Cover

131

ครู่ต่อมา

ฉันเดินออกมาข้างนอกตามข้อความของเอสเธอร์ที่นัดให้มาเจอกันตรงสี่แยกใหญ่

ทว่าทันทีที่หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เห็นหน้าฉันที่โผล่มาตรงสี่แยก เธอก็พูดขึ้นมาทันทีว่า

“ไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิกันเถอะค่ะ!”

เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา อย่างที่รู้กันว่าฉันใช้งานชุดสูทที่ได้รับจากอีกฝ่ายอย่างคุ้มค่าทีเดียว

จะเรียกว่าใช้งานคุ้มค่าก็กระไรอยู่ ความจริงคือในตู้เสื้อผ้ามันมีอยู่แค่ชุดเดียวนั่นแหละ เวลาจะออกไปข้างนอกเลยเหมือนถูกบังคับให้ใส่แต่ชุดที่เธอให้มา

น่าแปลกที่พฤติกรรมนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าปลื้มปริ่มสำหรับชาวโลก เอสเธอร์เอาแต่ย้ำเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา และดูเหมือนจะเต็มใจซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ฉันด้วยความยินดีปรีดา

“ก็คุณกิรยออุตส่าห์ใช้ของขวัญได้คุ้มซะขนาดนั้น ฉันเลยรู้สึกขอบคุณน่ะสิคะ! คราวนี้ไปร้านตัดสูทสั่งทำกันเถอะ”

เชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีน้ำเงินเข้ม และอื่นๆ อีกมากมาย

เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายซื้อให้ราคายังคงแพงหูฉี่เหมือนเดิม แต่ตอนนี้ฉันเริ่มชินและปล่อยเลยตามเลยไปแล้ว

‘พอได้เป็นฮันเตอร์ระดับ S ถึงได้เข้าใจ ของแค่นี้สำหรับเอสเธอร์คงเป็นแค่เศษเงินหลังตู้เย็นนั่นแหละ’

แต่การไม่รู้สึกกดดันกับการเมินเฉยต่อความหวังดีมันเป็นคนละเรื่องกัน

เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมาทีหลัง ฝ่ายเราเองก็ควรแสดงความจริงใจกลับไปบ้างอย่างน้อยที่สุด

“รับไว้อย่างเดียวแบบนี้ผมเกรงใจแย่... ถ้ายังไงขอผมเลี้ยงข้าวตอบแทนได้ไหมครับ?”

ถึงจะไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่ในเมื่อเอสเธอร์ก็เป็นชาวโลกเหมือนกัน ยังไงก็ต้องกินข้าวใช่ไหมล่ะ?

ฉันคำนวณในใจเสร็จสรรพจึงเอ่ยปากชวนเธอ

“ทานข้าวเหรอคะ?!”

แต่ปฏิกิริยาตอบรับกลับรุนแรงเกินคาดแฮะ

ทำไมพอพูดว่าจะเลี้ยงข้าว เสียงของอีกฝ่ายถึงได้พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก 2 ออกเตฟแบบนั้นล่ะ

สงสัยวันนี้เอสเธอร์คงจะหิวโซน่าดู

---

สถานที่ที่เรามาถึงในเวลาต่อมาคือร้านอาหารในละแวกใกล้เคียง

ฉันมอบหน้าที่เลือกร้านและเมนูให้เป็นรสนิยมของอีกฝ่าย สิ่งที่เอสเธอร์เลือกคือภัตตาคารสกายวิวบนตึกสูงระฟ้า

‘อ้าว?’

แต่ทั้งที่เป็นเวลาพักเที่ยงแท้ๆ กลับไม่มีลูกค้าเลยสักคน

พอฉันหันมองซ้ายมองขวา เอสเธอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อธิบายขึ้น

“อ๊ะ ไม่ต้องตกใจนะคะ พอดีฉันเหมาไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะอยากทานข้าวกับคุณกิรยอแบบเป็นส่วนตัวน่ะค่ะ”

“ครับ?”

“ฉันเพิ่งติดต่อไปหาคนรู้จักแบบกะทันหัน แต่โชคดีที่วันนี้ไม่มีลูกค้าจองพอดี”

เหมา

งั้นอย่าบอกนะว่าไอ้ค่าที่นั่งจำนวนมหาศาลนั่นฉันต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด?

ฉันรู้สึกหวาดผวาขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่โชคดีที่เรื่องที่กังวลไม่ได้เกิดขึ้น

เอสเธอร์เดินนำไปที่โต๊ะริมหน้าต่างพร้อมกับบอกว่าให้จ่ายแค่ค่าอาหารสำหรับ 2 ที่ก็พอ

ส่วนเรื่องที่เคลียร์คนออกไป เป็นแค่ความเอาแต่ใจของเธอที่ชอบทานข้าวเงียบๆ ดังนั้นไม่ต้องใส่ใจ สรุปความได้ประมาณนั้น

‘โล่งอกไปที’

งั้นในเมื่อมีโอกาสได้มาร้านหรูๆ ทั้งที วันนี้ขอเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมการกินของดาวดวงนี้หน่อยก็แล้วกัน

ฉันกับเอสเธอร์สั่งคอร์สเดียวกันและนั่งลงประจำที่

ไม่นานนักอาหารเรียกน้ำย่อยก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

อาหารสีสันสดใสที่จัดวางมาในถ้วยใบเล็ก สิ่งที่รองอยู่ข้างล่างนั่นมัน... กุ้งสินะ

‘กินยังไงล่ะเนี่ย?’

ฉันพิจารณาอาหารหน้าตาแปลกใหม่ด้วยความสนใจ

และในตอนนั้นเอง เสียงนุ่มนวลของผู้ร่วมโต๊ะจากฝั่งตรงข้ามก็ดังขึ้น

“คุณกิรยอคะ ว่าแต่ยังจำสัญญาที่เคยให้ไว้ได้อยู่ไหมคะ?”

สัญญาที่พูดถึงในที่นี้ คงหมายถึงเรื่องนั้นสินะ

[ตกลงครับ ผมจะช่วยจัดการซูเยฮวีให้ แต่แลกกับการที่เรื่องนี้ติดหนี้ไว้ก่อนได้ใช่ไหม?]

ความจริงแล้วความช่วยเหลือในคราวนั้นไม่ได้เป็นการกุศลแบบฟรีๆ ซะทีเดียว

‘เอสเธอร์เคยบอกว่าแลกกับการช่วยงาน ถ้าวันหลังเธอขอให้ช่วยอะไรบ้างก็ให้รับปากว่าจะทำ’

ฉันพยักหน้าแทนคำตอบว่ายังจำข้อแลกเปลี่ยนในอดีตได้

เอสเธอร์จึงยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

“ดีจังเลยค่ะที่ไม่ลืม งั้นไหนๆ ก็พูดแล้ว... ความจริงวันนี้ฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนคุณกิรยอน่ะค่ะ”

ก๊อกแก๊ก

ผู้ใช้คำสาปหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

เธอเลื่อนของที่หาเจอมาบนโต๊ะ พอเพ่งมองดีๆ ก็เห็นว่าเป็นกระดาษแข็งใบหนึ่งที่ขลิบด้วยทองคำ

“ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ถ้าเกิดว่า—”

ถึงจะเคยรับปากส่งเดชไปว่าจะทำอะไรให้ก็ได้ก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงก็เริ่มหวั่นใจแล้วว่าจะพูดอะไรออกมา

“สัปดาห์หน้าคุณช่วยไปที่ที่หนึ่งกับฉันหน่อยได้ไหมคะ?”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

เอสเธอร์ก็งัดเอาหัวข้อสนทนาที่เตรียมไว้เพื่อทวงค่าตอบแทนจากการช่วยจัดการวิหารรากษสออกมา

“เจาะจงก็คือ งานปาร์ตี้ที่กิลด์แห่งหนึ่งเป็นเจ้าภาพค่ะ”

ปึก เอสเธอร์ชี้ไปที่กระดาษบนโต๊ะแล้วเสริมคำอธิบาย

“‘เกตสตาร์’ กิลด์ฮันเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา เดือนนี้จะครบรอบวันก่อตั้งปีที่ 5 ของพวกเขาน่ะค่ะ”

เกตสตาร์?

พอลองฟังรายละเอียดดู เหมือนว่ากิลด์นั้นจะจัดงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่เพื่อเป็นเกียรติแก่วันมงคลของบริษัท

แถมปีนี้ยังพิเศษตรงที่เชิญฮันเตอร์ระดับ S จากแต่ละประเทศไปด้วย

เหล่าฮันเตอร์ระดับท็อปมีจำนวนน้อย ทำให้ยากที่จะได้เจอหน้ากัน งานนี้จึงจัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้มารวมตัวและสร้างคอนเนกชันกันสักหน่อยในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้...

“การสร้างสายสัมพันธ์กับพวกระดับ S จากต่างประเทศไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่คะ”

เอสเธอร์บอกว่าโดยส่วนตัวแล้วเธอคิดว่าข้อเสนอของเกตสตาร์ก็ไม่เลว

“ฉันเลยกะว่าจะตอบรับคำเชิญนี้ค่ะ แต่ปัญหาคือ...”

วูบ

เธอโน้มตัวเข้ามาพร้อมกับทำสีหน้าลำบากใจ

“ฉันยังหาคนที่จะช่วยเอสคอร์ตไม่ได้เลยค่ะ”

“เอสคอร์ต?”

“ฟังคำอธิบายไปแล้วก็น่าจะรู้นะคะ งานแบบนี้จะให้ไปคนเดียวมันก็ยังไงๆ อยู่ใช่ไหมล่ะ?”

ก็จริงของเธอ ถ้าฮันเตอร์จากทั่วโลกมารวมตัวกัน ในงานปาร์ตี้ก็คงมีแต่ชาวต่างชาติเต็มไปหมด

“ดังนั้นสรุปก็คือ ฉันตั้งใจจะขอให้คุณกิรยอช่วยมาเป็นพาร์ตเนอร์ให้หน่อยน่ะค่ะ”

ฉันตอบรับคำขอของเอสเธอร์โดยแทบไม่ต้องคิดหนัก

ไอ้เราก็กังวลแทบตายว่าจะเป็นคำไหว้วานที่ต้องงัดฝีมือออกมาใช้จนหมดไส้หมดพุงซะอีก ถ้าแค่ไปร่วมงานเลี้ยงแล้วล้างหนี้ได้ สำหรับฉันก็ถือว่าหวานหมูสิ

‘ถือโอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตาที่ต่างประเทศด้วยเลย’

อ้าว? ยิ่งคิดก็ยิ่งมีแต่ข้อดีไม่ใช่เหรอ?

“ตกลงครับ ผมจะไป”

“ตายจริง พูดจริงเหรอคะเนี่ย?”

และแล้วฉันก็ตกลงปลงใจที่จะร่วมเดินทางไปงานฉลองวันก่อตั้งของเกตสตาร์ด้วยความยินดี

ฝ่ายตรงข้ามจึงชวนคุยต่อด้วยสีหน้าดีอกดีใจ ทั้งกำหนดการเดินทางคือเมื่อไหร่ กฎการแต่งกายเป็นแบบไหน...

---

‘4’

โดยปกติแล้วมักถูกมองว่าเป็นตัวเลขอัปมงคล

ในโรงพยาบาลถึงขั้นไม่ใช้ชั้น 4 เพราะมันพ้องกันคำว่า ซี้ (ตาย) ในภาษาจีน

แต่เพราะทางนี้ตื่นรู้มาเป็นสายคำสาปหรือเปล่านะ สัญลักษณ์แห่งความโชคร้ายพรรค์นั้นถึงมักจะนำพาความโชคดีมาให้เสมอ

‘คนที่สี่’

คิมกิรยอ การที่คนแบบนั้นปรากฏตัวขึ้นมาเป็นระดับ S ของเกาหลี ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีจริงๆ

ในความคิดของหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลี อันที่จริงเธอประเมินค่าคิมกิรยอไว้ค่อนข้างสูง

แน่นอนอยู่แล้ว ก็เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาเล่นฆ่าล้างบางพวกไซเรนจนเกลี้ยง ทำให้ได้ฉลองวันตรุษจีนกันจริงๆ จังๆ สักทีหลังจากไม่ได้สัมผัสมาหลายปี

[(ข่าวด่วน) คิมกิรยอ ระดับ S ร่วมมือกับคังชางโฮ และอันยุนซึง บุกพิชิตเนินนางเงือก...]

‘อะไรกัน ดันไปจับทีมทำงานกับไอ้ขี้คุกอย่างคังชางโฮซะได้!’

แน่นอนว่าตอนที่เห็นข่าวเหตุการณ์เนินนางเงือก เธอก็เกือบจะผิดหวังอยู่เหมือนกัน แต่...

โชคดีที่ความรู้สึกในแง่ลบนั้นสลายไปในเวลาอันรวดเร็ว

ช่วงปลายฤดูหนาว

คิมกิรยอมาหาเธอที่ชั้นบนสุดของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีและเอ่ยคำนี้ออกมา

-พอจะช่วยหน่อยได้ไหมครับ?

-ผมอยากจัดการผู้ตื่นรู้ที่สร้าง [ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง] ครับ

วันนั้น

เอสเธอร์ได้เห็นระดับ S ก้มหัวให้ตนเอง และสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

-ฝากด้วยนะครับ

ทั้งเรื่องที่เป็นคนแรกที่ไขความลับของอีมูกิที่หายตัวไป

ตัวตนของผู้ถือครองสกิลล่องหน ผู้อยู่เบื้องหลังวิหารรากษส

ลองมาคิดดูแล้ว ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมของผู้ตื่นรู้เยอะจนน่าสงสัยมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว

แถมจากการตรวจสอบในภายหลัง ยังมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วสมาคมว่าคิมกิรยอแช่แข็งพวกโจรขโมยบอสจนสิ้นสภาพ...

‘ฮืม’

ซอเอสเธอร์รู้ดีว่าแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของประธานสมาคมเป็นเรื่องโกหก

ทว่า หากดูจากสถานการณ์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการประกาศเท็จนั่นแล้ว จู่ๆ ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า หรือจริงๆ แล้วกิรยอจะเป็นคนพิพากษาพวกมันในเงามืดมาตลอด?

-ลำพังอำนาจรัฐแก้ปัญหาไม่ได้หรอกครับ ยังไงซะวิธีที่เร็วที่สุดในการคลายการล้างสมอง ก็คือใช้ความสามารถของคุณทำลายพิธีกรรมของซูเยฮวีทิ้งซะ

คนชื่อคิมกิรยอเด็ดขาดกับการกำจัดอาชญากรถึงขนาดนั้นเชียวล่ะ

‘ไม่นึกเลยว่าฮันเตอร์คนนั้นจะลงมือทำเรื่องแบบนั้นด้วยตัวเอง...’

แนวคิดที่ว่าหากจำเป็น ต่อให้ต้องมือเปื้อนเลือดก็ต้องหยุดคนชั่วให้ได้

นี่มันคล้ายคลึงกับหัวหน้ากิลด์บางคนเหลือเกินไม่ใช่หรือ?

ยิ่งพอนึกย้อนไปถึงบทสนทนาที่คุยกันในโรงงานร้าง เอสเธอร์ก็เริ่มรู้สึกกระหายใคร่รู้ขึ้นมาลางๆ

-ฉันกำลังบอกว่าซูเยฮวีจะกลายเป็นคนพิการและตายไปนะ แต่ปฏิกิริยาคุณดูจืดชืดจังแฮะ?

-แล้วคุณจะให้ผมแสดงปฏิกิริยายังไงล่ะครับ?

สีหน้าที่แข็งกระด้าง

ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นยามมองลงมายังซูเยฮวีที่คลานอยู่กับพื้น

กิรยอแสดงปฏิกิริยาที่เชือดเฉือนต่อความตายของเจ้าลัทธิไซบีที่ทำลายครอบครัวนับร้อย

การวางตัวเฉยเมยราวกับว่าแม้แต่เศษเสี้ยวของอารมณ์ก็ยังสิ้นเปลืองเกินไปที่จะมอบให้อาชญากร

เอสเธอร์รู้สึกว่าภาพลักษณ์ของกิรยอในตอนนั้นช่างเป็นอุดมคติ ด้วยเหตุนี้แรงกระตุ้นนี้จึงเกิดขึ้น

‘จริงๆ นะ’

ถ้าได้คนแบบนั้นมาไว้ในกำมือ คงไม่ขออะไรอีกแล้ว

แต่ความปรารถนาประเภทนี้คงเป็นจริงได้ยาก

อย่าว่าแต่ดึงตัวเข้าหอคอยเวทมนตร์เลย นายพรานคนนั้นนิสัยเข้าถึงยากขนาดที่ปฏิเสธคำชวนเข้าทีมของจองฮาซองมาแล้ว

‘มนุษย์แบบนั้นกลับจัดทีมบุกดันเจี้ยนกับคังชางโฮเนี่ยนะ ทำไมกัน หรือว่าสกิลของทั้งคู่จะคอมโบกันได้ดี?’

ยังไงซะก็ไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ

เอสเธอร์ใช้ผ้าเช็ดปากซับริมฝีปากพลางปรายตามอง

ในวินาทีนี้ ชายหนุ่มเจ้าของดวงตาที่มีตาขาวสามด้านกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

เขาเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าอยากจะทำตัวให้เธอประทับใจ แต่เอาเข้าจริงพอลองมาคิดดูตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นความจริงหรือเปล่า

‘ชอบเบี้ยวนัดกินข้าว แถมยังเคยทำท่าจะหนีหายไปตั้ง 3 เดือน...’

เอสเธอร์ตัดสินใจพอใจกับการที่ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับระดับ S ด้วยกันเอาไว้ได้แบบกลางๆ ไปก่อน

อย่างน้อยพ่อคุณคนนี้ก็ยังตอบข้อความ ผิดกับไอ้บ้างานธาตุไฟบางคน

แถมเพราะติดต่อกันสม่ำเสมอมาตลอด ถึงได้กล้าเอ่ยปากขอเรื่องแบบนี้ได้

“ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ถ้าเกิดว่าสัปดาห์หน้าคุณช่วยไปที่ที่หนึ่งกับฉันหน่อยได้ไหมคะ?”

เอสเธอร์หยุดทานอาหารแล้วเข้าเรื่อง ความจริงแล้วเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิเป็นแค่ข้ออ้าง วันนี้เธอออกมาเพื่อยื่นข้อเสนอนี้ต่างหาก

“เจาะจงก็คือ งานปาร์ตี้ที่กิลด์แห่งหนึ่งเป็นเจ้าภาพค่ะ”

เธอก้มลงมองบัตรเชิญที่ส่งมาจากอเมริกา

ถ้าได้สร้างสายสัมพันธ์กับระดับ S หน้าใหม่ๆ ในงานปาร์ตี้ครั้งนี้ เอาไว้คงได้ใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน

แน่นอนว่าพวกนั้นเองก็มีสมอง คงไม่ยอมให้ถูกหลอกใช้ได้ง่ายๆ แต่ทว่า...

การจะตักตวงผลประโยชน์จากจุดเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล และเอสเธอร์ก็คิดว่ากิจกรรมทางสังคมนี้มีค่ามากพอ

“ฉันเลยกะว่าจะตอบรับคำเชิญนี้ค่ะ”

อย่างไรก็ตาม

ยังคงมีสิ่งที่ติดค้างใจจนทำให้ไม่อาจตอบรับคำเชิญจากเกตสตาร์ได้ในทันที

เหตุผลที่สถานะของระดับ S นั้นน่าเกรงขาม ก็เพราะพวกเขามีคู่ต่อกรน้อย

แต่หากผู้ตื่นรู้ในระดับเดียวกันมารวมตัวกันอยู่ในที่เดียว คุณค่านั้นก็จะหม่นหมองลงไปในทันตา

‘ท่ามกลางดงฮันเตอร์ระดับ S ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา... ลำพังตัวฉันคนเดียวจะรับมือไหวรึเปล่านะ?’

เอสเธอร์มีนิสัยขี้ระแวงกว่าที่เห็น

ดังนั้นเธอจึงเปิดกว้างให้กับทุกความเป็นไปได้และเตรียมพร้อมอย่างรัดกุมที่สุด

เธอพยายามป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ด้วยการทำประกันที่เรียกว่าการพาเพื่อนร่วมทางที่เป็นระดับ S ของเกาหลีไปด้วย

‘กิลด์เกตสตาร์ส่งบัตรเชิญมาแค่ประเทศละ 1 ใบ โดยอ้างเรื่องความปลอดภัยของแต่ละประเทศเป็นอันดับแรก กรณีที่จะหาเพื่อนร่วมทางระดับ S ไปด้วยแบบฉันคงมีน้อยมาก’

ในแง่นั้น คิมกิรยอถือเป็นตัวเลือกที่ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว

ข้ออ้างในการชวนก็มีพร้อม แถมต่อหน้าเขา ต่อให้เธอใช้สกิลคำสาปอย่างเต็มที่ ก็จะไม่เกิดความเสียหายลูกหลงตามมาแน่นอน

‘อะแฮ่ม ความจริงตรงส่วนนี้ก็ทำเอาเสียศักดิ์ศรีอยู่นิดหน่อยเหมือนกันนะ’

เอสเธอร์เผลอคิดเรื่องอื่นไปครู่หนึ่งก่อนจะวกกลับมาที่หัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสีย สิ่งที่เธอต้องการก็มีเพียงหนึ่งเดียว

“ดังนั้นสรุปก็คือ ฉันตั้งใจจะขอให้คุณกิรยอช่วยมาเป็นพาร์ตเนอร์ให้หน่อยน่ะค่ะ”

แต่ทว่า ไม่นึกเลยว่าปัญหาที่กลุ้มใจมาตั้งนานจะคลี่คลายลงได้ง่ายดายปานนี้

“ตกลงครับ ผมจะไป”

หือ?

เอสเธอร์ถึงกับสะดุ้งกับคำตอบที่ตามมาของชายหนุ่ม กิรยอตอบรับคำขอทันทีที่เจ้าหอคอยเวทมนตร์พูดจบ

คำตอบที่ไร้ซึ่งความลังเล

คุณพระช่วย เขาไม่รู้สึกกดดันเลยเหรอที่จะต้องไปในรังปีศาจที่มีแต่ระดับ S ยั้วเยี้ยแบบนั้น?

‘ว้าว!’

ทันทีที่ได้รับคำตอบรับ รอยยิ้มก็ผลิบานบนใบหน้าของเอสเธอร์

อา รักษาความสัมพันธ์อันดีกับฮันเตอร์คิมกิรยอไว้คิดถูกจริงๆ ด้วย พอมีเขาไปด้วยก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว

ก็คนคนนั้น เป็นถึงตัวการที่ฆ่าอีมูกิเชียวนะ

‘จากคำให้การของพยาน บอกว่าเขาถือดาบต้องสาปของฉันปราบมัน งั้นฮันเตอร์คิมกิรยอก็คงเป็นสายที่แข็งแกร่งในการต่อสู้ระยะประชิดสินะ?’

ผู้ล่าที่ฝีมือได้รับการพิสูจน์แล้ว!

เอสเธอร์รู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่ระดับ S คนที่สี่จะติดตามเธอไปด้วย

ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับกองกำลังนับหมื่นมาไว้ในกำมือจริงๆ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

131

20px

ครู่ต่อมา

ฉันเดินออกมาข้างนอกตามข้อความของเอสเธอร์ที่นัดให้มาเจอกันตรงสี่แยกใหญ่

ทว่าทันทีที่หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เห็นหน้าฉันที่โผล่มาตรงสี่แยก เธอก็พูดขึ้นมาทันทีว่า

“ไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิกันเถอะค่ะ!”

เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา อย่างที่รู้กันว่าฉันใช้งานชุดสูทที่ได้รับจากอีกฝ่ายอย่างคุ้มค่าทีเดียว

จะเรียกว่าใช้งานคุ้มค่าก็กระไรอยู่ ความจริงคือในตู้เสื้อผ้ามันมีอยู่แค่ชุดเดียวนั่นแหละ เวลาจะออกไปข้างนอกเลยเหมือนถูกบังคับให้ใส่แต่ชุดที่เธอให้มา

น่าแปลกที่พฤติกรรมนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าปลื้มปริ่มสำหรับชาวโลก เอสเธอร์เอาแต่ย้ำเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา และดูเหมือนจะเต็มใจซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ฉันด้วยความยินดีปรีดา

“ก็คุณกิรยออุตส่าห์ใช้ของขวัญได้คุ้มซะขนาดนั้น ฉันเลยรู้สึกขอบคุณน่ะสิคะ! คราวนี้ไปร้านตัดสูทสั่งทำกันเถอะ”

เชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีน้ำเงินเข้ม และอื่นๆ อีกมากมาย

เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายซื้อให้ราคายังคงแพงหูฉี่เหมือนเดิม แต่ตอนนี้ฉันเริ่มชินและปล่อยเลยตามเลยไปแล้ว

‘พอได้เป็นฮันเตอร์ระดับ S ถึงได้เข้าใจ ของแค่นี้สำหรับเอสเธอร์คงเป็นแค่เศษเงินหลังตู้เย็นนั่นแหละ’

แต่การไม่รู้สึกกดดันกับการเมินเฉยต่อความหวังดีมันเป็นคนละเรื่องกัน

เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมาทีหลัง ฝ่ายเราเองก็ควรแสดงความจริงใจกลับไปบ้างอย่างน้อยที่สุด

“รับไว้อย่างเดียวแบบนี้ผมเกรงใจแย่... ถ้ายังไงขอผมเลี้ยงข้าวตอบแทนได้ไหมครับ?”

ถึงจะไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่ในเมื่อเอสเธอร์ก็เป็นชาวโลกเหมือนกัน ยังไงก็ต้องกินข้าวใช่ไหมล่ะ?

ฉันคำนวณในใจเสร็จสรรพจึงเอ่ยปากชวนเธอ

“ทานข้าวเหรอคะ?!”

แต่ปฏิกิริยาตอบรับกลับรุนแรงเกินคาดแฮะ

ทำไมพอพูดว่าจะเลี้ยงข้าว เสียงของอีกฝ่ายถึงได้พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก 2 ออกเตฟแบบนั้นล่ะ

สงสัยวันนี้เอสเธอร์คงจะหิวโซน่าดู

---

สถานที่ที่เรามาถึงในเวลาต่อมาคือร้านอาหารในละแวกใกล้เคียง

ฉันมอบหน้าที่เลือกร้านและเมนูให้เป็นรสนิยมของอีกฝ่าย สิ่งที่เอสเธอร์เลือกคือภัตตาคารสกายวิวบนตึกสูงระฟ้า

‘อ้าว?’

แต่ทั้งที่เป็นเวลาพักเที่ยงแท้ๆ กลับไม่มีลูกค้าเลยสักคน

พอฉันหันมองซ้ายมองขวา เอสเธอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อธิบายขึ้น

“อ๊ะ ไม่ต้องตกใจนะคะ พอดีฉันเหมาไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะอยากทานข้าวกับคุณกิรยอแบบเป็นส่วนตัวน่ะค่ะ”

“ครับ?”

“ฉันเพิ่งติดต่อไปหาคนรู้จักแบบกะทันหัน แต่โชคดีที่วันนี้ไม่มีลูกค้าจองพอดี”

เหมา

งั้นอย่าบอกนะว่าไอ้ค่าที่นั่งจำนวนมหาศาลนั่นฉันต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด?

ฉันรู้สึกหวาดผวาขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่โชคดีที่เรื่องที่กังวลไม่ได้เกิดขึ้น

เอสเธอร์เดินนำไปที่โต๊ะริมหน้าต่างพร้อมกับบอกว่าให้จ่ายแค่ค่าอาหารสำหรับ 2 ที่ก็พอ

ส่วนเรื่องที่เคลียร์คนออกไป เป็นแค่ความเอาแต่ใจของเธอที่ชอบทานข้าวเงียบๆ ดังนั้นไม่ต้องใส่ใจ สรุปความได้ประมาณนั้น

‘โล่งอกไปที’

งั้นในเมื่อมีโอกาสได้มาร้านหรูๆ ทั้งที วันนี้ขอเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมการกินของดาวดวงนี้หน่อยก็แล้วกัน

ฉันกับเอสเธอร์สั่งคอร์สเดียวกันและนั่งลงประจำที่

ไม่นานนักอาหารเรียกน้ำย่อยก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

อาหารสีสันสดใสที่จัดวางมาในถ้วยใบเล็ก สิ่งที่รองอยู่ข้างล่างนั่นมัน... กุ้งสินะ

‘กินยังไงล่ะเนี่ย?’

ฉันพิจารณาอาหารหน้าตาแปลกใหม่ด้วยความสนใจ

และในตอนนั้นเอง เสียงนุ่มนวลของผู้ร่วมโต๊ะจากฝั่งตรงข้ามก็ดังขึ้น

“คุณกิรยอคะ ว่าแต่ยังจำสัญญาที่เคยให้ไว้ได้อยู่ไหมคะ?”

สัญญาที่พูดถึงในที่นี้ คงหมายถึงเรื่องนั้นสินะ

[ตกลงครับ ผมจะช่วยจัดการซูเยฮวีให้ แต่แลกกับการที่เรื่องนี้ติดหนี้ไว้ก่อนได้ใช่ไหม?]

ความจริงแล้วความช่วยเหลือในคราวนั้นไม่ได้เป็นการกุศลแบบฟรีๆ ซะทีเดียว

‘เอสเธอร์เคยบอกว่าแลกกับการช่วยงาน ถ้าวันหลังเธอขอให้ช่วยอะไรบ้างก็ให้รับปากว่าจะทำ’

ฉันพยักหน้าแทนคำตอบว่ายังจำข้อแลกเปลี่ยนในอดีตได้

เอสเธอร์จึงยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

“ดีจังเลยค่ะที่ไม่ลืม งั้นไหนๆ ก็พูดแล้ว... ความจริงวันนี้ฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนคุณกิรยอน่ะค่ะ”

ก๊อกแก๊ก

ผู้ใช้คำสาปหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

เธอเลื่อนของที่หาเจอมาบนโต๊ะ พอเพ่งมองดีๆ ก็เห็นว่าเป็นกระดาษแข็งใบหนึ่งที่ขลิบด้วยทองคำ

“ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ถ้าเกิดว่า—”

ถึงจะเคยรับปากส่งเดชไปว่าจะทำอะไรให้ก็ได้ก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงก็เริ่มหวั่นใจแล้วว่าจะพูดอะไรออกมา

“สัปดาห์หน้าคุณช่วยไปที่ที่หนึ่งกับฉันหน่อยได้ไหมคะ?”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

เอสเธอร์ก็งัดเอาหัวข้อสนทนาที่เตรียมไว้เพื่อทวงค่าตอบแทนจากการช่วยจัดการวิหารรากษสออกมา

“เจาะจงก็คือ งานปาร์ตี้ที่กิลด์แห่งหนึ่งเป็นเจ้าภาพค่ะ”

ปึก เอสเธอร์ชี้ไปที่กระดาษบนโต๊ะแล้วเสริมคำอธิบาย

“‘เกตสตาร์’ กิลด์ฮันเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา เดือนนี้จะครบรอบวันก่อตั้งปีที่ 5 ของพวกเขาน่ะค่ะ”

เกตสตาร์?

พอลองฟังรายละเอียดดู เหมือนว่ากิลด์นั้นจะจัดงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่เพื่อเป็นเกียรติแก่วันมงคลของบริษัท

แถมปีนี้ยังพิเศษตรงที่เชิญฮันเตอร์ระดับ S จากแต่ละประเทศไปด้วย

เหล่าฮันเตอร์ระดับท็อปมีจำนวนน้อย ทำให้ยากที่จะได้เจอหน้ากัน งานนี้จึงจัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้มารวมตัวและสร้างคอนเนกชันกันสักหน่อยในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้...

“การสร้างสายสัมพันธ์กับพวกระดับ S จากต่างประเทศไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่คะ”

เอสเธอร์บอกว่าโดยส่วนตัวแล้วเธอคิดว่าข้อเสนอของเกตสตาร์ก็ไม่เลว

“ฉันเลยกะว่าจะตอบรับคำเชิญนี้ค่ะ แต่ปัญหาคือ...”

วูบ

เธอโน้มตัวเข้ามาพร้อมกับทำสีหน้าลำบากใจ

“ฉันยังหาคนที่จะช่วยเอสคอร์ตไม่ได้เลยค่ะ”

“เอสคอร์ต?”

“ฟังคำอธิบายไปแล้วก็น่าจะรู้นะคะ งานแบบนี้จะให้ไปคนเดียวมันก็ยังไงๆ อยู่ใช่ไหมล่ะ?”

ก็จริงของเธอ ถ้าฮันเตอร์จากทั่วโลกมารวมตัวกัน ในงานปาร์ตี้ก็คงมีแต่ชาวต่างชาติเต็มไปหมด

“ดังนั้นสรุปก็คือ ฉันตั้งใจจะขอให้คุณกิรยอช่วยมาเป็นพาร์ตเนอร์ให้หน่อยน่ะค่ะ”

ฉันตอบรับคำขอของเอสเธอร์โดยแทบไม่ต้องคิดหนัก

ไอ้เราก็กังวลแทบตายว่าจะเป็นคำไหว้วานที่ต้องงัดฝีมือออกมาใช้จนหมดไส้หมดพุงซะอีก ถ้าแค่ไปร่วมงานเลี้ยงแล้วล้างหนี้ได้ สำหรับฉันก็ถือว่าหวานหมูสิ

‘ถือโอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตาที่ต่างประเทศด้วยเลย’

อ้าว? ยิ่งคิดก็ยิ่งมีแต่ข้อดีไม่ใช่เหรอ?

“ตกลงครับ ผมจะไป”

“ตายจริง พูดจริงเหรอคะเนี่ย?”

และแล้วฉันก็ตกลงปลงใจที่จะร่วมเดินทางไปงานฉลองวันก่อตั้งของเกตสตาร์ด้วยความยินดี

ฝ่ายตรงข้ามจึงชวนคุยต่อด้วยสีหน้าดีอกดีใจ ทั้งกำหนดการเดินทางคือเมื่อไหร่ กฎการแต่งกายเป็นแบบไหน...

---

‘4’

โดยปกติแล้วมักถูกมองว่าเป็นตัวเลขอัปมงคล

ในโรงพยาบาลถึงขั้นไม่ใช้ชั้น 4 เพราะมันพ้องกันคำว่า ซี้ (ตาย) ในภาษาจีน

แต่เพราะทางนี้ตื่นรู้มาเป็นสายคำสาปหรือเปล่านะ สัญลักษณ์แห่งความโชคร้ายพรรค์นั้นถึงมักจะนำพาความโชคดีมาให้เสมอ

‘คนที่สี่’

คิมกิรยอ การที่คนแบบนั้นปรากฏตัวขึ้นมาเป็นระดับ S ของเกาหลี ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีจริงๆ

ในความคิดของหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลี อันที่จริงเธอประเมินค่าคิมกิรยอไว้ค่อนข้างสูง

แน่นอนอยู่แล้ว ก็เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาเล่นฆ่าล้างบางพวกไซเรนจนเกลี้ยง ทำให้ได้ฉลองวันตรุษจีนกันจริงๆ จังๆ สักทีหลังจากไม่ได้สัมผัสมาหลายปี

[(ข่าวด่วน) คิมกิรยอ ระดับ S ร่วมมือกับคังชางโฮ และอันยุนซึง บุกพิชิตเนินนางเงือก...]

‘อะไรกัน ดันไปจับทีมทำงานกับไอ้ขี้คุกอย่างคังชางโฮซะได้!’

แน่นอนว่าตอนที่เห็นข่าวเหตุการณ์เนินนางเงือก เธอก็เกือบจะผิดหวังอยู่เหมือนกัน แต่...

โชคดีที่ความรู้สึกในแง่ลบนั้นสลายไปในเวลาอันรวดเร็ว

ช่วงปลายฤดูหนาว

คิมกิรยอมาหาเธอที่ชั้นบนสุดของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีและเอ่ยคำนี้ออกมา

-พอจะช่วยหน่อยได้ไหมครับ?

-ผมอยากจัดการผู้ตื่นรู้ที่สร้าง [ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง] ครับ

วันนั้น

เอสเธอร์ได้เห็นระดับ S ก้มหัวให้ตนเอง และสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

-ฝากด้วยนะครับ

ทั้งเรื่องที่เป็นคนแรกที่ไขความลับของอีมูกิที่หายตัวไป

ตัวตนของผู้ถือครองสกิลล่องหน ผู้อยู่เบื้องหลังวิหารรากษส

ลองมาคิดดูแล้ว ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมของผู้ตื่นรู้เยอะจนน่าสงสัยมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว

แถมจากการตรวจสอบในภายหลัง ยังมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วสมาคมว่าคิมกิรยอแช่แข็งพวกโจรขโมยบอสจนสิ้นสภาพ...

‘ฮืม’

ซอเอสเธอร์รู้ดีว่าแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของประธานสมาคมเป็นเรื่องโกหก

ทว่า หากดูจากสถานการณ์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการประกาศเท็จนั่นแล้ว จู่ๆ ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า หรือจริงๆ แล้วกิรยอจะเป็นคนพิพากษาพวกมันในเงามืดมาตลอด?

-ลำพังอำนาจรัฐแก้ปัญหาไม่ได้หรอกครับ ยังไงซะวิธีที่เร็วที่สุดในการคลายการล้างสมอง ก็คือใช้ความสามารถของคุณทำลายพิธีกรรมของซูเยฮวีทิ้งซะ

คนชื่อคิมกิรยอเด็ดขาดกับการกำจัดอาชญากรถึงขนาดนั้นเชียวล่ะ

‘ไม่นึกเลยว่าฮันเตอร์คนนั้นจะลงมือทำเรื่องแบบนั้นด้วยตัวเอง...’

แนวคิดที่ว่าหากจำเป็น ต่อให้ต้องมือเปื้อนเลือดก็ต้องหยุดคนชั่วให้ได้

นี่มันคล้ายคลึงกับหัวหน้ากิลด์บางคนเหลือเกินไม่ใช่หรือ?

ยิ่งพอนึกย้อนไปถึงบทสนทนาที่คุยกันในโรงงานร้าง เอสเธอร์ก็เริ่มรู้สึกกระหายใคร่รู้ขึ้นมาลางๆ

-ฉันกำลังบอกว่าซูเยฮวีจะกลายเป็นคนพิการและตายไปนะ แต่ปฏิกิริยาคุณดูจืดชืดจังแฮะ?

-แล้วคุณจะให้ผมแสดงปฏิกิริยายังไงล่ะครับ?

สีหน้าที่แข็งกระด้าง

ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นยามมองลงมายังซูเยฮวีที่คลานอยู่กับพื้น

กิรยอแสดงปฏิกิริยาที่เชือดเฉือนต่อความตายของเจ้าลัทธิไซบีที่ทำลายครอบครัวนับร้อย

การวางตัวเฉยเมยราวกับว่าแม้แต่เศษเสี้ยวของอารมณ์ก็ยังสิ้นเปลืองเกินไปที่จะมอบให้อาชญากร

เอสเธอร์รู้สึกว่าภาพลักษณ์ของกิรยอในตอนนั้นช่างเป็นอุดมคติ ด้วยเหตุนี้แรงกระตุ้นนี้จึงเกิดขึ้น

‘จริงๆ นะ’

ถ้าได้คนแบบนั้นมาไว้ในกำมือ คงไม่ขออะไรอีกแล้ว

แต่ความปรารถนาประเภทนี้คงเป็นจริงได้ยาก

อย่าว่าแต่ดึงตัวเข้าหอคอยเวทมนตร์เลย นายพรานคนนั้นนิสัยเข้าถึงยากขนาดที่ปฏิเสธคำชวนเข้าทีมของจองฮาซองมาแล้ว

‘มนุษย์แบบนั้นกลับจัดทีมบุกดันเจี้ยนกับคังชางโฮเนี่ยนะ ทำไมกัน หรือว่าสกิลของทั้งคู่จะคอมโบกันได้ดี?’

ยังไงซะก็ไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ

เอสเธอร์ใช้ผ้าเช็ดปากซับริมฝีปากพลางปรายตามอง

ในวินาทีนี้ ชายหนุ่มเจ้าของดวงตาที่มีตาขาวสามด้านกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

เขาเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าอยากจะทำตัวให้เธอประทับใจ แต่เอาเข้าจริงพอลองมาคิดดูตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นความจริงหรือเปล่า

‘ชอบเบี้ยวนัดกินข้าว แถมยังเคยทำท่าจะหนีหายไปตั้ง 3 เดือน...’

เอสเธอร์ตัดสินใจพอใจกับการที่ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับระดับ S ด้วยกันเอาไว้ได้แบบกลางๆ ไปก่อน

อย่างน้อยพ่อคุณคนนี้ก็ยังตอบข้อความ ผิดกับไอ้บ้างานธาตุไฟบางคน

แถมเพราะติดต่อกันสม่ำเสมอมาตลอด ถึงได้กล้าเอ่ยปากขอเรื่องแบบนี้ได้

“ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ถ้าเกิดว่าสัปดาห์หน้าคุณช่วยไปที่ที่หนึ่งกับฉันหน่อยได้ไหมคะ?”

เอสเธอร์หยุดทานอาหารแล้วเข้าเรื่อง ความจริงแล้วเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิเป็นแค่ข้ออ้าง วันนี้เธอออกมาเพื่อยื่นข้อเสนอนี้ต่างหาก

“เจาะจงก็คือ งานปาร์ตี้ที่กิลด์แห่งหนึ่งเป็นเจ้าภาพค่ะ”

เธอก้มลงมองบัตรเชิญที่ส่งมาจากอเมริกา

ถ้าได้สร้างสายสัมพันธ์กับระดับ S หน้าใหม่ๆ ในงานปาร์ตี้ครั้งนี้ เอาไว้คงได้ใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน

แน่นอนว่าพวกนั้นเองก็มีสมอง คงไม่ยอมให้ถูกหลอกใช้ได้ง่ายๆ แต่ทว่า...

การจะตักตวงผลประโยชน์จากจุดเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล และเอสเธอร์ก็คิดว่ากิจกรรมทางสังคมนี้มีค่ามากพอ

“ฉันเลยกะว่าจะตอบรับคำเชิญนี้ค่ะ”

อย่างไรก็ตาม

ยังคงมีสิ่งที่ติดค้างใจจนทำให้ไม่อาจตอบรับคำเชิญจากเกตสตาร์ได้ในทันที

เหตุผลที่สถานะของระดับ S นั้นน่าเกรงขาม ก็เพราะพวกเขามีคู่ต่อกรน้อย

แต่หากผู้ตื่นรู้ในระดับเดียวกันมารวมตัวกันอยู่ในที่เดียว คุณค่านั้นก็จะหม่นหมองลงไปในทันตา

‘ท่ามกลางดงฮันเตอร์ระดับ S ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา... ลำพังตัวฉันคนเดียวจะรับมือไหวรึเปล่านะ?’

เอสเธอร์มีนิสัยขี้ระแวงกว่าที่เห็น

ดังนั้นเธอจึงเปิดกว้างให้กับทุกความเป็นไปได้และเตรียมพร้อมอย่างรัดกุมที่สุด

เธอพยายามป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ด้วยการทำประกันที่เรียกว่าการพาเพื่อนร่วมทางที่เป็นระดับ S ของเกาหลีไปด้วย

‘กิลด์เกตสตาร์ส่งบัตรเชิญมาแค่ประเทศละ 1 ใบ โดยอ้างเรื่องความปลอดภัยของแต่ละประเทศเป็นอันดับแรก กรณีที่จะหาเพื่อนร่วมทางระดับ S ไปด้วยแบบฉันคงมีน้อยมาก’

ในแง่นั้น คิมกิรยอถือเป็นตัวเลือกที่ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว

ข้ออ้างในการชวนก็มีพร้อม แถมต่อหน้าเขา ต่อให้เธอใช้สกิลคำสาปอย่างเต็มที่ ก็จะไม่เกิดความเสียหายลูกหลงตามมาแน่นอน

‘อะแฮ่ม ความจริงตรงส่วนนี้ก็ทำเอาเสียศักดิ์ศรีอยู่นิดหน่อยเหมือนกันนะ’

เอสเธอร์เผลอคิดเรื่องอื่นไปครู่หนึ่งก่อนจะวกกลับมาที่หัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสีย สิ่งที่เธอต้องการก็มีเพียงหนึ่งเดียว

“ดังนั้นสรุปก็คือ ฉันตั้งใจจะขอให้คุณกิรยอช่วยมาเป็นพาร์ตเนอร์ให้หน่อยน่ะค่ะ”

แต่ทว่า ไม่นึกเลยว่าปัญหาที่กลุ้มใจมาตั้งนานจะคลี่คลายลงได้ง่ายดายปานนี้

“ตกลงครับ ผมจะไป”

หือ?

เอสเธอร์ถึงกับสะดุ้งกับคำตอบที่ตามมาของชายหนุ่ม กิรยอตอบรับคำขอทันทีที่เจ้าหอคอยเวทมนตร์พูดจบ

คำตอบที่ไร้ซึ่งความลังเล

คุณพระช่วย เขาไม่รู้สึกกดดันเลยเหรอที่จะต้องไปในรังปีศาจที่มีแต่ระดับ S ยั้วเยี้ยแบบนั้น?

‘ว้าว!’

ทันทีที่ได้รับคำตอบรับ รอยยิ้มก็ผลิบานบนใบหน้าของเอสเธอร์

อา รักษาความสัมพันธ์อันดีกับฮันเตอร์คิมกิรยอไว้คิดถูกจริงๆ ด้วย พอมีเขาไปด้วยก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว

ก็คนคนนั้น เป็นถึงตัวการที่ฆ่าอีมูกิเชียวนะ

‘จากคำให้การของพยาน บอกว่าเขาถือดาบต้องสาปของฉันปราบมัน งั้นฮันเตอร์คิมกิรยอก็คงเป็นสายที่แข็งแกร่งในการต่อสู้ระยะประชิดสินะ?’

ผู้ล่าที่ฝีมือได้รับการพิสูจน์แล้ว!

เอสเธอร์รู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่ระดับ S คนที่สี่จะติดตามเธอไปด้วย

ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับกองกำลังนับหมื่นมาไว้ในกำมือจริงๆ