Cover

128

ศาสนา

โลกยุคปัจจุบันกำลังตกอยู่ในกระแสคลั่งไคล้ศาสนาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

นั่นเป็นเพราะท่ามกลางภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่าง ‘ดันเจี้ยนช็อก’ ผู้คนจำนวนมากต่างก็ต้องการที่พึ่งทางใจ

“โธ่ ท่านเทพยดาฟ้าดิน โปรดรับคำอธิษฐาน โปรดรับคำอธิษฐานด้วยเถิด...”

“พระองค์เจ้าข้า ได้โปรดคุ้มครองครอบครัวของลูกด้วยเถิด”

“ที่เรายังมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะบารมีของพระพุทธองค์แท้ๆ พวกแกก็รีบไปถวายเครื่องหอมบูชาพระพุทธองค์เสียสิ”

มนุษยชาติอาศัยความศรัทธาเหล่านี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เพื่อเอาชนะการต่อสู้กับเหล่าสัตว์ประหลาด

ความหวัง

บางครั้ง เพียงแค่ความเชื่อและการกัดฟันทน ก็เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้

มองในแง่หนึ่ง ศาสนามีส่วนช่วยอย่างมากในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของมนุษยชาติในช่วงดันเจี้ยนช็อกที่ผ่านมา

ทว่า ช่วงหลังมานี้กลับตาลปัตร...

จำนวนคนที่ต้องตายเพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘ความศรัทธา’ นี้กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“เฮ้อ จุ๊ๆ รู้ไหมว่าทำไมลูกชายของเธอถึงโดนสัตว์ประหลาดคาบไปกิน? นั่นก็เพราะดวงชะตาของเธอมันมี ‘เคราะห์’ มาบดบังอยู่น่ะสิ”

“เคราะห์เหรอคะ?”

“ใช่! ถ้าไม่รีบทำพิธีล้างซวย ระวังลูกสาวที่เหลือจะโดนจับกินไปด้วยนะ!”

ครั้งหนึ่ง มหาจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวนิยามถึงผู้สร้างเกตเอาไว้ว่า

ตัวอักษร ‘หิวโหย’ (飢) ผสมกับตัวอักษร ‘หัวใจ’ (心)

‘คีชิมเช’

พวกมันคือเผ่าพันธุ์ที่หิวกระหายในจิตใจของมนุษย์

แต่ในความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตที่หิวกระหายในจิตใจของผู้อื่นบนโลกใบนี้ ไม่ได้มีแค่พวกคีชิมเชเท่านั้น

เกาหลีในยุคปัจจุบัน คือช่วงเวลาแห่งความโกลาหลที่เหล่านักต้มตุ๋นเพ่นพ่านไปทั่ว

และในบรรดานักต้มตุ๋นเหล่านั้น กลุ่มที่ขยายขนาดตัวได้อย่างตะกละตะกลามที่สุด...

ก็คือลัทธิศาสนาเทียมเท็จบางกลุ่มนั่นเอง

“—เงินทองสกปรกที่หามาได้จากทางโลก เราต้องทิ้งมันไปให้หมดครับทุกท่าน! พวกเราต้องบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ท่านเทพธิดารากษสเพื่อชำระล้างมลทิน เราถึงจะไม่ต้องเผชิญกับหายนะในวันข้างหน้า!”

ในยุคที่ผู้คนมากมายสูญเสียสิ่งสำคัญไปเพราะดันเจี้ยนช็อก ‘วิหารรากษส’ เปรียบเสมือนผู้ช่วยชีวิตที่แสนอบอุ่น

พวกเขาอ้างว่าตนเองก็เคยผ่านเรื่องราวแบบเดียวกัน จึงเข้าใจความเจ็บปวดของฉันดี

พวกเขาคอยแวะเวียนเข้ามาหาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ใครสักคนที่สูญเสียครอบครัวต้องรู้สึกโดดเดี่ยว

ในสังคมที่เย็นชาและไร้ที่พึ่งพิง จะมีกลุ่มคนที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจไมตรีมากไปกว่านี้อีกหรือ

“คุณพี่ครับ ดีใจจังที่ได้เห็นหน้ากันทุกวันแบบนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องมาสวดภาวนาร่วมกับพวกเราให้ได้นะครับ”

“ครับ!”

แต่ความจริงแล้ว ภายใต้ความปรารถนาดีจอมปลอมของวิหารรากษส กลับเต็มไปด้วยหนอนแมลงที่น่ารังเกียจไม่ต่างอะไรกับพวกคีชิมเช

ความสิ้นหวัง ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล

พวกมันคือปรสิตที่กัดกินอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นซึ่งเกิดจากภัยพิบัติเป็นอาหาร

“ฮึก... ฮืออ ถ้าแค่บริจาคทรัพย์สินทั้งหมดไป... ถ้าละทิ้งความโลภอันน่ารังเกียจไปได้ ก็จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกแล้วใช่ไหมครับ? พ่อแม่ของผมจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้จริงๆ ใช่ไหมครับ?”

แล้วพวกมันต่างอะไรกับคีชิมเชกันล่ะ

และความศรัทธาที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ ยังมีเหตุผลให้ดำรงอยู่ต่อไปในอนาคตอีกหรือ

---

วันอังคาร

ณ ทางเดินซอมซ่อในตึกแห่งหนึ่ง ชายสองคนกำลังยืนคุยกัน

“เดือนนี้ยอดเงินทำบุญครบตามเป้าหรือยังครับ?”

“แน่นอนครับ”

“ทำได้ดีมากครับ ท่านสาวกเองก็กำลังจับตามองผลงานของห้องสวดมนต์นี้อยู่พอดี”

“จริงเหรอครับ?”

ในวิหารรากษสมีการแบ่งลำดับชั้นอยู่หลายระดับ

หากตัดตำแหน่งเจ้าลัทธิและสาวกที่ไม่สามารถเลื่อนขั้นขึ้นไปได้ ตำแหน่ง ‘ปรมาจารย์’ ถือเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุด

และชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนี้ ก็กำลังจ่อคิวที่จะได้เลื่อนขึ้นเป็น ‘ปรมาจารย์’ อยู่รอมร่อ

“งั้นต่อไปก็ขอให้รักษามาตรฐานแบบนี้ไว้นะครับ ฮอกวันซา”

‘ฮอกวันซา’ คือชื่อตำแหน่งที่คนในวิหารรากษสใช้เรียกชายหนุ่มคนนี้

“รับทราบครับ! เดินทางปลอดภัยนะครับ!”

ฮอกวันซากำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์

ขอแค่หาส่วยมาส่งให้เบื้องบนได้อีกนิดหน่อย ในที่สุดเขาก็จะได้กลายเป็นผู้บริหารของลัทธิเสียที

“เกือบจะถึงยอดเขาแล้ว อีกนิดเดียวแท้ๆ”

ช่วงนี้แม้จะมีมรสุมพัดผ่านทั้งภายในและภายนอกลัทธิ อย่างเช่นเรื่องที่ท่านเจ้าลัทธิถูกจับกุม...

แต่ฮอกวันซาเชื่ออย่างสนิทใจว่า นี่เป็นเพียงแผนร้ายของพวกมารซาตาน และท่านเจ้าลัทธิที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ยาก จะต้องฟื้นคืนชีพและกลับมาในเร็ววันอย่างแน่นอน

ทำไมน่ะเหรอ?

ก็เพราะเบื้องบนของลัทธิบอกมาแบบนั้นน่ะสิ

‘ฉันแค่ทำหน้าที่ในตำแหน่งของฉันให้ดีที่สุดก็พอ’

เพื่อที่จะรีดไถเงินส่งส่วยให้ได้ตามเป้า วันนี้ฮอกวันซาก็ออกปฏิบัติการเชิงรุกอย่างกระตือรือร้น

“โธ่~ คุณพี่สาว รอนานไหมครับ?”

โชคดีที่เหล่าสาวกหน้าใหม่ที่เพิ่งผ่านการอบรมรอบนี้มีเงินถุงเงินถังพอสมควร

โดยเฉพาะเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีป้าคนหนึ่งที่เสียหัวหน้าครอบครัวไปในเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรก จนต้องเลี้ยงลูกชายตัวคนเดียวเข้ามาในลัทธิ

สาวกคนนี้ขี้กลัวและหูเบาเป็นที่สุด

แค่เอ่ยชื่อลูกชายของแกขึ้นมาสามพยางค์ ไม่ว่าจะค่าทำพิธีหรือเงินบริจาค แกก็ยอมควักจ่ายไม่อั้นตามคำเรียกร้อง

“ขอให้ลูกชายของดิฉันได้ดีด้วยเถิด เจ้าแม่รากษส...”

และแล้วก็วนมาถึงวันพุธ

เศษผ้าหลากสีราคาถูกถูกผูกไว้ตามกิ่งไม้

ตรงกลางมีฆ้องวางอยู่

ชายหนุ่มสวมชุดฮันบกสีสวยสด

ฮอกวันซาขึ้นเขามาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมพิธีกรรมที่ซับซ้อนวุ่นวาย

ที่นี่คือภูเขาสุสานบรรพบุรุษของสาวกหน้าใหม่คนนั้น และวันนี้ก็เป็นวันทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตระกูลของเธอ

ค่าทำพิธี 50 ล้านวอน

ค่าเครื่องราง 3 ล้านวอน

แถมทุกวันเสาร์ซึ่งเป็นวันสะบาโต ยังต้องจ่ายอีก 6 แสนวอน

เรียกได้ว่าเข้ามาอยู่ในวิหารรากษส แค่หายใจเข้าออกเงินก็ปลิวออกจากกระเป๋าแล้ว แต่เมื่อเทียบกับชีวิตของลูกชาย รายจ่ายแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมาก

“สาธุ สาธุ...”

สาวกสูงวัยพึมพำไม่หยุดด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าต่อพิธีกรรมที่วิหารรากษสจัดเตรียมให้

ขอให้ลูกชายของฉันได้ดี

ขอให้ลูกชายของฉันแคล้วคลาดปลอดภัย...

“เฮ้ย!!”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีชายร่างยักษ์วิ่งหน้าตั้งมาจากอีกฝั่ง

ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ทันทีที่มาถึงหลุมศพ เขาก็ตะโกนลั่น

“พวกแกทำบ้าอะไรกันเนี่ย!”

“ละ... ลูก?”

“แม่! ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปเชื่อไอ้พวกนี้ ผมบอกแม่แล้วแท้ๆ ว่าห้ามทำพิธีเซ่นไหว้เด็ดขาด!”

เพราะแบบนี้แหละ ทรัพย์สินเงินทองถึงเป็นเรื่องน่ากลัว

ต่อให้เป็นคนซื่อแค่ไหน พอโดนไถเงินไปสัก 50 ล้านวอน ก็พร้อมจะกลายร่างเป็นยักษ์มารได้ทันที

“เฮ้ย! คายเงินออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ไอ้พวกสวะ กล้าดียังไงมาหลอกคนแก่ให้ทำพิธีบ้าๆ บอๆ แบบนี้...!”

ลูกชายของสาวกพุ่งเข้ากระชากคอเสื้อฮอกวันซาที่ยืนอยู่ข้างหลุมศพ

“โฮ่ๆ ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าห้ามบอกคนในครอบครัวเรื่องวันทำพิธี เดี๋ยวเสนียดมันจะติดเอานะ”

แต่ทว่า สีหน้าของฮอกวันซากลับยังคงสงบนิ่ง

นั่นเพราะในยุคนี้ มีของวิเศษที่สามารถจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างชะงัดนัก

“ไอ้สิบแปดมงกุฎ ยังมีหน้ามาพล่ามอะไรอีก...!”

ฟึ่บ

ฮอกวันซาหยิบ [ดวงตาแห่งการเย้ายวน] ออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นใส่หน้าอีกฝ่าย

ทันใดนั้น ลูกชายของสาวกก็กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นเหมือนคนหมดแรง

พลังลึกลับที่คนธรรมดาไม่อาจรับมือ

สมแล้วที่คำสอนบอกไว้ว่าเกตคือพรจากสวรรค์

ตั้งแต่เกิดดันเจี้ยนช็อกขึ้นมา คนอย่างพวกเขาก็ใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยไม่ใช่หรือ?

“ลูกแม่!”

“ชิ น่ารำคาญจริง”

ฮอกวันซาจัดการล้างสมองสาวกหญิงที่กำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยวิธีการเดียวกัน ก่อนจะปัดไม้ปัดมือลุกขึ้นยืน

พอใช้ไอเทมจัดการ สมองของเหยื่อก็จะซับซ้อนน้อยลง ทำให้เวลาสั่งให้ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารค่อนข้างลำบากยุ่งยากไม่น้อย

‘ช่างเถอะ ยังไงก็ได้เงินค่าทำพิธีรอบนี้มาโปะยอดส่งส่วยครบแล้ว ถือว่าหยวนๆ ไปละกัน?’

ฮอกวันซาปรายตามองสองแม่ลูกที่ถูกล้างสมอง

ในแววตาของเขา ณ ช่วงเวลานี้ ปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยสิ้นเชิง

ในหัวสมองของเขามีแต่เงิน เงิน เงิน

คิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรถึงจะหลอกรีดไถเงินจากผู้คนให้ได้มากที่สุด

“พวกแก พิธีจบแล้ว เก็บกวาดซะ”

“ครับ ท่านกวันซา!”

“ค่ะ!”

ฮอกวันซาทิ้งครอบครัวที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดตัวไว้ แล้วเดินลงจากเขาไปอย่างสบายใจเฉิบ

-จี๊ดๆ

แต่ก็น่าแปลกนะ

ต่อให้อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว แต่พื้นดินก็ยังแข็งโป๊กอยู่เลย ปกติบนภูเขามันมีหนูชุกชุมขนาดนี้เลยเหรอ

---

หลังจากนั้นไม่นาน

‘ในที่สุด!’

ณ หน้าโรงงานร้างแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด

ฮอกวันซาเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยหัวใจที่พองโต

เพราะวันนี้คือวันที่เขาจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์

แถมการได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของลัทธิ ยังทำให้ได้รับเกียรติให้เข้าพบ ‘สาวกซูเยฮวี’ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงสุดอีกด้วย

เพราะตำแหน่งปรมาจารย์นั้น ท่านสาวกจะเป็นผู้มอบให้ด้วยมือของท่านเองทีละคน

‘ทีนี้ก็ไม่ต้องดิ้นรนหาคนเข้าลัทธิให้เหนื่อยอีกต่อไป! แค่นั่งศึกษารวบรวมคำสอนชิลๆ อยู่เฉยๆ เงินก็ไหลมาเทมาเอง’

ครืดดดด

ฮอกวันซาเปิดประตูเหล็กตรงหน้าด้วยความปิติยินดีกับความก้าวหน้าของตน

ทันใดนั้น ใครบางคนข้างในก็ค่อยๆ หันกลับมามองเขา

ชายผู้มีเส้นผมสีขาวโพลน สวมชุดกันฝนกึ่งโปร่งใสที่ไม่เข้ากับสภาพอากาศ...

“มาเร็วนะครับ”

ใช่แล้ว ซูเยฮวียืนอยู่ตรงนั้น

ในที่สุด ปรมาจารย์ฮอก็ได้พบกับตัวตนระดับสาวกเป็นครั้งแรกในวันนี้

‘โอ้โห!’

ว่าแต่ เห็นข่าวข้างนอกบอกว่าพวกตำรวจกำลังไล่ล่าท่านสาวกผู้บริสุทธิ์อยู่ไม่ใช่เหรอ

พอเข้ามาข้างในถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่าทำไมซูเยฮวีถึงยังไม่โดนจับ

“กองอยู่ตรงนั้นคือ [แกนพลังงานจลน์นิรันดร์] ทั้งหมดเลยเหรอครับ?”

ไอเทมที่ถ้าขายดีๆ อาจทำราคาได้ชิ้นละหลายพันล้านวอนกลับวางกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา

ซูเยฮวีคงใช้สิ่งนั้นเพื่อรับรองความปลอดภัยของตัวเองสินนะ

อาณาเขตป้องกันที่ตัดขาดพลังเวท กับการประยุกต์ใช้คอร์พลังงาน

วิธีการหลบหนีการแกะรอยของเหล่า ‘เซิร์ชเชอร์’ ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อต้นปีนี้ ได้แพร่กระจายไปในหมู่รหมู่อาชญากรอย่างลับๆ เรียบร้อยแล้ว

“สมกับเป็นท่านสาวกครับ ท่านมองเห็นการณ์ไกลและเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าสินะครับ?”

ทว่า กลับไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย

คนที่ถูกเรียกว่าซูเยฮวีเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ แล้วกวาดสายตามองมาเงียบๆ

“ฮอกวันซา ผมมีเรื่องอยากจะถามสักข้อครับ”

สิ่งที่ตามมาคือคำถามสั้นๆ จากซูเยฮวี

“หากท่านกวันซาได้เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์แล้ว ท่านจะสามารถละทิ้งความโลภของตนเองได้ทั้งหมดจริงๆ หรือครับ?”

“ครับ?”

“ผมถามว่า ต่อให้ไม่มีเงินบริจาค ท่านจะยังเสียสละเพื่อความศรัทธาต่อไปได้ไหมครับ”

ฮอกวันซาตอบกลับไปทันที สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรที่ทำเพื่อลัทธิไม่ได้ แน่นอนว่าต้องทำได้อยู่แล้ว

“จริงเหรอครับ? งั้นหมายความว่าต่อจากนี้ไป ไม่ต้องแบ่งส่วนแบ่งจากเงินบริจาคให้ฮอกวันซาเลยสักแดงเดียวก็ได้สินะครับ?”

แต่ทว่าคราวนี้ ปากของเขากลับหนักอึ้งจนขยับไม่ได้ง่ายๆ

พูดกันตามตรง ตำแหน่งปรมาจารย์ก็เหมือนระดับเพชรยอดมงกุฎในธุรกิจขายตรง คือตำแหน่งที่จะกอบโกยเงินส่วนแบ่งได้มากที่สุดไม่ใช่หรือไง

“เอ่อ... อืม ถ้าบอกว่าสักแดงเดียวนี่มันก็...?”

เขาแสดงความลังเลออกมาเพียงชั่ววูบ

ซูเยฮวีไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ทำไมพอเป็นเรื่องเงินทีไร ปฏิกิริยาถึงได้เหมือนกันทุกคนเลยนะ”

นั่นคือเสียงสุดท้ายของซูเยฮวีที่ฮอกวันซาได้ยิน

หลังจากนั้น จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็เลือนราง แล้วสติของเขาก็ขาดผึงไปเหมือนไฟดับ

“เพราะแบบนี้การสอนคนถึงได้ยากนัก เพื่อจะประคองลัทธิให้อยู่รอดก็จำเป็นต้องสอนให้เห็นความสำคัญของเงิน แต่พอสอนไปแบบนั้น ก็ดันได้แต่พวกลูกศิษย์หน้าเงินที่เต็มไปด้วยความโลภออกมาซะนี่ เฮ้อ”

ซูเยฮวีบ่นพึมพำด้วยความผิดหวังพลางเปิดใช้งานสกิล [การล้างสมอง]

การเปลี่ยนคนอื่นให้กลายเป็นหุ่นเชิดเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขา

ต่อให้เป็นฮันเตอร์ระดับ A ที่เก่งกาจแค่ไหน ก็ยังถูกเขาครอบงำได้ในพริบตา

พรสวรรค์ที่คนละชั้นอย่างแท้จริง ซูเยฮวีชักใยทุกคนที่เขาพบเจอหลังจากการตื่นรู้ให้เป็นไปตามความต้องการของตนมาโดยตลอด

“อืมม”

แต่ช่วงหลังมานี้ แม้แต่ซูเยฮวีเองก็มีเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนอยู่เหมือนกัน

การลอบสังหารนักการเมืองเป้าหมายที่ล้มเหลว

ความสัมพันธ์ลับๆ กับ ส.ส.คิม ที่ถูกเปิดโปง

มิหนำซ้ำ ผลกระทบจากเรื่องนี้ยังทำให้เจ้าลัทธิตัวจริงถูกจับกุมไปอีก

“เฮ้อ ให้ตายสิ ถ้าเป้าหมายสังหารไม่มีบอดี้การ์ดเก่งๆ แบบนั้นคอยประกบ ป่านนี้คงโดนธูปเรียกวิญญาณจัดการไปแล้ว... แถมทางตำรวจป้องกันไม่ให้พวกที่โดนจับฆ่าตัวตายได้ยังไงกันนะ?”

โบราณว่าหมอดูไม่รู้ชะตาตัวเอง

ซูเยฮวีทำพลาดครั้งใหญ่เพราะตัวแปรที่คาดไม่ถึง

ยิ่งทักกวังโจที่ถูกเชิดไว้เป็นหุ่นเจ้าลัทธิโดนจับไปแล้ว วิหารรากษสก็คงเหลือเวลาอีกไม่มาก

ถึงจะยื้ออายุขัยด้วยการเปลี่ยนชื่อลัทธิไปเรื่อยๆ แต่ในเมื่อหุ่นไล่กาที่เป็นฉากหน้าโดนโค่นไปแล้ว แปลงผักแห่งนี้จะอยู่รอดไปได้อีกสักกี่น้ำกัน

“เรื่องทางโลกนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ การจะหาตัวตายตัวแทนแบบทักกวังโจมาเสียบแทนทันทีมันยากนะ”

เพราะรู้แบบนั้น ช่วงนี้ซูเยฮวีถึงได้ยอมล้างสมองพวกระดับปรมาจารย์จนหมดสภาพ เพื่อรีดเร้นเงินส่งส่วยออกมาให้ได้มากที่สุด

เงินทองเป็นของน่ารังเกียจก็จริง แต่จะให้ทำยังไงได้

ช่างย้อนแย้งสิ้นดี ที่การจะกอบกู้โลกใบใหญ่ใบนี้ จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลขนาดนั้น

ความล้มเหลวเพียงเท่านี้ไม่อาจทำให้ซูเยฮวีย่อท้อได้ อย่างที่มีใครบางคนเคยสันนิษฐานไว้ ความจริงแล้วผู้ที่บงการลัทธิงมงายอยู่เบื้องหลังเงาคือผู้ใช้ศาสตร์ล้างสมองคนหนึ่ง

ชื่อกลุ่มเปลี่ยนใหม่ก็ได้ ตัวตายตัวแทนที่จะมาเป็นโล่กำบังให้ตน ก็แค่ไปล้างสมองหามาใหม่ก็สิ้นเรื่อง

“15 อันแล้วเหรอเนี่ย”

ซูเยฮวียิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อมองดูแกนพลังงานจลน์นิรันดร์ที่วางเรียงรายอยู่บนพื้นโรงงาน

แต่ในวินาทีนั้นเอง

-แซ่ก แซ่ก

จู่ๆ ก็มีเสียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ ดังมาจากมุมโรงงานที่ควรจะว่างเปล่า...

‘หือ?’

ซูเยฮวีหันขวับไปตามเสียงปริศนา

สิ่งที่เห็นคือหนูตัวหนึ่ง

เขอปามีดสั้นใส่หนูที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณ สมกับที่เป็นผู้ตื่นรู้ระดับสูง สมรรถภาพร่างกายของเขาช่างแตกต่างจากคนทั่วไป

ฉึก!

มีดสั้นปักเข้ากลางลำตัวของสัตว์เดรัจฉานอย่างแม่นยำ

“หนูสกปรก”

ซูเยฮวีเดินเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตที่ตนเพิ่งแทงตายแล้วหยิบมันขึ้นมา

สัตว์ตัวเล็กที่จบชีวิตลงด้วยคมมีดกลางลำตัว

แต่ทว่า นี่มัน...

สำหรับสิ่งที่เพิ่งตายเมื่อกี้ ตัวมันไม่เย็นชืดไปหน่อยเหรอ?

“...!”

ผู้ตื่นรู้ในชุดกันฝนเพิ่งจะตระหนักถึงบางสิ่งได้ในตอนนั้น

“ฮอกวันซา ไอ้เศษสวะเอ๊ย! นี่แกพกตัวอะไรตามมาด้วยเนี่ย...!”

แต่ไม่มีเวลาให้โทษคนอื่นแล้ว

เพราะทันใดนั้น สิ่งนี้ก็เคลื่อนที่เข้ามาในโรงงาน

‘กล่อง?’

กึก ครืดดดดด

วัตถุที่กลิ้งเข้ามาทางประตูโรงงานที่เปิดแง้มไว้ คือกล่องสีแดงขนาดเท่าฝ่ามือ

และแล้ว ฝากล่องด้านบนก็เริ่มขยับเขยื้อน ราวกับกำลังจะคายบางสิ่งบางอย่างออกมา

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

128

20px

ศาสนา

โลกยุคปัจจุบันกำลังตกอยู่ในกระแสคลั่งไคล้ศาสนาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

นั่นเป็นเพราะท่ามกลางภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่าง ‘ดันเจี้ยนช็อก’ ผู้คนจำนวนมากต่างก็ต้องการที่พึ่งทางใจ

“โธ่ ท่านเทพยดาฟ้าดิน โปรดรับคำอธิษฐาน โปรดรับคำอธิษฐานด้วยเถิด...”

“พระองค์เจ้าข้า ได้โปรดคุ้มครองครอบครัวของลูกด้วยเถิด”

“ที่เรายังมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะบารมีของพระพุทธองค์แท้ๆ พวกแกก็รีบไปถวายเครื่องหอมบูชาพระพุทธองค์เสียสิ”

มนุษยชาติอาศัยความศรัทธาเหล่านี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เพื่อเอาชนะการต่อสู้กับเหล่าสัตว์ประหลาด

ความหวัง

บางครั้ง เพียงแค่ความเชื่อและการกัดฟันทน ก็เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้

มองในแง่หนึ่ง ศาสนามีส่วนช่วยอย่างมากในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของมนุษยชาติในช่วงดันเจี้ยนช็อกที่ผ่านมา

ทว่า ช่วงหลังมานี้กลับตาลปัตร...

จำนวนคนที่ต้องตายเพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘ความศรัทธา’ นี้กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“เฮ้อ จุ๊ๆ รู้ไหมว่าทำไมลูกชายของเธอถึงโดนสัตว์ประหลาดคาบไปกิน? นั่นก็เพราะดวงชะตาของเธอมันมี ‘เคราะห์’ มาบดบังอยู่น่ะสิ”

“เคราะห์เหรอคะ?”

“ใช่! ถ้าไม่รีบทำพิธีล้างซวย ระวังลูกสาวที่เหลือจะโดนจับกินไปด้วยนะ!”

ครั้งหนึ่ง มหาจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวนิยามถึงผู้สร้างเกตเอาไว้ว่า

ตัวอักษร ‘หิวโหย’ (飢) ผสมกับตัวอักษร ‘หัวใจ’ (心)

‘คีชิมเช’

พวกมันคือเผ่าพันธุ์ที่หิวกระหายในจิตใจของมนุษย์

แต่ในความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตที่หิวกระหายในจิตใจของผู้อื่นบนโลกใบนี้ ไม่ได้มีแค่พวกคีชิมเชเท่านั้น

เกาหลีในยุคปัจจุบัน คือช่วงเวลาแห่งความโกลาหลที่เหล่านักต้มตุ๋นเพ่นพ่านไปทั่ว

และในบรรดานักต้มตุ๋นเหล่านั้น กลุ่มที่ขยายขนาดตัวได้อย่างตะกละตะกลามที่สุด...

ก็คือลัทธิศาสนาเทียมเท็จบางกลุ่มนั่นเอง

“—เงินทองสกปรกที่หามาได้จากทางโลก เราต้องทิ้งมันไปให้หมดครับทุกท่าน! พวกเราต้องบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ท่านเทพธิดารากษสเพื่อชำระล้างมลทิน เราถึงจะไม่ต้องเผชิญกับหายนะในวันข้างหน้า!”

ในยุคที่ผู้คนมากมายสูญเสียสิ่งสำคัญไปเพราะดันเจี้ยนช็อก ‘วิหารรากษส’ เปรียบเสมือนผู้ช่วยชีวิตที่แสนอบอุ่น

พวกเขาอ้างว่าตนเองก็เคยผ่านเรื่องราวแบบเดียวกัน จึงเข้าใจความเจ็บปวดของฉันดี

พวกเขาคอยแวะเวียนเข้ามาหาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ใครสักคนที่สูญเสียครอบครัวต้องรู้สึกโดดเดี่ยว

ในสังคมที่เย็นชาและไร้ที่พึ่งพิง จะมีกลุ่มคนที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจไมตรีมากไปกว่านี้อีกหรือ

“คุณพี่ครับ ดีใจจังที่ได้เห็นหน้ากันทุกวันแบบนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องมาสวดภาวนาร่วมกับพวกเราให้ได้นะครับ”

“ครับ!”

แต่ความจริงแล้ว ภายใต้ความปรารถนาดีจอมปลอมของวิหารรากษส กลับเต็มไปด้วยหนอนแมลงที่น่ารังเกียจไม่ต่างอะไรกับพวกคีชิมเช

ความสิ้นหวัง ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล

พวกมันคือปรสิตที่กัดกินอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นซึ่งเกิดจากภัยพิบัติเป็นอาหาร

“ฮึก... ฮืออ ถ้าแค่บริจาคทรัพย์สินทั้งหมดไป... ถ้าละทิ้งความโลภอันน่ารังเกียจไปได้ ก็จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกแล้วใช่ไหมครับ? พ่อแม่ของผมจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้จริงๆ ใช่ไหมครับ?”

แล้วพวกมันต่างอะไรกับคีชิมเชกันล่ะ

และความศรัทธาที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ ยังมีเหตุผลให้ดำรงอยู่ต่อไปในอนาคตอีกหรือ

---

วันอังคาร

ณ ทางเดินซอมซ่อในตึกแห่งหนึ่ง ชายสองคนกำลังยืนคุยกัน

“เดือนนี้ยอดเงินทำบุญครบตามเป้าหรือยังครับ?”

“แน่นอนครับ”

“ทำได้ดีมากครับ ท่านสาวกเองก็กำลังจับตามองผลงานของห้องสวดมนต์นี้อยู่พอดี”

“จริงเหรอครับ?”

ในวิหารรากษสมีการแบ่งลำดับชั้นอยู่หลายระดับ

หากตัดตำแหน่งเจ้าลัทธิและสาวกที่ไม่สามารถเลื่อนขั้นขึ้นไปได้ ตำแหน่ง ‘ปรมาจารย์’ ถือเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุด

และชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนี้ ก็กำลังจ่อคิวที่จะได้เลื่อนขึ้นเป็น ‘ปรมาจารย์’ อยู่รอมร่อ

“งั้นต่อไปก็ขอให้รักษามาตรฐานแบบนี้ไว้นะครับ ฮอกวันซา”

‘ฮอกวันซา’ คือชื่อตำแหน่งที่คนในวิหารรากษสใช้เรียกชายหนุ่มคนนี้

“รับทราบครับ! เดินทางปลอดภัยนะครับ!”

ฮอกวันซากำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์

ขอแค่หาส่วยมาส่งให้เบื้องบนได้อีกนิดหน่อย ในที่สุดเขาก็จะได้กลายเป็นผู้บริหารของลัทธิเสียที

“เกือบจะถึงยอดเขาแล้ว อีกนิดเดียวแท้ๆ”

ช่วงนี้แม้จะมีมรสุมพัดผ่านทั้งภายในและภายนอกลัทธิ อย่างเช่นเรื่องที่ท่านเจ้าลัทธิถูกจับกุม...

แต่ฮอกวันซาเชื่ออย่างสนิทใจว่า นี่เป็นเพียงแผนร้ายของพวกมารซาตาน และท่านเจ้าลัทธิที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ยาก จะต้องฟื้นคืนชีพและกลับมาในเร็ววันอย่างแน่นอน

ทำไมน่ะเหรอ?

ก็เพราะเบื้องบนของลัทธิบอกมาแบบนั้นน่ะสิ

‘ฉันแค่ทำหน้าที่ในตำแหน่งของฉันให้ดีที่สุดก็พอ’

เพื่อที่จะรีดไถเงินส่งส่วยให้ได้ตามเป้า วันนี้ฮอกวันซาก็ออกปฏิบัติการเชิงรุกอย่างกระตือรือร้น

“โธ่~ คุณพี่สาว รอนานไหมครับ?”

โชคดีที่เหล่าสาวกหน้าใหม่ที่เพิ่งผ่านการอบรมรอบนี้มีเงินถุงเงินถังพอสมควร

โดยเฉพาะเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีป้าคนหนึ่งที่เสียหัวหน้าครอบครัวไปในเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรก จนต้องเลี้ยงลูกชายตัวคนเดียวเข้ามาในลัทธิ

สาวกคนนี้ขี้กลัวและหูเบาเป็นที่สุด

แค่เอ่ยชื่อลูกชายของแกขึ้นมาสามพยางค์ ไม่ว่าจะค่าทำพิธีหรือเงินบริจาค แกก็ยอมควักจ่ายไม่อั้นตามคำเรียกร้อง

“ขอให้ลูกชายของดิฉันได้ดีด้วยเถิด เจ้าแม่รากษส...”

และแล้วก็วนมาถึงวันพุธ

เศษผ้าหลากสีราคาถูกถูกผูกไว้ตามกิ่งไม้

ตรงกลางมีฆ้องวางอยู่

ชายหนุ่มสวมชุดฮันบกสีสวยสด

ฮอกวันซาขึ้นเขามาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมพิธีกรรมที่ซับซ้อนวุ่นวาย

ที่นี่คือภูเขาสุสานบรรพบุรุษของสาวกหน้าใหม่คนนั้น และวันนี้ก็เป็นวันทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตระกูลของเธอ

ค่าทำพิธี 50 ล้านวอน

ค่าเครื่องราง 3 ล้านวอน

แถมทุกวันเสาร์ซึ่งเป็นวันสะบาโต ยังต้องจ่ายอีก 6 แสนวอน

เรียกได้ว่าเข้ามาอยู่ในวิหารรากษส แค่หายใจเข้าออกเงินก็ปลิวออกจากกระเป๋าแล้ว แต่เมื่อเทียบกับชีวิตของลูกชาย รายจ่ายแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมาก

“สาธุ สาธุ...”

สาวกสูงวัยพึมพำไม่หยุดด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าต่อพิธีกรรมที่วิหารรากษสจัดเตรียมให้

ขอให้ลูกชายของฉันได้ดี

ขอให้ลูกชายของฉันแคล้วคลาดปลอดภัย...

“เฮ้ย!!”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีชายร่างยักษ์วิ่งหน้าตั้งมาจากอีกฝั่ง

ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ทันทีที่มาถึงหลุมศพ เขาก็ตะโกนลั่น

“พวกแกทำบ้าอะไรกันเนี่ย!”

“ละ... ลูก?”

“แม่! ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปเชื่อไอ้พวกนี้ ผมบอกแม่แล้วแท้ๆ ว่าห้ามทำพิธีเซ่นไหว้เด็ดขาด!”

เพราะแบบนี้แหละ ทรัพย์สินเงินทองถึงเป็นเรื่องน่ากลัว

ต่อให้เป็นคนซื่อแค่ไหน พอโดนไถเงินไปสัก 50 ล้านวอน ก็พร้อมจะกลายร่างเป็นยักษ์มารได้ทันที

“เฮ้ย! คายเงินออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ไอ้พวกสวะ กล้าดียังไงมาหลอกคนแก่ให้ทำพิธีบ้าๆ บอๆ แบบนี้...!”

ลูกชายของสาวกพุ่งเข้ากระชากคอเสื้อฮอกวันซาที่ยืนอยู่ข้างหลุมศพ

“โฮ่ๆ ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าห้ามบอกคนในครอบครัวเรื่องวันทำพิธี เดี๋ยวเสนียดมันจะติดเอานะ”

แต่ทว่า สีหน้าของฮอกวันซากลับยังคงสงบนิ่ง

นั่นเพราะในยุคนี้ มีของวิเศษที่สามารถจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างชะงัดนัก

“ไอ้สิบแปดมงกุฎ ยังมีหน้ามาพล่ามอะไรอีก...!”

ฟึ่บ

ฮอกวันซาหยิบ [ดวงตาแห่งการเย้ายวน] ออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นใส่หน้าอีกฝ่าย

ทันใดนั้น ลูกชายของสาวกก็กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นเหมือนคนหมดแรง

พลังลึกลับที่คนธรรมดาไม่อาจรับมือ

สมแล้วที่คำสอนบอกไว้ว่าเกตคือพรจากสวรรค์

ตั้งแต่เกิดดันเจี้ยนช็อกขึ้นมา คนอย่างพวกเขาก็ใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยไม่ใช่หรือ?

“ลูกแม่!”

“ชิ น่ารำคาญจริง”

ฮอกวันซาจัดการล้างสมองสาวกหญิงที่กำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยวิธีการเดียวกัน ก่อนจะปัดไม้ปัดมือลุกขึ้นยืน

พอใช้ไอเทมจัดการ สมองของเหยื่อก็จะซับซ้อนน้อยลง ทำให้เวลาสั่งให้ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารค่อนข้างลำบากยุ่งยากไม่น้อย

‘ช่างเถอะ ยังไงก็ได้เงินค่าทำพิธีรอบนี้มาโปะยอดส่งส่วยครบแล้ว ถือว่าหยวนๆ ไปละกัน?’

ฮอกวันซาปรายตามองสองแม่ลูกที่ถูกล้างสมอง

ในแววตาของเขา ณ ช่วงเวลานี้ ปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยสิ้นเชิง

ในหัวสมองของเขามีแต่เงิน เงิน เงิน

คิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรถึงจะหลอกรีดไถเงินจากผู้คนให้ได้มากที่สุด

“พวกแก พิธีจบแล้ว เก็บกวาดซะ”

“ครับ ท่านกวันซา!”

“ค่ะ!”

ฮอกวันซาทิ้งครอบครัวที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดตัวไว้ แล้วเดินลงจากเขาไปอย่างสบายใจเฉิบ

-จี๊ดๆ

แต่ก็น่าแปลกนะ

ต่อให้อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว แต่พื้นดินก็ยังแข็งโป๊กอยู่เลย ปกติบนภูเขามันมีหนูชุกชุมขนาดนี้เลยเหรอ

---

หลังจากนั้นไม่นาน

‘ในที่สุด!’

ณ หน้าโรงงานร้างแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด

ฮอกวันซาเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยหัวใจที่พองโต

เพราะวันนี้คือวันที่เขาจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์

แถมการได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของลัทธิ ยังทำให้ได้รับเกียรติให้เข้าพบ ‘สาวกซูเยฮวี’ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงสุดอีกด้วย

เพราะตำแหน่งปรมาจารย์นั้น ท่านสาวกจะเป็นผู้มอบให้ด้วยมือของท่านเองทีละคน

‘ทีนี้ก็ไม่ต้องดิ้นรนหาคนเข้าลัทธิให้เหนื่อยอีกต่อไป! แค่นั่งศึกษารวบรวมคำสอนชิลๆ อยู่เฉยๆ เงินก็ไหลมาเทมาเอง’

ครืดดดด

ฮอกวันซาเปิดประตูเหล็กตรงหน้าด้วยความปิติยินดีกับความก้าวหน้าของตน

ทันใดนั้น ใครบางคนข้างในก็ค่อยๆ หันกลับมามองเขา

ชายผู้มีเส้นผมสีขาวโพลน สวมชุดกันฝนกึ่งโปร่งใสที่ไม่เข้ากับสภาพอากาศ...

“มาเร็วนะครับ”

ใช่แล้ว ซูเยฮวียืนอยู่ตรงนั้น

ในที่สุด ปรมาจารย์ฮอก็ได้พบกับตัวตนระดับสาวกเป็นครั้งแรกในวันนี้

‘โอ้โห!’

ว่าแต่ เห็นข่าวข้างนอกบอกว่าพวกตำรวจกำลังไล่ล่าท่านสาวกผู้บริสุทธิ์อยู่ไม่ใช่เหรอ

พอเข้ามาข้างในถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่าทำไมซูเยฮวีถึงยังไม่โดนจับ

“กองอยู่ตรงนั้นคือ [แกนพลังงานจลน์นิรันดร์] ทั้งหมดเลยเหรอครับ?”

ไอเทมที่ถ้าขายดีๆ อาจทำราคาได้ชิ้นละหลายพันล้านวอนกลับวางกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา

ซูเยฮวีคงใช้สิ่งนั้นเพื่อรับรองความปลอดภัยของตัวเองสินนะ

อาณาเขตป้องกันที่ตัดขาดพลังเวท กับการประยุกต์ใช้คอร์พลังงาน

วิธีการหลบหนีการแกะรอยของเหล่า ‘เซิร์ชเชอร์’ ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อต้นปีนี้ ได้แพร่กระจายไปในหมู่รหมู่อาชญากรอย่างลับๆ เรียบร้อยแล้ว

“สมกับเป็นท่านสาวกครับ ท่านมองเห็นการณ์ไกลและเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าสินะครับ?”

ทว่า กลับไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย

คนที่ถูกเรียกว่าซูเยฮวีเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ แล้วกวาดสายตามองมาเงียบๆ

“ฮอกวันซา ผมมีเรื่องอยากจะถามสักข้อครับ”

สิ่งที่ตามมาคือคำถามสั้นๆ จากซูเยฮวี

“หากท่านกวันซาได้เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์แล้ว ท่านจะสามารถละทิ้งความโลภของตนเองได้ทั้งหมดจริงๆ หรือครับ?”

“ครับ?”

“ผมถามว่า ต่อให้ไม่มีเงินบริจาค ท่านจะยังเสียสละเพื่อความศรัทธาต่อไปได้ไหมครับ”

ฮอกวันซาตอบกลับไปทันที สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรที่ทำเพื่อลัทธิไม่ได้ แน่นอนว่าต้องทำได้อยู่แล้ว

“จริงเหรอครับ? งั้นหมายความว่าต่อจากนี้ไป ไม่ต้องแบ่งส่วนแบ่งจากเงินบริจาคให้ฮอกวันซาเลยสักแดงเดียวก็ได้สินะครับ?”

แต่ทว่าคราวนี้ ปากของเขากลับหนักอึ้งจนขยับไม่ได้ง่ายๆ

พูดกันตามตรง ตำแหน่งปรมาจารย์ก็เหมือนระดับเพชรยอดมงกุฎในธุรกิจขายตรง คือตำแหน่งที่จะกอบโกยเงินส่วนแบ่งได้มากที่สุดไม่ใช่หรือไง

“เอ่อ... อืม ถ้าบอกว่าสักแดงเดียวนี่มันก็...?”

เขาแสดงความลังเลออกมาเพียงชั่ววูบ

ซูเยฮวีไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ทำไมพอเป็นเรื่องเงินทีไร ปฏิกิริยาถึงได้เหมือนกันทุกคนเลยนะ”

นั่นคือเสียงสุดท้ายของซูเยฮวีที่ฮอกวันซาได้ยิน

หลังจากนั้น จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็เลือนราง แล้วสติของเขาก็ขาดผึงไปเหมือนไฟดับ

“เพราะแบบนี้การสอนคนถึงได้ยากนัก เพื่อจะประคองลัทธิให้อยู่รอดก็จำเป็นต้องสอนให้เห็นความสำคัญของเงิน แต่พอสอนไปแบบนั้น ก็ดันได้แต่พวกลูกศิษย์หน้าเงินที่เต็มไปด้วยความโลภออกมาซะนี่ เฮ้อ”

ซูเยฮวีบ่นพึมพำด้วยความผิดหวังพลางเปิดใช้งานสกิล [การล้างสมอง]

การเปลี่ยนคนอื่นให้กลายเป็นหุ่นเชิดเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขา

ต่อให้เป็นฮันเตอร์ระดับ A ที่เก่งกาจแค่ไหน ก็ยังถูกเขาครอบงำได้ในพริบตา

พรสวรรค์ที่คนละชั้นอย่างแท้จริง ซูเยฮวีชักใยทุกคนที่เขาพบเจอหลังจากการตื่นรู้ให้เป็นไปตามความต้องการของตนมาโดยตลอด

“อืมม”

แต่ช่วงหลังมานี้ แม้แต่ซูเยฮวีเองก็มีเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนอยู่เหมือนกัน

การลอบสังหารนักการเมืองเป้าหมายที่ล้มเหลว

ความสัมพันธ์ลับๆ กับ ส.ส.คิม ที่ถูกเปิดโปง

มิหนำซ้ำ ผลกระทบจากเรื่องนี้ยังทำให้เจ้าลัทธิตัวจริงถูกจับกุมไปอีก

“เฮ้อ ให้ตายสิ ถ้าเป้าหมายสังหารไม่มีบอดี้การ์ดเก่งๆ แบบนั้นคอยประกบ ป่านนี้คงโดนธูปเรียกวิญญาณจัดการไปแล้ว... แถมทางตำรวจป้องกันไม่ให้พวกที่โดนจับฆ่าตัวตายได้ยังไงกันนะ?”

โบราณว่าหมอดูไม่รู้ชะตาตัวเอง

ซูเยฮวีทำพลาดครั้งใหญ่เพราะตัวแปรที่คาดไม่ถึง

ยิ่งทักกวังโจที่ถูกเชิดไว้เป็นหุ่นเจ้าลัทธิโดนจับไปแล้ว วิหารรากษสก็คงเหลือเวลาอีกไม่มาก

ถึงจะยื้ออายุขัยด้วยการเปลี่ยนชื่อลัทธิไปเรื่อยๆ แต่ในเมื่อหุ่นไล่กาที่เป็นฉากหน้าโดนโค่นไปแล้ว แปลงผักแห่งนี้จะอยู่รอดไปได้อีกสักกี่น้ำกัน

“เรื่องทางโลกนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ การจะหาตัวตายตัวแทนแบบทักกวังโจมาเสียบแทนทันทีมันยากนะ”

เพราะรู้แบบนั้น ช่วงนี้ซูเยฮวีถึงได้ยอมล้างสมองพวกระดับปรมาจารย์จนหมดสภาพ เพื่อรีดเร้นเงินส่งส่วยออกมาให้ได้มากที่สุด

เงินทองเป็นของน่ารังเกียจก็จริง แต่จะให้ทำยังไงได้

ช่างย้อนแย้งสิ้นดี ที่การจะกอบกู้โลกใบใหญ่ใบนี้ จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลขนาดนั้น

ความล้มเหลวเพียงเท่านี้ไม่อาจทำให้ซูเยฮวีย่อท้อได้ อย่างที่มีใครบางคนเคยสันนิษฐานไว้ ความจริงแล้วผู้ที่บงการลัทธิงมงายอยู่เบื้องหลังเงาคือผู้ใช้ศาสตร์ล้างสมองคนหนึ่ง

ชื่อกลุ่มเปลี่ยนใหม่ก็ได้ ตัวตายตัวแทนที่จะมาเป็นโล่กำบังให้ตน ก็แค่ไปล้างสมองหามาใหม่ก็สิ้นเรื่อง

“15 อันแล้วเหรอเนี่ย”

ซูเยฮวียิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อมองดูแกนพลังงานจลน์นิรันดร์ที่วางเรียงรายอยู่บนพื้นโรงงาน

แต่ในวินาทีนั้นเอง

-แซ่ก แซ่ก

จู่ๆ ก็มีเสียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ ดังมาจากมุมโรงงานที่ควรจะว่างเปล่า...

‘หือ?’

ซูเยฮวีหันขวับไปตามเสียงปริศนา

สิ่งที่เห็นคือหนูตัวหนึ่ง

เขอปามีดสั้นใส่หนูที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณ สมกับที่เป็นผู้ตื่นรู้ระดับสูง สมรรถภาพร่างกายของเขาช่างแตกต่างจากคนทั่วไป

ฉึก!

มีดสั้นปักเข้ากลางลำตัวของสัตว์เดรัจฉานอย่างแม่นยำ

“หนูสกปรก”

ซูเยฮวีเดินเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตที่ตนเพิ่งแทงตายแล้วหยิบมันขึ้นมา

สัตว์ตัวเล็กที่จบชีวิตลงด้วยคมมีดกลางลำตัว

แต่ทว่า นี่มัน...

สำหรับสิ่งที่เพิ่งตายเมื่อกี้ ตัวมันไม่เย็นชืดไปหน่อยเหรอ?

“...!”

ผู้ตื่นรู้ในชุดกันฝนเพิ่งจะตระหนักถึงบางสิ่งได้ในตอนนั้น

“ฮอกวันซา ไอ้เศษสวะเอ๊ย! นี่แกพกตัวอะไรตามมาด้วยเนี่ย...!”

แต่ไม่มีเวลาให้โทษคนอื่นแล้ว

เพราะทันใดนั้น สิ่งนี้ก็เคลื่อนที่เข้ามาในโรงงาน

‘กล่อง?’

กึก ครืดดดดด

วัตถุที่กลิ้งเข้ามาทางประตูโรงงานที่เปิดแง้มไว้ คือกล่องสีแดงขนาดเท่าฝ่ามือ

และแล้ว ฝากล่องด้านบนก็เริ่มขยับเขยื้อน ราวกับกำลังจะคายบางสิ่งบางอย่างออกมา