Cover

130

ถึงเวลาที่การประจบสอพลอที่ทำมาตลอดจะเปล่งประกายเสียที

ทั้งการมอบ ‘สารดูดซับมานา’ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ในอนาคตให้

ทั้งการช่วยชีวิตดึงขึ้นมาจากบ่อโคลนตม

แถมทุกครั้งที่เจอกันก็ยังมอบความเมตตาให้อย่างไม่อั้น

คิดว่าฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนี้ไปเพื่ออะไรกันล่ะ?

‘ฮ่าๆๆๆ!’

ในวันที่ตัดสินใจจะกำจัดซูเยฮวี

ก่อนจะวางแผน ฉันรีบบึ่งไปหา ‘หอคอยเวทมนตร์’ เป็นที่แรก และเหตุผลที่ฉันไปที่นั่นก็มีเพียงข้อเดียว

“แหม ผมไม่ได้มาช้าไปใช่ไหมครับ?”

ฉันถูมือขอร้องอ้อนวอนให้เอสเธอร์ช่วย

นั่นก็เพื่อหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดมาจัดการกับซูเยฮวี

‘คุ้มค่าที่ลงทุนไปจริงๆ!’

ความจริงฉันสังเกตเห็นตั้งนานแล้วว่าเอสเธอร์มีความรู้สึกดีๆ ให้ฉัน

ดูอย่างตอนก่อนที่ ‘อีมูกิ’ จะปรากฏตัวสิ

เอสเธอร์ยอมรับคำขอของฉันที่ให้งดเว้นการพิชิตเกตในช่วงนั้นอย่างง่ายดาย

‘แค่นี้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแรกเริ่มที่จะตีซี้กับผู้ใช้คำสาประดับ S แล้ว’

หึหึหึ

ขั้นตอนหลังจากไปเยือนหอคอยเวทมนตร์คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมั้ง

วิชาควบคุมโกเลม

หลังจากนั้นฉันก็ใช้เวทมนตร์บทนั้นสะกดรอยตามวิหารรากษสต้อยๆ ก็เท่านั้นเอง

‘หลังจากหาตัวเจ้าฮอกวันซาเจอก็รวบรวมข้อมูลได้ลื่นไหลเป็นบ้า อย่างว่าแหละ บนโลกนี้ไม่มีใครรู้จักวิชาควบคุมโกเลมสักคน สบายแฮ’

ฉันหวนนึกถึงช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการแกะรอยพลางดื่มด่ำกับความรู้สึก

การชุมนุมของวิหารรากษสมักจะจัดขึ้นตอนกลางคืน ทำให้ฉันต้องโต้รุ่งอยู่บ่อยๆ...

ทำให้ร่างกายนี้ต้องทำงานล่วงเวลาตั้งกี่ครั้ง ต่อให้ยังไงก็ปล่อยซูเยฮวีไว้ไม่ได้จริงๆ

ช่างเถอะ เอาเป็นว่า

-คุณกิรยอ แล้วผู้ตื่นรู้ที่ชื่อซูเยฮวีนั่นน่ะค่ะ

-ครับ

-เป็นระดับ S เหมือนพวกเรา... ฉันเองก็จะได้รับผลกระทบจากการล้างสมองในระดับหนึ่งหรือเปล่าคะ?

-อ๋อ เรื่องนั้น

-อุปกรณ์ป้องกันประเภทต้านทานการล้างสมองก็ไม่ค่อยมีของดีๆ ด้วยสิ ชักกังวลแล้ว...

ไม่ใช่คังชางโฮ และไม่ใช่จองฮาซอง

การที่ฉันเลือกเอสเธอร์จากบรรดาฮันเตอร์ระดับ S มาเป็นผู้ช่วย มันมีเหตุผลรองรับอยู่แล้ว

ก่อนจะมาที่นี่ เอสเธอร์ดูจะกังวลไม่น้อยว่าจะสู้อย่างไรดี

ถามจริงเถอะ ถ้าเอสเธอร์จะโดนล้างสมอง ฉันจะพาเธอมาถึงโกดังนี่เรอะ?

ในความเป็นจริง การต่อสู้ทั้งหมดมันเป็นหน้าที่ของเธอต่างหาก

‘สู้เขานะ’

สรุปสั้นๆ เลยก็คือ ฮันเตอร์เอสเธอร์มีความได้เปรียบแบบ ‘งูกินหาง’ เหนือซูเยฮวีอย่างสมบูรณ์

-ไม่ต้องห่วงครับ คุณเอสเธอร์

-คุณชนะขาดลอยแน่นอน

ธาตุคำสาป

ด้วยความสามารถที่ตื่นรู้มาแต่กำเนิด ทำให้เธอมีค่าความต้านทานการล้างสมองที่สูงลิบ

“ท่านศาสดาที่อยู่ตรงนั้นน่ะ~ นี่มันการต่อสู้แบบ 2 รุม 1 ดูยังไงถ้าปะทะกันป้าก็แพ้เห็นๆ สู้ยกมือยอมแพ้แต่โดยดีไม่ดีกว่าเหรอคะ?”

“หุบปาก! นังผู้หญิงที่แปดเปื้อนทางโลก!”

“อุ๊ยตาย อาชญากรคนนี้เสียงดังซะด้วย”

การล้างสมอง

คำสาป

เวทมนตร์สายจิตใจเหล่านี้มีกฎพิเศษเฉพาะตัวอยู่

เมื่อผู้ใช้เวทสายเดียวกันมาปะทะกัน การต่อสู้ของพวกเขาจะยึดหลักที่เรียกกันบ้านๆ ว่า ‘ใครเปิดก่อนได้เปรียบ’ อย่างเคร่งครัด

สมมติว่ามีผู้ใช้เวทลม 2 คนมาสู้กันตรงนี้

ทั้งสองคนคงผลัดกันรุกรับจนบาดแผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหม?

ไม่ว่าจะโดนลมบาด หรือล้มหงายหลัง

โดยปกติแล้วเมื่อธาตุเดียวกันปะทะกัน ย่อมต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายไม่มากก็น้อย

แต่ทว่า กับพวกผู้ใช้เวทตรงหน้านี้สถานการณ์มันต่างออกไป

ในเมื่อพวกเขายึดถือการรุกรานจิตใจเป็นอาชีพ พวกเขาจึงสร้างเกราะป้องกันจิตสำนึกของตัวเองไว้อย่างแน่นหนา

‘เพราะงั้นเอสเธอร์ถึงมีภูมิคุ้มกันต่อเสียงเพลงของ [ไซเรน] ไงล่ะ ในด้านนั้นพลังป้องกันเธอเป็นเลิศอยู่แล้ว’

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับใครเปิดก่อนได้เปรียบน่ะเหรอ?

‘เดิมที ยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่ เวลาแตกหักแรงสะท้อนมันยิ่งรุนแรงเท่านั้นแหละ’

อธิบายให้ละเอียดกว่านี้ก็คือ การต่อสู้ของผู้ใช้เวทพวกนี้มักจะตัดสินกันที่ว่าใครเจาะจิตสำนึกของอีกฝ่ายได้ก่อน

เพราะเมื่อจิตสำนึกถูกรุกรานไปแล้วครั้งหนึ่ง ผู้ใช้เวทคนนั้นก็จะโต้กลับได้ยากลำบาก

ว่ากันว่ามัวแต่เข้าออกจิตใจคนอื่น พอจู่ๆ บ้านตัวเองโดนปล้น ประสาทสัมผัสทั้งหมดก็จะไปกองรวมกันตรงนั้นจนร่ายเวทไม่สำเร็จ...

‘ถ้าให้พูด ฉันมันสายเป็ด (All-rounder) เลยไม่เคยมีประสบการณ์ตรงหรอกนะ’

ด้วยเหตุนี้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการโจมตีทางจิตจึงมักหมกมุ่นอยู่กับการคิดค้นท่าไม้ตาย

สำหรับพวกเขา การต่อสู้แบบ ‘แพ้แต่รูปเกมดี’ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ฝ่ายไหนโจมตีโดนก่อนก็กวาดชัยชนะไปทั้งหมด

ด้วยระบบนี้ ซูเยฮวีจึงเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง

เพราะผู้ใช้เวทล้างสมองคนนั้นมีค่าการตื่นรู้อยู่ในระดับ S ซึ่งแทบจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในสายพลังเดียวกัน

‘ต่อให้ผู้ตื่นรู้สายล้างสมองดาหน้ากันมา 100 คน หรือ 1,000 คน สำหรับซูเยฮวีก็เป็นแค่ฝูงมดปลวก’

ดังนั้น วิธีที่จะลดความเสียหายจากการต่อสู้ให้เหลือน้อยที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว

ขอแค่แข็งแกร่งกว่านิดหน่อยก็ได้ แค่หาจอมเวทสายจิตใจที่มีพลังเหนือกว่าซูเยฮวีมาก็พอ

และโชคดี...

ในเกาหลีแห่งนี้ มีฮันเตอร์ที่ตรงตามเงื่อนไขนั้นอยู่หนึ่งคนพอดีเป๊ะ

“เอาเป็นว่า ฉันเกลียดพวกแบบแกที่สุดเลย”

ตึก ตึก

เอสเธอร์ที่ยืนประจันหน้ากับซูเยฮวีก้าวเท้าออกมาแล้วเอ่ยอย่างเนิบนาบ

“แค่มีลูกเล่นแพรวพราวหน่อยก็ทำตัวกร่างยังกับเป็นคนใหญ่คนโต แถมยังก่ออาชญากรรมเหมือนรอเวลานี้มานาน”

น้ำเสียงออดอ้อน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลาย แต่ประโยคที่เธอเอื้อนเอ่ยออกมานั้นอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ที่ชัดเจน

“ฉันอยากให้ซูเยฮวีอย่างแก โดนฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ให้เท่ากับจำนวนสาวกวิหารรากษส แล้วตายๆ ไปซะ”

ความรังเกียจ

“นั่นแหละ รีบๆ ตายไปซะ”

พลันพลังเวทก็โหมกระหน่ำ

เอสเธอร์จ้องเขม็งไปที่ศัตรูพร้อมสาดคำสาปเข้มข้นใส่อย่างไม่ยั้ง

ซูเยฮวีพยายามตอบโต้การโจมตีที่พุ่งเข้าใส่ด้วยการใช้วิชาล้างสมองสวนกลับ แต่ฉันรู้ผลลัพธ์ที่จะตามมาอยู่แล้ว

“อึก!”

ทั้งซูเยฮวีและเอสเธอร์ต่างเป็นระดับ S

แต่ถ้าลองวัดขนาดพลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิดกันจริงๆ มีฝ่ายหนึ่งที่เหนือกว่าอยู่นิดหน่อย

“เป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวก่อน! นี่มัน...”

ใบหน้าของซูเยฮวีเริ่มบิดเบี้ยว

ผู้ใช้เวทคนนั้นทึ้งชุดกันฝนที่สวมอยู่เพื่อต้านทานคำสาป

แต่พลังเวทของเอสเธอร์กลับเริ่มคืบคลานเข้ากัดกินสมองของอีกฝ่าย แม้เจ้าตัวจะพยายามสลัดออกก็ตาม...

“────!”

ไม่นานเสียงกรีดร้องที่แทบจะฉีกกระชากอากาศก็ดังก้อง

ซูเยฮวีพ่ายแพ้ในการดวลซึ่งหน้ากับผู้ใช้คำสาป

เพียงแค่ปลายก้อย ความต่างของพลังอันน้อยนิดนั้นได้ตัดสินสถานะสูงต่ำของพวกหล่อนอย่างชัดเจน

“อ๊ากกกก! อือ... เกิดอะไรขึ้น หัว ขะ ขะ ของฉัน หัวฉันมัน...!”

ซูเยฮวีเริ่มเกาหูตัวเองอย่างบ้าคลั่งราวกับมีแมลงไชชอน

ดูท่ารสสัมผัสของการโดนสาปคงจะน่ารังเกียจพิลึก

“อุ๊ยตาย! เป็นอย่างที่คุณกิรยอพูดจริงๆ ด้วย! แค่หักล้างไปครั้งเดียว สกิลก็ขาดช่วงหมดเลยเหรอเนี่ย?”

เอสเธอร์ชี้ไปที่ศัตรูซึ่งกำลังดิ้นพราดด้วยความเจ็บปวดพลางร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ

แต่การแก้แค้นที่ทำให้ฉันต้องทำงานหนักมันเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหาก

คิดว่าฉันถ่อมาถึงนี่แค่เพื่อจะมาโชว์หลักการเวทมนตร์สายจิตใจแค่นั้นหรือไง

“ฮันเตอร์เอสเธอร์”

“ค่า~ เอาอันนั้นใช่ไหมคะ?”

พอได้ยินฉันเรียก เอสเธอร์ก็ปรับสีหน้าทันที หรือพูดให้ถูกคือ แววตาที่เหมือนกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่าง

“จะ จะทำอะ...”

คำสาปเป็นเวทมนตร์ที่สามารถกำหนดผลลัพธ์ได้หลากหลาย จึงมีเทคนิคที่แตกแขนงออกมามากมาย

ไม่ว่าจะทำให้เกิดการอักเสบ หรือทำให้ร่างกายเป็นอัมพาต

ถึงขั้นที่ว่าในบรรดาคำสาปเหล่านั้น ประเภทที่แปลกประหลาดที่สุดถึงกับมีชื่อเรียกใหม่บัญญัติไว้บนโลกเลยทีเดียว

“การลงโทษมันต้องแบบนี้สิ นี่ คุณซูเยฮวี คุณเคยได้ยินชื่อสกิล ‘incitement of hatred’ ไหม?”

ที่นี่มีจำนวนผู้ใช้คำสาปน้อยมาก สงสัยสกิลบางอย่างคงยังไม่ได้รับการแปลอย่างเป็นทางการสินะ

“หยุดนะ”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดของเอสเธอร์ ซูเยฮวีก็หน้าซีดเผือดพร้อมส่ายหัวรัวๆ

“ดะ เดี๋ยวก่อน รอเดี๋ยวนะคะ ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยนี่นา ฮันเตอร์ก็ไม่ได้เห็นกับตาตัวเองสักหน่อยว่าฉันทำความผิดร้ายแรงจริงรึเปล่า ใช่ไหมคะ?”

ต่อมา สาวกในชุดกันฝนก็พนมมืออ้อนวอน พ่นคำพูดออกมาเป็นชุด

“เดี๋ยวก่อนค่ะ ฟังก่อน ฉันจะอธิบายทุกอย่าง คือจริงๆ แล้วฉันมีความจำเป็น...!”

แต่ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมยังไง ท่าทีของเอสเธอร์ก็ไม่เปลี่ยนไปเลย

“โทษทีนะ พอดีฉันไม่ชอบตัวร้ายที่มีปมดราม่าน่ะ”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

กร๊อบ เอสเธอร์คว้าหมับเข้าที่เปลือกตาของซูเยฮวีอย่างแรง แล้วเทมานาของตัวเองใส่อย่างไม่อั้น

เป็นการเปิดใช้งานความสามารถของผู้ตื่นรู้

“อึก อือ... อ๊าก!”

ซูเยฮวีดิ้นพล่านเพื่อจะหลุดจากการจับกุมของเอสเธอร์แต่มันไร้ความหมาย ลำพังผู้ใช้เวทล้างสมองจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหนกัน

“อ๊ากกกกกกก!”

และเวทมนตร์ที่ทำงานในตอนนี้คืออะไรน่ะเหรอ

“เฮือก...?”

ฟุ่บ

เอสเธอร์ค่อยๆ ละมือที่กดหน้าอีกฝ่ายออก แต่ทว่าซูเยฮวีที่ลืมตาขึ้นกลับมีสีหน้าสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม

“อา อาาาา...”

นี่คือโฉมหน้าของสกิลที่ 2 ของเอสเธอร์ การยัดเยียด ‘โรคกลัว’ ชนิดหนึ่งใส่เป้าหมาย

“คุณกิรยอ แค่นี้จะพอจริงๆ เหรอคะ?”

และแนวคิดใหม่ที่เอสเธอร์มอบให้ก็คือ ‘โรคกลัวมนุษย์’

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ความรุนแรงของอารมณ์ที่ถูกยัดเยียดด้วยสกิลนั้นเหนือจินตนาการ

ทันทีที่ซูเยฮวีเห็นพวกเราที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ หล่อนก็ลงไปคลานกับพื้นแล้วเริ่มอาเจียนออกมา

“ครับ ยัยนั่นคงใช้ความสามารถของผู้ตื่นรู้ไม่ได้แล้วล่ะ”

ฉันมองดูจุดจบของผู้ใช้เวทที่ริอ่านก่อตั้งลัทธิเทียมแล้วเอ่ยขึ้น

“[การล้างสมอง] คือความสามารถในการปกครองผู้อื่น แต่คนที่จะขึ้นไปอยู่เหนือหัวคนที่ตัวเองหวาดกลัวน่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

ปิดผนึกเวทมนตร์อย่างสมบูรณ์

แถมถ้าสภาพเป็นแบบนั้น การล้างสมองที่เคยคงสภาพไว้ก็น่าจะคลายออกทั้งหมดแล้ว

“ฮึก ฮึก เฮือก”

เท่านี้วิหารรากษสก็จบเห่!

เพื่อฉลองให้กับความสำเร็จของแผนการ ฉันกระซิบที่ข้างหูของซูเยฮวี

“บอกแล้วไงว่าอย่าเที่ยวไปดูถูกคนอื่นเขาน่ะ?”

แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ หลังจากนั้นซูเยฮวีก็ทำหน้าช็อกสุดขีด น้ำลายฟูมปากแล้วสลบเหมือดไปเลย

“แค่นี้ถึงกับสลบเลยแฮะ”

“เอาไงต่อดีคะ?”

“ปล่อยไว้งั้นแหละครับ เห็นว่าสกิลนั้นถ้าคุณเอสเธอร์ตั้งใจจะคงสภาพไว้มันก็อยู่ได้ตลอดนี่นา เดี๋ยวส่งตัวให้ตำรวจก็จบแล้ว”

ฉันกับเอสเธอร์ยืนคุยกันสั้นๆ ในโกดัง

“ยังไงก็ขอบคุณที่ช่วยนะครับวันนี้”

“ไม่เป็นไรค่า~”

ทว่าตอนที่กำลังจะจัดการงานแล้วออกไป เอสเธอร์ก็ถามคำถามแปลกๆ ขึ้นมา

“จริงสิ คุณกิรยอ”

“ครับ”

“ว่าแต่ซูเยฮวี... อย่างที่เคยอธิบายไป ถ้าปล่อยไว้แบบนั้นคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานหรอกนะคะ สมัยนี้มองไปทางไหนก็เจอแต่คนนี่นา แม้แต่ในกระจกก็ด้วย”

“อ๋อ ครับ”

“ฉันกำลังบอกว่าซูเยฮวีจะกลายเป็นคนเสียสติแล้วตายไปเลยนะคะ แต่ปฏิกิริยาคุณดูเฉยชาจัง?”

การรับมือกับผู้ใช้คำสาปนี่มันยากชะมัด

โดยเฉพาะอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ต่างดาว ไม่รู้จะเอาใจยังไงเลยให้ตายสิ

“อืม”

ฉันเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

“งั้นผมควรจะมีปฏิกิริยายังไงในสถานการณ์นี้เหรอครับ?”

ทางนี้อุตส่าห์ขอคำปรึกษาอย่างจริงจังนะเนี่ย

เอสเธอร์ทำท่าทางประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

เห็นมุมปากยกขึ้นแบบนั้น ดูท่าคงไม่ได้อารมณ์เสียอะไรหรอกมั้ง

‘ช่างเถอะ ไม่รู้เว้ย’

การเดาใจมนุษย์ต่างดาวไม่ถูกก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ตอนนี้ปล่อยผ่านไปก่อนละกัน

---

และแล้วประวัติศาสตร์ของผู้ก่อการร้ายลัทธิเทียมก็ปิดฉากลง

เมื่อซูเยฮวีที่เป็นแม่ข่ายของเครือข่ายการล้างสมองล่มสลาย ระดับแกนนำกว่า 15% ก็ทยอยได้สติกลับคืนมา ทำให้องค์กรแทบจะแตกสลายไปในทันที

เหล่าสาวกที่ได้สติจดจำสิ่งที่ตัวเองทำลงไปในขณะถูกล้างสมองได้และต่างก็เจ็บปวดรวดร้าว

แต่ความวุ่นวายคงไม่ใหญ่โตนัก

ถึงจะคนละแบบกับ... การลดโทษเพราะมึนเมาก็เถอะ

แต่กฎหมายของที่นี่มีแนวโน้มที่จะตัดสินลงโทษการกระทำความผิดในภาวะวิกลจริตได้ยาก

‘ต่างจากพวกอัลฟาวูรีที่ไม่มีความยืดหยุ่นเลยสินะ’

สรุปแล้วคนที่พังยับเยินก็มีแค่ซูเยฮวีคนเดียว แฮปปี้เอนดิ้งชัดๆ

“หึ ก็ใครใช้ให้มาแหยมกับจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉันล่ะ”

ในเมื่อถอนรากถอนโคนอันตรายที่แฝงตัวอยู่ได้แล้ว ทีนี้ก็จะได้ใช้ชีวิตในเกาหลีอย่างสุขสบายสักทีสินะ?

“ฮื้ม”

ฉันยืดคอมองออกไปนอกหน้าต่าง

ตอนนี้กลางเดือนกุมภาพันธ์

มัวแต่จัดการเรื่องวิหารรากษส เผลอแป๊บเดียวข้างนอกก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเสียแล้ว

อากาศดีแบบนี้ ออกไปเที่ยวเล่นหน่อยก็น่าจะดีเหมือนกัน...

-ตติ๊ง♪

ตอนนั้นเอง บนหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับอยู่ก็มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา

<ข้อความ SMS>

[ผู้ส่ง : ซอเอสเธอร์]

ฮันเตอร์คนนี้ส่งข้อความมาทำไมแต่เช้าเนี่ย ฉันเอียงคอสงสัยพลางเปิดดูเนื้อหาที่ส่งมา

[คุณกิรยอ! ตอนนี้ออกมาเจอกันแป๊บหนึ่งได้ไหมคะ? ε=┌( >_<)┘]

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

130

20px

ถึงเวลาที่การประจบสอพลอที่ทำมาตลอดจะเปล่งประกายเสียที

ทั้งการมอบ ‘สารดูดซับมานา’ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ในอนาคตให้

ทั้งการช่วยชีวิตดึงขึ้นมาจากบ่อโคลนตม

แถมทุกครั้งที่เจอกันก็ยังมอบความเมตตาให้อย่างไม่อั้น

คิดว่าฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนี้ไปเพื่ออะไรกันล่ะ?

‘ฮ่าๆๆๆ!’

ในวันที่ตัดสินใจจะกำจัดซูเยฮวี

ก่อนจะวางแผน ฉันรีบบึ่งไปหา ‘หอคอยเวทมนตร์’ เป็นที่แรก และเหตุผลที่ฉันไปที่นั่นก็มีเพียงข้อเดียว

“แหม ผมไม่ได้มาช้าไปใช่ไหมครับ?”

ฉันถูมือขอร้องอ้อนวอนให้เอสเธอร์ช่วย

นั่นก็เพื่อหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดมาจัดการกับซูเยฮวี

‘คุ้มค่าที่ลงทุนไปจริงๆ!’

ความจริงฉันสังเกตเห็นตั้งนานแล้วว่าเอสเธอร์มีความรู้สึกดีๆ ให้ฉัน

ดูอย่างตอนก่อนที่ ‘อีมูกิ’ จะปรากฏตัวสิ

เอสเธอร์ยอมรับคำขอของฉันที่ให้งดเว้นการพิชิตเกตในช่วงนั้นอย่างง่ายดาย

‘แค่นี้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแรกเริ่มที่จะตีซี้กับผู้ใช้คำสาประดับ S แล้ว’

หึหึหึ

ขั้นตอนหลังจากไปเยือนหอคอยเวทมนตร์คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมั้ง

วิชาควบคุมโกเลม

หลังจากนั้นฉันก็ใช้เวทมนตร์บทนั้นสะกดรอยตามวิหารรากษสต้อยๆ ก็เท่านั้นเอง

‘หลังจากหาตัวเจ้าฮอกวันซาเจอก็รวบรวมข้อมูลได้ลื่นไหลเป็นบ้า อย่างว่าแหละ บนโลกนี้ไม่มีใครรู้จักวิชาควบคุมโกเลมสักคน สบายแฮ’

ฉันหวนนึกถึงช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการแกะรอยพลางดื่มด่ำกับความรู้สึก

การชุมนุมของวิหารรากษสมักจะจัดขึ้นตอนกลางคืน ทำให้ฉันต้องโต้รุ่งอยู่บ่อยๆ...

ทำให้ร่างกายนี้ต้องทำงานล่วงเวลาตั้งกี่ครั้ง ต่อให้ยังไงก็ปล่อยซูเยฮวีไว้ไม่ได้จริงๆ

ช่างเถอะ เอาเป็นว่า

-คุณกิรยอ แล้วผู้ตื่นรู้ที่ชื่อซูเยฮวีนั่นน่ะค่ะ

-ครับ

-เป็นระดับ S เหมือนพวกเรา... ฉันเองก็จะได้รับผลกระทบจากการล้างสมองในระดับหนึ่งหรือเปล่าคะ?

-อ๋อ เรื่องนั้น

-อุปกรณ์ป้องกันประเภทต้านทานการล้างสมองก็ไม่ค่อยมีของดีๆ ด้วยสิ ชักกังวลแล้ว...

ไม่ใช่คังชางโฮ และไม่ใช่จองฮาซอง

การที่ฉันเลือกเอสเธอร์จากบรรดาฮันเตอร์ระดับ S มาเป็นผู้ช่วย มันมีเหตุผลรองรับอยู่แล้ว

ก่อนจะมาที่นี่ เอสเธอร์ดูจะกังวลไม่น้อยว่าจะสู้อย่างไรดี

ถามจริงเถอะ ถ้าเอสเธอร์จะโดนล้างสมอง ฉันจะพาเธอมาถึงโกดังนี่เรอะ?

ในความเป็นจริง การต่อสู้ทั้งหมดมันเป็นหน้าที่ของเธอต่างหาก

‘สู้เขานะ’

สรุปสั้นๆ เลยก็คือ ฮันเตอร์เอสเธอร์มีความได้เปรียบแบบ ‘งูกินหาง’ เหนือซูเยฮวีอย่างสมบูรณ์

-ไม่ต้องห่วงครับ คุณเอสเธอร์

-คุณชนะขาดลอยแน่นอน

ธาตุคำสาป

ด้วยความสามารถที่ตื่นรู้มาแต่กำเนิด ทำให้เธอมีค่าความต้านทานการล้างสมองที่สูงลิบ

“ท่านศาสดาที่อยู่ตรงนั้นน่ะ~ นี่มันการต่อสู้แบบ 2 รุม 1 ดูยังไงถ้าปะทะกันป้าก็แพ้เห็นๆ สู้ยกมือยอมแพ้แต่โดยดีไม่ดีกว่าเหรอคะ?”

“หุบปาก! นังผู้หญิงที่แปดเปื้อนทางโลก!”

“อุ๊ยตาย อาชญากรคนนี้เสียงดังซะด้วย”

การล้างสมอง

คำสาป

เวทมนตร์สายจิตใจเหล่านี้มีกฎพิเศษเฉพาะตัวอยู่

เมื่อผู้ใช้เวทสายเดียวกันมาปะทะกัน การต่อสู้ของพวกเขาจะยึดหลักที่เรียกกันบ้านๆ ว่า ‘ใครเปิดก่อนได้เปรียบ’ อย่างเคร่งครัด

สมมติว่ามีผู้ใช้เวทลม 2 คนมาสู้กันตรงนี้

ทั้งสองคนคงผลัดกันรุกรับจนบาดแผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหม?

ไม่ว่าจะโดนลมบาด หรือล้มหงายหลัง

โดยปกติแล้วเมื่อธาตุเดียวกันปะทะกัน ย่อมต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายไม่มากก็น้อย

แต่ทว่า กับพวกผู้ใช้เวทตรงหน้านี้สถานการณ์มันต่างออกไป

ในเมื่อพวกเขายึดถือการรุกรานจิตใจเป็นอาชีพ พวกเขาจึงสร้างเกราะป้องกันจิตสำนึกของตัวเองไว้อย่างแน่นหนา

‘เพราะงั้นเอสเธอร์ถึงมีภูมิคุ้มกันต่อเสียงเพลงของ [ไซเรน] ไงล่ะ ในด้านนั้นพลังป้องกันเธอเป็นเลิศอยู่แล้ว’

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับใครเปิดก่อนได้เปรียบน่ะเหรอ?

‘เดิมที ยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่ เวลาแตกหักแรงสะท้อนมันยิ่งรุนแรงเท่านั้นแหละ’

อธิบายให้ละเอียดกว่านี้ก็คือ การต่อสู้ของผู้ใช้เวทพวกนี้มักจะตัดสินกันที่ว่าใครเจาะจิตสำนึกของอีกฝ่ายได้ก่อน

เพราะเมื่อจิตสำนึกถูกรุกรานไปแล้วครั้งหนึ่ง ผู้ใช้เวทคนนั้นก็จะโต้กลับได้ยากลำบาก

ว่ากันว่ามัวแต่เข้าออกจิตใจคนอื่น พอจู่ๆ บ้านตัวเองโดนปล้น ประสาทสัมผัสทั้งหมดก็จะไปกองรวมกันตรงนั้นจนร่ายเวทไม่สำเร็จ...

‘ถ้าให้พูด ฉันมันสายเป็ด (All-rounder) เลยไม่เคยมีประสบการณ์ตรงหรอกนะ’

ด้วยเหตุนี้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการโจมตีทางจิตจึงมักหมกมุ่นอยู่กับการคิดค้นท่าไม้ตาย

สำหรับพวกเขา การต่อสู้แบบ ‘แพ้แต่รูปเกมดี’ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ฝ่ายไหนโจมตีโดนก่อนก็กวาดชัยชนะไปทั้งหมด

ด้วยระบบนี้ ซูเยฮวีจึงเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง

เพราะผู้ใช้เวทล้างสมองคนนั้นมีค่าการตื่นรู้อยู่ในระดับ S ซึ่งแทบจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในสายพลังเดียวกัน

‘ต่อให้ผู้ตื่นรู้สายล้างสมองดาหน้ากันมา 100 คน หรือ 1,000 คน สำหรับซูเยฮวีก็เป็นแค่ฝูงมดปลวก’

ดังนั้น วิธีที่จะลดความเสียหายจากการต่อสู้ให้เหลือน้อยที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว

ขอแค่แข็งแกร่งกว่านิดหน่อยก็ได้ แค่หาจอมเวทสายจิตใจที่มีพลังเหนือกว่าซูเยฮวีมาก็พอ

และโชคดี...

ในเกาหลีแห่งนี้ มีฮันเตอร์ที่ตรงตามเงื่อนไขนั้นอยู่หนึ่งคนพอดีเป๊ะ

“เอาเป็นว่า ฉันเกลียดพวกแบบแกที่สุดเลย”

ตึก ตึก

เอสเธอร์ที่ยืนประจันหน้ากับซูเยฮวีก้าวเท้าออกมาแล้วเอ่ยอย่างเนิบนาบ

“แค่มีลูกเล่นแพรวพราวหน่อยก็ทำตัวกร่างยังกับเป็นคนใหญ่คนโต แถมยังก่ออาชญากรรมเหมือนรอเวลานี้มานาน”

น้ำเสียงออดอ้อน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลาย แต่ประโยคที่เธอเอื้อนเอ่ยออกมานั้นอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ที่ชัดเจน

“ฉันอยากให้ซูเยฮวีอย่างแก โดนฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ให้เท่ากับจำนวนสาวกวิหารรากษส แล้วตายๆ ไปซะ”

ความรังเกียจ

“นั่นแหละ รีบๆ ตายไปซะ”

พลันพลังเวทก็โหมกระหน่ำ

เอสเธอร์จ้องเขม็งไปที่ศัตรูพร้อมสาดคำสาปเข้มข้นใส่อย่างไม่ยั้ง

ซูเยฮวีพยายามตอบโต้การโจมตีที่พุ่งเข้าใส่ด้วยการใช้วิชาล้างสมองสวนกลับ แต่ฉันรู้ผลลัพธ์ที่จะตามมาอยู่แล้ว

“อึก!”

ทั้งซูเยฮวีและเอสเธอร์ต่างเป็นระดับ S

แต่ถ้าลองวัดขนาดพลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิดกันจริงๆ มีฝ่ายหนึ่งที่เหนือกว่าอยู่นิดหน่อย

“เป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวก่อน! นี่มัน...”

ใบหน้าของซูเยฮวีเริ่มบิดเบี้ยว

ผู้ใช้เวทคนนั้นทึ้งชุดกันฝนที่สวมอยู่เพื่อต้านทานคำสาป

แต่พลังเวทของเอสเธอร์กลับเริ่มคืบคลานเข้ากัดกินสมองของอีกฝ่าย แม้เจ้าตัวจะพยายามสลัดออกก็ตาม...

“────!”

ไม่นานเสียงกรีดร้องที่แทบจะฉีกกระชากอากาศก็ดังก้อง

ซูเยฮวีพ่ายแพ้ในการดวลซึ่งหน้ากับผู้ใช้คำสาป

เพียงแค่ปลายก้อย ความต่างของพลังอันน้อยนิดนั้นได้ตัดสินสถานะสูงต่ำของพวกหล่อนอย่างชัดเจน

“อ๊ากกกก! อือ... เกิดอะไรขึ้น หัว ขะ ขะ ของฉัน หัวฉันมัน...!”

ซูเยฮวีเริ่มเกาหูตัวเองอย่างบ้าคลั่งราวกับมีแมลงไชชอน

ดูท่ารสสัมผัสของการโดนสาปคงจะน่ารังเกียจพิลึก

“อุ๊ยตาย! เป็นอย่างที่คุณกิรยอพูดจริงๆ ด้วย! แค่หักล้างไปครั้งเดียว สกิลก็ขาดช่วงหมดเลยเหรอเนี่ย?”

เอสเธอร์ชี้ไปที่ศัตรูซึ่งกำลังดิ้นพราดด้วยความเจ็บปวดพลางร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ

แต่การแก้แค้นที่ทำให้ฉันต้องทำงานหนักมันเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหาก

คิดว่าฉันถ่อมาถึงนี่แค่เพื่อจะมาโชว์หลักการเวทมนตร์สายจิตใจแค่นั้นหรือไง

“ฮันเตอร์เอสเธอร์”

“ค่า~ เอาอันนั้นใช่ไหมคะ?”

พอได้ยินฉันเรียก เอสเธอร์ก็ปรับสีหน้าทันที หรือพูดให้ถูกคือ แววตาที่เหมือนกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่าง

“จะ จะทำอะ...”

คำสาปเป็นเวทมนตร์ที่สามารถกำหนดผลลัพธ์ได้หลากหลาย จึงมีเทคนิคที่แตกแขนงออกมามากมาย

ไม่ว่าจะทำให้เกิดการอักเสบ หรือทำให้ร่างกายเป็นอัมพาต

ถึงขั้นที่ว่าในบรรดาคำสาปเหล่านั้น ประเภทที่แปลกประหลาดที่สุดถึงกับมีชื่อเรียกใหม่บัญญัติไว้บนโลกเลยทีเดียว

“การลงโทษมันต้องแบบนี้สิ นี่ คุณซูเยฮวี คุณเคยได้ยินชื่อสกิล ‘incitement of hatred’ ไหม?”

ที่นี่มีจำนวนผู้ใช้คำสาปน้อยมาก สงสัยสกิลบางอย่างคงยังไม่ได้รับการแปลอย่างเป็นทางการสินะ

“หยุดนะ”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดของเอสเธอร์ ซูเยฮวีก็หน้าซีดเผือดพร้อมส่ายหัวรัวๆ

“ดะ เดี๋ยวก่อน รอเดี๋ยวนะคะ ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยนี่นา ฮันเตอร์ก็ไม่ได้เห็นกับตาตัวเองสักหน่อยว่าฉันทำความผิดร้ายแรงจริงรึเปล่า ใช่ไหมคะ?”

ต่อมา สาวกในชุดกันฝนก็พนมมืออ้อนวอน พ่นคำพูดออกมาเป็นชุด

“เดี๋ยวก่อนค่ะ ฟังก่อน ฉันจะอธิบายทุกอย่าง คือจริงๆ แล้วฉันมีความจำเป็น...!”

แต่ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมยังไง ท่าทีของเอสเธอร์ก็ไม่เปลี่ยนไปเลย

“โทษทีนะ พอดีฉันไม่ชอบตัวร้ายที่มีปมดราม่าน่ะ”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

กร๊อบ เอสเธอร์คว้าหมับเข้าที่เปลือกตาของซูเยฮวีอย่างแรง แล้วเทมานาของตัวเองใส่อย่างไม่อั้น

เป็นการเปิดใช้งานความสามารถของผู้ตื่นรู้

“อึก อือ... อ๊าก!”

ซูเยฮวีดิ้นพล่านเพื่อจะหลุดจากการจับกุมของเอสเธอร์แต่มันไร้ความหมาย ลำพังผู้ใช้เวทล้างสมองจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหนกัน

“อ๊ากกกกกกก!”

และเวทมนตร์ที่ทำงานในตอนนี้คืออะไรน่ะเหรอ

“เฮือก...?”

ฟุ่บ

เอสเธอร์ค่อยๆ ละมือที่กดหน้าอีกฝ่ายออก แต่ทว่าซูเยฮวีที่ลืมตาขึ้นกลับมีสีหน้าสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม

“อา อาาาา...”

นี่คือโฉมหน้าของสกิลที่ 2 ของเอสเธอร์ การยัดเยียด ‘โรคกลัว’ ชนิดหนึ่งใส่เป้าหมาย

“คุณกิรยอ แค่นี้จะพอจริงๆ เหรอคะ?”

และแนวคิดใหม่ที่เอสเธอร์มอบให้ก็คือ ‘โรคกลัวมนุษย์’

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ความรุนแรงของอารมณ์ที่ถูกยัดเยียดด้วยสกิลนั้นเหนือจินตนาการ

ทันทีที่ซูเยฮวีเห็นพวกเราที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ หล่อนก็ลงไปคลานกับพื้นแล้วเริ่มอาเจียนออกมา

“ครับ ยัยนั่นคงใช้ความสามารถของผู้ตื่นรู้ไม่ได้แล้วล่ะ”

ฉันมองดูจุดจบของผู้ใช้เวทที่ริอ่านก่อตั้งลัทธิเทียมแล้วเอ่ยขึ้น

“[การล้างสมอง] คือความสามารถในการปกครองผู้อื่น แต่คนที่จะขึ้นไปอยู่เหนือหัวคนที่ตัวเองหวาดกลัวน่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

ปิดผนึกเวทมนตร์อย่างสมบูรณ์

แถมถ้าสภาพเป็นแบบนั้น การล้างสมองที่เคยคงสภาพไว้ก็น่าจะคลายออกทั้งหมดแล้ว

“ฮึก ฮึก เฮือก”

เท่านี้วิหารรากษสก็จบเห่!

เพื่อฉลองให้กับความสำเร็จของแผนการ ฉันกระซิบที่ข้างหูของซูเยฮวี

“บอกแล้วไงว่าอย่าเที่ยวไปดูถูกคนอื่นเขาน่ะ?”

แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ หลังจากนั้นซูเยฮวีก็ทำหน้าช็อกสุดขีด น้ำลายฟูมปากแล้วสลบเหมือดไปเลย

“แค่นี้ถึงกับสลบเลยแฮะ”

“เอาไงต่อดีคะ?”

“ปล่อยไว้งั้นแหละครับ เห็นว่าสกิลนั้นถ้าคุณเอสเธอร์ตั้งใจจะคงสภาพไว้มันก็อยู่ได้ตลอดนี่นา เดี๋ยวส่งตัวให้ตำรวจก็จบแล้ว”

ฉันกับเอสเธอร์ยืนคุยกันสั้นๆ ในโกดัง

“ยังไงก็ขอบคุณที่ช่วยนะครับวันนี้”

“ไม่เป็นไรค่า~”

ทว่าตอนที่กำลังจะจัดการงานแล้วออกไป เอสเธอร์ก็ถามคำถามแปลกๆ ขึ้นมา

“จริงสิ คุณกิรยอ”

“ครับ”

“ว่าแต่ซูเยฮวี... อย่างที่เคยอธิบายไป ถ้าปล่อยไว้แบบนั้นคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานหรอกนะคะ สมัยนี้มองไปทางไหนก็เจอแต่คนนี่นา แม้แต่ในกระจกก็ด้วย”

“อ๋อ ครับ”

“ฉันกำลังบอกว่าซูเยฮวีจะกลายเป็นคนเสียสติแล้วตายไปเลยนะคะ แต่ปฏิกิริยาคุณดูเฉยชาจัง?”

การรับมือกับผู้ใช้คำสาปนี่มันยากชะมัด

โดยเฉพาะอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ต่างดาว ไม่รู้จะเอาใจยังไงเลยให้ตายสิ

“อืม”

ฉันเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

“งั้นผมควรจะมีปฏิกิริยายังไงในสถานการณ์นี้เหรอครับ?”

ทางนี้อุตส่าห์ขอคำปรึกษาอย่างจริงจังนะเนี่ย

เอสเธอร์ทำท่าทางประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

เห็นมุมปากยกขึ้นแบบนั้น ดูท่าคงไม่ได้อารมณ์เสียอะไรหรอกมั้ง

‘ช่างเถอะ ไม่รู้เว้ย’

การเดาใจมนุษย์ต่างดาวไม่ถูกก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ตอนนี้ปล่อยผ่านไปก่อนละกัน

---

และแล้วประวัติศาสตร์ของผู้ก่อการร้ายลัทธิเทียมก็ปิดฉากลง

เมื่อซูเยฮวีที่เป็นแม่ข่ายของเครือข่ายการล้างสมองล่มสลาย ระดับแกนนำกว่า 15% ก็ทยอยได้สติกลับคืนมา ทำให้องค์กรแทบจะแตกสลายไปในทันที

เหล่าสาวกที่ได้สติจดจำสิ่งที่ตัวเองทำลงไปในขณะถูกล้างสมองได้และต่างก็เจ็บปวดรวดร้าว

แต่ความวุ่นวายคงไม่ใหญ่โตนัก

ถึงจะคนละแบบกับ... การลดโทษเพราะมึนเมาก็เถอะ

แต่กฎหมายของที่นี่มีแนวโน้มที่จะตัดสินลงโทษการกระทำความผิดในภาวะวิกลจริตได้ยาก

‘ต่างจากพวกอัลฟาวูรีที่ไม่มีความยืดหยุ่นเลยสินะ’

สรุปแล้วคนที่พังยับเยินก็มีแค่ซูเยฮวีคนเดียว แฮปปี้เอนดิ้งชัดๆ

“หึ ก็ใครใช้ให้มาแหยมกับจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉันล่ะ”

ในเมื่อถอนรากถอนโคนอันตรายที่แฝงตัวอยู่ได้แล้ว ทีนี้ก็จะได้ใช้ชีวิตในเกาหลีอย่างสุขสบายสักทีสินะ?

“ฮื้ม”

ฉันยืดคอมองออกไปนอกหน้าต่าง

ตอนนี้กลางเดือนกุมภาพันธ์

มัวแต่จัดการเรื่องวิหารรากษส เผลอแป๊บเดียวข้างนอกก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเสียแล้ว

อากาศดีแบบนี้ ออกไปเที่ยวเล่นหน่อยก็น่าจะดีเหมือนกัน...

-ตติ๊ง♪

ตอนนั้นเอง บนหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับอยู่ก็มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา

<ข้อความ SMS>

[ผู้ส่ง : ซอเอสเธอร์]

ฮันเตอร์คนนี้ส่งข้อความมาทำไมแต่เช้าเนี่ย ฉันเอียงคอสงสัยพลางเปิดดูเนื้อหาที่ส่งมา

[คุณกิรยอ! ตอนนี้ออกมาเจอกันแป๊บหนึ่งได้ไหมคะ? ε=┌( >_<)┘]