ครู่ต่อมา
ฉันเดินออกมาข้างนอกตามข้อความของเอสเธอร์ที่นัดให้มาเจอกันตรงสี่แยกใหญ่
ทว่าทันทีที่หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เห็นหน้าฉันที่โผล่มาตรงสี่แยก เธอก็พูดขึ้นมาทันทีว่า
“ไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิกันเถอะค่ะ!”
เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา อย่างที่รู้กันว่าฉันใช้งานชุดสูทที่ได้รับจากอีกฝ่ายอย่างคุ้มค่าทีเดียว
จะเรียกว่าใช้งานคุ้มค่าก็กระไรอยู่ ความจริงคือในตู้เสื้อผ้ามันมีอยู่แค่ชุดเดียวนั่นแหละ เวลาจะออกไปข้างนอกเลยเหมือนถูกบังคับให้ใส่แต่ชุดที่เธอให้มา
น่าแปลกที่พฤติกรรมนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าปลื้มปริ่มสำหรับชาวโลก เอสเธอร์เอาแต่ย้ำเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา และดูเหมือนจะเต็มใจซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ฉันด้วยความยินดีปรีดา
“ก็คุณกิรยออุตส่าห์ใช้ของขวัญได้คุ้มซะขนาดนั้น ฉันเลยรู้สึกขอบคุณน่ะสิคะ! คราวนี้ไปร้านตัดสูทสั่งทำกันเถอะ”
เชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีน้ำเงินเข้ม และอื่นๆ อีกมากมาย
เสื้อผ้าที่อีกฝ่ายซื้อให้ราคายังคงแพงหูฉี่เหมือนเดิม แต่ตอนนี้ฉันเริ่มชินและปล่อยเลยตามเลยไปแล้ว
‘พอได้เป็นฮันเตอร์ระดับ S ถึงได้เข้าใจ ของแค่นี้สำหรับเอสเธอร์คงเป็นแค่เศษเงินหลังตู้เย็นนั่นแหละ’
แต่การไม่รู้สึกกดดันกับการเมินเฉยต่อความหวังดีมันเป็นคนละเรื่องกัน
เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมาทีหลัง ฝ่ายเราเองก็ควรแสดงความจริงใจกลับไปบ้างอย่างน้อยที่สุด
“รับไว้อย่างเดียวแบบนี้ผมเกรงใจแย่... ถ้ายังไงขอผมเลี้ยงข้าวตอบแทนได้ไหมครับ?”
ถึงจะไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่ในเมื่อเอสเธอร์ก็เป็นชาวโลกเหมือนกัน ยังไงก็ต้องกินข้าวใช่ไหมล่ะ?
ฉันคำนวณในใจเสร็จสรรพจึงเอ่ยปากชวนเธอ
“ทานข้าวเหรอคะ?!”
แต่ปฏิกิริยาตอบรับกลับรุนแรงเกินคาดแฮะ
ทำไมพอพูดว่าจะเลี้ยงข้าว เสียงของอีกฝ่ายถึงได้พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก 2 ออกเตฟแบบนั้นล่ะ
สงสัยวันนี้เอสเธอร์คงจะหิวโซน่าดู
---
สถานที่ที่เรามาถึงในเวลาต่อมาคือร้านอาหารในละแวกใกล้เคียง
ฉันมอบหน้าที่เลือกร้านและเมนูให้เป็นรสนิยมของอีกฝ่าย สิ่งที่เอสเธอร์เลือกคือภัตตาคารสกายวิวบนตึกสูงระฟ้า
‘อ้าว?’
แต่ทั้งที่เป็นเวลาพักเที่ยงแท้ๆ กลับไม่มีลูกค้าเลยสักคน
พอฉันหันมองซ้ายมองขวา เอสเธอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อธิบายขึ้น
“อ๊ะ ไม่ต้องตกใจนะคะ พอดีฉันเหมาไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะอยากทานข้าวกับคุณกิรยอแบบเป็นส่วนตัวน่ะค่ะ”
“ครับ?”
“ฉันเพิ่งติดต่อไปหาคนรู้จักแบบกะทันหัน แต่โชคดีที่วันนี้ไม่มีลูกค้าจองพอดี”
เหมา
งั้นอย่าบอกนะว่าไอ้ค่าที่นั่งจำนวนมหาศาลนั่นฉันต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด?
ฉันรู้สึกหวาดผวาขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่โชคดีที่เรื่องที่กังวลไม่ได้เกิดขึ้น
เอสเธอร์เดินนำไปที่โต๊ะริมหน้าต่างพร้อมกับบอกว่าให้จ่ายแค่ค่าอาหารสำหรับ 2 ที่ก็พอ
ส่วนเรื่องที่เคลียร์คนออกไป เป็นแค่ความเอาแต่ใจของเธอที่ชอบทานข้าวเงียบๆ ดังนั้นไม่ต้องใส่ใจ สรุปความได้ประมาณนั้น
‘โล่งอกไปที’
งั้นในเมื่อมีโอกาสได้มาร้านหรูๆ ทั้งที วันนี้ขอเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมการกินของดาวดวงนี้หน่อยก็แล้วกัน
ฉันกับเอสเธอร์สั่งคอร์สเดียวกันและนั่งลงประจำที่
ไม่นานนักอาหารเรียกน้ำย่อยก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
อาหารสีสันสดใสที่จัดวางมาในถ้วยใบเล็ก สิ่งที่รองอยู่ข้างล่างนั่นมัน... กุ้งสินะ
‘กินยังไงล่ะเนี่ย?’
ฉันพิจารณาอาหารหน้าตาแปลกใหม่ด้วยความสนใจ
และในตอนนั้นเอง เสียงนุ่มนวลของผู้ร่วมโต๊ะจากฝั่งตรงข้ามก็ดังขึ้น
“คุณกิรยอคะ ว่าแต่ยังจำสัญญาที่เคยให้ไว้ได้อยู่ไหมคะ?”
สัญญาที่พูดถึงในที่นี้ คงหมายถึงเรื่องนั้นสินะ
[ตกลงครับ ผมจะช่วยจัดการซูเยฮวีให้ แต่แลกกับการที่เรื่องนี้ติดหนี้ไว้ก่อนได้ใช่ไหม?]
ความจริงแล้วความช่วยเหลือในคราวนั้นไม่ได้เป็นการกุศลแบบฟรีๆ ซะทีเดียว
‘เอสเธอร์เคยบอกว่าแลกกับการช่วยงาน ถ้าวันหลังเธอขอให้ช่วยอะไรบ้างก็ให้รับปากว่าจะทำ’
ฉันพยักหน้าแทนคำตอบว่ายังจำข้อแลกเปลี่ยนในอดีตได้
เอสเธอร์จึงยิ้มออกมาแล้วพูดว่า
“ดีจังเลยค่ะที่ไม่ลืม งั้นไหนๆ ก็พูดแล้ว... ความจริงวันนี้ฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนคุณกิรยอน่ะค่ะ”
ก๊อกแก๊ก
ผู้ใช้คำสาปหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า
เธอเลื่อนของที่หาเจอมาบนโต๊ะ พอเพ่งมองดีๆ ก็เห็นว่าเป็นกระดาษแข็งใบหนึ่งที่ขลิบด้วยทองคำ
“ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ถ้าเกิดว่า—”
ถึงจะเคยรับปากส่งเดชไปว่าจะทำอะไรให้ก็ได้ก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงก็เริ่มหวั่นใจแล้วว่าจะพูดอะไรออกมา
“สัปดาห์หน้าคุณช่วยไปที่ที่หนึ่งกับฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
ไม่กี่วินาทีต่อมา
เอสเธอร์ก็งัดเอาหัวข้อสนทนาที่เตรียมไว้เพื่อทวงค่าตอบแทนจากการช่วยจัดการวิหารรากษสออกมา
“เจาะจงก็คือ งานปาร์ตี้ที่กิลด์แห่งหนึ่งเป็นเจ้าภาพค่ะ”
ปึก เอสเธอร์ชี้ไปที่กระดาษบนโต๊ะแล้วเสริมคำอธิบาย
“‘เกตสตาร์’ กิลด์ฮันเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา เดือนนี้จะครบรอบวันก่อตั้งปีที่ 5 ของพวกเขาน่ะค่ะ”
เกตสตาร์?
พอลองฟังรายละเอียดดู เหมือนว่ากิลด์นั้นจะจัดงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่เพื่อเป็นเกียรติแก่วันมงคลของบริษัท
แถมปีนี้ยังพิเศษตรงที่เชิญฮันเตอร์ระดับ S จากแต่ละประเทศไปด้วย
เหล่าฮันเตอร์ระดับท็อปมีจำนวนน้อย ทำให้ยากที่จะได้เจอหน้ากัน งานนี้จึงจัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้มารวมตัวและสร้างคอนเนกชันกันสักหน่อยในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้...
“การสร้างสายสัมพันธ์กับพวกระดับ S จากต่างประเทศไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่คะ”
เอสเธอร์บอกว่าโดยส่วนตัวแล้วเธอคิดว่าข้อเสนอของเกตสตาร์ก็ไม่เลว
“ฉันเลยกะว่าจะตอบรับคำเชิญนี้ค่ะ แต่ปัญหาคือ...”
วูบ
เธอโน้มตัวเข้ามาพร้อมกับทำสีหน้าลำบากใจ
“ฉันยังหาคนที่จะช่วยเอสคอร์ตไม่ได้เลยค่ะ”
“เอสคอร์ต?”
“ฟังคำอธิบายไปแล้วก็น่าจะรู้นะคะ งานแบบนี้จะให้ไปคนเดียวมันก็ยังไงๆ อยู่ใช่ไหมล่ะ?”
ก็จริงของเธอ ถ้าฮันเตอร์จากทั่วโลกมารวมตัวกัน ในงานปาร์ตี้ก็คงมีแต่ชาวต่างชาติเต็มไปหมด
“ดังนั้นสรุปก็คือ ฉันตั้งใจจะขอให้คุณกิรยอช่วยมาเป็นพาร์ตเนอร์ให้หน่อยน่ะค่ะ”
ฉันตอบรับคำขอของเอสเธอร์โดยแทบไม่ต้องคิดหนัก
ไอ้เราก็กังวลแทบตายว่าจะเป็นคำไหว้วานที่ต้องงัดฝีมือออกมาใช้จนหมดไส้หมดพุงซะอีก ถ้าแค่ไปร่วมงานเลี้ยงแล้วล้างหนี้ได้ สำหรับฉันก็ถือว่าหวานหมูสิ
‘ถือโอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตาที่ต่างประเทศด้วยเลย’
อ้าว? ยิ่งคิดก็ยิ่งมีแต่ข้อดีไม่ใช่เหรอ?
“ตกลงครับ ผมจะไป”
“ตายจริง พูดจริงเหรอคะเนี่ย?”
และแล้วฉันก็ตกลงปลงใจที่จะร่วมเดินทางไปงานฉลองวันก่อตั้งของเกตสตาร์ด้วยความยินดี
ฝ่ายตรงข้ามจึงชวนคุยต่อด้วยสีหน้าดีอกดีใจ ทั้งกำหนดการเดินทางคือเมื่อไหร่ กฎการแต่งกายเป็นแบบไหน...
---
‘4’
โดยปกติแล้วมักถูกมองว่าเป็นตัวเลขอัปมงคล
ในโรงพยาบาลถึงขั้นไม่ใช้ชั้น 4 เพราะมันพ้องกันคำว่า ซี้ (ตาย) ในภาษาจีน
แต่เพราะทางนี้ตื่นรู้มาเป็นสายคำสาปหรือเปล่านะ สัญลักษณ์แห่งความโชคร้ายพรรค์นั้นถึงมักจะนำพาความโชคดีมาให้เสมอ
‘คนที่สี่’
คิมกิรยอ การที่คนแบบนั้นปรากฏตัวขึ้นมาเป็นระดับ S ของเกาหลี ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีจริงๆ
ในความคิดของหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลี อันที่จริงเธอประเมินค่าคิมกิรยอไว้ค่อนข้างสูง
แน่นอนอยู่แล้ว ก็เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาเล่นฆ่าล้างบางพวกไซเรนจนเกลี้ยง ทำให้ได้ฉลองวันตรุษจีนกันจริงๆ จังๆ สักทีหลังจากไม่ได้สัมผัสมาหลายปี
[(ข่าวด่วน) คิมกิรยอ ระดับ S ร่วมมือกับคังชางโฮ และอันยุนซึง บุกพิชิตเนินนางเงือก...]
‘อะไรกัน ดันไปจับทีมทำงานกับไอ้ขี้คุกอย่างคังชางโฮซะได้!’
แน่นอนว่าตอนที่เห็นข่าวเหตุการณ์เนินนางเงือก เธอก็เกือบจะผิดหวังอยู่เหมือนกัน แต่...
โชคดีที่ความรู้สึกในแง่ลบนั้นสลายไปในเวลาอันรวดเร็ว
ช่วงปลายฤดูหนาว
คิมกิรยอมาหาเธอที่ชั้นบนสุดของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีและเอ่ยคำนี้ออกมา
-พอจะช่วยหน่อยได้ไหมครับ?
-ผมอยากจัดการผู้ตื่นรู้ที่สร้าง [ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง] ครับ
วันนั้น
เอสเธอร์ได้เห็นระดับ S ก้มหัวให้ตนเอง และสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง
-ฝากด้วยนะครับ
ทั้งเรื่องที่เป็นคนแรกที่ไขความลับของอีมูกิที่หายตัวไป
ตัวตนของผู้ถือครองสกิลล่องหน ผู้อยู่เบื้องหลังวิหารรากษส
ลองมาคิดดูแล้ว ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมของผู้ตื่นรู้เยอะจนน่าสงสัยมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว
แถมจากการตรวจสอบในภายหลัง ยังมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วสมาคมว่าคิมกิรยอแช่แข็งพวกโจรขโมยบอสจนสิ้นสภาพ...
‘ฮืม’
ซอเอสเธอร์รู้ดีว่าแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของประธานสมาคมเป็นเรื่องโกหก
ทว่า หากดูจากสถานการณ์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการประกาศเท็จนั่นแล้ว จู่ๆ ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า หรือจริงๆ แล้วกิรยอจะเป็นคนพิพากษาพวกมันในเงามืดมาตลอด?
-ลำพังอำนาจรัฐแก้ปัญหาไม่ได้หรอกครับ ยังไงซะวิธีที่เร็วที่สุดในการคลายการล้างสมอง ก็คือใช้ความสามารถของคุณทำลายพิธีกรรมของซูเยฮวีทิ้งซะ
คนชื่อคิมกิรยอเด็ดขาดกับการกำจัดอาชญากรถึงขนาดนั้นเชียวล่ะ
‘ไม่นึกเลยว่าฮันเตอร์คนนั้นจะลงมือทำเรื่องแบบนั้นด้วยตัวเอง...’
แนวคิดที่ว่าหากจำเป็น ต่อให้ต้องมือเปื้อนเลือดก็ต้องหยุดคนชั่วให้ได้
นี่มันคล้ายคลึงกับหัวหน้ากิลด์บางคนเหลือเกินไม่ใช่หรือ?
ยิ่งพอนึกย้อนไปถึงบทสนทนาที่คุยกันในโรงงานร้าง เอสเธอร์ก็เริ่มรู้สึกกระหายใคร่รู้ขึ้นมาลางๆ
-ฉันกำลังบอกว่าซูเยฮวีจะกลายเป็นคนพิการและตายไปนะ แต่ปฏิกิริยาคุณดูจืดชืดจังแฮะ?
-แล้วคุณจะให้ผมแสดงปฏิกิริยายังไงล่ะครับ?
สีหน้าที่แข็งกระด้าง
ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นยามมองลงมายังซูเยฮวีที่คลานอยู่กับพื้น
กิรยอแสดงปฏิกิริยาที่เชือดเฉือนต่อความตายของเจ้าลัทธิไซบีที่ทำลายครอบครัวนับร้อย
การวางตัวเฉยเมยราวกับว่าแม้แต่เศษเสี้ยวของอารมณ์ก็ยังสิ้นเปลืองเกินไปที่จะมอบให้อาชญากร
เอสเธอร์รู้สึกว่าภาพลักษณ์ของกิรยอในตอนนั้นช่างเป็นอุดมคติ ด้วยเหตุนี้แรงกระตุ้นนี้จึงเกิดขึ้น
‘จริงๆ นะ’
ถ้าได้คนแบบนั้นมาไว้ในกำมือ คงไม่ขออะไรอีกแล้ว
แต่ความปรารถนาประเภทนี้คงเป็นจริงได้ยาก
อย่าว่าแต่ดึงตัวเข้าหอคอยเวทมนตร์เลย นายพรานคนนั้นนิสัยเข้าถึงยากขนาดที่ปฏิเสธคำชวนเข้าทีมของจองฮาซองมาแล้ว
‘มนุษย์แบบนั้นกลับจัดทีมบุกดันเจี้ยนกับคังชางโฮเนี่ยนะ ทำไมกัน หรือว่าสกิลของทั้งคู่จะคอมโบกันได้ดี?’
ยังไงซะก็ไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ
เอสเธอร์ใช้ผ้าเช็ดปากซับริมฝีปากพลางปรายตามอง
ในวินาทีนี้ ชายหนุ่มเจ้าของดวงตาที่มีตาขาวสามด้านกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
เขาเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าอยากจะทำตัวให้เธอประทับใจ แต่เอาเข้าจริงพอลองมาคิดดูตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นความจริงหรือเปล่า
‘ชอบเบี้ยวนัดกินข้าว แถมยังเคยทำท่าจะหนีหายไปตั้ง 3 เดือน...’
เอสเธอร์ตัดสินใจพอใจกับการที่ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับระดับ S ด้วยกันเอาไว้ได้แบบกลางๆ ไปก่อน
อย่างน้อยพ่อคุณคนนี้ก็ยังตอบข้อความ ผิดกับไอ้บ้างานธาตุไฟบางคน
แถมเพราะติดต่อกันสม่ำเสมอมาตลอด ถึงได้กล้าเอ่ยปากขอเรื่องแบบนี้ได้
“ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ถ้าเกิดว่าสัปดาห์หน้าคุณช่วยไปที่ที่หนึ่งกับฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
เอสเธอร์หยุดทานอาหารแล้วเข้าเรื่อง ความจริงแล้วเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิเป็นแค่ข้ออ้าง วันนี้เธอออกมาเพื่อยื่นข้อเสนอนี้ต่างหาก
“เจาะจงก็คือ งานปาร์ตี้ที่กิลด์แห่งหนึ่งเป็นเจ้าภาพค่ะ”
เธอก้มลงมองบัตรเชิญที่ส่งมาจากอเมริกา
ถ้าได้สร้างสายสัมพันธ์กับระดับ S หน้าใหม่ๆ ในงานปาร์ตี้ครั้งนี้ เอาไว้คงได้ใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน
แน่นอนว่าพวกนั้นเองก็มีสมอง คงไม่ยอมให้ถูกหลอกใช้ได้ง่ายๆ แต่ทว่า...
การจะตักตวงผลประโยชน์จากจุดเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล และเอสเธอร์ก็คิดว่ากิจกรรมทางสังคมนี้มีค่ามากพอ
“ฉันเลยกะว่าจะตอบรับคำเชิญนี้ค่ะ”
อย่างไรก็ตาม
ยังคงมีสิ่งที่ติดค้างใจจนทำให้ไม่อาจตอบรับคำเชิญจากเกตสตาร์ได้ในทันที
เหตุผลที่สถานะของระดับ S นั้นน่าเกรงขาม ก็เพราะพวกเขามีคู่ต่อกรน้อย
แต่หากผู้ตื่นรู้ในระดับเดียวกันมารวมตัวกันอยู่ในที่เดียว คุณค่านั้นก็จะหม่นหมองลงไปในทันตา
‘ท่ามกลางดงฮันเตอร์ระดับ S ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา... ลำพังตัวฉันคนเดียวจะรับมือไหวรึเปล่านะ?’
เอสเธอร์มีนิสัยขี้ระแวงกว่าที่เห็น
ดังนั้นเธอจึงเปิดกว้างให้กับทุกความเป็นไปได้และเตรียมพร้อมอย่างรัดกุมที่สุด
เธอพยายามป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ด้วยการทำประกันที่เรียกว่าการพาเพื่อนร่วมทางที่เป็นระดับ S ของเกาหลีไปด้วย
‘กิลด์เกตสตาร์ส่งบัตรเชิญมาแค่ประเทศละ 1 ใบ โดยอ้างเรื่องความปลอดภัยของแต่ละประเทศเป็นอันดับแรก กรณีที่จะหาเพื่อนร่วมทางระดับ S ไปด้วยแบบฉันคงมีน้อยมาก’
ในแง่นั้น คิมกิรยอถือเป็นตัวเลือกที่ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว
ข้ออ้างในการชวนก็มีพร้อม แถมต่อหน้าเขา ต่อให้เธอใช้สกิลคำสาปอย่างเต็มที่ ก็จะไม่เกิดความเสียหายลูกหลงตามมาแน่นอน
‘อะแฮ่ม ความจริงตรงส่วนนี้ก็ทำเอาเสียศักดิ์ศรีอยู่นิดหน่อยเหมือนกันนะ’
เอสเธอร์เผลอคิดเรื่องอื่นไปครู่หนึ่งก่อนจะวกกลับมาที่หัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสีย สิ่งที่เธอต้องการก็มีเพียงหนึ่งเดียว
“ดังนั้นสรุปก็คือ ฉันตั้งใจจะขอให้คุณกิรยอช่วยมาเป็นพาร์ตเนอร์ให้หน่อยน่ะค่ะ”
แต่ทว่า ไม่นึกเลยว่าปัญหาที่กลุ้มใจมาตั้งนานจะคลี่คลายลงได้ง่ายดายปานนี้
“ตกลงครับ ผมจะไป”
หือ?
เอสเธอร์ถึงกับสะดุ้งกับคำตอบที่ตามมาของชายหนุ่ม กิรยอตอบรับคำขอทันทีที่เจ้าหอคอยเวทมนตร์พูดจบ
คำตอบที่ไร้ซึ่งความลังเล
คุณพระช่วย เขาไม่รู้สึกกดดันเลยเหรอที่จะต้องไปในรังปีศาจที่มีแต่ระดับ S ยั้วเยี้ยแบบนั้น?
‘ว้าว!’
ทันทีที่ได้รับคำตอบรับ รอยยิ้มก็ผลิบานบนใบหน้าของเอสเธอร์
อา รักษาความสัมพันธ์อันดีกับฮันเตอร์คิมกิรยอไว้คิดถูกจริงๆ ด้วย พอมีเขาไปด้วยก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว
ก็คนคนนั้น เป็นถึงตัวการที่ฆ่าอีมูกิเชียวนะ
‘จากคำให้การของพยาน บอกว่าเขาถือดาบต้องสาปของฉันปราบมัน งั้นฮันเตอร์คิมกิรยอก็คงเป็นสายที่แข็งแกร่งในการต่อสู้ระยะประชิดสินะ?’
ผู้ล่าที่ฝีมือได้รับการพิสูจน์แล้ว!
เอสเธอร์รู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่ระดับ S คนที่สี่จะติดตามเธอไปด้วย
ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับกองกำลังนับหมื่นมาไว้ในกำมือจริงๆ