“ครับ?”

“ถ้ามาแล้วก็ให้เขาเข้ามาเถอะค่ะ อ้อ ขอโทษด้วยนะคะ แต่ช่วยหลีกทางให้พวกเราหน่อยได้ไหมคะ”

ไม่นานนัก กูซอฮยอง ก็ได้อยู่ตามลำพังกับแขกผู้มาเยือนภายในห้องทำงาน

ผมสีสว่างกับดวงตาชั้นเดียว

ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยแนะนำตัวเองว่าเป็นระดับ F กำลังยืนอยู่ตรงหน้า

คิมกิรยอ เดินทางมาหาถึงโรงงานของอินแชนเตอร์ ด้วยตัวเอง

“ว้าว มาเร็วจังเลยนะ หรือว่าตอนโทรคุยเมื่อกี้อยู่หน้าสมาคมแล้วเหรอ?”

อินแชนเตอร์ สาวขยับแว่นพลางพูดติดตลก

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือปฏิกิริยาที่ค่อนข้างแข็งทื่อ

“กูซอฮยอง ”

กิรยอตั้งคำถามก่อนเป็นอันดับแรก

จะว่าไปแล้ว ถ้าบอกว่าเขามาที่นี่เพื่อยืนยันเรื่องนี้ก็คงไม่เกินจริงนัก

“พวกเราเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันเหรอ?”

“อื้ม”

“แล้วทำไมที่ผ่านมาถึงไม่บอกล่ะ?”

หญิงสาวเรือนผมสีน้ำตาลตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“...ก็นายทำเป็นไม่รู้จักฉันก่อนนี่นา”

‘ความรู้สึกเศร้าที่สัมผัสได้จากประโยคนี้ เป็นเพียงการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดของมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่านะ?’

จอมเวทผู้ครอบครองร่างของชาวโลกชะงักไปชั่วครู่ด้วยความทำตัวไม่ถูกกับคำพูดของอีกฝ่าย ส่วนซอฮยองก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด

“ให้ตายสิ นายนี่มันนายนี่จริงๆ ช่วงที่ผ่านมาฉันสวยขึ้นจนจำไม่ได้เลยหรือไง? หืม?”

“อา”

“ถ้าฉันไปศัลยกรรมมาสักจุดก็คงไม่น้อยใจหรอก เอาจริงๆ เพราะนายเล่นลืมฉันไปจนหมดสิ้น ฉันเลยไม่กล้าทักน่ะ เข้าใจไหม?”

แต่ไม่มีคำตอบกลับมา

ฮันเตอร์ ระดับ S ผมทองทำเพียงยืนนิ่งพิจารณาใบหน้าของซอฮยองอยู่เงียบๆ

‘อืม...’

พูดตามตรง ในมุมของทางนี้มันน่าหงุดหงิดจะตายชัก

ในที่สุดก็ได้เจอคนที่มีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่างแล้วแท้ๆ แต่ไม่นึกเลยว่าขนาดเจอกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ ความทรงจำก็ยังไม่กลับมา

‘เอาเป็นว่าสรุปแล้วเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันจริงๆ สินะ? มิน่าล่ะ เจ้าชาวโลกคนนั้นถึงได้จู่ๆ ก็ขอพูดแบบเป็นกันเอง’

หลังจากขบคิดอยู่ครู่สั้นๆ มหาจอมเวทจากต่างโลกก็เอ่ยปากขึ้น

“ซอฮยอง”

“ว่าไง?”

“ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าสมัยเรียนพวกเราสนิทกันขนาดไหน?”

“หา?”

“ขอโทษที พอดีฉันลืมเรื่องพวกนั้นไปหมดแล้วน่ะ”

เพราะตอนนี้การเติมเต็มช่องว่างของความทรงจำคือเรื่องเร่งด่วนที่สุด

เขาตั้งใจจะรวบรวมข้อมูลของร่างเนื้อนี้ ต่อให้ต้องยืมมือคนอื่นก็ตาม

ซึ่งกูซอฮยอง ก็ตอบรับคำขอของเพื่อนเก่าคนนี้อย่างกระตือรือร้น

“นี่ไปกินสมองปลาทองมาหรือไงยะ?”

หมายถึง... ตอบรับอย่างกระตือรือร้นในแบบของเธอน่ะนะ

---

เรื่องราวย้อนกลับไปสมัยมัธยมต้นปี 3

ในช่วงเวลาที่กูซอฮยอง ถูกพวกนักเรียนนักเลงข่มขู่ และมีนักเรียนชายคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาช่วย

“เฮ้ย! พวกแกทำอะไรน่ะ?”

ก่อนอื่นต้องขออธิบายภูมิหลังสักเล็กน้อย

กูซอฮยอง กับคิมกิรยอ อยู่ห้องเดียวกันตลอดช่วงม.3

แต่กูซอฮยอง กลับจำชื่อของอีกฝ่ายไม่ได้เลยจนกระทั่งจะหมดเทอม 1

ก็ช่วยไม่ได้ เพราะก่อนจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น เธอไม่เคยคุยกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ชื่อคิมกิรยอ เลยสักครั้งนี่นา

“เป็นไรไหม?”

“....”

“ไปให้ห่างจากพวกนั้นก่อนเถอะ”

บุคคลเจ้าของเลขที่ 1 คนนั้น คือนักเรียนที่เรียกได้ว่าเงียบเชียบ

ไม่ได้ก่อเรื่องอะไร แต่ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ราวกับมีตัวตนอยู่ตรงมุมห้องแต่ก็เหมือนไม่มี

เป็นคนที่ใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวคนหนึ่ง

“อีกเดี๋ยวตำรวจก็คงมาแล้ว”

กูซอฮยอง ฟังน้ำเสียงที่พยายามปลอบประโลมให้เธอวางใจ พลางอ่านป้ายชื่อที่อยู่ตรงหน้า

[คิมกิรยอ]

และเธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะจดจำชื่อของนักเรียนที่ช่วยเธอไว้ และจะระลึกถึงบุญคุณนี้ตลอดไป

นี่คือความประทับใจแรกที่มีต่อเขา ซึ่งยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของซอฮยอง

ทว่าวันหนึ่ง

กูซอฮยอง สังเกตเห็นว่านักเรียนคนที่เธอจำได้คนนั้น มาโรงเรียนในสภาพที่ต่างไปจากปกติ

ขอบของแผ่นพลาสเตอร์ยาโผล่วับๆ แวมๆ ออกมาจากชุดนักเรียน

การที่ต้องแปะพลาสเตอร์ตามตัวเยอะขนาดนั้น หรือว่าช่วงนี้เขาจะหันมาเริ่มออกกำลังกายอย่างหนักกันนะ?

ไม่กี่วันต่อมา

ซอฮยองได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับพลาสเตอร์เหล่านั้น และนั่นทำให้เธอโกรธจนแทบบ้า

ความจริงแล้วคิมกิรยอ ไม่ได้ไปออกกำลังกายอะไรทั้งนั้น แต่เขาถูกพวกนักเลงในโรงเรียนหมายหัวอย่างหนักจากเหตุการณ์ในวันนั้นต่างหาก

“หา? ทั้งหมดนี่โดนพวกนั้นซ้อมมาเหรอ?!”

ที่ผ่านมากูซอฮยอง เข้าใจผิดมาตลอดว่าสาเหตุที่เธอหลุดพ้นจากการถูกกลั่นแกล้ง

เป็นเพราะเธอขู่พวกมันไปว่าจะแจ้งความหากมายุ่งอีก ซึ่งน่าแปลกที่พวกนักเลงก็เลิกยุ่งกับเธอจริงๆ

“ไอ้พวกเวรนี่...”

แต่แท้จริงแล้ว ที่รอบตัวเธอสงบลงได้ เป็นเพราะเป้าหมายถูกเปลี่ยนไปยังที่ที่มองไม่เห็นต่างหาก

พวกกลุ่มคนที่เคยรังแกเธอ ย้ายไปลงที่คิมกิรยอ แทน

แถมสถานการณ์ยังเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะพวกมันใช้ความรุนแรงหนักข้อขึ้นกว่าเก่า

“ฉันไม่ทนแล้วนะ! จะมีบทความข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหรือไม่ฉันก็จะแฉให้หมด กิรยอ แจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้! แล้วก็เรียกคณะกรรมการความรุนแรงในโรงเรียนด้วย!”

กูซอฮยอง ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียใจที่เพื่อนผู้ยื่นมือมาช่วยเธอกลับต้องมารับเคราะห์แทน

เธอตั้งใจจะลงโทษพวกผู้กระทำผิด ต่อให้ต้องแลกด้วยสายตาจับจ้องจากสังคมที่เธอเกลียดก็ตาม

“ช่างมันเถอะ”

ทว่า มีเพียงนักเรียนชายคนนั้นที่เอ่ยห้ามอย่างหนักแน่น

“ปล่อยไว้แบบนั้นแหละ”

กิรยอเมื่อ 8 ปีก่อนพูดไว้แบบนั้น

เขาบอกว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ถ้าต้องมาใส่ใจเรื่องพรรค์นี้อีกมันจะเกินกำลังไปหรือเปล่า

แถมเขาก็ไม่ได้แขนขาหักสักหน่อย บอกตามตรงว่าระดับนี้ไม่รู้ว่าพวกครูจะยอมออกหน้าจัดการให้จริงจังแค่ไหน

และสุดท้าย เขาบอกว่าตัวเขาเองก็มีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากทำให้เรื่องมันบานปลายใหญ่โตเหมือนกัน

“อีกเดี๋ยวก็เรียนจบแล้ว”

น้ำเสียงของนักเรียนชายที่พูดประโยคนั้น ช่างดูปลงตกเสียเหลือเกิน

ราวกับ... ฮันเตอร์ ระดับ S ในอีก 8 ปีให้หลังไม่มีผิด

“แต่ว่า...”

หลังจากนั้นกูซอฮยอง ก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้แจ้งความอีกหลายครั้ง แต่อีกฝ่ายก็หัวแข็งกว่าที่คิด

มิหนำซ้ำ

พอผ่านไปไม่กี่วัน เขากลับบอกว่าอย่ามาคุยกับเขาอีกเลย

เพราะถ้าคนดังมาสนิทสนมกับผู้ชาย เดี๋ยวพวกนั้นจะเอาไปลือเสียๆ หายๆ อีก ดังนั้นรักษาระยะห่างไว้จะดีกว่า

“เลิกทำเป็นรู้จักฉันได้แล้ว”

มาถึงขั้นนี้ ความสัมพันธ์แทบจะแย่ยิ่งกว่าก่อนเกิดเรื่องเสียอีก

‘เขาเกลียดฉันเหรอ?’

กูซอฮยอง ในวัยเยาว์เกิดความสงสัยขึ้นมาวูบหนึ่ง

ถ้ากิรยอไม่ได้อยากจะตีสนิทกับคนดัง แล้วทำไมถึงรวบรวมความกล้าเข้ามาช่วยเธอล่ะ?

อย่างที่รู้กัน การกลั่นแกล้งในโรงเรียนมักเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการมีผู้เพิกเฉยจำนวนมาก

การยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่ถูกรังแกอาจทำให้ตัวเองตกเป็นเป้าหมายรายต่อไปได้ —ซึ่งคิมกิรยอ ก็โดนแบบนั้นจริงๆ— คนส่วนใหญ่จึงจำใจต้องปิดปากเงียบ

“ถามว่าทำไมถึงยื่นมือเข้าไปช่วยงั้นเหรอ?”

แต่กิรยอก็ไขข้อข้องใจนี้ให้เธออย่างง่ายดาย

“เอ่อ จริงๆ แล้วฉันก็เคยโดนแกล้งตอนประถมมาก่อนน่ะ”

“อา”

“แล้วเวลาที่ตกอยู่ในสภาพนั้น พอได้เห็นนักเรียนทั้งโรงเรียนมารวมตัวกันในสนามกีฬาในวันกีฬาสี ฉันมักจะคิดแบบนี้เสมอ”

“คิดว่าอะไร?”

“ท่ามกลางนักเรียนมากมายขนาดนั้น ขอแค่มีใครสักคนมาเป็นพวกฉันก็คงจะดี”

ขอแค่คนเดียวจริงๆ

เขาพูดต่อด้วยท่าทีปกติ

“เพราะงั้นฉันเลยลองคิดดูตั้งแต่นั้นมา ว่าถ้าโตไปเจอคนที่ลำบาก ฉันจะไม่เพิกเฉยเด็ดขาด...”

กิรยอบอกว่าการที่เขายื่นมือเข้าไปช่วย เป็นเพียงความพึงพอใจของตัวเองเท่านั้น และเขาก็พอใจกับผลลัพธ์นี้แล้ว ดังนั้นอย่าได้เก็บไปใส่ใจอีกเลย

ฟังจากคำพูดเหล่านี้ นิสัยใจคอของเขาก็คงเดาได้ไม่ยาก

“อย่างนี้นี่เอง”

คิมกิรยอ เป็นนักเรียนที่เป็นคนดี

และสำหรับกูซอฮยอง แล้ว เขาคือสายสัมพันธ์อันล้ำค่าที่ช่วยให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลามัธยมต้นอันเลวร้ายราวกับขุมนรกมาได้

แต่เพื่อนในวันวานคนนั้น กลับมาช่วยฉันไว้อีกครั้งในตอนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเนี่ยนะ

“ตอนตัดแว่นแล้วเห็นหน้าเธอชัดๆ ฉันตกใจมากเลยนะ”

ซอฮยองเลิกย้อนความหลัง ก่อนจะรวบผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่

“จะว่าไป กิรยอ เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะ? ทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้ก็ยังเป็นพวกขวานผ่าซากเหมือนเดิม~”

เธอเริ่มพูดถึงความทรงจำด้วยน้ำเสียงสดใส แต่ทว่ายิ่งเล่าไป สีหน้าก็ยิ่งหม่นหมองลงเรื่อยๆ

“เห็นคนลำบากแล้วต้องเข้าไปช่วยก็เหมือนเดิม”

และเหตุผลที่สีหน้าของซอฮยองมืดมนลงก็คือ

“ฉันยังจำได้ทุกอย่างว่าเธอเป็นคนยังไง...”

คิมกิรยอ จำเธอที่กลับมาเจอกันอีกครั้งไม่ได้เลย

ทั้งเรื่องราวที่เคยเผชิญมาด้วยกัน ทั้งชื่อของเธอ และแม้กระทั่งหน้าตา

พอคิดว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่ได้สำคัญอะไรกับฮันเตอร์ ระดับ S คนนั้น มันก็อดน้อยใจไม่ได้ไม่ใช่หรือไง

“เดี๋ยวก่อน”

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นสีหน้าของซอฮยองแล้วก็พูดโพล่งขึ้นมา

“กูซอฮยอง มีเรื่องหนึ่งที่เธอต้องรู้ จริงๆ แล้วมันเป็นความลับนิดหน่อยนะ...”

“หือ?”

“ที่ฉันจำเธอไม่ได้ มันเป็นอาการป่วยน่ะ”

เขาคายความจริงออกมา

“พอดีความจำเสื่อมนิดหน่อยน่ะ”

“ว่าไงนะ?”

“สมองได้รับความเสียหาย ความทรงจำเลยหายไปมั่วซั่ว ช่วงหนึ่งลืมแม้กระทั่งชื่อตัวเองด้วยซ้ำ”

สิ่งมีชีวิตภายใต้หนังมนุษย์พูดปลอบใจซอฮยองไปแบบนั้น

“เอาเป็นว่าเพราะแบบนั้นแหละถึงจำเธอไม่ได้... ถ้าฉันอยู่ในสภาพปกติ ก็น่าจะจำเธอได้ทันทีไม่ใช่เหรอ? เพราะงั้นอย่าเก็บเรื่องนี้ไปน้อยใจเลยนะ”

ได้ยินดังนั้น ซอฮยองก็เบิกตาโตถามกลับด้วยความตกใจ

ความจำเสื่อมงั้นเหรอ

“มะ ไม่นะ ความจำเสื่อม?! หรือว่าเป็นเพราะทำงานฮันเตอร์ เลยเป็นแบบนั้น?”

ชายหนุ่มในชุดสูทพยักหน้าเบาๆ ให้กับคำถามนั้น

ถ้าจะพูดให้ถูกคือทางนี้กลับชาติมาเกิดหลังจากคิมกิรยอ ลงทะเบียนเป็นฮันเตอร์ แล้ว ดังนั้นจะบอกว่าไม่ผิดก็คงได้กระมัง

“ตายจริง! ได้ยินว่างานทางนี้อันตราย แต่ไม่นึกว่าจะเจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้...!”

ซอฮยองพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทันใดนั้นมหาจอมเวทจากต่างโลกก็เปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน

“ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว อย่างที่เห็นว่าก็ใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ”

“จะ จริงเหรอ?”

“ยังไงก็ตาม เพราะมีเหตุผลแบบนี้แหละ... ถือโอกาสนี้ช่วยเล่าเรื่องในอดีตของฉันให้ฟังละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหม?”

“อา”

“เผื่อได้ฟังคำพูดของเธอแล้วจะนึกอะไรออกบ้าง”

แต่ซอฮยองกลับทำหน้าลำบากใจ

“ขอโทษนะ ที่ฉันรู้ก็มีแค่ตอนม.3 นั่นแหละ...”

ก็แน่ล่ะ เพราะเธอก็ไม่ได้รู้อดีตของคิมกิรยอ มากนัก

“นายเป็นฝ่ายตีตัวออกห่างก่อน แถมพอพวกเราขึ้นม.ปลาย ปีนั้นก็เกิดเรื่องนั้นขึ้นพอดี”

“ดันเจี้ยนช็อก?”

ซอฮยองพยักหน้าพลางนึกย้อนไปถึงวันวาน

“แน่นอนว่าพอเหตุการณ์ช็อกสงบลง ฉันก็นึกถึงอีเมลที่เคยใช้ส่งไฟล์งานกันสมัยก่อนขึ้นมาได้ เลยลองติดต่อส่วนตัวไปดู... แต่ตอนนั้นนายไม่ตอบกลับเลย”

ฟังมาถึงตรงนี้ สถานการณ์กลายเป็นว่าร่องรอยของคิมกิรยอ หายไปโดยสมบูรณ์หลังจากเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย

“ฉันเลยนึกว่านายตายไปแล้วซะอีก”

ทำไมกิรยอถึงไม่เช็กอีเมลฉบับนั้นกันนะ?

ซอฮยองอยากจะถามออกไปว่าถ้ายงมีชีวิตอยู่ทำไมไม่ตอบกลับมาบ้าง แต่แล้วก็ล้มเลิกความคิดนั้น

‘ไม่หรอก อาจจะมีเหตุผลบางอย่างก็ได้ กิรยอเองตอนนี้ก็คงอึดอัดที่จำอะไรไม่ได้ ขืนถามไปจะกดดันเปล่าๆ’

ไม่เป็นไร

ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตาแบบไหน สุดท้ายเธอก็ได้วนกลับมาเจอกับผู้มีพระคุณคนนี้อีกครั้งไม่ใช่หรือ

กูซอฮยอง มองดูผู้ตื่นรู้ ผมทองที่แต่งกายด้วยชุดสูทแล้วยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย

“ยังไงก็เถอะ รู้ไหมช่วงนี้ฉันตกใจแค่ไหน? ย่าห์ เธอบอกว่าเป็นระดับ F แล้วจู่ๆ ก็โผล่มาเป็นฮันเตอร์ ระดับ S เฉยเลย...”

เพื่อนเก่าของเธอคนนี้ไม่ได้ดูต่างไปจากภาพจำในอดีตมากนัก

ดวงตาขาวสามด้านที่ดูดุดัน

ถึงจะบอกว่าเป็นลักษณะที่ดีไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็เป็นใบหน้าที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำได้อย่างชัดเจน

ซอฮยองจ้องมองกิรยอเขม็งก่อนจะเอ่ยปาก

“แต่ตอนได้ข่าวว่าเธอเป็นระดับ S ฉันดีใจมากเลยนะ”

ถัดจากนั้น ที่หางตาของหญิงสาวผู้กำลังยิ้มแย้มก็มีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอ

“ฉันคิดมาตลอดว่าคนดีๆ อย่างเธอต้องได้ดีในสักวัน”

“....”

“แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นจริงขึ้นมา”

แต่ทว่ากลับไม่มีคำตอบรับใดๆ

ชายหนุ่มผมทองเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จามาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“ตายจริง ฉันนี่แย่จัง! รอตรงนี้แป๊บนึงนะ? พอดีมีอินแชนต์ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนเที่ยง เดี๋ยวรีบมา!”

ระหว่างที่กูซอฮยอง ออกไปทำงาน

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด

ตึก ตึก

เขาเคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ