Cover

147

เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่อีฮวายองหนีไป

‘มีชีวิตอยู่แบบนี้ ฉันจะมีอนาคตอะไรเหลืออยู่อีก’

คิมกิรยออยู่ในสภาวะช็อกสุดขีดจากการที่แม่บังเกิดเกล้าหอบเงิน 27 ล้านวอนหนีหายเข้ากลีบเมฆ ในสถานการณ์ที่ต้องประคองชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ อย่างยากลำบาก ขาของเขากลับมาพังยับเยินซ้ำเข้าไปอีก

หากเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยยี่สิบที่ร่างกายแข็งแรงและจิตใจปกติ บททดสอบระดับนี้คงพอจะก้าวผ่านไปได้ไม่ยาก

แต่ความโดดเดี่ยวที่กัดกินเขามาทั้งชีวิต สุดท้ายมันก็ได้กลายเป็นพิษร้ายที่ปลิดชีพเขาในที่สุด

ช่วงหลังมานี้ ร่างกายของกิรยอเริ่มแสดงอาการผิดปกติหลายอย่าง

เรื่องความเบื่ออาหารนั้นเอาไว้ทีหลัง ปัญหาคือต่อให้ฝืนยัดอะไรลงท้องไป ก็กลับรู้สึกพะอืดพะอม แน่นท้อง และอาหารไม่ย่อย

มิหนำซ้ำ อาการขี้หลงขี้ลืมก็เริ่มรุนแรงขึ้น

สมองของเขาเหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบตลอดเวลา แค่กางหนังสือออกมา ก็ไม่สามารถรวบรวมสมาธิอ่านหน้าแรกให้จบได้

มาถึงขั้นนี้ เจ้าตัวก็คงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าสุขภาพของตัวเองกำลังมีปัญหา

ทว่า กิรยอกลับไม่คิดที่จะพยายามรักษาเยียวยามัน

พูดกันตามตรง ต่อให้ไปโรงพยาบาล สถานการณ์เลวร้ายที่เขาเผชิญอยู่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือสักหน่อย

แถมต่อให้แก้ปัญหาทางใจพรรค์นี้ได้ คนอย่างเขาก็ยังคง...

“อะแฮ่ม”

กิรยวางบุหรี่ที่สูบค้างไว้ลงบนที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งเต็มไปด้วยก้นกรอง

เอาเป็นว่า เขารับรู้สภาพของตัวเองดี และในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ตัดสินใจบางอย่างลงไปแล้ว

พอลองคิดดู ตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานพาร์ตไทม์หาเงินอย่างหนัก จนดูเหมือนจะไม่เคยใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเองเลยสักครั้ง

กิรยอจึงตั้งใจว่าจะลองทำสิ่งที่อยากทำดูสักครั้งในโอกาสนี้

โดยใช้เงินเดือนสองเดือนที่ได้จากการทำงานรายวันเป็นทุนรอน

พอลองลิสต์รายการสิ่งที่อยากทำออกมา ก็ได้ประมาณ 20 ข้อ

แต่มันใช้เวลาทำได้ไม่นานนักหรอก

---

บักเก็ตลิสต์ (Bucket List)

① ลองขึ้นกระเช้าลอยฟ้า

② บริจาคเงินให้สถานสงเคราะห์

③ ซื้อกาแฟในคาเฟ่นั่งดื่ม

...

---

เพราะความปรารถนาส่วนใหญ่ของเขาช่างเรียบง่ายเหลือเกิน

.

.

.

---

⑮ ลองย้อมผม

---

ไม่นานหลังจากนั้น

กิรยอแวะไปที่ร้านเสริมสวยเพื่อทำตามรายการสุดท้ายในบักเก็ตลิสต์

“เชิญค่า~”

อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยใส่ใจเรื่องการดูแลรูปลักษณ์มาก่อน แค่ก้าวขาเข้าร้านก็รู้สึกเกร็งไปหมด

“เชิญนั่งทางนี้เลยค่ะ วันนี้อยากทำทรงไหนคะ?”

“คือว่า...”

แต่กิรยอตัดสินใจมาอย่างแน่วแน่แล้วว่าอยากได้สไตล์ไหน

ตึด เขาชี้นิ้วลงบนชาร์ตสีผมทันทีที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้

“ช่วยย้อมเป็นสีนี้ครับ”

“สีบลอนด์เหรอคะ? ถ้าจะให้ได้สีนี้เป๊ะๆ ต้องฟอกสีผมสัก 2 รอบนะคะ~”

“ครับ ไม่เป็นไร”

และเหตุผลที่เขาเลือกย้อมผมสีทองน่ะเหรอ...

ความจริงแล้ว ในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นของกิรยอ มีนักเรียนคนหนึ่งที่มักจะทำผมสีทองโดดเด่นอยู่เสมอ

ประธานนักเรียนคนนั้น... คนที่ได้รับเลือกให้กล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษานั่นเอง

บ้านรวย เรียนเก่ง

แถมนิสัยยังดีเลิศ ถึงขนาดมักจะเข้ามาทักทายคนที่มีโลกสังคมแคบๆ อย่างกิรยออยู่บ่อยๆ

‘เป็นคนดีจริงๆ’

พอคิดว่าจะต้องทำผม จู่ๆ ภาพของประธานนักเรียนคนนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว

การที่อยู่ๆ ก็อยากจะเลียนแบบขึ้นมา แสดงว่าลึกๆ แล้วเขาคงจะชื่นชมเพื่อนคนนั้นมาตลอด หรือไม่ก็อาจจะ... อิจฉา

“เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อยค่า~ ว้าว สีออกมาสวยมากเลยนะเนี่ย”

แต่ก็เป็นไปตามคาด การย้อมผมไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงอะไรนักหรอก

ความรู้สึกมันช่างว่างเปล่า

‘งั้นๆ แหละ’

แต่ในเมื่อได้ทำทุกอย่างครบหมดแล้ว ก็คงพอได้แล้วมั้ง

กิรยอจ่ายค่าทำผมแล้วเดินกลับบ้าน

และเขาก็ไม่เคยเดินออกมาจากที่นั่นอีกเลย

.

.

.

<รีเซ็ตอุปกรณ์เป็นค่าเริ่มต้น>

[ข้อมูลส่วนตัวและแอปพลิเคชันที่ดาวน์โหลดทั้งหมดจะถูกลบ และข้อมูลที่ถูกลบจะไม่สามารถกู้คืนได้]

[ลบทั้งหมด / ยกเลิก]

สิ่งแรกที่กิรยอทำเมื่อกลับถึงบ้านคือการรีเซ็ตโทรศัพท์มือถือ

ไม่รู้สิ... เขาแค่รู้สึกอยากจัดการอะไรๆ ให้มันจบสิ้น

ต่อมาคือการทำความสะอาดห้อง เดิมทีเขาวางแผนว่าจะขนหนังสือทั้งหมดไปทิ้งด้วย แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทำไปแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน

“จริงสิ พวกหนังสือเรียนเอาไปทิ้งตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วนี่นา”

ความจำแย่จริงๆ ให้ตายเถอะ

ความจริงแล้ว กิรยอหวังลึกๆ ว่าการได้ไล่ตามเก็บ บักเก็ตลิสต์ จะทำให้เขารู้สึกอยากกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ก็นั่นแหละ ความพยายามนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า

ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหน ก็ไม่อาจกู้คืนไฟแห่งชีวิตที่มอดดับไปแล้วให้กลับคืนมาได้

“เหนื่อย...”

จากตอนแรกที่แค่ขี้เกียจทำงานและขี้เกียจกินข้าว ตอนนี้สถานการณ์มันลุกลามจนถึงขั้นขี้เกียจขยับตัว หรือแม้กระทั่งขี้เกียจจะคิด

แล้วคนอ่อนแอที่ถูกไล่ต้อนจนมุมมาถึงจุดนี้จะมีจุดจบแบบไหนกัน?

หลังจากนั้น คิมกิรยอก็ขังตัวเองอยู่ในบ้านและไม่ทำอะไรเลยจริงๆ

เพราะเขามองไม่เห็นความหวังใดๆ ในอนาคตของตัวเองอีกแล้ว

ในช่วงที่เก็บตัวเงียบ การอดอาหารกลายเป็นเรื่องปกติ บางวันเขาไม่ดื่มน้ำเลยตลอดทั้งวัน

น่าแปลกที่เมื่อก่อนแค่พลาดยาไส้ไปมื้อเดียวก็ท้องร้องระงมแล้ว แต่พอนานวันเข้า ความหิวโหยกลับเลือนหายไปจนแทบไม่รู้สึก

วันเวลาผ่านไปโดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเดือนอะไร หรือกี่โมงกี่ยาม ได้แต่ใช้ชีวิตอย่างไร้เรี่ยวแรง นอนหลับใหลไปวันๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง

กิรยอตื่นจากภวังค์นิทราและลุกขึ้นนั่งเป็นครั้งแรกในรอบนาน

“อือ...”

วันนี้อาการดูแปลกไปเป็นพิเศษ

ไม่นับเรื่องอาการปวดหัวตุบๆ ร่างกายเขารู้สึกหนาวสั่นจนผิดปกติ

เมื่อมองหน้าจอโทรศัพท์ ตอนนี้เป็นเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิข้างนอกปาเข้าไป 29 องศา แต่เขากลับหนาวจนตัวสั่นเนี่ยนะ?

กิรยอพยุงตัวลุกจากที่นอน

ไม่รู้หรอกว่าช่วยได้ไหม แต่คิดว่าถ้าได้อาบน้ำอุ่นสักหน่อยคงดีขึ้น เขาจึงลากสังขารไปอาบน้ำ และถือโอกาสโกนหนวดเคราที่รุงรังเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

“หนาวชะมัด”

หลังอาบน้ำเสร็จ เขาเปิดราวแขวนผ้าเพื่อหาเสื้อผ้าใส่ สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับผ้าสีดำชุดหนึ่ง

ชุดสูทราคา 2 หมื่นวอนที่ซื้อเตรียมไว้เผื่อวันหนึ่งจะได้ไปสอบสัมภาษณ์ข้าราชการ

เป็นชุดใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยหยิบมาใส่เลยสักครั้งหลังจากลองสวมดูว่าพอดีตัวไหม

‘เสียดายของ’

กิรยอหยิบชุดสูทนั้นมาสวมตามความคิดที่แวบเข้ามา

‘เนกไทนี่ผูกยังไงนะ?’

แต่สุดท้ายความขี้เกียจก็เข้าครอบงำกลางคัน เขาโยนเนกไททิ้งไปแล้วล้มตัวลงนอนบนฟูกอีกครั้ง...

ตอนนั้นเอง

กิรยอตระหนักได้ว่าสภาพร่างกายของตัวเองแตกต่างไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง

ข้างนอกร้อนจนตับแลบ แต่เขากลับหนาวสั่นไม่หยุด และที่สำคัญคือความง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามาอย่างผิดธรรมชาติจนแม้แต่จะขยับปากพูดสักคำยังทำไม่ได้

‘อ่า’

ใช่... วันนี้สินะ

กิรยอสังหรณ์ใจถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในนาทีนั้น และคิดทบทวนอย่างเงียบงัน

จะว่าไป สายตาเขาก็ยังดี อายุยังน้อย ถ้าตายไปทั้งอย่างนี้ อวัยวะในร่างกายน่าจะยังมีประโยชน์อีกเยอะแยะเลยไม่ใช่เหรอ

‘ถ้าจะบริจาคอวัยวะ... รู้สึกว่าต้องเซ็นยินยอมอะไรสักอย่างก่อนหรือเปล่านะ...’

ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะไปทำเรื่องบริจาคไว้ล่วงหน้าดีไหมนะ?

จนถึงวาระสุดท้าย กิรยอก็ไม่ได้มีความเคียดแค้นต่อโลกใบนี้ สิ่งเดียวที่ติดค้างในใจกลับเป็นความรู้สึกผิดที่ไม่อาจช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะได้

‘น่าเสียดายจัง’

เขาจ้องมองเพดานอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ

‘ใครก็ได้ที่จำเป็นต้องใช้... ให้คนคนนั้นได้ใช้มันคงจะดีกว่า’

น้ำตาที่เอ่อล้นไหลรินออกมาจากหางตาที่ปิดสนิท

ชายหนุ่มที่นอนแน่นิ่งถอนหายใจยาวเหยียดเป็นครั้งสุดท้าย

---

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือภาพที่คุ้นตา

เพดานห้องรูหนูเก่าๆ ที่มีคราบเหลืองซีด

“.......”

ฉัน... ผู้เป็นวิญญาณต่างถิ่น

หลังจากสลัดหลุดจากอันยุนซึงที่กำลังตกตะลึง ฉันก็ลากสังขารกลับมาถึงบ้านได้สำเร็จ

และทันทีที่ได้ยินชื่อ อีฮวายอง ความทรงจำที่ไหลบ่าเข้ามาก็ทำให้ฉันสลบเหมือดไปถึง 7 ชั่วโมงเต็มๆ เพื่อเรียบเรียงข้อมูลเหล่านั้น

แต่เอาเถอะ ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว

ความทรงจำของคิมกิรยอสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น เจ้าของร่างเดิมได้สิ้นลมหายใจไป ณ ช่วงเวลานั้นเอง

“เป็นแบบนี้นี่เอง”

ในที่สุดความจริงก็กระจ่าง

คิมกิรยอไม่ได้แค่ ‘อดตาย’

เจ้าของร่างนี้ใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว และเมื่อพยายามจะไขว่คว้าหาทางออกโดยการยึดเหนี่ยวผู้เป็นแม่ เขากลับถูกทอดทิ้งอีกครั้ง

สาเหตุการตายของเขาคือ การตายอย่างโดดเดี่ยว

คือการอดอาหาร และคือการฆ่าตัวตาย

เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ถึงตรงนี้ ปริศนาเกี่ยวกับการ จุติใหม่ ก็ค่อยๆ คลี่คลาย

‘เหตุผลที่ความทรงจำในสมองของคิมกิรยอขาดหายไป’

เวทมนตร์ [จุติใหม่] ที่ฉันใช้นั้น จำเป็นต้องฟื้นฟูสภาพศพให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่วิญญาณจะเข้าไปสิงสู่

แต่กระบวนการนั้นย่อมมีขีดจำกัด เช่น การจะย้อนสภาพศพของคนแก่อายุ 80 ให้กลับไปเป็นหนุ่มวัย 40 นั้นเป็นเรื่องยาก

ระบบพื้นฐานของเวทมนตร์ฉันคือการฟื้นฟูร่างกายให้กลับไปสู่สภาพประมาณไม่กี่สัปดาห์ก่อนเสียชีวิต

แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่รู้กันว่าคิมกิรยอในช่วงเวลานั้น...

“อาการขี้หลงขี้ลืมรุนแรงมาก”

สมองเสียหายจากภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง

ไอ้เรื่องพรรค์นี้ไม่ได้อยู่ในตัวแปรของเวทมนตร์จุติใหม่ที่ฉันคำนวณไว้เลยสักนิด

.

.

.

เวลา 08:00 น.

อีฮวายองนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งแต่เช้าตรู่

วันนี้เป็นวันที่เธอจะได้พบลูกชาย และไม่ใช่ลูกชายธรรมดาๆ เสียด้วย...

[(ข่าวด่วน) เกาหลีใต้, ฮันเตอร์ระดับ S คนที่ 4 ปรากฏตัว!]

แต่เป็นลูกชายที่เป็นถึง ฮันเตอร์ระดับ S!

ปกติเธอไม่ใช่คนติดตามข่าวสารบ้านเมือง แต่ข่าวคราวของลูกชายในไส้ย่อมต้องเข้าหูเธอจนได้

กู้ศพผู้ตื่นรู้ระดับ D กลับมาได้โดยเอาชีวิตเข้าแลกบ้างล่ะ

ฆ่าล้างบางพวก ไซเรน จนเหี้ยนบ้างล่ะ

เอาเป็นว่าหลังจากเปิดเผยตัวตนได้ไม่กี่เดือน ฮันเตอร์ระดับ S คนนี้ก็สร้างผลงานที่เหลือเชื่อจนเป็นที่เลื่องลือ

“คุณพระช่วย! กิ... กิรยอ... กลายเป็นผู้ตื่นรู้ไปแล้วเหรอเนี่ย?”

อีฮวายองจำหน้าลูกชายที่ปรากฏในข่าวได้แม่นยำ และตัดสินใจจะติดต่อเขา

แม้จะขาดการติดต่อไปนานจนต้องลำบากหาเบอร์โทรศัพท์อยู่พักใหญ่ แต่โชคดีที่เธอไปเจอข้อมูลที่ต้องการในโทรศัพท์เมื่อไม่นานมานี้

[รายการเบอร์ที่ถูกบล็อก]

1533-09….

02-2109….

010-1287….

“อ๊ะ! 1287! เบอร์นี้นี่เอง”

พูดกันตามตรง จะบอกว่าเธอไม่ลังเลเลยก็คงโกหก

เพราะเธอก็จำเหตุการณ์สุดท้ายระหว่างเธอกับลูกชายได้แม่นยำเช่นกัน

-กิรยอ ช่วยแม่สักครั้งเถอะนะ?-

เหตุการณ์ที่เธอยืมเงินลูกชายมา 27 ล้านวอน แล้วหนีออกจากบ้านมา

แน่นอนว่าเธอก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นเธอเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ?

“เฮ้อ”

วันคืนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากหนี้สินที่กู้มาโดยไม่ทันยั้งคิดสมัยสาวๆ

วันหนึ่งตอนที่อีฮวายองกำลังทำความสะอาดบ้าน เธอดันไปเห็นสมุดบัญชีของคิมกิรยอเข้าโดยบังเอิญ

[₩27,001,839]

ท่ามกลางการถูกเจ้าหนี้ตามทวงเช้าทวงเย็น พอได้เห็นเงินก้อนโตขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องหน้ามืดตามัวกันทั้งนั้นแหละ

‘บนโลกนี้จะมีนังคนไหนบ้างที่ไม่หวั่นไหว’

ฮวายองคิดเข้าข้างตัวเองว่าการตัดสินใจของเธอเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็คงทำ และยากจะตำหนิ

ส่วนเรื่องที่หนีออกจากบ้านหลังจากนั้น...

ก็แค่เพราะรู้สึกผิดต่อกิรยอ และรู้อยู่เต็มอกว่าลำพังงานร้านอาหารคงไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้คืนได้ ก็เลยหลบหน้าเพราะความละอายใจก็เท่านั้น

ถ้าจะว่ากันจริงๆ เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพราะลูกชายมากดดันให้เธอคืนเงินนั่นแหละ

ถ้าไม่ทำแบบนั้น เธอก็คงไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้หรอก

เงินแค่ 27 ล้านวอน ให้พ่อให้แม่ผู้ให้กำเนิดเพื่อตอบแทนบุญคุณเปล่าๆ ยังได้เลยด้วยซ้ำ

“ให้ตายสิ เจ้านั่นก็นะ...”

แต่เอาเถอะ ตอนนี้ปัญหาจุกจิกกวนใจพวกนั้นจบลงแล้ว

เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา กิรยอได้กลายเป็นถึงระดับ S

ลูกชายผู้กตัญญูที่หลุดพ้นจากความยากจนย่อมต้องให้อภัยความผิดพลาดชั่ววูบของแม่อยู่แล้ว

ดูอย่างเมื่อวานสิ เขารับสายเธอด้วยน้ำเสียงยินดีไม่ใช่เหรอ?

ราวกับว่าลืมเรื่องราวในอดีตไปหมดสิ้นแล้วอย่างนั้นแหละ!

“โฮะๆ ช่วงนี้ปวดหลังอยู่บ่อยๆ ทำเอาเครียดไปหมด... ในที่สุด ฉันก็จะได้สบายตอนแก่กับเขาบ้างแล้วสินะ”

อีฮวายองฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะเติมเครื่องสำอางบนใบหน้า

งั้นก็ได้เวลาไปหาลูกชายแล้ว

ไม่นานเธอก็เดินทางมาถึงสถานีมาโพ

จากตรงนั้น เธอเดินเลียบถนนใหญ่ลงไปเรื่อยๆ สักพักก็เลี้ยวเข้าสู่ตรอกแห่งหนึ่ง

“เพิ่งเคยมาครั้งแรก ดูไม่ออกเลยว่าตรงไหนเป็นตรงไหน”

ไหนดูซิ ลูกชายบอกว่าพักอยู่แถวนี้นี่นา...

“อ๊ะ!”

ขณะที่กำลังควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าว่าจะโทรหา จู่ๆ เธอก็เห็นใครบางคนเดินเข้ามาแต่ไกล

ชายหนุ่มที่สวมชุดสูทสีดำสนิทราวกับจะไปงานศพ รัดตรึงร่างกายดูทะมัดทะแมง

“กิรยอ!”

อีฮวายองโบกมือเรียกลูกชายทันทีที่เห็น

ลูกชายที่ไม่ได้เจอกันนานดูดีขึ้นผิดหูผิดตา

ตอนเห็นในทีวีก็ว่าดูดีแล้วนะ แต่คงจะกวาดเงินมาได้เยอะน่าดู ถึงได้มีปัญญาใส่เสื้อผ้าเนื้อดีขนาดนี้เดินไปเดินมา

“สบายดี... ไหมลูก?”

ฮวายองวางกระเป๋าสัมภาระลงแล้วโผเข้ากอดลูกชายเต็มรัก

“เห็นลูกแข็งแรงดีแม่ก็โล่งใจ ถึงช่วงที่ผ่านมาแม่จะลำบากเลือดตาแทบกระเด็น แต่แม่ก็สวดมนต์ภาวนาขอให้ลูกอยู่ดีมีสุขทุกวันไม่เคยขาดเลยนะ”

เดิมทีเธอวางแผนว่าจะสาธยายความลำบากของตัวเองให้เขาฟังต่อจากนี้

“กิรยอ ที่แม่จะบอกตอนนี้คือ จริงๆ แล้วตอนนั้นแม่มีความจำเป็นที่ต้อง...”

“แม่”

“หือ? ว่าไงลูก?”

แต่ลูกชายกลับตัดบทของเธอด้วนๆ แล้วเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาแทน

“มีเรื่องจะถามหน่อย”

ดวงตาที่มีขอบตาดำด้านล่างกลอกมองลงมาที่ฮวายอง

เป็นใบหน้าที่ดูยังไงก็ถอดแบบมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้เป็นพ่อไม่มีผิด

“พอลองนึกดู รู้สึกแปลกๆ ที่ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อมันน้อยมากเลย”

“เอ๋?”

“ตอนนี้พ่อทำอะไรอยู่? พอจะมีเบอร์ติดต่อไหม?”

ใครจะไปคิดว่าคำถามแบบนี้จะหลุดออกมาจากปากเขา

ฮวายองตอบกลับด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

“พูดอะไรของลูกเนี่ย? ก-ก็ตาแก่นั่นตายเพราะมะเร็งปอดไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ มันนานมากแล้วนะ”

“อ้อ”

ฉันยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้กิรยอฟังงั้นเหรอ?

ฮวายองผละออกจากอ้อมกอดแล้วเอียงคอด้วยความสงสัย แต่อีกฝ่ายกลับพึมพำอะไรบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจออกมา

“มีประวัติทางพันธุกรรมสินะ”

ฮันเตอร์ผมทองเอ่ยถามฮวายองที่ยืนอยู่ตรงหน้าเพิ่มเติม

“แม่ แล้วผมไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยเหรอ?”

“เปลี่ยน... ไป?”

“มองดูผมแล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ”

นี่คงเป็นการหยอกล้อเบาๆ ของคนหนุ่มสาวกับคนในครอบครัวสินะ?

“ไหนดูซิ ลูกชายแม่เปลี่ยนไปตรงไหนบ้างน้า...”

ฮวายองทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความจริงมันเป็นคำถามที่ไม่ต้องใช้สมองคิดเลยด้วยซ้ำ

เพราะความเปลี่ยนแปลงของฮันเตอร์ตรงหน้านั้นสังเกตเห็นได้ง่ายจะตายไป

“อ๋อ ย้อมผมสีสวยเชียวนะ! โฮะๆ ลูกแม่ หรือว่าจะมีแฟนแล้ว? ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะเคยแต่งหล่อกับเขาเลย”

เธอพูดพลางฉีกยิ้มกว้าง

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

147

20px

เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่อีฮวายองหนีไป

‘มีชีวิตอยู่แบบนี้ ฉันจะมีอนาคตอะไรเหลืออยู่อีก’

คิมกิรยออยู่ในสภาวะช็อกสุดขีดจากการที่แม่บังเกิดเกล้าหอบเงิน 27 ล้านวอนหนีหายเข้ากลีบเมฆ ในสถานการณ์ที่ต้องประคองชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ อย่างยากลำบาก ขาของเขากลับมาพังยับเยินซ้ำเข้าไปอีก

หากเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยยี่สิบที่ร่างกายแข็งแรงและจิตใจปกติ บททดสอบระดับนี้คงพอจะก้าวผ่านไปได้ไม่ยาก

แต่ความโดดเดี่ยวที่กัดกินเขามาทั้งชีวิต สุดท้ายมันก็ได้กลายเป็นพิษร้ายที่ปลิดชีพเขาในที่สุด

ช่วงหลังมานี้ ร่างกายของกิรยอเริ่มแสดงอาการผิดปกติหลายอย่าง

เรื่องความเบื่ออาหารนั้นเอาไว้ทีหลัง ปัญหาคือต่อให้ฝืนยัดอะไรลงท้องไป ก็กลับรู้สึกพะอืดพะอม แน่นท้อง และอาหารไม่ย่อย

มิหนำซ้ำ อาการขี้หลงขี้ลืมก็เริ่มรุนแรงขึ้น

สมองของเขาเหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบตลอดเวลา แค่กางหนังสือออกมา ก็ไม่สามารถรวบรวมสมาธิอ่านหน้าแรกให้จบได้

มาถึงขั้นนี้ เจ้าตัวก็คงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าสุขภาพของตัวเองกำลังมีปัญหา

ทว่า กิรยอกลับไม่คิดที่จะพยายามรักษาเยียวยามัน

พูดกันตามตรง ต่อให้ไปโรงพยาบาล สถานการณ์เลวร้ายที่เขาเผชิญอยู่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือสักหน่อย

แถมต่อให้แก้ปัญหาทางใจพรรค์นี้ได้ คนอย่างเขาก็ยังคง...

“อะแฮ่ม”

กิรยวางบุหรี่ที่สูบค้างไว้ลงบนที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งเต็มไปด้วยก้นกรอง

เอาเป็นว่า เขารับรู้สภาพของตัวเองดี และในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ตัดสินใจบางอย่างลงไปแล้ว

พอลองคิดดู ตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานพาร์ตไทม์หาเงินอย่างหนัก จนดูเหมือนจะไม่เคยใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเองเลยสักครั้ง

กิรยอจึงตั้งใจว่าจะลองทำสิ่งที่อยากทำดูสักครั้งในโอกาสนี้

โดยใช้เงินเดือนสองเดือนที่ได้จากการทำงานรายวันเป็นทุนรอน

พอลองลิสต์รายการสิ่งที่อยากทำออกมา ก็ได้ประมาณ 20 ข้อ

แต่มันใช้เวลาทำได้ไม่นานนักหรอก

---

บักเก็ตลิสต์ (Bucket List)

① ลองขึ้นกระเช้าลอยฟ้า

② บริจาคเงินให้สถานสงเคราะห์

③ ซื้อกาแฟในคาเฟ่นั่งดื่ม

...

---

เพราะความปรารถนาส่วนใหญ่ของเขาช่างเรียบง่ายเหลือเกิน

.

.

.

---

⑮ ลองย้อมผม

---

ไม่นานหลังจากนั้น

กิรยอแวะไปที่ร้านเสริมสวยเพื่อทำตามรายการสุดท้ายในบักเก็ตลิสต์

“เชิญค่า~”

อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยใส่ใจเรื่องการดูแลรูปลักษณ์มาก่อน แค่ก้าวขาเข้าร้านก็รู้สึกเกร็งไปหมด

“เชิญนั่งทางนี้เลยค่ะ วันนี้อยากทำทรงไหนคะ?”

“คือว่า...”

แต่กิรยอตัดสินใจมาอย่างแน่วแน่แล้วว่าอยากได้สไตล์ไหน

ตึด เขาชี้นิ้วลงบนชาร์ตสีผมทันทีที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้

“ช่วยย้อมเป็นสีนี้ครับ”

“สีบลอนด์เหรอคะ? ถ้าจะให้ได้สีนี้เป๊ะๆ ต้องฟอกสีผมสัก 2 รอบนะคะ~”

“ครับ ไม่เป็นไร”

และเหตุผลที่เขาเลือกย้อมผมสีทองน่ะเหรอ...

ความจริงแล้ว ในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นของกิรยอ มีนักเรียนคนหนึ่งที่มักจะทำผมสีทองโดดเด่นอยู่เสมอ

ประธานนักเรียนคนนั้น... คนที่ได้รับเลือกให้กล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษานั่นเอง

บ้านรวย เรียนเก่ง

แถมนิสัยยังดีเลิศ ถึงขนาดมักจะเข้ามาทักทายคนที่มีโลกสังคมแคบๆ อย่างกิรยออยู่บ่อยๆ

‘เป็นคนดีจริงๆ’

พอคิดว่าจะต้องทำผม จู่ๆ ภาพของประธานนักเรียนคนนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว

การที่อยู่ๆ ก็อยากจะเลียนแบบขึ้นมา แสดงว่าลึกๆ แล้วเขาคงจะชื่นชมเพื่อนคนนั้นมาตลอด หรือไม่ก็อาจจะ... อิจฉา

“เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อยค่า~ ว้าว สีออกมาสวยมากเลยนะเนี่ย”

แต่ก็เป็นไปตามคาด การย้อมผมไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงอะไรนักหรอก

ความรู้สึกมันช่างว่างเปล่า

‘งั้นๆ แหละ’

แต่ในเมื่อได้ทำทุกอย่างครบหมดแล้ว ก็คงพอได้แล้วมั้ง

กิรยอจ่ายค่าทำผมแล้วเดินกลับบ้าน

และเขาก็ไม่เคยเดินออกมาจากที่นั่นอีกเลย

.

.

.

<รีเซ็ตอุปกรณ์เป็นค่าเริ่มต้น>

[ข้อมูลส่วนตัวและแอปพลิเคชันที่ดาวน์โหลดทั้งหมดจะถูกลบ และข้อมูลที่ถูกลบจะไม่สามารถกู้คืนได้]

[ลบทั้งหมด / ยกเลิก]

สิ่งแรกที่กิรยอทำเมื่อกลับถึงบ้านคือการรีเซ็ตโทรศัพท์มือถือ

ไม่รู้สิ... เขาแค่รู้สึกอยากจัดการอะไรๆ ให้มันจบสิ้น

ต่อมาคือการทำความสะอาดห้อง เดิมทีเขาวางแผนว่าจะขนหนังสือทั้งหมดไปทิ้งด้วย แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทำไปแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน

“จริงสิ พวกหนังสือเรียนเอาไปทิ้งตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วนี่นา”

ความจำแย่จริงๆ ให้ตายเถอะ

ความจริงแล้ว กิรยอหวังลึกๆ ว่าการได้ไล่ตามเก็บ บักเก็ตลิสต์ จะทำให้เขารู้สึกอยากกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ก็นั่นแหละ ความพยายามนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า

ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหน ก็ไม่อาจกู้คืนไฟแห่งชีวิตที่มอดดับไปแล้วให้กลับคืนมาได้

“เหนื่อย...”

จากตอนแรกที่แค่ขี้เกียจทำงานและขี้เกียจกินข้าว ตอนนี้สถานการณ์มันลุกลามจนถึงขั้นขี้เกียจขยับตัว หรือแม้กระทั่งขี้เกียจจะคิด

แล้วคนอ่อนแอที่ถูกไล่ต้อนจนมุมมาถึงจุดนี้จะมีจุดจบแบบไหนกัน?

หลังจากนั้น คิมกิรยอก็ขังตัวเองอยู่ในบ้านและไม่ทำอะไรเลยจริงๆ

เพราะเขามองไม่เห็นความหวังใดๆ ในอนาคตของตัวเองอีกแล้ว

ในช่วงที่เก็บตัวเงียบ การอดอาหารกลายเป็นเรื่องปกติ บางวันเขาไม่ดื่มน้ำเลยตลอดทั้งวัน

น่าแปลกที่เมื่อก่อนแค่พลาดยาไส้ไปมื้อเดียวก็ท้องร้องระงมแล้ว แต่พอนานวันเข้า ความหิวโหยกลับเลือนหายไปจนแทบไม่รู้สึก

วันเวลาผ่านไปโดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเดือนอะไร หรือกี่โมงกี่ยาม ได้แต่ใช้ชีวิตอย่างไร้เรี่ยวแรง นอนหลับใหลไปวันๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง

กิรยอตื่นจากภวังค์นิทราและลุกขึ้นนั่งเป็นครั้งแรกในรอบนาน

“อือ...”

วันนี้อาการดูแปลกไปเป็นพิเศษ

ไม่นับเรื่องอาการปวดหัวตุบๆ ร่างกายเขารู้สึกหนาวสั่นจนผิดปกติ

เมื่อมองหน้าจอโทรศัพท์ ตอนนี้เป็นเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิข้างนอกปาเข้าไป 29 องศา แต่เขากลับหนาวจนตัวสั่นเนี่ยนะ?

กิรยอพยุงตัวลุกจากที่นอน

ไม่รู้หรอกว่าช่วยได้ไหม แต่คิดว่าถ้าได้อาบน้ำอุ่นสักหน่อยคงดีขึ้น เขาจึงลากสังขารไปอาบน้ำ และถือโอกาสโกนหนวดเคราที่รุงรังเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

“หนาวชะมัด”

หลังอาบน้ำเสร็จ เขาเปิดราวแขวนผ้าเพื่อหาเสื้อผ้าใส่ สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับผ้าสีดำชุดหนึ่ง

ชุดสูทราคา 2 หมื่นวอนที่ซื้อเตรียมไว้เผื่อวันหนึ่งจะได้ไปสอบสัมภาษณ์ข้าราชการ

เป็นชุดใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยหยิบมาใส่เลยสักครั้งหลังจากลองสวมดูว่าพอดีตัวไหม

‘เสียดายของ’

กิรยอหยิบชุดสูทนั้นมาสวมตามความคิดที่แวบเข้ามา

‘เนกไทนี่ผูกยังไงนะ?’

แต่สุดท้ายความขี้เกียจก็เข้าครอบงำกลางคัน เขาโยนเนกไททิ้งไปแล้วล้มตัวลงนอนบนฟูกอีกครั้ง...

ตอนนั้นเอง

กิรยอตระหนักได้ว่าสภาพร่างกายของตัวเองแตกต่างไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง

ข้างนอกร้อนจนตับแลบ แต่เขากลับหนาวสั่นไม่หยุด และที่สำคัญคือความง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามาอย่างผิดธรรมชาติจนแม้แต่จะขยับปากพูดสักคำยังทำไม่ได้

‘อ่า’

ใช่... วันนี้สินะ

กิรยอสังหรณ์ใจถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในนาทีนั้น และคิดทบทวนอย่างเงียบงัน

จะว่าไป สายตาเขาก็ยังดี อายุยังน้อย ถ้าตายไปทั้งอย่างนี้ อวัยวะในร่างกายน่าจะยังมีประโยชน์อีกเยอะแยะเลยไม่ใช่เหรอ

‘ถ้าจะบริจาคอวัยวะ... รู้สึกว่าต้องเซ็นยินยอมอะไรสักอย่างก่อนหรือเปล่านะ...’

ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะไปทำเรื่องบริจาคไว้ล่วงหน้าดีไหมนะ?

จนถึงวาระสุดท้าย กิรยอก็ไม่ได้มีความเคียดแค้นต่อโลกใบนี้ สิ่งเดียวที่ติดค้างในใจกลับเป็นความรู้สึกผิดที่ไม่อาจช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะได้

‘น่าเสียดายจัง’

เขาจ้องมองเพดานอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ

‘ใครก็ได้ที่จำเป็นต้องใช้... ให้คนคนนั้นได้ใช้มันคงจะดีกว่า’

น้ำตาที่เอ่อล้นไหลรินออกมาจากหางตาที่ปิดสนิท

ชายหนุ่มที่นอนแน่นิ่งถอนหายใจยาวเหยียดเป็นครั้งสุดท้าย

---

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือภาพที่คุ้นตา

เพดานห้องรูหนูเก่าๆ ที่มีคราบเหลืองซีด

“.......”

ฉัน... ผู้เป็นวิญญาณต่างถิ่น

หลังจากสลัดหลุดจากอันยุนซึงที่กำลังตกตะลึง ฉันก็ลากสังขารกลับมาถึงบ้านได้สำเร็จ

และทันทีที่ได้ยินชื่อ อีฮวายอง ความทรงจำที่ไหลบ่าเข้ามาก็ทำให้ฉันสลบเหมือดไปถึง 7 ชั่วโมงเต็มๆ เพื่อเรียบเรียงข้อมูลเหล่านั้น

แต่เอาเถอะ ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว

ความทรงจำของคิมกิรยอสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น เจ้าของร่างเดิมได้สิ้นลมหายใจไป ณ ช่วงเวลานั้นเอง

“เป็นแบบนี้นี่เอง”

ในที่สุดความจริงก็กระจ่าง

คิมกิรยอไม่ได้แค่ ‘อดตาย’

เจ้าของร่างนี้ใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว และเมื่อพยายามจะไขว่คว้าหาทางออกโดยการยึดเหนี่ยวผู้เป็นแม่ เขากลับถูกทอดทิ้งอีกครั้ง

สาเหตุการตายของเขาคือ การตายอย่างโดดเดี่ยว

คือการอดอาหาร และคือการฆ่าตัวตาย

เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ถึงตรงนี้ ปริศนาเกี่ยวกับการ จุติใหม่ ก็ค่อยๆ คลี่คลาย

‘เหตุผลที่ความทรงจำในสมองของคิมกิรยอขาดหายไป’

เวทมนตร์ [จุติใหม่] ที่ฉันใช้นั้น จำเป็นต้องฟื้นฟูสภาพศพให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่วิญญาณจะเข้าไปสิงสู่

แต่กระบวนการนั้นย่อมมีขีดจำกัด เช่น การจะย้อนสภาพศพของคนแก่อายุ 80 ให้กลับไปเป็นหนุ่มวัย 40 นั้นเป็นเรื่องยาก

ระบบพื้นฐานของเวทมนตร์ฉันคือการฟื้นฟูร่างกายให้กลับไปสู่สภาพประมาณไม่กี่สัปดาห์ก่อนเสียชีวิต

แต่ก็นั่นแหละ อย่างที่รู้กันว่าคิมกิรยอในช่วงเวลานั้น...

“อาการขี้หลงขี้ลืมรุนแรงมาก”

สมองเสียหายจากภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง

ไอ้เรื่องพรรค์นี้ไม่ได้อยู่ในตัวแปรของเวทมนตร์จุติใหม่ที่ฉันคำนวณไว้เลยสักนิด

.

.

.

เวลา 08:00 น.

อีฮวายองนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งแต่เช้าตรู่

วันนี้เป็นวันที่เธอจะได้พบลูกชาย และไม่ใช่ลูกชายธรรมดาๆ เสียด้วย...

[(ข่าวด่วน) เกาหลีใต้, ฮันเตอร์ระดับ S คนที่ 4 ปรากฏตัว!]

แต่เป็นลูกชายที่เป็นถึง ฮันเตอร์ระดับ S!

ปกติเธอไม่ใช่คนติดตามข่าวสารบ้านเมือง แต่ข่าวคราวของลูกชายในไส้ย่อมต้องเข้าหูเธอจนได้

กู้ศพผู้ตื่นรู้ระดับ D กลับมาได้โดยเอาชีวิตเข้าแลกบ้างล่ะ

ฆ่าล้างบางพวก ไซเรน จนเหี้ยนบ้างล่ะ

เอาเป็นว่าหลังจากเปิดเผยตัวตนได้ไม่กี่เดือน ฮันเตอร์ระดับ S คนนี้ก็สร้างผลงานที่เหลือเชื่อจนเป็นที่เลื่องลือ

“คุณพระช่วย! กิ... กิรยอ... กลายเป็นผู้ตื่นรู้ไปแล้วเหรอเนี่ย?”

อีฮวายองจำหน้าลูกชายที่ปรากฏในข่าวได้แม่นยำ และตัดสินใจจะติดต่อเขา

แม้จะขาดการติดต่อไปนานจนต้องลำบากหาเบอร์โทรศัพท์อยู่พักใหญ่ แต่โชคดีที่เธอไปเจอข้อมูลที่ต้องการในโทรศัพท์เมื่อไม่นานมานี้

[รายการเบอร์ที่ถูกบล็อก]

1533-09….

02-2109….

010-1287….

“อ๊ะ! 1287! เบอร์นี้นี่เอง”

พูดกันตามตรง จะบอกว่าเธอไม่ลังเลเลยก็คงโกหก

เพราะเธอก็จำเหตุการณ์สุดท้ายระหว่างเธอกับลูกชายได้แม่นยำเช่นกัน

-กิรยอ ช่วยแม่สักครั้งเถอะนะ?-

เหตุการณ์ที่เธอยืมเงินลูกชายมา 27 ล้านวอน แล้วหนีออกจากบ้านมา

แน่นอนว่าเธอก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นเธอเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ?

“เฮ้อ”

วันคืนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากหนี้สินที่กู้มาโดยไม่ทันยั้งคิดสมัยสาวๆ

วันหนึ่งตอนที่อีฮวายองกำลังทำความสะอาดบ้าน เธอดันไปเห็นสมุดบัญชีของคิมกิรยอเข้าโดยบังเอิญ

[₩27,001,839]

ท่ามกลางการถูกเจ้าหนี้ตามทวงเช้าทวงเย็น พอได้เห็นเงินก้อนโตขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องหน้ามืดตามัวกันทั้งนั้นแหละ

‘บนโลกนี้จะมีนังคนไหนบ้างที่ไม่หวั่นไหว’

ฮวายองคิดเข้าข้างตัวเองว่าการตัดสินใจของเธอเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็คงทำ และยากจะตำหนิ

ส่วนเรื่องที่หนีออกจากบ้านหลังจากนั้น...

ก็แค่เพราะรู้สึกผิดต่อกิรยอ และรู้อยู่เต็มอกว่าลำพังงานร้านอาหารคงไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้คืนได้ ก็เลยหลบหน้าเพราะความละอายใจก็เท่านั้น

ถ้าจะว่ากันจริงๆ เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพราะลูกชายมากดดันให้เธอคืนเงินนั่นแหละ

ถ้าไม่ทำแบบนั้น เธอก็คงไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้หรอก

เงินแค่ 27 ล้านวอน ให้พ่อให้แม่ผู้ให้กำเนิดเพื่อตอบแทนบุญคุณเปล่าๆ ยังได้เลยด้วยซ้ำ

“ให้ตายสิ เจ้านั่นก็นะ...”

แต่เอาเถอะ ตอนนี้ปัญหาจุกจิกกวนใจพวกนั้นจบลงแล้ว

เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา กิรยอได้กลายเป็นถึงระดับ S

ลูกชายผู้กตัญญูที่หลุดพ้นจากความยากจนย่อมต้องให้อภัยความผิดพลาดชั่ววูบของแม่อยู่แล้ว

ดูอย่างเมื่อวานสิ เขารับสายเธอด้วยน้ำเสียงยินดีไม่ใช่เหรอ?

ราวกับว่าลืมเรื่องราวในอดีตไปหมดสิ้นแล้วอย่างนั้นแหละ!

“โฮะๆ ช่วงนี้ปวดหลังอยู่บ่อยๆ ทำเอาเครียดไปหมด... ในที่สุด ฉันก็จะได้สบายตอนแก่กับเขาบ้างแล้วสินะ”

อีฮวายองฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะเติมเครื่องสำอางบนใบหน้า

งั้นก็ได้เวลาไปหาลูกชายแล้ว

ไม่นานเธอก็เดินทางมาถึงสถานีมาโพ

จากตรงนั้น เธอเดินเลียบถนนใหญ่ลงไปเรื่อยๆ สักพักก็เลี้ยวเข้าสู่ตรอกแห่งหนึ่ง

“เพิ่งเคยมาครั้งแรก ดูไม่ออกเลยว่าตรงไหนเป็นตรงไหน”

ไหนดูซิ ลูกชายบอกว่าพักอยู่แถวนี้นี่นา...

“อ๊ะ!”

ขณะที่กำลังควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าว่าจะโทรหา จู่ๆ เธอก็เห็นใครบางคนเดินเข้ามาแต่ไกล

ชายหนุ่มที่สวมชุดสูทสีดำสนิทราวกับจะไปงานศพ รัดตรึงร่างกายดูทะมัดทะแมง

“กิรยอ!”

อีฮวายองโบกมือเรียกลูกชายทันทีที่เห็น

ลูกชายที่ไม่ได้เจอกันนานดูดีขึ้นผิดหูผิดตา

ตอนเห็นในทีวีก็ว่าดูดีแล้วนะ แต่คงจะกวาดเงินมาได้เยอะน่าดู ถึงได้มีปัญญาใส่เสื้อผ้าเนื้อดีขนาดนี้เดินไปเดินมา

“สบายดี... ไหมลูก?”

ฮวายองวางกระเป๋าสัมภาระลงแล้วโผเข้ากอดลูกชายเต็มรัก

“เห็นลูกแข็งแรงดีแม่ก็โล่งใจ ถึงช่วงที่ผ่านมาแม่จะลำบากเลือดตาแทบกระเด็น แต่แม่ก็สวดมนต์ภาวนาขอให้ลูกอยู่ดีมีสุขทุกวันไม่เคยขาดเลยนะ”

เดิมทีเธอวางแผนว่าจะสาธยายความลำบากของตัวเองให้เขาฟังต่อจากนี้

“กิรยอ ที่แม่จะบอกตอนนี้คือ จริงๆ แล้วตอนนั้นแม่มีความจำเป็นที่ต้อง...”

“แม่”

“หือ? ว่าไงลูก?”

แต่ลูกชายกลับตัดบทของเธอด้วนๆ แล้วเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาแทน

“มีเรื่องจะถามหน่อย”

ดวงตาที่มีขอบตาดำด้านล่างกลอกมองลงมาที่ฮวายอง

เป็นใบหน้าที่ดูยังไงก็ถอดแบบมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้เป็นพ่อไม่มีผิด

“พอลองนึกดู รู้สึกแปลกๆ ที่ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อมันน้อยมากเลย”

“เอ๋?”

“ตอนนี้พ่อทำอะไรอยู่? พอจะมีเบอร์ติดต่อไหม?”

ใครจะไปคิดว่าคำถามแบบนี้จะหลุดออกมาจากปากเขา

ฮวายองตอบกลับด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

“พูดอะไรของลูกเนี่ย? ก-ก็ตาแก่นั่นตายเพราะมะเร็งปอดไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ มันนานมากแล้วนะ”

“อ้อ”

ฉันยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้กิรยอฟังงั้นเหรอ?

ฮวายองผละออกจากอ้อมกอดแล้วเอียงคอด้วยความสงสัย แต่อีกฝ่ายกลับพึมพำอะไรบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจออกมา

“มีประวัติทางพันธุกรรมสินะ”

ฮันเตอร์ผมทองเอ่ยถามฮวายองที่ยืนอยู่ตรงหน้าเพิ่มเติม

“แม่ แล้วผมไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยเหรอ?”

“เปลี่ยน... ไป?”

“มองดูผมแล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ”

นี่คงเป็นการหยอกล้อเบาๆ ของคนหนุ่มสาวกับคนในครอบครัวสินะ?

“ไหนดูซิ ลูกชายแม่เปลี่ยนไปตรงไหนบ้างน้า...”

ฮวายองทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความจริงมันเป็นคำถามที่ไม่ต้องใช้สมองคิดเลยด้วยซ้ำ

เพราะความเปลี่ยนแปลงของฮันเตอร์ตรงหน้านั้นสังเกตเห็นได้ง่ายจะตายไป

“อ๋อ ย้อมผมสีสวยเชียวนะ! โฮะๆ ลูกแม่ หรือว่าจะมีแฟนแล้ว? ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะเคยแต่งหล่อกับเขาเลย”

เธอพูดพลางฉีกยิ้มกว้าง