Cover

137

ท่าทีอันสุขุมลุ่มลึกของคิมกิรยอ เป็นสิ่งที่กลุ่มต่อต้านฮันเตอร์ไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยในเวลานี้

‘ตาลงคนนี้แรงเยอะชะมัด…….’

แต่ทว่า สถานการณ์ตรงหน้านั้น หากลองแอบฟังความคิดของอีกฝ่ายดูสักนิด ก็จะสามารถตีความได้ในทันที

‘ขนาดฉันใช้แรงระดับ F ดิ้นรนสุดชีวิตยังสลัดไม่หลุดเลยเนี่ย’

ครู่ต่อมา

กิรยอหลับตาแน่น พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา

ใครจะไปคาดคิดกันเล่า

ว่าฮันเตอร์ระดับ S ลำดับที่ 4 ของเกาหลี แท้จริงแล้วจะเป็นเพียงนักต้มตุ๋นที่ปลอมแปลงระดับ และตอนนี้... เขากำลังถูกคนธรรมดาจับตัวไว้จนกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แบบนี้…….

---

คุณรู้ไหมว่าข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง ผู้ตื่นรู้ ระดับ F กับคนธรรมดาคืออะไร?

นั่นก็คือการใช้ ‘ลูกไม้ปาหี่’ ได้หรือไม่นั่นเอง

กล่าวคือ หากไม่ได้ตื่นรู้ในสายเสริมกำลังร่างกาย พละกำลังของผู้ตื่นรู้ระดับ F ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปมากมายอย่างที่คิด

ดังนั้น ถ้าไปมีเรื่องกับคนที่ออกกำลังกายเล่นกล้ามมาอย่างหนัก ก็อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ได้

เหมือนอย่างตอนนี้

‘บ้าเอ๊ย’

นี่แหละคือจุดจบของฮันเตอร์ระดับล่างสุด

ฉันถูกแก๊งต้มตุ๋นพุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อ จนกลายเป็นว่าหนีไปไหนไม่ได้เสียอย่างนั้น

‘ทำไมเรื่องน่าสังเวชแบบนี้ต้องมาเกิดกับ…….’

แน่นอนว่าด้วยแหวนป้องกันที่เสริมแกร่งมา ร่างกายคงไม่บาดเจ็บอะไรหรอก

แต่ถึงอย่างนั้นจอมมหาเวทผู้ยิ่งใหญ่ก็มีศักดิ์ศรีนะเว้ย เจอแบบนี้ฉันเองก็เจ็บปวดหัวใจเป็นเหมือนกัน

“ช่วยปล่อยมือด้วยครับ”

ฉันกล้ำกลืนความขมขื่นแล้วเอ่ยขอร้องพวกเขา

ทว่า พอฉันพูดออกไปแค่ประโยคเดียว ชายตรงหน้ากลับทำหน้าตกใจแล้วค่อยๆ คลายมือออกจากคอเสื้อ

“อะ, อะไรกัน?”

“ครับ?”

“เปล่าสิ ถ้าไม่อยากจ่ายเงิน ก-ก็แค่เดินหนีไปก็จบไม่ใช่เรอะ แล้วทำไมถึงมายืนทนให้จับอยู่ได้ตั้งนาน…….”

ไอ้โจรต้มตุ๋นทำท่าเหมือนอยากจะฟังคำอธิบาย แต่บอกตามตรง จะให้พูดความจริงมันก็ลำบากปาก

ทางนี้มันก็แค่ผู้ตื่นรู้อ่อนแอที่สุดที่ขัดขืนไม่ได้ก็เท่านั้นเอง

“อืม”

ดังนั้น ก่อนที่จะใส่เกียร์หมาวิ่งหนีสุดชีวิต ฉันจึงต้องหาข้ออ้างที่ฟังดูดีสักหน่อย

“เมื่อกี้คุณบอกว่าแขนเจ็บจริงๆ ใช่ไหมครับ?”

“อะไรนะ?”

“อืม ก็คุณบอกว่ากระดูกร้าวอยู่เพื่อจะแกล้งเรียกค่าเสียหาย แต่ถ้าฮันเตอร์ระดับ S อย่างฉันเผลอออกแรงสะบัดคอเสื้อขึ้นมา…….”

ก๊อบ!

ฉันใช้นิ้วโป้งกดนิ้วชี้ที่งออยู่จนเกิดเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ

ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง แค่ท่าทางเพียงเท่านี้พวกเขาก็น่าจะเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี

‘อะ เอาเป็นว่าแถไปก่อนแล้วกัน ว่าฉันยอมอดทนในฐานะระดับ S เพราะกลัวคนธรรมดาที่บอบบางจะร่างแหลกคามือ’

การข่มขู่เพื่อเอาตัวรอด!

ฉันต้องโกหกเพื่อไม่ให้ความแตกเรื่องปลอมแปลงระดับ

แต่ถึงมุกนี้จะโชคดีใช้ได้ผล สถานการณ์ก็คงไม่ดีขึ้นเท่าไหร่หรอก

ขืนไอ้สามคนนี้พุ่งเข้ามาพร้อมกัน ความกากของฉันได้ถูกเปิดเผยในชั่วพริบตาแน่

‘พับผ่าสิ’

รู้งี้พก [กล่องเซอร์ไพรส์!] ติดตัวไว้ตลอดก็ดีหรอก

ฉันได้แต่คร่ำครวญถึงความประมาทของตัวเองพลางชำเลืองมองทางหนีทีไล่ด้านหลัง เดิมทีตั้งใจว่าจะโกยแน่บจนไฟแลบเท้าอยู่แล้วเชียว

-……เอ๊ะ?

แต่ในจังหวะนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีเสียงร้องดังมาจากปากซอย

-คุณลุง!

ทุกคนในที่เกิดเหตุหันขวับไปมองพร้อมกัน

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือมนุษย์ตัวจิ๋วที่มีความสูงแค่ประมาณครึ่งท่อนของคิมกิรยอ

“ว้าว! ใช่คุณลุงคนนั้นจริงๆ ด้วย!”

เป็นใบหน้าที่อยู่ในความทรงจำ

“สวัสดีครับ!”

นี่มันเจ้าลูกมนุษย์โลกที่จอมมหาเวทอย่างฉันเคยเจอตั้งแต่วันแรกที่กลับมาเกิดใหม่ไม่ใช่เรอะ

“หือ? เธอคือ…….”

“โดยุล! แม่บอกแล้วไงว่าอย่าวิ่งแบบนั้น เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก!”

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มาคนเดียว

พอมองเลยไปด้านหลัง ก็เห็นหญิงสาววัยผู้ใหญ่ที่น่าจะเป็นแม่ของเด็กวิ่งตามมาจากปากซอย

ในเมื่อมีพยานรู้เห็นโผล่มาแบบนี้ ฝั่งแก๊งต้มตุ๋นจะมีปฏิกิริยายังไงล่ะ?

-ตึกตึกตึก!

พวกมันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบแจ้นออกจากซอยไปโดยไม่ต้องนัดหมาย

ดูท่าคงไม่มีความกล้าพอที่จะมาเล่นละครตบตาต่อหน้าคนธรรมดาด้วยกันสินะ

---

พอฉันไม่ตอบ เด็กน้อยก็ทักทายซ้ำอีกรอบ

“สวัสดีครับ!”

เออ หวัดดี

เธอยังเด็กคงไม่รู้หรอก แต่สถานการณ์ของฉันเมื่อกี้มันไม่ค่อยน่า ‘สวัสดี’ เท่าไหร่เลย

“แฮก, แฮก…. สะ, สวัสดีค่ะ! ฮันเตอร์คิมกิรยอ…. ใช่ไหมคะ?”

ระหว่างที่ฉันกำลังมองแผ่นหลังของพวกอาชญากรที่วิ่งหนีไป แม่ของเด็กก็เดินจ้ำอ้าเข้ามาหา

“คะ, คือว่าเมื่อครู่นี้…. เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ……. ต้องเรียกตำรวจไหม?”

สภาพเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่กับกระดุมที่หลุดลุ่ย

สารรูปของฉันดูไม่จืด เธอเลยถามด้วยความเกรงใจ แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่มีหน้าไปฟ้องร้องใครได้หรอก

‘ขืนบอกว่าฮันเตอร์ระดับ S โดนคนธรรมดากระชากคอเสื้อ มีหวังขายขี้หน้าตายชัก…….’

ฉันเลยตอบปัดๆ ไปกับคนเดินถนนที่เพิ่งปรากฏตัวว่าไม่ต้องใส่ใจ

ตอนนั้นเอง เจ้าหนูที่แทรกตัวอยู่ระหว่างผู้ใหญ่ก็คว้าหมับเข้าที่ขากางเกงฉันแล้วพูดขึ้น

“แม่ แล้วไม่บอก ‘ขอบคุณ’ คุณลุงเหรอ?”

หญิงสาวจึงยิ้มออกมาพร้อมอธิบายเสริม

“จริงด้วยค่ะ คือ, ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ฉันตั้งใจว่าถ้าได้เจอคุณสักครั้งจะต้องพูดคำนี้ให้ได้……. เรื่องคราวก่อน ขอบคุณจริงๆ นะคะ”

“ครับ?”

“ได้ยินมาจากคุณตำรวจน่ะค่ะ ว่าลูกของฉันเคยได้รับความช่วยเหลือจากฮันเตอร์…….”

หมายถึงเหตุการณ์ บิกินเนอร์คิลเลอร์ สินะ

จะว่าไปตอนนั้นก็ตั้งใจจะช่วยเด็กนั่นแหละ แต่ดันโป๊ะแตกเรื่องใช้เวทมนตร์ไม่ได้ซะก่อน เลยพังไม่เป็นท่า

“ตั้งแต่วันนั้น พอโดยุลเห็นหน้าฮันเตอร์ในทีวีทีไรก็กระโดดโลดเต้นใหญ่เลยค่ะ บอกว่าพี่ชายที่ช่วยผมออกทีวีด้วย”

“จำผมได้ด้วยเหรอครับ?”

“แน่นอนค่ะ ถึงจะเป็นเด็ก แต่เรื่องแบบนั้นแกจำได้แม่นเลย”

แม่ของลูกมนุษย์โลกตัวน้อยพูดพลางโค้งศีรษะให้ฉัน

“ยังไงก็ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ที่ลูกของฉันปลอดภัยมาได้แบบนี้ก็เพราะฮันเตอร์เลยค่ะ”

หลังจากนั้นฝ่ายหญิงก็เล่าต่อว่าตั้งแต่วันนั้นมา เธอไม่ปล่อยให้ลูกเดินไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด

บ่นเรื่องสัตว์อสูรทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้นบ้างอะไรบ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้อยากรู้สักเท่าไหร่

“แม่ แต่ลุงคนนี้แย่งไอศกรีมผมกินด้วยนะ?”

“บุญคุณครั้งนี้ไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี…….”

“บอกว่าลุงแย่งไอศกรีมผมกินไงเล่า”

ฉันก้มลงมองเจ้าหนูที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วแล้วพูดห้วนๆ

“ไม่ต้องตอบแทนหรอกครับ”

อย่างที่ใครบางคนบอก ทางนี้ได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงไว้แล้วนี่นา

“เธอ ชื่อโดยุลเหรอ?”

“ครับ! คิมโดยุลครับ!”

แป๊บเดียวดูเหมือนจะสูงขึ้นนะเนี่ย

ฉันสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทิ้งคำอวยพรไว้แล้วเตรียมตัวผละออกมา

“อุตส่าห์รอดมาได้ทั้งที ต่อไปก็ใช้ชีวิตให้แข็งแรงล่ะ ตั้งใจเรียนด้วยนะ”

ทว่า พอฉันทำท่าจะหมุนตัวเดินหนี ผู้ปกครองของโดยุลก็รีบเรียกไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”

“ครับ?”

“อ๊ะ คือว่า. คือ……. ฉันไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย แต่พอดีเพิ่งกลับมาจากจ่ายตลาดน่ะค่ะ”

กุกกัก กุกกัก

เธอล้วงมือเข้าไปในถุงช้อปปิ้งแล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมา มันคือขวดแก้วที่บรรจุน้ำส้มคั้นออร์แกนิก

“ถะ, ถึงจะเป็นของเล็กๆ น้อยๆ แต่รับไว้เถอะนะคะ”

เธอยื่นขวดน้ำส้มมาให้พร้อมกับพูดว่า

ขอบคุณที่ช่วยลูกของเธอไว้

เธอจะคอยเป็นกำลังใจให้ฮันเตอร์เสมอ ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆ วัน

“อันนี้มีวิตามินซีสูงมากเลยนะคะ……. ช่วงนี้ไข้หวัดกำลังระบาดอีกแล้ว น่าจะดีต่อร่างกาย เอ้อ แต่ว่าพวกผู้ตื่นรู้…. คงไม่เป็นหวัดกันสินะคะ?”

ด้วยความตื่นเต้น เสียงของเธอจึงสั่นจนฟังแทบไม่รู้เรื่องไปครึ่งหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความจริงใจก็ส่งผ่านมาได้อย่างครบถ้วน

“ผู้ตื่นรู้ก็ป่วยได้ครับ”

ทั้งที่เมื่อกี้ตอนเจอแก๊งต้มตุ๋น ความโกรธแค้นที่มีต่อชาวโลกพุ่งสูงปรี๊ดแท้ๆ

“ขอบคุณครับ จะทานให้อร่อยนะครับ”

การรู้จักบุญคุณคนนี่มันดีจริงๆ นั่นแหละ

ด้วยของขวัญชิ้นเล็กๆ นี้ ทำให้ฉันแอบคิดในใจว่า ต่อไปถ้ากู้พลังคืนมาได้ ก็จะละเว้นไม่กวาดล้างมนุษย์โลกให้เหี้ยนเตียนก็แล้วกัน

…ยังไงซะตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้อยู่แล้วนี่นะ

---

ตึก ตึก ตึก

กลุ่มผู้ประท้วงที่หนีออกมาจนถึงถนนใหญ่ที่มีรถพลุกพล่าน ยืนหอบหายใจแฮกๆ อยู่พักใหญ่

“แม่งเอ๊ย ไอ้เด็กเวรนั่นจะโผล่มาขัดจังหวะทำซากอะไรวะ”

พวกมันหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่แผนยั่วโมโหให้ฮันเตอร์ระดับ S ลงไม้ลงมือล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ทว่ามีอยู่คนหนึ่งที่มีปฏิกิริยาต่างออกไป

“ถึงเด็กนั่นจะไม่มา สถานการณ์ก็คงเหมือนเดิมแหละมั้งครับ…….”

ชายร่างผอมเกร็งที่ถือกล้องราคาแพง กวาดสายตามองพวกสามคนที่วิ่งหนีออกมาด้วยสีหน้าเอือมระอา

ดูเหมือนเขาจะมีเรื่องไม่พอใจบางอย่าง

“พวกคุณก็เห็นนี่ คิมกิรยอยอมโดนทำขนาดนั้น แต่ไม่กระดิกนิ้วตอบโต้เลยสักนิด เพราะกลัวพวกคุณจะเจ็บตัว”

ชายวัยกลางคนผู้นี้คือบุคคลที่สามที่ซ่อนตัวอยู่ไกลๆ เพื่อแอบถ่ายช็อตเด็ดตอนที่ฮันเตอร์ระดับ S ทำร้ายร่างกายคนธรรมดา

‘ที่แท้ที่ไม่ยอมขัดขืน ก็เพราะกลัวแขนที่ร้าวอยู่แล้วของตานั่นจะเป็นอะไรไป เลยยอมยืนนิ่งๆ ให้จับอยู่แบบนั้นสินะ’

แต่พอได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป

ใครดูก็รู้ว่าเป็นเรื่องหาเรื่องที่ไร้เหตุผลสิ้นดี แต่คิมกิรยอกลับยอมปกป้องคนธรรมดาแม้ในสถานการณ์แบบนั้น

‘นิสัยคนละเรื่องกับหน้าตาเลยแฮะ’

ปกติเขาเกลียดพวกฮันเตอร์เข้าไส้ แต่ครั้งนี้อดรู้สึกต่างออกไปไม่ได้จริงๆ

“เฮ้ย เมื่อกี้พวกเราเล่นเบาไปต่างหาก ถ้าไล่ต้อนให้หนักกว่านี้ ยังไงสันดานดิบมันก็ต้องหลุดออกมาแน่!”

แต่พวกตัวลงมือก็ยังคงมั่นหน้าไม่เลิก

พวกมันเริ่มสุมหัววางแผนกันใหม่ โดยอ้างว่าแค่วิธีการมันผิดพลาด รอบหน้าลองเอาน้ำสาดหน้ามันดูสักถังดีกว่า

“ถ้าจะทำแบบนั้นกับคนคนนั้นอีก ผมขอบายนะ!”

“หา? ทำไมวะ?”

“โธ่ ทำไปกี่รอบผลลัพธ์มันก็เหมือนเดิม จะทำไปทำไมกัน ไม่ใช่คนปัญญาอ่อนนะเว้ย”

ตากล้องเดาะลิ้นอย่างเอือมระอา

ให้ตายสิ ไม่น่าหลงเชื่อคำพูดสวยหรูว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมแล้วเข้ามาอยู่ในกลุ่มพรรค์นี้เลย

“เดี๋ยว! ถ้าแกไม่อยู่แล้วใครจะถ่ายคลิปวะ!”

“โอ๊ย ก็ไปเรียกคนอื่นในแชทกลุ่มมามีตติ้งแทนสิครับ ผมพอแค่นี้แหละ”

พอเขาเดินหนีไปอย่างไม่ไยดี พวกผู้ประท้วงที่เหลือก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ

แต่ไฟแห่งความมุ่งมั่นยังไม่มอดดับ โดยเฉพาะชายคนที่ยอมหักแขนตัวเองเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ยิ่งมีความเก๋าเกมในแบบของตัวเอง

“เอ้า ไม่ต้องห่วง นัดวันครั้งหน้ามาเลย”

“จะดีเหรอครับ? มันคงจำหน้าพวกเราได้แล้วนะ”

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

หัวหน้ากลุ่มเกลียดชังฮันเตอร์พูดด้วยใบหน้าเปี่ยมความมั่นใจ

“พวกแกก็รู้นี่? ขนาด จองฮาซอง คนนั้น ฉันยังเคยเรียกเงินค่าทำขวัญมาแล้วเลย”

“ตอนเก็บกวาด ดันเจี้ยนเบรก น่ะเหรอครับ?”

“ใช่ ขนาดไฟไหม้วินาศสันตะโร ฉันยังกล้าวิ่งเข้าไปนอนแผ่หรากลางดงเพลิง ใจกล้าขนาดนี้มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้บ้าง?”

ปึก ปึก

เขาตบหน้าอกตัวเองแล้วพล่ามต่อ

“พวกแกไม่ต้องห่วง คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคิมกิรยอไว้ให้ดี ดูซิว่าวันๆ มันชอบไปที่ไหนบ้าง”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

ใครบางคนที่เงียบมาตลอดก็โพล่งข้อเสนอใหม่ขึ้นมา

“…ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนไปเล่นฮันเตอร์คนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ?”

เสียงที่แทรกเข้ามาในวงสนทนานั้นทุ้มต่ำอย่างน่าประหลาด

“ไม่เอาคิมกิรยอ แต่เป็นระดับ S คนอื่นที่น่าจะตอบสนองเวลามีคนไปหาเรื่องน่ะ”

“อ๋อ หรือจะเป็น คังชางโฮ?”

หัวหน้ากลุ่มยักไหล่เมื่อได้ยินชื่อนั้น

“ตานั่นบ้านช่องอยู่ลึกลับซับซ้อนจะตาย อย่างที่บอกไปคราวก่อน ระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด เข้าไปไม่ได้หรอก”

“งั้นที่เล็งคิมกิรยอ ก็เพราะเขาอาศัยอยู่ในที่แบบนี้สินะ?”

แต่ทำไมปฏิกิริยาของลูกน้องตรงหน้าถึงดูแปลกๆ ไป

จู่ๆ ก็อ้าปากค้าง บ้างก็เหม่อมองไปทางด้านหลังเหมือนเห็นผี

‘เดี๋ยวนะ แล้วเมื่อกี้ฉัน……. คุยกับใครวะ?’

ขวับ

หัวหน้ากลุ่มรู้สึกขนลุกซู่จนต้องรีบหันขวับไปมองด้านหลัง และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำเอาช็อกตาตั้ง

เจ้าของร่างกายกำยำล่ำสันที่ทำให้คนตัวใหญ่อย่างเขาดูแคระแกร็นไปถนัดตา

“ว้าก!”

คังชางโฮ ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น เล่นเอาชายคนดังกล่าวตกใจจนก้าวถอยหลังกรูด

“มะ ไม่จริง! ระดับ S แถวนี้ทำไมถึงชอบเดินไปไหนมาไหนแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงกันนักวะ……!”

ปกติต่อให้เป็นแค่ผู้ตื่นรู้ระดับสูงมายืนอยู่ใกล้ๆ ร่างกายก็ต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองบ้างแล้ว

แต่พอลองสังเกตดูดีๆ ที่มือขวาของคังชางโฮสวมแหวนไว้นิ้วละวงจนครบทุกนิ้ว

นั่นแปลว่า เขาใช้ไอเทมกดพลังเวทเอาไว้จนมิด แล้วเข้ามาประชิดตัวถึงขนาดนี้

“ลองเลียนแบบคิมกิรยอดู แต่ฉันกดพลังได้เต็มที่แค่ระดับ C แฮะ”

ฮันเตอร์ผู้ครอบครอง ดวงตามังกร หยิบขวดน้ำยาเคมีสีแดงออกมาจากกระเป๋าคาดเอว พลางทอดสายตามองไปยังซอยหนึ่ง

ทิศทางที่ห้องเช่าของคิมกิรยอตั้งอยู่

“ว่าแต่ ได้ข่าวว่ากลับเข้าประเทศมาแล้วเลยกะว่าจะมาดูหน้าสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าจะยอมอยู่นิ่งๆ ในสถานการณ์แบบนั้น”

เป็นคนดีเกินเหตุ

หรือรสนิยมวิปริต

หรือถ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ก็อาจจะเป็น…….

“ฮึ่ม”

คังชางโฮครุ่นคิดอะไรบางอย่างพลางดึงจุกก๊อกออกจากขวดแก้ว

ในวินาทีนี้ สมาชิกกลุ่มเกลียดชังฮันเตอร์ต่างยืนตัวแข็งทื่อ ราวกับท่าทีอวดดีเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องโกหก แต่ความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน

เพราะระดับ S ที่อยู่ตรงหน้า ได้เอ่ยคำเตือนแก่พวกเขาว่า

“เที่ยวไปสะกดรอยตามคนอื่นแบบนี้ นิสัยไม่ดีเลยนะ”

กร๊อบ!

นั่นคือบทสนทนาสุดท้ายของพวกเขา

หลังจากนั้น สิ่งที่รับรู้ได้ในสมอง มีเพียงความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะของดั้งจมูกและเศษเนื้อที่ถูกกำปั้นบดขยี้จนเละเทะ

.

.

.

ซู่ววววววว

จังหวัดคาโกชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

บนหาดทรายสีเหลืองทองทางตะวันตก มีทางผ่านรูปร่างคุ้นตาปรากฏขึ้น

เกต ที่ส่องแสงสีฟ้าคราม การกำเนิดของดันเจี้ยน

เกตที่ตั้งอยู่บนชายหาดอันเงียบสงบ ยังไม่มีมนุษย์คนใดค้นพบและยังไม่มีใครย่างกรายเข้าไป

-กรรรรรรรร…….

ทว่าจากภายในเกตนั้น กลับมีเสียงคำรามของอะไรบางอย่างเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย

-กรรรรรร…….

ลมหายใจอันมหึมาที่สั่นสะเทือนผืนปฐพี

เสียงคำรามของมังกรนั่นเอง

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

137

20px

ท่าทีอันสุขุมลุ่มลึกของคิมกิรยอ เป็นสิ่งที่กลุ่มต่อต้านฮันเตอร์ไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยในเวลานี้

‘ตาลงคนนี้แรงเยอะชะมัด…….’

แต่ทว่า สถานการณ์ตรงหน้านั้น หากลองแอบฟังความคิดของอีกฝ่ายดูสักนิด ก็จะสามารถตีความได้ในทันที

‘ขนาดฉันใช้แรงระดับ F ดิ้นรนสุดชีวิตยังสลัดไม่หลุดเลยเนี่ย’

ครู่ต่อมา

กิรยอหลับตาแน่น พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา

ใครจะไปคาดคิดกันเล่า

ว่าฮันเตอร์ระดับ S ลำดับที่ 4 ของเกาหลี แท้จริงแล้วจะเป็นเพียงนักต้มตุ๋นที่ปลอมแปลงระดับ และตอนนี้... เขากำลังถูกคนธรรมดาจับตัวไว้จนกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แบบนี้…….

---

คุณรู้ไหมว่าข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง ผู้ตื่นรู้ ระดับ F กับคนธรรมดาคืออะไร?

นั่นก็คือการใช้ ‘ลูกไม้ปาหี่’ ได้หรือไม่นั่นเอง

กล่าวคือ หากไม่ได้ตื่นรู้ในสายเสริมกำลังร่างกาย พละกำลังของผู้ตื่นรู้ระดับ F ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปมากมายอย่างที่คิด

ดังนั้น ถ้าไปมีเรื่องกับคนที่ออกกำลังกายเล่นกล้ามมาอย่างหนัก ก็อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ได้

เหมือนอย่างตอนนี้

‘บ้าเอ๊ย’

นี่แหละคือจุดจบของฮันเตอร์ระดับล่างสุด

ฉันถูกแก๊งต้มตุ๋นพุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อ จนกลายเป็นว่าหนีไปไหนไม่ได้เสียอย่างนั้น

‘ทำไมเรื่องน่าสังเวชแบบนี้ต้องมาเกิดกับ…….’

แน่นอนว่าด้วยแหวนป้องกันที่เสริมแกร่งมา ร่างกายคงไม่บาดเจ็บอะไรหรอก

แต่ถึงอย่างนั้นจอมมหาเวทผู้ยิ่งใหญ่ก็มีศักดิ์ศรีนะเว้ย เจอแบบนี้ฉันเองก็เจ็บปวดหัวใจเป็นเหมือนกัน

“ช่วยปล่อยมือด้วยครับ”

ฉันกล้ำกลืนความขมขื่นแล้วเอ่ยขอร้องพวกเขา

ทว่า พอฉันพูดออกไปแค่ประโยคเดียว ชายตรงหน้ากลับทำหน้าตกใจแล้วค่อยๆ คลายมือออกจากคอเสื้อ

“อะ, อะไรกัน?”

“ครับ?”

“เปล่าสิ ถ้าไม่อยากจ่ายเงิน ก-ก็แค่เดินหนีไปก็จบไม่ใช่เรอะ แล้วทำไมถึงมายืนทนให้จับอยู่ได้ตั้งนาน…….”

ไอ้โจรต้มตุ๋นทำท่าเหมือนอยากจะฟังคำอธิบาย แต่บอกตามตรง จะให้พูดความจริงมันก็ลำบากปาก

ทางนี้มันก็แค่ผู้ตื่นรู้อ่อนแอที่สุดที่ขัดขืนไม่ได้ก็เท่านั้นเอง

“อืม”

ดังนั้น ก่อนที่จะใส่เกียร์หมาวิ่งหนีสุดชีวิต ฉันจึงต้องหาข้ออ้างที่ฟังดูดีสักหน่อย

“เมื่อกี้คุณบอกว่าแขนเจ็บจริงๆ ใช่ไหมครับ?”

“อะไรนะ?”

“อืม ก็คุณบอกว่ากระดูกร้าวอยู่เพื่อจะแกล้งเรียกค่าเสียหาย แต่ถ้าฮันเตอร์ระดับ S อย่างฉันเผลอออกแรงสะบัดคอเสื้อขึ้นมา…….”

ก๊อบ!

ฉันใช้นิ้วโป้งกดนิ้วชี้ที่งออยู่จนเกิดเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ

ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง แค่ท่าทางเพียงเท่านี้พวกเขาก็น่าจะเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี

‘อะ เอาเป็นว่าแถไปก่อนแล้วกัน ว่าฉันยอมอดทนในฐานะระดับ S เพราะกลัวคนธรรมดาที่บอบบางจะร่างแหลกคามือ’

การข่มขู่เพื่อเอาตัวรอด!

ฉันต้องโกหกเพื่อไม่ให้ความแตกเรื่องปลอมแปลงระดับ

แต่ถึงมุกนี้จะโชคดีใช้ได้ผล สถานการณ์ก็คงไม่ดีขึ้นเท่าไหร่หรอก

ขืนไอ้สามคนนี้พุ่งเข้ามาพร้อมกัน ความกากของฉันได้ถูกเปิดเผยในชั่วพริบตาแน่

‘พับผ่าสิ’

รู้งี้พก [กล่องเซอร์ไพรส์!] ติดตัวไว้ตลอดก็ดีหรอก

ฉันได้แต่คร่ำครวญถึงความประมาทของตัวเองพลางชำเลืองมองทางหนีทีไล่ด้านหลัง เดิมทีตั้งใจว่าจะโกยแน่บจนไฟแลบเท้าอยู่แล้วเชียว

-……เอ๊ะ?

แต่ในจังหวะนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีเสียงร้องดังมาจากปากซอย

-คุณลุง!

ทุกคนในที่เกิดเหตุหันขวับไปมองพร้อมกัน

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือมนุษย์ตัวจิ๋วที่มีความสูงแค่ประมาณครึ่งท่อนของคิมกิรยอ

“ว้าว! ใช่คุณลุงคนนั้นจริงๆ ด้วย!”

เป็นใบหน้าที่อยู่ในความทรงจำ

“สวัสดีครับ!”

นี่มันเจ้าลูกมนุษย์โลกที่จอมมหาเวทอย่างฉันเคยเจอตั้งแต่วันแรกที่กลับมาเกิดใหม่ไม่ใช่เรอะ

“หือ? เธอคือ…….”

“โดยุล! แม่บอกแล้วไงว่าอย่าวิ่งแบบนั้น เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก!”

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มาคนเดียว

พอมองเลยไปด้านหลัง ก็เห็นหญิงสาววัยผู้ใหญ่ที่น่าจะเป็นแม่ของเด็กวิ่งตามมาจากปากซอย

ในเมื่อมีพยานรู้เห็นโผล่มาแบบนี้ ฝั่งแก๊งต้มตุ๋นจะมีปฏิกิริยายังไงล่ะ?

-ตึกตึกตึก!

พวกมันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบแจ้นออกจากซอยไปโดยไม่ต้องนัดหมาย

ดูท่าคงไม่มีความกล้าพอที่จะมาเล่นละครตบตาต่อหน้าคนธรรมดาด้วยกันสินะ

---

พอฉันไม่ตอบ เด็กน้อยก็ทักทายซ้ำอีกรอบ

“สวัสดีครับ!”

เออ หวัดดี

เธอยังเด็กคงไม่รู้หรอก แต่สถานการณ์ของฉันเมื่อกี้มันไม่ค่อยน่า ‘สวัสดี’ เท่าไหร่เลย

“แฮก, แฮก…. สะ, สวัสดีค่ะ! ฮันเตอร์คิมกิรยอ…. ใช่ไหมคะ?”

ระหว่างที่ฉันกำลังมองแผ่นหลังของพวกอาชญากรที่วิ่งหนีไป แม่ของเด็กก็เดินจ้ำอ้าเข้ามาหา

“คะ, คือว่าเมื่อครู่นี้…. เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ……. ต้องเรียกตำรวจไหม?”

สภาพเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่กับกระดุมที่หลุดลุ่ย

สารรูปของฉันดูไม่จืด เธอเลยถามด้วยความเกรงใจ แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่มีหน้าไปฟ้องร้องใครได้หรอก

‘ขืนบอกว่าฮันเตอร์ระดับ S โดนคนธรรมดากระชากคอเสื้อ มีหวังขายขี้หน้าตายชัก…….’

ฉันเลยตอบปัดๆ ไปกับคนเดินถนนที่เพิ่งปรากฏตัวว่าไม่ต้องใส่ใจ

ตอนนั้นเอง เจ้าหนูที่แทรกตัวอยู่ระหว่างผู้ใหญ่ก็คว้าหมับเข้าที่ขากางเกงฉันแล้วพูดขึ้น

“แม่ แล้วไม่บอก ‘ขอบคุณ’ คุณลุงเหรอ?”

หญิงสาวจึงยิ้มออกมาพร้อมอธิบายเสริม

“จริงด้วยค่ะ คือ, ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ฉันตั้งใจว่าถ้าได้เจอคุณสักครั้งจะต้องพูดคำนี้ให้ได้……. เรื่องคราวก่อน ขอบคุณจริงๆ นะคะ”

“ครับ?”

“ได้ยินมาจากคุณตำรวจน่ะค่ะ ว่าลูกของฉันเคยได้รับความช่วยเหลือจากฮันเตอร์…….”

หมายถึงเหตุการณ์ บิกินเนอร์คิลเลอร์ สินะ

จะว่าไปตอนนั้นก็ตั้งใจจะช่วยเด็กนั่นแหละ แต่ดันโป๊ะแตกเรื่องใช้เวทมนตร์ไม่ได้ซะก่อน เลยพังไม่เป็นท่า

“ตั้งแต่วันนั้น พอโดยุลเห็นหน้าฮันเตอร์ในทีวีทีไรก็กระโดดโลดเต้นใหญ่เลยค่ะ บอกว่าพี่ชายที่ช่วยผมออกทีวีด้วย”

“จำผมได้ด้วยเหรอครับ?”

“แน่นอนค่ะ ถึงจะเป็นเด็ก แต่เรื่องแบบนั้นแกจำได้แม่นเลย”

แม่ของลูกมนุษย์โลกตัวน้อยพูดพลางโค้งศีรษะให้ฉัน

“ยังไงก็ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ที่ลูกของฉันปลอดภัยมาได้แบบนี้ก็เพราะฮันเตอร์เลยค่ะ”

หลังจากนั้นฝ่ายหญิงก็เล่าต่อว่าตั้งแต่วันนั้นมา เธอไม่ปล่อยให้ลูกเดินไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด

บ่นเรื่องสัตว์อสูรทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้นบ้างอะไรบ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้อยากรู้สักเท่าไหร่

“แม่ แต่ลุงคนนี้แย่งไอศกรีมผมกินด้วยนะ?”

“บุญคุณครั้งนี้ไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี…….”

“บอกว่าลุงแย่งไอศกรีมผมกินไงเล่า”

ฉันก้มลงมองเจ้าหนูที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วแล้วพูดห้วนๆ

“ไม่ต้องตอบแทนหรอกครับ”

อย่างที่ใครบางคนบอก ทางนี้ได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงไว้แล้วนี่นา

“เธอ ชื่อโดยุลเหรอ?”

“ครับ! คิมโดยุลครับ!”

แป๊บเดียวดูเหมือนจะสูงขึ้นนะเนี่ย

ฉันสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทิ้งคำอวยพรไว้แล้วเตรียมตัวผละออกมา

“อุตส่าห์รอดมาได้ทั้งที ต่อไปก็ใช้ชีวิตให้แข็งแรงล่ะ ตั้งใจเรียนด้วยนะ”

ทว่า พอฉันทำท่าจะหมุนตัวเดินหนี ผู้ปกครองของโดยุลก็รีบเรียกไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”

“ครับ?”

“อ๊ะ คือว่า. คือ……. ฉันไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย แต่พอดีเพิ่งกลับมาจากจ่ายตลาดน่ะค่ะ”

กุกกัก กุกกัก

เธอล้วงมือเข้าไปในถุงช้อปปิ้งแล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมา มันคือขวดแก้วที่บรรจุน้ำส้มคั้นออร์แกนิก

“ถะ, ถึงจะเป็นของเล็กๆ น้อยๆ แต่รับไว้เถอะนะคะ”

เธอยื่นขวดน้ำส้มมาให้พร้อมกับพูดว่า

ขอบคุณที่ช่วยลูกของเธอไว้

เธอจะคอยเป็นกำลังใจให้ฮันเตอร์เสมอ ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆ วัน

“อันนี้มีวิตามินซีสูงมากเลยนะคะ……. ช่วงนี้ไข้หวัดกำลังระบาดอีกแล้ว น่าจะดีต่อร่างกาย เอ้อ แต่ว่าพวกผู้ตื่นรู้…. คงไม่เป็นหวัดกันสินะคะ?”

ด้วยความตื่นเต้น เสียงของเธอจึงสั่นจนฟังแทบไม่รู้เรื่องไปครึ่งหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความจริงใจก็ส่งผ่านมาได้อย่างครบถ้วน

“ผู้ตื่นรู้ก็ป่วยได้ครับ”

ทั้งที่เมื่อกี้ตอนเจอแก๊งต้มตุ๋น ความโกรธแค้นที่มีต่อชาวโลกพุ่งสูงปรี๊ดแท้ๆ

“ขอบคุณครับ จะทานให้อร่อยนะครับ”

การรู้จักบุญคุณคนนี่มันดีจริงๆ นั่นแหละ

ด้วยของขวัญชิ้นเล็กๆ นี้ ทำให้ฉันแอบคิดในใจว่า ต่อไปถ้ากู้พลังคืนมาได้ ก็จะละเว้นไม่กวาดล้างมนุษย์โลกให้เหี้ยนเตียนก็แล้วกัน

…ยังไงซะตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้อยู่แล้วนี่นะ

---

ตึก ตึก ตึก

กลุ่มผู้ประท้วงที่หนีออกมาจนถึงถนนใหญ่ที่มีรถพลุกพล่าน ยืนหอบหายใจแฮกๆ อยู่พักใหญ่

“แม่งเอ๊ย ไอ้เด็กเวรนั่นจะโผล่มาขัดจังหวะทำซากอะไรวะ”

พวกมันหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่แผนยั่วโมโหให้ฮันเตอร์ระดับ S ลงไม้ลงมือล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ทว่ามีอยู่คนหนึ่งที่มีปฏิกิริยาต่างออกไป

“ถึงเด็กนั่นจะไม่มา สถานการณ์ก็คงเหมือนเดิมแหละมั้งครับ…….”

ชายร่างผอมเกร็งที่ถือกล้องราคาแพง กวาดสายตามองพวกสามคนที่วิ่งหนีออกมาด้วยสีหน้าเอือมระอา

ดูเหมือนเขาจะมีเรื่องไม่พอใจบางอย่าง

“พวกคุณก็เห็นนี่ คิมกิรยอยอมโดนทำขนาดนั้น แต่ไม่กระดิกนิ้วตอบโต้เลยสักนิด เพราะกลัวพวกคุณจะเจ็บตัว”

ชายวัยกลางคนผู้นี้คือบุคคลที่สามที่ซ่อนตัวอยู่ไกลๆ เพื่อแอบถ่ายช็อตเด็ดตอนที่ฮันเตอร์ระดับ S ทำร้ายร่างกายคนธรรมดา

‘ที่แท้ที่ไม่ยอมขัดขืน ก็เพราะกลัวแขนที่ร้าวอยู่แล้วของตานั่นจะเป็นอะไรไป เลยยอมยืนนิ่งๆ ให้จับอยู่แบบนั้นสินะ’

แต่พอได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป

ใครดูก็รู้ว่าเป็นเรื่องหาเรื่องที่ไร้เหตุผลสิ้นดี แต่คิมกิรยอกลับยอมปกป้องคนธรรมดาแม้ในสถานการณ์แบบนั้น

‘นิสัยคนละเรื่องกับหน้าตาเลยแฮะ’

ปกติเขาเกลียดพวกฮันเตอร์เข้าไส้ แต่ครั้งนี้อดรู้สึกต่างออกไปไม่ได้จริงๆ

“เฮ้ย เมื่อกี้พวกเราเล่นเบาไปต่างหาก ถ้าไล่ต้อนให้หนักกว่านี้ ยังไงสันดานดิบมันก็ต้องหลุดออกมาแน่!”

แต่พวกตัวลงมือก็ยังคงมั่นหน้าไม่เลิก

พวกมันเริ่มสุมหัววางแผนกันใหม่ โดยอ้างว่าแค่วิธีการมันผิดพลาด รอบหน้าลองเอาน้ำสาดหน้ามันดูสักถังดีกว่า

“ถ้าจะทำแบบนั้นกับคนคนนั้นอีก ผมขอบายนะ!”

“หา? ทำไมวะ?”

“โธ่ ทำไปกี่รอบผลลัพธ์มันก็เหมือนเดิม จะทำไปทำไมกัน ไม่ใช่คนปัญญาอ่อนนะเว้ย”

ตากล้องเดาะลิ้นอย่างเอือมระอา

ให้ตายสิ ไม่น่าหลงเชื่อคำพูดสวยหรูว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมแล้วเข้ามาอยู่ในกลุ่มพรรค์นี้เลย

“เดี๋ยว! ถ้าแกไม่อยู่แล้วใครจะถ่ายคลิปวะ!”

“โอ๊ย ก็ไปเรียกคนอื่นในแชทกลุ่มมามีตติ้งแทนสิครับ ผมพอแค่นี้แหละ”

พอเขาเดินหนีไปอย่างไม่ไยดี พวกผู้ประท้วงที่เหลือก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ

แต่ไฟแห่งความมุ่งมั่นยังไม่มอดดับ โดยเฉพาะชายคนที่ยอมหักแขนตัวเองเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ยิ่งมีความเก๋าเกมในแบบของตัวเอง

“เอ้า ไม่ต้องห่วง นัดวันครั้งหน้ามาเลย”

“จะดีเหรอครับ? มันคงจำหน้าพวกเราได้แล้วนะ”

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

หัวหน้ากลุ่มเกลียดชังฮันเตอร์พูดด้วยใบหน้าเปี่ยมความมั่นใจ

“พวกแกก็รู้นี่? ขนาด จองฮาซอง คนนั้น ฉันยังเคยเรียกเงินค่าทำขวัญมาแล้วเลย”

“ตอนเก็บกวาด ดันเจี้ยนเบรก น่ะเหรอครับ?”

“ใช่ ขนาดไฟไหม้วินาศสันตะโร ฉันยังกล้าวิ่งเข้าไปนอนแผ่หรากลางดงเพลิง ใจกล้าขนาดนี้มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้บ้าง?”

ปึก ปึก

เขาตบหน้าอกตัวเองแล้วพล่ามต่อ

“พวกแกไม่ต้องห่วง คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคิมกิรยอไว้ให้ดี ดูซิว่าวันๆ มันชอบไปที่ไหนบ้าง”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

ใครบางคนที่เงียบมาตลอดก็โพล่งข้อเสนอใหม่ขึ้นมา

“…ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนไปเล่นฮันเตอร์คนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ?”

เสียงที่แทรกเข้ามาในวงสนทนานั้นทุ้มต่ำอย่างน่าประหลาด

“ไม่เอาคิมกิรยอ แต่เป็นระดับ S คนอื่นที่น่าจะตอบสนองเวลามีคนไปหาเรื่องน่ะ”

“อ๋อ หรือจะเป็น คังชางโฮ?”

หัวหน้ากลุ่มยักไหล่เมื่อได้ยินชื่อนั้น

“ตานั่นบ้านช่องอยู่ลึกลับซับซ้อนจะตาย อย่างที่บอกไปคราวก่อน ระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด เข้าไปไม่ได้หรอก”

“งั้นที่เล็งคิมกิรยอ ก็เพราะเขาอาศัยอยู่ในที่แบบนี้สินะ?”

แต่ทำไมปฏิกิริยาของลูกน้องตรงหน้าถึงดูแปลกๆ ไป

จู่ๆ ก็อ้าปากค้าง บ้างก็เหม่อมองไปทางด้านหลังเหมือนเห็นผี

‘เดี๋ยวนะ แล้วเมื่อกี้ฉัน……. คุยกับใครวะ?’

ขวับ

หัวหน้ากลุ่มรู้สึกขนลุกซู่จนต้องรีบหันขวับไปมองด้านหลัง และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำเอาช็อกตาตั้ง

เจ้าของร่างกายกำยำล่ำสันที่ทำให้คนตัวใหญ่อย่างเขาดูแคระแกร็นไปถนัดตา

“ว้าก!”

คังชางโฮ ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น เล่นเอาชายคนดังกล่าวตกใจจนก้าวถอยหลังกรูด

“มะ ไม่จริง! ระดับ S แถวนี้ทำไมถึงชอบเดินไปไหนมาไหนแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงกันนักวะ……!”

ปกติต่อให้เป็นแค่ผู้ตื่นรู้ระดับสูงมายืนอยู่ใกล้ๆ ร่างกายก็ต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองบ้างแล้ว

แต่พอลองสังเกตดูดีๆ ที่มือขวาของคังชางโฮสวมแหวนไว้นิ้วละวงจนครบทุกนิ้ว

นั่นแปลว่า เขาใช้ไอเทมกดพลังเวทเอาไว้จนมิด แล้วเข้ามาประชิดตัวถึงขนาดนี้

“ลองเลียนแบบคิมกิรยอดู แต่ฉันกดพลังได้เต็มที่แค่ระดับ C แฮะ”

ฮันเตอร์ผู้ครอบครอง ดวงตามังกร หยิบขวดน้ำยาเคมีสีแดงออกมาจากกระเป๋าคาดเอว พลางทอดสายตามองไปยังซอยหนึ่ง

ทิศทางที่ห้องเช่าของคิมกิรยอตั้งอยู่

“ว่าแต่ ได้ข่าวว่ากลับเข้าประเทศมาแล้วเลยกะว่าจะมาดูหน้าสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าจะยอมอยู่นิ่งๆ ในสถานการณ์แบบนั้น”

เป็นคนดีเกินเหตุ

หรือรสนิยมวิปริต

หรือถ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ก็อาจจะเป็น…….

“ฮึ่ม”

คังชางโฮครุ่นคิดอะไรบางอย่างพลางดึงจุกก๊อกออกจากขวดแก้ว

ในวินาทีนี้ สมาชิกกลุ่มเกลียดชังฮันเตอร์ต่างยืนตัวแข็งทื่อ ราวกับท่าทีอวดดีเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องโกหก แต่ความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน

เพราะระดับ S ที่อยู่ตรงหน้า ได้เอ่ยคำเตือนแก่พวกเขาว่า

“เที่ยวไปสะกดรอยตามคนอื่นแบบนี้ นิสัยไม่ดีเลยนะ”

กร๊อบ!

นั่นคือบทสนทนาสุดท้ายของพวกเขา

หลังจากนั้น สิ่งที่รับรู้ได้ในสมอง มีเพียงความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะของดั้งจมูกและเศษเนื้อที่ถูกกำปั้นบดขยี้จนเละเทะ

.

.

.

ซู่ววววววว

จังหวัดคาโกชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

บนหาดทรายสีเหลืองทองทางตะวันตก มีทางผ่านรูปร่างคุ้นตาปรากฏขึ้น

เกต ที่ส่องแสงสีฟ้าคราม การกำเนิดของดันเจี้ยน

เกตที่ตั้งอยู่บนชายหาดอันเงียบสงบ ยังไม่มีมนุษย์คนใดค้นพบและยังไม่มีใครย่างกรายเข้าไป

-กรรรรรรรร…….

ทว่าจากภายในเกตนั้น กลับมีเสียงคำรามของอะไรบางอย่างเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย

-กรรรรรร…….

ลมหายใจอันมหึมาที่สั่นสะเทือนผืนปฐพี

เสียงคำรามของมังกรนั่นเอง