เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่อีฮวายองหนีไป
‘มีชีวิตอยู่แบบนี้ ฉันจะมีอนาคตอะไรเหลืออยู่อีก’
คิมกิรยออยู่ในสภาวะช็อกสุดขีดจากการที่แม่บังเกิดเกล้าหอบเงิน 27 ล้านวอนหนีหายเข้ากลีบเมฆ ในสถานการณ์ที่ต้องประคองชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ อย่างยากลำบาก ขาของเขากลับมาพังยับเยินซ้ำเข้าไปอีก
หากเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยยี่สิบที่ร่างกายแข็งแรงและจิตใจปกติ บททดสอบระดับนี้คงพอจะก้าวผ่านไปได้ไม่ยาก
แต่ความโดดเดี่ยวที่กัดกินเขามาทั้งชีวิต สุดท้ายมันก็ได้กลายเป็นพิษร้ายที่ปลิดชีพเขาในที่สุด
ช่วงหลังมานี้ ร่างกายของกิรยอเริ่มแสดงอาการผิดปกติหลายอย่าง
เรื่องความเบื่ออาหารนั้นเอาไว้ทีหลัง ปัญหาคือต่อให้ฝืนยัดอะไรลงท้องไป ก็กลับรู้สึกพะอืดพะอม แน่นท้อง และอาหารไม่ย่อย
มิหนำซ้ำ อาการขี้หลงขี้ลืมก็เริ่มรุนแรงขึ้น
สมองของเขาเหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบตลอดเวลา แค่กางหนังสือออกมา ก็ไม่สามารถรวบรวมสมาธิอ่านหน้าแรกให้จบได้
มาถึงขั้นนี้ เจ้าตัวก็คงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าสุขภาพของตัวเองกำลังมีปัญหา
ทว่า กิรยอกลับไม่คิดที่จะพยายามรักษาเยียวยามัน
พูดกันตามตรง ต่อให้ไปโรงพยาบาล สถานการณ์เลวร้ายที่เขาเผชิญอยู่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือสักหน่อย
แถมต่อให้แก้ปัญหาทางใจพรรค์นี้ได้ คนอย่างเขาก็ยังคง...
“อะแฮ่ม”
กิรยวางบุหรี่ที่สูบค้างไว้ลงบนที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งเต็มไปด้วยก้นกรอง
เอาเป็นว่า เขารับรู้สภาพของตัวเองดี และในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ตัดสินใจบางอย่างลงไปแล้ว
พอลองคิดดู ตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานพาร์ตไทม์หาเงินอย่างหนัก จนดูเหมือนจะไม่เคยใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเองเลยสักครั้ง
กิรยอจึงตั้งใจว่าจะลองทำสิ่งที่อยากทำดูสักครั้งในโอกาสนี้
โดยใช้เงินเดือนสองเดือนที่ได้จากการทำงานรายวันเป็นทุนรอน
พอลองลิสต์รายการสิ่งที่อยากทำออกมา ก็ได้ประมาณ 20 ข้อ
แต่มันใช้เวลาทำได้ไม่นานนักหรอก
---
บักเก็ตลิสต์ (Bucket List)
① ลองขึ้นกระเช้าลอยฟ้า
② บริจาคเงินให้สถานสงเคราะห์
③ ซื้อกาแฟในคาเฟ่นั่งดื่ม
...
---
เพราะความปรารถนาส่วนใหญ่ของเขาช่างเรียบง่ายเหลือเกิน
.
.
.
---
⑮ ลองย้อมผม
---
ไม่นานหลังจากนั้น
กิรยอแวะไปที่ร้านเสริมสวยเพื่อทำตามรายการสุดท้ายในบักเก็ตลิสต์
“เชิญค่า~”
อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยใส่ใจเรื่องการดูแลรูปลักษณ์มาก่อน แค่ก้าวขาเข้าร้านก็รู้สึกเกร็งไปหมด
“เชิญนั่งทางนี้เลยค่ะ วันนี้อยากทำทรงไหนคะ?”
“คือว่า...”
แต่กิรยอตัดสินใจมาอย่างแน่วแน่แล้วว่าอยากได้สไตล์ไหน
ตึด เขาชี้นิ้วลงบนชาร์ตสีผมทันทีที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้
“ช่วยย้อมเป็นสีนี้ครับ”
“สีบลอนด์เหรอคะ? ถ้าจะให้ได้สีนี้เป๊ะๆ ต้องฟอกสีผมสัก 2 รอบนะคะ~”
“ครับ ไม่เป็นไร”
และเหตุผลที่เขาเลือกย้อมผมสีทองน่ะเหรอ...
ความจริงแล้ว ในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นของกิรยอ มีนักเรียนคนหนึ่งที่มักจะทำผมสีทองโดดเด่นอยู่เสมอ
ประธานนักเรียนคนนั้น... คนที่ได้รับเลือกให้กล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษานั่นเอง
บ้านรวย เรียนเก่ง
แถมนิสัยยังดีเลิศ ถึงขนาดมักจะเข้ามาทักทายคนที่มีโลกสังคมแคบๆ อย่างกิรยออยู่บ่อยๆ
‘เป็นคนดีจริงๆ’
พอคิดว่าจะต้องทำผม จู่ๆ ภาพของประธานนักเรียนคนนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว
การที่อยู่ๆ ก็อยากจะเลียนแบบขึ้นมา แสดงว่าลึกๆ แล้วเขาคงจะชื่นชมเพื่อนคนนั้นมาตลอด หรือไม่ก็อาจจะ... อิจฉา
“เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อยค่า~ ว้าว สีออกมาสวยมากเลยนะเนี่ย”
แต่ก็เป็นไปตามคาด การย้อมผมไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงอะไรนักหรอก
ความรู้สึกมันช่างว่างเปล่า
‘งั้นๆ แหละ’
แต่ในเมื่อได้ทำทุกอย่างครบหมดแล้ว ก็คงพอได้แล้วมั้ง
กิรยอจ่ายค่าทำผมแล้วเดินกลับบ้าน
และเขาก็ไม่เคยเดินออกมาจากที่นั่นอีกเลย
.
.
.
<รีเซ็ตอุปกรณ์เป็นค่าเริ่มต้น>
[ข้อมูลส่วนตัวและแอปพลิเคชันที่ดาวน์โหลดทั้งหมดจะถูกลบ และข้อมูลที่ถูกลบจะไม่สามารถกู้คืนได้]
[ลบทั้งหมด / ยกเลิก]
สิ่งแรกที่กิรยอทำเมื่อกลับถึงบ้านคือการรีเซ็ตโทรศัพท์มือถือ
ไม่รู้สิ... เขาแค่รู้สึกอยากจัดการอะไรๆ ให้มันจบสิ้น
ต่อมาคือการทำความสะอาดห้อง เดิมทีเขาวางแผนว่าจะขนหนังสือทั้งหมดไปทิ้งด้วย แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทำไปแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน
“จริงสิ พวกหนังสือเรียนเอาไปทิ้งตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วนี่นา”
ความจำแย่จริงๆ ให้ตายเถอะ
ความจริงแล้ว กิรยอหวังลึกๆ ว่าการได้ไล่ตามเก็บ บักเก็ตลิสต์ จะทำให้เขารู้สึกอยากกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ก็นั่นแหละ ความพยายามนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า
ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหน ก็ไม่อาจกู้คืนไฟแห่งชีวิตที่มอดดับไปแล้วให้กลับคืนมาได้
“เหนื่อย...”
จากตอนแรกที่แค่ขี้เกียจทำงานและขี้เกียจกินข้าว ตอนนี้สถานการณ์มันลุกลามจนถึงขั้นขี้เกียจขยับตัว หรือแม้กระทั่งขี้เกียจจะคิด
แล้วคนอ่อนแอที่ถูกไล่ต้อนจนมุมมาถึงจุดนี้จะมีจุดจบแบบไหนกัน?
หลังจากนั้น คิมกิรยอก็ขังตัวเองอยู่ในบ้านและไม่ทำอะไรเลยจริงๆ
เพราะเขามองไม่เห็นความหวังใดๆ ในอนาคตของตัวเองอีกแล้ว
ในช่วงที่เก็บตัวเงียบ การอดอาหารกลายเป็นเรื่องปกติ บางวันเขาไม่ดื่มน้ำเลยตลอดทั้งวัน
น่าแปลกที่เมื่อก่อนแค่พลาดยาไส้ไปมื้อเดียวก็ท้องร้องระงมแล้ว แต่พอนานวันเข้า ความหิวโหยกลับเลือนหายไปจนแทบไม่รู้สึก
วันเวลาผ่านไปโดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเดือนอะไร หรือกี่โมงกี่ยาม ได้แต่ใช้ชีวิตอย่างไร้เรี่ยวแรง นอนหลับใหลไปวันๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง
กิรยอตื่นจากภวังค์นิทราและลุกขึ้นนั่งเป็นครั้งแรกในรอบนาน
“อือ...”
วันนี้อาการดูแปลกไปเป็นพิเศษ
ไม่นับเรื่องอาการปวดหัวตุบๆ ร่างกายเขารู้สึกหนาวสั่นจนผิดปกติ
เมื่อมองหน้าจอโทรศัพท์ ตอนนี้เป็นเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิข้างนอกปาเข้าไป 29 องศา แต่เขากลับหนาวจนตัวสั่นเนี่ยนะ?
กิรยอพยุงตัวลุกจากที่นอน
ไม่รู้หรอกว่าช่วยได้ไหม แต่คิดว่าถ้าได้อาบน้ำอุ่นสักหน่อยคงดีขึ้น เขาจึงลากสังขารไปอาบน้ำ และถือโอกาสโกนหนวดเคราที่รุงรังเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
“หนาวชะมัด”
หลังอาบน้ำเสร็จ เขาเปิดราวแขวนผ้าเพื่อหาเสื้อผ้าใส่ สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับผ้าสีดำชุดหนึ่ง
ชุดสูทราคา 2 หมื่นวอนที่ซื้อเตรียมไว้เผื่อวันหนึ่งจะได้ไปสอบสัมภาษณ์ข้าราชการ
เป็นชุดใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยหยิบมาใส่เลยสักครั้งหลังจากลองสวมดูว่าพอดีตัวไหม
‘เสียดายของ’
กิรยอหยิบชุดสูทนั้นมาสวมตามความคิดที่แวบเข้ามา
‘เนกไทนี่ผูกยังไงนะ?’
แต่สุดท้ายความขี้เกียจก็เข้าครอบงำกลางคัน เขาโยนเนกไททิ้งไปแล้วล้มตัวลงนอนบนฟูกอีกครั้ง...
ตอนนั้นเอง
กิรยอตระหนักได้ว่าสภาพร่างกายของตัวเองแตกต่างไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง
ข้างนอกร้อนจนตับแลบ แต่เขากลับหนาวสั่นไม่หยุด และที่สำคัญคือความง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามาอย่างผิดธรรมชาติจนแม้แต่จะขยับปากพูดสักคำยังทำไม่ได้
‘อ่า’
ใช่... วันนี้สินะ
กิรยอสังหรณ์ใจถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในนาทีนั้น และคิดทบทวนอย่างเงียบงัน
จะว่าไป สายตาเขาก็ยังดี อายุยังน้อย ถ้าตายไปทั้งอย่างนี้ อวัยวะในร่างกายน่าจะยังมีประโยชน์อีกเยอะแยะเลยไม่ใช่เหรอ
‘ถ้าจะบริจาคอวัยวะ... รู้สึกว่าต้องเซ็นยินยอมอะไรสักอย่างก่อนหรือเปล่านะ...’
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะไปทำเรื่องบริจาคไว้ล่วงหน้าดีไหมนะ?
จนถึงวาระสุดท้าย กิรยอก็ไม่ได้มีความเคียดแค้นต่อโลกใบนี้ สิ่งเดียวที่ติดค้างในใจกลับเป็นความรู้สึกผิดที่ไม่อาจช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะได้
‘น่าเสียดายจัง’
เขาจ้องมองเพดานอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ
‘ใครก็ได้ที่จำเป็นต้องใช้... ให้คนคนนั้นได้ใช้มันคงจะดีกว่า’
น้ำตาที่เอ่อล้นไหลรินออกมาจากหางตาที่ปิดสนิท
ชายหนุ่มที่นอนแน่นิ่งถอนหายใจยาวเหยียดเป็นครั้งสุดท้าย
---
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือภาพที่คุ้นตา
เพดานห้องรูหนูเก่าๆ ที่มีคราบเหลืองซีด
“.......”
ฉัน... ผู้เป็นวิญญาณต่างถิ่น
หลังจากสลัดหลุดจากอันยุนซึงที่กำลังตกตะลึง ฉันก็ลากสังขารกลับมาถึงบ้านได้สำเร็จ
และทันทีที่ได้ยินชื่อ อีฮวายอง ความทรงจำที่ไหลบ่าเข้ามาก็ทำให้ฉันสลบเหมือดไปถึง 7 ชั่วโมงเต็มๆ เพื่อเรียบเรียงข้อมูลเหล่านั้น
แต่เอาเถอะ ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว
ความทรงจำของคิมกิรยอสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น เจ้าของร่างเดิมได้สิ้นลมหายใจไป ณ ช่วงเวลานั้นเอง
“เป็นแบบนี้นี่เอง”
ในที่สุดความจริงก็กระจ่าง
คิมกิรยอไม่ได้แค่ ‘อดตาย’
เจ้าของร่างนี้ใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว และเมื่อพยายามจะไขว่คว้าหาทางออกโดยการยึดเหนี่ยวผู้เป็นแม่ เขากลับถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
สาเหตุการตายของเขาคือ การตายอย่างโดดเดี่ยว
คือการอดอาหาร และคือการฆ่าตัวตาย
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ถึงตรงนี้ ปริศนาเกี่ยวกับการ จุติใหม่ ก็ค่อยๆ คลี่คลาย
‘เหตุผลที่ความทรงจำในสมองของคิมกิรยอขาดหายไป’
เวทมนตร์ [จุติใหม่] ที่ฉันใช้นั้น จำเป็นต้องฟื้นฟูสภาพศพให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่วิญญาณจะเข้าไปสิงสู่
แต่กระบวนการนั้นย่อมมีขีดจำกัด เช่น การจะย้อนสภาพศพของคนแก่อายุ 80 ให้กลับไปเป็นหนุ่มวัย 40 นั้นเป็นเรื่องยาก
ระบบพื้นฐานของเวทมนตร์ฉันคือการฟื้นฟูร่างกายให้กลับไปสู่สภาพประมาณไม่กี่สัปดาห์ก่อนเสียชีวิต
แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่รู้กันว่าคิมกิรยอในช่วงเวลานั้น...
“อาการขี้หลงขี้ลืมรุนแรงมาก”
สมองเสียหายจากภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง
ไอ้เรื่องพรรค์นี้ไม่ได้อยู่ในตัวแปรของเวทมนตร์จุติใหม่ที่ฉันคำนวณไว้เลยสักนิด
.
.
.
เวลา 08:00 น.
อีฮวายองนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งแต่เช้าตรู่
วันนี้เป็นวันที่เธอจะได้พบลูกชาย และไม่ใช่ลูกชายธรรมดาๆ เสียด้วย...
[(ข่าวด่วน) เกาหลีใต้, ฮันเตอร์ระดับ S คนที่ 4 ปรากฏตัว!]
แต่เป็นลูกชายที่เป็นถึง ฮันเตอร์ระดับ S!
ปกติเธอไม่ใช่คนติดตามข่าวสารบ้านเมือง แต่ข่าวคราวของลูกชายในไส้ย่อมต้องเข้าหูเธอจนได้
กู้ศพผู้ตื่นรู้ระดับ D กลับมาได้โดยเอาชีวิตเข้าแลกบ้างล่ะ
ฆ่าล้างบางพวก ไซเรน จนเหี้ยนบ้างล่ะ
เอาเป็นว่าหลังจากเปิดเผยตัวตนได้ไม่กี่เดือน ฮันเตอร์ระดับ S คนนี้ก็สร้างผลงานที่เหลือเชื่อจนเป็นที่เลื่องลือ
“คุณพระช่วย! กิ... กิรยอ... กลายเป็นผู้ตื่นรู้ไปแล้วเหรอเนี่ย?”
อีฮวายองจำหน้าลูกชายที่ปรากฏในข่าวได้แม่นยำ และตัดสินใจจะติดต่อเขา
แม้จะขาดการติดต่อไปนานจนต้องลำบากหาเบอร์โทรศัพท์อยู่พักใหญ่ แต่โชคดีที่เธอไปเจอข้อมูลที่ต้องการในโทรศัพท์เมื่อไม่นานมานี้
[รายการเบอร์ที่ถูกบล็อก]
1533-09….
02-2109….
010-1287….
“อ๊ะ! 1287! เบอร์นี้นี่เอง”
พูดกันตามตรง จะบอกว่าเธอไม่ลังเลเลยก็คงโกหก
เพราะเธอก็จำเหตุการณ์สุดท้ายระหว่างเธอกับลูกชายได้แม่นยำเช่นกัน
-กิรยอ ช่วยแม่สักครั้งเถอะนะ?-
เหตุการณ์ที่เธอยืมเงินลูกชายมา 27 ล้านวอน แล้วหนีออกจากบ้านมา
แน่นอนว่าเธอก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นเธอเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ?
“เฮ้อ”
วันคืนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากหนี้สินที่กู้มาโดยไม่ทันยั้งคิดสมัยสาวๆ
วันหนึ่งตอนที่อีฮวายองกำลังทำความสะอาดบ้าน เธอดันไปเห็นสมุดบัญชีของคิมกิรยอเข้าโดยบังเอิญ
[₩27,001,839]
ท่ามกลางการถูกเจ้าหนี้ตามทวงเช้าทวงเย็น พอได้เห็นเงินก้อนโตขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องหน้ามืดตามัวกันทั้งนั้นแหละ
‘บนโลกนี้จะมีนังคนไหนบ้างที่ไม่หวั่นไหว’
ฮวายองคิดเข้าข้างตัวเองว่าการตัดสินใจของเธอเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็คงทำ และยากจะตำหนิ
ส่วนเรื่องที่หนีออกจากบ้านหลังจากนั้น...
ก็แค่เพราะรู้สึกผิดต่อกิรยอ และรู้อยู่เต็มอกว่าลำพังงานร้านอาหารคงไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้คืนได้ ก็เลยหลบหน้าเพราะความละอายใจก็เท่านั้น
ถ้าจะว่ากันจริงๆ เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพราะลูกชายมากดดันให้เธอคืนเงินนั่นแหละ
ถ้าไม่ทำแบบนั้น เธอก็คงไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้หรอก
เงินแค่ 27 ล้านวอน ให้พ่อให้แม่ผู้ให้กำเนิดเพื่อตอบแทนบุญคุณเปล่าๆ ยังได้เลยด้วยซ้ำ
“ให้ตายสิ เจ้านั่นก็นะ...”
แต่เอาเถอะ ตอนนี้ปัญหาจุกจิกกวนใจพวกนั้นจบลงแล้ว
เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา กิรยอได้กลายเป็นถึงระดับ S
ลูกชายผู้กตัญญูที่หลุดพ้นจากความยากจนย่อมต้องให้อภัยความผิดพลาดชั่ววูบของแม่อยู่แล้ว
ดูอย่างเมื่อวานสิ เขารับสายเธอด้วยน้ำเสียงยินดีไม่ใช่เหรอ?
ราวกับว่าลืมเรื่องราวในอดีตไปหมดสิ้นแล้วอย่างนั้นแหละ!
“โฮะๆ ช่วงนี้ปวดหลังอยู่บ่อยๆ ทำเอาเครียดไปหมด... ในที่สุด ฉันก็จะได้สบายตอนแก่กับเขาบ้างแล้วสินะ”
อีฮวายองฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะเติมเครื่องสำอางบนใบหน้า
งั้นก็ได้เวลาไปหาลูกชายแล้ว
ไม่นานเธอก็เดินทางมาถึงสถานีมาโพ
จากตรงนั้น เธอเดินเลียบถนนใหญ่ลงไปเรื่อยๆ สักพักก็เลี้ยวเข้าสู่ตรอกแห่งหนึ่ง
“เพิ่งเคยมาครั้งแรก ดูไม่ออกเลยว่าตรงไหนเป็นตรงไหน”
ไหนดูซิ ลูกชายบอกว่าพักอยู่แถวนี้นี่นา...
“อ๊ะ!”
ขณะที่กำลังควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าว่าจะโทรหา จู่ๆ เธอก็เห็นใครบางคนเดินเข้ามาแต่ไกล
ชายหนุ่มที่สวมชุดสูทสีดำสนิทราวกับจะไปงานศพ รัดตรึงร่างกายดูทะมัดทะแมง
“กิรยอ!”
อีฮวายองโบกมือเรียกลูกชายทันทีที่เห็น
ลูกชายที่ไม่ได้เจอกันนานดูดีขึ้นผิดหูผิดตา
ตอนเห็นในทีวีก็ว่าดูดีแล้วนะ แต่คงจะกวาดเงินมาได้เยอะน่าดู ถึงได้มีปัญญาใส่เสื้อผ้าเนื้อดีขนาดนี้เดินไปเดินมา
“สบายดี... ไหมลูก?”
ฮวายองวางกระเป๋าสัมภาระลงแล้วโผเข้ากอดลูกชายเต็มรัก
“เห็นลูกแข็งแรงดีแม่ก็โล่งใจ ถึงช่วงที่ผ่านมาแม่จะลำบากเลือดตาแทบกระเด็น แต่แม่ก็สวดมนต์ภาวนาขอให้ลูกอยู่ดีมีสุขทุกวันไม่เคยขาดเลยนะ”
เดิมทีเธอวางแผนว่าจะสาธยายความลำบากของตัวเองให้เขาฟังต่อจากนี้
“กิรยอ ที่แม่จะบอกตอนนี้คือ จริงๆ แล้วตอนนั้นแม่มีความจำเป็นที่ต้อง...”
“แม่”
“หือ? ว่าไงลูก?”
แต่ลูกชายกลับตัดบทของเธอด้วนๆ แล้วเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาแทน
“มีเรื่องจะถามหน่อย”
ดวงตาที่มีขอบตาดำด้านล่างกลอกมองลงมาที่ฮวายอง
เป็นใบหน้าที่ดูยังไงก็ถอดแบบมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้เป็นพ่อไม่มีผิด
“พอลองนึกดู รู้สึกแปลกๆ ที่ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อมันน้อยมากเลย”
“เอ๋?”
“ตอนนี้พ่อทำอะไรอยู่? พอจะมีเบอร์ติดต่อไหม?”
ใครจะไปคิดว่าคำถามแบบนี้จะหลุดออกมาจากปากเขา
ฮวายองตอบกลับด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
“พูดอะไรของลูกเนี่ย? ก-ก็ตาแก่นั่นตายเพราะมะเร็งปอดไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ มันนานมากแล้วนะ”
“อ้อ”
ฉันยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้กิรยอฟังงั้นเหรอ?
ฮวายองผละออกจากอ้อมกอดแล้วเอียงคอด้วยความสงสัย แต่อีกฝ่ายกลับพึมพำอะไรบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจออกมา
“มีประวัติทางพันธุกรรมสินะ”
ฮันเตอร์ผมทองเอ่ยถามฮวายองที่ยืนอยู่ตรงหน้าเพิ่มเติม
“แม่ แล้วผมไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยเหรอ?”
“เปลี่ยน... ไป?”
“มองดูผมแล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ”
นี่คงเป็นการหยอกล้อเบาๆ ของคนหนุ่มสาวกับคนในครอบครัวสินะ?
“ไหนดูซิ ลูกชายแม่เปลี่ยนไปตรงไหนบ้างน้า...”
ฮวายองทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความจริงมันเป็นคำถามที่ไม่ต้องใช้สมองคิดเลยด้วยซ้ำ
เพราะความเปลี่ยนแปลงของฮันเตอร์ตรงหน้านั้นสังเกตเห็นได้ง่ายจะตายไป
“อ๋อ ย้อมผมสีสวยเชียวนะ! โฮะๆ ลูกแม่ หรือว่าจะมีแฟนแล้ว? ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะเคยแต่งหล่อกับเขาเลย”
เธอพูดพลางฉีกยิ้มกว้าง