Cover

145

“แม่เหรอครับ?”

เดี๋ยวสิ แป๊บนะ แม่? คิมกิรยอมีแม่ด้วยเหรอ?

ใช่ แน่นอนว่าในทางชีววิทยาก็ต้องมีพ่อมีแม่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้หมายความในแง่นั้น

ถึงจะไม่รู้ละเอียดก็เถอะ แต่ไอ้พวก... ระบบสถานสงเคราะห์หรืออะไรเทือกนั้น สรุปคือกิรยอไม่มีครอบครัวไม่ใช่เหรอ?

ฉันชะงักไปชั่วครู่ด้วยความตื่นตระหนกกับคำพูดของอีกฝ่าย

ครอบครัว สำหรับจอมเวทที่ช่วงชิงร่างของผู้อื่นมาแล้ว นี่ถือเป็นตัวตนที่น่ารำคาญยิ่งกว่าสิ่งใด

“เอ่อ คือว่า พอจะมีหลักฐานยืนยันมั้ยครับว่าเป็นครอบครัวของผมจริง ๆ ...?”

ฉันลองถามหยั่งเชิงออกไปอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ผู้หญิงที่อยู่ปลายสายกลับหัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบกลับมา

เธอบอกว่าตัวเองชื่ออีฮวายอง ปีนี้อายุ 49 ปี แล้วยังบอกอีกว่าเดี๋ยวพอได้เจอกันเห็นหน้าค่าตาก็คงจำได้เองนั่นแหละ

‘อีฮวายอง?’

เฮือก

พอได้ยินชื่อนั้น สมองก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน

มันคือความมั่นใจ ร่างกายส่งสัญญาณบอกว่าชื่อและอายุนั่นตรงกับข้อมูลแม่แท้ ๆ ของคิมกิรยอเป๊ะ

‘ของจริงแฮะ’

ฉันรู้สึกได้ว่าความทรงจำกำลังถูกเล่นซ้ำ จึงกระชับโทรศัพท์ในมือให้แน่นขึ้น ในตอนนั้นเองอีฮวายองก็เสนอขึ้นมา

ถ้าไม่รังเกียจ พรุ่งนี้พอจะออกมาเจอกันสักหน่อยได้ไหม

แน่นอนว่าทางนี้ตอบตกลงอย่างยินดี

การเผชิญหน้ากับครอบครัวเจ้าของร่างอาจดูเป็นเรื่องเสี่ยงในมุมหนึ่ง แต่บอกตามตรง ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับข้อมูลของเจ้าของร่างมันมีมากกว่าเยอะ

“ครับ งั้นพรุ่งนี้เจอกันครับ”

-ลูกชายแม่ พอโตแล้วดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ พูดจาสุภาพเชียว?

“อะ นั่นมัน! ...ก็อยู่ข้างนอกนี่ครับ เลยต้องสุภาพหน่อย”

คงมีวิกฤตตามมาอีกเพียบแน่ แต่ถ้าจวนตัวจริง ๆ ก็แถว่าความจำเสื่อมไปละกัน

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็วางสายแล้วเงยหน้าขึ้น แต่ทว่าตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นที่ต่อมน้ำตาข้างขวา

“เอ๊ะ”

...อันยุนซึงหันขวับมามองทางนี้แล้วทำหน้าตื่นตระหนก

“ละ ลูกพี่ครับ?”

ไหลพราก

เพราะจู่ ๆ น้ำใส ๆ ก็เริ่มทะลักออกมาจากตาข้างหนึ่งของฉัน

น้ำที่ไหลออกจากต่อมน้ำตาอาบแก้มที่แห้งผากจนชุ่มโชกในพริบตา

ฉันเพิ่งรู้ตัวถึงความผิดปกติและพยายามจะหยุดมัน แต่ทว่า...

การควบคุมล้มเหลว น้ำตาไม่ยอมหยุดไหล

ของเหลวในร่างกายพรั่งพรูออกมาตามอำเภอใจราวกับเลือดที่ทะลักจากบาดแผลที่ถูกมีดทำครัวแทงลึก

ภาพของคนที่ทำหน้านิ่งไร้อารมณ์แต่น้ำตาไหลพราก ถ้ามองจากภายนอกคงเป็นบรรยากาศที่พิลึกพิลั่นน่าดู

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?!”

แปลกมาก

ฉันไม่ได้อยู่ในอารมณ์เศร้าสักหน่อย เมื่อกี้ยังคุยโทรศัพท์ได้ปกติแท้ ๆ ไหงจู่ ๆ ถึงมาร้องไห้ฟูมฟายได้ ผิดปกติแล้ว

งั้นต้นตอของปฏิกิริยาประหลาดนี่ก็ต้องเป็น...

‘ร่างกายนี่...?’

ความคิดยังไม่ทันแล่นไปจนสุดทาง ทันใดนั้นความทรงจำที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ถล่มลงมาระหว่างดวงตาที่ลืมขึ้นเพียงครึ่งเดียว

“...!”

เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับลูกบิดประตูห้องที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของถูกกระชากออกอย่างแรง

.

.

.

ความทรงจำนี่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริง ๆ

พวกเราบันทึกประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ด้วยเศษเสี้ยวโมเลกุลเคมีเพียงไม่กี่ตัวได้อย่างไรกันนะ

ความทรงจำที่แจ่มชัดเปรียบเสมือนภาพวาดที่สมบูรณ์

แม้จะหลับตาลง ภาพทิวทัศน์ที่ถูกแต่งแต้มสีสันก็ยังคงฉายชัด

วูบไหวอยู่ภายใต้เปลือกตาที่มืดมิด

---

ความทรงจำแรกของคิมกิรยอคือสนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง

“กริ๊ดดด!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า”

“โอ๊ย อะไรวะ! อย่าขี้โกงดิ!”

ความทรงจำที่ยืนมองดูเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันจับกลุ่มเล่นกันอยู่ที่บาร์โหนหลากสีสันจากระยะไกล

【สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าฮินบิท】

คิมกิรยอเป็นเด็กกำพร้า

เพราะตอนนั้นยังเด็กมาก เขาเลยไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่อย่างน้อยก็เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมา

-เฮ้ย! นี่แกพูดจบแล้วใช่ไหม?

-เออ จบแล้ว ไอ้เ-ี้ย! ตบดิ ตบเลย!

พ่อแม่ที่ทะเลาะตบตีกันไม่เว้นแต่ละวันเพิ่งหย่ากันเมื่อไม่นานมานี้ และท้ายที่สุด ทั้งสองคนก็ต่างละทิ้งสิทธิ์ในการเลี้ยงดูเขา

แต่ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่กลับน่าพอใจเกินคาด

เขาโชคดีที่ได้เข้ามาอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีมโนธรรมและดูแลดี

มีข้าวให้กินอิ่ม มีที่ให้นอนหลับ

แถมบางครั้งยังมีโปรแกรมกิจกรรมวัฒนธรรม พาไปดูหนังและเข้าค่ายอีกต่างหาก

ถ้าเทียบกันแล้ว อยู่ที่นี่ดูจะอุดมสมบูรณ์กว่าตอนอยู่กับพ่อแม่เสียอีก

เพราะคนพวกนั้นเอะอะก็บอกว่าเงินหมด แล้วก็แบ่งขนมปังราคา 1,000 วอนจากมาร์ทแถวบ้านให้ลูกกินประทังชีวิต

เอาเถอะ

ด้วยการสนับสนุนจากรัฐและสถานสงเคราะห์ เขาจึงได้เรียนต่อชั้นมัธยมปลายอย่างราบรื่น

ถ้าจะบอกว่าไม่มีมรสุมเลยตลอดการเติบโตนี้ก็คงโกหก แต่การที่เติบโตมาได้อย่างแข็งแรงจนถึงตรงนี้ ก็ถือว่าใช้ได้แล้วไม่ใช่เหรอ

คิมกิรยอสวมชุดนักเรียนเรียบร้อยยืนอยู่ในหอประชุมโรงเรียนมัธยมปลาย

-อะ อา ได้ยินไหมครับ? ต่อจากนี้จะขอเริ่มพิธีปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ประจำปีการศึกษา 20XX ครับ

ไม่นานเสียงประกาศแจ้งเคารพธงชาติก็ดังขึ้น

กลิ่นไม้เก่า ๆ ของหอประชุมที่สัมผัสได้ในตอนนั้นยังคงไม่เลือนหายไป

แต่การที่ยังจำเหตุการณ์หลังจากนั้นได้แม่นยำขนาดนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเหลือเกิน เพราะตอนที่เขาขึ้น ม.4 โลกที่เขาอาศัยอยู่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

---

ดันเจี้ยนช็อก

ใช่แล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยนี้คงจำกันได้ทุกคน

สัตว์ประหลาดออกมาเพ่นพ่าน ทะเลเพลิงที่เคยเห็นแค่ในหนังปรากฏขึ้นตรงหน้า

ใครจะไปคาดคิดว่าโซลจะมีสภาพแบบนี้ด้วยสาเหตุที่ไม่ใช่สงคราม

[ข่าวด่วนค่ะ ปฏิบัติการทวงคืนแนวชายแดนโซลตอนเหนือเมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ ด้วยผลงานของ ชเวจิน (22) ผู้ตื่นรู้คนใหม่...]

แต่โชคยังดีที่โลกสามารถฟื้นฟูระบบสังคมได้เร็วกว่าที่คิด ด้วยการกำเนิดของเหล่าผู้ตื่นรู้

เพราะในช่วงแรกของดันเจี้ยนช็อก จำนวนของเกตยังมีน้อยจนนับนิ้วได้

ปีต่อมา

สถาบันการศึกษาในเกาหลีเริ่มกลับมาทำหน้าที่ทีละน้อย จนในที่สุดก็สามารถเปิดการเรียนการสอนตามปกติได้

ในมุมของกิรยอ กว่าจะได้มาโรงเรียนจริง ๆ จัง ๆ ก็ปาเข้าไป ม.5 แล้ว

“เอาล่ะเด็ก ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกันในห้องเรียนสินะ? งั้นเรามาค่อย ๆ เริ่มเรียนกันเถอะ”

กินอาหารกลางวันโรงเรียน เตะบอลกับเพื่อน เลิกเรียนก็กลับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปทำการบ้าน

ดูแค่นี้ก็เหมือนชีวิตวัยเรียนธรรมดาทั่วไปแท้ ๆ

แต่ทำไมภาพความทรงจำในช่วงเวลานี้ถึงได้ดูซีดจางนักนะ

<จดหมายใหม่>

[ผู้ส่ง : Seohyeong Gu]

[หัวข้อ : สบายดีไหม?]

วันหนึ่ง

กิรยอในวัยเรียนมัธยมปลายเห็นว่ากูซอฮยองส่งข้อความมาที่อีเมลของเขา

แต่ท้ายที่สุด กิรยอก็ไม่ได้ตอบเมลฉบับนั้น ไม่สิ แม้แต่จะกดเปิดอ่านเขาก็ยังทำไม่ได้

‘ซอฮยอง...’

ขอโทษที แต่สำหรับเขาแล้ว กูซอฮยองไม่ใช่บุคคลที่น่าดีใจเท่าไหร่ที่ได้เจอ

‘ซอฮยองเองก็ยังอยู่ดีสินะ’

กิรยอมักจะเว้นระยะห่างที่แปลกประหลาดกับคนอื่นมาตั้งนานแล้ว

อาจเพราะเป็นคนเก็บตัว และการที่โดนล้อเรื่องไม่มีพ่อแม่มาตลอดสมัยประถม ทำให้ในใจลึก ๆ เขามักเก็บความรู้สึกด้อยค่าเอาไว้เสมอ

ครอบครัวของกูซอฮยองดูมั่นคงมากจากภายนอก แถมตัวซอฮยองเองก็ประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงเด็ก

แล้วคนอย่างซอฮยองจะมองคนอย่างเขาเป็นยังไงกัน?

บางทีอาจจะมองว่าน่าสมเพชจนน่าขบขันหรือเปล่า?

“.......”

จู่ ๆ กิรยอก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา หากคิดด้วยเหตุผล ซอฮยองคงไม่คิดแบบนั้นแน่ แต่เขากลับกลัวและอับอายไปเองจนไม่อยากยุ่งกับเธอ

ความรู้สึกนี้ก็คล้าย ๆ กันเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนที่คบกันตอนมัธยมปลาย

หลังจากที่รู้สึกว่าสภาพครอบครัวของตัวเองเป็นจุดอ่อน เขาก็ไม่กล้าเปิดใจให้ใครเพราะกลัวว่าจะโดนดูถูกเข้าสักวัน

“คิมกิรยอ! เลิกเรียนแล้วไปร้านเกมกันป่าว?”

“ไม่ได้ว่ะ~ วันนี้พ่อแม่บอกให้รีบกลับ”

จะให้ไประบายความอัดอั้นตันใจนี้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ไม่ได้อีก

คนที่มีบาดแผลเหมือนกันมาเลียแผลให้กัน มีแต่จะยิ่งทำให้แผลอักเสบเปล่า ๆ

และอาจเพราะเป็นที่ที่เด็กรวมตัวกันเยอะ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงมักมีการใช้ความรุนแรงระหว่างรุ่นเดียวกันอยู่บ่อยครั้ง

กิรยอผู้รักความสงบจึงเข้ากับใครไม่ได้ในพื้นที่ที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่

‘อึดอัดชะมัด’

เรียกได้ว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

คิมกิรยอรู้สึกถึงความอึดอัดที่อธิบายไม่ถูกตลอดชีวิตวัยเรียน

และมารู้ตัวเอาทีหลังว่าสิ่งนี้เรียกว่า ความเหงา

ทั้งที่คิดว่าการไม่มีครอบครัวไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแล้วแท้ ๆ

ความจริงมันก็แค่การสะกดจิตตัวเอง จิตใจไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลย มีแต่จะป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ

“เฮ้ย โคตรบ้า”

“ทำไมวะ?”

“เมื่อเช้าทะเลาะกับแม่อะดิ แม่บอกว่าปิดเทอมไม่ได้ไปโรงเรียนเลยจะไม่ให้ค่าขนม ปกติปะวะเนี่ย?”

“เชรด 1 วอนก็ไม่ให้เหรอ?”

“โอ๊ย~ อยากหนีออกจากบ้านฉิบหาย จริง ๆ นะเว้ย”

ในวันที่ฟ้าครึ้มวันหนึ่ง

คิมกิรยอฟังบทสนทนาของเพื่อนร่วมห้องข้าง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดสงสัยเรื่องพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองขึ้นมา

แต่มาตามหาเอาป่านนี้มันจะมีความหมายอะไร สุดท้ายก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป

---

และแล้ววันจบการศึกษาก็มาถึง

“3 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เราก้าวเข้ามาด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นใหม่ ตอนนี้พวกเรากำลังจะก้าวออกไปสู่สังคม...”

ประธานนักเรียนกำลังกล่าวคำอำลาอยู่บนเวที แต่นักเรียนคนหนึ่งกลับกำลังคิดในหัวว่า ซวยแล้ว

‘สังคม’

ความจริงแล้วผลการเรียนของเขา... ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีใครคอยจี้ไชยอยู่ข้าง ๆ หรือเพราะหัวไม่ดีเองกันแน่

แม้ความประพฤติจะเรียบร้อย แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของคิมกิรยอก็ค่อนข้างต่ำ เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องออกจากสถานสงเคราะห์ทันที ซึ่งทำให้เขาปวดหัวกับหลาย ๆ เรื่อง

‘ต่อไปจะใช้ชีวิตคนเดียวยังไงดีล่ะเนี่ย’

เงินมัดจำหอพักที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานพาร์ตไทม์ตลอดมาก็พอมีอยู่บ้าง เดี๋ยวค่อยไปหาห้องเช่าแถวโรงงานแล้วค่อยคิดต่อละกัน

หลังจบพิธี คิมกิรยอเดินทอดน่องออกมาจากหอประชุม

สนามโรงเรียนเต็มไปด้วยนักเรียนที่ถือช่อดอกไม้ถ่ายรูปกับครอบครัว แต่มาถึงขั้นนี้ ความอิจฉามันถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว เลยไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

“เฮ้อ...”

แต่ใครจะไปนึกว่างานจบการศึกษาของเขาจะจบลงด้วยภาพแบบนี้

“กิ... กิรยอ!”

กรอบแกรบ

คิมกิรยอที่เดินออกมาที่หน้าประตูโรงเรียนต้องหยุดชะงัก เมื่อจู่ ๆ ก็มีช่อดอกไม้สบู่ยื่นมาตรงหน้า

“จะ จบการศึกษาแล้วสินะ? ยินดีด้วยนะลูก”

“ใครครับ?”

“เอ่อ... จะใครซะอีก”

หญิงวัยกลางคนที่ยื่นช่อดอกไม้ให้พูดขึ้นว่า

“ฉันเป็นแม่ของแกไง จำได้ไหม?”

หา ว่าไงนะ?

---

เธอแนะนำตัวว่าชื่อ อีฮวายอง

และยังหยิบรูปถ่ายเก่า ๆ ออกมาสองสามใบยื่นให้คิมกิรยอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะดู บอกว่าเป็นรูปตอนเด็กของเขา

ภาพเด็กทารกตาแป๋วในอ้อมกอดของผู้หญิง

ผู้หญิงในรูปมองยังไงก็ถอดแบบมาจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเปี๊ยบ

“แม่ขอโทษนะที่มาช้า”

หญิงผู้ทาปากด้วยลิปสติกสีเบอร์กันดีเอ่ยขึ้นในที่สุด

เธอบอกว่าการที่ต้องฝากเขาไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ใช่ความต้องการของเธอ และที่ผ่านมาเป็นเพราะสถานการณ์ของเธอย่ำแย่เหลือเกินจนไม่กล้ามาสู้หน้าลูก

“โลกสมัยนี้มันวุ่นวายขนาดไหน แกก็รู้ คนตายไปตั้งเยอะ แม่กลัวแทบแย่ว่าแกจะเป็นอะไรไปในช่วงนั้น...”

และดูเหมือนว่าดันเจี้ยนช็อกจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้อีฮวายองมาตามหาลูกชาย

เธออธิบายว่าเพราะผ่านมหาภัยพิบัติระดับโลกมา ทำให้คิดได้ว่าถ้ามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง อาจจะไม่ได้เจอลูกอีกเลยตลอดชีวิต จึงรวบรวมความกล้ามาหา

“ถึงปัญหาจะยังแก้ไม่หมด แต่แม่ก็อยากเจอกิรยอมากจริง ๆ นะ”

อีฮวายองที่เพิ่งจะมาปรากฏตัวเอาตอนช่วงสุดท้ายของชีวิตวัยเรียน

เมื่อเพื่อน ๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ยินข่าวนี้ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“หวังเงินตั้งตัวหรือเปล่า?”

เงินทุนเพื่อการตั้งตัวที่เด็กซึ่งพ้นการคุ้มครองจะได้รับจำนวน 10 ล้านวอน

ถึงจะน่าเศร้า แต่ก็มีกรณีที่พ่อแม่ซึ่งทิ้งลูกไป ย้อนกลับมาตามหาลูกเพื่อจะฮุบเงินก้อนนี้อยู่บ้างเหมือนกัน

“คนที่ไม่เคยแม้แต่จะโผล่หน้ามา จู่ ๆ ก็กลับมาในวันที่ต้องออกจากสถานสงเคราะห์พอดีเนี่ยนะ ต่อให้บอกว่าวุ่นวายเพราะดันเจี้ยนช็อกก็เถอะ แต่นี่มัน...”

“นั่นดิ”

“พี่สาวที่ออกไปเมื่อปีก่อนก็โดนคล้าย ๆ แบบนี้แหละ”

พวกเขาเตือนว่าอย่าเพิ่งไว้ใจแม่แท้ ๆ ที่เพิ่งโผล่มาง่าย ๆ

ความเห็นนี้เจ้าตัวก็เห็นด้วย

ไม่เคยมาเยี่ยมเลยจนกระทั่งลูกโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ดันโผล่หน้ามาตอนที่มีเงินสนับสนุนออกมาพอดี เป็นใครก็ต้องระแวงทั้งนั้น

-กิรยอ มาอยู่กับแม่ไหม?

แต่ทำไมกันนะ

ท่ามกลางความหวาดระแวงนั้น คิมกิรยอกลับสลัดครอบครัวไม่หลุด

-ครับ?

-ถ้าไม่มีที่ไป... มาอยู่กับแม่สิ ที่จริงแม่หาบ้านไว้เผื่อเราจะได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ

ประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างระมัดระวังในร้านซุปกระดูกวัวที่เข้าไปด้วยกันในวันจบการศึกษา

หลังจากอีฮวายองอธิบายเหตุผลของเธอ เธอก็ถามว่าถ้าออกจากสถานสงเคราะห์แล้วมาอยู่ด้วยกันไหม

คิมกิรยอตอบตกลง

แม้จะมีคำเตือนมากมายจากคนรอบข้าง แต่สุดท้ายความเหงาที่สั่งสมอยู่ในใจก็ผลักดันให้เขาเลือกทางนั้น

คิมกิรยอโหยหาความรักจนตัดสินใจตามแม่ไป

‘ไม่เป็นไรหรอกมั้ง’

ถ้าแม่หวังเงินสนับสนุนจริงอย่างที่เพื่อน ๆ ว่า ถึงตอนนั้นเขาแค่ใจแข็งไม่ให้เงินก็จบไม่ใช่เหรอ?

แถมถ้าอยู่กับแม่ ก็ประหยัดค่าเช่าห้องไปได้เยอะ

ดังนั้น นี่ถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แม้กระทั่งในเรื่องเงิน...

หลังจากออกจากสถานสงเคราะห์

คิมกิรยอก็ย้ายเข้าไปอยู่ในห้องเช่าของแม่

แม่ลูกที่เพิ่งกลับมาเจอกันดูจะขัดเขินกันอยู่บ้าง แต่พอผ่านไปสักเดือน ความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป

ตลอดเวลานั้น อีฮวายองไม่เคยพูดเรื่องเงินเลยแม้แต่คำเดียว

“ลูก มากินข้าวเร็ว!”

ซุปสาหร่ายในถ้วยกระเบื้องสีขาวสะอาดตาสไตล์บ้าน ๆ ไม่ใช่ถาดหลุมสแตนเลส

กับข้าวธรรมดา ๆ แค่นี้ ทำไมถึงได้รู้สึกดีใจขนาดนั้นกันนะ

“ทานเยอะ ๆ นะลูก~”

คิมกิรยอยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะหยิบช้อนสแตนเลสขึ้นมา

มีช่วงหนึ่งที่เขาเคยคิดว่าความฝันได้กลายเป็นจริงแล้ว ครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าในห้องเล็ก ๆ ชีวิตแค่นี้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

145

20px

“แม่เหรอครับ?”

เดี๋ยวสิ แป๊บนะ แม่? คิมกิรยอมีแม่ด้วยเหรอ?

ใช่ แน่นอนว่าในทางชีววิทยาก็ต้องมีพ่อมีแม่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้หมายความในแง่นั้น

ถึงจะไม่รู้ละเอียดก็เถอะ แต่ไอ้พวก... ระบบสถานสงเคราะห์หรืออะไรเทือกนั้น สรุปคือกิรยอไม่มีครอบครัวไม่ใช่เหรอ?

ฉันชะงักไปชั่วครู่ด้วยความตื่นตระหนกกับคำพูดของอีกฝ่าย

ครอบครัว สำหรับจอมเวทที่ช่วงชิงร่างของผู้อื่นมาแล้ว นี่ถือเป็นตัวตนที่น่ารำคาญยิ่งกว่าสิ่งใด

“เอ่อ คือว่า พอจะมีหลักฐานยืนยันมั้ยครับว่าเป็นครอบครัวของผมจริง ๆ ...?”

ฉันลองถามหยั่งเชิงออกไปอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ผู้หญิงที่อยู่ปลายสายกลับหัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบกลับมา

เธอบอกว่าตัวเองชื่ออีฮวายอง ปีนี้อายุ 49 ปี แล้วยังบอกอีกว่าเดี๋ยวพอได้เจอกันเห็นหน้าค่าตาก็คงจำได้เองนั่นแหละ

‘อีฮวายอง?’

เฮือก

พอได้ยินชื่อนั้น สมองก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน

มันคือความมั่นใจ ร่างกายส่งสัญญาณบอกว่าชื่อและอายุนั่นตรงกับข้อมูลแม่แท้ ๆ ของคิมกิรยอเป๊ะ

‘ของจริงแฮะ’

ฉันรู้สึกได้ว่าความทรงจำกำลังถูกเล่นซ้ำ จึงกระชับโทรศัพท์ในมือให้แน่นขึ้น ในตอนนั้นเองอีฮวายองก็เสนอขึ้นมา

ถ้าไม่รังเกียจ พรุ่งนี้พอจะออกมาเจอกันสักหน่อยได้ไหม

แน่นอนว่าทางนี้ตอบตกลงอย่างยินดี

การเผชิญหน้ากับครอบครัวเจ้าของร่างอาจดูเป็นเรื่องเสี่ยงในมุมหนึ่ง แต่บอกตามตรง ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับข้อมูลของเจ้าของร่างมันมีมากกว่าเยอะ

“ครับ งั้นพรุ่งนี้เจอกันครับ”

-ลูกชายแม่ พอโตแล้วดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ พูดจาสุภาพเชียว?

“อะ นั่นมัน! ...ก็อยู่ข้างนอกนี่ครับ เลยต้องสุภาพหน่อย”

คงมีวิกฤตตามมาอีกเพียบแน่ แต่ถ้าจวนตัวจริง ๆ ก็แถว่าความจำเสื่อมไปละกัน

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็วางสายแล้วเงยหน้าขึ้น แต่ทว่าตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นที่ต่อมน้ำตาข้างขวา

“เอ๊ะ”

...อันยุนซึงหันขวับมามองทางนี้แล้วทำหน้าตื่นตระหนก

“ละ ลูกพี่ครับ?”

ไหลพราก

เพราะจู่ ๆ น้ำใส ๆ ก็เริ่มทะลักออกมาจากตาข้างหนึ่งของฉัน

น้ำที่ไหลออกจากต่อมน้ำตาอาบแก้มที่แห้งผากจนชุ่มโชกในพริบตา

ฉันเพิ่งรู้ตัวถึงความผิดปกติและพยายามจะหยุดมัน แต่ทว่า...

การควบคุมล้มเหลว น้ำตาไม่ยอมหยุดไหล

ของเหลวในร่างกายพรั่งพรูออกมาตามอำเภอใจราวกับเลือดที่ทะลักจากบาดแผลที่ถูกมีดทำครัวแทงลึก

ภาพของคนที่ทำหน้านิ่งไร้อารมณ์แต่น้ำตาไหลพราก ถ้ามองจากภายนอกคงเป็นบรรยากาศที่พิลึกพิลั่นน่าดู

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?!”

แปลกมาก

ฉันไม่ได้อยู่ในอารมณ์เศร้าสักหน่อย เมื่อกี้ยังคุยโทรศัพท์ได้ปกติแท้ ๆ ไหงจู่ ๆ ถึงมาร้องไห้ฟูมฟายได้ ผิดปกติแล้ว

งั้นต้นตอของปฏิกิริยาประหลาดนี่ก็ต้องเป็น...

‘ร่างกายนี่...?’

ความคิดยังไม่ทันแล่นไปจนสุดทาง ทันใดนั้นความทรงจำที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ถล่มลงมาระหว่างดวงตาที่ลืมขึ้นเพียงครึ่งเดียว

“...!”

เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับลูกบิดประตูห้องที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของถูกกระชากออกอย่างแรง

.

.

.

ความทรงจำนี่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริง ๆ

พวกเราบันทึกประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ด้วยเศษเสี้ยวโมเลกุลเคมีเพียงไม่กี่ตัวได้อย่างไรกันนะ

ความทรงจำที่แจ่มชัดเปรียบเสมือนภาพวาดที่สมบูรณ์

แม้จะหลับตาลง ภาพทิวทัศน์ที่ถูกแต่งแต้มสีสันก็ยังคงฉายชัด

วูบไหวอยู่ภายใต้เปลือกตาที่มืดมิด

---

ความทรงจำแรกของคิมกิรยอคือสนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง

“กริ๊ดดด!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า”

“โอ๊ย อะไรวะ! อย่าขี้โกงดิ!”

ความทรงจำที่ยืนมองดูเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันจับกลุ่มเล่นกันอยู่ที่บาร์โหนหลากสีสันจากระยะไกล

【สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าฮินบิท】

คิมกิรยอเป็นเด็กกำพร้า

เพราะตอนนั้นยังเด็กมาก เขาเลยไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่อย่างน้อยก็เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมา

-เฮ้ย! นี่แกพูดจบแล้วใช่ไหม?

-เออ จบแล้ว ไอ้เ-ี้ย! ตบดิ ตบเลย!

พ่อแม่ที่ทะเลาะตบตีกันไม่เว้นแต่ละวันเพิ่งหย่ากันเมื่อไม่นานมานี้ และท้ายที่สุด ทั้งสองคนก็ต่างละทิ้งสิทธิ์ในการเลี้ยงดูเขา

แต่ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่กลับน่าพอใจเกินคาด

เขาโชคดีที่ได้เข้ามาอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีมโนธรรมและดูแลดี

มีข้าวให้กินอิ่ม มีที่ให้นอนหลับ

แถมบางครั้งยังมีโปรแกรมกิจกรรมวัฒนธรรม พาไปดูหนังและเข้าค่ายอีกต่างหาก

ถ้าเทียบกันแล้ว อยู่ที่นี่ดูจะอุดมสมบูรณ์กว่าตอนอยู่กับพ่อแม่เสียอีก

เพราะคนพวกนั้นเอะอะก็บอกว่าเงินหมด แล้วก็แบ่งขนมปังราคา 1,000 วอนจากมาร์ทแถวบ้านให้ลูกกินประทังชีวิต

เอาเถอะ

ด้วยการสนับสนุนจากรัฐและสถานสงเคราะห์ เขาจึงได้เรียนต่อชั้นมัธยมปลายอย่างราบรื่น

ถ้าจะบอกว่าไม่มีมรสุมเลยตลอดการเติบโตนี้ก็คงโกหก แต่การที่เติบโตมาได้อย่างแข็งแรงจนถึงตรงนี้ ก็ถือว่าใช้ได้แล้วไม่ใช่เหรอ

คิมกิรยอสวมชุดนักเรียนเรียบร้อยยืนอยู่ในหอประชุมโรงเรียนมัธยมปลาย

-อะ อา ได้ยินไหมครับ? ต่อจากนี้จะขอเริ่มพิธีปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ประจำปีการศึกษา 20XX ครับ

ไม่นานเสียงประกาศแจ้งเคารพธงชาติก็ดังขึ้น

กลิ่นไม้เก่า ๆ ของหอประชุมที่สัมผัสได้ในตอนนั้นยังคงไม่เลือนหายไป

แต่การที่ยังจำเหตุการณ์หลังจากนั้นได้แม่นยำขนาดนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเหลือเกิน เพราะตอนที่เขาขึ้น ม.4 โลกที่เขาอาศัยอยู่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

---

ดันเจี้ยนช็อก

ใช่แล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยนี้คงจำกันได้ทุกคน

สัตว์ประหลาดออกมาเพ่นพ่าน ทะเลเพลิงที่เคยเห็นแค่ในหนังปรากฏขึ้นตรงหน้า

ใครจะไปคาดคิดว่าโซลจะมีสภาพแบบนี้ด้วยสาเหตุที่ไม่ใช่สงคราม

[ข่าวด่วนค่ะ ปฏิบัติการทวงคืนแนวชายแดนโซลตอนเหนือเมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ ด้วยผลงานของ ชเวจิน (22) ผู้ตื่นรู้คนใหม่...]

แต่โชคยังดีที่โลกสามารถฟื้นฟูระบบสังคมได้เร็วกว่าที่คิด ด้วยการกำเนิดของเหล่าผู้ตื่นรู้

เพราะในช่วงแรกของดันเจี้ยนช็อก จำนวนของเกตยังมีน้อยจนนับนิ้วได้

ปีต่อมา

สถาบันการศึกษาในเกาหลีเริ่มกลับมาทำหน้าที่ทีละน้อย จนในที่สุดก็สามารถเปิดการเรียนการสอนตามปกติได้

ในมุมของกิรยอ กว่าจะได้มาโรงเรียนจริง ๆ จัง ๆ ก็ปาเข้าไป ม.5 แล้ว

“เอาล่ะเด็ก ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกันในห้องเรียนสินะ? งั้นเรามาค่อย ๆ เริ่มเรียนกันเถอะ”

กินอาหารกลางวันโรงเรียน เตะบอลกับเพื่อน เลิกเรียนก็กลับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปทำการบ้าน

ดูแค่นี้ก็เหมือนชีวิตวัยเรียนธรรมดาทั่วไปแท้ ๆ

แต่ทำไมภาพความทรงจำในช่วงเวลานี้ถึงได้ดูซีดจางนักนะ

<จดหมายใหม่>

[ผู้ส่ง : Seohyeong Gu]

[หัวข้อ : สบายดีไหม?]

วันหนึ่ง

กิรยอในวัยเรียนมัธยมปลายเห็นว่ากูซอฮยองส่งข้อความมาที่อีเมลของเขา

แต่ท้ายที่สุด กิรยอก็ไม่ได้ตอบเมลฉบับนั้น ไม่สิ แม้แต่จะกดเปิดอ่านเขาก็ยังทำไม่ได้

‘ซอฮยอง...’

ขอโทษที แต่สำหรับเขาแล้ว กูซอฮยองไม่ใช่บุคคลที่น่าดีใจเท่าไหร่ที่ได้เจอ

‘ซอฮยองเองก็ยังอยู่ดีสินะ’

กิรยอมักจะเว้นระยะห่างที่แปลกประหลาดกับคนอื่นมาตั้งนานแล้ว

อาจเพราะเป็นคนเก็บตัว และการที่โดนล้อเรื่องไม่มีพ่อแม่มาตลอดสมัยประถม ทำให้ในใจลึก ๆ เขามักเก็บความรู้สึกด้อยค่าเอาไว้เสมอ

ครอบครัวของกูซอฮยองดูมั่นคงมากจากภายนอก แถมตัวซอฮยองเองก็ประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงเด็ก

แล้วคนอย่างซอฮยองจะมองคนอย่างเขาเป็นยังไงกัน?

บางทีอาจจะมองว่าน่าสมเพชจนน่าขบขันหรือเปล่า?

“.......”

จู่ ๆ กิรยอก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา หากคิดด้วยเหตุผล ซอฮยองคงไม่คิดแบบนั้นแน่ แต่เขากลับกลัวและอับอายไปเองจนไม่อยากยุ่งกับเธอ

ความรู้สึกนี้ก็คล้าย ๆ กันเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนที่คบกันตอนมัธยมปลาย

หลังจากที่รู้สึกว่าสภาพครอบครัวของตัวเองเป็นจุดอ่อน เขาก็ไม่กล้าเปิดใจให้ใครเพราะกลัวว่าจะโดนดูถูกเข้าสักวัน

“คิมกิรยอ! เลิกเรียนแล้วไปร้านเกมกันป่าว?”

“ไม่ได้ว่ะ~ วันนี้พ่อแม่บอกให้รีบกลับ”

จะให้ไประบายความอัดอั้นตันใจนี้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ไม่ได้อีก

คนที่มีบาดแผลเหมือนกันมาเลียแผลให้กัน มีแต่จะยิ่งทำให้แผลอักเสบเปล่า ๆ

และอาจเพราะเป็นที่ที่เด็กรวมตัวกันเยอะ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงมักมีการใช้ความรุนแรงระหว่างรุ่นเดียวกันอยู่บ่อยครั้ง

กิรยอผู้รักความสงบจึงเข้ากับใครไม่ได้ในพื้นที่ที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่

‘อึดอัดชะมัด’

เรียกได้ว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

คิมกิรยอรู้สึกถึงความอึดอัดที่อธิบายไม่ถูกตลอดชีวิตวัยเรียน

และมารู้ตัวเอาทีหลังว่าสิ่งนี้เรียกว่า ความเหงา

ทั้งที่คิดว่าการไม่มีครอบครัวไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแล้วแท้ ๆ

ความจริงมันก็แค่การสะกดจิตตัวเอง จิตใจไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลย มีแต่จะป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ

“เฮ้ย โคตรบ้า”

“ทำไมวะ?”

“เมื่อเช้าทะเลาะกับแม่อะดิ แม่บอกว่าปิดเทอมไม่ได้ไปโรงเรียนเลยจะไม่ให้ค่าขนม ปกติปะวะเนี่ย?”

“เชรด 1 วอนก็ไม่ให้เหรอ?”

“โอ๊ย~ อยากหนีออกจากบ้านฉิบหาย จริง ๆ นะเว้ย”

ในวันที่ฟ้าครึ้มวันหนึ่ง

คิมกิรยอฟังบทสนทนาของเพื่อนร่วมห้องข้าง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดสงสัยเรื่องพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองขึ้นมา

แต่มาตามหาเอาป่านนี้มันจะมีความหมายอะไร สุดท้ายก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป

---

และแล้ววันจบการศึกษาก็มาถึง

“3 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เราก้าวเข้ามาด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นใหม่ ตอนนี้พวกเรากำลังจะก้าวออกไปสู่สังคม...”

ประธานนักเรียนกำลังกล่าวคำอำลาอยู่บนเวที แต่นักเรียนคนหนึ่งกลับกำลังคิดในหัวว่า ซวยแล้ว

‘สังคม’

ความจริงแล้วผลการเรียนของเขา... ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีใครคอยจี้ไชยอยู่ข้าง ๆ หรือเพราะหัวไม่ดีเองกันแน่

แม้ความประพฤติจะเรียบร้อย แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของคิมกิรยอก็ค่อนข้างต่ำ เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องออกจากสถานสงเคราะห์ทันที ซึ่งทำให้เขาปวดหัวกับหลาย ๆ เรื่อง

‘ต่อไปจะใช้ชีวิตคนเดียวยังไงดีล่ะเนี่ย’

เงินมัดจำหอพักที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานพาร์ตไทม์ตลอดมาก็พอมีอยู่บ้าง เดี๋ยวค่อยไปหาห้องเช่าแถวโรงงานแล้วค่อยคิดต่อละกัน

หลังจบพิธี คิมกิรยอเดินทอดน่องออกมาจากหอประชุม

สนามโรงเรียนเต็มไปด้วยนักเรียนที่ถือช่อดอกไม้ถ่ายรูปกับครอบครัว แต่มาถึงขั้นนี้ ความอิจฉามันถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว เลยไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

“เฮ้อ...”

แต่ใครจะไปนึกว่างานจบการศึกษาของเขาจะจบลงด้วยภาพแบบนี้

“กิ... กิรยอ!”

กรอบแกรบ

คิมกิรยอที่เดินออกมาที่หน้าประตูโรงเรียนต้องหยุดชะงัก เมื่อจู่ ๆ ก็มีช่อดอกไม้สบู่ยื่นมาตรงหน้า

“จะ จบการศึกษาแล้วสินะ? ยินดีด้วยนะลูก”

“ใครครับ?”

“เอ่อ... จะใครซะอีก”

หญิงวัยกลางคนที่ยื่นช่อดอกไม้ให้พูดขึ้นว่า

“ฉันเป็นแม่ของแกไง จำได้ไหม?”

หา ว่าไงนะ?

---

เธอแนะนำตัวว่าชื่อ อีฮวายอง

และยังหยิบรูปถ่ายเก่า ๆ ออกมาสองสามใบยื่นให้คิมกิรยอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะดู บอกว่าเป็นรูปตอนเด็กของเขา

ภาพเด็กทารกตาแป๋วในอ้อมกอดของผู้หญิง

ผู้หญิงในรูปมองยังไงก็ถอดแบบมาจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเปี๊ยบ

“แม่ขอโทษนะที่มาช้า”

หญิงผู้ทาปากด้วยลิปสติกสีเบอร์กันดีเอ่ยขึ้นในที่สุด

เธอบอกว่าการที่ต้องฝากเขาไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ใช่ความต้องการของเธอ และที่ผ่านมาเป็นเพราะสถานการณ์ของเธอย่ำแย่เหลือเกินจนไม่กล้ามาสู้หน้าลูก

“โลกสมัยนี้มันวุ่นวายขนาดไหน แกก็รู้ คนตายไปตั้งเยอะ แม่กลัวแทบแย่ว่าแกจะเป็นอะไรไปในช่วงนั้น...”

และดูเหมือนว่าดันเจี้ยนช็อกจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้อีฮวายองมาตามหาลูกชาย

เธออธิบายว่าเพราะผ่านมหาภัยพิบัติระดับโลกมา ทำให้คิดได้ว่าถ้ามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง อาจจะไม่ได้เจอลูกอีกเลยตลอดชีวิต จึงรวบรวมความกล้ามาหา

“ถึงปัญหาจะยังแก้ไม่หมด แต่แม่ก็อยากเจอกิรยอมากจริง ๆ นะ”

อีฮวายองที่เพิ่งจะมาปรากฏตัวเอาตอนช่วงสุดท้ายของชีวิตวัยเรียน

เมื่อเพื่อน ๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ยินข่าวนี้ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“หวังเงินตั้งตัวหรือเปล่า?”

เงินทุนเพื่อการตั้งตัวที่เด็กซึ่งพ้นการคุ้มครองจะได้รับจำนวน 10 ล้านวอน

ถึงจะน่าเศร้า แต่ก็มีกรณีที่พ่อแม่ซึ่งทิ้งลูกไป ย้อนกลับมาตามหาลูกเพื่อจะฮุบเงินก้อนนี้อยู่บ้างเหมือนกัน

“คนที่ไม่เคยแม้แต่จะโผล่หน้ามา จู่ ๆ ก็กลับมาในวันที่ต้องออกจากสถานสงเคราะห์พอดีเนี่ยนะ ต่อให้บอกว่าวุ่นวายเพราะดันเจี้ยนช็อกก็เถอะ แต่นี่มัน...”

“นั่นดิ”

“พี่สาวที่ออกไปเมื่อปีก่อนก็โดนคล้าย ๆ แบบนี้แหละ”

พวกเขาเตือนว่าอย่าเพิ่งไว้ใจแม่แท้ ๆ ที่เพิ่งโผล่มาง่าย ๆ

ความเห็นนี้เจ้าตัวก็เห็นด้วย

ไม่เคยมาเยี่ยมเลยจนกระทั่งลูกโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ดันโผล่หน้ามาตอนที่มีเงินสนับสนุนออกมาพอดี เป็นใครก็ต้องระแวงทั้งนั้น

-กิรยอ มาอยู่กับแม่ไหม?

แต่ทำไมกันนะ

ท่ามกลางความหวาดระแวงนั้น คิมกิรยอกลับสลัดครอบครัวไม่หลุด

-ครับ?

-ถ้าไม่มีที่ไป... มาอยู่กับแม่สิ ที่จริงแม่หาบ้านไว้เผื่อเราจะได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ

ประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างระมัดระวังในร้านซุปกระดูกวัวที่เข้าไปด้วยกันในวันจบการศึกษา

หลังจากอีฮวายองอธิบายเหตุผลของเธอ เธอก็ถามว่าถ้าออกจากสถานสงเคราะห์แล้วมาอยู่ด้วยกันไหม

คิมกิรยอตอบตกลง

แม้จะมีคำเตือนมากมายจากคนรอบข้าง แต่สุดท้ายความเหงาที่สั่งสมอยู่ในใจก็ผลักดันให้เขาเลือกทางนั้น

คิมกิรยอโหยหาความรักจนตัดสินใจตามแม่ไป

‘ไม่เป็นไรหรอกมั้ง’

ถ้าแม่หวังเงินสนับสนุนจริงอย่างที่เพื่อน ๆ ว่า ถึงตอนนั้นเขาแค่ใจแข็งไม่ให้เงินก็จบไม่ใช่เหรอ?

แถมถ้าอยู่กับแม่ ก็ประหยัดค่าเช่าห้องไปได้เยอะ

ดังนั้น นี่ถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แม้กระทั่งในเรื่องเงิน...

หลังจากออกจากสถานสงเคราะห์

คิมกิรยอก็ย้ายเข้าไปอยู่ในห้องเช่าของแม่

แม่ลูกที่เพิ่งกลับมาเจอกันดูจะขัดเขินกันอยู่บ้าง แต่พอผ่านไปสักเดือน ความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป

ตลอดเวลานั้น อีฮวายองไม่เคยพูดเรื่องเงินเลยแม้แต่คำเดียว

“ลูก มากินข้าวเร็ว!”

ซุปสาหร่ายในถ้วยกระเบื้องสีขาวสะอาดตาสไตล์บ้าน ๆ ไม่ใช่ถาดหลุมสแตนเลส

กับข้าวธรรมดา ๆ แค่นี้ ทำไมถึงได้รู้สึกดีใจขนาดนั้นกันนะ

“ทานเยอะ ๆ นะลูก~”

คิมกิรยอยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะหยิบช้อนสแตนเลสขึ้นมา

มีช่วงหนึ่งที่เขาเคยคิดว่าความฝันได้กลายเป็นจริงแล้ว ครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าในห้องเล็ก ๆ ชีวิตแค่นี้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ