“แม่เหรอครับ?”
เดี๋ยวสิ แป๊บนะ แม่? คิมกิรยอมีแม่ด้วยเหรอ?
ใช่ แน่นอนว่าในทางชีววิทยาก็ต้องมีพ่อมีแม่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้หมายความในแง่นั้น
ถึงจะไม่รู้ละเอียดก็เถอะ แต่ไอ้พวก... ระบบสถานสงเคราะห์หรืออะไรเทือกนั้น สรุปคือกิรยอไม่มีครอบครัวไม่ใช่เหรอ?
ฉันชะงักไปชั่วครู่ด้วยความตื่นตระหนกกับคำพูดของอีกฝ่าย
ครอบครัว สำหรับจอมเวทที่ช่วงชิงร่างของผู้อื่นมาแล้ว นี่ถือเป็นตัวตนที่น่ารำคาญยิ่งกว่าสิ่งใด
“เอ่อ คือว่า พอจะมีหลักฐานยืนยันมั้ยครับว่าเป็นครอบครัวของผมจริง ๆ ...?”
ฉันลองถามหยั่งเชิงออกไปอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ผู้หญิงที่อยู่ปลายสายกลับหัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบกลับมา
เธอบอกว่าตัวเองชื่ออีฮวายอง ปีนี้อายุ 49 ปี แล้วยังบอกอีกว่าเดี๋ยวพอได้เจอกันเห็นหน้าค่าตาก็คงจำได้เองนั่นแหละ
‘อีฮวายอง?’
เฮือก
พอได้ยินชื่อนั้น สมองก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
มันคือความมั่นใจ ร่างกายส่งสัญญาณบอกว่าชื่อและอายุนั่นตรงกับข้อมูลแม่แท้ ๆ ของคิมกิรยอเป๊ะ
‘ของจริงแฮะ’
ฉันรู้สึกได้ว่าความทรงจำกำลังถูกเล่นซ้ำ จึงกระชับโทรศัพท์ในมือให้แน่นขึ้น ในตอนนั้นเองอีฮวายองก็เสนอขึ้นมา
ถ้าไม่รังเกียจ พรุ่งนี้พอจะออกมาเจอกันสักหน่อยได้ไหม
แน่นอนว่าทางนี้ตอบตกลงอย่างยินดี
การเผชิญหน้ากับครอบครัวเจ้าของร่างอาจดูเป็นเรื่องเสี่ยงในมุมหนึ่ง แต่บอกตามตรง ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับข้อมูลของเจ้าของร่างมันมีมากกว่าเยอะ
“ครับ งั้นพรุ่งนี้เจอกันครับ”
-ลูกชายแม่ พอโตแล้วดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ พูดจาสุภาพเชียว?
“อะ นั่นมัน! ...ก็อยู่ข้างนอกนี่ครับ เลยต้องสุภาพหน่อย”
คงมีวิกฤตตามมาอีกเพียบแน่ แต่ถ้าจวนตัวจริง ๆ ก็แถว่าความจำเสื่อมไปละกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็วางสายแล้วเงยหน้าขึ้น แต่ทว่าตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นที่ต่อมน้ำตาข้างขวา
“เอ๊ะ”
...อันยุนซึงหันขวับมามองทางนี้แล้วทำหน้าตื่นตระหนก
“ละ ลูกพี่ครับ?”
ไหลพราก
เพราะจู่ ๆ น้ำใส ๆ ก็เริ่มทะลักออกมาจากตาข้างหนึ่งของฉัน
น้ำที่ไหลออกจากต่อมน้ำตาอาบแก้มที่แห้งผากจนชุ่มโชกในพริบตา
ฉันเพิ่งรู้ตัวถึงความผิดปกติและพยายามจะหยุดมัน แต่ทว่า...
การควบคุมล้มเหลว น้ำตาไม่ยอมหยุดไหล
ของเหลวในร่างกายพรั่งพรูออกมาตามอำเภอใจราวกับเลือดที่ทะลักจากบาดแผลที่ถูกมีดทำครัวแทงลึก
ภาพของคนที่ทำหน้านิ่งไร้อารมณ์แต่น้ำตาไหลพราก ถ้ามองจากภายนอกคงเป็นบรรยากาศที่พิลึกพิลั่นน่าดู
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?!”
แปลกมาก
ฉันไม่ได้อยู่ในอารมณ์เศร้าสักหน่อย เมื่อกี้ยังคุยโทรศัพท์ได้ปกติแท้ ๆ ไหงจู่ ๆ ถึงมาร้องไห้ฟูมฟายได้ ผิดปกติแล้ว
งั้นต้นตอของปฏิกิริยาประหลาดนี่ก็ต้องเป็น...
‘ร่างกายนี่...?’
ความคิดยังไม่ทันแล่นไปจนสุดทาง ทันใดนั้นความทรงจำที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ถล่มลงมาระหว่างดวงตาที่ลืมขึ้นเพียงครึ่งเดียว
“...!”
เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับลูกบิดประตูห้องที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของถูกกระชากออกอย่างแรง
.
.
.
ความทรงจำนี่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริง ๆ
พวกเราบันทึกประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ด้วยเศษเสี้ยวโมเลกุลเคมีเพียงไม่กี่ตัวได้อย่างไรกันนะ
ความทรงจำที่แจ่มชัดเปรียบเสมือนภาพวาดที่สมบูรณ์
แม้จะหลับตาลง ภาพทิวทัศน์ที่ถูกแต่งแต้มสีสันก็ยังคงฉายชัด
วูบไหวอยู่ภายใต้เปลือกตาที่มืดมิด
---
ความทรงจำแรกของคิมกิรยอคือสนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง
“กริ๊ดดด!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
“โอ๊ย อะไรวะ! อย่าขี้โกงดิ!”
ความทรงจำที่ยืนมองดูเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันจับกลุ่มเล่นกันอยู่ที่บาร์โหนหลากสีสันจากระยะไกล
【สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าฮินบิท】
คิมกิรยอเป็นเด็กกำพร้า
เพราะตอนนั้นยังเด็กมาก เขาเลยไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่อย่างน้อยก็เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมา
-เฮ้ย! นี่แกพูดจบแล้วใช่ไหม?
-เออ จบแล้ว ไอ้เ-ี้ย! ตบดิ ตบเลย!
พ่อแม่ที่ทะเลาะตบตีกันไม่เว้นแต่ละวันเพิ่งหย่ากันเมื่อไม่นานมานี้ และท้ายที่สุด ทั้งสองคนก็ต่างละทิ้งสิทธิ์ในการเลี้ยงดูเขา
แต่ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่กลับน่าพอใจเกินคาด
เขาโชคดีที่ได้เข้ามาอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีมโนธรรมและดูแลดี
มีข้าวให้กินอิ่ม มีที่ให้นอนหลับ
แถมบางครั้งยังมีโปรแกรมกิจกรรมวัฒนธรรม พาไปดูหนังและเข้าค่ายอีกต่างหาก
ถ้าเทียบกันแล้ว อยู่ที่นี่ดูจะอุดมสมบูรณ์กว่าตอนอยู่กับพ่อแม่เสียอีก
เพราะคนพวกนั้นเอะอะก็บอกว่าเงินหมด แล้วก็แบ่งขนมปังราคา 1,000 วอนจากมาร์ทแถวบ้านให้ลูกกินประทังชีวิต
เอาเถอะ
ด้วยการสนับสนุนจากรัฐและสถานสงเคราะห์ เขาจึงได้เรียนต่อชั้นมัธยมปลายอย่างราบรื่น
ถ้าจะบอกว่าไม่มีมรสุมเลยตลอดการเติบโตนี้ก็คงโกหก แต่การที่เติบโตมาได้อย่างแข็งแรงจนถึงตรงนี้ ก็ถือว่าใช้ได้แล้วไม่ใช่เหรอ
คิมกิรยอสวมชุดนักเรียนเรียบร้อยยืนอยู่ในหอประชุมโรงเรียนมัธยมปลาย
-อะ อา ได้ยินไหมครับ? ต่อจากนี้จะขอเริ่มพิธีปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ประจำปีการศึกษา 20XX ครับ
ไม่นานเสียงประกาศแจ้งเคารพธงชาติก็ดังขึ้น
กลิ่นไม้เก่า ๆ ของหอประชุมที่สัมผัสได้ในตอนนั้นยังคงไม่เลือนหายไป
แต่การที่ยังจำเหตุการณ์หลังจากนั้นได้แม่นยำขนาดนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเหลือเกิน เพราะตอนที่เขาขึ้น ม.4 โลกที่เขาอาศัยอยู่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
---
ดันเจี้ยนช็อก
ใช่แล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยนี้คงจำกันได้ทุกคน
สัตว์ประหลาดออกมาเพ่นพ่าน ทะเลเพลิงที่เคยเห็นแค่ในหนังปรากฏขึ้นตรงหน้า
ใครจะไปคาดคิดว่าโซลจะมีสภาพแบบนี้ด้วยสาเหตุที่ไม่ใช่สงคราม
[ข่าวด่วนค่ะ ปฏิบัติการทวงคืนแนวชายแดนโซลตอนเหนือเมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ ด้วยผลงานของ ชเวจิน (22) ผู้ตื่นรู้คนใหม่...]
แต่โชคยังดีที่โลกสามารถฟื้นฟูระบบสังคมได้เร็วกว่าที่คิด ด้วยการกำเนิดของเหล่าผู้ตื่นรู้
เพราะในช่วงแรกของดันเจี้ยนช็อก จำนวนของเกตยังมีน้อยจนนับนิ้วได้
ปีต่อมา
สถาบันการศึกษาในเกาหลีเริ่มกลับมาทำหน้าที่ทีละน้อย จนในที่สุดก็สามารถเปิดการเรียนการสอนตามปกติได้
ในมุมของกิรยอ กว่าจะได้มาโรงเรียนจริง ๆ จัง ๆ ก็ปาเข้าไป ม.5 แล้ว
“เอาล่ะเด็ก ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกันในห้องเรียนสินะ? งั้นเรามาค่อย ๆ เริ่มเรียนกันเถอะ”
กินอาหารกลางวันโรงเรียน เตะบอลกับเพื่อน เลิกเรียนก็กลับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปทำการบ้าน
ดูแค่นี้ก็เหมือนชีวิตวัยเรียนธรรมดาทั่วไปแท้ ๆ
แต่ทำไมภาพความทรงจำในช่วงเวลานี้ถึงได้ดูซีดจางนักนะ
<จดหมายใหม่>
[ผู้ส่ง : Seohyeong Gu]
[หัวข้อ : สบายดีไหม?]
วันหนึ่ง
กิรยอในวัยเรียนมัธยมปลายเห็นว่ากูซอฮยองส่งข้อความมาที่อีเมลของเขา
แต่ท้ายที่สุด กิรยอก็ไม่ได้ตอบเมลฉบับนั้น ไม่สิ แม้แต่จะกดเปิดอ่านเขาก็ยังทำไม่ได้
‘ซอฮยอง...’
ขอโทษที แต่สำหรับเขาแล้ว กูซอฮยองไม่ใช่บุคคลที่น่าดีใจเท่าไหร่ที่ได้เจอ
‘ซอฮยองเองก็ยังอยู่ดีสินะ’
กิรยอมักจะเว้นระยะห่างที่แปลกประหลาดกับคนอื่นมาตั้งนานแล้ว
อาจเพราะเป็นคนเก็บตัว และการที่โดนล้อเรื่องไม่มีพ่อแม่มาตลอดสมัยประถม ทำให้ในใจลึก ๆ เขามักเก็บความรู้สึกด้อยค่าเอาไว้เสมอ
ครอบครัวของกูซอฮยองดูมั่นคงมากจากภายนอก แถมตัวซอฮยองเองก็ประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงเด็ก
แล้วคนอย่างซอฮยองจะมองคนอย่างเขาเป็นยังไงกัน?
บางทีอาจจะมองว่าน่าสมเพชจนน่าขบขันหรือเปล่า?
“.......”
จู่ ๆ กิรยอก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา หากคิดด้วยเหตุผล ซอฮยองคงไม่คิดแบบนั้นแน่ แต่เขากลับกลัวและอับอายไปเองจนไม่อยากยุ่งกับเธอ
ความรู้สึกนี้ก็คล้าย ๆ กันเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนที่คบกันตอนมัธยมปลาย
หลังจากที่รู้สึกว่าสภาพครอบครัวของตัวเองเป็นจุดอ่อน เขาก็ไม่กล้าเปิดใจให้ใครเพราะกลัวว่าจะโดนดูถูกเข้าสักวัน
“คิมกิรยอ! เลิกเรียนแล้วไปร้านเกมกันป่าว?”
“ไม่ได้ว่ะ~ วันนี้พ่อแม่บอกให้รีบกลับ”
จะให้ไประบายความอัดอั้นตันใจนี้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ไม่ได้อีก
คนที่มีบาดแผลเหมือนกันมาเลียแผลให้กัน มีแต่จะยิ่งทำให้แผลอักเสบเปล่า ๆ
และอาจเพราะเป็นที่ที่เด็กรวมตัวกันเยอะ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงมักมีการใช้ความรุนแรงระหว่างรุ่นเดียวกันอยู่บ่อยครั้ง
กิรยอผู้รักความสงบจึงเข้ากับใครไม่ได้ในพื้นที่ที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่
‘อึดอัดชะมัด’
เรียกได้ว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
คิมกิรยอรู้สึกถึงความอึดอัดที่อธิบายไม่ถูกตลอดชีวิตวัยเรียน
และมารู้ตัวเอาทีหลังว่าสิ่งนี้เรียกว่า ความเหงา
ทั้งที่คิดว่าการไม่มีครอบครัวไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแล้วแท้ ๆ
ความจริงมันก็แค่การสะกดจิตตัวเอง จิตใจไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลย มีแต่จะป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ
“เฮ้ย โคตรบ้า”
“ทำไมวะ?”
“เมื่อเช้าทะเลาะกับแม่อะดิ แม่บอกว่าปิดเทอมไม่ได้ไปโรงเรียนเลยจะไม่ให้ค่าขนม ปกติปะวะเนี่ย?”
“เชรด 1 วอนก็ไม่ให้เหรอ?”
“โอ๊ย~ อยากหนีออกจากบ้านฉิบหาย จริง ๆ นะเว้ย”
ในวันที่ฟ้าครึ้มวันหนึ่ง
คิมกิรยอฟังบทสนทนาของเพื่อนร่วมห้องข้าง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดสงสัยเรื่องพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองขึ้นมา
แต่มาตามหาเอาป่านนี้มันจะมีความหมายอะไร สุดท้ายก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป
---
และแล้ววันจบการศึกษาก็มาถึง
“3 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เราก้าวเข้ามาด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นใหม่ ตอนนี้พวกเรากำลังจะก้าวออกไปสู่สังคม...”
ประธานนักเรียนกำลังกล่าวคำอำลาอยู่บนเวที แต่นักเรียนคนหนึ่งกลับกำลังคิดในหัวว่า ซวยแล้ว
‘สังคม’
ความจริงแล้วผลการเรียนของเขา... ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีใครคอยจี้ไชยอยู่ข้าง ๆ หรือเพราะหัวไม่ดีเองกันแน่
แม้ความประพฤติจะเรียบร้อย แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของคิมกิรยอก็ค่อนข้างต่ำ เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องออกจากสถานสงเคราะห์ทันที ซึ่งทำให้เขาปวดหัวกับหลาย ๆ เรื่อง
‘ต่อไปจะใช้ชีวิตคนเดียวยังไงดีล่ะเนี่ย’
เงินมัดจำหอพักที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานพาร์ตไทม์ตลอดมาก็พอมีอยู่บ้าง เดี๋ยวค่อยไปหาห้องเช่าแถวโรงงานแล้วค่อยคิดต่อละกัน
หลังจบพิธี คิมกิรยอเดินทอดน่องออกมาจากหอประชุม
สนามโรงเรียนเต็มไปด้วยนักเรียนที่ถือช่อดอกไม้ถ่ายรูปกับครอบครัว แต่มาถึงขั้นนี้ ความอิจฉามันถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว เลยไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
“เฮ้อ...”
แต่ใครจะไปนึกว่างานจบการศึกษาของเขาจะจบลงด้วยภาพแบบนี้
“กิ... กิรยอ!”
กรอบแกรบ
คิมกิรยอที่เดินออกมาที่หน้าประตูโรงเรียนต้องหยุดชะงัก เมื่อจู่ ๆ ก็มีช่อดอกไม้สบู่ยื่นมาตรงหน้า
“จะ จบการศึกษาแล้วสินะ? ยินดีด้วยนะลูก”
“ใครครับ?”
“เอ่อ... จะใครซะอีก”
หญิงวัยกลางคนที่ยื่นช่อดอกไม้ให้พูดขึ้นว่า
“ฉันเป็นแม่ของแกไง จำได้ไหม?”
หา ว่าไงนะ?
---
เธอแนะนำตัวว่าชื่อ อีฮวายอง
และยังหยิบรูปถ่ายเก่า ๆ ออกมาสองสามใบยื่นให้คิมกิรยอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะดู บอกว่าเป็นรูปตอนเด็กของเขา
ภาพเด็กทารกตาแป๋วในอ้อมกอดของผู้หญิง
ผู้หญิงในรูปมองยังไงก็ถอดแบบมาจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเปี๊ยบ
“แม่ขอโทษนะที่มาช้า”
หญิงผู้ทาปากด้วยลิปสติกสีเบอร์กันดีเอ่ยขึ้นในที่สุด
เธอบอกว่าการที่ต้องฝากเขาไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ใช่ความต้องการของเธอ และที่ผ่านมาเป็นเพราะสถานการณ์ของเธอย่ำแย่เหลือเกินจนไม่กล้ามาสู้หน้าลูก
“โลกสมัยนี้มันวุ่นวายขนาดไหน แกก็รู้ คนตายไปตั้งเยอะ แม่กลัวแทบแย่ว่าแกจะเป็นอะไรไปในช่วงนั้น...”
และดูเหมือนว่าดันเจี้ยนช็อกจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้อีฮวายองมาตามหาลูกชาย
เธออธิบายว่าเพราะผ่านมหาภัยพิบัติระดับโลกมา ทำให้คิดได้ว่าถ้ามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง อาจจะไม่ได้เจอลูกอีกเลยตลอดชีวิต จึงรวบรวมความกล้ามาหา
“ถึงปัญหาจะยังแก้ไม่หมด แต่แม่ก็อยากเจอกิรยอมากจริง ๆ นะ”
อีฮวายองที่เพิ่งจะมาปรากฏตัวเอาตอนช่วงสุดท้ายของชีวิตวัยเรียน
เมื่อเพื่อน ๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ยินข่าวนี้ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“หวังเงินตั้งตัวหรือเปล่า?”
เงินทุนเพื่อการตั้งตัวที่เด็กซึ่งพ้นการคุ้มครองจะได้รับจำนวน 10 ล้านวอน
ถึงจะน่าเศร้า แต่ก็มีกรณีที่พ่อแม่ซึ่งทิ้งลูกไป ย้อนกลับมาตามหาลูกเพื่อจะฮุบเงินก้อนนี้อยู่บ้างเหมือนกัน
“คนที่ไม่เคยแม้แต่จะโผล่หน้ามา จู่ ๆ ก็กลับมาในวันที่ต้องออกจากสถานสงเคราะห์พอดีเนี่ยนะ ต่อให้บอกว่าวุ่นวายเพราะดันเจี้ยนช็อกก็เถอะ แต่นี่มัน...”
“นั่นดิ”
“พี่สาวที่ออกไปเมื่อปีก่อนก็โดนคล้าย ๆ แบบนี้แหละ”
พวกเขาเตือนว่าอย่าเพิ่งไว้ใจแม่แท้ ๆ ที่เพิ่งโผล่มาง่าย ๆ
ความเห็นนี้เจ้าตัวก็เห็นด้วย
ไม่เคยมาเยี่ยมเลยจนกระทั่งลูกโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ดันโผล่หน้ามาตอนที่มีเงินสนับสนุนออกมาพอดี เป็นใครก็ต้องระแวงทั้งนั้น
-กิรยอ มาอยู่กับแม่ไหม?
แต่ทำไมกันนะ
ท่ามกลางความหวาดระแวงนั้น คิมกิรยอกลับสลัดครอบครัวไม่หลุด
-ครับ?
-ถ้าไม่มีที่ไป... มาอยู่กับแม่สิ ที่จริงแม่หาบ้านไว้เผื่อเราจะได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ
ประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างระมัดระวังในร้านซุปกระดูกวัวที่เข้าไปด้วยกันในวันจบการศึกษา
หลังจากอีฮวายองอธิบายเหตุผลของเธอ เธอก็ถามว่าถ้าออกจากสถานสงเคราะห์แล้วมาอยู่ด้วยกันไหม
คิมกิรยอตอบตกลง
แม้จะมีคำเตือนมากมายจากคนรอบข้าง แต่สุดท้ายความเหงาที่สั่งสมอยู่ในใจก็ผลักดันให้เขาเลือกทางนั้น
คิมกิรยอโหยหาความรักจนตัดสินใจตามแม่ไป
‘ไม่เป็นไรหรอกมั้ง’
ถ้าแม่หวังเงินสนับสนุนจริงอย่างที่เพื่อน ๆ ว่า ถึงตอนนั้นเขาแค่ใจแข็งไม่ให้เงินก็จบไม่ใช่เหรอ?
แถมถ้าอยู่กับแม่ ก็ประหยัดค่าเช่าห้องไปได้เยอะ
ดังนั้น นี่ถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แม้กระทั่งในเรื่องเงิน...
หลังจากออกจากสถานสงเคราะห์
คิมกิรยอก็ย้ายเข้าไปอยู่ในห้องเช่าของแม่
แม่ลูกที่เพิ่งกลับมาเจอกันดูจะขัดเขินกันอยู่บ้าง แต่พอผ่านไปสักเดือน ความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป
ตลอดเวลานั้น อีฮวายองไม่เคยพูดเรื่องเงินเลยแม้แต่คำเดียว
“ลูก มากินข้าวเร็ว!”
ซุปสาหร่ายในถ้วยกระเบื้องสีขาวสะอาดตาสไตล์บ้าน ๆ ไม่ใช่ถาดหลุมสแตนเลส
กับข้าวธรรมดา ๆ แค่นี้ ทำไมถึงได้รู้สึกดีใจขนาดนั้นกันนะ
“ทานเยอะ ๆ นะลูก~”
คิมกิรยอยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะหยิบช้อนสแตนเลสขึ้นมา
มีช่วงหนึ่งที่เขาเคยคิดว่าความฝันได้กลายเป็นจริงแล้ว ครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าในห้องเล็ก ๆ ชีวิตแค่นี้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ