Cover

151

.

.

.

ถ้าอย่างนั้นในสถานการณ์เดียวกัน

คิมกิรยอกำลังคิดอะไรอยู่

‘ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที’

ตึก ตึก ตึก

หลังจากวิ่งหน้าตั้งมาสักพัก กิรยอก็หยุดยืนที่ปลายตรอกเพื่อโกยอากาศเข้าปอด

ต่างจากโซเฟียที่ความสามารถลดลงชั่วคราวเพราะเพนัลตี้ของสกิล ไอ้แรงค์ F ทางนี้ปกติตอนวิ่งธรรมดาก็ห่วยแตกอยู่แล้ว...

“แค่ก”

พูดกันตามตรง

ที่คิมกิรยอตามอีกฝ่ายไม่ทัน มันเป็นปัญหาที่สมรรถภาพทางกายล้วนๆ

ขนาดอุตส่าห์ใช้เวทเสริมแกร่งรีดเค้นขีดจำกัดของร่างกายออกมาแล้วแท้ๆ แต่การจะให้แรงค์ F วิ่งไล่กวดแรงค์ A มันก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางทฤษฎีอยู่ดี

‘จะอ้วกแตกอยู่แล้ว’

แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงไม่อยากจะล้มเลิกการไล่ล่านี้ง่ายๆ

ตอนแรกก็กะว่าจะแค่ดูหน้าซัมมอนเนอร์ให้ชัดๆ เท่านั้น

แต่พอเห็นผู้ตื่นรู้ที่จ่ายค่าตอบแทนสกิลจนหมดสภาพ วิ่งช้าเป็นเต่าคลานเกินจินตนาการ มันก็เลยรู้สึกว่า ‘เฮ้ย อีกนิดเดียวก็น่าจะจับได้แล้วนะ’ ขึ้นมา

‘พวกใช้เวทอัญเชิญปกติแล้วร่างต้นจะอ่อนแอสุดๆ...!’

ซัมมอนเนอร์คือตัวตนที่มีจุดอ่อนชัดเจน

ดังนั้นขอแค่เข้าประชิดตัวได้สำเร็จ คอมโบ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] กับ [ไฮดรา] ก็น่าจะไล่ต้อนได้ในพริบตา

‘หยุดแล้ว!’

ไม่กี่วินาทีต่อมา

โซเฟียที่พละกำลังหมดก๊อกก็หยุดเท้าลงชั่วครู่ กิรยอที่เห็นดังนั้นจึงรีบตั้งท่าและออกตัวทันที

กะจะอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายพักหายใจเพื่อย่นระยะห่าง

ทาทาทาทั่ก

แต่ทว่า ศัตรูฟื้นตัวเร็วกว่าความเร็วที่เขาพยายามวิ่งเข้าไปหา

ทันทีที่โซเฟียเห็นแรงค์ S ขยับตัว หน้าเธอก็ซีดเผือดแล้วฝืนขยับขาวิ่งหนีต่อทันที

‘โธ่เว้ย!’

‘ฮือออ...!’

คิมกิรยอที่อยากรู้ตัวจริงของจอมเวทที่โจมตีตน

โซเฟียที่กังวลจนแทบคลั่งว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ถ้าถูกแรงค์ S จับได้

ทั้งสองต่างแบกรับความปรารถนาอันแรงกล้า วิ่งไล่จับกันอย่างทุลักทุเล สลับกันหมดแรงและฟื้นตัวอยู่อย่างนั้นอย่างกัดไม่ปล่อย

แต่แล้วจู่ๆ

กิรยอก็หยุดวิ่งเอาดื้อๆ

แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ได้หยุดเพื่อปรับลมหายใจ แต่เขาตั้งใจจะเลิกตามล่าที่ทางแยกนี้จริงๆ

“แค่ก, อุแหวะ!”

ความจริงแล้ว การเล่นวิ่งไล่จับแบบนี้เป็นพฤติกรรมที่พวก ‘พวกปิดบังแรงค์’ ควรหลีกเลี่ยง

ถ้ามีใครมาเห็นแรงค์ S วิ่งช้าเป็นเต่าคลาน คงต้องเกิดความสงสัยขึ้นแน่ๆ

‘เฮ้อ แทบตายเลยแฮะ ไอ้มุกแกล้งทำเป็นไม่เหนื่อยเนี่ย’

จะอ้างว่ากลัวถนนพังเลยต้องออมแรงหรืออะไรก็เถอะ...

เอาจริงๆ จะแถมันก็พอแถได้ แต่การลดปัจจัยเสี่ยงให้น้อยที่สุดย่อมดีกว่า

‘อีกอย่างร่างกายก็เริ่มจะถึงขีดจำกัดแล้วด้วย’

คิมกิรยอตัดสินใจปล่อยศัตรูไปตรงนี้ ก่อนที่จะออกไปสู่ถนนใหญ่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน

ดังนั้นเขาจึงหยุดอยู่กับที่ ส่วนโซเฟียที่ไม่ได้หันมาเช็กสภาพของผู้ล่า ก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีสุดชีวิต

เพียงพริบตาเดียว ซัมมอนเนอร์สาวก็หายลับไปจากสายตา

กริก

กิรยอเก็บความเสียดายลงไป แล้วเสียบไฮดราที่ชักออกมากลับคืนฝัก

‘ฮ้าา ปวดตัวชะมัด’

และในวินาทีนี้ เวทเสริมแกร่งที่ร่ายใส่ร่างกายไว้ก็คลายออก ความรู้สึกอ่อนล้าเหมือนกล้ามเนื้อจะฉีกขาดก็ถาโถมเข้ามา

กิรยอเมินเฉยต่อความเจ็บปวดนั้น แล้วเริ่มวิเคราะห์ในหัว

ทั้งซูเยฮวี ทั้งพัคจุนแท

พวกที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาต่างก็ม้วยมรณาไปหมดแล้ว แล้วยัยซัมมอนเนอร์นั่นโผล่มาจากไหนกัน?

‘ผู้ก่อการร้ายรายที่สอง? หรือว่าพวกสวะที่เหลือรอดขององค์กรกลับมาล้างแค้น?’

คิดเท่าไหร่ก็หาคำตอบไม่ได้

กิรยอจึงตัดสินใจว่า ควรเตรียมตัวรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมไว้จะดีกว่า

---

หลายวันต่อมา

“สรุปก็คือ...”

สหรัฐอเมริกา กิลด์สเปกตรัม

หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองที่ทิ้งตัวลงราวกับผ้าไหม ยืนกอดอกมองลงไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม

บนโซฟาสีแดงที่เธอจ้องมองอยู่ มีผู้ตื่นรู้คนหนึ่งนั่งอยู่

ต้นคอที่โผล่วูบวาบผ่านผมบ็อบสั้น และรอยสักสีดำรูปผีเสื้อที่ประดับอยู่บนผิวหนังนั้น

“ผลการตรวจสอบแรงค์ S ของเกาหลีเป็นยังไง?”

บรู๊คลินเอ่ยถามบุคคลตรงหน้า

แต่ทว่า หญิงสาวที่มีรอยสักกลับแสดงอาการผิดปกติทันทีที่ได้ยินคำบางคำ คางของเธอสั่นระริก

เสียงที่เล็ดลอดออกมาหลังจากนั้น คือเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว

“ผู้ชายคนนั้นมันปิศาจค่ะ”

โซเฟียพึมพำด้วยใบหน้าซีดเผือด

“ว่าไงนะ?”

บรู๊คลินเอียงคอสงสัยกับท่าทีนั้น

แต่เวลาผ่านไป อาการหวาดกลัวของอีกฝ่ายก็ดูจะไม่ลดลงเลย ความจริงคือสายลับที่ส่งไปเกาหลีคนนี้ แม้ภารกิจจะจบลงไปตั้งสามวันแล้ว แต่ก็ยังจมอยู่กับความกังวลที่หาสาเหตุไม่ได้

“ด...เดี๋ยวจะรายงานให้นะคะ ผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ตื่นรู้แรงค์ S จริงๆ ค่ะ มั่นใจได้เลย เขาไม่ใช่แค่แรงค์ S ธรรมดา แต่เป็นผู้มีพลังที่ยอดเยี่ยมมากๆ... มากถึงมากที่สุด”

ตลอดการสนทนา สีหน้าของโซเฟียดูหมองหม่น

“อย่างที่คุณบรู๊คลินสั่ง ฉันลองอัญเชิญเดมิลิชไปโจมตีแล้วแต่ว่า... ไม่มีความจำเป็นต้องนับเลยค่ะว่าเขาทนรับ [การโจมตีวิญญาณ] ได้กี่ครั้ง”

“หมายความว่าเขาจัดการเดมิลิชได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“เปล่าค่ะ”

“แล้ว?”

“แค่สัตว์อัญเชิญของฉันทำอะไรเขาไม่ได้เลย”

“หือ?”

“ม...ไม่ได้เลย ไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิงเลยต่างหากล่ะคะ”

จากนั้นโซเฟียก็อธิบาย

เรื่องที่คิมกิรยอยังคงปกติสุขดีแม้จะโดนการโจมตีของเดมิลิชเข้าไป

เรื่องที่เดมิลิชก้มหัวศิโรราบต่อหน้าคิมกิรยอราวกับจะพังทลาย

รวมถึงเรื่องที่แรงค์ S ของเกาหลีมองทะลุการซ่อนตัวของเธอ

“จับสัมผัสการซ่อนตัวได้จากระยะไกลขนาดนั้นเลยเหรอ? ว้าว นั่นมันสุดยอดไปเลยนะ”

บรู๊คลินยิ้มอย่างทึ่งๆ แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือเสียงตะคอกแหบพร่าของลูกน้อง

“แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นนะคะ...! คุณรู้ไหมว่าฮันเตอร์จอมโหดเหี้ยมนั่นทำอะไรกับฉันบ้าง?”

โซเฟียยังคงลืมไม่ลง

ถ้าเป็นฮันเตอร์แรงค์ S จริง การจะตามจับซัมมอนเนอร์ที่หมดสภาพน่าจะทำได้ง่ายเหมือนปอกกล้วย

แต่คิมกิรยอกลับทำตัวแปลกประหลาด ทุกครั้งที่เธอหันกลับไปมอง เขาจะหยุดยืนมองจากที่ไกลๆ และไม่ว่าเธอจะหนีไปกี่ครั้ง ระยะห่างนั้นก็จะถูกรักษาไว้อย่างสม่ำเสมอ

“อือออ...”

กึก กึก

โซเฟียตัวสั่นเทิ้มเหมือนคนจับไข้

สัตว์ประหลาดที่ทำให้แม้แต่เดมิลิชยังกลัวจนหัวหด กลับมายืนหยุดรออยู่ทุกตรอกซอกซอยเนี่ยนะ

ผู้ตื่นรู้ระดับนั้นไม่มีทางวิ่งแค่ไม่กี่สิบเมตรแล้วเหนื่อยหอบหรอก นี่มันต้องเป็นความขี้เกียจที่จงใจทำของนักล่าชัดๆ

ถ้าอย่างนั้นสถานการณ์ในตอนนั้น สรุปแล้วมันหมายความว่ายังไงกันแน่

“ท...ท...ทำกับฉันได้ยังไง ทำกับผู้ตื่นรู้ระดับแรงค์ A เป็นเหมือนของเล่นชิ้นหนึ่ง...”

โซเฟียตีความทุกอย่างว่าเป็นการเยาะเย้ยจากผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุด

เหมือนนักล่าที่อิ่มหนำแล้วเขี่ยกระต่ายเล่นแก้เบื่อ

เธอเข้าใจผิดไปว่า คิมกิรยอจงใจปล่อยซัมมอนเนอร์ตรงหน้า แล้วเพลิดเพลินกับการมองดูเหยื่อหวาดกลัว

แต่ทางนี้แม้จะมั่นใจว่ามันคือการล้อเล่น ก็ไม่อาจหยุดเท้าได้

เพราะถ้าเกิดโดนจับได้ตรงนั้น... ถ้าเกิดยอมแพ้ที่จะหนีแล้วทำให้ผู้ชายคนนั้นรู้สึกเบื่อขึ้นมาล่ะก็

เธอรู้สึกสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้กลับมาตุภูมิอย่างปลอดภัยแน่ๆ

‘ทำไมเขาถึงทำกับมนุษย์ด้วยกันเหมือนเป็นแค่เกมล่าสัตว์ได้ขนาดนั้น? แถมยังทำได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย?’

ไอ้โซซิโอพาทเฮงซวยเอ๊ย

ปลายนิ้วของโซเฟียเย็นเฉียบด้วยความกลัว

ผู้ชายที่มีบรรยากาศเย็นยะเยือก เดินลากดาบยาวคมกริบมาตามพื้น

จะว่าไปแล้ว ได้ยินมาว่าตอนเหตุการณ์ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คิมกิรยอก็ใช้ดาบเล่มเดียวปลิดชีพศัตรู งั้นสิ่งที่เห็นตอนนั้นก็คืออาวุธที่ใช้ผ่าท้องงูยักษ์สินะ?

ตอนนี้โซเฟียเชื่อสนิทใจแล้วว่า แรงค์ S คนที่สี่ของเกาหลีคือผู้แข็งแกร่งตัวจริง

ความคิดแบบนี้จึงผุดขึ้นมาโดยธรรมชาติ

ถ้าฮันเตอร์คนนั้นเอาจริงขึ้นมา ป่านนี้เธอคงมีสภาพไม่ต่างจากอีมูกิกลายพันธุ์นั่นไปแล้ว

คงได้เจอกับจุดจบที่ไม่ต่างจากซากศพน่าสมเพชของงู ที่ปากฉีกกว้างและร่างกายถูกสับเละเทะ

“ฮึก”

บรึ๋ย

พอยิ่งคิด ตัวก็ยิ่งสั่นไม่หยุด

“ท...ที่ผู้ชายคนนั้นไว้ชีวิตฉัน มันก็แค่ความแปรปรวนทางอารมณ์เท่านั้นแหละค่ะ...!”

คิมกิรยอปั่นหัวเธอเล่นอยู่นาน จนกระทั่งทางนี้หมดแรงข้าวต้ม ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลนั่นแหละ เขาถึงยอมปล่อยไป

ยังไงก็ตาม จู่ๆ กิรยอก็เลิกตามมาดื้อๆ

แต่โซเฟียที่รู้ความจริงข้อนั้น ก็ยังตกอยู่ในความหวาดกลัวอยู่อีกหลายชั่วโมง

พลังเวทที่แห้งเหือด

เพราะความพิเศษของอีกฝ่าย ทำให้เธอไม่มีทางรู้ตัวเลยถ้าคิมกิรยอจะโผล่พรวดเข้ามาใกล้ๆ

“บรู๊คลิน ฟังเรื่องของฉันขนาดนี้แล้ว คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอคะ?”

ปัง!

โซเฟียทุบโต๊ะด้วยใบหน้าซีดเผือดแล้วโพล่งออกมา

“ทำไมคิมกิรยอถึงปล่อยฉันไปล่ะ เขาไม่มองว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นเรื่องที่ต้องตามล้างแค้นด้วยซ้ำ!”

“อืม”

“เขาเมินฉันเหมือนแรงค์ A ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ต้องใส่ใจด้วยซ้ำนะคะ! นี่คุณยังคิดว่าเขาเป็นพวกตัวปลอมอยู่อีกเหรอ? ถามจริง?”

ฮันเตอร์แรงค์ A ที่ถือว่าเป็นระดับหัวกะทิในวงการฮันเตอร์ กลับต้องมาถูกปั่นหัวเหมือนลูกกวางแรกเกิดต่อหน้านักล่าคนอื่นแบบนี้

โซเฟียทบทวนฝันร้ายที่เจอมาพลางสั่นสะท้าน

ตอนนั้นเอง เสียงอันสดใสของบรู๊คลินก็ดังแทรกขึ้นมาในอากาศ

“ใช่ น่าเสียดายนะ แต่ฉันยังคิดแบบนั้นอยู่”

บอกกันตรงๆ ด้วยน้ำเสียงสดชื่นแบบนี้เลยเหรอว่ายังไม่เลิกสงสัยในตัวคิมกิรยอ

“ว่าไงนะคะ?”

ความกลัว หรือความตกใจ อะไรพวกนั้น... ถ้าตัดองค์ประกอบทางอารมณ์ไร้สาระออกไป สิ่งที่ลูกน้องเจอมาสามารถสรุปได้ดังนี้

1. คิมกิรยอยืนนิ่งตลอดเวลาที่เผชิญหน้ากับเดมิลิช

2. ตอนที่โซเฟียซึ่งหมดสภาพวิ่งหนี เขาทำแค่รักษาระยะห่างตามมาเฉยๆ

ไม่รู้สึกว่ามันแปลกๆ เหรอ?

ความจริงนี่ก็เป็นข้อสงสัยที่มีมาสักพักแล้ว แปลกมากที่แรงค์ S คนที่สี่ของเกาหลีไม่เคยมีภาพการต่อสู้แบบเป็นทางการหลุดออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งเหตุการณ์ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง, ดราก้อนเหรดที่ญี่ปุ่น, หรือแม้แต่ตอนล่ามอนสเตอร์จิ๊บจ๊อยอย่างไซเรน

ในพื้นที่สาธารณะ เขามักจะปกปิดความสามารถไว้อย่างน่าประหลาด

‘ถึงจะจ้างฮันเตอร์ญี่ปุ่นไปสืบจนรู้แล้วว่าเขาใช้สกิลอะไรในเหรดก็เถอะ...’

บรู๊คลินมองว่าสถานการณ์โดยรวมมันทะแม่งๆ

แต่โซเฟียไม่สนแล้วว่าเจ้านายจะมีความเห็นยังไง จากนี้ไปเธอไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับฮันเตอร์จากแดนตะวันออกคนนั้นอีกแล้ว

“งั้นคราวหน้าก็เชิญไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเถอะค่ะ!”

ปึง!

โซเฟียลุกพรวดพราดเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเอือมระอาเต็มทน

ทิ้งให้บรู๊คลินที่อยู่ตามลำพัง ยกแก้วกาแฟที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาจิบพลางพึมพำ

“อืม แล้วเขาจัดการเดมิลิชด้วยวิธีไหนกันน้า...”

สารภาพตามตรง

ตอนนี้บรู๊คลินประเมินโอกาสที่คิมกิรยอจะเป็นแรงค์ S ไว้ที่ประมาณ 50%

เทียบกับตอนปาร์ตี้ของเกตสตาร์ที่มองไว้แค่ 10% ถือว่าคะแนนพุ่งขึ้นมาสูงมาก

มาถึงขั้นนี้ แรงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่แล้ว

ต่อให้ค่าการตื่นรู้จะต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน แต่ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนจะมีข้อดีที่มากพอจะทำให้ลืมจุดอ่อนพวกนั้นไปได้

“น่าสนใจ”

แต่ถ้าสมมติว่าฮันเตอร์คนนั้นเป็นแรงค์ S จริงๆ ล่ะ?

ถ้าเป็นแบบนั้น ก็คงปฏิบัติด้วยเหมือนเป็นแค่ผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถพิเศษเฉยๆ ไม่ได้แล้ว

ดูจากวีรกรรมที่ผ่านมา พ่อหนุ่มเกาหลีคนนี้น่าจะมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นยอดฝีมือระดับท็อปแม้แต่ในหมู่แรงค์ S ด้วยกัน

‘อยากรู้จังว่าซ่อนฝีมือไว้ขนาดไหน’

ถ้าเขาเอาจริงขึ้นมา จะเก่งกาจได้สักเท่าไหร่กันนะ

หรือว่าในที่สุด เราจะเจอเพื่อนที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้แล้ว?

มนุษยชาติมักจะอ่อนไหวกับคำว่า ‘ที่สุด’ เสมอ

แม้แต่ยุคก่อนที่จะมีผู้ตื่นรู้ ก็มักจะมีการจัดอันดับนักสู้ตามฝีมือกันเป็นประจำ

ผู้คนมักต้องการแบ่งแยกให้ชัดเจนเสมอว่าใครแข็งแกร่งที่สุดในโลก

[World Hunter Ranking]

[1. Brooklyn Morgan]

และจากผลการตรวจสอบมาตรฐานใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความสนใจนี้ บรู๊คลินก็ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทว่า...

เธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับตารางคะแนนพวกนี้เท่าไหร่นัก

แค่ไม่มีใครพูดออกมา แต่ความจริงแล้วพวกฮันเตอร์ในอเมริกาต่างก็กำหนด ‘ราชาที่แท้จริง’ ไว้ในใจกันมานานแล้ว

“อืมม~”

4 ปีก่อน

‘นูเคลลาวีคิลเลอร์’ ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันใน S คลาส ดันเจี้ยนเบรกที่ฮาวาย

นักล่าผู้สังหารนูเคลลาวีคนนั้น สวมหน้ากากกระดูกเอลก์สีดำอำพรางใบหน้า และจากรูปลักษณ์นั้น ผู้ที่พบเห็นจึงเรียกขานเขาด้วยฉายาว่า ‘บีสต์’

บีสต์

ฮันเตอร์ปริศนาที่ไม่มีใครรู้ตัวจริง

หลังจากเหรดที่ฮาวาย มีผู้คนมากมายพยายามตามสืบเรื่องของฮันเตอร์คนนั้น แต่สุดท้ายความพยายามทั้งหมดก็ล้มเหลว

เพราะบีสต์จะถูกพบเห็นเป็นครั้งคราว เฉพาะในดันเจี้ยนชั้นนำที่มีความยากระดับนรกแตกเท่านั้น

“ถ้าบีสต์สู้กับฮันเตอร์เกาหลีคนนี้ ใครจะชนะกันนะ?”

บรู๊คลินโยนคำถามเล่นๆ เหมือนพวกบ้าศิลปะการต่อสู้ที่กำลังเมาได้ที่ พลางเก็บเอกสารของโซเฟีย

แต่ในตอนนั้นเอง

สายตาของเธอก็ไปสะดุดกับข้อมูลหนึ่งในโปรไฟล์ของคิมกิรยอที่ถืออยู่

【179cm】

ตัวเลขที่ตรงกับส่วนสูงโดยประมาณของนูเคลลาวีคิลเลอร์

แถมที่น่าสนุกคือ บีสต์ที่ชื่นชอบดันเจี้ยนความยากระดับสูง กลับเงียบกริบให้กับเกตระดับ S ของญี่ปุ่นซะงั้น

“โอ๊ะ”

บรู๊คลินประมวลข้อมูลต่างๆ แล้วจ้องมองรูปถ่ายของฮันเตอร์ที่พิมพ์อยู่บนเอกสาร

ชายชาวเกาหลีช่วงอายุ 20 กลางๆ งั้นเหรอ

“หืม”

บรู๊คลินหรี่ตาข้างหนึ่ง จินตนาการภาพหน้ากากเอลก์สวมทับลงไปบนใบหน้าของแรงค์ S คนนั้น

“ก็ไม่เลวแฮะ”

จากนั้นเสียงอันสดใสของเธอก็ดังก้องไปทั่วห้องทำงาน

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

151

20px

.

.

.

ถ้าอย่างนั้นในสถานการณ์เดียวกัน

คิมกิรยอกำลังคิดอะไรอยู่

‘ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที’

ตึก ตึก ตึก

หลังจากวิ่งหน้าตั้งมาสักพัก กิรยอก็หยุดยืนที่ปลายตรอกเพื่อโกยอากาศเข้าปอด

ต่างจากโซเฟียที่ความสามารถลดลงชั่วคราวเพราะเพนัลตี้ของสกิล ไอ้แรงค์ F ทางนี้ปกติตอนวิ่งธรรมดาก็ห่วยแตกอยู่แล้ว...

“แค่ก”

พูดกันตามตรง

ที่คิมกิรยอตามอีกฝ่ายไม่ทัน มันเป็นปัญหาที่สมรรถภาพทางกายล้วนๆ

ขนาดอุตส่าห์ใช้เวทเสริมแกร่งรีดเค้นขีดจำกัดของร่างกายออกมาแล้วแท้ๆ แต่การจะให้แรงค์ F วิ่งไล่กวดแรงค์ A มันก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางทฤษฎีอยู่ดี

‘จะอ้วกแตกอยู่แล้ว’

แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงไม่อยากจะล้มเลิกการไล่ล่านี้ง่ายๆ

ตอนแรกก็กะว่าจะแค่ดูหน้าซัมมอนเนอร์ให้ชัดๆ เท่านั้น

แต่พอเห็นผู้ตื่นรู้ที่จ่ายค่าตอบแทนสกิลจนหมดสภาพ วิ่งช้าเป็นเต่าคลานเกินจินตนาการ มันก็เลยรู้สึกว่า ‘เฮ้ย อีกนิดเดียวก็น่าจะจับได้แล้วนะ’ ขึ้นมา

‘พวกใช้เวทอัญเชิญปกติแล้วร่างต้นจะอ่อนแอสุดๆ...!’

ซัมมอนเนอร์คือตัวตนที่มีจุดอ่อนชัดเจน

ดังนั้นขอแค่เข้าประชิดตัวได้สำเร็จ คอมโบ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] กับ [ไฮดรา] ก็น่าจะไล่ต้อนได้ในพริบตา

‘หยุดแล้ว!’

ไม่กี่วินาทีต่อมา

โซเฟียที่พละกำลังหมดก๊อกก็หยุดเท้าลงชั่วครู่ กิรยอที่เห็นดังนั้นจึงรีบตั้งท่าและออกตัวทันที

กะจะอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายพักหายใจเพื่อย่นระยะห่าง

ทาทาทาทั่ก

แต่ทว่า ศัตรูฟื้นตัวเร็วกว่าความเร็วที่เขาพยายามวิ่งเข้าไปหา

ทันทีที่โซเฟียเห็นแรงค์ S ขยับตัว หน้าเธอก็ซีดเผือดแล้วฝืนขยับขาวิ่งหนีต่อทันที

‘โธ่เว้ย!’

‘ฮือออ...!’

คิมกิรยอที่อยากรู้ตัวจริงของจอมเวทที่โจมตีตน

โซเฟียที่กังวลจนแทบคลั่งว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ถ้าถูกแรงค์ S จับได้

ทั้งสองต่างแบกรับความปรารถนาอันแรงกล้า วิ่งไล่จับกันอย่างทุลักทุเล สลับกันหมดแรงและฟื้นตัวอยู่อย่างนั้นอย่างกัดไม่ปล่อย

แต่แล้วจู่ๆ

กิรยอก็หยุดวิ่งเอาดื้อๆ

แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ได้หยุดเพื่อปรับลมหายใจ แต่เขาตั้งใจจะเลิกตามล่าที่ทางแยกนี้จริงๆ

“แค่ก, อุแหวะ!”

ความจริงแล้ว การเล่นวิ่งไล่จับแบบนี้เป็นพฤติกรรมที่พวก ‘พวกปิดบังแรงค์’ ควรหลีกเลี่ยง

ถ้ามีใครมาเห็นแรงค์ S วิ่งช้าเป็นเต่าคลาน คงต้องเกิดความสงสัยขึ้นแน่ๆ

‘เฮ้อ แทบตายเลยแฮะ ไอ้มุกแกล้งทำเป็นไม่เหนื่อยเนี่ย’

จะอ้างว่ากลัวถนนพังเลยต้องออมแรงหรืออะไรก็เถอะ...

เอาจริงๆ จะแถมันก็พอแถได้ แต่การลดปัจจัยเสี่ยงให้น้อยที่สุดย่อมดีกว่า

‘อีกอย่างร่างกายก็เริ่มจะถึงขีดจำกัดแล้วด้วย’

คิมกิรยอตัดสินใจปล่อยศัตรูไปตรงนี้ ก่อนที่จะออกไปสู่ถนนใหญ่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน

ดังนั้นเขาจึงหยุดอยู่กับที่ ส่วนโซเฟียที่ไม่ได้หันมาเช็กสภาพของผู้ล่า ก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีสุดชีวิต

เพียงพริบตาเดียว ซัมมอนเนอร์สาวก็หายลับไปจากสายตา

กริก

กิรยอเก็บความเสียดายลงไป แล้วเสียบไฮดราที่ชักออกมากลับคืนฝัก

‘ฮ้าา ปวดตัวชะมัด’

และในวินาทีนี้ เวทเสริมแกร่งที่ร่ายใส่ร่างกายไว้ก็คลายออก ความรู้สึกอ่อนล้าเหมือนกล้ามเนื้อจะฉีกขาดก็ถาโถมเข้ามา

กิรยอเมินเฉยต่อความเจ็บปวดนั้น แล้วเริ่มวิเคราะห์ในหัว

ทั้งซูเยฮวี ทั้งพัคจุนแท

พวกที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาต่างก็ม้วยมรณาไปหมดแล้ว แล้วยัยซัมมอนเนอร์นั่นโผล่มาจากไหนกัน?

‘ผู้ก่อการร้ายรายที่สอง? หรือว่าพวกสวะที่เหลือรอดขององค์กรกลับมาล้างแค้น?’

คิดเท่าไหร่ก็หาคำตอบไม่ได้

กิรยอจึงตัดสินใจว่า ควรเตรียมตัวรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมไว้จะดีกว่า

---

หลายวันต่อมา

“สรุปก็คือ...”

สหรัฐอเมริกา กิลด์สเปกตรัม

หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองที่ทิ้งตัวลงราวกับผ้าไหม ยืนกอดอกมองลงไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม

บนโซฟาสีแดงที่เธอจ้องมองอยู่ มีผู้ตื่นรู้คนหนึ่งนั่งอยู่

ต้นคอที่โผล่วูบวาบผ่านผมบ็อบสั้น และรอยสักสีดำรูปผีเสื้อที่ประดับอยู่บนผิวหนังนั้น

“ผลการตรวจสอบแรงค์ S ของเกาหลีเป็นยังไง?”

บรู๊คลินเอ่ยถามบุคคลตรงหน้า

แต่ทว่า หญิงสาวที่มีรอยสักกลับแสดงอาการผิดปกติทันทีที่ได้ยินคำบางคำ คางของเธอสั่นระริก

เสียงที่เล็ดลอดออกมาหลังจากนั้น คือเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว

“ผู้ชายคนนั้นมันปิศาจค่ะ”

โซเฟียพึมพำด้วยใบหน้าซีดเผือด

“ว่าไงนะ?”

บรู๊คลินเอียงคอสงสัยกับท่าทีนั้น

แต่เวลาผ่านไป อาการหวาดกลัวของอีกฝ่ายก็ดูจะไม่ลดลงเลย ความจริงคือสายลับที่ส่งไปเกาหลีคนนี้ แม้ภารกิจจะจบลงไปตั้งสามวันแล้ว แต่ก็ยังจมอยู่กับความกังวลที่หาสาเหตุไม่ได้

“ด...เดี๋ยวจะรายงานให้นะคะ ผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ตื่นรู้แรงค์ S จริงๆ ค่ะ มั่นใจได้เลย เขาไม่ใช่แค่แรงค์ S ธรรมดา แต่เป็นผู้มีพลังที่ยอดเยี่ยมมากๆ... มากถึงมากที่สุด”

ตลอดการสนทนา สีหน้าของโซเฟียดูหมองหม่น

“อย่างที่คุณบรู๊คลินสั่ง ฉันลองอัญเชิญเดมิลิชไปโจมตีแล้วแต่ว่า... ไม่มีความจำเป็นต้องนับเลยค่ะว่าเขาทนรับ [การโจมตีวิญญาณ] ได้กี่ครั้ง”

“หมายความว่าเขาจัดการเดมิลิชได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“เปล่าค่ะ”

“แล้ว?”

“แค่สัตว์อัญเชิญของฉันทำอะไรเขาไม่ได้เลย”

“หือ?”

“ม...ไม่ได้เลย ไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิงเลยต่างหากล่ะคะ”

จากนั้นโซเฟียก็อธิบาย

เรื่องที่คิมกิรยอยังคงปกติสุขดีแม้จะโดนการโจมตีของเดมิลิชเข้าไป

เรื่องที่เดมิลิชก้มหัวศิโรราบต่อหน้าคิมกิรยอราวกับจะพังทลาย

รวมถึงเรื่องที่แรงค์ S ของเกาหลีมองทะลุการซ่อนตัวของเธอ

“จับสัมผัสการซ่อนตัวได้จากระยะไกลขนาดนั้นเลยเหรอ? ว้าว นั่นมันสุดยอดไปเลยนะ”

บรู๊คลินยิ้มอย่างทึ่งๆ แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือเสียงตะคอกแหบพร่าของลูกน้อง

“แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นนะคะ...! คุณรู้ไหมว่าฮันเตอร์จอมโหดเหี้ยมนั่นทำอะไรกับฉันบ้าง?”

โซเฟียยังคงลืมไม่ลง

ถ้าเป็นฮันเตอร์แรงค์ S จริง การจะตามจับซัมมอนเนอร์ที่หมดสภาพน่าจะทำได้ง่ายเหมือนปอกกล้วย

แต่คิมกิรยอกลับทำตัวแปลกประหลาด ทุกครั้งที่เธอหันกลับไปมอง เขาจะหยุดยืนมองจากที่ไกลๆ และไม่ว่าเธอจะหนีไปกี่ครั้ง ระยะห่างนั้นก็จะถูกรักษาไว้อย่างสม่ำเสมอ

“อือออ...”

กึก กึก

โซเฟียตัวสั่นเทิ้มเหมือนคนจับไข้

สัตว์ประหลาดที่ทำให้แม้แต่เดมิลิชยังกลัวจนหัวหด กลับมายืนหยุดรออยู่ทุกตรอกซอกซอยเนี่ยนะ

ผู้ตื่นรู้ระดับนั้นไม่มีทางวิ่งแค่ไม่กี่สิบเมตรแล้วเหนื่อยหอบหรอก นี่มันต้องเป็นความขี้เกียจที่จงใจทำของนักล่าชัดๆ

ถ้าอย่างนั้นสถานการณ์ในตอนนั้น สรุปแล้วมันหมายความว่ายังไงกันแน่

“ท...ท...ทำกับฉันได้ยังไง ทำกับผู้ตื่นรู้ระดับแรงค์ A เป็นเหมือนของเล่นชิ้นหนึ่ง...”

โซเฟียตีความทุกอย่างว่าเป็นการเยาะเย้ยจากผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุด

เหมือนนักล่าที่อิ่มหนำแล้วเขี่ยกระต่ายเล่นแก้เบื่อ

เธอเข้าใจผิดไปว่า คิมกิรยอจงใจปล่อยซัมมอนเนอร์ตรงหน้า แล้วเพลิดเพลินกับการมองดูเหยื่อหวาดกลัว

แต่ทางนี้แม้จะมั่นใจว่ามันคือการล้อเล่น ก็ไม่อาจหยุดเท้าได้

เพราะถ้าเกิดโดนจับได้ตรงนั้น... ถ้าเกิดยอมแพ้ที่จะหนีแล้วทำให้ผู้ชายคนนั้นรู้สึกเบื่อขึ้นมาล่ะก็

เธอรู้สึกสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้กลับมาตุภูมิอย่างปลอดภัยแน่ๆ

‘ทำไมเขาถึงทำกับมนุษย์ด้วยกันเหมือนเป็นแค่เกมล่าสัตว์ได้ขนาดนั้น? แถมยังทำได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย?’

ไอ้โซซิโอพาทเฮงซวยเอ๊ย

ปลายนิ้วของโซเฟียเย็นเฉียบด้วยความกลัว

ผู้ชายที่มีบรรยากาศเย็นยะเยือก เดินลากดาบยาวคมกริบมาตามพื้น

จะว่าไปแล้ว ได้ยินมาว่าตอนเหตุการณ์ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คิมกิรยอก็ใช้ดาบเล่มเดียวปลิดชีพศัตรู งั้นสิ่งที่เห็นตอนนั้นก็คืออาวุธที่ใช้ผ่าท้องงูยักษ์สินะ?

ตอนนี้โซเฟียเชื่อสนิทใจแล้วว่า แรงค์ S คนที่สี่ของเกาหลีคือผู้แข็งแกร่งตัวจริง

ความคิดแบบนี้จึงผุดขึ้นมาโดยธรรมชาติ

ถ้าฮันเตอร์คนนั้นเอาจริงขึ้นมา ป่านนี้เธอคงมีสภาพไม่ต่างจากอีมูกิกลายพันธุ์นั่นไปแล้ว

คงได้เจอกับจุดจบที่ไม่ต่างจากซากศพน่าสมเพชของงู ที่ปากฉีกกว้างและร่างกายถูกสับเละเทะ

“ฮึก”

บรึ๋ย

พอยิ่งคิด ตัวก็ยิ่งสั่นไม่หยุด

“ท...ที่ผู้ชายคนนั้นไว้ชีวิตฉัน มันก็แค่ความแปรปรวนทางอารมณ์เท่านั้นแหละค่ะ...!”

คิมกิรยอปั่นหัวเธอเล่นอยู่นาน จนกระทั่งทางนี้หมดแรงข้าวต้ม ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลนั่นแหละ เขาถึงยอมปล่อยไป

ยังไงก็ตาม จู่ๆ กิรยอก็เลิกตามมาดื้อๆ

แต่โซเฟียที่รู้ความจริงข้อนั้น ก็ยังตกอยู่ในความหวาดกลัวอยู่อีกหลายชั่วโมง

พลังเวทที่แห้งเหือด

เพราะความพิเศษของอีกฝ่าย ทำให้เธอไม่มีทางรู้ตัวเลยถ้าคิมกิรยอจะโผล่พรวดเข้ามาใกล้ๆ

“บรู๊คลิน ฟังเรื่องของฉันขนาดนี้แล้ว คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอคะ?”

ปัง!

โซเฟียทุบโต๊ะด้วยใบหน้าซีดเผือดแล้วโพล่งออกมา

“ทำไมคิมกิรยอถึงปล่อยฉันไปล่ะ เขาไม่มองว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นเรื่องที่ต้องตามล้างแค้นด้วยซ้ำ!”

“อืม”

“เขาเมินฉันเหมือนแรงค์ A ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ต้องใส่ใจด้วยซ้ำนะคะ! นี่คุณยังคิดว่าเขาเป็นพวกตัวปลอมอยู่อีกเหรอ? ถามจริง?”

ฮันเตอร์แรงค์ A ที่ถือว่าเป็นระดับหัวกะทิในวงการฮันเตอร์ กลับต้องมาถูกปั่นหัวเหมือนลูกกวางแรกเกิดต่อหน้านักล่าคนอื่นแบบนี้

โซเฟียทบทวนฝันร้ายที่เจอมาพลางสั่นสะท้าน

ตอนนั้นเอง เสียงอันสดใสของบรู๊คลินก็ดังแทรกขึ้นมาในอากาศ

“ใช่ น่าเสียดายนะ แต่ฉันยังคิดแบบนั้นอยู่”

บอกกันตรงๆ ด้วยน้ำเสียงสดชื่นแบบนี้เลยเหรอว่ายังไม่เลิกสงสัยในตัวคิมกิรยอ

“ว่าไงนะคะ?”

ความกลัว หรือความตกใจ อะไรพวกนั้น... ถ้าตัดองค์ประกอบทางอารมณ์ไร้สาระออกไป สิ่งที่ลูกน้องเจอมาสามารถสรุปได้ดังนี้

1. คิมกิรยอยืนนิ่งตลอดเวลาที่เผชิญหน้ากับเดมิลิช

2. ตอนที่โซเฟียซึ่งหมดสภาพวิ่งหนี เขาทำแค่รักษาระยะห่างตามมาเฉยๆ

ไม่รู้สึกว่ามันแปลกๆ เหรอ?

ความจริงนี่ก็เป็นข้อสงสัยที่มีมาสักพักแล้ว แปลกมากที่แรงค์ S คนที่สี่ของเกาหลีไม่เคยมีภาพการต่อสู้แบบเป็นทางการหลุดออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งเหตุการณ์ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง, ดราก้อนเหรดที่ญี่ปุ่น, หรือแม้แต่ตอนล่ามอนสเตอร์จิ๊บจ๊อยอย่างไซเรน

ในพื้นที่สาธารณะ เขามักจะปกปิดความสามารถไว้อย่างน่าประหลาด

‘ถึงจะจ้างฮันเตอร์ญี่ปุ่นไปสืบจนรู้แล้วว่าเขาใช้สกิลอะไรในเหรดก็เถอะ...’

บรู๊คลินมองว่าสถานการณ์โดยรวมมันทะแม่งๆ

แต่โซเฟียไม่สนแล้วว่าเจ้านายจะมีความเห็นยังไง จากนี้ไปเธอไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับฮันเตอร์จากแดนตะวันออกคนนั้นอีกแล้ว

“งั้นคราวหน้าก็เชิญไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเถอะค่ะ!”

ปึง!

โซเฟียลุกพรวดพราดเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเอือมระอาเต็มทน

ทิ้งให้บรู๊คลินที่อยู่ตามลำพัง ยกแก้วกาแฟที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาจิบพลางพึมพำ

“อืม แล้วเขาจัดการเดมิลิชด้วยวิธีไหนกันน้า...”

สารภาพตามตรง

ตอนนี้บรู๊คลินประเมินโอกาสที่คิมกิรยอจะเป็นแรงค์ S ไว้ที่ประมาณ 50%

เทียบกับตอนปาร์ตี้ของเกตสตาร์ที่มองไว้แค่ 10% ถือว่าคะแนนพุ่งขึ้นมาสูงมาก

มาถึงขั้นนี้ แรงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่แล้ว

ต่อให้ค่าการตื่นรู้จะต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน แต่ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนจะมีข้อดีที่มากพอจะทำให้ลืมจุดอ่อนพวกนั้นไปได้

“น่าสนใจ”

แต่ถ้าสมมติว่าฮันเตอร์คนนั้นเป็นแรงค์ S จริงๆ ล่ะ?

ถ้าเป็นแบบนั้น ก็คงปฏิบัติด้วยเหมือนเป็นแค่ผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถพิเศษเฉยๆ ไม่ได้แล้ว

ดูจากวีรกรรมที่ผ่านมา พ่อหนุ่มเกาหลีคนนี้น่าจะมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นยอดฝีมือระดับท็อปแม้แต่ในหมู่แรงค์ S ด้วยกัน

‘อยากรู้จังว่าซ่อนฝีมือไว้ขนาดไหน’

ถ้าเขาเอาจริงขึ้นมา จะเก่งกาจได้สักเท่าไหร่กันนะ

หรือว่าในที่สุด เราจะเจอเพื่อนที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้แล้ว?

มนุษยชาติมักจะอ่อนไหวกับคำว่า ‘ที่สุด’ เสมอ

แม้แต่ยุคก่อนที่จะมีผู้ตื่นรู้ ก็มักจะมีการจัดอันดับนักสู้ตามฝีมือกันเป็นประจำ

ผู้คนมักต้องการแบ่งแยกให้ชัดเจนเสมอว่าใครแข็งแกร่งที่สุดในโลก

[World Hunter Ranking]

[1. Brooklyn Morgan]

และจากผลการตรวจสอบมาตรฐานใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความสนใจนี้ บรู๊คลินก็ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทว่า...

เธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับตารางคะแนนพวกนี้เท่าไหร่นัก

แค่ไม่มีใครพูดออกมา แต่ความจริงแล้วพวกฮันเตอร์ในอเมริกาต่างก็กำหนด ‘ราชาที่แท้จริง’ ไว้ในใจกันมานานแล้ว

“อืมม~”

4 ปีก่อน

‘นูเคลลาวีคิลเลอร์’ ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันใน S คลาส ดันเจี้ยนเบรกที่ฮาวาย

นักล่าผู้สังหารนูเคลลาวีคนนั้น สวมหน้ากากกระดูกเอลก์สีดำอำพรางใบหน้า และจากรูปลักษณ์นั้น ผู้ที่พบเห็นจึงเรียกขานเขาด้วยฉายาว่า ‘บีสต์’

บีสต์

ฮันเตอร์ปริศนาที่ไม่มีใครรู้ตัวจริง

หลังจากเหรดที่ฮาวาย มีผู้คนมากมายพยายามตามสืบเรื่องของฮันเตอร์คนนั้น แต่สุดท้ายความพยายามทั้งหมดก็ล้มเหลว

เพราะบีสต์จะถูกพบเห็นเป็นครั้งคราว เฉพาะในดันเจี้ยนชั้นนำที่มีความยากระดับนรกแตกเท่านั้น

“ถ้าบีสต์สู้กับฮันเตอร์เกาหลีคนนี้ ใครจะชนะกันนะ?”

บรู๊คลินโยนคำถามเล่นๆ เหมือนพวกบ้าศิลปะการต่อสู้ที่กำลังเมาได้ที่ พลางเก็บเอกสารของโซเฟีย

แต่ในตอนนั้นเอง

สายตาของเธอก็ไปสะดุดกับข้อมูลหนึ่งในโปรไฟล์ของคิมกิรยอที่ถืออยู่

【179cm】

ตัวเลขที่ตรงกับส่วนสูงโดยประมาณของนูเคลลาวีคิลเลอร์

แถมที่น่าสนุกคือ บีสต์ที่ชื่นชอบดันเจี้ยนความยากระดับสูง กลับเงียบกริบให้กับเกตระดับ S ของญี่ปุ่นซะงั้น

“โอ๊ะ”

บรู๊คลินประมวลข้อมูลต่างๆ แล้วจ้องมองรูปถ่ายของฮันเตอร์ที่พิมพ์อยู่บนเอกสาร

ชายชาวเกาหลีช่วงอายุ 20 กลางๆ งั้นเหรอ

“หืม”

บรู๊คลินหรี่ตาข้างหนึ่ง จินตนาการภาพหน้ากากเอลก์สวมทับลงไปบนใบหน้าของแรงค์ S คนนั้น

“ก็ไม่เลวแฮะ”

จากนั้นเสียงอันสดใสของเธอก็ดังก้องไปทั่วห้องทำงาน