มันคือ 60 วินาทีที่ถูกถักทอขึ้นด้วยคำโกหกล้วนๆ
พอได้ก้าวออกมานอก [เกต] อากาศข้างนอกนี่มันช่างสดชื่นเสียจริง
แชะ แชะ แชะ แชะ แชะ!
แต่ดูเหมือนว่าฉันยังต้องเล่นละครตบตาต่อไปอีกหน่อยสินะ
“ออกมาแล้ว!”
“เกตเคลียร์แล้วงั้นเหรอครับ?”
“นั่นคิมกิรยอ!”
เพราะที่ทางออกมีบรรดานักข่าวแห่กันมาออกันเต็มไปหมดแล้วยังไงล่ะ
---
โมริทาเกะ อิโตะ
อดีตพนักงานบริษัทหลักทรัพย์ ปัจจุบันคือ [ฮันเตอร์] ระดับ S
ท่ามกลางประสบการณ์ที่ไม่เคยพานพบมาตลอดชีวิต อย่างการถูกมัดมือมัดเท้าโยนทิ้งไว้บนพื้นดิน เขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิด
ให้ตายสิ ชีวิตคนเรานี่มันไม่เคยเป็นไปตามที่คิดไว้เลยจริงๆ
หลังจากพันธนาการถูกคลายออก เขาก็รีบตะเกียกตะกายไล่ตามหลังคิมกิรยอไป แต่ทว่าที่ทางออกนั้นกลับเต็มไปด้วยฝูงชนไทยมุงเสียแล้ว
พอโดนต้อนให้จนตรอกถึงขนาดนี้ ความคิดที่จะทำอะไรสักอย่างมันก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
แชะ แชะ แชะ แชะ
“อึก”
นักข่าวต่างชาติแห่กันมาเต็มพรึ่บขนาดนี้ งั้นก็เหลือแค่รอเวลาให้ความชั่วร้ายของเขาถูกแฉให้โลกได้รับรู้สินะ
“คุณโมริทาเกะครับ!”
“ช่วยกล่าวอะไรสักคำเถอะครับ!”
“พระเจ้าช่วย ญี่ปุ่นพิชิตดันเจี้ยนระดับ S ได้จริงๆ เหรอเนี่ย...”
แต่ทว่า... นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?
ตรงข้ามกับความกังวล คิมกิรยอกลับไม่ปริปากพูดอะไรต่อหน้าฝูงชนเลยแม้แต่คำเดียว
เขาเพียงแค่จ้องมองกลุ่มคนญี่ปุ่นที่เดินตามหลังมาด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะหายวับเข้าไปในฝูงชนราวกับถูกกลืนกิน
ไม่กี่วินาทีต่อมา อีกฝ่ายดูเหมือนจะตอบคำถามนักข่าวเป็นภาษาเกาหลีบ้างประปราย แต่ทั้งหมดนั่นก็เป็นแค่คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ กล่าวคือ คิมกิรยอไม่ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในดันเจี้ยนเลยแม้แต่น้อย
‘เอ๊ะ...?’
หรือว่าจะปล่อยผ่านไปแบบนี้?
เขาจะช่วยปกปิดความผิดพลาดของฉันจริงๆ งั้นเหรอ?
ชั่วแวบหนึ่งอิโตะคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น แต่นั่นเป็นเพียงความเข้าใจผิดอย่างมหันต์
กิรยอปิดปากเงียบหลังจากคำนวณผลได้ผลเสียอย่างถี่ถ้วนแล้วต่างหาก —ถ้าจะพูดให้ถูกคือ เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่า [กิลด์อิมาบาริ] มีอำนาจในประเทศตัวเองมากแค่ไหน เลยเลือกที่จะหนีไปตั้งหลักก่อน เพราะถ้าพวกนั้นยิ่งใหญ่คับฟ้าถึงขนาดคุมสื่อได้ การฟ้องร้องไปก็คงไร้ความหมาย—
และในขณะที่เครื่องบินของคนเกาหลีคนนั้นทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
บทลงโทษที่แท้จริงสำหรับความผิดพลาดทั้งหมด ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาหาพวกเขา
---
“ผมจะลาออกจากกิลด์”
ภายในห้องผู้ป่วยที่ถูกล้อมรอบด้วยผ้าม่านสีขาว
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ฮันเตอร์ชาวญี่ปุ่นที่สลบไสลไปก็ได้สติคืนมา
แต่ทว่า ทันทีที่ร่างกายฟื้นตัว [ผู้ตื่นรู้] ธาตุลมผู้นั้นกลับเอ่ยปากบอกกับทุกคนที่มารวมตัวกันข้างเตียง
เรื่องที่ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสนั้นเอาไว้ทีหลัง แต่สิ่งที่พวกนั้นทำลงไป มันเป็นทางเลือกที่มนุษย์ไม่พึงกระทำ
“อิโอริ...”
“เรื่องนี้แค่คำว่า ‘ขอโทษ’ มันจบไม่ลงหรอกครับ คุณโมริทาเกะเองก็น่าจะรู้ดี”
“ฉันก็แค่...”
“อุตส่าห์ศึกษาบทเรียนจากฮาวายมาแทบตาย แต่กลับมางกค่าตอบแทนระดับ [เลเจนดารี] เนี่ยนะ”
คนเจ็บที่นั่งอยู่บนเตียงส่งสายตาเหยียดหยามไปมองคนที่เคยเป็นพวกพ้อง
“ทำไมถึงเพิ่งมาด้อยค่าความช่วยเหลือของคุณคิมกิรยอตามใจชอบเอาป่านนี้ครับ? ถ้าบอสของดันเจี้ยนนั้นอาละวาดขึ้นมาตามอำเภอใจ ป่านนี้พวกเราคงกำลังนอนฟังหมอประกาศเวลาตายกันหมดแล้ว!”
เหมือนกับที่ [นูเคลลาวี] สังหารฮันเตอร์ระดับ S ของอเมริกาไปมากที่สุด หากบอสที่พวกเขาเจอไม่ได้ถูกเวทมนตร์ของใครบางคนตรึงเอาไว้ มันก็คงไล่ฆ่าฮันเตอร์ญี่ปุ่นอย่างโหดเหี้ยมไปแล้วแน่ๆ
“อย่าว่าแต่สถิติผู้เสียชีวิต 0 คนเลย ป่านนี้คนในห้องนี้ครึ่งหนึ่งคงกลายเป็นศพไปแล้วมั้ง...!”
คนที่ทำหน้าที่พยาบาลผู้บาดเจ็บอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของอิโอริ
ชายผมบ็อบสั้นสีน้ำเงินเข้ม
เขาคือระดับ S ของญี่ปุ่นอีกคนที่มีความสามารถในการใช้สายฟ้า
“ตอนนั้นร่างกายฉันบาดเจ็บหนัก ก็เลยต้องแกล้งทำเป็นเออออตามคำสั่งแกไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็นะ ฉันเองก็จะลาออกเหมือนกัน”
“ว่าไงนะ?”
“เอาตรงๆ เรื่องจะโจมตีคนเกาหลีหรือไม่ ฉันไม่สนหรอก แต่แกเล่นงานแม้กระทั่งอิโอริเลยไม่ใช่เรอะ?”
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของเหล่าฮันเตอร์ที่มารวมตัวกันในห้องพักฟื้นดูพิลึกพิลั่นขึ้นมาทันที
“ขืนอยู่ต่อ วันหลังแกอาจจะทำร้ายพวกพ้องเพื่อฮุบไอเทมดีๆ ไว้คนเดียวก็ได้ ใครจะไปเชื่อใจคนแบบนี้ลง”
“....”
“ฉันจะแยกตัวออกไปเป็นอิสระ ถ้าแกไม่ยอมปล่อย ฉันก็จะย้ายประเทศแม่เลย”
“....”
“...มีปากก็พูดอะไรหน่อยสิ อิโตะ แกได้ยินฉันพูดขนาดนี้แล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยรึไง?”
[กิลด์อิมาบาริ]
ตอนที่ก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาครั้งแรก เราต่างสัญญากันว่าจะรวมพลังระดับ S เข้าด้วยกัน ไม่ให้เหมือนกับประเทศอื่นๆ
แม้จะเข้าสู่ยุคแห่งปัจเจกนิยม แต่เราก็เชื่อมั่นว่าในโลกนี้ยังมีคุณค่าที่ไม่เสื่อมคลายอยู่
เราวางแผนร่วมมือกันมายาวนานขนาดนั้นแท้ๆ
“เฮ้อ...”
ความสงบสุขที่สั่งสมมาจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่สอง พังทลายลงในชั่วพริบตา
สายตาอันแหลมคมของอิโอริและผู้ใช้สายฟ้าพุ่งเข้าทิ่มแทง
แต่แล้ว แววตาของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง
เพราะไม่นานหลังจากนั้น หัวหน้ากิลด์ผู้เงียบงันกลับทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโรงพยาบาล
“อิโตะ?”
“โมริทาเกะ...”
ผู้นำของพวกเขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีสูงส่งมาตั้งแต่เกิด
อาจเพราะเคยทำงานในแวดวงการเงินที่ดุเดือดมาก่อน ความกระหายชัยชนะจึงดูเหมือนจะสูงกว่าคนทั่วไป
แต่ผู้ชายคนนั้นกลับคุกเข่าลงดื้อๆ มิหนำซ้ำยังก้มศีรษะลงต่ำอย่างน่าอดสู แล้วเอ่ยปากออกมา
“ขอโทษจริงๆ”
เขาเอง... เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันลงเอยแบบนี้
พอมองย้อนกลับไป ตัวเขาในตอนนั้นเหมือนถูกผีสิงไม่มีผิด
หน้ามืดตามัวไปกับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต จนถึงขั้นคิดจะทรยศผู้มีพระคุณเพียงคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วย
แต่เหตุผลของการกระทำนั้น มาจากความโลภเพียงอย่างเดียวจริงหรือ?
อิโตะไม่ได้คิดเช่นนั้น
ถ้าจะมองให้ลึก นี่คืออาชญากรรมที่เกิดจากอารมณ์ที่ถูกเก็บกดมานานหลายปี
“ถ้ามีเจ้านี่... ฉันคิดว่าตัวเองจะสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮาซองได้...”
ปมด้อย ปมด้อย ไอ้เจ้าปมด้อยบ้าบอนั่น
“สาเหตุมาจากเรื่องนั้นจริงๆ สินะครับ”
เดิมที โมริทาเกะ อิโตะ เป็นบุคลากรที่ทั่วโลกต่างจับตามอง
แม้จะมีพลังเวทสูงส่งผิดมนุษย์มนา แต่เพราะยังไม่มีการแบ่งระดับในระดับสากล เขาจึงต้องติดแหง็กอยู่ในสถานะระดับ A อยู่พักใหญ่
หลังจากที่มีเกณฑ์ใหม่เกิดขึ้น แรงก์ของเขาก็ถูกปรับอย่างรวดเร็ว ทำให้เขากลายเป็นระดับ S ก่อนใครเพื่อนในทางปฏิบัติ
ในยุคที่เขาตื่นรู้ ประเทศที่มีฮันเตอร์ระดับ S นั้นหาได้ยากยิ่ง อิโตะจึงกลายเป็นความหวังของคนทั้งชาติไปโดยปริยาย
ความภาคภูมิใจแห่งเอเชียตะวันออกบ้างล่ะ บุตรแห่งตะวันบ้างล่ะ
ในยุค [ดันเจี้ยนช็อก] แบบนี้ เขาได้รับการปฏิบัติแทบจะเทียบเท่ากับเชื้อพระวงศ์เลยทีเดียว
“ผมบอกปากเปียกปากแฉะแล้วไงครับว่าอย่าไปสนฮันเตอร์ประเทศอื่น คุณก็คือคุณ!”
ถ้ารู้อนาคตจะเป็นแบบนี้ สู้เกิดมาเป็นแค่ระดับ B กลางๆ ยังจะดีเสียกว่า
จองฮาซอง
นับตั้งแต่เด็กหนุ่มคนนั้นปรากฏตัว ชีวิตของเขาก็พลิกคว่ำคะมำหงาย
[【ด่วน】 ระดับ S คนแรกของประเทศเพื่อนบ้าน ยืนยันแล้วว่าเป็นสาย 火 (ไฟ) ! ! ! ]
ธาตุเดียวกัน
ระดับเดียวกัน
แถมทั้งคู่ยังเป็นระดับ S คนแรกของประเทศตัวเองเหมือนกันอีก
จองฮาซองมีจุดร่วมกับอิโตะมากมายโดยบังเอิญ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เป็นความแตกต่างที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
[เครื่องวัดมันพังรึเปล่าเนี่ย?]
[เหวอ ww ค่าการตื่นรู้ของฮันเตอร์คนนั้นเลขศูนย์เยอะเกินไปแล้ว]
เด็กหนุ่มภาพลักษณ์สะอาดสะอ้านคนนั้น เป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ชนิดที่ว่าต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่มีทางตามทัน
เดิมทีชีวิตคนเรา เจ็บปวดจากการตกลงมาจากที่สูง มากกว่าการใช้ชีวิตเตี้ยติดดินเป็นไหนๆ
โมริทาเกะ อิโตะ ต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกเปรียบเทียบอย่างที่จินตนาการไม่ถึง นับตั้งแต่จองฮาซองปรากฏตัว
ในช่วงแรก สื่อในประเทศพยายามอวยอิโตะแล้วกดฮาซองเพื่อปกป้องคนของตัวเองก็จริง แต่ทว่า...
[“จองฮาซอง ถล่มหอคอยร้อยอสูรด้วยตัวคนเดียว ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่” ... กวาดเรียบดันเจี้ยน 3 ชั้นซ้อนรวมระดับ A]
แม้แต่สื่อพวกนั้นก็เงียบกริบไป หลังจากเคลียร์เกตแห่งหนึ่งได้สำเร็จ
[ได้ยินว่าจองฮาซองเคลียร์ดันเจี้ยนวันละ 3 แห่งได้ชิลๆ แล้วอิโตะมัวทำอะไรอยู่? เอาตึกของฉันที่พังไปคืนมานะ ไอ้คนไร้ความสามารถ! ( `Д´ )]
ขนาดพี่น้องคลานตามกันมา ถ้าโดนเปรียบเทียบตลอดเวลาก็ยังจิตตก แต่นี่คนทั้งโลกกำลังเอามนุษย์ลุงอย่างเขาไปชั่งน้ำหนักแข่งกับเด็กหนุ่มคนนั้น อิโตะแทบอกแตกตาย
และท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ สมบัติเจ้าปัญหาก็ดันโผล่ออกมาพอดี
‘ฉันมันบ้าไปแล้วจริงๆ ปากก็สาบานว่าจะปกป้องผู้คน ปกป้องประชาชน แต่ทำไมกับอีแค่ดาบเล่มเดียว...’
การรายงานข่าวด้วยความประสงค์ร้ายของสื่อเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว เมื่อแรงค์เกอร์ชาวเกาหลีบังเอิญได้ครอบครองไอเทมระดับ [เลเจนดารี]
มังกรอย่างจองฮาซองได้แก้วสารพัดนึกอย่างเลเจนดารีไปครองแล้ว ต่อให้ผ่านไปร้อยวันพันปี สามัญชนคนธรรมดาของญี่ปุ่นก็ไม่มีวันตามทัน คำดูถูกเหยียดหยามเหล่านั้นแพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ
แต่ผิดคาด แทนที่พลังการต่อสู้จะพุ่งทะยานอย่างที่ใครๆ คิด จนถึงตอนนี้ฮาซองก็ยังไขความลับความสามารถของอุปกรณ์นั้นไม่ได้
‘ถ้าฉันตีความเลเจนดารีสำเร็จตัดหน้าได้สักก้าว ก็คิดว่าจะเอาชนะหมอนั่นได้เป็นครั้งแรก...’
อิโตะสำนึกเสียใจในการกระทำของตัวเองอย่างสุดซึ้ง
แต่นั่นแทบจะไม่มีความหมายในสายตาคนอื่นเลย
“ตลกตายล่ะ ถ้าฮันเตอร์กิรยอไม่แข็งแกร่งขนาดนั้น คุณคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะมานั่งสำนึกผิดด้วยซ้ำ”
ทันใดนั้น
ฮันเตอร์ญี่ปุ่นคนอื่นๆ ที่เคยเข้าข้างหัวหน้ากิลด์ก็เริ่มโวยวายว่า ทำกับคนชาติเดียวกันโหดร้ายเกินไปรึเปล่า แล้วแกคิดว่าสมควรแล้วเหรอที่จะปล่อยให้ของอันตรายแบบนี้ตกไปอยู่ในมือประเทศข้างๆ
“หุบปาก!”
แต่ผู้ใช้เวทลมบนเตียงคนไข้กลับตะคอกใส่พวกเขาด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
“ยังไม่เข้าใจสถานการณ์กันอีกรึไง? พวกแกเพิ่งจะไปกระตุกหนวดเสือ ฮันเตอร์ที่จัดการระดับ S สามคนได้ในพริบตาเดียวเชียวนะเว้ย!”
สิ่งที่ตามมาคือคำถามที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่า คิมกิรยอจะยอมปิดปากเงียบเรื่องนี้ตลอดไปจริงหรือ
พวกเขาสะดุ้งกับเสียงตะโกนของอิโอริ พลางฉุกคิดขึ้นมาได้
จริงสิ พอลองคิดดูแล้ว นี่มันเท่ากับว่า [กิลด์อิมาบาริ] ทั้งกิลด์โดนกำจุดอ่อนชิ้นเบ้อเริ่มเอาไว้เลยนี่นา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปกรณ์ไม่เหมาะกับเจ้าตัว หรือเพราะยอมรับในผลงานการพิชิตเกตระดับ S กันแน่
คิมกิรยอใจกว้างยอมยกไอเทมระดับ [เลเจนดารี] ให้ แถมยังไว้ชีวิตพวกเขาอีกต่างหาก แต่เขาก็ไม่เคยพูดสักคำว่าจะเก็บความลับนี้ให้
“เข้าใจรึยัง? ตอนนี้อิมาบาริอยู่ในสถานะที่ต่อให้โดนข่มขู่เมื่อไหร่ก็ไม่แปลก ถึงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในดันเจี้ยน แต่ถ้าวันไหนเขาเกิดไปให้การต่อหน้า [ยุสติเทีย] ขึ้นมาล่ะก็...!”
ฮันเตอร์หน้าละอ่อนขยุ้มผ้าปูที่นอนจนเส้นเลือดปูดโปน
“ใจจริงฉันอยากจะแฉเรื่องระยำที่พวกแกทำต่อหน้าธารกำนัลเดี๋ยวนี้เลย แล้วประกาศว่าตัวเองบริสุทธิ์แล้วชิ่งหนีไปซะ!”
“อะ อิโอริ”
“แต่รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงทำไม่ได้? เพราะขืนทำแบบนั้น มีหวังโดนสำนักงานเขตกัดทึ้งตายกันหมดน่ะสิ!”
“อา...”
“เฮ้อ แค่นี้กระแสเกลียดชังฮันเตอร์ก็เพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว ดันมาทำเรื่องบ้าๆ อะไรกันตอนนี้วะเนี่ย”
ผู้ตื่นรู้ฆ่ากันเองเนี่ยนะ!
อิโอริระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมาจนหมดแล้วกุมขมับ
เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของ [ผู้ตื่นรู้] ในญี่ปุ่น เขาจึงไม่สามารถยอมรับความผิดส่งเดชได้
แต่ในตอนนั้นเอง อิโตะที่คุกเข่าอยู่ตลอดเวลาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“...ก่อนอื่น”
เสียงของหัวหน้ากิลด์เรียกความสนใจจากทุกคนอย่างช่วยไม่ได้
“ไม่ต้องห่วงเรื่องพยานปากที่สองหรอก คังชางโฮน่ะ ก่อนออกจากดันเจี้ยน เขาพูดผ่านเครื่องแปลภาษาของฉันไว้ว่า”
“ว่าไงนะครับ?”
“เรื่องนี้เขาเองก็จะยอมหยวนๆ ให้ ไม่ต้องกังวล ในเมื่อฮันเตอร์คิมกิรยอยังมีน้ำใจให้ก่อน ผู้ใหญ่อย่างเขาจะไปทำลายบรรยากาศได้ยังไง”
“....”
“...ดูท่าทางแล้วคงไม่เป็นฝ่ายออกมาแฉก่อนแน่ๆ”
คังชางโฮยอมยกโทษให้เรางั้นรึ
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือเจ้าหนุ่มหัวทองคนนั้นต่างหาก เขาจะเอายังไง?
“ส่วนเรื่องของคิมกิรยอ... คิดสารตะแล้ว ก็คงมีแต่ต้องก้มหัวขอความเมตตาจากเขาเท่านั้น”
“คุณอิโตะ”
“แน่นอนว่าลำพังฉันคนเดียวคงไม่พอ ดังนั้นฉันจึงอยากจะขอยืมแรงทุกคนสำหรับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้...”
สมาชิกกิลด์ผมสั้นเอ่ยประชดประชันคำพูดของอิโตะ
“นั่นหมายความว่าผมต้องฟังคำสั่งของคุณโมริทาเกะอีกแล้วเหรอครับ?”
แต่สีหน้าของลูกกิลด์ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของหัวหน้า
“ใช่ สำหรับพวกนาย คงยากที่จะเชื่อใจผู้นำที่เคยออกคำสั่งผิดพลาดซ้ำสอง แถมทางนี้ยังเผยความโลภอันน่ารังเกียจออกมาให้เห็นอีก”
“ไม่สิ ผมก็แค่...”
“ฉันไม่คิดว่าทำแบบนี้แล้วความเชื่อใจที่พังทลายไปจะกลับคืนมาหรอกนะ แต่เพื่อเป็นการไถ่โทษ ฉันจะขอสละสิทธิ์ใน [เลเจนดารี] ชิ้นนั้น”
ระเบิดลงตูมใหญ่
“กรรมสิทธิ์ในไอเทม ฉันจะแบ่งให้พวกนายที่เป็นผู้พิชิตอย่างเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นได้โปรดใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยน แล้วช่วยร่วมมือกันขอขมาทีเถอะ”
“จะบอกว่าเป็นสมบัติกองกลางสินะครับ”
“ส่วนเรื่องที่กังวลเมื่อกี้ว่า คนโลภมากอย่างฉันจะทำร้ายพวกพ้องในภายหลังไหม ฉันขอตอบด้วย [พันธสัญญาอัศวิน]”
“เอาจริงเหรอครับ?”
“ฉันขอสัญญาว่าจะไม่ทรยศพวกนายไปชั่วชีวิต เพราะฉะนั้นได้โปรด... อย่าลาออกจากกิลด์เลยนะ...”
คำประกาศของอิโตะทำให้สีหน้าของผู้ใช้สายฟ้าเปลี่ยนไป แต่มีเพียงอิโอริบนเตียงคนไข้เท่านั้นที่ยังคงท่าทีเดิม
“ต่อให้พูดแบบนั้น ผมก็ยังยกโทษให้หัวหน้ากิลด์ไม่ได้หรอกนะครับ”
จะมองว่าเขาสับสนอย่างเสมอต้นเสมอปลายที่สุดในห้องนี้ก็คงได้
“แต่ความสัมพันธ์หลังจากนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับท่าทีของคุณที่มีต่อคิมกิรยอครับ”
“...!”
“ผมเหนื่อยแล้ว เพราะงั้นรีบๆ พูดมาสักทีเถอะครับ คุณ... วางแผนจะไปขอขมาเขายังไงต่อ?”