"กิรยอ ย้อมผมแล้วดูดีขึ้นเยอะเลยนะ"
"ฮะฮะ ย้อมเหรอ?"
"ถ้ามีแฟนแล้ว วันหลังพามาแนะนำให้แม่รู้จักบ้า..."
"ไม่ใช่เรื่องนั้น"
กึก
ในตอนนั้นเอง
ชายหนุ่มในชุดสูทก็หุบยิ้มจอมปลอมที่มุมปากลงทันที ก่อนจะเอ่ยถามซ้ำ
"ผมถามว่าไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้างเหรอ"
ลูกชายของเธอเดิมทีก็เป็นคนพูดน้อยและหน้าตายอยู่แล้ว การที่เขาทำหน้านิ่งๆ ก็คงไม่ได้หมายความว่ากำลังโกรธ
แต่ไอ้บรรยากาศแบบนี้มันคืออะไรกัน
"เอ่อ... แม่ดูไม่ออกหรอกจ้ะ"
"..."
"อ๊ะ หรือว่าลูกชายของแม่ได้รับการ 'ตื่นรู้' อะไรนั่น ก็เลยดูเท่ขึ้นงั้นเหรอ?"
อีฮวายองเค้นเสียงสดใสออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศที่หนักอึ้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือประโยคที่น่าตกตะลึงจนไม่มีอะไรเทียบได้
"นั่นสินะ กับเดรัจฉานอย่างเธอฉันจะไปคาดหวังอะไรได้ สุดท้ายก็เป็นไปตามที่คิด"
"อะ... อะไรนะ?"
"คุณอีฮวายอง ช่วงที่ผ่านมาทิ้งลูกชายไปเสวยสุขที่ไหนมาเหรอครับ?"
บางสิ่งบางอย่างในคราบของคิมกิรยอไพล่มือไว้ข้างหลัง พลางก้มมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์
"แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเพิ่งจะมาตามหาลูกมันที่ตัวเองทิ้งไปตอนนี้ล่ะ?"
แน่นอนว่าคำอธิบายเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องฟังให้เสียเวลา
มันชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบมันก็แค่...
---
เงิน สุดท้ายก็เป็นเรื่องของไอ้สิ่งบ้าบอนี่จนได้
'น่าสะอิดสะเอียนชะมัด'
ฉันมองมนุษย์โลกตรงหน้าด้วยสายตาแห่งความรังเกียจ
ไอ้ที่พร่ำบอกกันอย่างสวยหรูเรื่องสายใยครอบครัว สุดท้ายความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกมันก็มีแค่นี้สินะ
ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกชายตัวเองตายไปแล้ว ได้แต่ยืนกะพริบตาปริบๆ
"กะ... กิรยอ พูดเรื่องอะไร..."
อีฮวายองทำหน้าแข็งค้างด้วยความช็อก แต่ฉันไม่ปล่อยโอกาสนั้นและตอกย้ำลงไปอีก
เพราะเหตุผลที่ผู้หญิงคนนี้ติดต่อมาหาฉัน มันมีอยู่แค่ข้อเดียว
"พอลูกชายที่เคยทิ้งขว้างกลายเป็นระดับ S ก็เลยนึกเสียดายขึ้นมาเหรอ?"
"......!"
"เพราะเขาว่ากันว่าพวกฮันเตอร์แค่เคลียร์เกตเดียวก็ได้เงินเป็นร้อยล้านแล้วนี่เนอะ หือ? ก็เลยกะว่าจะมาขอส่วนแบ่งในโอกาสนี้สินะ?"
ฮวายองสะดุ้งโหยง
"ลูก พูดอะไรแบบนั้น แม่ก็แค่เห็นลูกออกทีวีแล้วก็...!"
"งั้นไอ้ที่หายหัวไป 3 ปีนี่มันคืออะไร?"
"นะ... นั่นมัน แน่นอนว่าแม่มีเหตุผลจำเป็น จริงๆ แล้วแม่..."
"ไม่หุบปากหน่อยเหรอ? จะมาพล่ามถึงเหตุจำเป็นอะไรที่นี่ ทั้งที่พอได้รับเงิน 27 ล้านวอนปุ๊บก็บล็อกเบอร์ทิ้งทันทีแท้ๆ"
เธออ้าปากค้างด้วยความตื่นตระหนกกับถ้อยคำหยาบคายที่หลุดออกมากลางบทสนทนา
"อะ... อะ... ไม่ใช่! แก! แกพูดจาแบบนั้นกับแม่ได้ยังไง...!?"
แต่ฉันไม่มีความคิดที่จะรักษามารยาทกับคนพรรค์นี้แม้แต่นิดเดียว
การทรยศของอีฮวายองคือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อจุดจบของคิมกิรยอ
พูดง่ายๆ ก็คือ หล่อนคือตัวการหลักที่ฆ่าร่างเนื้อนี้
"ขอบอกไว้ก่อนนะว่าเงินที่จะให้คุณน่ะ ไม่มีสักแดงเดียว"
"ใครเขาอยากได้เงินกัน? แม่จะไม่พูดเรื่องเงินกับลูกแม้แต่คำเดียว!"
"งั้นเหรอ? คุณอีฮวายอง งั้นเรามาทำสัญญากันไหม? มาสาบานให้ชัดเจนด้วย 'สัญญาอัศวิน' กันหน่อยไหมล่ะ?"
อนึ่ง ไอเทมประเภทสัญญาเป็นอุปกรณ์เวทหลักที่แม้แต่บริษัททั่วไปก็มักนำมาใช้
ด้วยเหตุนั้น ประชาชนทั่วไปจึงรู้ซึ้งถึงประสิทธิภาพของมันดี ปฏิกิริยาของฮวายองจึงรุนแรงขึ้นทันที
เธอเริ่มโกรธจนหน้าแดงก่ำ
"คิมกิรยอ! แก... พอได้เป็นระดับ S หรืออะไรนั่น หน่อยเดียวก็กลายเป็นคนใช้ไม่ได้ไปเลยนะ นิสัยเสียหมดแล้ว!"
"หึ"
"เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นคนแบบนี้นี่นา ทำไมจู่ๆ ถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ หือ? จะต้องตอกย้ำให้แม่อกแตกตายเลยใช่ไหมถึงจะพอใจ?"
อีฮวายองตะโกนออกมาพร้อมน้ำตาคลอเบ้า ราวกับคับแค้นใจเสียเต็มประดา
แต่ในสายตาของฉัน มันก็เป็นแค่การแสดงที่น่ารังเกียจ
อย่างที่เธอว่านั่นแหละ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทางนี้ได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงมามากมายเหลือเกิน
"นั่นสิ แปลกจริงๆ ด้วยนะ คิมกิรยอตอนมีชีวิตอยู่เป็นเด็กดีที่ไม่เคยพูดคำหยาบเลยสักครั้ง แต่ทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ"
พอมองดูอีฮวายองแล้วรู้สึกหงุดหงิด
นี่คงไม่ใช่แค่เพราะความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย
แต่เป็นเพราะตอนนี้ ตัวฉัน... จิตวิญญาณของฉัน รังเกียจเธอจากก้นบึ้งหัวใจ
"ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าอะไรที่มันแปลก?"
ฉันจงใจเรียกชื่อคิมกิรยอราวกับเป็นบุคคลที่สามเพื่อบอกใบ้ แต่อีฮวายองก็ยังแยกแยะคนในครอบครัวของตัวเองไม่ออก
"ที่แปลกก็คือท่าทีของแกนั่นแหละ โธ่... กิรยอ ทำไมแกถึงทำกับแม่ที่เพิ่งได้เจอกันในรอบหลายปีแบบนี้... แม่เองก็มีเหตุผลจำเป็นนะ หือ? แม่ตั้งใจว่าถ้าทุกอย่างคลี่คลายแล้วจะกลับมาหาแกแบบนี้แหละ"
ดูก็รู้ว่าตอแหล
ตอนที่อีฮวายองอาศัยอยู่กับคิมกิรยอ เธอก็ไม่พูดเรื่องเงินอยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าลูกชายตายใจปุ๊บก็ลาออกจากงานทันที
บอกตามตรง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ต้องมองว่ามีการวางแผนและเจตนามาตั้งแต่วันจบการศึกษาของคิมกิรยอแล้ว
"ไอ้เหตุผลจำเป็นที่ว่า คงไม่ใช่ว่าไม่ได้วางแผนเกษียณไว้ แล้วก็เอาแต่เที่ยวเตร่หรอกใช่มั้ย?"
"คิมกิรยอ!"
"จะโมโหทำไม ถ้าฉันเดามั่ว แม่ก็แค่พิสูจน์ให้เห็นสิ ด้วยไอเทมดันเจี้ยนไง"
พอวนกลับมาเรื่องสัญญา สีหน้าของฮวายองก็เริ่มเปลี่ยนเป็นร้ายกาจเมื่อเริ่มเข้าใจสถานการณ์
"นี่ กิรยอ แกเป็นบ้าอะไรไป? จริงๆ แล้วแม่... ตอนนี้แม่ป่วย แม่ไม่มีเงินจะผ่าตัดหลัง แต่แกจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้งั้นเหรอ?"
"อือ"
"เหอะ!"
ริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ
"แก! แกคิดว่าที่แกได้ดีตอนนี้ แกได้ดีด้วยตัวคนเดียวรึไง? คนอื่นเขาพอได้เป็นฮันเตอร์ ก็เห็นแบกพ่อแบกแม่ขึ้นหลังกันทั้งนั้น ขอบคุณที่ให้กำเนิดมาอย่างแข็งแรงกันทั้งนั้นแหละ!"
จริงอยู่ที่การตื่นรู้มีผลจากพันธุกรรม แต่ถ้าจะเปรียบเทียบแบบนั้น ฉันก็มีเรื่องจะพูดเยอะเหมือนกัน
"พ่อแม่คนอื่น ปกติเขาไม่ทิ้งลูกกันไม่ใช่เหรอ?"
พอทางนี้ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว อีฮวายองก็แสดงอาการรังเกียจและยกมือขึ้นพัดวีแก้ร้อน
หลังจากสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ เธอก็พูดออกมาว่า
"แก... แก... ถ้าทำแบบนี้แม่ก็ช่วยไม่ได้นะ ในเมื่อคนในครอบครัวเนรคุณ แม่ก็ต้องไปร้องเรียนให้โลกรู้ถึงความอยุติธรรมนี้บ้าง"
"ร้องเรียน?"
"คิดว่าคนรอบข้างจะยอมรับได้เหรอที่แกทำตัวแบบนี้? ถ้าขืนยังทำตัวแบบนี้กับแม่ ฉันจะป่าวประกาศไปให้ทั่วเลยว่าฮันเตอร์ระดับ S เป็นลูกทรพีที่คนเขาตราหน้ากันทั้งแผ่นดิน เข้าใจไหม?"
เอาเข้าไป
พอฉันเงียบไปด้วยความเอือมระอา อีฮวายองก็เข้าใจผิด คิดว่าเป็นต่อ จึงพูดด้วยท่าทีได้ใจ
"กิรยอ แกน่ะ... ตื่นรู้แล้วนะ ตอนนี้ก็โด่งดังแล้ว หมดเคราะห์หมดโศกแล้ว ทำไมต้องมาสร้างเรื่องให้ขุ่นเคืองใจกันตอนนี้ด้วย"
"..."
"ทุกอย่างก็ไปได้สวยแล้วนี่ ได้เป็นฮันเตอร์แล้ว ต่อไปก็เหลือแต่กอบโกยเงินทองแล้วนี่นา หือ?"
แล้วฮวายองก็คว้ามือฉันไว้ พลางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกว่าครั้งไหนๆ...
"แม่ขอโทษจริงๆ นะ หือ? ตอนนี้ลูกก็เหลือแค่แม่เป็นครอบครัวคนเดียวในโลกแล้วนี่นา ต่อไปแม่จะทำหน้าที่ให้ดีเอง"
ชั่วขณะนั้น ความทรงจำหนึ่งก็ซ้อนทับเข้ามา
หญิงสาวที่ทาปากแดงจัด ตีมือเล็กๆ ของเด็กทารกพลางพ่นถ้อยคำเหล่านั้นออกมา
-ทั้งหมดเป็นเพราะแก! ถ้าไม่มีแก ฉันคงไม่ต้องแต่งงานกับไอ้ผู้ชายพรรค์นั้น!
ฉันหวนนึกถึงความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้นที่แม้แต่เจ้าของร่างก็ยังจำไม่ได้ สมองของฉันเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
อีฮวายองไม่เคยรักกิรยอเลยตั้งแต่แรกสินะ
ทำไมมนุษย์ถึงได้โหดร้ายได้ขนาดนี้ ทำไมถึงได้หาข้ออ้างให้ตัวเองเก่งและเจ้าเล่ห์ได้ถึงเพียงนี้
"......."
ฉันก้มมองมือที่ถูกกุมไว้ แล้วขยับเข้าไปใกล้ผู้หญิงคนนั้นอีกหนึ่งคืบ ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา
"ลูกชายของเธอ..."
"หือ?"
"หนาวตายท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยงในฤดูร้อนไปแล้ว"
สิ่งที่ฉันจะบอกต่อจากนี้ คือวาระสุดท้ายของร่างนี้
"เพราะคนเราถ้าอดอาหารนานเกินไป ต่อมไทรอยด์จะพังจนควบคุมอุณหภูมิร่างกายไม่ได้"
"พูดอะไรของแก..."
"ข้างนอกนั่น ใครต่อใครต่างก็เหงื่อท่วมตัวเดินกันขวักไขว่ แต่ทำไมห้องรูหนูนั่นมันถึงได้หนาวเหน็บราวกับน้ำแข็งขนาดนั้นก็ไม่รู้"
"......."
"ร่างกายมันหนาวสั่นไม่หยุดอย่างน่าประหลาด"
ฉันหยุดพูดไปชั่วครู่
รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอหอย
ความทรงจำที่ไหลบ่าเข้ามาในหัวมันชัดเจนเหลือเกิน ราวกับว่าฉันเป็นคนประสบกับชีวิตนั้นมาด้วยตัวเอง
"ฉันนอนตัวสั่นงันงกอยู่ตั้ง 14 ชั่วโมงกว่าจะขาดใจตาย"
ขอบตาร้อนผ่าว
แต่น้ำตาครั้งนี้ไม่ใช่ของคิมกิรยอ ความโกรธแค้นนี้เป็นของจิตวิญญาณดวงหนึ่งล้วนๆ
"แต่เธอกล้าดียังไงถึงโผล่หน้ามาอย่างหน้าด้านๆ ต่อหน้าลูกชายที่ตัวเองฆ่า?"
ฉันกดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แล้วเอ่ยเตือนมนุษย์ตรงหน้าอย่างจริงจัง
"อีฮวายอง ฟังให้ดี ถ้าโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นอีกแค่ครั้งเดียว ฉันจะฆ่าเธอทิ้งจริงๆ แน่"
"......!"
"และถ้าไปเที่ยวปากพล่อยทำชื่อเสียงอันสูงส่งนี้แปดเปื้อนแม้แต่นิดเดียว ฉันสัญญาเลยว่าจะทำให้เธออยู่ในสภาพที่ตายซะยังจะดีกว่า"
"อะไรนะ?"
แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในตอนนี้คืออะไร?
ในสมองของคิมกิรยอไม่มีความรู้สึกเคียดแค้นบรรจุอยู่เลย ท้ายที่สุดแล้วคิมกิรยอก็ไม่ได้เกลียดแม่ที่ทรยศตนเอง
พอเห็นเธอ สิ่งที่ผุดขึ้นมามีเพียงความคิดถึงและความโศกเศร้าอันไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น
'ทำไมกัน...'
ทำไมคิมกิรยอถึงไม่แช่งชักหักกระดูกอีฮวายอง
ทำไม?
ทำไมกันนะ
ถ้าเขาทิ้งคำสั่งเสียไว้สักคำเดียวว่าให้แก้แค้นผู้หญิงคนนี้
ถ้าเพียงแต่นายต้องการแบบนั้น ฉันก็พร้อมจะสนองตัณหาให้เพื่อเป็นการตอบแทนที่ได้รับร่างนี้มาแท้ๆ
"จงขอบคุณที่ลูกชายของเธอโตมาเป็นเด็กดีซะเถอะ"
ฉันรู้สึกสมเพชกับความรู้สึกของเจ้าของร่างที่ถาโถมเข้ามา พร้อมกับสะบัดมืออีกฝ่ายออกอย่างรุนแรง
"ละ... ลูก?"
อีฮวายองยังคงทำหน้าไม่เข้าใจสถานการณ์จนถึงวินาทีนี้ แต่ฉันไม่สนแล้ว
'ในเบื้องต้นฉันจะทำตามเจตจำนงของเจ้าของร่าง...'
แต่ถ้ายังกล้าทิ้งโอกาสสุดท้ายที่ฉันหยิบยื่นให้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะทำให้มนุษย์คนนั้นชดใช้อย่างสาสม
ฉันกวาดตามองรูปลักษณ์ของอีฮวายองราวกับจะจดจำไว้ แล้วเดินจากไป
"กะ... กิรยอ... คิมกิรยอ..."
บนท้องถนนหลงเหลือเพียงเสียงเพรียกหาของคนที่ไม่ยอมรับความจริงลอยวนเวียนอยู่
---
ฉันลากสังขารกลับมาถึงบ้าน ก่อนจะถอดแจ็กเก็ตโยนกองไว้บนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
'ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?'
ผลจากการตรวจสอบชีวิตของเจ้าของร่างอีกครั้ง คิมกิรยอเป็นวิญญาณที่หาได้ยากยิ่งที่ไม่เคยทำบาปเลยสักครั้งตลอดชีวิต
ซื่อสัตย์และจิตใจดี
รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องเจอกับความไม่ยุติธรรม แต่ก็ยังช่วยเหลือผู้อื่น
กระทั่งก่อนตาย ก็ยังเป็นมนุษย์ที่มัวแต่นึกเสียดายว่าตัวเองไม่ได้บริจาคอวัยวะ
ทำไมคนแบบนี้ถึงต้องทนใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยวแบบนั้นด้วย
เขาไม่ใช่นักเวทที่สมควรตายแบบนี้เลย
แต่ตอนนี้จะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรก็ไม่ได้แล้ว เพราะฉันรู้อยู่แล้วว่าคนที่ตายไปจะมีจุดจบเช่นไร
'ตายแล้วก็จบกัน'
วิญญาณของผู้ตายจะไปที่ไหน?
มันก็ไม่ต่างอะไรกับจุดจบของร่างกาย ร่างกายถูกฝังลงดิน เน่าเปื่อย และย่อยสลายฉันใด
สสารที่ประกอบขึ้นเป็นวิญญาณ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกระจัดกระจายไปในอากาศและแตกตัวออกเป็นหน่วยย่อยๆ ฉันนั้น
การที่อนุภาควิญญาณจะกลับคืนสู่รูปร่างเดิมได้ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ความน่าจะเป็นที่เศษเสี้ยววิญญาณของคิมกิรยอจะคงสภาพเดิมแล้วไปจุติใหม่นั้น ต่ำกว่า 1 ใน 3 แสนล้าน
ไม่สิ ยิ่งกว่านั้น มันเหมือนกับการเทชิ้นส่วนนาฬิกาลงในสระน้ำ แล้วหวังว่ากระแสน้ำจะพัดพาให้มันประกอบเป็นนาฬิกาที่สมบูรณ์ได้โดยบังเอิญ
"น่าสงสาร"
กิรยอที่ใช้ชีวิตโดยยึดมั่นในการเห็นแก่ผู้อื่น ไม่สามารถได้รับผลตอบแทนใดๆ อีกแล้ว
พอคิดแบบนั้น ความกังวลมากมายก็ผุดขึ้นมา
โลกที่ปล่อยให้คนอย่างคิมกิรยอต้องตายอย่างน่าเวทนา สมควรปล่อยไว้แบบนี้จริงๆ หรือ พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปสู่อนาคตแบบเดียวกับบ้านเกิดของฉันไม่ใช่หรือไง
เมื่อความทรงจำที่บันทึกอยู่ในร่างกายกลายมาเป็นความทรงจำของ 'ฉัน'
ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือความเวทนา
และความรู้สึกถัดมาคือความวิตกกังวลอย่างรุนแรง
'.......'
บนโลกนี้เอง ก็มีพวกเห็นแก่ตัวมากเกินไป
และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน แนวโน้มนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น
หากพื้นที่ที่อยู่อาศัยลดลงจากภาวะโลกร้อน การแข่งขันก็จะดุเดือดขึ้น และในกระบวนการนั้น ผู้ที่เห็นแก่ตัวมักจะมีโอกาสชนะสูงกว่า
แล้วฉันที่เคยผ่านอนาคตแบบนั้นมาแล้ว มีเหตุผลอะไรที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนทั้งโลกนี้ด้วย?
บนดาวเคราะห์ที่สวยงามขนาดนี้เนี่ยนะ?
แน่นอนว่าในช่วงแรกของการกลับชาติมาเกิด...
ฉันเคยมีความคิดที่จะปกป้องชาวโลกในแง่ของการอนุรักษ์ระบบนิเวศ
แม้บางครั้งจะพล่ามเรื่องการยึดครองโลกอะไรทำนองนั้น แต่ลึกๆ แล้วฉันก็ยอมรับว่าคนนอกไม่มีสิทธิ์ถือ 'กรรไกรตัดกิ่ง'
แต่พอเจอเรื่องแบบนี้เข้า จิตใจก็เริ่มสั่นคลอน
'มนุษย์ประเภทอีฮวายอง ยังมีอาศัยอยู่บนโลกนี้อีกกี่คนกันนะ...'
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เวลาผ่านไปนานเข้า ฉันคงจะมุ่งหน้าไปสู่บทสรุปที่ต่างออกไปเป็นแน่