เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
เพราะใช่ว่าลงดันเจี้ยนยากๆ แล้วไอเทมระดับ ‘เลเจนดารี’ จะดรอปออกมาเสมอไป มันคือไอเทมที่จะปรากฏขึ้นแบบสุ่มด้วยความน่าจะเป็นระดับนรกแตกเท่านั้น
อเมริกามี 1 ชิ้น เกาหลีมี 1 ชิ้น
นั่นคือจำนวนเลเจนดารีทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกใบนี้ และพวกมันก็มีอานุภาพที่คนละชั้นกับไอเทมทั่วไป สมกับความหายากของมัน
ยกตัวอย่างเช่น [คัมภีร์วิบัติ] ของอเมริกา ว่ากันว่ามันสามารถทำให้สัตว์อสูรในรัศมี 1 กิโลเมตรกลายเป็นผุยผงได้ในพริบตาเดียว.......
แน่นอนว่าเลเจนดารีเองก็มีข้อเสียอยู่บ้าง
นั่นคือสกิลตรวจสอบไม่สามารถใช้กับมันได้ ดังนั้นจึงมีกรณีที่ผู้ครอบครองไม่รู้วิธีใช้งานเหมือนกับ [ดาบอาทิตย์อัสดง] ของจองฮาซอง
แต่ถึงจะพิจารณาข้อเสียเหล่านั้นแล้ว นี่ก็ยังเป็นสมบัติที่จะช่วยยกระดับสถานะของผู้ครอบครองขึ้นไปอย่างก้าวกระโดดอยู่วันยังค่ำ
โอกาสเพียงหนึ่งเดียวในพันปีได้มาถึงมือของผู้ใช้เวทไฟที่มักจะถูกปฏิบัติเหมือนพวกชนชั้นสองมาตลอด
‘เพราะเป็นเกตระดับ S ก็เลยกะว่าน่าจะมีของระดับเอปิกตกมาบ้าง แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีของแบบนี้โผล่ออกมา!’
ทว่า.......
น่าเสียดายที่เหล่าสมาชิกกิลด์อิมาบาริดันไปทำสัญญาบางอย่างเอาไว้ก่อนจะเข้ามาที่นี่เสียแล้ว
================
เนื้อหาในสัญญา
1. เมื่อการพิชิตเสร็จสิ้น คิมกิรยอ
มีสิทธิ์เลือกรับไอเทม 1 ชิ้น
จากบรรดาไอเทมที่มอนสเตอร์ดรอป
ใน (ชื่อชั่วคราว) [เกตคาโกชิมะ]
ตามความต้องการ
================
ตอนนั้นพวกเขาก็คิดแค่ว่าอย่างมากก็คงเสียแค่ ‘ดวงตามังกร’ ไป
แต่ความเป็นจริงกลับเลวร้ายยิ่งกว่า ใครจะไปคิดว่าอาวุธระดับตำนานที่ไม่เคยดรอปแม้แต่ตอนล่านูเคลลาวี จะมาโผล่ที่นี่ แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ
‘ต้องยกเลเจนดารีที่อยู่ในมือให้คนอื่นงั้นเหรอ......? เห็นของแบบนี้อยู่ตำตาแล้วยังจะให้ปล่อยหลุดมือไปเฉยๆ หรือไง?’
โมริทาเกะ อิโตะคิดพลางมือสั่นระริก
จริงอยู่ที่ [สัญญาอัศวิน] เป็นคำมั่นสัญญาที่เข้มงวดและศักดิ์สิทธิ์ แต่ทว่า... มันยังมีวิธีทำลายสัญญาอยู่หนึ่งวิธี
นั่นคือความตายของคู่สัญญา!
นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่พบได้บ่อยที่สุดในการฉีก [สัญญาอัศวิน] กลางคัน
ทันทีที่เหล่าสมาชิกกิลด์อิมาบาริค้นพบอาวุธระดับตำนานที่น่าจะมีอยู่แค่ในจินตนาการ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
ความปิติ ความกังวล และความโลภ
ประกอบกับความคิดที่ว่าโชคลาภที่อาจจะมีแค่ครั้งเดียวในชีวิตกำลังจะกลายเป็นสูญคาตา ความคิดชั่วร้ายที่ปกติคงไม่กล้าคิดก็พวยพุ่งขึ้นมาอย่างไม่มีสะดุด
ฮันเตอร์ชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนท่าทีไปโดยสิ้นเชิง
ไม่นานนัก อิโตะก็ทำหน้าเคร่งขรึมและค่อยๆ ยื่นมือที่สวมแหวนสีแดงออกไปข้างหน้า ดูเหมือนคิมกิรยอจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงเอ่ยถามด้วยความตกใจ
“คุณอิโตะ?”
แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา
หลังจากลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ในที่สุดอิโตะก็ตัดสินใจเร่งเร้าพลังเวทและโจมตีออกไป!
“......!”
สมกับที่เป็นฮันเตอร์ระดับ S การเตรียมบทเวทใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจ จากนั้นพื้นที่ที่คิมกิรยอยืนอยู่ก็ถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงอันรุนแรง
ตูม! การระเบิดที่ไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้าปะทุขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับความร้อนระอุที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน
‘หลบได้สินะ’
การลอบโจมตีครั้งแรกของอิโตะจบลงด้วยความล้มเหลว
สมกับที่เป็นระดับ S เหมือนกัน คังชางโฮใช้ปฏิกิริยาตอบสนองอันเป็นเอกลักษณ์พุ่งเข้าไปช่วยคิมกิรยอออกมาจากระยะสกิลได้ทันท่วงที
“ทำบ้าอะไรของพวกคุณครับเนี่ย!”
คิมกิรยอที่รอดพ้นวิกฤตมาได้ตะโกนถามด้วยความตื่นตระหนก อิโตะตอบกลับด้วยน้ำเสียงลำบากใจ
“ผมรู้ครับว่ามันเป็นการกระทำที่น่าละอาย ตะ...แต่ว่า! แต่ว่านะ......! การที่คุณจะเอาเลเจนดารีไปทั้งที่ไม่ได้หลั่งเลือดเลยสักหยด ผมว่ามันก็ผิดหลักการเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ?”
“เลเจนดารี?”
“เกตแห่งนี้ได้รับการแก้ไขด้วยความเสียสละของญี่ปุ่น ดูสิครับ! กิลด์ของเราต้องเสียหายไปมากแค่ไหนเพราะเจ้ามังกรนั่น......!”
เมื่อได้ยินดังนั้น คิมกิรยอถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นดาบใหญ่ที่พวกเขาได้รับ
“เดี๋ยวนะครับ ผมเข้าใจที่คุณจะสื่อนะ แต่ผมไม่ได้จะเลือกอันนั้นสักหน่อย!”
ยังไงซะทางนี้ก็ไม่สนใจอะไรนอกจาก ‘ปอดมังกร’ อยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นไอเทมที่ต้องแลกด้วยชีวิตล่ะก็ ขอปฏิเสธอย่างแน่นอน
ดังนั้นคิมกิรยอจึงรีบพูดอย่างร้อนรน
“เพราะงั้นเราอย่าทำแบบนี้เลย......”
แต่ในจังหวะนั้นเอง
ฟพรึ่บ! เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งเฉียดข้างลำตัวเขาไปอย่างรวดเร็ว
โครม! เสียงกัมปนาทดังตามมาติดๆ ที่แท้ไม่ได้เล็งพลาด แต่ตั้งใจทำลายผนังด้านหลังเพื่อปิดทางหนี
“อย่าปล่อยให้เขาออกไปจากดันเจี้ยนได้ ฝังทุกอย่างไว้ที่นี่ซะ!”
“ฮันเตอร์อิโตะ!”
“มัวทำอะไรกันอยู่ ถ้าขืนชักช้าพวกเราอาจจะเสียเลเจนดารีไปเพราะคำพูดพล่อยๆ ของเจ้านั่นแค่ประโยคเดียวนะ......!”
เมื่อโมริทาเกะ อิโตะออกคำสั่งเสียงแข็ง ฮันเตอร์ที่เหลือก็เริ่มเร่งพลังเวทด้วยสีหน้าตึงเครียด
ทางนั้นมีระดับ S ตั้ง 4 คน แล้วจะไปเอาชนะยังไงไหว
‘4 ต่อ 2 ไม่สิ ถ้าพิจารณาคนที่สู้ได้จริงๆ นี่มันเกือบจะ 4 ต่อ 1 เลยนะ’
แต่ทว่าในตอนนั้น
คังชางโฮที่ยืนอยู่ข้างหลังสังเกตบรรยากาศ ก่อนจะตะโกนบอกพวกฮันเตอร์ญี่ปุ่น
“เดี๋ยวสิ ดูจากสถานการณ์แล้วพวกคุณคงอยากจะทำลาย [สัญญาอัศวิน] สินะ”
ขวับ คังชางโฮยกมือทั้งสองข้างขึ้นแสดงเจตนายอมจำนน
“ร่วมมือกันก็ได้ ฉันจะช่วยฆ่าคิมกิรยอ เพราะงั้นปล่อยฉันไปเถอะ”
ขอแก้ข่าวครับ ถ้าจะนับกันจริงๆ นี่มันการต่อสู้แบบ 5 ต่อ 1 ชัดๆ
---
ใจเย็นเข้าไว้
ไม่สิ หน้าอย่างฉันตอนนี้มันดูเหมือนคนใจเย็นตรงไหน?
‘ไอ้ระยำคังชางโฮ’
อุตส่าห์มาช่วยเคลียร์ดันเจี้ยนแท้ๆ กลับต้องมาซวยเกือบตายซะงั้น แถมเหตุผลยังเป็นเพราะของรางวัลมันดันดีเกินคาดอีก
ฉันเองก็ไม่นึกว่าของอย่างเลเจนดารีจะดรอปออกมา เจอสถานการณ์กะทันหันแบบนี้ทำเอาไปไม่เป็นเหมือนกัน
ฟิ้ววว—!
ทันใดนั้น ก็มีเสียงลมกรรโชกแรงดังขึ้นจากด้านหน้า
“พวกนายบ้าไปแล้วเหรอ? พูดออกมาได้ยังไงว่าจะฆ่าฮันเตอร์คนนั้น คิมกิรยอช่วยพวกเราไว้นะ!”
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะทำให้เกิดความขัดแย้งภายในทีมล่าของญี่ปุ่นเหมือนกัน
โดยเฉพาะอิโอริ หนึ่งในฮันเตอร์ระดับ S ที่โวยวายขึ้นมาด้วยความโมโหว่าทุกคนกำลังเนรคุณ
“อึก!”
แต่อิโอริก็ถูกเพื่อนร่วมทีมจัดการร่วงลงไปในเวลาไม่นาน
ญี่ปุ่นมีโครงสร้างกิลด์ที่ผิดปกติโดยการรวมฮันเตอร์ระดับ S ถึงสี่คนไว้ในที่เดียว
แต่ถึงอย่างนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็มีลำดับขั้นที่ชัดเจน
“โมริทาเกะ!”
กิลด์มาสเตอร์ของอิมาบาริลงมือจัดการผู้คัดค้านภายในด้วยตัวเอง
เขากักขังเพื่อนร่วมทีมไว้ในพายุเพลิง เพื่อตัดออกซิเจนและทำให้หมดสติจนไม่สามารถขัดขืนได้
หลังจากใช้สกิล อิโตะก็เหงื่อตกและบิดเบี้ยวใบหน้าด้วยความเจ็บปวด
“ขอโทษนะอิโอริ...... แต่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของกิลด์เรา มันเป็นปัญหาที่เดิมพันด้วยผลประโยชน์ของชาติ! ถ้าคิดถึงมูลค่าของเลเจนดารีแล้ว มันไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ......”
ให้ตายสิ ดาวดวงนี้มันมีกฎหรือไงว่าคนใช้เวทไฟต้องเป็นพวกคลั่งชาติ
แล้วฉันจะไปทำให้ไอ้หมอนั่นสงบสติอารมณ์ยังไงดีล่ะเนี่ย
“ขอบใจที่ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่น่าสนุกนะ”
ขอบอกไว้ก่อนว่า คังชางโฮที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อกี้โดนปฏิเสธการเจรจาไปเรียบร้อยแล้ว
เพราะขืนปล่อยให้เรื่องหลุดออกไปข้างนอกคงเป็นเรื่องใหญ่ พวกฮันเตอร์ญี่ปุ่นเลยกะจะเก็บคนเกาหลีที่เหลือให้เกลี้ยง
“ชิ”
“อือ......”
“ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”
ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ดูเหมือนพวกนั้นจะไม่เคยฆ่าคนจริงๆ มาก่อน ก็เลยยังลังเลๆ กันอยู่
แต่ความลังเลนี้คงอยู่ได้ไม่นาน
รัศมีอันเจิดจรัสของระดับเลเจนดารี มันมากพอที่จะทำให้มนุษย์หน้ามืดตามัวได้ง่ายๆ
‘ก็ขนาดข้างนอกยังมีข่าวลือกันเลยว่า ถ้าเลเจนดารีปรากฏตัวเร็วกว่านี้อีกนิด เหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกฮาวายคงจบสวยไปแล้ว’
ฉันรีบใช้สมองคิดหาวิธีเอาชีวิตรอดจากเกตแห่งนี้
และในตอนนั้นเอง เสียงของใครบางคนก็แว่วเข้ามาในหัว
-ปกติการต่อสู้ระหว่างฮันเตอร์ก็เป็นแบบนี้แหละครับ เพราะมนุษย์ต่างจากมอนสเตอร์ตรงที่มักจะซ่อนความสามารถเอาไว้
-ผู้ตื่นรู้คนนี้กำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่...... ตราบใดที่อีกฝ่ายคิดแบบนั้น การปะทะก็จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ หรอกครับ
ใช่แล้ว......
เหมือนที่อันยุนซึงเคยบอก การโอ้อวดพลังถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีใช้ได้เลยบนโลกใบนี้
ในยุคที่เวทมนตร์เพิ่งถือกำเนิด อีกฝ่ายย่อมคาดเดาไม่ได้ว่าเราจะงัดลูกไม้อะไรออกมา
แถมถ้าทำท่าเหมือนมีไพ่ตายซ่อนอยู่ พวกที่พอจะมีสมองหน่อยก็มักจะระวังตัวและถอยไปเองตามสัญชาตญาณ
‘การโอ้อวดงั้นเหรอ’
ฉันหมุนสมองอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างภาพลวงตาที่ยิ่งใหญ่
และสิ่งที่เข้ามาในสายตาตอนนั้นก็คือ แกนพลังงานจลน์นิรันดร์ที่ปักคาอยู่บนพื้น
แม้พลังงานส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปตอนจัดการบอส แต่ในนั้นก็ยังมีมานาหลงเหลืออยู่เล็กน้อย
เอาให้ชัดก็คือ มากพอที่จะเปิดใช้งานข่ายเวทพันธนาการในห้องนี้ได้อีก 1 ครั้ง!
“อึก!”
“อ๊าก!”
ฉันไม่ลังเลนาน ทันทีที่รู้ว่าอุปกรณ์เวทยังมีพลังเหลือ ฉันก็ร่าย [ไบนด์ดิ้ง] ซ้ำอีกครั้ง
ปาก จมูก ลำคอ หน้าอก
แค่ถูกปิดกั้นทางเดินหายใจ พวกคนเถื่อนพวกนี้ก็น่าจะร่ายเวทลำบากไปพักใหญ่ๆ แล้ว
“อื้อๆ!”
“อือ!”
“ฮื้อมมม”
โชคดีนะที่ตรงนี้เป็นจุดที่ใช้สู้กับบอสพอดี
เพราะถ้าสลักวงจรเวทลงไปในแกนพลังงานแล้ว มันจะเอาไปใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้อีก ถ้าไม่ใช่ที่ตรงนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะลองใช้สกิลผูกมัดด้วยซ้ำ
‘บ้าเอ๊ย’
แต่จะทำยังไงต่อดี?
พลังเวทที่เหลือในแกนพลังงานมีแค่นิดเดียวอย่างที่บอกไปเมื่อกี้ แปลว่าการพันธนาการนี้จะคงอยู่ได้แค่ประมาณ 60 วินาที
เพราะฉะนั้น
“......คนพวกนี้นี่นะ”
มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงต้องใช้ ‘สกิลปาก’ เข้าสู้เท่านั้น......!
“คิดจริงๆ เหรอว่าแค่รวมหัวกันแล้วจะฆ่าฉันได้”
เป็นไงเป็นกัน
ฟู่ว— ฉันสูดหายใจเข้าสั้นๆ ก่อนจะเริ่มการดิ้นรนเอาตัวรอด แถมยังเลือกใช้น้ำเสียงที่กดขี่ข่มเหงสุดขีดเพื่อไม่ให้ความแตกเรื่องที่กำลังกลัวจนหัวหด
“ญี่ปุ่นไม่รู้หรือไงว่าแรงยึดเหนี่ยวของไบนด์ดิ้งมันขึ้นอยู่กับค่าการตื่นรู้ของผู้ใช้?”
“...!”
“คอร์มันก็เป็นแค่อุปกรณ์ช่วยให้สกิลที่ร่ายไปแล้วคงสภาพอยู่ได้เท่านั้น นึกว่าพวกคุณจะรู้เรื่องพื้นฐานแค่นี้ซะอีก”
บอกไว้ก่อนว่านี่โกหกทั้งเพ
กฎนี้ใช้ได้กับแค่ชาวโลกเท่านั้นแหละ ส่วนฉันที่รู้โครงสร้างของสมการเวทมนตร์สามารถปรับแต่งเงื่อนไขการทำงานได้ตามใจชอบอยู่แล้ว
“ฮันเตอร์อิโตะ งั้นเรามาลองคำนวณกันดูไหม ผมคือผู้ตื่นรู้ที่ทำให้บอสของดันเจี้ยนนี้ขยับไม่ได้เลยนะ......”
แต่ทางนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยความลับของเวทมนตร์ กลับกัน ฉันใช้ความไม่รู้ของอีกฝ่ายให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่
“คิดว่าค่าการตื่นรู้ของฉันจะต่ำกว่าแกงั้นเหรอ”
“อื้อออ!”
เยี่ยม ปฏิกิริยามาแล้ว สีหน้าของพวกระดับ S ที่ถูกมัดด้วยเส้นด้ายแห่งแสงเริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆ
“......คิดว่าฉันต้องใช้เวลากี่วินาที ถึงจะระเบิดสมองพวกแกให้เละได้หมดทุกคน?”
ฉันขู่พวกมันไปว่าถ้าอยากจะทำจริงๆ ก็ฆ่าทิ้งให้หมดเลยยังได้
ให้ตายสิ ไอ้การที่ไม่มีพลังอะไรแต่ทำซ่าอวดเก่งนี่สภาพมันเหมือน ‘เห็ดระโงกเหลือง’ ชัดๆ
ไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอก มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ฉูดฉาดเหมือนเห็ดพิษเพื่อขู่ศัตรูเท่านั้นแหละ
“อื้ออ! อื้อมม......!”
เวลาของเวทมนตร์เหลืออีก 24 วินาที
แต่เพิ่งจะมาฉุกคิดได้ตอนนี้ว่า การข่มขู่ที่มีเวลาแค่ 60 วินาทีเนี่ย จะทำให้พวกนั้นเปลี่ยนใจได้จริงๆ เหรอ?
โจ๊กกกก
เหงื่อเย็นๆ ไหลท่วมแผ่นหลัง ฉันคิดว่ามันเป็นแผนที่ดีนะในตอนแรก แต่พอเวลาของเวทมนตร์ลดน้อยลงเรื่อยๆ ความกระวนกระวายก็พุ่งปรี๊ด
ถ้าการขู่เพื่อให้หลีกเลี่ยงการต่อสู้ล้มเหลว ฉันจบเห่แน่
‘ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้วะ?’
พอสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต สมองก็เริ่มคิดหนีความจริงตามธรรมชาติ
เหมือนตอนที่โดนนักข่าวล้อมที่กำแพงหินนั่นแหละ ชอบย้อนนึกถึงอดีตทีละเรื่องสองเรื่องอยู่เรื่อย
‘นี่คือผลตอบแทนที่คนอย่างฉันบังอาจไปท้าทายมังกรสินะ ไม่สิ ก่อนหน้านั้น ถ้าเพียงแค่ระดับ F กระจอกๆ ไม่ถือสัญญาไปแล้วบอกว่าจะคิดบัญชีให้เป๊ะๆ ล่ะก็......’
แต่ในวินาทีนั้น คำคำหนึ่งก็สะกิดใจขึ้นมา
‘เดี๋ยวนะ สัญญา?’
ทำไมฮันเตอร์ญี่ปุ่นถึงทำแบบนั้นนะ?
ก็เพราะกลัวจะโดนเงื่อนไขของ [สัญญาอัศวิน] แย่งกรรมสิทธิ์ของเลเจนดารีไปน่ะสิ
แต่ทางนี้ไม่ได้สนใจไอ้ดาบยักษ์พรรค์นั้นเลยสักนิด
ลำพังแรงของระดับ F จะยกไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้ สถานการณ์แบบนี้ใครมันจะบ้าพอที่จะแบกรับความริษยาเพื่อไปคว้าของแบบนั้นมาล่ะ
‘อ๊ะ!’
เมื่อกี้มัวแต่ตกใจที่โดนอิโตะลอบกัดเลยคิดไม่ทัน แต่พอสงบสติอารมณ์ลงได้ วิธีแก้ปัญหามันง่ายนิดเดียวเองนี่หว่า
‘ใช่แล้ว แค่นั้นก็จบแล้วนี่หว่า ที่ผ่านมาฉันมัวทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย?’
ตึก ตึก ตึก
ฉันก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปหาพวกฮันเตอร์ที่นอนกองอยู่
พอเห็นแบบนั้นอิโตะก็เริ่มเกร็งจนสังเกตได้ชัด แต่ฉันเดินผ่านเขาไปหยุดอยู่ที่อีกจุดหนึ่ง
จากนั้นก็หันกลับมามองสมาชิกกิลด์อิมาบาริแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณอิโตะ ถ้างั้นดาบยาวที่ตกอยู่ตรงนี้ ผมขอรับไปจะได้ไหมครับ?”
นี่แหละคือวิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้ผลของสัญญาเป็นโมฆะ
“ของที่ผมต้องการไม่ใช่ดาบใหญ่ของคุณ แต่เป็นของรางวัลที่ฮันเตอร์อิโอริเก็บได้ต่างหาก”
เงื่อนไขครบถ้วน สัญญาถูกยกเลิก!
อิโตะเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง
แต่ที่พวกนั้นมัวแต่หน้ามืดตามัวกับเลเจนดารี จริงๆ แล้วของที่ฉันเลือกเองก็มีความหายากที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
‘ระดับ [เอปิก]’
ถ้านับรองจากดาบใหญ่ของอิโตะ เจ้านี่ก็น่าจะเป็นรางวัลที่ดีที่สุดแล้ว
ฉันก้มลงเก็บดาบของอิโอริที่กลิ้งอยู่บนพื้น และด้วยการรับมอบไอเทมชิ้นนั้น สัญญาของเราก็ถือเป็นอันสิ้นสุด
เพล้ง!
พร้อมกันนั้น พันธนาการที่มัดร่างเหล่าฮันเตอร์ก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
“แค่กๆ!”
“อึก”
นึกว่าพอจบการซื้อขายแล้วจะไม่โจมตีกันอีก แต่ดูเหมือนทุกคนจะยังเกร็งๆ กันอยู่
ก็นะ เล่นจะลงมือฆ่าแกงกันขนาดนั้น จะรู้สึกกระอักกระอ่วนกับสถานการณ์นี้ก็ไม่แปลก
เพราะงั้นคงต้องตอกย้ำให้ชัดเจนตรงนี้
“ใจจริงก็อยากจะฆ่าทิ้งให้หมด......”
ถ้าถูกมองว่ากระจอกตรงนี้ พวกมันอาจจะพยายามเข้ามาฆ่าปิดปากเรื่องพยายามฆ่าอีกรอบก็ได้
ฉันคำนวณเสร็จสรรพและพยายามรักษามาด ‘จอมอวดดี’ เอาไว้อย่างสุดความสามารถ
“จะยอมปล่อยไปสักครั้ง เพราะญี่ปุ่นยังต้องเหลือคนเอาไว้ดูแลเกตนี่นะ”
โธ่เว้ย ไอ้เชี่ยเอ๊ย~
ให้ตายเถอะ พลังเวทที่ควรจะเพิ่มดันไม่เพิ่ม แต่สกิลตอแหลนี่อัปเวลเอาๆ เลยนะกู