เผลอแป๊บเดียวก็อายุ 20 ปีแล้ว
สำหรับ คิมกิรยอ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่มีความหมายที่สุดในชีวิต
เพราะเขาได้พบกับแม่ และเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมวัยทำงานอย่างเต็มตัวในปีเดียวกัน
วี๊นนนนนน
ครืดดดดด
คิมกิรยอเคยทำงานในโรงงานผลิตอ่างอาบน้ำอยู่พักหนึ่ง
อันที่จริงอายุงานของเขาที่นั่นก็ไม่ได้ยาวนานนัก เพราะถึงแม้จะมีกินมีใช้ไปวันๆ แต่เขาก็ตระหนักได้ว่าหากมัวแต่ทำงานง่ายๆ ซ้ำซากจำเจแบบนี้ ต่อไปคงมองไม่เห็นอนาคตแน่
‘ก็ทำได้เพลินๆ ดีอยู่หรอก แต่ถ้าให้ทำไปตลอดคงไม่ไหว’
ดังนั้นกิรยอจึงเริ่มคิดหนักว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรดี จนในที่สุดก็ตั้งเป้าหมายได้เสียที
ข้าราชการราชทัณฑ์
เขาได้ยินมาว่าในบรรดางานที่รับประกันการจ้างงานจนถึงวัยเกษียณ งานนี้มีการสอบแข่งขันที่ยากน้อยที่สุด
‘เดิมทีก็เคยคิดเรื่องลูกจ้างกองทัพเหมือนกัน แต่เด็กกำพร้าอย่างเราได้รับการยกเว้นเกณฑ์ทหาร จะให้ไปใช้ชีวิตในค่ายทหารตอนนี้ก็คงลำบาก……’
อนึ่ง การที่เขาย้ายงานไปทำที่บริษัทรับส่งพัสดุก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เช่นกัน
ที่ทำงานเก่ามีการทำล่วงเวลาบ่อยจนไม่มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบ ในขณะที่งานใหม่ดูจะสามารถจัดสรรเวลาและจังหวะชีวิตได้ดีกว่า
แถมประจวบเหมาะกับที่รุ่นพี่ที่รู้จักในโรงงานเสนอขายมอเตอร์ไซค์มือสองที่เคยใช้ให้ในราคาถูกพอดี
กิรยอจึงถือว่าฟาดเคราะห์และเริ่มต้นงานใหม่ การเรียนรู้ที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ได้ยากอย่างที่เขาเคยได้ยินมา
“เฮ้ย ไอ้เวรนี่! ที่ฉันสั่งไปมัน ขาหมูรสเผ็ด แต่ที่ส่งมานี่มันเย็นชืดจนกลายเป็น ขาหมูแช่แข็ง แล้วไม่ใช่เรอะ!”
แน่นอนว่าด้วยความที่เขาเป็นคนเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ในเดือนแรกเขาเลยโดนด่ากราดชนิดที่ว่าเอามารวมกันคงฟังได้ทั้งชาติ……
แต่พอเริ่มขับจนชินมือ ทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
ดูเหมือนเขาจะมีพรสวรรค์ในการขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่าที่คิด
---
ทว่าในวันธรรมดาอันแสนสงบสุข
“กิรยออ่า…… แม่ขอโทษนะ ลูกพอจะมีเงินเก็บในบัญชีบ้างไหม?”
จู่ๆ อีฮวายอง ก็เอ่ยถามขึ้นมาอ้อมๆ ว่าพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างหรือเปล่า
“เงินเหรอครับ?”
“พอดีแม่ปวดหลังเลยไม่ได้ไปทำงานมาหลายวันแล้ว เดือนนี้ก็เลยไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟเลย…….”
ทั้งที่ตอนออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาเคยตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะปฏิเสธทุกคำขอที่เกี่ยวกับเรื่องเงินทอง
หรือกาลเวลาจะทำให้ความตั้งใจนั้นเลือนรางไปแล้วนะ?
กิรยอมอบเงิน 250,000 วอน ให้อีฮวายองด้วยความเต็มใจ
เขาคิดว่าปกติเขาก็ช่วยออกค่าเช่าห้องครึ่งหนึ่งอยู่อย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว จะช่วยเพิ่มอีกสักเดือนคงไม่ทำให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนักหรอก
……แต่ผิดคาด ความต้องการของฮวายองกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“กิรยอ แม่ไม่มีเงินไปจ่ายตลาดเลย ขอยืมสักไม่กี่หมื่นวอนได้ไหมลูก?”
เริ่มจากเงินสด 50,000 วอน โดยอ้างว่าจะไปซื้อของกินที่ซูเปอร์มาร์เก็ต
“ลูกแม่…… ขอโทษจริงๆ นะ แต่แม่ปวดตัวไปหมด เดือนนี้คงออกไปทำงานไม่ไหวจริงๆ”
และเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วัน เธอก็อ้างปัญหาสุขภาพว่าไม่สามารถหางานทำได้ จนกลายเป็นว่าเขาต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด
“แม่ขอโทษจริงๆ นะ”
“ไม่เป็นไรครับ แค่ช่วงสั้นๆ เอง”
“จ้ะ ถ้าหายปวดหลังเมื่อไหร่ แม่จะรีบไปทำงานหาเงินมาคืนให้นะ”
อาจเป็นเพราะคำสัญญาของเธอว่าจะชดใช้คืนในภายหลังกระมัง?
กิรยอจึงให้แม่อีฮวายองยืมเงินอีกครั้ง เงินเก็บของเขาพร่องลงอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น แต่ก็ยังพอประคับประคองตัวไปได้
ชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนมัธยัสถ์ ไม่เคยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
เงินที่ได้จากโรงงานและงานส่งของ เขาเก็บหอมรอมริบไว้ทั้งหมดจนยังมีเงินทุนสำรองเหลืออยู่
ใช่แล้ว ด้วยวัยเพียง 22 ปี แต่มีเงินเก็บถึง 30 ล้านวอน แค่นี้ถือว่า……
---
แม่แท้ๆ ของเขาพักงานด้วยข้ออ้างเรื่องปวดหลังมาได้ราว 2 เดือนแล้ว
29 ล้านวอน
28 ล้านวอน
และเมื่อยอดเงินในบัญชีลดลงเหลือประมาณ 27 ล้านวอน
จู่ๆ แม่ก็เปิดประเด็นขึ้นมาระหว่างมื้อเย็น
“กิรยอ จริงๆ แล้วแม่มีเรื่องจะบอกลูก…….”
อีฮวายองสารภาพว่าเธอมีหนี้ก้อนโต
“ตอนที่แม่ใช้ชีวิตคนเดียวโดยไม่มีลูก ฐานะทางบ้านมันลำบากมาก แม่ก็เลยต้องไปกู้เงินมานิดหน่อย ต..แต่ว่า ถึงจะใช้คืนเท่าไหร่ต้นมันก็ไม่ลดลงเลย”
“กู้เงิน?”
“ช่วงนี้มีจดหมายทวงหนี้ส่งมาไม่หยุดเลย แม่จะบ้าตายอยู่แล้ว…….”
เอกสารที่แม่ยื่นให้ดูหลังจากพูดจบ มีร่องรอยการกู้ยืมจากสถาบันการเงินอย่างชัดเจน
รวมเงินต้นและดอกเบี้ยแล้วเป็นเงินประมาณ 27 ล้านวอน
ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ในบัญชีของกิรยอมีเงินจำนวนนั้นพอดีสำหรับการชำระหนี้
“ตอนนี้ขอขยายเวลาชำระหนี้ก็ไม่ได้แล้ว ถ้าไม่จ่ายก้อนเดียวปิดบัญชี เงินมัดจำห้องที่เราอยู่ก็จะโดนยึดไปด้วย……. จะทำยังไงดีล่ะลูก?”
หมับ เธอคว้ามือคิมกิรยอมากุมไว้และเริ่มอ้อนวอน
ในฐานะลูกชาย ช่วยแม่หน่อยได้ไหม แน่นอนว่าเงินของลูกแม่จะหามาคืนให้ทั้งหมด
หลังแม่หายดีแล้ว เดือนหน้าแม่จะกลับไปทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงนะ
“พอจะช่วยแม่ได้ไหม?”
โดยปกติคงไม่มีใครยอมทำตามคำขอเงินก้อนโตขนาดนี้ง่ายๆ แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น
“อืม…….”
เพราะนี่คือคำว่าครอบครัวที่ใครบางคนโหยหามาตลอด
“แม่จะคืน…… จริงๆ ใช่ไหมครับ?”
“โอ๊ย แน่นอนสิ! ไม่ต้องห่วง แม่จะโกงเงินลูกตัวเองได้ยังไง”
ในที่สุด คิมกิรยอก็นำทรัพย์สินทั้งหมดที่มีไปใช้หนี้แทนอีฮวายอง
แต่ไม่เป็นไร แม่สัญญาแล้วว่าจะคืนเงินให้
เงินทุนสำหรับเรียนต่อ เดี๋ยวค่อยเก็บใหม่ก็ได้ แถมระหว่างที่เขาอ่านหนังสือ แม่ก็ยังช่วยทำงานบ้านให้ตั้งเยอะแยะไม่ใช่หรือ
ต่อไปเรายังต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน เรื่องแค่นี้ระหว่างแม่ลูกมัน……
---
ใช่ มันไม่มีทางไม่เป็นไรหรอก
“เหอะ”
หลังจากให้ยืมเงินอีฮวายองไปได้สักสองวันหรือเปล่านะ?
กิรยอที่เพิ่งกลับจากงานส่งของก็ระเบิดหัวเราะแห้งๆ ออกมาภายใน 3 นาทีที่ถึงบ้าน
เพราะทันทีที่เปิดประตู สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือห้องนั่งเล่นที่รกรุงรังไปหมด
และด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่าง เมื่อลองสำรวจดูทั่วบ้าน สิ่งของที่หายไปมีเพียงเสื้อผ้าบางส่วน กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าเดินทางที่ควรจะตั้งอยู่ตรงระเบียง
“โทรไปก็ไม่รับ”
สรุปสั้นๆ คือฮวายองหนีไปแล้ว
“บล็อกเบอร์สินะ”
แถมยังหนีไปหลังจากได้เงินกู้ไปเพียงแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น
กิรยอยกมือขึ้นนวดสันจมูกแรงๆ ให้ตายเถอะ เรื่องแบบนี้จินตนาการไม่ถึงเลยจริงๆ ไม่นึกว่าจะถึงขั้นเก็บข้าวของหนีไปดื้อๆ แบบนี้
“แล้วเงินมัดจำห้องล่ะจะทำยังไง……. อีกเดี๋ยวคงจะย้ายออกสินะ?”
ถ้าอธิบายสถานการณ์ให้เจ้าของบ้านฟัง อาจจะพอติดต่อขอคุยกับแม่ได้บ้าง
แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว การได้พูดคุยไม่กี่คำมันจะมีประโยชน์อะไรนักหนา?
ท่ามกลางห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่า กิรยอยืนนิ่งอยู่กลางห้องก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ
“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ รู้งี้ไม่น่าถามเลยว่าจะคืนเงินไหม”
น่าขำที่พอสถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ ความคิดนี้กลับผุดขึ้นมาเป็นอย่างแรก
ใช่
ความจริงเขาก็พอจะเดาออกอยู่บ้างแล้วว่าจะไม่ได้เงินคืน
แต่ทั้งที่รู้อย่างนั้น เขาก็ยังมอบเงินให้แม่ไป แถมยังไม่มีสัญญากู้ยืมเงินสักใบ
เพราะไม่อยากเสียแม่ที่อุตส่าห์ได้พบกันอีกครั้งไป ต่อให้ไม่มีเงินทอง แต่เขาปรารถนาชีวิตที่ได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวมากกว่า
“อา…….”
แต่กลายเป็นว่าเงินก้อนนั้นกลับเป็นชนวนให้ครอบครัวพังทลายลง ช่างเป็นตอนจบที่ว่างเปล่าเหลือเกิน
เขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง กว่าจะรู้ตัวอีกที แสงอาทิตย์ยามอัสดงก็สาดส่องเข้ามาแล้ว
---
หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา คิมกิรยอก็ยิ่งโหมงานหนักกว่าเดิม
ถึงจะโมโหที่ต้องมาเริ่มเก็บเงินใหม่ตั้งแต่ต้น แต่อย่างไรคนเราก็ต้องทำมาหากินเพื่อปากท้อง
กลางวันวิ่งส่งของ กลางคืนเจียดเวลาอ่านหนังสือ
จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังมีความหวังเล็กๆ เกี่ยวกับอนาคตหลงเหลืออยู่บ้าง
“อูย พอเข้าหน้าหนาวแล้วหนาวจริงๆ แฮะ”
แต่อย่าลืมว่า ยุคสมัยที่ชายหนุ่มผู้นี้อาศัยอยู่ คือโลกหลังเหตุการณ์ ดันเจี้ยนช็อก
“กรรรร…….”
วันหนึ่ง
ขณะที่คิมกิรยอกำลังเดินออกจากตึกหลังส่งของเสร็จ เขาก็สังเกตเห็นสุนัขจรจัดตัวหนึ่งในตรอกมืด
แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ นั่นไม่ใช่สัตว์ตระกูลสุนัขที่คุ้นตา
“หือ?”
นัยน์ตาสีแดงฉานและ หินมานา ที่งอกออกมาจากแผ่นหลัง
รูปลักษณ์ประหลาดพิกลแบบนั้น อีกฝ่ายต้องเป็น...
‘มอนสเตอร์!’
เฮือก
เมื่อพบเห็นสัตว์ประหลาด กิรยอก็รีบหันหลังหนีตามสัญชาตญาณ แต่ความเร็วของมันนั้นเหนือกว่าการออกตัวของมอเตอร์ไซค์
ตึกตึกตึก… ผัวะ!
เสียงเนื้อฉีกขาดที่น่าสยดสยองดังขึ้นในทันที
“—อ๊ากกก!”
มอนสเตอร์ระดับ F ตัวนั้นกระโจนเข้าใส่กิรยอและขย้ำขาของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขาพยายามเหวี่ยงหมวกกันน็อกเข้าใส่ แต่มันกลับไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อย เจ้าสัตว์ร้ายสีดำยังคงนิ่งเฉย
กร๊อบ, กรึ๊บ
มันเริ่มเคี้ยวขยี้ขาขวาของมนุษย์เล่นราวกับกำลังเคี้ยวขนมขัดฟันสุนัข
“ปล่อยนะ เว้ย!”
คิมกิรยอเกือบต้องเสียขาไปจากเหตุการณ์นี้
แต่โชคยังดีที่เรื่องราวไม่เลวร้ายไปถึงจุดต่ำสุด เมื่อ ผู้ตื่นรู้ระดับ E คนหนึ่งสังเกตเห็นเจ้าสัตว์ร้ายและวิ่งเข้ามาในตรอกพอดี
ฉึก!
สุนัขสีดำสิ้นชีพลงอย่างรวดเร็วด้วยการโจมตีของ ฮันเตอร์ ที่ปรากฏตัวขึ้น แต่ทว่าอาการบาดเจ็บของคิมกิรยอก็สาหัสเอาการ
“ฮึก, แฮก…….”
“เวร! พระเจ้าช่วย! คุณไหวไหมครับ? ร… รถพยาบาล! ผมจะเรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้!”
ทัศนียภาพอันบิดเบี้ยวที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานราวกับแสงไฟในร้านขายเนื้อ
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?
เจ็บหนักขนาดนี้ ต่อไปฉันจะยังเดินเหินได้ปกติไหมนะ?
---
“น่าจะเดินได้ครับ”
หลังจากนั้นไม่กี่วัน
คิมกิรยอนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ตอนนี้เป็นเวลาที่หมอออกตรวจรอบเช้า และแพทย์เจ้าของไข้เพิ่งจะแจ้งความเห็นเกี่ยวกับขาที่บาดเจ็บของเขา
“เดินได้เหรอครับ?”
“ครับ การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี”
แต่นั่นเป็นเพียงคำยืนยันว่า ‘สามารถ’ เดินได้เท่านั้น
“แต่จากนี้ไปห้ามวิ่งหรือออกกำลังกายหนักๆ เด็ดขาดนะครับ”
“ครับ?”
“แผลฉกรรจ์มาก ยังไงก็ต้องมีอาการทุพพลภาพหลงเหลืออยู่บ้าง ตอนนี้ถ้าไปฝืนใช้ข้อต่อขา อาการจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ต้องดูแลให้ดีนะครับ”
ยืนนานก็ไม่ได้ วิ่งสักนิดก็ไม่ได้
นั่นหมายความว่าจะมีข้อจำกัดในการใช้แรงงานอย่างมหาศาลไม่ใช่หรือ
“งั้นเหรอครับ?”
มิหนำซ้ำ เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสร้างความเสียหายทางการเงินอย่างหนักหน่วง
‘อา จริงสิ มอเตอร์ไซค์ก็พังยับไปแล้วนี่นา’
นึกว่าเกาหลีมีระบบประกันสุขภาพที่ดีแล้วจะเสียเงินไม่เท่าไหร่เสียอีก
แต่ค่าผ่าตัดรักษากระดูกหักที่รุนแรงขนาดนี้ กลับแพงเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะทำประกันอะไรไว้บ้างก็ดี ไม่สิ ถึงทำไป อาชีพขี่มอเตอร์ไซค์แบบนี้ก็คงไม่ผ่านการอนุมัติอยู่ดี……
‘ค่าเช่าห้องจะทำยังไงล่ะเนี่ย’
เจ็บขาก็พักผ่อนสิ คนอย่างเขาไม่อาจยอมรับคำปลอบโยนเช่นนั้นได้
เพราะถ้าหยุดวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องอด
คนเราถ้าไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้
ค่ารักษาพยาบาลหลักล้านวอนที่สำหรับบางคนอาจเป็นเพียงค่าเหล้าคืนเดียว กลับมากพอที่จะทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งทรุดลงได้
และสำหรับคนที่ไม่มีครอบครัวคอยพยุงให้ลุกขึ้น การล้มลงเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการที่ไม่มีวันลุกขึ้นมาได้อีกเลย
หลายเดือนต่อมา
กิรยอเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในระดับหนึ่ง
แต่อย่างที่หมอบอก ผลกระทบจากอาการบาดเจ็บทำให้เขาไม่สามารถขยับขาเกินองศาที่กำหนดได้
แม้เวลาผ่านไปอาการอาจจะดีขึ้นบ้าง แต่ถ้าอยากกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเดิม ก็ต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าไอเทมจากดันเจี้ยน
“ค่าใช้จ่ายในการผ่าขาใหม่แล้วราดด้วย โพชั่น ระดับสูงเพื่อรักษา เฉลี่ยอยู่ที่ 350 ล้านวอน…….”
ฮ่าฮ่าฮ่า
เกิดมายังไม่เคยเห็นเงิน 100 ล้านวอนเลยด้วยซ้ำ นี่ต้องใช้ถึง 350 ล้านเลยหรือ?
‘ปวดหัวชะมัด’
คิมกิรยอจุดบุหรี่ที่หยิบออกจากกระเป๋าขึ้นสูบ
แม้จะเริ่มสูบเพราะความอยากรู้อยากเห็นตอนเป็นผู้ใหญ่ แต่เขาไม่เคยสูบจัดขนาดนี้มาก่อน
เงินเก็บทั้งหมดละลายหายไปเกลี้ยงเพราะทำงานไม่ได้ระหว่างรักษาขา
แถมพอรีบวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากรัฐ คำตอบที่ได้คือไม่มีงบประมาณสนับสนุนสำหรับคนหนุ่มสาว
‘จะบอกว่าร่างกายแบบนี้ก็ยังมีความสามารถในการทำงาน ก็ไปหาทำซะ สิ่นะ…….’
ถึงอย่างนั้น คิมกิรยอก็พยายามดิ้นรนจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างสุดความสามารถ
เริ่มจากลองไปตรวจวัดระดับพลัง เผื่อว่าร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลังโดนกัด
“ค่าการตื่นรู้ 12Aw ครับ ผู้เข้ารับการทดสอบ ปลุกพลัง ในระดับ F”
ถึงจะจับได้ใบที่แย่ที่สุดอย่างระดับต่ำสุด แต่เขาก็ยังลองท้าทายเข้าไปใน เกต ดู
“ก๊าซซซซ!”
“อึก”
ทว่าความหวาดกลัวจากเหตุการณ์ครั้งก่อนกลายเป็นแผลใจที่ฝังลึก แค่เห็นมอนสเตอร์ ร่างกายก็สั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ การเป็นฮันเตอร์จึงเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเขา
แต่ถ้าลองหาดูดีๆ มันต้องมีงานที่ยังพอทำได้หลงเหลืออยู่บ้างสิ
ไม่สิ ต่อให้ไม่มีก็ต้องสร้างมันขึ้นมา เพื่อหาเงินค่าครองชีพ พอได้เงินมาแล้ว ต่อไปก็…….
ต่อไปก็
…ต่อไปก็?
ว่าแต่ทำไมฉันถึงต้องกัดฟันทนขนาดนี้ด้วยนะ
‘มีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไร?’
เดิมทีเหตุผลที่อยากเป็นข้าราชการก็เพราะอยากมีงานที่มั่นคง
กินเงินเดือนหลวง อย่างน้อยเงินเดือนก็คงไม่ออกช้า และถ้าเป็นแบบนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา…….
ชีวิตที่ได้อยู่กับแม่ คงจะรักษาไว้ได้ตราบนานเท่านาน
“…….”
แต่ครอบครัวที่ว่านั้น มันพังพินาศไปนานแล้ว
แม่แท้ๆ ทิ้งลูกชายคนนี้ไปถึง 2 ครั้ง
ครอบครัวที่ยอมตัดขาดกันได้ด้วยเงินเพียงแค่เงินเดือน 1 ปีของพนักงานออฟฟิศงั้นหรือ
ชั่ววูบหนึ่ง คิมกิรยอฉุกคิดขึ้นมา
ถ้าฉันทำตัวน่ารักกว่านี้ แม่จะไม่ทิ้งฉันไปไหมนะ?
ถ้าเป็นลูกชายที่หน้าตาดีกว่านี้
หรือถ้ามีความสามารถโดดเด่นสักอย่าง เรียนเก่งมากๆ อะไรแบบนั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่าในสายตาเธอ ลูกชายคนนี้คงไม่มีเสน่ห์พอที่จะเก็บไว้เป็นครอบครัว
แล้วคนอื่นล่ะ จะมองฉันเป็นยังไง คนบนโลกนี้คงไม่อยากนับญาติกับคนอย่างฉันงั้นสิ?
งั้นฉันต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอดเลยเหรอ
ถูกใครสักคนทิ้งขว้าง โดดเดี่ยว และยากลำบาก
‘ตลอดไป’
ทันใดนั้น
คิมกิรยอก็รู้สึกขี้เกียจที่จะพยายาม
มันไม่มีคำอธิบายอื่นใดนอกเหนือไปจากนั้นจริงๆ
จู่ๆ ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องน่ารำคาญจนแทบบ้า
ทั้งการดิ้นรนหาเงิน การทนอ่านหนังสือ หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่สุดอย่างการทำความสะอาดห้อง
และเรื่องประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เอง
ไม่รู้ทำไม พักหลังมานี้เขาถึงชอบลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไปหมาดๆ
ลืมว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่หน้าอ่างล้างหน้า ลืมว่ารหัสผ่านประตูดิจิทัลคืออะไร
เอาแต่หลงๆ ลืมๆ อยู่อย่างนั้น