.
.
.
ถ้าอย่างนั้นในสถานการณ์เดียวกัน
คิมกิรยอกำลังคิดอะไรอยู่
‘ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที’
ตึก ตึก ตึก
หลังจากวิ่งหน้าตั้งมาสักพัก กิรยอก็หยุดยืนที่ปลายตรอกเพื่อโกยอากาศเข้าปอด
ต่างจากโซเฟียที่ความสามารถลดลงชั่วคราวเพราะเพนัลตี้ของสกิล ไอ้แรงค์ F ทางนี้ปกติตอนวิ่งธรรมดาก็ห่วยแตกอยู่แล้ว...
“แค่ก”
พูดกันตามตรง
ที่คิมกิรยอตามอีกฝ่ายไม่ทัน มันเป็นปัญหาที่สมรรถภาพทางกายล้วนๆ
ขนาดอุตส่าห์ใช้เวทเสริมแกร่งรีดเค้นขีดจำกัดของร่างกายออกมาแล้วแท้ๆ แต่การจะให้แรงค์ F วิ่งไล่กวดแรงค์ A มันก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางทฤษฎีอยู่ดี
‘จะอ้วกแตกอยู่แล้ว’
แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงไม่อยากจะล้มเลิกการไล่ล่านี้ง่ายๆ
ตอนแรกก็กะว่าจะแค่ดูหน้าซัมมอนเนอร์ให้ชัดๆ เท่านั้น
แต่พอเห็นผู้ตื่นรู้ที่จ่ายค่าตอบแทนสกิลจนหมดสภาพ วิ่งช้าเป็นเต่าคลานเกินจินตนาการ มันก็เลยรู้สึกว่า ‘เฮ้ย อีกนิดเดียวก็น่าจะจับได้แล้วนะ’ ขึ้นมา
‘พวกใช้เวทอัญเชิญปกติแล้วร่างต้นจะอ่อนแอสุดๆ...!’
ซัมมอนเนอร์คือตัวตนที่มีจุดอ่อนชัดเจน
ดังนั้นขอแค่เข้าประชิดตัวได้สำเร็จ คอมโบ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] กับ [ไฮดรา] ก็น่าจะไล่ต้อนได้ในพริบตา
‘หยุดแล้ว!’
ไม่กี่วินาทีต่อมา
โซเฟียที่พละกำลังหมดก๊อกก็หยุดเท้าลงชั่วครู่ กิรยอที่เห็นดังนั้นจึงรีบตั้งท่าและออกตัวทันที
กะจะอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายพักหายใจเพื่อย่นระยะห่าง
ทาทาทาทั่ก
แต่ทว่า ศัตรูฟื้นตัวเร็วกว่าความเร็วที่เขาพยายามวิ่งเข้าไปหา
ทันทีที่โซเฟียเห็นแรงค์ S ขยับตัว หน้าเธอก็ซีดเผือดแล้วฝืนขยับขาวิ่งหนีต่อทันที
‘โธ่เว้ย!’
‘ฮือออ...!’
คิมกิรยอที่อยากรู้ตัวจริงของจอมเวทที่โจมตีตน
โซเฟียที่กังวลจนแทบคลั่งว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ถ้าถูกแรงค์ S จับได้
ทั้งสองต่างแบกรับความปรารถนาอันแรงกล้า วิ่งไล่จับกันอย่างทุลักทุเล สลับกันหมดแรงและฟื้นตัวอยู่อย่างนั้นอย่างกัดไม่ปล่อย
แต่แล้วจู่ๆ
กิรยอก็หยุดวิ่งเอาดื้อๆ
แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ได้หยุดเพื่อปรับลมหายใจ แต่เขาตั้งใจจะเลิกตามล่าที่ทางแยกนี้จริงๆ
“แค่ก, อุแหวะ!”
ความจริงแล้ว การเล่นวิ่งไล่จับแบบนี้เป็นพฤติกรรมที่พวก ‘พวกปิดบังแรงค์’ ควรหลีกเลี่ยง
ถ้ามีใครมาเห็นแรงค์ S วิ่งช้าเป็นเต่าคลาน คงต้องเกิดความสงสัยขึ้นแน่ๆ
‘เฮ้อ แทบตายเลยแฮะ ไอ้มุกแกล้งทำเป็นไม่เหนื่อยเนี่ย’
จะอ้างว่ากลัวถนนพังเลยต้องออมแรงหรืออะไรก็เถอะ...
เอาจริงๆ จะแถมันก็พอแถได้ แต่การลดปัจจัยเสี่ยงให้น้อยที่สุดย่อมดีกว่า
‘อีกอย่างร่างกายก็เริ่มจะถึงขีดจำกัดแล้วด้วย’
คิมกิรยอตัดสินใจปล่อยศัตรูไปตรงนี้ ก่อนที่จะออกไปสู่ถนนใหญ่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน
ดังนั้นเขาจึงหยุดอยู่กับที่ ส่วนโซเฟียที่ไม่ได้หันมาเช็กสภาพของผู้ล่า ก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีสุดชีวิต
เพียงพริบตาเดียว ซัมมอนเนอร์สาวก็หายลับไปจากสายตา
กริก
กิรยอเก็บความเสียดายลงไป แล้วเสียบไฮดราที่ชักออกมากลับคืนฝัก
‘ฮ้าา ปวดตัวชะมัด’
และในวินาทีนี้ เวทเสริมแกร่งที่ร่ายใส่ร่างกายไว้ก็คลายออก ความรู้สึกอ่อนล้าเหมือนกล้ามเนื้อจะฉีกขาดก็ถาโถมเข้ามา
กิรยอเมินเฉยต่อความเจ็บปวดนั้น แล้วเริ่มวิเคราะห์ในหัว
ทั้งซูเยฮวี ทั้งพัคจุนแท
พวกที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาต่างก็ม้วยมรณาไปหมดแล้ว แล้วยัยซัมมอนเนอร์นั่นโผล่มาจากไหนกัน?
‘ผู้ก่อการร้ายรายที่สอง? หรือว่าพวกสวะที่เหลือรอดขององค์กรกลับมาล้างแค้น?’
คิดเท่าไหร่ก็หาคำตอบไม่ได้
กิรยอจึงตัดสินใจว่า ควรเตรียมตัวรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมไว้จะดีกว่า
---
หลายวันต่อมา
“สรุปก็คือ...”
สหรัฐอเมริกา กิลด์สเปกตรัม
หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองที่ทิ้งตัวลงราวกับผ้าไหม ยืนกอดอกมองลงไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม
บนโซฟาสีแดงที่เธอจ้องมองอยู่ มีผู้ตื่นรู้คนหนึ่งนั่งอยู่
ต้นคอที่โผล่วูบวาบผ่านผมบ็อบสั้น และรอยสักสีดำรูปผีเสื้อที่ประดับอยู่บนผิวหนังนั้น
“ผลการตรวจสอบแรงค์ S ของเกาหลีเป็นยังไง?”
บรู๊คลินเอ่ยถามบุคคลตรงหน้า
แต่ทว่า หญิงสาวที่มีรอยสักกลับแสดงอาการผิดปกติทันทีที่ได้ยินคำบางคำ คางของเธอสั่นระริก
เสียงที่เล็ดลอดออกมาหลังจากนั้น คือเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว
“ผู้ชายคนนั้นมันปิศาจค่ะ”
โซเฟียพึมพำด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ว่าไงนะ?”
บรู๊คลินเอียงคอสงสัยกับท่าทีนั้น
แต่เวลาผ่านไป อาการหวาดกลัวของอีกฝ่ายก็ดูจะไม่ลดลงเลย ความจริงคือสายลับที่ส่งไปเกาหลีคนนี้ แม้ภารกิจจะจบลงไปตั้งสามวันแล้ว แต่ก็ยังจมอยู่กับความกังวลที่หาสาเหตุไม่ได้
“ด...เดี๋ยวจะรายงานให้นะคะ ผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ตื่นรู้แรงค์ S จริงๆ ค่ะ มั่นใจได้เลย เขาไม่ใช่แค่แรงค์ S ธรรมดา แต่เป็นผู้มีพลังที่ยอดเยี่ยมมากๆ... มากถึงมากที่สุด”
ตลอดการสนทนา สีหน้าของโซเฟียดูหมองหม่น
“อย่างที่คุณบรู๊คลินสั่ง ฉันลองอัญเชิญเดมิลิชไปโจมตีแล้วแต่ว่า... ไม่มีความจำเป็นต้องนับเลยค่ะว่าเขาทนรับ [การโจมตีวิญญาณ] ได้กี่ครั้ง”
“หมายความว่าเขาจัดการเดมิลิชได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เปล่าค่ะ”
“แล้ว?”
“แค่สัตว์อัญเชิญของฉันทำอะไรเขาไม่ได้เลย”
“หือ?”
“ม...ไม่ได้เลย ไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิงเลยต่างหากล่ะคะ”
จากนั้นโซเฟียก็อธิบาย
เรื่องที่คิมกิรยอยังคงปกติสุขดีแม้จะโดนการโจมตีของเดมิลิชเข้าไป
เรื่องที่เดมิลิชก้มหัวศิโรราบต่อหน้าคิมกิรยอราวกับจะพังทลาย
รวมถึงเรื่องที่แรงค์ S ของเกาหลีมองทะลุการซ่อนตัวของเธอ
“จับสัมผัสการซ่อนตัวได้จากระยะไกลขนาดนั้นเลยเหรอ? ว้าว นั่นมันสุดยอดไปเลยนะ”
บรู๊คลินยิ้มอย่างทึ่งๆ แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือเสียงตะคอกแหบพร่าของลูกน้อง
“แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นนะคะ...! คุณรู้ไหมว่าฮันเตอร์จอมโหดเหี้ยมนั่นทำอะไรกับฉันบ้าง?”
โซเฟียยังคงลืมไม่ลง
ถ้าเป็นฮันเตอร์แรงค์ S จริง การจะตามจับซัมมอนเนอร์ที่หมดสภาพน่าจะทำได้ง่ายเหมือนปอกกล้วย
แต่คิมกิรยอกลับทำตัวแปลกประหลาด ทุกครั้งที่เธอหันกลับไปมอง เขาจะหยุดยืนมองจากที่ไกลๆ และไม่ว่าเธอจะหนีไปกี่ครั้ง ระยะห่างนั้นก็จะถูกรักษาไว้อย่างสม่ำเสมอ
“อือออ...”
กึก กึก
โซเฟียตัวสั่นเทิ้มเหมือนคนจับไข้
สัตว์ประหลาดที่ทำให้แม้แต่เดมิลิชยังกลัวจนหัวหด กลับมายืนหยุดรออยู่ทุกตรอกซอกซอยเนี่ยนะ
ผู้ตื่นรู้ระดับนั้นไม่มีทางวิ่งแค่ไม่กี่สิบเมตรแล้วเหนื่อยหอบหรอก นี่มันต้องเป็นความขี้เกียจที่จงใจทำของนักล่าชัดๆ
ถ้าอย่างนั้นสถานการณ์ในตอนนั้น สรุปแล้วมันหมายความว่ายังไงกันแน่
“ท...ท...ทำกับฉันได้ยังไง ทำกับผู้ตื่นรู้ระดับแรงค์ A เป็นเหมือนของเล่นชิ้นหนึ่ง...”
โซเฟียตีความทุกอย่างว่าเป็นการเยาะเย้ยจากผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุด
เหมือนนักล่าที่อิ่มหนำแล้วเขี่ยกระต่ายเล่นแก้เบื่อ
เธอเข้าใจผิดไปว่า คิมกิรยอจงใจปล่อยซัมมอนเนอร์ตรงหน้า แล้วเพลิดเพลินกับการมองดูเหยื่อหวาดกลัว
แต่ทางนี้แม้จะมั่นใจว่ามันคือการล้อเล่น ก็ไม่อาจหยุดเท้าได้
เพราะถ้าเกิดโดนจับได้ตรงนั้น... ถ้าเกิดยอมแพ้ที่จะหนีแล้วทำให้ผู้ชายคนนั้นรู้สึกเบื่อขึ้นมาล่ะก็
เธอรู้สึกสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้กลับมาตุภูมิอย่างปลอดภัยแน่ๆ
‘ทำไมเขาถึงทำกับมนุษย์ด้วยกันเหมือนเป็นแค่เกมล่าสัตว์ได้ขนาดนั้น? แถมยังทำได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย?’
ไอ้โซซิโอพาทเฮงซวยเอ๊ย
ปลายนิ้วของโซเฟียเย็นเฉียบด้วยความกลัว
ผู้ชายที่มีบรรยากาศเย็นยะเยือก เดินลากดาบยาวคมกริบมาตามพื้น
จะว่าไปแล้ว ได้ยินมาว่าตอนเหตุการณ์ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คิมกิรยอก็ใช้ดาบเล่มเดียวปลิดชีพศัตรู งั้นสิ่งที่เห็นตอนนั้นก็คืออาวุธที่ใช้ผ่าท้องงูยักษ์สินะ?
ตอนนี้โซเฟียเชื่อสนิทใจแล้วว่า แรงค์ S คนที่สี่ของเกาหลีคือผู้แข็งแกร่งตัวจริง
ความคิดแบบนี้จึงผุดขึ้นมาโดยธรรมชาติ
ถ้าฮันเตอร์คนนั้นเอาจริงขึ้นมา ป่านนี้เธอคงมีสภาพไม่ต่างจากอีมูกิกลายพันธุ์นั่นไปแล้ว
คงได้เจอกับจุดจบที่ไม่ต่างจากซากศพน่าสมเพชของงู ที่ปากฉีกกว้างและร่างกายถูกสับเละเทะ
“ฮึก”
บรึ๋ย
พอยิ่งคิด ตัวก็ยิ่งสั่นไม่หยุด
“ท...ที่ผู้ชายคนนั้นไว้ชีวิตฉัน มันก็แค่ความแปรปรวนทางอารมณ์เท่านั้นแหละค่ะ...!”
คิมกิรยอปั่นหัวเธอเล่นอยู่นาน จนกระทั่งทางนี้หมดแรงข้าวต้ม ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลนั่นแหละ เขาถึงยอมปล่อยไป
ยังไงก็ตาม จู่ๆ กิรยอก็เลิกตามมาดื้อๆ
แต่โซเฟียที่รู้ความจริงข้อนั้น ก็ยังตกอยู่ในความหวาดกลัวอยู่อีกหลายชั่วโมง
พลังเวทที่แห้งเหือด
เพราะความพิเศษของอีกฝ่าย ทำให้เธอไม่มีทางรู้ตัวเลยถ้าคิมกิรยอจะโผล่พรวดเข้ามาใกล้ๆ
“บรู๊คลิน ฟังเรื่องของฉันขนาดนี้แล้ว คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอคะ?”
ปัง!
โซเฟียทุบโต๊ะด้วยใบหน้าซีดเผือดแล้วโพล่งออกมา
“ทำไมคิมกิรยอถึงปล่อยฉันไปล่ะ เขาไม่มองว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นเรื่องที่ต้องตามล้างแค้นด้วยซ้ำ!”
“อืม”
“เขาเมินฉันเหมือนแรงค์ A ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ต้องใส่ใจด้วยซ้ำนะคะ! นี่คุณยังคิดว่าเขาเป็นพวกตัวปลอมอยู่อีกเหรอ? ถามจริง?”
ฮันเตอร์แรงค์ A ที่ถือว่าเป็นระดับหัวกะทิในวงการฮันเตอร์ กลับต้องมาถูกปั่นหัวเหมือนลูกกวางแรกเกิดต่อหน้านักล่าคนอื่นแบบนี้
โซเฟียทบทวนฝันร้ายที่เจอมาพลางสั่นสะท้าน
ตอนนั้นเอง เสียงอันสดใสของบรู๊คลินก็ดังแทรกขึ้นมาในอากาศ
“ใช่ น่าเสียดายนะ แต่ฉันยังคิดแบบนั้นอยู่”
บอกกันตรงๆ ด้วยน้ำเสียงสดชื่นแบบนี้เลยเหรอว่ายังไม่เลิกสงสัยในตัวคิมกิรยอ
“ว่าไงนะคะ?”
ความกลัว หรือความตกใจ อะไรพวกนั้น... ถ้าตัดองค์ประกอบทางอารมณ์ไร้สาระออกไป สิ่งที่ลูกน้องเจอมาสามารถสรุปได้ดังนี้
1. คิมกิรยอยืนนิ่งตลอดเวลาที่เผชิญหน้ากับเดมิลิช
2. ตอนที่โซเฟียซึ่งหมดสภาพวิ่งหนี เขาทำแค่รักษาระยะห่างตามมาเฉยๆ
ไม่รู้สึกว่ามันแปลกๆ เหรอ?
ความจริงนี่ก็เป็นข้อสงสัยที่มีมาสักพักแล้ว แปลกมากที่แรงค์ S คนที่สี่ของเกาหลีไม่เคยมีภาพการต่อสู้แบบเป็นทางการหลุดออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทั้งเหตุการณ์ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง, ดราก้อนเหรดที่ญี่ปุ่น, หรือแม้แต่ตอนล่ามอนสเตอร์จิ๊บจ๊อยอย่างไซเรน
ในพื้นที่สาธารณะ เขามักจะปกปิดความสามารถไว้อย่างน่าประหลาด
‘ถึงจะจ้างฮันเตอร์ญี่ปุ่นไปสืบจนรู้แล้วว่าเขาใช้สกิลอะไรในเหรดก็เถอะ...’
บรู๊คลินมองว่าสถานการณ์โดยรวมมันทะแม่งๆ
แต่โซเฟียไม่สนแล้วว่าเจ้านายจะมีความเห็นยังไง จากนี้ไปเธอไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับฮันเตอร์จากแดนตะวันออกคนนั้นอีกแล้ว
“งั้นคราวหน้าก็เชิญไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเถอะค่ะ!”
ปึง!
โซเฟียลุกพรวดพราดเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเอือมระอาเต็มทน
ทิ้งให้บรู๊คลินที่อยู่ตามลำพัง ยกแก้วกาแฟที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาจิบพลางพึมพำ
“อืม แล้วเขาจัดการเดมิลิชด้วยวิธีไหนกันน้า...”
สารภาพตามตรง
ตอนนี้บรู๊คลินประเมินโอกาสที่คิมกิรยอจะเป็นแรงค์ S ไว้ที่ประมาณ 50%
เทียบกับตอนปาร์ตี้ของเกตสตาร์ที่มองไว้แค่ 10% ถือว่าคะแนนพุ่งขึ้นมาสูงมาก
มาถึงขั้นนี้ แรงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่แล้ว
ต่อให้ค่าการตื่นรู้จะต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน แต่ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนจะมีข้อดีที่มากพอจะทำให้ลืมจุดอ่อนพวกนั้นไปได้
“น่าสนใจ”
แต่ถ้าสมมติว่าฮันเตอร์คนนั้นเป็นแรงค์ S จริงๆ ล่ะ?
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็คงปฏิบัติด้วยเหมือนเป็นแค่ผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถพิเศษเฉยๆ ไม่ได้แล้ว
ดูจากวีรกรรมที่ผ่านมา พ่อหนุ่มเกาหลีคนนี้น่าจะมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นยอดฝีมือระดับท็อปแม้แต่ในหมู่แรงค์ S ด้วยกัน
‘อยากรู้จังว่าซ่อนฝีมือไว้ขนาดไหน’
ถ้าเขาเอาจริงขึ้นมา จะเก่งกาจได้สักเท่าไหร่กันนะ
หรือว่าในที่สุด เราจะเจอเพื่อนที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้แล้ว?
มนุษยชาติมักจะอ่อนไหวกับคำว่า ‘ที่สุด’ เสมอ
แม้แต่ยุคก่อนที่จะมีผู้ตื่นรู้ ก็มักจะมีการจัดอันดับนักสู้ตามฝีมือกันเป็นประจำ
ผู้คนมักต้องการแบ่งแยกให้ชัดเจนเสมอว่าใครแข็งแกร่งที่สุดในโลก
[World Hunter Ranking]
[1. Brooklyn Morgan]
และจากผลการตรวจสอบมาตรฐานใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความสนใจนี้ บรู๊คลินก็ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทว่า...
เธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับตารางคะแนนพวกนี้เท่าไหร่นัก
แค่ไม่มีใครพูดออกมา แต่ความจริงแล้วพวกฮันเตอร์ในอเมริกาต่างก็กำหนด ‘ราชาที่แท้จริง’ ไว้ในใจกันมานานแล้ว
“อืมม~”
4 ปีก่อน
‘นูเคลลาวีคิลเลอร์’ ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันใน S คลาส ดันเจี้ยนเบรกที่ฮาวาย
นักล่าผู้สังหารนูเคลลาวีคนนั้น สวมหน้ากากกระดูกเอลก์สีดำอำพรางใบหน้า และจากรูปลักษณ์นั้น ผู้ที่พบเห็นจึงเรียกขานเขาด้วยฉายาว่า ‘บีสต์’
บีสต์
ฮันเตอร์ปริศนาที่ไม่มีใครรู้ตัวจริง
หลังจากเหรดที่ฮาวาย มีผู้คนมากมายพยายามตามสืบเรื่องของฮันเตอร์คนนั้น แต่สุดท้ายความพยายามทั้งหมดก็ล้มเหลว
เพราะบีสต์จะถูกพบเห็นเป็นครั้งคราว เฉพาะในดันเจี้ยนชั้นนำที่มีความยากระดับนรกแตกเท่านั้น
“ถ้าบีสต์สู้กับฮันเตอร์เกาหลีคนนี้ ใครจะชนะกันนะ?”
บรู๊คลินโยนคำถามเล่นๆ เหมือนพวกบ้าศิลปะการต่อสู้ที่กำลังเมาได้ที่ พลางเก็บเอกสารของโซเฟีย
แต่ในตอนนั้นเอง
สายตาของเธอก็ไปสะดุดกับข้อมูลหนึ่งในโปรไฟล์ของคิมกิรยอที่ถืออยู่
【179cm】
ตัวเลขที่ตรงกับส่วนสูงโดยประมาณของนูเคลลาวีคิลเลอร์
แถมที่น่าสนุกคือ บีสต์ที่ชื่นชอบดันเจี้ยนความยากระดับสูง กลับเงียบกริบให้กับเกตระดับ S ของญี่ปุ่นซะงั้น
“โอ๊ะ”
บรู๊คลินประมวลข้อมูลต่างๆ แล้วจ้องมองรูปถ่ายของฮันเตอร์ที่พิมพ์อยู่บนเอกสาร
ชายชาวเกาหลีช่วงอายุ 20 กลางๆ งั้นเหรอ
“หืม”
บรู๊คลินหรี่ตาข้างหนึ่ง จินตนาการภาพหน้ากากเอลก์สวมทับลงไปบนใบหน้าของแรงค์ S คนนั้น
“ก็ไม่เลวแฮะ”
จากนั้นเสียงอันสดใสของเธอก็ดังก้องไปทั่วห้องทำงาน