Cover

132

ไม่กี่วันต่อมา

เผลอแป๊บเดียว งานฉลองก่อตั้งกิลด์เกตสตาร์ก็มาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว

แน่นอนว่าการเตรียมตัวในช่วงที่ผ่านมาเสร็จสิ้นเรียบร้อย

ไอ้พวกเรื่องวุ่นวายอย่างวีซ่าหรือเอกสารอะไรพวกนั้น หอคอยเวทมนตร์เกาหลีจัดการให้เสร็จสรรพ

‘หอคอยเวทมนตร์เกาหลีงั้นเหรอ’

จะว่าไป พอต้องเดินทางไปต่างประเทศ จู่ๆ ฉันก็นึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าทำไมกิลด์นั้นถึงต้องใช้ชื่อว่า 'หอคอยเวทมนตร์เกาหลี' ด้วยนะ

“มีสาขาอยู่ต่างประเทศหรือไง?”

เพื่อคลายความสงสัย ฉันเลยเปิดอินเทอร์เน็ตค้นหาดู

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นเรื่องตลกร้ายซะงั้น

【 Knowledge Ing 】

[Q. ทำไมหอคอยเวทมนตร์เกาหลีถึงชื่อว่าหอคอยเวทมนตร์เกาหลีครับ?]

[A. เห็นว่าตอนเริ่มระบบกิลด์ มีคนมือบอนไปจดทะเบียนชื่อกิลด์มั่วซั่วดักไว้ก่อน (เหมือนพวกดักชื่อตัวละครในเกมนั่นแหละ) ชื่อ ‘หอคอยเวทมนตร์’ เฉยๆ ก็เลยโดนแย่งไป

ได้ข่าวว่าคนจดชื่อนั้นเสนอขายชื่อคืนในราคาขูดเลือดขูดเนื้อ ทางกิลด์เลยหมั่นไส้ เปลี่ยนชื่อเป็น ‘หอคอยเวทมนตร์เกาหลี’ แทนซะเลย

-ที่มา บทสัมภาษณ์เอสเธอร์ ปี 20XX]

กล้าไปกระตุกหนวดเสืออย่างผู้ใช้คำสาปเข้าให้ ไอ้โจรขโมยชื่อคนนั้นป่านนี้คงกำลังเผชิญกับความซวยไร้สาเหตุอยู่แน่ๆ

‘น่าสงสารเขานะครับ’

เอาเถอะ

พอความสงสัยคลี่คลาย ฉันก็มุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ

ฉันไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย รออยู่ไม่นานเอสเธอร์ก็ปรากฏตัวที่สนามบิน

“เอ๊ะ? นั่นฮันเตอร์ระดับ S ไม่ใช่เหรอ?”

“เฮ้ย ตรงไหน?”

“ตรงโน้นไง เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ เพิ่งเห็นว่ามีฮันเตอร์คิมกิรยออยู่ตรงนั้นด้วย!”

ปกติไม่ค่อยมีใครจำฉันได้ ไอ้เราก็นึกว่าคนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องชาวบ้านชาวช่องกันซะอีก

แต่พอเห็นแบบนี้แล้ว ที่ผ่านมาที่รอบข้างเงียบสงบ อาจจะเป็นเพราะฉันมีมานาน้อยจนจืดจางเองสินะ

‘น้ำตามันตกใน…….’

ในระหว่างที่สายตาของผู้คนจับจ้อง

เอสเธอร์ก็โบกมือเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา

“คุณกิรยอ! มาถึงเร็วมากเลยนะคะเนี่ย? ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ งั้นเราไปทำเรื่องผ่านแดนกันเลยไหมคะ?”

“ครับ”

และอย่างที่เห็นว่าฉันเตรียมตัวออกนอกประเทศอย่างเปิดเผยขนาดนี้.......

นั่นเพราะฉันได้ส่งรายงานเรื่องการไปอเมริกาตาม [สัญญาอัศวิน] ไปเรียบร้อยแล้ว

รู้สึกมาตั้งแต่ตอนวิหารรากษสแล้วว่า ช่วงหลังมานี้คังชางโฮดูจะไม่ค่อยสนใจว่าฉันจะไปไหนมาไหนเท่าไหร่

แน่นอนว่าพอจะเดาสาเหตุได้ อาจจะเป็นแค่การขู่ แต่ยังไงซะฉันก็ขึ้นชื่อว่าเป็นฮันเตอร์ระดับ S อย่างเป็นทางการแล้วนี่นา

‘ปกติระดับนี้ไปตายเอาดาบหน้าที่ไหนก็ยากอยู่นะ’

การที่สตอล์กเกอร์ลดความสนใจลงมันก็ดีอยู่หรอก แต่พอไม่มีสายตาของคังชางโฮจับจ้อง มันก็พาลให้รู้สึกระแวงไปอีกแบบ

-จู่ๆ จะไปอเมริกาเหรอ? สัปดาห์นี้ฉันมีตารางงานสำคัญเยอะมาก คงไปคุมประพฤติแกไม่ไหว....... ขอโทษทีนะ แต่ปาร์ตี้นี้แกช่วยไปคนเดียวได้ไหม? ไปกับเอสเธอร์คงไม่มีอะไรต้องห่วงอยู่แล้วนี่

ฉันหวนนึกถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์กับคังชางโฮ

แต่ตารางงานที่ยุ่งวุ่นวายของเขาคงไม่ได้มีไปตลอดชาติหรอก

ครืดดดด ครืดดดด

คิดเสร็จ ฉันก็ลากกระเป๋าเดินทางเดินตามหลังผู้ใช้คำสาปไปอย่างกระฉับกระเฉง

---

บนเครื่องบิน

การที่ก้อนเหล็กหนักกว่า 170 ตันลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้าได้ มันช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์เสมอ

แต่วันนี้ยังมีเรื่องให้ประหลาดใจยิ่งกว่านั้นรออยู่

“นี่คือเครื่องแปลภาษาเหรอครับ?”

หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย

ซอเอสเธอร์ก็ยื่นวัตถุชิ้นหนึ่งให้กับฉันที่ยืนอยู่ข้างๆ

“รุ่นล่าสุดเลยค่ะ อยากได้เร็วๆ เลยสั่งซื้อโดยตรงมา โชคดีที่มาส่งทันเวลาพอดี”

อุปกรณ์สีดำรูปร่างคล้ายหูฟังแบบ Bone Conduction (ส่งเสียงผ่านกระดูก)

มันมีสายบางๆ เชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ภายนอกขนาดเท่าฝ่ามือ

“เกี่ยวส่วนที่เป็นหูฟังเข้ากับใบหูแบบนี้....... เอาล่ะ แค่นี้ภาษาต่างประเทศที่อีกฝ่ายพูดก็จะถูกแปลให้เราได้ยินอัตโนมัติค่ะ แม้จะมีดีเลย์นิดหน่อยก็เถอะ”

“อ้อ”

“แถมแค่กดปุ่มเดียว ก็เปลี่ยนคำพูดเราให้เป็นภาษาอังกฤษได้ด้วยนะคะ!”

“ว้าว”

“ต้องยอมรับเทคโนโลยีของ ‘พิกซี่’ เขาจริงๆ เลยน้า~”

กึกกัก

ผ่านไปสักพัก กิรยอที่หมุนเครื่องแปลภาษาในมือเล่นก็เอ่ยถามขึ้น ด้วยความสงสัยที่เก็บงำมานาน

“เอ่อ แต่ว่าบริษัทพิกซี่เนี่ย.... สรุปแล้วเขาทำเกี่ยวกับอะไรกันแน่ครับ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น เอสเธอร์ก็เบิกตากว้างก่อนจะเริ่มร่ายยาว

“คะ? พิก พิกซี่เหรอคะ? ก็ต้องเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์จำเป็นสำหรับฮันเตอร์อยู่แล้วสิคะ?”

“อ่า”

“เครื่องตรวจสอบการตื่นรู้, เครื่องวิเคราะห์, แล้วก็อื่นๆ อีกเพียบ เดี๋ยวนี้ไม่มีของชิ้นไหนไม่มีเทคโนโลยีของที่นั่นหรอกค่ะ”

ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าเป็นกลุ่มช่างเทคนิคที่ค้นพบวิธีใช้ประโยชน์จากหินมานาสินะ?

เอสเธอร์เอียงคอเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่อ

“แต่คุณรู้ไหมคะ? เรื่องนี้คนไม่ค่อยรู้กันเท่าไหร่ จริงๆ แล้วพิกซี่เคยเป็นบริษัทสร้างเกมมาก่อนค่ะ”

“เกมเหรอครับ?”

“ชื่อเกม ‘SOM’ เคยดังมากเลยนะ....... แต่ช่างเถอะ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น”

น้ำเสียงของเอสเธอร์ดูสดใสขึ้นเหมือนกำลังคุยเรื่องงานอดิเรกที่ชอบ

“หน้าจอโฮโลแกรมของเครื่องวิเคราะห์ที่เราใช้กันอยู่น่ะค่ะ รู้ไหมคะว่าเทคโนโลยีนี้มาจากไหน? น่าทึ่งมากที่จริงๆ แล้วมันเอาไว้ใช้สำหรับเกมค่ะ”

[เกตที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน]

[คำอธิบาย : ไม่มีข้อมูลเกต]

[ระดับ : EX]

อุปกรณ์ที่ฮันเตอร์ใช้มักจะแสดงตัวอักษรลอยขึ้นมาในอากาศ ซึ่งความจริงแล้วเทคโนโลยีนี้ต่อยอดมาจากความพยายามที่จะสร้างเกมให้สมจริงยิ่งขึ้น

“พอเกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อก เทคโนโลยี ‘พิกซี่กลาส’ (เลนส์ตรวจวัดระดับมานา) นี้ดันมีประโยชน์ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ”

“อืม”

“เพราะมันสามารถเด้งหน้าต่างคำอธิบายขึ้นมาเหมือนในเกมเวลามีมอนสเตอร์โผล่มาปุบปับ การมีข้อมูลกับไม่มีข้อมูลเนี่ย ผลลัพธ์ต่างกันฟ้ากับเหวเลยนะคะ”

สรุปคือ เทคโนโลยีที่เดิมทีสร้างมาเพื่อแสดง UI ของเกม กลับกลายมาเป็นตัวช่วยฮันเตอร์โดยไม่ได้ตั้งใจ

“เพราะงั้นศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เลยทับซ้อนกับวัฒนธรรมเกมเยอะมากไงคะ”

ความยอดเยี่ยมของบริษัทพิกซี่อยู่ที่การรับรู้และการจำแนกประเภท

พวกเขาใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ตรวจวัดสิ่งลึกลับ วิเคราะห์ และในที่สุดก็เป็นผู้บัญญัติคำว่า ‘มานา’ ได้เร็วกว่าใครเพื่อน

“ปกติเกมจะตั้งค่าอะไรให้เข้าใจง่ายเพื่อให้คนจำนวนมากเข้าถึงได้ใช่ไหมคะ? แนวคิดเรื่องเกตที่พิกซี่ตั้งชื่อเลยกลายเป็นมาตรฐานสังคมไปโดยปริยาย.......”

เอสเธอร์พรรณนาสรรเสริญพิกซี่อยู่นานสองนาน ก่อนจะทำหน้ายู่

ราวกับคนที่ถูกหักหลังยังไงยังงั้น

“ปัญหาก็คือ พอผลงานเข้าตากรรมการปุ๊บ ทีมช่างเทคนิคของพิกซี่ก็โดนรัฐบาลสหรัฐฯ ดึงตัวไปเกลี้ยงเลยค่ะ”

“ดึงตัวเหรอครับ?”

“ธุรกิจเกมก็เลยพับเก็บไปนานแล้ว ได้ยินว่าตอนนี้ทำแต่พวกอุปกรณ์เสริมที่ใช้หินมานาอย่างเดียว”

ในเครื่องแปลภาษานี้ก็มีหินมานาอยู่เหมือนกัน พูดจบเอสเธอร์ก็พึมพำด้วยสีหน้าหดหู่

“ในฐานะคนที่ทุ่มเทชีวิตให้เกมนั้น จุดจบแบบนี้มันเศร้าชะมัด”

การปิดเซิร์ฟเวอร์ของ [SOM]

เอสเธอร์นึกย้อนถึงอดีตแล้วก็เสริมขึ้นมาเหมือนยังมีเรื่องคาใจ

“แต่จริงๆ ฉันก็กะไว้อยู่แล้วล่ะค่ะว่าสักวันต้องเป็นแบบนี้”

“ทำไมล่ะครับ?”

“ก็พิกซี่น่ะโดนลือมาตั้งนานแล้วว่าเทคโนโลยีล้ำเกินความจำเป็น”

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าบริษัทเกมในยุคเดียวกันไปหลายขั้น

ถ้าอ้างคำพูดพวกปากหอยปากปู ก็คงประมาณว่า อัจฉริยะพวกนั้นไม่น่ามาเสียเวลาทำเกมเลยให้ตายสิ

“โดยเฉพาะตอนที่เครื่องแปลภาษารุ่นแรกออกมา โลกแทบแตกเลยนะคะ คุณกิรยอด็น่าจะจำได้ใช่ไหม? ฮ่ะๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าสิทธิบัตรระดับนี้จะถือกำเนิดมาจากเกมออนไลน์ระดับโลก”

เอสเธอร์หัวเราะเสียงใสราวกับลูกแก้วกลิ้งบนถาดเงิน ก่อนจะหันไปยิงมุกกับเลขาของกิลด์

“ว้าว~ สงสัยพิกซี่จับมนุษย์ต่างดาวมาทรมานอีกแล้วมั้งเนี่ย เครื่องแปลภาษารุ่นนี้เบาหวิวเลย!”

“โอ้โห”

“ให้ตายสิ ออกสินค้าใหม่ทีไร ต้องปั่นมนุษย์ต่างดาวไปกี่ตัวกันล่ะเนี่ย?”

ฮ่าๆๆ โฮะๆๆ

ในขณะนั้นเอง หนึ่งในผู้ร่วมคณะเดินทางกลับเหงื่อแตกพลั่กๆ ขึ้นมาดื้อๆ แต่โชคดีที่คนข้างหน้าไม่ทันสังเกตเห็น

.

.

.

ไม่นานนักก็มาถึงสถานที่จัดงาน

ตัวอาคารที่จัดปาร์ตี้ตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองผิดคาด พอเดินเข้ามาข้างในก็สัมผัสได้เลยว่าผู้จัดงานเตรียมการป้องกันมาอย่างแน่นหนา

‘บาเรีย’

เป็นเขตอาคมหลายชั้นที่แข็งแกร่งขนาดที่น่าจะต้องผลาญ ‘แกนพลังงานจลน์นิรันดร์’ ไปสัก 3 อันได้

‘ถ้าจะพูดให้ถูก คือม่านพลังสำหรับปกป้องคนธรรมดาข้างนอกมากกว่า’

เมื่อผู้ตื่นรู้สองคนเดินเข้ามาในอาคาร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงทางเข้าก็เริ่มตรวจสอบตัวตนอย่างง่ายๆ

“กรุณารอสักครู่ครับ”

ผมสีม่วง ตัวเล็ก และดวงตาตกที่มีขนตายาวงอน

ลักษณะแบบนี้ต้องเป็นหัวหน้ากิลด์ตัวแทนจากเกาหลีแน่นอน

“ส่วนทางนี้คือฮันเตอร์คิมกิรยอใช่ไหมครับ?”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดภูมิฐานเอ่ยถามชื่อชายหนุ่ม เขาพยักหน้ารับ

“ยืนยันเรียบร้อย เชิญเข้างานได้ครับ”

“ขอบคุณครับ”

ด้วยอานิสงส์ของเครื่องแปลภาษาแบบสองทิศทาง การสื่อสารจึงลื่นไหลไม่มีสะดุด

“.......ถึงจะเป็นเครื่องจักรก็เถอะ แต่บางทีมันก็มีเออเร่อบ้างนะคะ”

กิรยอพยักหน้าเห็นด้วยกับคำอธิบายของเอสเธอร์แล้วเดินเข้าไป

ภาพเบื้องหน้าคือความหรูหราอลังการอย่างแท้จริง โคมระย้าส่องประกายวูบวาบ แสงไฟสีทองนวลตา บวกกับรูปสลักหินอ่อนสุดวิจิตรที่ประดับอยู่ตามผนัง

ชายหนุ่มตาขวางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ

“อืม”

ทว่าซอเอสเธอร์กลับไม่ชายตามองความวิจิตรของห้องจัดเลี้ยงเลยแม้แต่น้อย

จื่อฮั่นจากจีน, คริสเตียนจากนอร์เวย์, แล้วนั่นก็ฮันเตอร์จากแคนาดา

ระดับ S ตัวเป็นๆ ที่ว่าหาดูยาก เดินกันให้ว่อนจนแทบจะเหยียบเท้ากันตายขนาดนี้ จะให้เอาเวลาไปสนใจอย่างอื่นได้ยังไง

เอสเธอร์กวาดตามองเช็กบุคคลสำคัญที่มาร่วมงานก่อนจะเอ่ยขึ้น

“งั้นฉันขอตัวไปคุยธุระสักครู่นะคะ”

“ครับ”

เอาล่ะ หัวหน้ากิลด์ไม่อยู่แล้ว ทีนี้ก็ไม่มีอะไรทำนอกจากเดินดูงานจริงๆ แล้วสินะ

กิรยอที่แยกตัวจากเพื่อนร่วมทางเดินเตร็ดเตร่ในงานเพียงลำพัง

ระหว่างนั้นก็สังเกตเห็นว่ามีฟิงเกอร์ฟู้ดจัดวางอยู่ตามจุดต่างๆ

ขณะที่กำลังยืนเลือกว่าจะกินอะไรดีที่โต๊ะอาหาร จู่ๆ ก็มีใครบางคนทักขึ้น

“Hey!”

ชายชาวตะวันตกรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดูห้าวหาญ

แน่นอนว่าไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน.......

“นี่ เครื่องดื่มมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนฟะ?”

“ครับ?”

“เตรียมแต่อาหารแล้วมันจะได้เรื่องอะไร ไม่มีแชมเปญสักแก้วมาจิบคู่กันหรือไง”

เสียงภาษาเกาหลีจาก AI ไหลผ่านหูฟังเข้ามา

แต่ถึงจะแปลภาษาได้ บทสนทนาก็ยังคงไม่รู้เรื่องอยู่ดี

“อย่ามัวยืนบื้อสิเว้ย รีบไปเอาเครื่องดื่มมาได้แล้ว!”

ก็แหงล่ะ พ่อร่างยักษ์นั่นสั่งอะไรพิลึกๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“เอ่อ ขอโทษนะครับ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเครื่องดื่มอยู่ตรงไหน”

กิรยออธิบายสถานการณ์ให้คนที่เข้ามาใกล้ฟัง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยิ่งหงุดหงิดหนักกว่าเดิม

“อะไรวะ? พวกนี้อบรมพนักงานกันยังไงเนี่ย? ใครใช้ให้เอาไอ้ทึ่มที่ไม่รู้งานตัวเองมายืนบื้ออยู่ตรงนี้วะ”

“ครับ?”

“เฮอะ ให้ตายสิ!”

พอได้ยินแบบนี้ ความเข้าใจผิดของชายคนนั้นก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง

ไอ้ฝรั่งนี่นึกว่ากิรยอเป็นเด็กเสิร์ฟในงาน เลยจะใช้ให้ไปหยิบของ

“ถ้าจะทำตัวงี่เง่าแบบนี้ก็ไสหัวไปล้างจานในครัวไป๊ รู้ไหมว่าแขกที่อยู่ที่นี่สำคัญขนาดไหน?”

“ไม่ใช่ครับ.......”

“แล้วก็ ถ้าสั่งแล้วไม่รู้เรื่อง อย่างน้อยก็หัดกระตือรือร้นไปหาคำตอบหน่อยสิโว้ย”

ปาร์ตี้นี้จัดขึ้นเพื่อสมาชิกกิลด์เกตสตาร์และฮันเตอร์ระดับ S จากนานาประเทศ พูดง่ายๆ คือแขกที่มาล้วนเป็นผู้ตื่นรู้

และเกตสตาร์คงไม่จ้างผู้ตื่นรู้ระดับต่ำมาทำงานบริการ เพราะงั้นคนเอเชียตรงหน้าที่ดูธรรมดาๆ นี่ก็ต้องเป็นพนักงานโรงแรมชัวร์ป้าบ ไม่ใช่เรอะ?

“ชิ บริการห่วยแตกชะมัด”

เขามั่นอกมั่นใจในความคิดตัวเองแล้วก็เริ่มโวยวาย กิรยอพยายามจะอ้าปากอธิบายแก้ต่างอย่างใจเย็น

“เดี๋ยวนะครับ คือผม.......”

แต่ความพยายามนั้นก็ถูกเสียงตวาดแว้ดแทรกขึ้นมาซะก่อน

“พระเจ้าช่วย เอ็นโซ ไอ้สมองทึบ!”

ตึก ตึก ตึก

ไกลออกไป ผู้หญิงสวมรองเท้าส้นเข็มกำลังรีบจ้ำอ้าวเข้ามา

เธอมีผมเส้นสวยเงางามผิดกับผมบลอนด์ย้อมของใครบางคน

ทันทีที่มาถึง สาวผมบลอนด์ก็หวีดร้องด้วยความตกใจ

“เขาเป็นแขกรับเชิญย่ะ! นายกำลังทำตัวเสียมารยาทกับระดับ S เหมือนกันอยู่นะ!”

คนเอเชียคนนั้นน่ะเหรอฮันเตอร์ต่างชาติที่ได้รับเชิญ ไม่สิ แต่ว่า...

“พูดบ้าอะไร? ไอ้หมอนี่ดูยังไงก็ระดับล่าง.......”

“คิดว่าคนทั้งโลกเขาจะป่าเถื่อนเหมือนนายหรือไง? ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีเขามีธรรมเนียมระงับมานาเวลาออกงานย่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องตอนสัมภาษณ์คุณจองไป!”

ชายที่ชื่อเอ็นโซเอียงคอสำรวจดูอีกฝ่าย

แต่ไม่ว่าจะเช็กกี่รอบผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ฮันเตอร์ตรงหน้านี้แผ่ออร่ามานาออกมาระดับ F ชัดๆ

“เอ่อ.......”

“พอได้แล้ว ไสหัวไปเลย รีบขอโทษแล้วไสหัวไปซะ”

ในจังหวะที่กำลังอึกอัก

สาวผมบลอนด์ก็ไล่ตะเพิดชายร่างขนดกให้พ้นหูพ้นตาไป

จากนั้นก็หันมาแนะนำตัวสั้นๆ

“โอ้ ขอโทษนะคะ เพื่อนฉันทำเรื่องเสียมารยาทซะแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ”

“ว่าแต่ไม่นึกเลยว่าคุณจะมางานนี้ด้วย คุณใช่ไหมคะ? คนที่ฆ่างูยักษ์ตัวนั้น”

ผู้หญิงหุ่นนางแบบที่ดูสูงกว่ากิรยอเพราะรองเท้าส้นสูง

เธอบอกว่าเคยเห็นข่าวของคุณ แล้วยื่นมือมาขอจับทักทายกิรยอด้วยท่าทีเป็นมิตร

“ฉันชื่อ บรู๊คลิน มอร์แกน ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก คือว่า... ชื่อของคุณคือ....... กิ... กิ.......”

“กิรยอ”

“คิเรีย”

ถึงจะไม่ใช่การทักทายที่สมบูรณ์แบบ แต่การเริ่มต้นบทสนทนาได้ราบรื่นก็ถือว่าดีถมถืดแล้ว

“กิ-ริ-ยู? คิ... คี.......”

“เรียกว่าคิมเฉยๆ ก็ได้ครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

132

20px

ไม่กี่วันต่อมา

เผลอแป๊บเดียว งานฉลองก่อตั้งกิลด์เกตสตาร์ก็มาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว

แน่นอนว่าการเตรียมตัวในช่วงที่ผ่านมาเสร็จสิ้นเรียบร้อย

ไอ้พวกเรื่องวุ่นวายอย่างวีซ่าหรือเอกสารอะไรพวกนั้น หอคอยเวทมนตร์เกาหลีจัดการให้เสร็จสรรพ

‘หอคอยเวทมนตร์เกาหลีงั้นเหรอ’

จะว่าไป พอต้องเดินทางไปต่างประเทศ จู่ๆ ฉันก็นึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าทำไมกิลด์นั้นถึงต้องใช้ชื่อว่า 'หอคอยเวทมนตร์เกาหลี' ด้วยนะ

“มีสาขาอยู่ต่างประเทศหรือไง?”

เพื่อคลายความสงสัย ฉันเลยเปิดอินเทอร์เน็ตค้นหาดู

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นเรื่องตลกร้ายซะงั้น

【 Knowledge Ing 】

[Q. ทำไมหอคอยเวทมนตร์เกาหลีถึงชื่อว่าหอคอยเวทมนตร์เกาหลีครับ?]

[A. เห็นว่าตอนเริ่มระบบกิลด์ มีคนมือบอนไปจดทะเบียนชื่อกิลด์มั่วซั่วดักไว้ก่อน (เหมือนพวกดักชื่อตัวละครในเกมนั่นแหละ) ชื่อ ‘หอคอยเวทมนตร์’ เฉยๆ ก็เลยโดนแย่งไป

ได้ข่าวว่าคนจดชื่อนั้นเสนอขายชื่อคืนในราคาขูดเลือดขูดเนื้อ ทางกิลด์เลยหมั่นไส้ เปลี่ยนชื่อเป็น ‘หอคอยเวทมนตร์เกาหลี’ แทนซะเลย

-ที่มา บทสัมภาษณ์เอสเธอร์ ปี 20XX]

กล้าไปกระตุกหนวดเสืออย่างผู้ใช้คำสาปเข้าให้ ไอ้โจรขโมยชื่อคนนั้นป่านนี้คงกำลังเผชิญกับความซวยไร้สาเหตุอยู่แน่ๆ

‘น่าสงสารเขานะครับ’

เอาเถอะ

พอความสงสัยคลี่คลาย ฉันก็มุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ

ฉันไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย รออยู่ไม่นานเอสเธอร์ก็ปรากฏตัวที่สนามบิน

“เอ๊ะ? นั่นฮันเตอร์ระดับ S ไม่ใช่เหรอ?”

“เฮ้ย ตรงไหน?”

“ตรงโน้นไง เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ เพิ่งเห็นว่ามีฮันเตอร์คิมกิรยออยู่ตรงนั้นด้วย!”

ปกติไม่ค่อยมีใครจำฉันได้ ไอ้เราก็นึกว่าคนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องชาวบ้านชาวช่องกันซะอีก

แต่พอเห็นแบบนี้แล้ว ที่ผ่านมาที่รอบข้างเงียบสงบ อาจจะเป็นเพราะฉันมีมานาน้อยจนจืดจางเองสินะ

‘น้ำตามันตกใน…….’

ในระหว่างที่สายตาของผู้คนจับจ้อง

เอสเธอร์ก็โบกมือเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา

“คุณกิรยอ! มาถึงเร็วมากเลยนะคะเนี่ย? ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ งั้นเราไปทำเรื่องผ่านแดนกันเลยไหมคะ?”

“ครับ”

และอย่างที่เห็นว่าฉันเตรียมตัวออกนอกประเทศอย่างเปิดเผยขนาดนี้.......

นั่นเพราะฉันได้ส่งรายงานเรื่องการไปอเมริกาตาม [สัญญาอัศวิน] ไปเรียบร้อยแล้ว

รู้สึกมาตั้งแต่ตอนวิหารรากษสแล้วว่า ช่วงหลังมานี้คังชางโฮดูจะไม่ค่อยสนใจว่าฉันจะไปไหนมาไหนเท่าไหร่

แน่นอนว่าพอจะเดาสาเหตุได้ อาจจะเป็นแค่การขู่ แต่ยังไงซะฉันก็ขึ้นชื่อว่าเป็นฮันเตอร์ระดับ S อย่างเป็นทางการแล้วนี่นา

‘ปกติระดับนี้ไปตายเอาดาบหน้าที่ไหนก็ยากอยู่นะ’

การที่สตอล์กเกอร์ลดความสนใจลงมันก็ดีอยู่หรอก แต่พอไม่มีสายตาของคังชางโฮจับจ้อง มันก็พาลให้รู้สึกระแวงไปอีกแบบ

-จู่ๆ จะไปอเมริกาเหรอ? สัปดาห์นี้ฉันมีตารางงานสำคัญเยอะมาก คงไปคุมประพฤติแกไม่ไหว....... ขอโทษทีนะ แต่ปาร์ตี้นี้แกช่วยไปคนเดียวได้ไหม? ไปกับเอสเธอร์คงไม่มีอะไรต้องห่วงอยู่แล้วนี่

ฉันหวนนึกถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์กับคังชางโฮ

แต่ตารางงานที่ยุ่งวุ่นวายของเขาคงไม่ได้มีไปตลอดชาติหรอก

ครืดดดด ครืดดดด

คิดเสร็จ ฉันก็ลากกระเป๋าเดินทางเดินตามหลังผู้ใช้คำสาปไปอย่างกระฉับกระเฉง

---

บนเครื่องบิน

การที่ก้อนเหล็กหนักกว่า 170 ตันลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้าได้ มันช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์เสมอ

แต่วันนี้ยังมีเรื่องให้ประหลาดใจยิ่งกว่านั้นรออยู่

“นี่คือเครื่องแปลภาษาเหรอครับ?”

หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย

ซอเอสเธอร์ก็ยื่นวัตถุชิ้นหนึ่งให้กับฉันที่ยืนอยู่ข้างๆ

“รุ่นล่าสุดเลยค่ะ อยากได้เร็วๆ เลยสั่งซื้อโดยตรงมา โชคดีที่มาส่งทันเวลาพอดี”

อุปกรณ์สีดำรูปร่างคล้ายหูฟังแบบ Bone Conduction (ส่งเสียงผ่านกระดูก)

มันมีสายบางๆ เชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ภายนอกขนาดเท่าฝ่ามือ

“เกี่ยวส่วนที่เป็นหูฟังเข้ากับใบหูแบบนี้....... เอาล่ะ แค่นี้ภาษาต่างประเทศที่อีกฝ่ายพูดก็จะถูกแปลให้เราได้ยินอัตโนมัติค่ะ แม้จะมีดีเลย์นิดหน่อยก็เถอะ”

“อ้อ”

“แถมแค่กดปุ่มเดียว ก็เปลี่ยนคำพูดเราให้เป็นภาษาอังกฤษได้ด้วยนะคะ!”

“ว้าว”

“ต้องยอมรับเทคโนโลยีของ ‘พิกซี่’ เขาจริงๆ เลยน้า~”

กึกกัก

ผ่านไปสักพัก กิรยอที่หมุนเครื่องแปลภาษาในมือเล่นก็เอ่ยถามขึ้น ด้วยความสงสัยที่เก็บงำมานาน

“เอ่อ แต่ว่าบริษัทพิกซี่เนี่ย.... สรุปแล้วเขาทำเกี่ยวกับอะไรกันแน่ครับ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น เอสเธอร์ก็เบิกตากว้างก่อนจะเริ่มร่ายยาว

“คะ? พิก พิกซี่เหรอคะ? ก็ต้องเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์จำเป็นสำหรับฮันเตอร์อยู่แล้วสิคะ?”

“อ่า”

“เครื่องตรวจสอบการตื่นรู้, เครื่องวิเคราะห์, แล้วก็อื่นๆ อีกเพียบ เดี๋ยวนี้ไม่มีของชิ้นไหนไม่มีเทคโนโลยีของที่นั่นหรอกค่ะ”

ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าเป็นกลุ่มช่างเทคนิคที่ค้นพบวิธีใช้ประโยชน์จากหินมานาสินะ?

เอสเธอร์เอียงคอเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่อ

“แต่คุณรู้ไหมคะ? เรื่องนี้คนไม่ค่อยรู้กันเท่าไหร่ จริงๆ แล้วพิกซี่เคยเป็นบริษัทสร้างเกมมาก่อนค่ะ”

“เกมเหรอครับ?”

“ชื่อเกม ‘SOM’ เคยดังมากเลยนะ....... แต่ช่างเถอะ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น”

น้ำเสียงของเอสเธอร์ดูสดใสขึ้นเหมือนกำลังคุยเรื่องงานอดิเรกที่ชอบ

“หน้าจอโฮโลแกรมของเครื่องวิเคราะห์ที่เราใช้กันอยู่น่ะค่ะ รู้ไหมคะว่าเทคโนโลยีนี้มาจากไหน? น่าทึ่งมากที่จริงๆ แล้วมันเอาไว้ใช้สำหรับเกมค่ะ”

[เกตที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน]

[คำอธิบาย : ไม่มีข้อมูลเกต]

[ระดับ : EX]

อุปกรณ์ที่ฮันเตอร์ใช้มักจะแสดงตัวอักษรลอยขึ้นมาในอากาศ ซึ่งความจริงแล้วเทคโนโลยีนี้ต่อยอดมาจากความพยายามที่จะสร้างเกมให้สมจริงยิ่งขึ้น

“พอเกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อก เทคโนโลยี ‘พิกซี่กลาส’ (เลนส์ตรวจวัดระดับมานา) นี้ดันมีประโยชน์ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ”

“อืม”

“เพราะมันสามารถเด้งหน้าต่างคำอธิบายขึ้นมาเหมือนในเกมเวลามีมอนสเตอร์โผล่มาปุบปับ การมีข้อมูลกับไม่มีข้อมูลเนี่ย ผลลัพธ์ต่างกันฟ้ากับเหวเลยนะคะ”

สรุปคือ เทคโนโลยีที่เดิมทีสร้างมาเพื่อแสดง UI ของเกม กลับกลายมาเป็นตัวช่วยฮันเตอร์โดยไม่ได้ตั้งใจ

“เพราะงั้นศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เลยทับซ้อนกับวัฒนธรรมเกมเยอะมากไงคะ”

ความยอดเยี่ยมของบริษัทพิกซี่อยู่ที่การรับรู้และการจำแนกประเภท

พวกเขาใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ตรวจวัดสิ่งลึกลับ วิเคราะห์ และในที่สุดก็เป็นผู้บัญญัติคำว่า ‘มานา’ ได้เร็วกว่าใครเพื่อน

“ปกติเกมจะตั้งค่าอะไรให้เข้าใจง่ายเพื่อให้คนจำนวนมากเข้าถึงได้ใช่ไหมคะ? แนวคิดเรื่องเกตที่พิกซี่ตั้งชื่อเลยกลายเป็นมาตรฐานสังคมไปโดยปริยาย.......”

เอสเธอร์พรรณนาสรรเสริญพิกซี่อยู่นานสองนาน ก่อนจะทำหน้ายู่

ราวกับคนที่ถูกหักหลังยังไงยังงั้น

“ปัญหาก็คือ พอผลงานเข้าตากรรมการปุ๊บ ทีมช่างเทคนิคของพิกซี่ก็โดนรัฐบาลสหรัฐฯ ดึงตัวไปเกลี้ยงเลยค่ะ”

“ดึงตัวเหรอครับ?”

“ธุรกิจเกมก็เลยพับเก็บไปนานแล้ว ได้ยินว่าตอนนี้ทำแต่พวกอุปกรณ์เสริมที่ใช้หินมานาอย่างเดียว”

ในเครื่องแปลภาษานี้ก็มีหินมานาอยู่เหมือนกัน พูดจบเอสเธอร์ก็พึมพำด้วยสีหน้าหดหู่

“ในฐานะคนที่ทุ่มเทชีวิตให้เกมนั้น จุดจบแบบนี้มันเศร้าชะมัด”

การปิดเซิร์ฟเวอร์ของ [SOM]

เอสเธอร์นึกย้อนถึงอดีตแล้วก็เสริมขึ้นมาเหมือนยังมีเรื่องคาใจ

“แต่จริงๆ ฉันก็กะไว้อยู่แล้วล่ะค่ะว่าสักวันต้องเป็นแบบนี้”

“ทำไมล่ะครับ?”

“ก็พิกซี่น่ะโดนลือมาตั้งนานแล้วว่าเทคโนโลยีล้ำเกินความจำเป็น”

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าบริษัทเกมในยุคเดียวกันไปหลายขั้น

ถ้าอ้างคำพูดพวกปากหอยปากปู ก็คงประมาณว่า อัจฉริยะพวกนั้นไม่น่ามาเสียเวลาทำเกมเลยให้ตายสิ

“โดยเฉพาะตอนที่เครื่องแปลภาษารุ่นแรกออกมา โลกแทบแตกเลยนะคะ คุณกิรยอด็น่าจะจำได้ใช่ไหม? ฮ่ะๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าสิทธิบัตรระดับนี้จะถือกำเนิดมาจากเกมออนไลน์ระดับโลก”

เอสเธอร์หัวเราะเสียงใสราวกับลูกแก้วกลิ้งบนถาดเงิน ก่อนจะหันไปยิงมุกกับเลขาของกิลด์

“ว้าว~ สงสัยพิกซี่จับมนุษย์ต่างดาวมาทรมานอีกแล้วมั้งเนี่ย เครื่องแปลภาษารุ่นนี้เบาหวิวเลย!”

“โอ้โห”

“ให้ตายสิ ออกสินค้าใหม่ทีไร ต้องปั่นมนุษย์ต่างดาวไปกี่ตัวกันล่ะเนี่ย?”

ฮ่าๆๆ โฮะๆๆ

ในขณะนั้นเอง หนึ่งในผู้ร่วมคณะเดินทางกลับเหงื่อแตกพลั่กๆ ขึ้นมาดื้อๆ แต่โชคดีที่คนข้างหน้าไม่ทันสังเกตเห็น

.

.

.

ไม่นานนักก็มาถึงสถานที่จัดงาน

ตัวอาคารที่จัดปาร์ตี้ตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองผิดคาด พอเดินเข้ามาข้างในก็สัมผัสได้เลยว่าผู้จัดงานเตรียมการป้องกันมาอย่างแน่นหนา

‘บาเรีย’

เป็นเขตอาคมหลายชั้นที่แข็งแกร่งขนาดที่น่าจะต้องผลาญ ‘แกนพลังงานจลน์นิรันดร์’ ไปสัก 3 อันได้

‘ถ้าจะพูดให้ถูก คือม่านพลังสำหรับปกป้องคนธรรมดาข้างนอกมากกว่า’

เมื่อผู้ตื่นรู้สองคนเดินเข้ามาในอาคาร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงทางเข้าก็เริ่มตรวจสอบตัวตนอย่างง่ายๆ

“กรุณารอสักครู่ครับ”

ผมสีม่วง ตัวเล็ก และดวงตาตกที่มีขนตายาวงอน

ลักษณะแบบนี้ต้องเป็นหัวหน้ากิลด์ตัวแทนจากเกาหลีแน่นอน

“ส่วนทางนี้คือฮันเตอร์คิมกิรยอใช่ไหมครับ?”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดภูมิฐานเอ่ยถามชื่อชายหนุ่ม เขาพยักหน้ารับ

“ยืนยันเรียบร้อย เชิญเข้างานได้ครับ”

“ขอบคุณครับ”

ด้วยอานิสงส์ของเครื่องแปลภาษาแบบสองทิศทาง การสื่อสารจึงลื่นไหลไม่มีสะดุด

“.......ถึงจะเป็นเครื่องจักรก็เถอะ แต่บางทีมันก็มีเออเร่อบ้างนะคะ”

กิรยอพยักหน้าเห็นด้วยกับคำอธิบายของเอสเธอร์แล้วเดินเข้าไป

ภาพเบื้องหน้าคือความหรูหราอลังการอย่างแท้จริง โคมระย้าส่องประกายวูบวาบ แสงไฟสีทองนวลตา บวกกับรูปสลักหินอ่อนสุดวิจิตรที่ประดับอยู่ตามผนัง

ชายหนุ่มตาขวางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ

“อืม”

ทว่าซอเอสเธอร์กลับไม่ชายตามองความวิจิตรของห้องจัดเลี้ยงเลยแม้แต่น้อย

จื่อฮั่นจากจีน, คริสเตียนจากนอร์เวย์, แล้วนั่นก็ฮันเตอร์จากแคนาดา

ระดับ S ตัวเป็นๆ ที่ว่าหาดูยาก เดินกันให้ว่อนจนแทบจะเหยียบเท้ากันตายขนาดนี้ จะให้เอาเวลาไปสนใจอย่างอื่นได้ยังไง

เอสเธอร์กวาดตามองเช็กบุคคลสำคัญที่มาร่วมงานก่อนจะเอ่ยขึ้น

“งั้นฉันขอตัวไปคุยธุระสักครู่นะคะ”

“ครับ”

เอาล่ะ หัวหน้ากิลด์ไม่อยู่แล้ว ทีนี้ก็ไม่มีอะไรทำนอกจากเดินดูงานจริงๆ แล้วสินะ

กิรยอที่แยกตัวจากเพื่อนร่วมทางเดินเตร็ดเตร่ในงานเพียงลำพัง

ระหว่างนั้นก็สังเกตเห็นว่ามีฟิงเกอร์ฟู้ดจัดวางอยู่ตามจุดต่างๆ

ขณะที่กำลังยืนเลือกว่าจะกินอะไรดีที่โต๊ะอาหาร จู่ๆ ก็มีใครบางคนทักขึ้น

“Hey!”

ชายชาวตะวันตกรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดูห้าวหาญ

แน่นอนว่าไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน.......

“นี่ เครื่องดื่มมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนฟะ?”

“ครับ?”

“เตรียมแต่อาหารแล้วมันจะได้เรื่องอะไร ไม่มีแชมเปญสักแก้วมาจิบคู่กันหรือไง”

เสียงภาษาเกาหลีจาก AI ไหลผ่านหูฟังเข้ามา

แต่ถึงจะแปลภาษาได้ บทสนทนาก็ยังคงไม่รู้เรื่องอยู่ดี

“อย่ามัวยืนบื้อสิเว้ย รีบไปเอาเครื่องดื่มมาได้แล้ว!”

ก็แหงล่ะ พ่อร่างยักษ์นั่นสั่งอะไรพิลึกๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“เอ่อ ขอโทษนะครับ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเครื่องดื่มอยู่ตรงไหน”

กิรยออธิบายสถานการณ์ให้คนที่เข้ามาใกล้ฟัง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยิ่งหงุดหงิดหนักกว่าเดิม

“อะไรวะ? พวกนี้อบรมพนักงานกันยังไงเนี่ย? ใครใช้ให้เอาไอ้ทึ่มที่ไม่รู้งานตัวเองมายืนบื้ออยู่ตรงนี้วะ”

“ครับ?”

“เฮอะ ให้ตายสิ!”

พอได้ยินแบบนี้ ความเข้าใจผิดของชายคนนั้นก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง

ไอ้ฝรั่งนี่นึกว่ากิรยอเป็นเด็กเสิร์ฟในงาน เลยจะใช้ให้ไปหยิบของ

“ถ้าจะทำตัวงี่เง่าแบบนี้ก็ไสหัวไปล้างจานในครัวไป๊ รู้ไหมว่าแขกที่อยู่ที่นี่สำคัญขนาดไหน?”

“ไม่ใช่ครับ.......”

“แล้วก็ ถ้าสั่งแล้วไม่รู้เรื่อง อย่างน้อยก็หัดกระตือรือร้นไปหาคำตอบหน่อยสิโว้ย”

ปาร์ตี้นี้จัดขึ้นเพื่อสมาชิกกิลด์เกตสตาร์และฮันเตอร์ระดับ S จากนานาประเทศ พูดง่ายๆ คือแขกที่มาล้วนเป็นผู้ตื่นรู้

และเกตสตาร์คงไม่จ้างผู้ตื่นรู้ระดับต่ำมาทำงานบริการ เพราะงั้นคนเอเชียตรงหน้าที่ดูธรรมดาๆ นี่ก็ต้องเป็นพนักงานโรงแรมชัวร์ป้าบ ไม่ใช่เรอะ?

“ชิ บริการห่วยแตกชะมัด”

เขามั่นอกมั่นใจในความคิดตัวเองแล้วก็เริ่มโวยวาย กิรยอพยายามจะอ้าปากอธิบายแก้ต่างอย่างใจเย็น

“เดี๋ยวนะครับ คือผม.......”

แต่ความพยายามนั้นก็ถูกเสียงตวาดแว้ดแทรกขึ้นมาซะก่อน

“พระเจ้าช่วย เอ็นโซ ไอ้สมองทึบ!”

ตึก ตึก ตึก

ไกลออกไป ผู้หญิงสวมรองเท้าส้นเข็มกำลังรีบจ้ำอ้าวเข้ามา

เธอมีผมเส้นสวยเงางามผิดกับผมบลอนด์ย้อมของใครบางคน

ทันทีที่มาถึง สาวผมบลอนด์ก็หวีดร้องด้วยความตกใจ

“เขาเป็นแขกรับเชิญย่ะ! นายกำลังทำตัวเสียมารยาทกับระดับ S เหมือนกันอยู่นะ!”

คนเอเชียคนนั้นน่ะเหรอฮันเตอร์ต่างชาติที่ได้รับเชิญ ไม่สิ แต่ว่า...

“พูดบ้าอะไร? ไอ้หมอนี่ดูยังไงก็ระดับล่าง.......”

“คิดว่าคนทั้งโลกเขาจะป่าเถื่อนเหมือนนายหรือไง? ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีเขามีธรรมเนียมระงับมานาเวลาออกงานย่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องตอนสัมภาษณ์คุณจองไป!”

ชายที่ชื่อเอ็นโซเอียงคอสำรวจดูอีกฝ่าย

แต่ไม่ว่าจะเช็กกี่รอบผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ฮันเตอร์ตรงหน้านี้แผ่ออร่ามานาออกมาระดับ F ชัดๆ

“เอ่อ.......”

“พอได้แล้ว ไสหัวไปเลย รีบขอโทษแล้วไสหัวไปซะ”

ในจังหวะที่กำลังอึกอัก

สาวผมบลอนด์ก็ไล่ตะเพิดชายร่างขนดกให้พ้นหูพ้นตาไป

จากนั้นก็หันมาแนะนำตัวสั้นๆ

“โอ้ ขอโทษนะคะ เพื่อนฉันทำเรื่องเสียมารยาทซะแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ”

“ว่าแต่ไม่นึกเลยว่าคุณจะมางานนี้ด้วย คุณใช่ไหมคะ? คนที่ฆ่างูยักษ์ตัวนั้น”

ผู้หญิงหุ่นนางแบบที่ดูสูงกว่ากิรยอเพราะรองเท้าส้นสูง

เธอบอกว่าเคยเห็นข่าวของคุณ แล้วยื่นมือมาขอจับทักทายกิรยอด้วยท่าทีเป็นมิตร

“ฉันชื่อ บรู๊คลิน มอร์แกน ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก คือว่า... ชื่อของคุณคือ....... กิ... กิ.......”

“กิรยอ”

“คิเรีย”

ถึงจะไม่ใช่การทักทายที่สมบูรณ์แบบ แต่การเริ่มต้นบทสนทนาได้ราบรื่นก็ถือว่าดีถมถืดแล้ว

“กิ-ริ-ยู? คิ... คี.......”

“เรียกว่าคิมเฉยๆ ก็ได้ครับ”

“ขอบคุณค่ะ”