ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ดันเจี้ยนเบรกระดับ S เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ยากมาก
เพราะในหน้าประวัติศาสตร์โลก เคยมีกรณีที่มอนสเตอร์ระดับ S ปรากฏตัวขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
‘จนถึงตอนนี้ มีเพียงดันเจี้ยนของ [นูเคลลาวี] ที่ปรากฏในรัฐฮาวายเท่านั้นที่เป็นกรณีเดียว’
แม้จะบอกว่ามันอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ แต่เพราะ [ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง] ได้รับการประเมินอย่างเป็นทางการว่าเป็นระดับ S ข่าวนี้จึงแพร่สะพัดไปทั่วโลก
“เมื่อกี้คุณบอกว่าเห็นข่าวของฉันเหรอคะ?”
“ใช่ครับ ทางประเทศของเราเองก็รายงานข่าวเรื่องไจแอนท์สเนกเหมือนกัน”
ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอฮันเตอร์โนเนมที่ฆ่าอีมูกิได้ที่นี่
บรู๊คลิน มอร์แกน แสดงความสนใจในตัวชายหนุ่มตรงหน้าอย่างออกนอกหน้า เพราะฮันเตอร์คนนี้ดูแตกต่างจากระดับ S คนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง
“แต่สัมผัสพลังเวทจากตัวคุณแทบไม่ได้เลยจริงๆ นะคะเนี่ย?”
“....”
“ระดับนี้มันแรงค์ F... ไม่สิ ถ้าเผลอๆ อาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นคนธรรมดาได้เลยนะเนี่ย”
อย่างที่เพิ่งบอกไป โลกยุคนี้มันเป็นสังคมโลกาภิวัตน์
ต่อให้อยู่ต่างประเทศ ข้อมูลข่าวสารก็แพร่ไปไวเหมือนไฟลามทุ่ง คิมกิรยอจึงตัดสินใจที่จะต้มตุ๋นคนในงานนี้ด้วยเช่นกัน
“ผมจงใจกดพลังเอาไว้น่ะครับ”
ช่างเป็นคำโกหกที่หน้าไม่อายสิ้นดี
“โอ้!”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ฝ่ายหญิงก็อุทานออกมาด้วยความทึ่ง
“สุดยอดไปเลยค่ะ เป็นการให้เกียรติคนที่อ่อนแอกว่าสินะคะ ความจริงช่วงนี้ฉันเองก็พยายามลองใช้วิธีนั้นอยู่เหมือนกัน กำไลข้อมือที่ใส่อยู่นี่ก็เป็นไอเทมประเภทช่วยเผาผลาญมานาด้วยค่ะ”
“งั้นเหรอครับ”
“ตะ-แต่ว่า ฉันเพิ่งเคยเห็นทักษะที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยค่ะ ทำได้ยังไงกันคะเนี่ย? คุณรักษาสถานะพื้นฐานได้อย่างมั่นคงสุดๆ ไปเลย”
บรู๊คลิน มอร์แกน ดูจะสนใจวิธีควบคุมค่าการตื่นรู้มากจนยิงคำถามรัวๆ
“ทำถึงขนาดนั้นไม่เจ็บเหรอคะ? หรือว่ารู้สึกตัวหนักอึ้งบ้างไหม”
ไม่ใช่ว่าซ่อนค่าการตื่นรู้หรอก แต่สำหรับคนไม่มีพลังอย่างฉัน คำถามนี้มันชวนลำบากใจชะมัด
[Test, Test…….]
“หือ?”
“อา”
ตอนนั้นเอง
เสียงเคาะไมค์ดัง กุกกัก มาจากทางเพดานสองสามครั้ง ก่อนที่เสียงประกาศจะดังก้องไปทั่วโรงแรม
[ขอขอบพระคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงาน เพื่อเริ่มพิธีการ ขอเชิญเหล่าฮันเตอร์มารวมตัวกันที่โถงกลางด้วยครับ]
กิรยอใช้เสียงประกาศนี้เป็นข้ออ้างในการหลบเลี่ยงบทสนทนา
“งั้นผมขอตัวนะครับ”
“โอ้... แล้วเจอกันใหม่นะคะ”
ขืนโดนหาเรื่องอีกคงซวยแน่ จากนี้ไปฉันควรจะไปแอบอยู่หลังเพื่อนร่วมทางเงียบๆ น่าจะดีกว่า
---
ไม่กี่นาทีต่อมา
“...ดังนั้น เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 5 ปีของการก่อตั้ง กิลด์ของพวกเราจะยังคงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อปกป้องความมั่นคงของโลกสืบไปครับ”
กิลด์มาสเตอร์ของเกตสตาร์อ่านสุนทรพจน์ก่อนเริ่มงาน
แต่ทว่าช่วงนี้กลับสั้นกว่าที่คาดไว้
“ฮ่าๆ ในเมื่อฮันเตอร์จากนานาประเทศมารวมตัวกันขนาดนี้ ขืนมัวแต่โม้เรื่องเกตสตาร์ของพวกเราคงน่าเบื่อแย่ จริงไหมครับ?”
กิลด์มาสเตอร์คนนั้นจบการเกริ่นนำอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มที่เป็นกันเอง
“แด่วีรบุรุษทุกท่าน... ชนแก้ว!”
สิ้นเสียงคำขวัญดื่มอวยพร เหล่าฮันเตอร์ที่ได้รับเชิญก็เริ่มจับกลุ่มพูดคุยสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน
เนื่องจากเป็นงานรวมตัวของระดับ S คนธรรมดาคงทนรับแรงกดดันไม่ไหว ในงานจึงไม่มีวงดนตรีบรรเลงสดอย่างที่งานเลี้ยงทั่วไปเขามีกัน
‘เสียดายแฮะ อยากลองฟังดนตรีของโลกฝั่งนี้ดูสักหน่อย...’
ในระหว่างที่เอสเธอร์กำลังคุยกับฮันเตอร์ชาวบราซิล
ฉันก็รักษาระยะห่างจากเธออย่างเหมาะสม พลางหยิบของกินเข้าปาก
กรุบ
โดยเฉพาะเมนูที่เอาแครกเกอร์มาโปะด้วยเครื่องเคียงต่างๆ นี่ถูกใจฉันชะมัด
‘อะ อร่อย...!’
แต่ความสุขในการกินมันก็อยู่ได้ไม่นานหรอก
ขืนกินแบบนี้ต่อไป เดี๋ยวก็อิ่มแปล้ แล้วทีนี้ช่วงเวลาอีกหลายชั่วโมงในงานเลี้ยง ฉันจะทำอะไรแก้เบื่อล่ะ
‘ลองแอบฟังดูดีกว่าว่าเขาคุยอะไรกัน?’
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นชั่ววูบ ฉันเลยเอนตัวไปทางเอสเธอร์เล็กน้อย
แต่ทว่า เพราะไอ้ท่าทางเมื่อกี้นี้แหละ ฮันเตอร์ชาวบราซิลที่โต๊ะเลยสังเกตเห็นฉันจนได้
“ท่านที่อยู่ข้างๆ นี่คือ...?”
“อ๋อ! พาร์ตเนอร์ของฉันเองค่ะ เขาเป็นฮันเตอร์ระดับ S เหมือนกัน”
“ว้าว”
ผิวสีเข้มเกือบดำกับผมทรงเดรดร็อก
โลกนี้ก็เหมือนบ้านเกิดฉันเลยแฮะ ผู้คนมีรูปลักษณ์หลากหลาย ต่างกันตรงที่บ้านฉันไม่ได้ต่างกันที่สีผิว แต่เป็นสีเลือดมากกว่า
“สวัสดีครับ”
ฉันทักทายฮันเตอร์ชายคนนั้นไปตามมารยาท แต่ผลตอบรับกลับกลายเป็นความสนใจที่ร้อนแรงเกินเบอร์อีกแล้ว
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ! คุณคือฮันเตอร์ที่จัดการดันเจี้ยนเบรกระดับ S นั่นสินะครับ?”
ให้ตายเถอะ ไอ้ข่าว [ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง] นี่มันดังขนาดไหนกันเนี่ย ใครๆ เจอหน้าฉันถึงได้ทักแต่เรื่องนี้
“ก็ใช่อยู่ครับ แต่ผมไม่ได้ทำคนเดียวหรอก”
“มีเพื่อนร่วมทีมด้วยเหรอครับ?”
“คนตรงหน้าคุณนั่นแหละครับที่จัดการไปเกือบหมด ผมแค่มาปิดจ็อบตอนท้ายเฉยๆ”
ฉันสารภาพไปตามตรงว่าแค่มาเกาะกินบุญเก่า แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับหัวเราะร่าพลางส่ายหน้าปฏิเสธ
“ฮ่าๆ แต่คุณเอสเธอร์กลับบอกว่าคุณเป็นคนจัดการทั้งหมดเลยนะครับ?”
เวรเอ๊ย
ขืนทำตัวเด่นท่ามกลางสัตว์ประหลาดพวกนี้ มีหวังได้เจอปัญหาตามมาแหงๆ แล้วดูสิ ยัยเอสเธอร์ดันโยนผลงานการฆ่าอีมูกิมาให้ฉันรับหน้าเฉยเลย
‘ยัยบ้า อย่ามาถ่อมตัวไม่เข้าเรื่องสิฟะ!’
ขืนคุยนานกว่านี้มีแต่จะเสียกับเสีย
“งั้นเชิญคุยกันต่อตามสบายเลยครับ ผมขอตัวไปหาเครื่องดื่มสักหน่อย...”
ฉันขยับหูฟังที่เกี่ยวหูให้เข้าที่ แล้วเตรียมถอยฉากออกมา
เพล้ง!
แต่แล้วนี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย
‘เอ๊ะ?’
ความรู้สึกเลือนรางที่หน้าอก
รับรู้ได้ถึงแรงกดที่กระแทกเข้ามาอย่างกะทันหัน แต่มันไม่ใช่แรงกดจากนิ้วมือหรืออะไรทำนองนั้น
บาดเจ็บ... เพียงแต่ความเจ็บปวดมันยังไม่ถึงขีดจำกัดที่จะทำให้รู้สึกทรมานก็แค่นั้น
‘อะไรวะเนี่ย?’
เรื่องราวเกิดขึ้นในชั่วพริบตา
ฉันโดนแก้วไวน์ที่ลอยมาจากไหนไม่รู้กระแทกเข้าจังๆ
แถมแรงขว้างยังมหาศาล จนแก้วที่กระแทกตัวฉันแตกกระจายกลายเป็นเศษคมกริบ...
“กริ๊ด! ตายจริง!”
“คุณกิรยอ!”
เสื้อเชิ้ตของฉันเละเทะไปด้วยไวน์และเศษแก้ว
โชคดีที่ฉันไม่ลืมใส่แหวนเสริมแกร่งมาด้วย แผลเลยเป็นแค่รอยฟกช้ำเล็กน้อย
‘พลังเวทระดับ S’
ฉันเงยหน้ามองไปทางทิศที่แก้วลอยมา
สิ่งที่เห็นคือชายชาวตะวันตกคนหนึ่งที่กำลังทำหน้าตื่นตระหนก
“บัดซบเอ๊ย!”
คนคุ้นหน้าคุ้นตานี่เอง ชายที่ชื่อ เอ็นโซ สบถออกมาพลางยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
“ฮันเตอร์เอ็นโซ! นี่มันเรื่องอะไรกันครับ?”
“เดี๋ยวก่อน ก็ไอ้คนแคนาดาตรงนี้มันหาเรื่องก่อนนี่หว่า แกรู้นะว่าเมื่อกี้มันพูดอะไร? กล้าดียังไงมาดูถูกกิลด์เราในที่แบบนี้...”
ฟังดูแล้วเหมือนฉันจะไม่ใช่เป้าหมายแฮะ
หมอนั่นคงแค่ขว้างของไปมั่วๆ เพื่อขู่ แต่ฉันดันซวยรับเคราะห์ไปเต็มๆ
“ตายแล้ว เสื้อเลอะไปหมดเลย! เป็นอะไรไหมคะ?”
เอสเธอร์รีบวิ่งเข้ามาดูอาการฉันด้วยความตกใจ
แค่นี้ถือว่าฟาดเคราะห์ ถ้าไม่มีไอเทมป้องกัน ป่านนี้เศษแก้วคงฝังเข้าไปในเนื้อหมดแล้ว
‘คิดผิดรึเปล่าวะที่มาอเมริกาเนี่ย...?’
ฉันทำหน้านิ่งใช้ความคิด พลางจัดการกับบริเวณที่โดนกระแทกอย่างใจเย็น มือปัดเศษแก้วออกจากเสื้อเบาๆ
“อืม”
เอาล่ะ ทีนี้ก็ถึงคราวที่อีกฝ่ายจะต้องขอโทษแล้วสินะ
“เดี๋ยวสิ แล้วทำไมแกถึงยืนรับมันบื้อๆ แบบนั้นล่ะ?”
แต่สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นคำพูดที่คาดไม่ถึง
“เอ็นโซ!”
“ไม่สิ มันแปลกไม่ใช่เหรอ? เป็นถึงฮันเตอร์ระดับ S ไม่ว่าจะสายไหน แต่แค่แก้วใบเดียวยังหลบไม่ได้เนี่ยนะ?”
“...!”
แย่แล้ว
ข้อสงสัยที่เอ็นโซยกมาดันฟังดูมีเหตุผลซะด้วยสิ จริงของมัน ผู้ตื่นรู้ระดับท็อปที่อยู่แถวหน้าของวิวัฒนาการ ร่างกายย่อมต้องแกร่งดั่งสัตว์ประหลาดเป็นธรรมดา
‘ความแตกเรื่องประสาทสัมผัสช้าแล้วเรอะ!’
สมองฉันหมุนติ้วเพราะโดนจี้จุดอย่างกะทันหัน
ฉิบหายแล้ว จู่ๆ จิ้งจอกที่แฝงตัวในถ้ำเสือก็กำลังจะโดนกระชากหน้ากาก แล้วทีนี้จะทำยังไง...
“เฮ้อ... ไอ้โง่เอ๊ย”
แต่ในตอนนั้นเอง
ฮันเตอร์หญิงที่ยืนอยู่ข้างเอ็นโซก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด... พูดแทนฉันน่ะนะ
“นายนี่มันไม่มีเซนส์เอาซะเลย... ดูไม่ออกหรือไง? เมื่อกี้เอสเธอร์ยืนอยู่ข้างหลังเขานะ...”
“หือ?”
“ถ้าเขาหลบแก้วใบนั้น ชุดเดรสของแขกที่ยืนอยู่ข้างหลังก็คงเละเทะไปหมดแล้วสิ! ผู้ชายคนนั้นเขาแค่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ยอมเอาตัวเข้าปกป้องพาร์ตเนอร์ต่างหาก เข้าใจที่ฉันพูดหรือยัง?”
สิ้นเสียงตวาด สายตาของแขกในงานก็พุ่งไปที่จุดเดียว
เอสเธอร์ในชุดราตรียาวสีเรียบหรู... จริงแฮะ ถ้าฉันหลบ ด้วยตำแหน่งที่ยืน เธอต้องโดนไวน์สาดใส่เต็มๆ แน่นอน
“รีบขอโทษเดี๋ยวนี้!”
“พระเจ้าช่วย”
เสียงซุบซิบดังก้อง
ความจริงฉันแค่หลบไม่ทันเพราะร่างกายมันอืดอาดแท้ๆ ไหงจู่ๆ กลายเป็นพ่อพระใจบุญที่ยอมเจ็บตัวเพื่อปกป้องเพื่อนร่วมทางไปได้วะเนี่ย
แถมบรรยากาศตอนนี้ ถ้าจะให้ปฏิเสธก็คงยากแล้วด้วย
“คุณกิรยอคะ...”
ฮันเตอร์ผมแดงข้างตัวฉันซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้าไปเรียบร้อยแล้ว
“เอ็นโซ เร็วเข้า”
“อะ-เอาเป็นว่า ฉันขอโทษด้วยแล้วกัน!”
“ไม่เป็นไรครับ”
มีคนปูทางมาให้ขนาดนี้ ฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอก
ฉันรับบทบาทตามน้ำอย่างแนบเนียน แล้วใช้ข้ออ้างว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า รีบชิ่งออกจากตรงนั้นทันที
“ฉันไปด้วยค่ะ!”
“คุณเอสเธอร์อยู่ที่นี่ต่อเถอะครับ”
“ช่างเถอะค่ะ ยังไงคอนเนกชันที่จำเป็นฉันก็ได้มาหมดแล้ว”
ในเมื่อฮันเตอร์เอสเธอร์ถอนตัวด้วย ฉันก็ไม่มีเหตุผลต้องกลับเข้าไปในดงสัตว์ประหลาดนั่นอีก พอดีเลย งานเลี้ยงก็น่าเบื่ออยู่แล้ว ถือว่างานล่มแบบนี้เข้าทางฉันชัดๆ
‘ขอบคุณนะ แม่เพื่อนสาวชาวโลก!’
ฉันนึกขอบคุณแม่สาวผมบลอนด์ผู้มีพระคุณที่ช่วยแก้สถานการณ์ให้ในใจอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะเดินออกจากโรงแรมไป
---
หลายชั่วโมงต่อมา
“บรู๊คลิน งานเลี้ยงเป็นไงบ้าง?”
ณ กิลด์ [สเปกตรัม] ในรัฐนิวยอร์ก
ที่นี่คือกิลด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีขนาดมหึมาจนแค่เอ่ยชื่อใครๆ ก็ต้องรู้จัก
ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนฮันเตอร์ระดับ S ในสังกัดยังมีมากกว่าเกตสตาร์เสียอีก บางครั้งแม้แต่หน่วยงานรัฐบาลยังต้องเกรงใจ เรียกได้ว่าเป็นองค์กรระดับผู้ล่าที่ขับเคลื่อนยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง
“เลวร้ายมาก”
แต่วันนี้ บรู๊คลิน มอร์แกน เอเจนต์ของที่นี่ดูเหมือนจะไปเจอเรื่องหนักหนามา
ตุบ
หญิงสาวร่างสูงทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วเหยียดขาพลางบ่นกระปอดกระแปด
“เอ็นโซที่จับคู่ให้ไปเป็นพาร์ตเนอร์น่ะสิ หมอนั่นก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน ฉันมัวแต่คอยระวังหมอนั่นจนแทบไม่ได้รวบรวมข้อมูลเลยรู้ไหม?”
ชายชราผิวขาวที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างรับฟังคำบ่นของเธอเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
“แล้วนอกจากเรื่องนั้น มีอะไรผิดปกติไหม?”
หญิงสาวผมบลอนด์มองเหม่อไปในอากาศเหมือนกำลังนึกย้อนความทรงจำ ก่อนจะพูดโพล่งออกมา
“มีฮันเตอร์แปลกๆ อยู่คนนึง”
“ใคร?”
“ระดับ S จากเกาหลีมากันสองคน แต่ฮันเตอร์ผู้ชาย... ฉันแทบสัมผัสมานาจากเขาไม่ได้เลย”
บรู๊คลินทบทวนภาพลักษณ์ของฮันเตอร์ที่เธอได้เจอ
ชายเลือดเย็นที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิดแม้จะโดนแก้วบาดจนเลือดซิบ แต่ว่าเขา...
“ดูเหมือนผู้ชายคนนั้นจะปกปิดค่าการตื่นรู้ของตัวเองอยู่นะ”
น่าตกใจนัก
ต่างจากตอนที่แก้ต่างให้อย่างกระตือรือร้นในงานเลี้ยง ในใจลึกๆ บรู๊คลินกลับคิดอีกแบบหนึ่ง
“แล้วก็แก้วไวน์ที่เอ็นโซขว้างไป... ตอนนั้นฉันกลัวว่ามันจะลามปามกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศเลยรีบกลบเกลื่อนไป แต่พูดกันตามตรง ระดับ S ที่หลบของแค่นั้นไม่ได้เนี่ย มันน่าสงสัยมากนะ”
บรู๊คลิน มอร์แกน เปลี่ยนท่านั่งเป็นไขว่ห้างแล้วพูดต่อ
“ยังไงก็ดูไม่เหมือนระดับ S ปกติเลย”
ถ้าอย่างนั้น สมาคมฮันเตอร์เกาหลีก็มีส่วนรู้เห็นกับการปลอมแปลงระดับของคิมกิรยอด้วยงั้นรึ
เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้
ตัวอย่างใกล้ตัวก็อย่างประเทศจีน ที่ประกาศจำนวนผู้ตื่นรู้ระดับ S เกินจริงเพื่ออวดอ้างศักยภาพของชาติ
ถึงตอนนี้จะมีกรณีแบบนี้เพิ่มมาอีกสักเคสก็คงไม่แปลกอะไร
“อืม... แต่ก็ยังไม่ชัวร์หรอกนะ เพราะท่าทางเขาเยือกเย็นเกินกว่าจะเป็นแค่พวกขี้คุย”
“งั้นเหรอ?”
“ถ้าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ คงไม่กล้าเสนอหน้ามาในงานแบบนั้นหรอกมั้ง?”
ฮันเตอร์ที่ระบุระดับแน่ชัดไม่ได้งั้นรึ
“น่าสนใจ ให้เวลาหน่อย ไปสืบเรื่องหมอนั่นมาให้ละเอียด”
ผู้บริหารของกิลด์สเปกตรัมออกคำสั่งกับบรู๊คลิน ให้ไปขุดคุ้ยประวัติของคนที่ชื่อคิมกิรยอ
“เอาจริงเหรอ?”
“แน่นอน หลังจากปิดจ็อบโปรเจกต์ที่ทำอยู่ก่อนนะ”
ถ้าหมอนั่นปลอมแปลงระดับจริง เราก็สามารถใช้เรื่องที่เกาหลีสร้างฮันเตอร์หุ่นเชิดขึ้นมาข่มขู่เพื่อหาผลประโยชน์ได้
หรือต่อให้เขาเป็นฮันเตอร์ระดับ S ตัวจริงก็ไม่ได้เสียหายอะไร
การพิชิตความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
การเคลียร์เนินนางเงือกแบบสมบูรณ์
มองจากมุมของคนนอก ชายคนนั้นถือว่าอยู่ในประเภทที่พิเศษพอตัว
“เกาหลีงั้นเหรอ... ประเทศแค่นั้นมีระดับ S ตั้ง 4 คน มันก็ดูเกินเบอร์ไปจริงๆ นั่นแหละ...”
ชายชราริมหน้าต่างขยับแว่นตาที่ดั้งจมูก พลางพึมพำเสียงต่ำ