Cover

129

ปัง!

หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที ฝากล่องก็เปิดออก

สิ่งที่กระเด้งออกมาจากด้านในคือตัวตลกที่มีใบหน้าทะเล้นกวนประสาท และทันทีที่มันปรากฏตัว ฮอกวันซา ก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที

ถึงขั้นสลบเหมือดชนิดที่ต่อให้ใช้สกิล การล้างสมอง ก็คงปลุกไม่ตื่น

เมื่อเห็นดังนั้น ซูเยฮวี จึงตะโกนลั่นไปทางทิศที่กล่องใบนั้นกลิ้งเข้ามา

“นั่นใคร!”

และคำตอบแรกที่ดังสวนมาจากด้านนอกก็คือ

“...อุตส่าห์ [ตีบวก] เจ้า [กล่องเซอร์ไพรส์!] มาแล้วเชียวนะ ทนทานใช้ได้เลยนี่?”

“...”

“แถมเวรยามรอบๆ ก็ทำไมมันน้อยอย่างนี้ หรือกลัวว่าถ้าใช้คนเยอะแล้วจะถูกแกะรอยง่ายหรือไง?”

สิ้นเสียงนั้น ประตูเหล็กก็เปิดอ้าออกกว้าง พร้อมกับการก้าวเข้ามาของใครบางคน

ชายผมทองที่มีใบหน้าคมกริบดุจงูพิษ ใบหน้าที่คุ้นตาเป็นอย่างดี

“คิมกิรยอ ”

ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็จำชายคนนี้ได้

เจ้านั่นคือตัวการที่คอยขัดขวางแผนการของ วิหารรากษส มาโดยตลอด

หรือก็คือ... ไอ้คนปลอมแปลงระดับที่ทำให้พโยนากิลต้องขวัญผวานั่นเอง...!

‘ร้ายกาจนัก’

เมื่อได้เจอตัวจริง คิมกิรยอมีทักษะการพรางตัวที่น่าทึ่งสมคำร่ำลือจริงๆ

ขนาดตัวเขาที่มีประสาทสัมผัสฉับไว ยังจับสัมผัสการเข้ามาใกล้ของอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

‘สมแล้วที่พโยนากิลจะเข้าใจผิดว่าเป็นแรงค์ F ไม่สิ นี่มันลบตัวตนได้เนียนกว่แมลงตามกอหญ้าข้างทางซะอีก!’

การที่สามารถซ่อนเร้นพลังเวทของตัวเองได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

ซูเยฮวีถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง

“มีจุดประสงค์อะไรถึงถ่อมาถึงที่นี่?”

ชายหนุ่มผมทองก้มลงเก็บกล่องสีแดงที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา พลางเอ่ยตอบ

“จุดประสงค์... ฉันต่างหากที่ต้องสงสัย”

ถึงจะดูไม่เหมือนคำตอบสักเท่าไหร่ก็เถอะ

“ทางนั้นชื่อเยฮวีสินะ? ซูเยฮวี ขอถามสักข้อ นายมีเจตนาอะไรถึงได้ก่อตั้งวิหารบ้าบอนี่ขึ้นมา?”

“ว่าไงนะ?”

“ถ้าทำเพื่อเงินฉันยังพอเข้าใจได้ แต่นายเล่นใช้สาวกไปก่อเรื่อง สุดท้ายปลายทางมันก็คือการก่อการร้ายชัดๆ”

“...”

“ทำไมถึงได้อยากฆ่าแกงเพื่อนร่วมชาติจนตัวสั่นขนาดนั้น”

คิมกิรยอหมุนกล่องที่เก็บกลับมาเล่นในมือพลางร่ายยาว ฝ่ายเจ้าสำนักแห่งวิหารรากษสเมื่อได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยตอบด้วยท่าทีโอหัง

“...เรียกว่าทำในสิ่งที่ควรทำจะดีกว่า”

เพราะซูเยฮวีเชื่ออย่างสุดใจว่าตนเองคือตัวตนระดับเมสยาห์ผู้กอบกู้

“ข้ามีสิทธิ์ที่จะยืนอยู่เหนือผู้อื่น มิเช่นนั้น เบื้องบนคงไม่ประทานพลังที่แข็งแกร่งเพียงนี้ลงมาให้”

“...”

“ความสามารถในการเปลี่ยนความคิดของผู้อื่น... นี่มิใช่เจตจำนงของโลกใบนี้หรอกหรือ ที่ต้องการให้ข้านำพาสรรพสัตว์ผู้ตกต่ำไปสู่แนวคิดที่ถูกต้อง?”

“...”

“ดังนั้นข้าจึงต้องทำหน้าที่ของตน ก่อนที่พวกโง่เขลาจะทำลายผืนดินอันอุดมสมบูรณ์นี้จนพินาศ”

ทั้งหมดนี้คือประสงค์ของพระเจ้า!

กิรยอมองซูเยฮวีที่พล่ามเรื่องพรรค์นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวไปมาอย่างระอา

“อืม เข้าใจละ ไม่ต้องอธิบายต่อแล้ว ดันเผลอไปชวนคนบ้าคุยซะได้”

แต่ซูเยฮวีกลับส่งสายตาเวทนาตอบกลับมาเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย

‘ก็นะ ปุถุชนที่ไม่ได้รับคำพยากรณ์จะไปเข้าใจอะไร คนพวกนี้ต่อให้เห็นเรือโนอาห์ ก็คงเอาแต่ชี้หน้าด่าทอ...’

เมื่อมุมมองต่างกันอย่างสุดขั้ว การสนทนาจึงไม่อาจสื่อสารถึงกันได้

“คิมกิรยอเอ๋ย เห็นแก่ความพยายามที่เจ้าดั้นด้นมาถึงนี่ ข้าจะเทศนาเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยตัวเอง”

ในตอนนั้นเอง ซูเยฮวีเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับต้องการให้กิรยอเข้าใจตนให้ได้

สกิล [การล้างสมอง] ที่สามารถบงการผู้อื่นให้ทำตามใจนึก

ซูเยฮวีวางแผนที่จะใช้ความสามารถนี้ดัดนิสัยอันไร้ระเบียบของมนุษยชาติให้เข้ารูปเข้ารอย...

“ฮะๆ”

แรงค์ S ผมทองระเบิดหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยิน

มันเป็นการหัวเราะที่ค่อนข้างประหลาด เพราะสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงปากเท่านั้นที่ขยับ

“สิทธิ์ที่จะยืนอยู่เหนือผู้อื่นงั้นรึ... จะว่าไป ครั้งหนึ่งฉันก็เคยมีความคิดคล้ายๆ แบบนั้นเหมือนกันนะ”

กึก

กิรยอไพล่มือไว้ด้านหลัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังรำลึกความหลัง

“ใช่ ซูเยฮวี ฉันพอจะเข้าใจความคิดของนายอยู่บ้าง”

“หือ?”

“ตัวฉันนั้นเป็นเลิศที่สุดในโลกหล้า ส่วนพวกปัญญานิ่มคนอื่นสมควรถูกปกครอง ช่วงเวลาที่เคยคิดแบบนั้น... ก็ใช่ว่าจะไม่มี”

“...”

“พอมีพลังอำนาจ ก็มักจะมองคนรอบข้างต่ำต้อยเป็นธรรมดา”

แต่ทว่า ยิ่งประโยคดำเนินต่อไป สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูแปลกประหลาดขึ้น

“...แต่รู้ไหมว่าสุดท้ายแล้วคนแบบฉันมีจุดจบยังไง?”

จากนั้นชายตางูก็เอาแต่จ้องมองไปในความว่างเปล่าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เรื่องราวต่อจากนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมเล่าออกมา

แต่ที่แน่ๆ เขากำลังประชดประชันทางนี้อยู่อย่างแน่นอน

ดูเหมือนคิมกิรยอจะยกอดีตของตัวเองมาเป็นตัวอย่างเพื่อปฏิเสธแนวคิดของลัทธิ

“ปากเก่งสมกับหน้าตาจริงๆ นะ”

“เยฮวี ฟังให้ดีนะ นี่พูดในฐานะรุ่นพี่เลยนะเว้ย ขืนเอ็งยังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป ได้ซวยหนักแน่ พูดจริง”

ซูเยฮวีตัดสินใจที่จะให้ฮันเตอร์ปากดีผู้นี้ได้ลิ้มรสพลังของตน

ไม่สิ อันที่จริงความสามารถได้เริ่มทำงานตั้งแต่อีกฝ่ายก้าวเข้ามาในโกดังแล้ว

[การล้างสมอง]

สกิลนี้ยิ่งเป้าหมายถูกสัมผัสกับพลังนานเท่าไหร่

และยิ่งระยะห่างใกล้กันมากเท่าใด อานุภาพของมันก็จะยิ่งทวีคูณแบบก้าวกระโดด

‘น่าจะเพียงพอแล้ว’

ซูเยฮวีทำการฝังชุดความคิดใส่ฮันเตอร์ตรงหน้าอย่างรุนแรงว่า ‘จงนอบน้อมต่อหน้าศาสดาแห่งวิหารรากษส’

มันคือคำสั่งบังคับผ่านการล้างสมอง

“...”

แต่ทว่า... อะไรกัน?

น่าแปลกที่แม้จะใช้สกิลไปแล้ว แต่ปฏิกิริยากลับเงียบเชียบ

ชายหนุ่มผมทองยังคงยืนตัวตรง ล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ตอยู่อย่างนั้น

ด้วยความที่ส่วนสูงของทั้งสองต่างกันพอสมควร มันจึงกลายเป็นสถานการณ์ที่คิมกิรยอซึ่งยืนตัวตรง กำลังก้มลงมองมาที่เขาด้วยสายตาเหยียดหยาม

‘อะไรกัน?’

ซูเยฮวีไม่อยากเชื่อสายตา จึงทุ่มเทพลังเวทลงไปให้มากยิ่งขึ้น

ในสมองของเขาไม่เคยมีสมการที่ว่า [การล้างสมอง] จะไม่ได้ผล

เพราะเขาคือผู้ที่พระเจ้าเลือกสรร

หากจะพูดให้ถูกก็คือ ทางนี้เองก็เป็นเหมือนกับชายคนนั้น...

“สงสัยเหรอว่าทำไมสกิลถึงใช้ไม่ได้ผลกับแรงค์ S เหมือนกัน?”

“!!”

ทันใดนั้น

กิรยอที่ปิดปากเงียบมาตลอดก็ทำลายความเงียบขึ้น

“แก...”

อย่างที่ใครบางคนเคยพูดไว้ ความจริงแล้วเจ้าของวิหารรากษสคือบุคคลที่มีปริมาณพลังเวทเหนือกว่าขอบเขตของแรงค์ A ไปไกลลิบ

กล่าวคือ ตัวตนแรงค์ S ที่แท้จริงซึ่งซ่อนเร้นอยู่ มิใช่ตามข่าวลือ แต่เป็นทางนี้ต่างหาก ซูเยฮวีผู้นี้คือแรงค์ S คนที่ 4 ของเกาหลีตัวจริงเสียงจริง!

แต่มาถึงตอนนี้ การจะมาตัดสินว่าใครคือตัวจริงตัวปลอมมันจะมีคความหมายอะไร?

ต่อให้เป็นแรงค์ S หรือแรงค์อะไร ฮันเตอร์ผมทองตรงหน้านี้ก็สามารถต้านทานสถานะผิดปกติทางจิตใจได้ทั้งหมดอยู่ดี

“ว่าแต่ กองคอร์ไว้ข้างหลังซะเยอะเชียวนะ หรือกะจะเอาไอ้นั่นไปยึดครองประเทศทีหลัง? ทำให้คนทั้งประเทศกลายเป็นหุ่นเชิด อะไรทำนองนั้น?”

ความแตกต่างทางด้านการแพ้ทางที่ไม่อาจพลิกกลับได้

กิรยอคาดเดาเหตุผลที่ซูเยฮวีรวบรวมแหล่งพลังงานเวท พร้อมกับพูดต่ออย่างสบายอารมณ์

“แต่คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก มักจะมีพวกตัวป่วนแบบฉันโผล่มาขัดลาภสักคนเสมอแหละ”

“นี่คือความสามารถตื่นรู้ของเจ้าหรือ คิมกิรยอ?”

“จะคิดยังไงก็เชิญ”

แม้ในวินาทีนี้ ซูเยฮวีก็ยังพยายามล้างสมองอย่างต่อเนื่อง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ก้มหัวให้เลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับจะเยาะเย้ยความพยายามของผู้ใช้มนตรา

‘เป็นไปไม่ได้’

ทำไม... ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเป็นไปได้

ซูเยฮวีเป็น ผู้ตื่นรู้ ที่ประเมินขีดความสามารถของตนเองไว้อย่างดีเยี่ยม

และเขามั่นใจว่าด้วยพลังเวทอันมหาศาลของตน ต่อให้อีกฝ่ายเป็นแรงค์ S เหมือนกัน ก็ต้องสยบแทบเท้าได้แน่

อย่างน้อยจากการวิจัยที่ผ่านมามันก็เป็นเช่นนั้น

แต่ทว่า ดันมาเกิดตัวแปรที่ไม่คาดคิดเอาตอนนี้เนี่ยนะ

‘เจ้านี่มันตัวอะไรกันแน่’

ซูเยฮวีจ้องมองแรงค์ S ตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

‘เป็นตัวอะไร ทำไมถึงขัดขวางข้าได้ทุกเรื่องขนาดนี้?’

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาอันเย็นชาของอีกฝ่าย

เมื่อการล้างสมองล้มเหลว ซูเยฮวีก็ไม่อาจซ่อนความตื่นตระหนกไว้ได้

ถ้าท่าไม้ตายใช้ไม่ได้ผล ก็ใช้ท่าอื่นสิ?

ความจริงแล้วความพยายามเช่นนั้นไร้ความหมายในการต่อสู้กับผู้ตื่นรู้ระดับสูง

นี่คือปัญหาเรื้อรังของเหล่าผู้ตื่นรู้บนโลก

เวทมนตร์สายอื่นที่ได้รับจากหินสกิล มักจะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าความสามารถดั้งเดิมของผู้ตื่นรู้คนนั้นอย่างมาก

‘สกิลอื่นที่ข้ามีก็แค่ [วอเตอร์บอล] ที่เอาไว้ใช้ปลอมตัวเท่านั้น สกิลกระจอกพรรค์นั้นไม่มีทางชนะแรงค์ S ด้วยกันได้หรอก...!’

การจะใช้สกิลสายซัพพอร์ตที่มีความรุนแรงเต็มที่แค่ระดับ C มาทดแทนความสามารถหลักนั้นเป็นไปไม่ได้

สำหรับซูเยฮวี ความล้มเหลวของการล้างสมองจึงเป็นปัญหาที่ชวนสิ้นหวังอย่างยิ่ง

‘ด-เดี๋ยวก่อน’

ทว่า...

พอลองคิดดูดีๆ มันก็แปลกๆ อยู่นะ

ฮันเตอร์นั่นป้องกันการล้างสมองของทางนี้ได้แน่นอน แต่กลับไม่ยอมพุ่งเข้ามาโจมตีก่อน

“หรือว่า...”

ซูเยฮวีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

“เจ้าต้องการอะไรจากข้าหรือเปล่า?”

อุตส่าห์มาถึงนี่แต่กลับยืนเฉย หรือว่าคิมกิรยอเองก็ต้องการเจรจา?

“เงิน หรือว่าคอร์พวกนี้...?”

ซูเยฮวีพยายามจะใช้ทรัพย์สินเกลี้ยกล่อมแรงค์ S เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้

แต่มันเป็นการกระทำที่สูญเปล่า

เห็นแบบนี้ แต่คิมกิรยอก็เป็นผู้ตื่นรู้แรงค์ F ที่มีพลังต่อสู้สูสีกับหนูท่อที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นนั่นแหละ

คนพรรค์นั้นไม่มีทางบุกเข้ามาสู้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว

“คอร์เหรอ? นั่นสินะ”

กุกกัก

กิรยอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วพูดขึ้นว่า

“เรื่องเงินน่ะช่างมันก่อน อันที่จริงของที่ต้องการน่ะ ฉันได้มาเรียบร้อยแล้ว”

“ได้มาแล้ว?”

“ซูเยฮวี นายกางเขตแดนปิดกั้นสกิลตรวจจับไว้ที่นี่ซะดิบดี แต่ถ้าจะซ่อนตัว ก็น่าจะระวังวิธีนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ?”

สิ่งที่ปรากฏในสายตาของซูเยฮวีถัดมา คือหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่คิมกิรยอชูให้ดูตรงๆ

ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแผนที่ของบริเวณนี้

สรุปก็คือ

“GPS”

กิรยอกำลังโชว์แอปฯ ระบุตำแหน่งที่ติดตั้งไว้ในเครื่อง

“โลกเรามีวิธีติดตามตัวดีๆ อยู่แล้วนี่นา”

และในวินาทีนั้นเอง

ครืนนนน จู่ๆ ก็เกิดกระแสพลังเวทที่ไม่คุ้นเคยไหลทะลักเข้ามาจากทางหน้าต่างสูงของโรงงาน

ความรู้สึกเหมือนมีกลุ่มควันที่มวลมหาศาลกำลังถาโถมเข้ามาอย่างไม่อาจต้านทานได้นี่มัน หรือว่า

‘พลังเวทของผู้ตื่นรู้ระดับสูง!’

เพล้งงงง!

ทันทีที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หน้าต่างทุกบานก็แตกกระจาย ใครบางคนพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรุนแรงผ่านเศษกระจกที่แหลกละเอียด

ตุบ ตึก

ท่ามกลางเศษแก้วที่ร่วงกราว

หญิงสาวผู้มีใบหน้าคมชัดกระโดดลงมาจากหลังของนกยักษ์สีขาว

ผู้ตื่นรู้ที่มีเอกลักษณ์คือผมดัดลอนย้อมสีม่วงแดง ปัดเศษฝุ่นออกจากแก้มเนียนใส พร้อมเอ่ยทักทายอย่างนุ่มนวล

“แหม”

กิลด์มาสเตอร์แห่ง หอคอยเวทมนตร์เกาหลี

“ฉันคงไม่ได้มาช้าไปใช่ไหมคะ?”

ซอเอสเธอร์ ปรากฏตัวออกมาโต้งๆ เลยเรอะ!

‘บัดซบ! มิน่าล่ะถึงไม่ยอมบุกเข้ามา ที่แท้มันก็ถ่วงเวลาเหมือนกันนี่หว่า!’

ในที่สุดซูเยฮวีก็เข้าใจเหตุผลที่คิมกิรยอกระตือรือร้นที่จะสนทนาด้วย

เจ้านั่นไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้ แต่ใช้ตัวเองเป็นเป้าสัญญาณส่งพิกัด GPS ให้เอสเธอร์มาตั้งแต่ต้นแล้ว

‘แรงค์ S สองคน ต่อให้เป็นข้า การจะรับมือพร้อมกันก็คงไม่ไหว’

ขวับ

ซูเยฮวีตัดสินใจอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณ

เขาใช้ ไอเทมบ็อกซ์ เก็บกวาดคอร์ทั้งหมด

แล้วหยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นออกมาจากไอเทมบ็อกซ์นั้นอีกครั้ง

‘ถ้าใช้อุปกรณ์ระดับสูงที่มีอยู่ การหนีก็แค่เรื่องกล้วยๆ...!’

เวลาที่ใช้ในการส่งคอร์ที่กางเขตแดนกลับเข้ากล่องเก็บของ และหยิบไอเทมเคลื่อนย้ายออกมา ใช้เวลาเพียงแค่ 4 วินาที

พรึ่บ

ซูเยฮวีสะบัดผ้าสีดำในมือลงบนพื้น

[ผ้าคลุมแห่งยมโลก]

[ระดับ : ยูนิค]

[คำอธิบาย : ดั่งเงื้อมมือของฮาเดสที่ยื่นไปหาดีเมเทอร์ เมื่อสัมผัสกับความมืดของมัน จะถูกนำพาไปยังสถานที่อันไกลโพ้นในทันที]

[คำอธิบายเพิ่มเติม : เคลื่อนย้ายความเร็วสูงไปยังตำแหน่งล่าสุดที่กางผ้าคลุม]

ทันใดนั้น เงาทมึนที่ดูเหมือนจะสามารถกลืนกินมนุษย์เข้าไปได้ทั้งตัวก็ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน

“อึ๊ก?!”

แต่คิมกิรยอไม่ยอมพลาดโอกาสนี้

เพราะเดิมทีกิรยอมยอมเสี่ยงอันตรายเผชิญหน้ากับศัตรู ก็เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้อยู่แล้ว

ในจังหวะที่ซูเยฮวีกำลังจะใช้อุปกรณ์

กิรยอปาวัตถุที่กำไว้ในมือใส่เงาบนพื้นอย่างสุดแรง

ทรงกลมสีแดงผิวขรุขระที่ดูคล้ายกับเมล็ดพืช

[อนุภาคการสลายตัว-α]

นี่คือไอเทมที่วิหารรากษสเคยใช้ในทางที่ผิดเพื่อปิดเกต

[คำอธิบาย : เมื่อยึดเกาะ จะทำลายอุปกรณ์เป้าหมาย 1 ชิ้น]

แถมหน้าที่ดั้งเดิมของมัน คืออุปกรณ์เวทสำหรับทำลายอุปกรณ์ของคู่ต่อสู้

เปรี๊ยะ!

เมื่ออนุภาคการสลายตัวไม่กี่ชิ้นเกาะติด เงาบนพื้นก็ถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่นไปในที่สุด

“ไอ้ลูกสมุนซาตานเอ๊ย!”

ผ้าคลุมแห่งยมโลกมูลค่ากว่าพันล้านวอนถูกทำลายในพริบตา จะไม่ให้สบถออกมาได้ยังไง

ซูเยฮวีตะโกนด่าทอพลางมองดูอุปกรณ์ที่พังยับเยิน

แต่ทว่า ผู้ก่อเหตุที่ทำลายทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลกลับพูดต่ออย่างหน้าตาเฉย

“คิดว่าฉันจะเจาะข้อมูลงานวิจัยของพวกแกไม่ได้สักอย่างเลยหรือไง? เรื่องที่วิหารรากษสไล่ปิดเกตด้วยวิธีไหนน่ะ ฉันรู้มาตั้งนานแล้ว”

“...!”

“ฉันก็เลยกว้านซื้อตุนไว้ก่อนที่มันจะถูกห้ามจำหน่าย เผื่อว่าแกจะใช้ช่องทางมานาหนีไปไงล่ะ”

กรุกกริก

คิมกิรยอแบมือโชว์ของที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋า บนฝ่ามือของเขามีลูกแก้วสีแดงอยู่อีกกว่าหกลูก

นี่คือความแตกต่างที่ใหญ่หลวงที่สุดระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

ต่างจากตอนที่ถูกลักพาตัวมายังวิหารรากษสอย่างไร้ทางสู้ ตอนนี้คิมกิรยอมีกำลังทรัพย์ในระดับที่คนละชั้นกันแล้ว

“ว่าแต่ ไอ้เจ้าอนุภาคการสลายตัวเนี่ย ราคาแม่งโคตรโหดเลยรู้ป่ะ? ไปเช็กดูเห็นบอกว่าเกตที่ดรอปของพวกนี้มันปิดตัวไปนานแล้วด้วย”

เขามองดูอุปกรณ์เวทในมือตัวเอง

พร้อมกันนั้น เส้นเลือดปูดโปนก็เริ่มปรากฏขึ้นที่ลำคอของชายหนุ่ม

“เพราะไอ้นี่แหละ กำไรที่ได้จากการพิชิต เนินนางเงือก เลยกลายเป็นตัวแดงเถือกหมดเลยเนี่ย...”

กรอด

เขาจ้องมองลงไปยังนักล้างสมองด้วยดวงตาขาวสามด้านที่วาวโรจน์

ทั้งที่เป็นผู้ตื่นรู้ที่ไม่มีพลังเวทเลยสักนิดแท้ๆ

“เฮ้ย ซูเยฮวี เสื้อกันฝนที่ใส่อยู่นั่นน่ะ เป็นไอเทมด้วยหรือเปล่า?”

สาวกแห่งวิหารรากษสถึงกับไหล่สั่นสะท้านด้วยแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวบุคคลผู้นั้น

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

129

20px

ปัง!

หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที ฝากล่องก็เปิดออก

สิ่งที่กระเด้งออกมาจากด้านในคือตัวตลกที่มีใบหน้าทะเล้นกวนประสาท และทันทีที่มันปรากฏตัว ฮอกวันซา ก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที

ถึงขั้นสลบเหมือดชนิดที่ต่อให้ใช้สกิล การล้างสมอง ก็คงปลุกไม่ตื่น

เมื่อเห็นดังนั้น ซูเยฮวี จึงตะโกนลั่นไปทางทิศที่กล่องใบนั้นกลิ้งเข้ามา

“นั่นใคร!”

และคำตอบแรกที่ดังสวนมาจากด้านนอกก็คือ

“...อุตส่าห์ [ตีบวก] เจ้า [กล่องเซอร์ไพรส์!] มาแล้วเชียวนะ ทนทานใช้ได้เลยนี่?”

“...”

“แถมเวรยามรอบๆ ก็ทำไมมันน้อยอย่างนี้ หรือกลัวว่าถ้าใช้คนเยอะแล้วจะถูกแกะรอยง่ายหรือไง?”

สิ้นเสียงนั้น ประตูเหล็กก็เปิดอ้าออกกว้าง พร้อมกับการก้าวเข้ามาของใครบางคน

ชายผมทองที่มีใบหน้าคมกริบดุจงูพิษ ใบหน้าที่คุ้นตาเป็นอย่างดี

“คิมกิรยอ ”

ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็จำชายคนนี้ได้

เจ้านั่นคือตัวการที่คอยขัดขวางแผนการของ วิหารรากษส มาโดยตลอด

หรือก็คือ... ไอ้คนปลอมแปลงระดับที่ทำให้พโยนากิลต้องขวัญผวานั่นเอง...!

‘ร้ายกาจนัก’

เมื่อได้เจอตัวจริง คิมกิรยอมีทักษะการพรางตัวที่น่าทึ่งสมคำร่ำลือจริงๆ

ขนาดตัวเขาที่มีประสาทสัมผัสฉับไว ยังจับสัมผัสการเข้ามาใกล้ของอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

‘สมแล้วที่พโยนากิลจะเข้าใจผิดว่าเป็นแรงค์ F ไม่สิ นี่มันลบตัวตนได้เนียนกว่แมลงตามกอหญ้าข้างทางซะอีก!’

การที่สามารถซ่อนเร้นพลังเวทของตัวเองได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

ซูเยฮวีถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง

“มีจุดประสงค์อะไรถึงถ่อมาถึงที่นี่?”

ชายหนุ่มผมทองก้มลงเก็บกล่องสีแดงที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา พลางเอ่ยตอบ

“จุดประสงค์... ฉันต่างหากที่ต้องสงสัย”

ถึงจะดูไม่เหมือนคำตอบสักเท่าไหร่ก็เถอะ

“ทางนั้นชื่อเยฮวีสินะ? ซูเยฮวี ขอถามสักข้อ นายมีเจตนาอะไรถึงได้ก่อตั้งวิหารบ้าบอนี่ขึ้นมา?”

“ว่าไงนะ?”

“ถ้าทำเพื่อเงินฉันยังพอเข้าใจได้ แต่นายเล่นใช้สาวกไปก่อเรื่อง สุดท้ายปลายทางมันก็คือการก่อการร้ายชัดๆ”

“...”

“ทำไมถึงได้อยากฆ่าแกงเพื่อนร่วมชาติจนตัวสั่นขนาดนั้น”

คิมกิรยอหมุนกล่องที่เก็บกลับมาเล่นในมือพลางร่ายยาว ฝ่ายเจ้าสำนักแห่งวิหารรากษสเมื่อได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยตอบด้วยท่าทีโอหัง

“...เรียกว่าทำในสิ่งที่ควรทำจะดีกว่า”

เพราะซูเยฮวีเชื่ออย่างสุดใจว่าตนเองคือตัวตนระดับเมสยาห์ผู้กอบกู้

“ข้ามีสิทธิ์ที่จะยืนอยู่เหนือผู้อื่น มิเช่นนั้น เบื้องบนคงไม่ประทานพลังที่แข็งแกร่งเพียงนี้ลงมาให้”

“...”

“ความสามารถในการเปลี่ยนความคิดของผู้อื่น... นี่มิใช่เจตจำนงของโลกใบนี้หรอกหรือ ที่ต้องการให้ข้านำพาสรรพสัตว์ผู้ตกต่ำไปสู่แนวคิดที่ถูกต้อง?”

“...”

“ดังนั้นข้าจึงต้องทำหน้าที่ของตน ก่อนที่พวกโง่เขลาจะทำลายผืนดินอันอุดมสมบูรณ์นี้จนพินาศ”

ทั้งหมดนี้คือประสงค์ของพระเจ้า!

กิรยอมองซูเยฮวีที่พล่ามเรื่องพรรค์นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวไปมาอย่างระอา

“อืม เข้าใจละ ไม่ต้องอธิบายต่อแล้ว ดันเผลอไปชวนคนบ้าคุยซะได้”

แต่ซูเยฮวีกลับส่งสายตาเวทนาตอบกลับมาเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย

‘ก็นะ ปุถุชนที่ไม่ได้รับคำพยากรณ์จะไปเข้าใจอะไร คนพวกนี้ต่อให้เห็นเรือโนอาห์ ก็คงเอาแต่ชี้หน้าด่าทอ...’

เมื่อมุมมองต่างกันอย่างสุดขั้ว การสนทนาจึงไม่อาจสื่อสารถึงกันได้

“คิมกิรยอเอ๋ย เห็นแก่ความพยายามที่เจ้าดั้นด้นมาถึงนี่ ข้าจะเทศนาเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยตัวเอง”

ในตอนนั้นเอง ซูเยฮวีเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับต้องการให้กิรยอเข้าใจตนให้ได้

สกิล [การล้างสมอง] ที่สามารถบงการผู้อื่นให้ทำตามใจนึก

ซูเยฮวีวางแผนที่จะใช้ความสามารถนี้ดัดนิสัยอันไร้ระเบียบของมนุษยชาติให้เข้ารูปเข้ารอย...

“ฮะๆ”

แรงค์ S ผมทองระเบิดหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยิน

มันเป็นการหัวเราะที่ค่อนข้างประหลาด เพราะสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงปากเท่านั้นที่ขยับ

“สิทธิ์ที่จะยืนอยู่เหนือผู้อื่นงั้นรึ... จะว่าไป ครั้งหนึ่งฉันก็เคยมีความคิดคล้ายๆ แบบนั้นเหมือนกันนะ”

กึก

กิรยอไพล่มือไว้ด้านหลัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังรำลึกความหลัง

“ใช่ ซูเยฮวี ฉันพอจะเข้าใจความคิดของนายอยู่บ้าง”

“หือ?”

“ตัวฉันนั้นเป็นเลิศที่สุดในโลกหล้า ส่วนพวกปัญญานิ่มคนอื่นสมควรถูกปกครอง ช่วงเวลาที่เคยคิดแบบนั้น... ก็ใช่ว่าจะไม่มี”

“...”

“พอมีพลังอำนาจ ก็มักจะมองคนรอบข้างต่ำต้อยเป็นธรรมดา”

แต่ทว่า ยิ่งประโยคดำเนินต่อไป สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูแปลกประหลาดขึ้น

“...แต่รู้ไหมว่าสุดท้ายแล้วคนแบบฉันมีจุดจบยังไง?”

จากนั้นชายตางูก็เอาแต่จ้องมองไปในความว่างเปล่าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เรื่องราวต่อจากนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมเล่าออกมา

แต่ที่แน่ๆ เขากำลังประชดประชันทางนี้อยู่อย่างแน่นอน

ดูเหมือนคิมกิรยอจะยกอดีตของตัวเองมาเป็นตัวอย่างเพื่อปฏิเสธแนวคิดของลัทธิ

“ปากเก่งสมกับหน้าตาจริงๆ นะ”

“เยฮวี ฟังให้ดีนะ นี่พูดในฐานะรุ่นพี่เลยนะเว้ย ขืนเอ็งยังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป ได้ซวยหนักแน่ พูดจริง”

ซูเยฮวีตัดสินใจที่จะให้ฮันเตอร์ปากดีผู้นี้ได้ลิ้มรสพลังของตน

ไม่สิ อันที่จริงความสามารถได้เริ่มทำงานตั้งแต่อีกฝ่ายก้าวเข้ามาในโกดังแล้ว

[การล้างสมอง]

สกิลนี้ยิ่งเป้าหมายถูกสัมผัสกับพลังนานเท่าไหร่

และยิ่งระยะห่างใกล้กันมากเท่าใด อานุภาพของมันก็จะยิ่งทวีคูณแบบก้าวกระโดด

‘น่าจะเพียงพอแล้ว’

ซูเยฮวีทำการฝังชุดความคิดใส่ฮันเตอร์ตรงหน้าอย่างรุนแรงว่า ‘จงนอบน้อมต่อหน้าศาสดาแห่งวิหารรากษส’

มันคือคำสั่งบังคับผ่านการล้างสมอง

“...”

แต่ทว่า... อะไรกัน?

น่าแปลกที่แม้จะใช้สกิลไปแล้ว แต่ปฏิกิริยากลับเงียบเชียบ

ชายหนุ่มผมทองยังคงยืนตัวตรง ล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ตอยู่อย่างนั้น

ด้วยความที่ส่วนสูงของทั้งสองต่างกันพอสมควร มันจึงกลายเป็นสถานการณ์ที่คิมกิรยอซึ่งยืนตัวตรง กำลังก้มลงมองมาที่เขาด้วยสายตาเหยียดหยาม

‘อะไรกัน?’

ซูเยฮวีไม่อยากเชื่อสายตา จึงทุ่มเทพลังเวทลงไปให้มากยิ่งขึ้น

ในสมองของเขาไม่เคยมีสมการที่ว่า [การล้างสมอง] จะไม่ได้ผล

เพราะเขาคือผู้ที่พระเจ้าเลือกสรร

หากจะพูดให้ถูกก็คือ ทางนี้เองก็เป็นเหมือนกับชายคนนั้น...

“สงสัยเหรอว่าทำไมสกิลถึงใช้ไม่ได้ผลกับแรงค์ S เหมือนกัน?”

“!!”

ทันใดนั้น

กิรยอที่ปิดปากเงียบมาตลอดก็ทำลายความเงียบขึ้น

“แก...”

อย่างที่ใครบางคนเคยพูดไว้ ความจริงแล้วเจ้าของวิหารรากษสคือบุคคลที่มีปริมาณพลังเวทเหนือกว่าขอบเขตของแรงค์ A ไปไกลลิบ

กล่าวคือ ตัวตนแรงค์ S ที่แท้จริงซึ่งซ่อนเร้นอยู่ มิใช่ตามข่าวลือ แต่เป็นทางนี้ต่างหาก ซูเยฮวีผู้นี้คือแรงค์ S คนที่ 4 ของเกาหลีตัวจริงเสียงจริง!

แต่มาถึงตอนนี้ การจะมาตัดสินว่าใครคือตัวจริงตัวปลอมมันจะมีคความหมายอะไร?

ต่อให้เป็นแรงค์ S หรือแรงค์อะไร ฮันเตอร์ผมทองตรงหน้านี้ก็สามารถต้านทานสถานะผิดปกติทางจิตใจได้ทั้งหมดอยู่ดี

“ว่าแต่ กองคอร์ไว้ข้างหลังซะเยอะเชียวนะ หรือกะจะเอาไอ้นั่นไปยึดครองประเทศทีหลัง? ทำให้คนทั้งประเทศกลายเป็นหุ่นเชิด อะไรทำนองนั้น?”

ความแตกต่างทางด้านการแพ้ทางที่ไม่อาจพลิกกลับได้

กิรยอคาดเดาเหตุผลที่ซูเยฮวีรวบรวมแหล่งพลังงานเวท พร้อมกับพูดต่ออย่างสบายอารมณ์

“แต่คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก มักจะมีพวกตัวป่วนแบบฉันโผล่มาขัดลาภสักคนเสมอแหละ”

“นี่คือความสามารถตื่นรู้ของเจ้าหรือ คิมกิรยอ?”

“จะคิดยังไงก็เชิญ”

แม้ในวินาทีนี้ ซูเยฮวีก็ยังพยายามล้างสมองอย่างต่อเนื่อง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ก้มหัวให้เลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับจะเยาะเย้ยความพยายามของผู้ใช้มนตรา

‘เป็นไปไม่ได้’

ทำไม... ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเป็นไปได้

ซูเยฮวีเป็น ผู้ตื่นรู้ ที่ประเมินขีดความสามารถของตนเองไว้อย่างดีเยี่ยม

และเขามั่นใจว่าด้วยพลังเวทอันมหาศาลของตน ต่อให้อีกฝ่ายเป็นแรงค์ S เหมือนกัน ก็ต้องสยบแทบเท้าได้แน่

อย่างน้อยจากการวิจัยที่ผ่านมามันก็เป็นเช่นนั้น

แต่ทว่า ดันมาเกิดตัวแปรที่ไม่คาดคิดเอาตอนนี้เนี่ยนะ

‘เจ้านี่มันตัวอะไรกันแน่’

ซูเยฮวีจ้องมองแรงค์ S ตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

‘เป็นตัวอะไร ทำไมถึงขัดขวางข้าได้ทุกเรื่องขนาดนี้?’

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาอันเย็นชาของอีกฝ่าย

เมื่อการล้างสมองล้มเหลว ซูเยฮวีก็ไม่อาจซ่อนความตื่นตระหนกไว้ได้

ถ้าท่าไม้ตายใช้ไม่ได้ผล ก็ใช้ท่าอื่นสิ?

ความจริงแล้วความพยายามเช่นนั้นไร้ความหมายในการต่อสู้กับผู้ตื่นรู้ระดับสูง

นี่คือปัญหาเรื้อรังของเหล่าผู้ตื่นรู้บนโลก

เวทมนตร์สายอื่นที่ได้รับจากหินสกิล มักจะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าความสามารถดั้งเดิมของผู้ตื่นรู้คนนั้นอย่างมาก

‘สกิลอื่นที่ข้ามีก็แค่ [วอเตอร์บอล] ที่เอาไว้ใช้ปลอมตัวเท่านั้น สกิลกระจอกพรรค์นั้นไม่มีทางชนะแรงค์ S ด้วยกันได้หรอก...!’

การจะใช้สกิลสายซัพพอร์ตที่มีความรุนแรงเต็มที่แค่ระดับ C มาทดแทนความสามารถหลักนั้นเป็นไปไม่ได้

สำหรับซูเยฮวี ความล้มเหลวของการล้างสมองจึงเป็นปัญหาที่ชวนสิ้นหวังอย่างยิ่ง

‘ด-เดี๋ยวก่อน’

ทว่า...

พอลองคิดดูดีๆ มันก็แปลกๆ อยู่นะ

ฮันเตอร์นั่นป้องกันการล้างสมองของทางนี้ได้แน่นอน แต่กลับไม่ยอมพุ่งเข้ามาโจมตีก่อน

“หรือว่า...”

ซูเยฮวีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

“เจ้าต้องการอะไรจากข้าหรือเปล่า?”

อุตส่าห์มาถึงนี่แต่กลับยืนเฉย หรือว่าคิมกิรยอเองก็ต้องการเจรจา?

“เงิน หรือว่าคอร์พวกนี้...?”

ซูเยฮวีพยายามจะใช้ทรัพย์สินเกลี้ยกล่อมแรงค์ S เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้

แต่มันเป็นการกระทำที่สูญเปล่า

เห็นแบบนี้ แต่คิมกิรยอก็เป็นผู้ตื่นรู้แรงค์ F ที่มีพลังต่อสู้สูสีกับหนูท่อที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นนั่นแหละ

คนพรรค์นั้นไม่มีทางบุกเข้ามาสู้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว

“คอร์เหรอ? นั่นสินะ”

กุกกัก

กิรยอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วพูดขึ้นว่า

“เรื่องเงินน่ะช่างมันก่อน อันที่จริงของที่ต้องการน่ะ ฉันได้มาเรียบร้อยแล้ว”

“ได้มาแล้ว?”

“ซูเยฮวี นายกางเขตแดนปิดกั้นสกิลตรวจจับไว้ที่นี่ซะดิบดี แต่ถ้าจะซ่อนตัว ก็น่าจะระวังวิธีนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ?”

สิ่งที่ปรากฏในสายตาของซูเยฮวีถัดมา คือหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่คิมกิรยอชูให้ดูตรงๆ

ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแผนที่ของบริเวณนี้

สรุปก็คือ

“GPS”

กิรยอกำลังโชว์แอปฯ ระบุตำแหน่งที่ติดตั้งไว้ในเครื่อง

“โลกเรามีวิธีติดตามตัวดีๆ อยู่แล้วนี่นา”

และในวินาทีนั้นเอง

ครืนนนน จู่ๆ ก็เกิดกระแสพลังเวทที่ไม่คุ้นเคยไหลทะลักเข้ามาจากทางหน้าต่างสูงของโรงงาน

ความรู้สึกเหมือนมีกลุ่มควันที่มวลมหาศาลกำลังถาโถมเข้ามาอย่างไม่อาจต้านทานได้นี่มัน หรือว่า

‘พลังเวทของผู้ตื่นรู้ระดับสูง!’

เพล้งงงง!

ทันทีที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หน้าต่างทุกบานก็แตกกระจาย ใครบางคนพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรุนแรงผ่านเศษกระจกที่แหลกละเอียด

ตุบ ตึก

ท่ามกลางเศษแก้วที่ร่วงกราว

หญิงสาวผู้มีใบหน้าคมชัดกระโดดลงมาจากหลังของนกยักษ์สีขาว

ผู้ตื่นรู้ที่มีเอกลักษณ์คือผมดัดลอนย้อมสีม่วงแดง ปัดเศษฝุ่นออกจากแก้มเนียนใส พร้อมเอ่ยทักทายอย่างนุ่มนวล

“แหม”

กิลด์มาสเตอร์แห่ง หอคอยเวทมนตร์เกาหลี

“ฉันคงไม่ได้มาช้าไปใช่ไหมคะ?”

ซอเอสเธอร์ ปรากฏตัวออกมาโต้งๆ เลยเรอะ!

‘บัดซบ! มิน่าล่ะถึงไม่ยอมบุกเข้ามา ที่แท้มันก็ถ่วงเวลาเหมือนกันนี่หว่า!’

ในที่สุดซูเยฮวีก็เข้าใจเหตุผลที่คิมกิรยอกระตือรือร้นที่จะสนทนาด้วย

เจ้านั่นไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้ แต่ใช้ตัวเองเป็นเป้าสัญญาณส่งพิกัด GPS ให้เอสเธอร์มาตั้งแต่ต้นแล้ว

‘แรงค์ S สองคน ต่อให้เป็นข้า การจะรับมือพร้อมกันก็คงไม่ไหว’

ขวับ

ซูเยฮวีตัดสินใจอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณ

เขาใช้ ไอเทมบ็อกซ์ เก็บกวาดคอร์ทั้งหมด

แล้วหยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นออกมาจากไอเทมบ็อกซ์นั้นอีกครั้ง

‘ถ้าใช้อุปกรณ์ระดับสูงที่มีอยู่ การหนีก็แค่เรื่องกล้วยๆ...!’

เวลาที่ใช้ในการส่งคอร์ที่กางเขตแดนกลับเข้ากล่องเก็บของ และหยิบไอเทมเคลื่อนย้ายออกมา ใช้เวลาเพียงแค่ 4 วินาที

พรึ่บ

ซูเยฮวีสะบัดผ้าสีดำในมือลงบนพื้น

[ผ้าคลุมแห่งยมโลก]

[ระดับ : ยูนิค]

[คำอธิบาย : ดั่งเงื้อมมือของฮาเดสที่ยื่นไปหาดีเมเทอร์ เมื่อสัมผัสกับความมืดของมัน จะถูกนำพาไปยังสถานที่อันไกลโพ้นในทันที]

[คำอธิบายเพิ่มเติม : เคลื่อนย้ายความเร็วสูงไปยังตำแหน่งล่าสุดที่กางผ้าคลุม]

ทันใดนั้น เงาทมึนที่ดูเหมือนจะสามารถกลืนกินมนุษย์เข้าไปได้ทั้งตัวก็ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน

“อึ๊ก?!”

แต่คิมกิรยอไม่ยอมพลาดโอกาสนี้

เพราะเดิมทีกิรยอมยอมเสี่ยงอันตรายเผชิญหน้ากับศัตรู ก็เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้อยู่แล้ว

ในจังหวะที่ซูเยฮวีกำลังจะใช้อุปกรณ์

กิรยอปาวัตถุที่กำไว้ในมือใส่เงาบนพื้นอย่างสุดแรง

ทรงกลมสีแดงผิวขรุขระที่ดูคล้ายกับเมล็ดพืช

[อนุภาคการสลายตัว-α]

นี่คือไอเทมที่วิหารรากษสเคยใช้ในทางที่ผิดเพื่อปิดเกต

[คำอธิบาย : เมื่อยึดเกาะ จะทำลายอุปกรณ์เป้าหมาย 1 ชิ้น]

แถมหน้าที่ดั้งเดิมของมัน คืออุปกรณ์เวทสำหรับทำลายอุปกรณ์ของคู่ต่อสู้

เปรี๊ยะ!

เมื่ออนุภาคการสลายตัวไม่กี่ชิ้นเกาะติด เงาบนพื้นก็ถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่นไปในที่สุด

“ไอ้ลูกสมุนซาตานเอ๊ย!”

ผ้าคลุมแห่งยมโลกมูลค่ากว่าพันล้านวอนถูกทำลายในพริบตา จะไม่ให้สบถออกมาได้ยังไง

ซูเยฮวีตะโกนด่าทอพลางมองดูอุปกรณ์ที่พังยับเยิน

แต่ทว่า ผู้ก่อเหตุที่ทำลายทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลกลับพูดต่ออย่างหน้าตาเฉย

“คิดว่าฉันจะเจาะข้อมูลงานวิจัยของพวกแกไม่ได้สักอย่างเลยหรือไง? เรื่องที่วิหารรากษสไล่ปิดเกตด้วยวิธีไหนน่ะ ฉันรู้มาตั้งนานแล้ว”

“...!”

“ฉันก็เลยกว้านซื้อตุนไว้ก่อนที่มันจะถูกห้ามจำหน่าย เผื่อว่าแกจะใช้ช่องทางมานาหนีไปไงล่ะ”

กรุกกริก

คิมกิรยอแบมือโชว์ของที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋า บนฝ่ามือของเขามีลูกแก้วสีแดงอยู่อีกกว่าหกลูก

นี่คือความแตกต่างที่ใหญ่หลวงที่สุดระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

ต่างจากตอนที่ถูกลักพาตัวมายังวิหารรากษสอย่างไร้ทางสู้ ตอนนี้คิมกิรยอมีกำลังทรัพย์ในระดับที่คนละชั้นกันแล้ว

“ว่าแต่ ไอ้เจ้าอนุภาคการสลายตัวเนี่ย ราคาแม่งโคตรโหดเลยรู้ป่ะ? ไปเช็กดูเห็นบอกว่าเกตที่ดรอปของพวกนี้มันปิดตัวไปนานแล้วด้วย”

เขามองดูอุปกรณ์เวทในมือตัวเอง

พร้อมกันนั้น เส้นเลือดปูดโปนก็เริ่มปรากฏขึ้นที่ลำคอของชายหนุ่ม

“เพราะไอ้นี่แหละ กำไรที่ได้จากการพิชิต เนินนางเงือก เลยกลายเป็นตัวแดงเถือกหมดเลยเนี่ย...”

กรอด

เขาจ้องมองลงไปยังนักล้างสมองด้วยดวงตาขาวสามด้านที่วาวโรจน์

ทั้งที่เป็นผู้ตื่นรู้ที่ไม่มีพลังเวทเลยสักนิดแท้ๆ

“เฮ้ย ซูเยฮวี เสื้อกันฝนที่ใส่อยู่นั่นน่ะ เป็นไอเทมด้วยหรือเปล่า?”

สาวกแห่งวิหารรากษสถึงกับไหล่สั่นสะท้านด้วยแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวบุคคลผู้นั้น