ปัง!
หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที ฝากล่องก็เปิดออก
สิ่งที่กระเด้งออกมาจากด้านในคือตัวตลกที่มีใบหน้าทะเล้นกวนประสาท และทันทีที่มันปรากฏตัว ฮอกวันซา ก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที
ถึงขั้นสลบเหมือดชนิดที่ต่อให้ใช้สกิล การล้างสมอง ก็คงปลุกไม่ตื่น
เมื่อเห็นดังนั้น ซูเยฮวี จึงตะโกนลั่นไปทางทิศที่กล่องใบนั้นกลิ้งเข้ามา
“นั่นใคร!”
และคำตอบแรกที่ดังสวนมาจากด้านนอกก็คือ
“...อุตส่าห์ [ตีบวก] เจ้า [กล่องเซอร์ไพรส์!] มาแล้วเชียวนะ ทนทานใช้ได้เลยนี่?”
“...”
“แถมเวรยามรอบๆ ก็ทำไมมันน้อยอย่างนี้ หรือกลัวว่าถ้าใช้คนเยอะแล้วจะถูกแกะรอยง่ายหรือไง?”
สิ้นเสียงนั้น ประตูเหล็กก็เปิดอ้าออกกว้าง พร้อมกับการก้าวเข้ามาของใครบางคน
ชายผมทองที่มีใบหน้าคมกริบดุจงูพิษ ใบหน้าที่คุ้นตาเป็นอย่างดี
“คิมกิรยอ ”
ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็จำชายคนนี้ได้
เจ้านั่นคือตัวการที่คอยขัดขวางแผนการของ วิหารรากษส มาโดยตลอด
หรือก็คือ... ไอ้คนปลอมแปลงระดับที่ทำให้พโยนากิลต้องขวัญผวานั่นเอง...!
‘ร้ายกาจนัก’
เมื่อได้เจอตัวจริง คิมกิรยอมีทักษะการพรางตัวที่น่าทึ่งสมคำร่ำลือจริงๆ
ขนาดตัวเขาที่มีประสาทสัมผัสฉับไว ยังจับสัมผัสการเข้ามาใกล้ของอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
‘สมแล้วที่พโยนากิลจะเข้าใจผิดว่าเป็นแรงค์ F ไม่สิ นี่มันลบตัวตนได้เนียนกว่แมลงตามกอหญ้าข้างทางซะอีก!’
การที่สามารถซ่อนเร้นพลังเวทของตัวเองได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
ซูเยฮวีถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง
“มีจุดประสงค์อะไรถึงถ่อมาถึงที่นี่?”
ชายหนุ่มผมทองก้มลงเก็บกล่องสีแดงที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา พลางเอ่ยตอบ
“จุดประสงค์... ฉันต่างหากที่ต้องสงสัย”
ถึงจะดูไม่เหมือนคำตอบสักเท่าไหร่ก็เถอะ
“ทางนั้นชื่อเยฮวีสินะ? ซูเยฮวี ขอถามสักข้อ นายมีเจตนาอะไรถึงได้ก่อตั้งวิหารบ้าบอนี่ขึ้นมา?”
“ว่าไงนะ?”
“ถ้าทำเพื่อเงินฉันยังพอเข้าใจได้ แต่นายเล่นใช้สาวกไปก่อเรื่อง สุดท้ายปลายทางมันก็คือการก่อการร้ายชัดๆ”
“...”
“ทำไมถึงได้อยากฆ่าแกงเพื่อนร่วมชาติจนตัวสั่นขนาดนั้น”
คิมกิรยอหมุนกล่องที่เก็บกลับมาเล่นในมือพลางร่ายยาว ฝ่ายเจ้าสำนักแห่งวิหารรากษสเมื่อได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยตอบด้วยท่าทีโอหัง
“...เรียกว่าทำในสิ่งที่ควรทำจะดีกว่า”
เพราะซูเยฮวีเชื่ออย่างสุดใจว่าตนเองคือตัวตนระดับเมสยาห์ผู้กอบกู้
“ข้ามีสิทธิ์ที่จะยืนอยู่เหนือผู้อื่น มิเช่นนั้น เบื้องบนคงไม่ประทานพลังที่แข็งแกร่งเพียงนี้ลงมาให้”
“...”
“ความสามารถในการเปลี่ยนความคิดของผู้อื่น... นี่มิใช่เจตจำนงของโลกใบนี้หรอกหรือ ที่ต้องการให้ข้านำพาสรรพสัตว์ผู้ตกต่ำไปสู่แนวคิดที่ถูกต้อง?”
“...”
“ดังนั้นข้าจึงต้องทำหน้าที่ของตน ก่อนที่พวกโง่เขลาจะทำลายผืนดินอันอุดมสมบูรณ์นี้จนพินาศ”
ทั้งหมดนี้คือประสงค์ของพระเจ้า!
กิรยอมองซูเยฮวีที่พล่ามเรื่องพรรค์นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวไปมาอย่างระอา
“อืม เข้าใจละ ไม่ต้องอธิบายต่อแล้ว ดันเผลอไปชวนคนบ้าคุยซะได้”
แต่ซูเยฮวีกลับส่งสายตาเวทนาตอบกลับมาเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย
‘ก็นะ ปุถุชนที่ไม่ได้รับคำพยากรณ์จะไปเข้าใจอะไร คนพวกนี้ต่อให้เห็นเรือโนอาห์ ก็คงเอาแต่ชี้หน้าด่าทอ...’
เมื่อมุมมองต่างกันอย่างสุดขั้ว การสนทนาจึงไม่อาจสื่อสารถึงกันได้
“คิมกิรยอเอ๋ย เห็นแก่ความพยายามที่เจ้าดั้นด้นมาถึงนี่ ข้าจะเทศนาเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยตัวเอง”
ในตอนนั้นเอง ซูเยฮวีเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับต้องการให้กิรยอเข้าใจตนให้ได้
สกิล [การล้างสมอง] ที่สามารถบงการผู้อื่นให้ทำตามใจนึก
ซูเยฮวีวางแผนที่จะใช้ความสามารถนี้ดัดนิสัยอันไร้ระเบียบของมนุษยชาติให้เข้ารูปเข้ารอย...
“ฮะๆ”
แรงค์ S ผมทองระเบิดหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยิน
มันเป็นการหัวเราะที่ค่อนข้างประหลาด เพราะสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงปากเท่านั้นที่ขยับ
“สิทธิ์ที่จะยืนอยู่เหนือผู้อื่นงั้นรึ... จะว่าไป ครั้งหนึ่งฉันก็เคยมีความคิดคล้ายๆ แบบนั้นเหมือนกันนะ”
กึก
กิรยอไพล่มือไว้ด้านหลัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังรำลึกความหลัง
“ใช่ ซูเยฮวี ฉันพอจะเข้าใจความคิดของนายอยู่บ้าง”
“หือ?”
“ตัวฉันนั้นเป็นเลิศที่สุดในโลกหล้า ส่วนพวกปัญญานิ่มคนอื่นสมควรถูกปกครอง ช่วงเวลาที่เคยคิดแบบนั้น... ก็ใช่ว่าจะไม่มี”
“...”
“พอมีพลังอำนาจ ก็มักจะมองคนรอบข้างต่ำต้อยเป็นธรรมดา”
แต่ทว่า ยิ่งประโยคดำเนินต่อไป สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูแปลกประหลาดขึ้น
“...แต่รู้ไหมว่าสุดท้ายแล้วคนแบบฉันมีจุดจบยังไง?”
จากนั้นชายตางูก็เอาแต่จ้องมองไปในความว่างเปล่าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เรื่องราวต่อจากนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมเล่าออกมา
แต่ที่แน่ๆ เขากำลังประชดประชันทางนี้อยู่อย่างแน่นอน
ดูเหมือนคิมกิรยอจะยกอดีตของตัวเองมาเป็นตัวอย่างเพื่อปฏิเสธแนวคิดของลัทธิ
“ปากเก่งสมกับหน้าตาจริงๆ นะ”
“เยฮวี ฟังให้ดีนะ นี่พูดในฐานะรุ่นพี่เลยนะเว้ย ขืนเอ็งยังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป ได้ซวยหนักแน่ พูดจริง”
ซูเยฮวีตัดสินใจที่จะให้ฮันเตอร์ปากดีผู้นี้ได้ลิ้มรสพลังของตน
ไม่สิ อันที่จริงความสามารถได้เริ่มทำงานตั้งแต่อีกฝ่ายก้าวเข้ามาในโกดังแล้ว
[การล้างสมอง]
สกิลนี้ยิ่งเป้าหมายถูกสัมผัสกับพลังนานเท่าไหร่
และยิ่งระยะห่างใกล้กันมากเท่าใด อานุภาพของมันก็จะยิ่งทวีคูณแบบก้าวกระโดด
‘น่าจะเพียงพอแล้ว’
ซูเยฮวีทำการฝังชุดความคิดใส่ฮันเตอร์ตรงหน้าอย่างรุนแรงว่า ‘จงนอบน้อมต่อหน้าศาสดาแห่งวิหารรากษส’
มันคือคำสั่งบังคับผ่านการล้างสมอง
“...”
แต่ทว่า... อะไรกัน?
น่าแปลกที่แม้จะใช้สกิลไปแล้ว แต่ปฏิกิริยากลับเงียบเชียบ
ชายหนุ่มผมทองยังคงยืนตัวตรง ล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ตอยู่อย่างนั้น
ด้วยความที่ส่วนสูงของทั้งสองต่างกันพอสมควร มันจึงกลายเป็นสถานการณ์ที่คิมกิรยอซึ่งยืนตัวตรง กำลังก้มลงมองมาที่เขาด้วยสายตาเหยียดหยาม
‘อะไรกัน?’
ซูเยฮวีไม่อยากเชื่อสายตา จึงทุ่มเทพลังเวทลงไปให้มากยิ่งขึ้น
ในสมองของเขาไม่เคยมีสมการที่ว่า [การล้างสมอง] จะไม่ได้ผล
เพราะเขาคือผู้ที่พระเจ้าเลือกสรร
หากจะพูดให้ถูกก็คือ ทางนี้เองก็เป็นเหมือนกับชายคนนั้น...
“สงสัยเหรอว่าทำไมสกิลถึงใช้ไม่ได้ผลกับแรงค์ S เหมือนกัน?”
“!!”
ทันใดนั้น
กิรยอที่ปิดปากเงียบมาตลอดก็ทำลายความเงียบขึ้น
“แก...”
อย่างที่ใครบางคนเคยพูดไว้ ความจริงแล้วเจ้าของวิหารรากษสคือบุคคลที่มีปริมาณพลังเวทเหนือกว่าขอบเขตของแรงค์ A ไปไกลลิบ
กล่าวคือ ตัวตนแรงค์ S ที่แท้จริงซึ่งซ่อนเร้นอยู่ มิใช่ตามข่าวลือ แต่เป็นทางนี้ต่างหาก ซูเยฮวีผู้นี้คือแรงค์ S คนที่ 4 ของเกาหลีตัวจริงเสียงจริง!
แต่มาถึงตอนนี้ การจะมาตัดสินว่าใครคือตัวจริงตัวปลอมมันจะมีคความหมายอะไร?
ต่อให้เป็นแรงค์ S หรือแรงค์อะไร ฮันเตอร์ผมทองตรงหน้านี้ก็สามารถต้านทานสถานะผิดปกติทางจิตใจได้ทั้งหมดอยู่ดี
“ว่าแต่ กองคอร์ไว้ข้างหลังซะเยอะเชียวนะ หรือกะจะเอาไอ้นั่นไปยึดครองประเทศทีหลัง? ทำให้คนทั้งประเทศกลายเป็นหุ่นเชิด อะไรทำนองนั้น?”
ความแตกต่างทางด้านการแพ้ทางที่ไม่อาจพลิกกลับได้
กิรยอคาดเดาเหตุผลที่ซูเยฮวีรวบรวมแหล่งพลังงานเวท พร้อมกับพูดต่ออย่างสบายอารมณ์
“แต่คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก มักจะมีพวกตัวป่วนแบบฉันโผล่มาขัดลาภสักคนเสมอแหละ”
“นี่คือความสามารถตื่นรู้ของเจ้าหรือ คิมกิรยอ?”
“จะคิดยังไงก็เชิญ”
แม้ในวินาทีนี้ ซูเยฮวีก็ยังพยายามล้างสมองอย่างต่อเนื่อง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ก้มหัวให้เลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับจะเยาะเย้ยความพยายามของผู้ใช้มนตรา
‘เป็นไปไม่ได้’
ทำไม... ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเป็นไปได้
ซูเยฮวีเป็น ผู้ตื่นรู้ ที่ประเมินขีดความสามารถของตนเองไว้อย่างดีเยี่ยม
และเขามั่นใจว่าด้วยพลังเวทอันมหาศาลของตน ต่อให้อีกฝ่ายเป็นแรงค์ S เหมือนกัน ก็ต้องสยบแทบเท้าได้แน่
อย่างน้อยจากการวิจัยที่ผ่านมามันก็เป็นเช่นนั้น
แต่ทว่า ดันมาเกิดตัวแปรที่ไม่คาดคิดเอาตอนนี้เนี่ยนะ
‘เจ้านี่มันตัวอะไรกันแน่’
ซูเยฮวีจ้องมองแรงค์ S ตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
‘เป็นตัวอะไร ทำไมถึงขัดขวางข้าได้ทุกเรื่องขนาดนี้?’
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาอันเย็นชาของอีกฝ่าย
เมื่อการล้างสมองล้มเหลว ซูเยฮวีก็ไม่อาจซ่อนความตื่นตระหนกไว้ได้
ถ้าท่าไม้ตายใช้ไม่ได้ผล ก็ใช้ท่าอื่นสิ?
ความจริงแล้วความพยายามเช่นนั้นไร้ความหมายในการต่อสู้กับผู้ตื่นรู้ระดับสูง
นี่คือปัญหาเรื้อรังของเหล่าผู้ตื่นรู้บนโลก
เวทมนตร์สายอื่นที่ได้รับจากหินสกิล มักจะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าความสามารถดั้งเดิมของผู้ตื่นรู้คนนั้นอย่างมาก
‘สกิลอื่นที่ข้ามีก็แค่ [วอเตอร์บอล] ที่เอาไว้ใช้ปลอมตัวเท่านั้น สกิลกระจอกพรรค์นั้นไม่มีทางชนะแรงค์ S ด้วยกันได้หรอก...!’
การจะใช้สกิลสายซัพพอร์ตที่มีความรุนแรงเต็มที่แค่ระดับ C มาทดแทนความสามารถหลักนั้นเป็นไปไม่ได้
สำหรับซูเยฮวี ความล้มเหลวของการล้างสมองจึงเป็นปัญหาที่ชวนสิ้นหวังอย่างยิ่ง
‘ด-เดี๋ยวก่อน’
ทว่า...
พอลองคิดดูดีๆ มันก็แปลกๆ อยู่นะ
ฮันเตอร์นั่นป้องกันการล้างสมองของทางนี้ได้แน่นอน แต่กลับไม่ยอมพุ่งเข้ามาโจมตีก่อน
“หรือว่า...”
ซูเยฮวีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“เจ้าต้องการอะไรจากข้าหรือเปล่า?”
อุตส่าห์มาถึงนี่แต่กลับยืนเฉย หรือว่าคิมกิรยอเองก็ต้องการเจรจา?
“เงิน หรือว่าคอร์พวกนี้...?”
ซูเยฮวีพยายามจะใช้ทรัพย์สินเกลี้ยกล่อมแรงค์ S เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้
แต่มันเป็นการกระทำที่สูญเปล่า
เห็นแบบนี้ แต่คิมกิรยอก็เป็นผู้ตื่นรู้แรงค์ F ที่มีพลังต่อสู้สูสีกับหนูท่อที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นนั่นแหละ
คนพรรค์นั้นไม่มีทางบุกเข้ามาสู้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว
“คอร์เหรอ? นั่นสินะ”
กุกกัก
กิรยอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วพูดขึ้นว่า
“เรื่องเงินน่ะช่างมันก่อน อันที่จริงของที่ต้องการน่ะ ฉันได้มาเรียบร้อยแล้ว”
“ได้มาแล้ว?”
“ซูเยฮวี นายกางเขตแดนปิดกั้นสกิลตรวจจับไว้ที่นี่ซะดิบดี แต่ถ้าจะซ่อนตัว ก็น่าจะระวังวิธีนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ?”
สิ่งที่ปรากฏในสายตาของซูเยฮวีถัดมา คือหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่คิมกิรยอชูให้ดูตรงๆ
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแผนที่ของบริเวณนี้
สรุปก็คือ
“GPS”
กิรยอกำลังโชว์แอปฯ ระบุตำแหน่งที่ติดตั้งไว้ในเครื่อง
“โลกเรามีวิธีติดตามตัวดีๆ อยู่แล้วนี่นา”
และในวินาทีนั้นเอง
ครืนนนน จู่ๆ ก็เกิดกระแสพลังเวทที่ไม่คุ้นเคยไหลทะลักเข้ามาจากทางหน้าต่างสูงของโรงงาน
ความรู้สึกเหมือนมีกลุ่มควันที่มวลมหาศาลกำลังถาโถมเข้ามาอย่างไม่อาจต้านทานได้นี่มัน หรือว่า
‘พลังเวทของผู้ตื่นรู้ระดับสูง!’
เพล้งงงง!
ทันทีที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หน้าต่างทุกบานก็แตกกระจาย ใครบางคนพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรุนแรงผ่านเศษกระจกที่แหลกละเอียด
ตุบ ตึก
ท่ามกลางเศษแก้วที่ร่วงกราว
หญิงสาวผู้มีใบหน้าคมชัดกระโดดลงมาจากหลังของนกยักษ์สีขาว
ผู้ตื่นรู้ที่มีเอกลักษณ์คือผมดัดลอนย้อมสีม่วงแดง ปัดเศษฝุ่นออกจากแก้มเนียนใส พร้อมเอ่ยทักทายอย่างนุ่มนวล
“แหม”
กิลด์มาสเตอร์แห่ง หอคอยเวทมนตร์เกาหลี
“ฉันคงไม่ได้มาช้าไปใช่ไหมคะ?”
ซอเอสเธอร์ ปรากฏตัวออกมาโต้งๆ เลยเรอะ!
‘บัดซบ! มิน่าล่ะถึงไม่ยอมบุกเข้ามา ที่แท้มันก็ถ่วงเวลาเหมือนกันนี่หว่า!’
ในที่สุดซูเยฮวีก็เข้าใจเหตุผลที่คิมกิรยอกระตือรือร้นที่จะสนทนาด้วย
เจ้านั่นไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้ แต่ใช้ตัวเองเป็นเป้าสัญญาณส่งพิกัด GPS ให้เอสเธอร์มาตั้งแต่ต้นแล้ว
‘แรงค์ S สองคน ต่อให้เป็นข้า การจะรับมือพร้อมกันก็คงไม่ไหว’
ขวับ
ซูเยฮวีตัดสินใจอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณ
เขาใช้ ไอเทมบ็อกซ์ เก็บกวาดคอร์ทั้งหมด
แล้วหยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นออกมาจากไอเทมบ็อกซ์นั้นอีกครั้ง
‘ถ้าใช้อุปกรณ์ระดับสูงที่มีอยู่ การหนีก็แค่เรื่องกล้วยๆ...!’
เวลาที่ใช้ในการส่งคอร์ที่กางเขตแดนกลับเข้ากล่องเก็บของ และหยิบไอเทมเคลื่อนย้ายออกมา ใช้เวลาเพียงแค่ 4 วินาที
พรึ่บ
ซูเยฮวีสะบัดผ้าสีดำในมือลงบนพื้น
[ผ้าคลุมแห่งยมโลก]
[ระดับ : ยูนิค]
[คำอธิบาย : ดั่งเงื้อมมือของฮาเดสที่ยื่นไปหาดีเมเทอร์ เมื่อสัมผัสกับความมืดของมัน จะถูกนำพาไปยังสถานที่อันไกลโพ้นในทันที]
[คำอธิบายเพิ่มเติม : เคลื่อนย้ายความเร็วสูงไปยังตำแหน่งล่าสุดที่กางผ้าคลุม]
ทันใดนั้น เงาทมึนที่ดูเหมือนจะสามารถกลืนกินมนุษย์เข้าไปได้ทั้งตัวก็ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน
“อึ๊ก?!”
แต่คิมกิรยอไม่ยอมพลาดโอกาสนี้
เพราะเดิมทีกิรยอมยอมเสี่ยงอันตรายเผชิญหน้ากับศัตรู ก็เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้อยู่แล้ว
ในจังหวะที่ซูเยฮวีกำลังจะใช้อุปกรณ์
กิรยอปาวัตถุที่กำไว้ในมือใส่เงาบนพื้นอย่างสุดแรง
ทรงกลมสีแดงผิวขรุขระที่ดูคล้ายกับเมล็ดพืช
[อนุภาคการสลายตัว-α]
นี่คือไอเทมที่วิหารรากษสเคยใช้ในทางที่ผิดเพื่อปิดเกต
[คำอธิบาย : เมื่อยึดเกาะ จะทำลายอุปกรณ์เป้าหมาย 1 ชิ้น]
แถมหน้าที่ดั้งเดิมของมัน คืออุปกรณ์เวทสำหรับทำลายอุปกรณ์ของคู่ต่อสู้
เปรี๊ยะ!
เมื่ออนุภาคการสลายตัวไม่กี่ชิ้นเกาะติด เงาบนพื้นก็ถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่นไปในที่สุด
“ไอ้ลูกสมุนซาตานเอ๊ย!”
ผ้าคลุมแห่งยมโลกมูลค่ากว่าพันล้านวอนถูกทำลายในพริบตา จะไม่ให้สบถออกมาได้ยังไง
ซูเยฮวีตะโกนด่าทอพลางมองดูอุปกรณ์ที่พังยับเยิน
แต่ทว่า ผู้ก่อเหตุที่ทำลายทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลกลับพูดต่ออย่างหน้าตาเฉย
“คิดว่าฉันจะเจาะข้อมูลงานวิจัยของพวกแกไม่ได้สักอย่างเลยหรือไง? เรื่องที่วิหารรากษสไล่ปิดเกตด้วยวิธีไหนน่ะ ฉันรู้มาตั้งนานแล้ว”
“...!”
“ฉันก็เลยกว้านซื้อตุนไว้ก่อนที่มันจะถูกห้ามจำหน่าย เผื่อว่าแกจะใช้ช่องทางมานาหนีไปไงล่ะ”
กรุกกริก
คิมกิรยอแบมือโชว์ของที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋า บนฝ่ามือของเขามีลูกแก้วสีแดงอยู่อีกกว่าหกลูก
นี่คือความแตกต่างที่ใหญ่หลวงที่สุดระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
ต่างจากตอนที่ถูกลักพาตัวมายังวิหารรากษสอย่างไร้ทางสู้ ตอนนี้คิมกิรยอมีกำลังทรัพย์ในระดับที่คนละชั้นกันแล้ว
“ว่าแต่ ไอ้เจ้าอนุภาคการสลายตัวเนี่ย ราคาแม่งโคตรโหดเลยรู้ป่ะ? ไปเช็กดูเห็นบอกว่าเกตที่ดรอปของพวกนี้มันปิดตัวไปนานแล้วด้วย”
เขามองดูอุปกรณ์เวทในมือตัวเอง
พร้อมกันนั้น เส้นเลือดปูดโปนก็เริ่มปรากฏขึ้นที่ลำคอของชายหนุ่ม
“เพราะไอ้นี่แหละ กำไรที่ได้จากการพิชิต เนินนางเงือก เลยกลายเป็นตัวแดงเถือกหมดเลยเนี่ย...”
กรอด
เขาจ้องมองลงไปยังนักล้างสมองด้วยดวงตาขาวสามด้านที่วาวโรจน์
ทั้งที่เป็นผู้ตื่นรู้ที่ไม่มีพลังเวทเลยสักนิดแท้ๆ
“เฮ้ย ซูเยฮวี เสื้อกันฝนที่ใส่อยู่นั่นน่ะ เป็นไอเทมด้วยหรือเปล่า?”
สาวกแห่งวิหารรากษสถึงกับไหล่สั่นสะท้านด้วยแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวบุคคลผู้นั้น