Cover

127

โชคดีที่เรื่องราวคลี่คลายไปได้ด้วยดี

ต้องขอบคุณ กูซอฮยอง ที่ยอมเอาชื่อเสียงตัวเองมาเป็นประกัน ทำให้กู้ภาพลักษณ์กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว

แถมฉันยังจัดการฟ้องพวกที่ปล่อยข่าวลือเท็จจนหมดเกลี้ยง โดยผ่านทนายที่ อันยุนซึง แนะนำมาให้อีกด้วย

‘ขอแค่มีเงิน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก’

และในระหว่างดำเนินการ ความจริงเกี่ยวกับรูปถ่ายสูบบุหรี่ที่ว่อนเน็ตนั่นก็ถูกเปิดเผยออกมา...

[เหตุผลที่รูปสูบบุหรี่เป็นของปลอม

เห็นป้ายร้านกุกบับที่อยู่หลังตรอกนั่นไหม?

ร้านนั้นเพิ่งเปิดเมื่อ 3 ปีก่อน และยังเปิดอยู่จนถึงตอนนี้

แต่คนโพสต์บอกว่า คิมกิรยอ ในรูปยังเป็นผู้เยาว์

เดี๋ยวนะ ปีนี้ฮันเตอร์คิมอายุ 25 แล้วไม่ใช่เหรอ?

แต่ร้านกุกบับเพิ่งเปิดได้แค่ 3 ปีเนี่ยนะ?

อ้าว? งั้นสรุปว่าไอ้นี่คืออะไร?

อ๋อ ก็เรื่องจ้อจี้จัดฉากไง~]

อย่างที่เห็น ชาวเน็ตตาเหยี่ยวจับจุดพิรุธในโพสต์แฉได้เรียบร้อยแล้ว

ถ้าดูแค่ผลลัพธ์ คำครหาที่ถูกโพสต์ลงในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ

‘ก็จริง พอลองนึกดูดีๆ รูปในบัตรประชาชนของ คิมกิรยอ ผมยังเป็นสีดำอยู่เลย น่าจะเพิ่งมาย้อมตอนบรรลุนิติภาวะแล้วมากกว่า’

แต่ที่นึกไม่ถึงคือ คนที่ถ่ายรูปฉากสูบบุหรี่ที่เป็นปัญหานั่นดันเป็นคนแบบนี้ไปได้

“อืม”

“ขะ... ขอโทษครับ...”

หลังจากนั้นไม่นาน

ระหว่างที่ฉันกำลังดำเนินการแจ้งความคนพวกนั้นข้อหาหมิ่นประมาท ฉันก็ได้เจอกับเจ้าของโพสต์เข้าจนได้

คนที่ปล่อยรูปสูบบุหรี่ของกิรยอกลายเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับวงการนี้เลยด้วยซ้ำ

“คุณเป็นใคร?”

ก็แค่คนแถวบ้านนี่เอง

‘จะบอกว่ามีความเกี่ยวข้องกับ คิมกิรยอ ก็ดูจะอายุมากไปหน่อยนะ?’

ฉันถามชายคนนั้นว่าทำไมถึงต้องปล่อยข่าวลือเท็จ

และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือแบบนี้

ความจริงแล้วเขาพักอยู่อะพาร์ตเมนต์ห้องเช่าเดียวกับฉัน

ในขณะที่ตัวเองดิ้นรนแทบตายมาหลายปีก็ยังไม่หลุดพ้นจากชีวิตเส็งเคร็ง แต่ไอ้หนุ่มข้างห้องกลับกลายเป็นฮันเตอร์ระดับท็อปได้ในชั่วข้ามคืน

“ผมอิจฉาก็เลยทำแบบนั้นครับ...”

เขาบอกว่าเอารูปที่บังเอิญถ่ายไว้เมื่อประมาณ 9 เดือนก่อนมาแต่งเรื่องมั่วซั่ว

พอฟังรายละเอียดดูแล้ว เห็นว่าตอนนั้นเจอวัยรุ่นมายืนสูบบุหรี่อยู่ข้างถนน เลยกะว่าจะแอบถ่ายรูปเก็บไว้แจ้งความข้อหาทิ้งก้นบุหรี่ไม่เป็นที่ถ้าสบโอกาส

“เดี๋ยวนะ ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ตัวว่าเป็นผู้ตื่นรู้เลยไม่ใช่รึไง?”

“เฮือก!”

“แล้วทำไมถึงเอารูปคนอื่นไปเก็บไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตฮะ? อีกอย่าง ตอนนั้นฉันก็ทิ้งก้นบุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่พกพาอย่างดีแล้วด้วย ไม่สิ ไอ้เวรนี่มันวอนนักนะ...”

เฮ้อ ช่างมันเถอะ

สรุปก็คือ มหากาพย์การแฉจบลงด้วยการที่ฉันพ้นมลทินทุกข้อกล่าวหาอย่างสวยงาม

แต่จะมาวางใจตอนนี้ก็ยังไม่ได้

เพราะทางนี้ยังมีปัญหาส่วนตัวที่สำคัญกว่ารอให้สะสางอยู่อีก

---

ตอนนี้ฉันรู้แล้ว

การตายของ คิมกิรยอ มันมีเงื่อนงำแปลกๆ

ในประเทศยุคปัจจุบันที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ แทบจะไม่มีคนอดตายแล้ว

แถม คิมกิรยอ ก็ไม่ได้ถึงขนาดสิ้นเนื้อประดาตัว ยังมีเงินฉุกเฉินเหลืออยู่ในกระปุกออมสินอีกต่างหาก

แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ชายหนุ่มวัย 20 กว่าๆ กลับนอนอดตายเนี่ยนะ?

มิหนำซ้ำยังสวมชุดสูทสะอาดสะอ้าน นอนตัวตรงแด่วอยู่บนฟูกนอนอีก?

มันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย

เจอลักษณะการณ์แบบนี้เข้าไป ใครก็ต้องสงสัยกันทั้งนั้นแหละ

“สรุปมันคืออะไรกันแน่?”

เรื่องที่ฉันสงสัยไม่ได้มีแค่เรื่องสองเรื่อง

จากคำให้การของ กูซอฮยอง บอกว่าสมัยเรียนหมอนี่ร่างกายแข็งแรงจะตาย แล้วทำไมตอนที่ฉันเข้ามาสวมร่าง ขาถึงได้พิการแบบนั้น และยังมีเรื่องอื่นอีกจิปาถะ

ถ้าจะให้ไล่เบี้ยกันจริงๆ ข้อสงสัยมันมีไม่จบไม่สิ้นหรอก

ตกลงว่า คิมกิรยอ ตายเพราะอะไรกันแน่

ตายยังไง

...แล้วสรุปว่าอดตายจริงหรือเปล่า?

‘ความทรงจำมันเลือนรางมาก จนตอนนี้ชักไม่แน่ใจสาเหตุการตายแล้วสิ’

ฉันลองตั้งสมมติฐานดูหลายอย่าง แต่ก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้

ยังดีที่วันนี้ต่างจากวันอื่นๆ ตรงที่ฉันได้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ คิมกิรยอ มาแล้ว

เป็นเรื่องที่หลุดออกมาตอนคุยกับอินแชนเตอร์ที่โรงงานเมื่อกี้

- ครอบครัว? อ้อ กิรยอเป็นเด็กที่มาจากสถานสงเคราะห์นี่นา?

ที่แท้ร่างนี้ก็เป็นเด็กกำพร้าสินะ

- ก็ตอนที่ฉันชวนให้ฟ้องพวกที่รังแก นายบอกว่า... เอ่อ... นายไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครมาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมให้ คงจะลำบาก ประมาณนั้นไม่ใช่เหรอ...?

มิน่าล่ะ ถึงไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเลยสักคน

ฉันเริ่มเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่พอได้ยินว่า คิมกิรยอ เป็นเด็กกำพร้า ก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้เหมือนกัน

“ขนาดกลับชาติมาเกิดใหม่ ก็ยังกำพร้าอีกเหรอ?”

งึมงำ งึมงำ

ฉันบ่นพึมพำเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินกับตัวเองขณะเดินลงไปตามถนน

ช่วงนี้พายุหิมะเริ่มซาลงแล้ว อากาศเลยอุ่นขึ้นมาหน่อย

‘เอาเถอะ อย่างน้อยวันนี้ก็ฝาก กูซอฮยอง ตีบวกของไปแล้ว... ระหว่างรอให้อินแชนต์เสร็จก็กลับไปพักผ่อนที่บ้าน...’

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

ขณะที่ฉันกำลังเดินใจลอย ก็มีใครบางคนโผล่เข้ามาขวางหน้า

หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อนวมสีสันสดใส

“สวดมนต์แล้วไปสวรรค์นะคะ ต้องสวดมนต์ถึงจะได้ไปสวรรค์ค่ะ ทุกท่าน~”

ก๊อบแก๊บ

เธอกำลังแจกใบปลิวบางอย่างให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฉันเลยรับกระดาษแผ่นนั้นมาดู เนื้อหาข้างในเขียนไว้ว่า

[[มารู้ความจริงกันเถอะ!] ทำไมมอนสเตอร์ถึงโจมตีมนุษย์? ทำไมรัฐ (國家) ถึงบอกว่ามอนสเตอร์คือความชั่วร้าย (惡)? ความจริงแล้วนี่คือปีศาจร้ายที่แฝงตัวอยู่ในสังคมเรา คือคำโกหกของพวกอาชญากร เป็นเรื่องหลอกลวง! สิ่งที่เรียกว่า เกต (Gate) คือช่องทาง (通路) ที่เหล่าข้ารับใช้ของท่าน ‘สิบธิดารากษส’ ส่งมา เพื่อเป็นเครื่องมือแห่งความดีงาม (善) ที่ใช้ขัดเกลาพวกอาชญากร...]

จะเป็นลม

นึกว่าอะไร ที่แท้ก็ใบปลิวลัทธิประหลาด

“ให้ตายสิ”

ฉันตั้งท่าจะขยำกระดาษที่ได้รับมาทิ้ง

แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นคำคำหนึ่ง การกระทำทุกอย่างของฉันก็ชะงักกึก

[...ที่เหล่าข้ารับใช้ของท่าน ‘สิบธิดารากษส’ ส่งมา...]

นางรากษส

นี่มันคำศัพท์ที่องค์กรนั่นชอบใช้จนน่ารำคาญชัดๆ

‘วิหารรากษส’

สาวกของ วิหารรากษส มายืนประกาศศาสนากันโจ่งแจ้งกลางถนนแบบนี้ หมายความว่า...

“เดี๋ยวนะ ไอ้ลัทธิเฮงซวยนั่นยังเปิดทำการอยู่หน้าตาเฉยเลยเหรอ?”

---

ตึก ตึก ตึก

ที่ปลายสุดของทางเดินสว่างไสว ใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามา

เสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก และเสื้อโค้ตที่มีทรงเนี้ยบกริบ

เขาแต่งกายด้วยชุดสูทที่ดูเรียบร้อยจนเข้าขั้นหมกมุ่น ซึ่งหาได้ยากมากในวงการนี้

แต่สายตาที่จับจ้องไปยังฮันเตอร์ผู้นั้นไม่ได้เป็นเพราะการแต่งกายเพียงอย่างเดียว

เขาคือฮันเตอร์ระดับท็อปที่มีเพียง 4 คนในประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ตื่นรู้ ระดับ S

“อ๊ะ ฮันเตอร์ คิมกิรยอ สวัส...”

สวบ สวบ

กิรยอที่ก้าวยาวๆ เข้ามา พอเห็นหน้าพนักงานสมาคมก็เปิดประเด็นทันที

“เรื่อง ซูเยฮวี เป็นยังไงบ้างครับ?!”

“คะ?”

“ผมถามว่าไอ้ ผู้ตื่นรู้ สติแตกนั่น ตอนนี้มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!”

ซอนอูยอน กระพริบตาปริบๆ

อุตส่าห์เงียบสงบมาได้พักหนึ่ง ไหงทำท่าเหมือนจะมีพายุลูกใหม่ก่อตัวขึ้นอีกแล้วล่ะเนี่ย

.

.

.

“ขอบคุณที่เลี้ยงนะครับ”

“ไม่หรอกค่ะ ฉันต่างหากที่ต้องเกรงใจ เอาของแบบนี้มาเลี้ยงฮันเตอร์ระดับ S จะดีเหรอคะเนี่ย รู้สึกผิดเลยค่ะ”

ไม่กี่นาทีต่อมา

ซอนอูยอน และ คิมกิรยอ ออกมายืนอยู่ที่ตรอกแห่งหนึ่ง

กิรยอต้องการฟังข้อมูลของ ซูเยฮวี ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่วน ซอนอูยอน ก็อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถผละออกจากโต๊ะทำงานได้ตามใจชอบนอกจากช่วงพักเที่ยงแบบนี้

‘ฮันเตอร์ คิมกิรยอ นี่กินง่ายอยู่ง่ายจริงๆ...’

พวกเขารีบซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อแถวนั้น แล้วมายืนคุยกัน

อ้อ เมนูที่ว่าคือ ซาลาเปา ไส้มันหวาน เมนูลิมิเต็ดประจำฤดูหนาว

“สรุปว่า หลังจากนั้นเรื่อง ซูเยฮวี เป็นยังไงต่อครับ?”

“อ้อ เรื่องนั้นน่ะเหรอคะ”

“แถมเมื่อกี้ตอนเดินมา ผมได้รับใบปลิวพวกนี้ด้วย ไม่สิ เป็นคนทำให้เกิด ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ขึ้นมาแท้ๆ ทำไมกลุ่มนี้ถึงยังเปิดทำการอยู่ได้หน้าตาเฉยเลยล่ะครับ...!”

งับ

ซอนอูยอน กัด ซาลาเปา ร้อนๆ เข้าไปคำหนึ่งแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ระหว่างนั้นในหัวก็เรียบเรียงสิ่งที่ต้องพูดไปด้วย

“ถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็คือ การจับกุม ซูเยฮวี ล้มเหลวค่ะ”

ไม่นึกเลยว่าประโยคแรกที่หลุดออกมาจะเป็นคำนี้

“ล้มเหลว?”

“ใช่ค่ะ ล้มเหลว ตอนที่ อีมูกิ ปรากฏตัว ทางตำรวจก็รีบเช็กกล้องวงจรปิดเพื่อเข้าจับกุม ซูเยฮวี ทันที แต่ว่า...”

“หนีไปได้เหรอครับ?”

“จะเรียกว่าหนีก็ไม่ถูก เรียกว่า... แพ้จะถูกกว่าค่ะ ได้ยินมาว่าทีม ผู้ตื่นรู้ ที่ส่งไปโดนสกิลของ ซูเยฮวี เล่นงานจนหมอบเลย”

เท่านี้ก็พอจะประเมินฝีมือของ ซูเยฮวี ได้แล้ว

ต่อให้ตำรวจจะขาดแคลนกำลังคนแค่ไหน แต่ทีมพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับมืออาชญากรที่เป็น ผู้ตื่นรู้ ก็ไม่น่าจะอ่อนหัดขนาดนั้น

‘คงเป็นพวกที่เก่งเอาเรื่องเลยสินะ’

ถ้าอย่างนั้น ซูเยฮวี ที่หนีไปได้ ตอนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกัน?

แน่นอนว่าคำตอบของคำถามนี้ ไม่มีใครตอบได้

การใช้ [เซิร์ชเชอร์] ล้มเหลว

นั่นหมายความว่า ตอนนี้ ซูเยฮวี กำลังซ่อนตัวอยู่ในแหล่งกบดานที่สกิลติดตามผลไม่ได้

‘บ้าเอ๊ย’

แต่พอลองพิจารณาดูดีๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีข่าวดีเลยเสียทีเดียว

จากการสืบสวนอย่างกัดไม่ปล่อย ในที่สุดตำรวจก็รู้แล้วว่าการก่อการร้ายที่ วิหารรากษส ก่อขึ้นนั้น มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนหนึ่ง

“นักการเมืองเหรอครับ?”

“ถ้าจะพูดให้ถูกคือ 'อดีต' นักการเมืองค่ะ ช่วงชุลมุนตอนเกิดเหตุระเบิด มีสาวกคนหนึ่งพยายามจะฆ่า ส.ส. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ พอตรวจสอบคนร้ายดูก็พบว่ามีนักการเมืองสมัยที่ 2 โผล่เข้ามาพัวพัน...”

“โอ้โห”

“ไม่ได้ดูข่าวเหรอคะ? เรื่องนี้ออกข่าวครึกโครมเลยนะ?”

“ช่วงนี้ผมยุ่งอยู่แต่กับการเช็กข่าวหน้าสังคมที่ลงเรื่องผมน่ะครับ”

“อ๋อ”

ด้วยผลงานของทีมสืบสวนที่เก่งกาจ ในที่สุดทั้งนักการเมืองคนนั้นและเจ้าลัทธิ วิหารรากษส ก็ถูกจับกุมตัวไปจนได้ อะไรทำนองนั้น

เดี๋ยวนะ ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่สมเหตุสมผลสิ

“เจ้าลัทธิโดนจับข้อหาจ้างวานฆ่าไปแล้ว? งั้นไอ้นี่มันคืออะไรครับ?”

ก๊อบแก๊บ

กิรยอยื่นใบปลิวที่ได้รับแจกมาเมื่อครู่ให้เธอดู

ซอนอูยอน พยักหน้าเหมือนเข้าใจแล้วพูดว่า

“ถึงเจ้าลัทธิจะโดนจับไปแล้ว แต่พวกระดับแกนนำที่เหลือก็ยังประคองลัทธิกันต่อไปค่ะ”

“ครับ?”

“เห็นว่าช่วงนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ลัทธิสัจธรรมแท้’ เพื่อหลบเลี่ยงการกวาดล้างด้วยนะคะ”

ต่อให้เปลี่ยนป้ายชื่อใหม่ สุดท้ายก็แค่การแก้ผ้าเอาหน้ารอด

แต่ทำไมคนแถวนี้ถึงยังเพิกเฉยต่อการมีตัวตนอยู่ของพวกผู้ก่อการร้ายพวกนี้ได้กันนะ

“ทางเราก็พยายามประกาศว่าเป็นองค์กรผิดกฎหมายและพยายามจะยุบกลุ่มแล้วนะคะ แต่... ดูเหมือนจะมีคนใหญ่คนโตมาเอี่ยวเยอะ เลยจัดการไม่ได้ง่ายๆ ในทันทีน่ะค่ะ”

ซอนอูยอน ยกเรื่องขนาดขององค์กรมาเป็นเหตุผล

แต่ความคิดของมหาจอมเวทนั้นต่างออกไป

“สุดท้าย ปัญหาก็อยู่ที่ ซูเยฮวี สินะครับ”

“คะ?”

แจ๊บๆ

กิรยอกลืน ซาลาเปา ในปากลงคออย่างลวกๆ แล้วพูดต่อ

“ผมคิดว่าตราบใดที่ ผู้ตื่นรู้ ที่ชื่อ ซูเยฮวี ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องนี้ก็คงเกิดขึ้นซ้ำซากไม่จบไม่สิ้น”

“ก็จริงค่ะ...”

“ไอ้เจ้าลัทธิอะไรนั่นคงเป็นแค่หุ่นเชิดล่ะมั้งครับ ดูจากการที่ยอมให้จับกุมง่ายๆ แบบนี้ สถานการณ์มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว”

อึก

เขาเจาะนมกล่องรสจืดที่ซื้อมาจากโปรโมชัน 2 แถม 1 ในร้านสะดวกซื้อแล้วเทลงคอ

แต่ทว่า สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่กลับค่อยๆ ยับย่นลงเรื่อยๆ...

“สงสัยคงต้องใช้วิธีนั้นจริงๆ สินะ”

กิรยอเริ่มพึมพำถ้อยคำที่ฟังดูเข้าใจยากออกมา

‘การที่มีคนที่เคยปองร้ายฉันซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งเนี่ย มันชวนให้รู้สึกไม่มั่นคงสุดๆ ไปเลยแฮะ!’

อื้ม

สำหรับฮันเตอร์ระดับ S ตัวปลอมคนนี้ ซูเยฮวี ถือเป็นคู่ปรับที่พัวพันกันมาอย่างยาวนานจริงๆ

ถ้ามองในภาพรวม การที่เขาต้องไปพัวพันกับคนเถื่อนอย่างพโยนากิล ก็เป็นผลพวงมาจาก ซูเยฮวี

การถูกลักพาตัวเพราะเรื่องของรางวัลจากกรีด

การที่มีนักฆ่าบุกมาถึงบ้าน

รวมไปถึงความลำบากยากเข็ญสารพัดที่ต้องเจอจากการปรากฏตัวของ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นความผิดของ ซูเยฮวี 100%

“อืม”

มหาจอมเวทผู้นี้เคยเจอคนชั่วมานับไม่ถ้วนตามหน้าที่การงานตั้งแต่ชาติก่อน

ในกรณีที่ผู้ใช้ไสยเวทที่มีความสามารถสูงถูกความบ้าคลั่งที่เหนือสามัญสำนึกเข้าครอบงำ

พูดง่ายๆ ก็คือ ตอนที่หลงงมงายในลัทธิประหลาดแบบนี้

การปล่อยผู้ใช้ไสยเวทแบบนั้นทิ้งไว้นานๆ ไม่เคยส่งผลดีเลย... อย่างน้อยก็ในประสบการณ์ของเขา

‘ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันคงต้องลงมือเอง’

ดังนั้น กิรยอจึงตัดสินใจว่าจะจัดการ ซูเยฮวี ให้สิ้นซากเพื่อสะสางความแค้นที่ยืดเยื้อนี้เสียที

แม้พลังที่มีจะไม่ได้ต่างไปจากตอนที่ไล่ตาม วิหารรากษส ครั้งแรกมากนัก

แต่ตอนนี้เขามีสถานะใหม่เป็นถึงฮันเตอร์ระดับ S แล้ว

“คุณกิรยอ คิดอะไรอยู่เหรอคะ?”

แน่นอนว่า ซอนอูยอน ที่เคยพูดว่าการลงทัณฑ์โดยพละการเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง คงไม่ปลื้มกับการตัดสินใจในครั้งนี้แน่

“ก็แค่...”

ถ้าให้พูดตามตรง

กิรยอไม่ได้มองว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำต่อไปนี้เป็นการลงทัณฑ์โดยพละการ หรือศาลเตี้ยแต่อย่างใด

การอบรมสั่งสอนและลงโทษอาชญากรที่เป็นภัยต่อสังคม

นี่คืองานราชการที่อดีตผู้นำหอคอยเวทมนตร์แห่ง อัลฟาวูรี ปฏิบัติอยู่เป็นประจำต่างหาก

“คิดเรื่องงานนิดหน่อยครับ”

กิรยอรู้สึกหงุดหงิดมากที่อาชญากรที่เขาหมายหัวยังไม่ถูกกำจัด

มันเป็นเหมือนโรคทางวิชาชีพนั่นแหละ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

127

20px

โชคดีที่เรื่องราวคลี่คลายไปได้ด้วยดี

ต้องขอบคุณ กูซอฮยอง ที่ยอมเอาชื่อเสียงตัวเองมาเป็นประกัน ทำให้กู้ภาพลักษณ์กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว

แถมฉันยังจัดการฟ้องพวกที่ปล่อยข่าวลือเท็จจนหมดเกลี้ยง โดยผ่านทนายที่ อันยุนซึง แนะนำมาให้อีกด้วย

‘ขอแค่มีเงิน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก’

และในระหว่างดำเนินการ ความจริงเกี่ยวกับรูปถ่ายสูบบุหรี่ที่ว่อนเน็ตนั่นก็ถูกเปิดเผยออกมา...

[เหตุผลที่รูปสูบบุหรี่เป็นของปลอม

เห็นป้ายร้านกุกบับที่อยู่หลังตรอกนั่นไหม?

ร้านนั้นเพิ่งเปิดเมื่อ 3 ปีก่อน และยังเปิดอยู่จนถึงตอนนี้

แต่คนโพสต์บอกว่า คิมกิรยอ ในรูปยังเป็นผู้เยาว์

เดี๋ยวนะ ปีนี้ฮันเตอร์คิมอายุ 25 แล้วไม่ใช่เหรอ?

แต่ร้านกุกบับเพิ่งเปิดได้แค่ 3 ปีเนี่ยนะ?

อ้าว? งั้นสรุปว่าไอ้นี่คืออะไร?

อ๋อ ก็เรื่องจ้อจี้จัดฉากไง~]

อย่างที่เห็น ชาวเน็ตตาเหยี่ยวจับจุดพิรุธในโพสต์แฉได้เรียบร้อยแล้ว

ถ้าดูแค่ผลลัพธ์ คำครหาที่ถูกโพสต์ลงในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ

‘ก็จริง พอลองนึกดูดีๆ รูปในบัตรประชาชนของ คิมกิรยอ ผมยังเป็นสีดำอยู่เลย น่าจะเพิ่งมาย้อมตอนบรรลุนิติภาวะแล้วมากกว่า’

แต่ที่นึกไม่ถึงคือ คนที่ถ่ายรูปฉากสูบบุหรี่ที่เป็นปัญหานั่นดันเป็นคนแบบนี้ไปได้

“อืม”

“ขะ... ขอโทษครับ...”

หลังจากนั้นไม่นาน

ระหว่างที่ฉันกำลังดำเนินการแจ้งความคนพวกนั้นข้อหาหมิ่นประมาท ฉันก็ได้เจอกับเจ้าของโพสต์เข้าจนได้

คนที่ปล่อยรูปสูบบุหรี่ของกิรยอกลายเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับวงการนี้เลยด้วยซ้ำ

“คุณเป็นใคร?”

ก็แค่คนแถวบ้านนี่เอง

‘จะบอกว่ามีความเกี่ยวข้องกับ คิมกิรยอ ก็ดูจะอายุมากไปหน่อยนะ?’

ฉันถามชายคนนั้นว่าทำไมถึงต้องปล่อยข่าวลือเท็จ

และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือแบบนี้

ความจริงแล้วเขาพักอยู่อะพาร์ตเมนต์ห้องเช่าเดียวกับฉัน

ในขณะที่ตัวเองดิ้นรนแทบตายมาหลายปีก็ยังไม่หลุดพ้นจากชีวิตเส็งเคร็ง แต่ไอ้หนุ่มข้างห้องกลับกลายเป็นฮันเตอร์ระดับท็อปได้ในชั่วข้ามคืน

“ผมอิจฉาก็เลยทำแบบนั้นครับ...”

เขาบอกว่าเอารูปที่บังเอิญถ่ายไว้เมื่อประมาณ 9 เดือนก่อนมาแต่งเรื่องมั่วซั่ว

พอฟังรายละเอียดดูแล้ว เห็นว่าตอนนั้นเจอวัยรุ่นมายืนสูบบุหรี่อยู่ข้างถนน เลยกะว่าจะแอบถ่ายรูปเก็บไว้แจ้งความข้อหาทิ้งก้นบุหรี่ไม่เป็นที่ถ้าสบโอกาส

“เดี๋ยวนะ ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ตัวว่าเป็นผู้ตื่นรู้เลยไม่ใช่รึไง?”

“เฮือก!”

“แล้วทำไมถึงเอารูปคนอื่นไปเก็บไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตฮะ? อีกอย่าง ตอนนั้นฉันก็ทิ้งก้นบุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่พกพาอย่างดีแล้วด้วย ไม่สิ ไอ้เวรนี่มันวอนนักนะ...”

เฮ้อ ช่างมันเถอะ

สรุปก็คือ มหากาพย์การแฉจบลงด้วยการที่ฉันพ้นมลทินทุกข้อกล่าวหาอย่างสวยงาม

แต่จะมาวางใจตอนนี้ก็ยังไม่ได้

เพราะทางนี้ยังมีปัญหาส่วนตัวที่สำคัญกว่ารอให้สะสางอยู่อีก

---

ตอนนี้ฉันรู้แล้ว

การตายของ คิมกิรยอ มันมีเงื่อนงำแปลกๆ

ในประเทศยุคปัจจุบันที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ แทบจะไม่มีคนอดตายแล้ว

แถม คิมกิรยอ ก็ไม่ได้ถึงขนาดสิ้นเนื้อประดาตัว ยังมีเงินฉุกเฉินเหลืออยู่ในกระปุกออมสินอีกต่างหาก

แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ชายหนุ่มวัย 20 กว่าๆ กลับนอนอดตายเนี่ยนะ?

มิหนำซ้ำยังสวมชุดสูทสะอาดสะอ้าน นอนตัวตรงแด่วอยู่บนฟูกนอนอีก?

มันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย

เจอลักษณะการณ์แบบนี้เข้าไป ใครก็ต้องสงสัยกันทั้งนั้นแหละ

“สรุปมันคืออะไรกันแน่?”

เรื่องที่ฉันสงสัยไม่ได้มีแค่เรื่องสองเรื่อง

จากคำให้การของ กูซอฮยอง บอกว่าสมัยเรียนหมอนี่ร่างกายแข็งแรงจะตาย แล้วทำไมตอนที่ฉันเข้ามาสวมร่าง ขาถึงได้พิการแบบนั้น และยังมีเรื่องอื่นอีกจิปาถะ

ถ้าจะให้ไล่เบี้ยกันจริงๆ ข้อสงสัยมันมีไม่จบไม่สิ้นหรอก

ตกลงว่า คิมกิรยอ ตายเพราะอะไรกันแน่

ตายยังไง

...แล้วสรุปว่าอดตายจริงหรือเปล่า?

‘ความทรงจำมันเลือนรางมาก จนตอนนี้ชักไม่แน่ใจสาเหตุการตายแล้วสิ’

ฉันลองตั้งสมมติฐานดูหลายอย่าง แต่ก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้

ยังดีที่วันนี้ต่างจากวันอื่นๆ ตรงที่ฉันได้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ คิมกิรยอ มาแล้ว

เป็นเรื่องที่หลุดออกมาตอนคุยกับอินแชนเตอร์ที่โรงงานเมื่อกี้

- ครอบครัว? อ้อ กิรยอเป็นเด็กที่มาจากสถานสงเคราะห์นี่นา?

ที่แท้ร่างนี้ก็เป็นเด็กกำพร้าสินะ

- ก็ตอนที่ฉันชวนให้ฟ้องพวกที่รังแก นายบอกว่า... เอ่อ... นายไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครมาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมให้ คงจะลำบาก ประมาณนั้นไม่ใช่เหรอ...?

มิน่าล่ะ ถึงไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเลยสักคน

ฉันเริ่มเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่พอได้ยินว่า คิมกิรยอ เป็นเด็กกำพร้า ก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้เหมือนกัน

“ขนาดกลับชาติมาเกิดใหม่ ก็ยังกำพร้าอีกเหรอ?”

งึมงำ งึมงำ

ฉันบ่นพึมพำเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินกับตัวเองขณะเดินลงไปตามถนน

ช่วงนี้พายุหิมะเริ่มซาลงแล้ว อากาศเลยอุ่นขึ้นมาหน่อย

‘เอาเถอะ อย่างน้อยวันนี้ก็ฝาก กูซอฮยอง ตีบวกของไปแล้ว... ระหว่างรอให้อินแชนต์เสร็จก็กลับไปพักผ่อนที่บ้าน...’

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

ขณะที่ฉันกำลังเดินใจลอย ก็มีใครบางคนโผล่เข้ามาขวางหน้า

หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อนวมสีสันสดใส

“สวดมนต์แล้วไปสวรรค์นะคะ ต้องสวดมนต์ถึงจะได้ไปสวรรค์ค่ะ ทุกท่าน~”

ก๊อบแก๊บ

เธอกำลังแจกใบปลิวบางอย่างให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฉันเลยรับกระดาษแผ่นนั้นมาดู เนื้อหาข้างในเขียนไว้ว่า

[[มารู้ความจริงกันเถอะ!] ทำไมมอนสเตอร์ถึงโจมตีมนุษย์? ทำไมรัฐ (國家) ถึงบอกว่ามอนสเตอร์คือความชั่วร้าย (惡)? ความจริงแล้วนี่คือปีศาจร้ายที่แฝงตัวอยู่ในสังคมเรา คือคำโกหกของพวกอาชญากร เป็นเรื่องหลอกลวง! สิ่งที่เรียกว่า เกต (Gate) คือช่องทาง (通路) ที่เหล่าข้ารับใช้ของท่าน ‘สิบธิดารากษส’ ส่งมา เพื่อเป็นเครื่องมือแห่งความดีงาม (善) ที่ใช้ขัดเกลาพวกอาชญากร...]

จะเป็นลม

นึกว่าอะไร ที่แท้ก็ใบปลิวลัทธิประหลาด

“ให้ตายสิ”

ฉันตั้งท่าจะขยำกระดาษที่ได้รับมาทิ้ง

แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นคำคำหนึ่ง การกระทำทุกอย่างของฉันก็ชะงักกึก

[...ที่เหล่าข้ารับใช้ของท่าน ‘สิบธิดารากษส’ ส่งมา...]

นางรากษส

นี่มันคำศัพท์ที่องค์กรนั่นชอบใช้จนน่ารำคาญชัดๆ

‘วิหารรากษส’

สาวกของ วิหารรากษส มายืนประกาศศาสนากันโจ่งแจ้งกลางถนนแบบนี้ หมายความว่า...

“เดี๋ยวนะ ไอ้ลัทธิเฮงซวยนั่นยังเปิดทำการอยู่หน้าตาเฉยเลยเหรอ?”

---

ตึก ตึก ตึก

ที่ปลายสุดของทางเดินสว่างไสว ใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามา

เสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก และเสื้อโค้ตที่มีทรงเนี้ยบกริบ

เขาแต่งกายด้วยชุดสูทที่ดูเรียบร้อยจนเข้าขั้นหมกมุ่น ซึ่งหาได้ยากมากในวงการนี้

แต่สายตาที่จับจ้องไปยังฮันเตอร์ผู้นั้นไม่ได้เป็นเพราะการแต่งกายเพียงอย่างเดียว

เขาคือฮันเตอร์ระดับท็อปที่มีเพียง 4 คนในประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ตื่นรู้ ระดับ S

“อ๊ะ ฮันเตอร์ คิมกิรยอ สวัส...”

สวบ สวบ

กิรยอที่ก้าวยาวๆ เข้ามา พอเห็นหน้าพนักงานสมาคมก็เปิดประเด็นทันที

“เรื่อง ซูเยฮวี เป็นยังไงบ้างครับ?!”

“คะ?”

“ผมถามว่าไอ้ ผู้ตื่นรู้ สติแตกนั่น ตอนนี้มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!”

ซอนอูยอน กระพริบตาปริบๆ

อุตส่าห์เงียบสงบมาได้พักหนึ่ง ไหงทำท่าเหมือนจะมีพายุลูกใหม่ก่อตัวขึ้นอีกแล้วล่ะเนี่ย

.

.

.

“ขอบคุณที่เลี้ยงนะครับ”

“ไม่หรอกค่ะ ฉันต่างหากที่ต้องเกรงใจ เอาของแบบนี้มาเลี้ยงฮันเตอร์ระดับ S จะดีเหรอคะเนี่ย รู้สึกผิดเลยค่ะ”

ไม่กี่นาทีต่อมา

ซอนอูยอน และ คิมกิรยอ ออกมายืนอยู่ที่ตรอกแห่งหนึ่ง

กิรยอต้องการฟังข้อมูลของ ซูเยฮวี ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่วน ซอนอูยอน ก็อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถผละออกจากโต๊ะทำงานได้ตามใจชอบนอกจากช่วงพักเที่ยงแบบนี้

‘ฮันเตอร์ คิมกิรยอ นี่กินง่ายอยู่ง่ายจริงๆ...’

พวกเขารีบซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อแถวนั้น แล้วมายืนคุยกัน

อ้อ เมนูที่ว่าคือ ซาลาเปา ไส้มันหวาน เมนูลิมิเต็ดประจำฤดูหนาว

“สรุปว่า หลังจากนั้นเรื่อง ซูเยฮวี เป็นยังไงต่อครับ?”

“อ้อ เรื่องนั้นน่ะเหรอคะ”

“แถมเมื่อกี้ตอนเดินมา ผมได้รับใบปลิวพวกนี้ด้วย ไม่สิ เป็นคนทำให้เกิด ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ขึ้นมาแท้ๆ ทำไมกลุ่มนี้ถึงยังเปิดทำการอยู่ได้หน้าตาเฉยเลยล่ะครับ...!”

งับ

ซอนอูยอน กัด ซาลาเปา ร้อนๆ เข้าไปคำหนึ่งแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ระหว่างนั้นในหัวก็เรียบเรียงสิ่งที่ต้องพูดไปด้วย

“ถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็คือ การจับกุม ซูเยฮวี ล้มเหลวค่ะ”

ไม่นึกเลยว่าประโยคแรกที่หลุดออกมาจะเป็นคำนี้

“ล้มเหลว?”

“ใช่ค่ะ ล้มเหลว ตอนที่ อีมูกิ ปรากฏตัว ทางตำรวจก็รีบเช็กกล้องวงจรปิดเพื่อเข้าจับกุม ซูเยฮวี ทันที แต่ว่า...”

“หนีไปได้เหรอครับ?”

“จะเรียกว่าหนีก็ไม่ถูก เรียกว่า... แพ้จะถูกกว่าค่ะ ได้ยินมาว่าทีม ผู้ตื่นรู้ ที่ส่งไปโดนสกิลของ ซูเยฮวี เล่นงานจนหมอบเลย”

เท่านี้ก็พอจะประเมินฝีมือของ ซูเยฮวี ได้แล้ว

ต่อให้ตำรวจจะขาดแคลนกำลังคนแค่ไหน แต่ทีมพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับมืออาชญากรที่เป็น ผู้ตื่นรู้ ก็ไม่น่าจะอ่อนหัดขนาดนั้น

‘คงเป็นพวกที่เก่งเอาเรื่องเลยสินะ’

ถ้าอย่างนั้น ซูเยฮวี ที่หนีไปได้ ตอนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกัน?

แน่นอนว่าคำตอบของคำถามนี้ ไม่มีใครตอบได้

การใช้ [เซิร์ชเชอร์] ล้มเหลว

นั่นหมายความว่า ตอนนี้ ซูเยฮวี กำลังซ่อนตัวอยู่ในแหล่งกบดานที่สกิลติดตามผลไม่ได้

‘บ้าเอ๊ย’

แต่พอลองพิจารณาดูดีๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีข่าวดีเลยเสียทีเดียว

จากการสืบสวนอย่างกัดไม่ปล่อย ในที่สุดตำรวจก็รู้แล้วว่าการก่อการร้ายที่ วิหารรากษส ก่อขึ้นนั้น มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนหนึ่ง

“นักการเมืองเหรอครับ?”

“ถ้าจะพูดให้ถูกคือ 'อดีต' นักการเมืองค่ะ ช่วงชุลมุนตอนเกิดเหตุระเบิด มีสาวกคนหนึ่งพยายามจะฆ่า ส.ส. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ พอตรวจสอบคนร้ายดูก็พบว่ามีนักการเมืองสมัยที่ 2 โผล่เข้ามาพัวพัน...”

“โอ้โห”

“ไม่ได้ดูข่าวเหรอคะ? เรื่องนี้ออกข่าวครึกโครมเลยนะ?”

“ช่วงนี้ผมยุ่งอยู่แต่กับการเช็กข่าวหน้าสังคมที่ลงเรื่องผมน่ะครับ”

“อ๋อ”

ด้วยผลงานของทีมสืบสวนที่เก่งกาจ ในที่สุดทั้งนักการเมืองคนนั้นและเจ้าลัทธิ วิหารรากษส ก็ถูกจับกุมตัวไปจนได้ อะไรทำนองนั้น

เดี๋ยวนะ ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่สมเหตุสมผลสิ

“เจ้าลัทธิโดนจับข้อหาจ้างวานฆ่าไปแล้ว? งั้นไอ้นี่มันคืออะไรครับ?”

ก๊อบแก๊บ

กิรยอยื่นใบปลิวที่ได้รับแจกมาเมื่อครู่ให้เธอดู

ซอนอูยอน พยักหน้าเหมือนเข้าใจแล้วพูดว่า

“ถึงเจ้าลัทธิจะโดนจับไปแล้ว แต่พวกระดับแกนนำที่เหลือก็ยังประคองลัทธิกันต่อไปค่ะ”

“ครับ?”

“เห็นว่าช่วงนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ลัทธิสัจธรรมแท้’ เพื่อหลบเลี่ยงการกวาดล้างด้วยนะคะ”

ต่อให้เปลี่ยนป้ายชื่อใหม่ สุดท้ายก็แค่การแก้ผ้าเอาหน้ารอด

แต่ทำไมคนแถวนี้ถึงยังเพิกเฉยต่อการมีตัวตนอยู่ของพวกผู้ก่อการร้ายพวกนี้ได้กันนะ

“ทางเราก็พยายามประกาศว่าเป็นองค์กรผิดกฎหมายและพยายามจะยุบกลุ่มแล้วนะคะ แต่... ดูเหมือนจะมีคนใหญ่คนโตมาเอี่ยวเยอะ เลยจัดการไม่ได้ง่ายๆ ในทันทีน่ะค่ะ”

ซอนอูยอน ยกเรื่องขนาดขององค์กรมาเป็นเหตุผล

แต่ความคิดของมหาจอมเวทนั้นต่างออกไป

“สุดท้าย ปัญหาก็อยู่ที่ ซูเยฮวี สินะครับ”

“คะ?”

แจ๊บๆ

กิรยอกลืน ซาลาเปา ในปากลงคออย่างลวกๆ แล้วพูดต่อ

“ผมคิดว่าตราบใดที่ ผู้ตื่นรู้ ที่ชื่อ ซูเยฮวี ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องนี้ก็คงเกิดขึ้นซ้ำซากไม่จบไม่สิ้น”

“ก็จริงค่ะ...”

“ไอ้เจ้าลัทธิอะไรนั่นคงเป็นแค่หุ่นเชิดล่ะมั้งครับ ดูจากการที่ยอมให้จับกุมง่ายๆ แบบนี้ สถานการณ์มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว”

อึก

เขาเจาะนมกล่องรสจืดที่ซื้อมาจากโปรโมชัน 2 แถม 1 ในร้านสะดวกซื้อแล้วเทลงคอ

แต่ทว่า สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่กลับค่อยๆ ยับย่นลงเรื่อยๆ...

“สงสัยคงต้องใช้วิธีนั้นจริงๆ สินะ”

กิรยอเริ่มพึมพำถ้อยคำที่ฟังดูเข้าใจยากออกมา

‘การที่มีคนที่เคยปองร้ายฉันซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งเนี่ย มันชวนให้รู้สึกไม่มั่นคงสุดๆ ไปเลยแฮะ!’

อื้ม

สำหรับฮันเตอร์ระดับ S ตัวปลอมคนนี้ ซูเยฮวี ถือเป็นคู่ปรับที่พัวพันกันมาอย่างยาวนานจริงๆ

ถ้ามองในภาพรวม การที่เขาต้องไปพัวพันกับคนเถื่อนอย่างพโยนากิล ก็เป็นผลพวงมาจาก ซูเยฮวี

การถูกลักพาตัวเพราะเรื่องของรางวัลจากกรีด

การที่มีนักฆ่าบุกมาถึงบ้าน

รวมไปถึงความลำบากยากเข็ญสารพัดที่ต้องเจอจากการปรากฏตัวของ ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นความผิดของ ซูเยฮวี 100%

“อืม”

มหาจอมเวทผู้นี้เคยเจอคนชั่วมานับไม่ถ้วนตามหน้าที่การงานตั้งแต่ชาติก่อน

ในกรณีที่ผู้ใช้ไสยเวทที่มีความสามารถสูงถูกความบ้าคลั่งที่เหนือสามัญสำนึกเข้าครอบงำ

พูดง่ายๆ ก็คือ ตอนที่หลงงมงายในลัทธิประหลาดแบบนี้

การปล่อยผู้ใช้ไสยเวทแบบนั้นทิ้งไว้นานๆ ไม่เคยส่งผลดีเลย... อย่างน้อยก็ในประสบการณ์ของเขา

‘ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันคงต้องลงมือเอง’

ดังนั้น กิรยอจึงตัดสินใจว่าจะจัดการ ซูเยฮวี ให้สิ้นซากเพื่อสะสางความแค้นที่ยืดเยื้อนี้เสียที

แม้พลังที่มีจะไม่ได้ต่างไปจากตอนที่ไล่ตาม วิหารรากษส ครั้งแรกมากนัก

แต่ตอนนี้เขามีสถานะใหม่เป็นถึงฮันเตอร์ระดับ S แล้ว

“คุณกิรยอ คิดอะไรอยู่เหรอคะ?”

แน่นอนว่า ซอนอูยอน ที่เคยพูดว่าการลงทัณฑ์โดยพละการเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง คงไม่ปลื้มกับการตัดสินใจในครั้งนี้แน่

“ก็แค่...”

ถ้าให้พูดตามตรง

กิรยอไม่ได้มองว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำต่อไปนี้เป็นการลงทัณฑ์โดยพละการ หรือศาลเตี้ยแต่อย่างใด

การอบรมสั่งสอนและลงโทษอาชญากรที่เป็นภัยต่อสังคม

นี่คืองานราชการที่อดีตผู้นำหอคอยเวทมนตร์แห่ง อัลฟาวูรี ปฏิบัติอยู่เป็นประจำต่างหาก

“คิดเรื่องงานนิดหน่อยครับ”

กิรยอรู้สึกหงุดหงิดมากที่อาชญากรที่เขาหมายหัวยังไม่ถูกกำจัด

มันเป็นเหมือนโรคทางวิชาชีพนั่นแหละ