Cover

152

วันพุธหนึ่ง

ณ อาคารหลักสมาคมฮันเตอร์เกาหลี

“คุณซอนอูยอน เคยซื้อพวกบ้านอะไรทำนองนี้บ้างไหมครับ?”

ฮันเตอร์สาวผมดำเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำถามของฉัน

ก็แหงล่ะ เมื่อกี้นี้เรายังคุยเรื่องซีเรียสอย่างกฎระเบียบของสมาคมที่จะแก้ในปีนี้หรือไม่แก้อยู่เลยนี่นา

“บ้านเหรอคะ? ถ้าหมายถึงการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ฉันยังไม่เคยทำหรอกค่ะ”

“อ้อ”

“ว่าแต่ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องบ้านล่ะคะ...”

“พอดีช่วงนี้ผมกำลังคิดเรื่องย้ายที่อยู่น่ะครับ”

ระยะหลังมานี้

ฉันกำลังวางแผนที่จะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่

ก่อนหน้านี้เพราะสูญเสียความทรงจำของร่างนี้ไปจนหมด เลยยากที่จะย้ายที่อยู่สุ่มสี่สุ่มห้า แต่ตอนนี้ฉันจำข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับคิมกิรยอได้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องยึดติดกับห้องเช่ารูหนูนั้นอีกต่อไป

‘ความทรงจำที่กู้คืนมาได้จากการเจออีฮวายอง ส่วนใหญ่เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจก็จริง แต่เรื่องสามัญสำนึกทั่วไปก็ยังมีรูโหว่อยู่บ้าง’

ไม่ว่าจะห้องแคบหรือวอลเปเปอร์เก่าซอมซ่อ

พูดตามตรง สำหรับคนที่เคยผ่านสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกว่านี้มาแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกลำบากอะไรเลย

แต่เรื่องความปลอดภัย... ใช่ เรื่องความปลอดภัยนี่แหละที่ชักจะทนไม่ไหวแล้ว

ตึกเก่าๆ นั่นไม่มีแม้แต่ยามเฝ้าตึกดีๆ สักคน วันดีคืนดีก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

‘พออายุขัยของเขตอาคมที่กางไว้หมดลงเมื่อไหร่ ย้ายทันที’

ดังนั้น ก่อนที่จะหาแหล่งกบดานใหม่ ฉันเลยลองขอคำแนะนำจากคนพื้นเมืองของดาวดวงนี้ดู

“ผมไม่ได้หวังอะไรมากหรอกครับ แค่อยากได้ระบบรักษาความปลอดภัยที่พอใช้ได้ แล้วก็มีอ่างอาบน้ำสักหน่อย เงื่อนไขประมาณนี้ควรซื้อบ้านแบบไหนดีครับ?”

แต่ทว่า พอซอนอูยอนได้ยินคำพูดของฉัน เธอกลับถามกลับด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด

“ตอนนี้... ที่บ้าน... ไม่มีอ่างอาบน้ำเหรอคะ?”

ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องทำท่าทางแบบนั้น

ลองค้นความทรงจำในสมองของคิมกิรยอดู ร่างนี้ไม่เคยใช้ชีวิตในบ้านที่มีอ่างอาบน้ำเลยสักครั้งเดียว

ฉันไม่ได้ตอบคำถามของซอนอูยอน

‘คิดอยู่เสมอแหละนะ ว่าไม่จำเป็นต้องทำตัวให้ดูเป็นมนุษย์ต่างดาว’

ฉันแค่เปลี่ยนเรื่องคุยอย่างเป็นธรรมชาติ

กลับเข้าสู่หัวข้อสนทนาเดิมนั่นเอง

“ว่าแต่ ถ่ายเอกสารเสร็จหรือยังครับ?”

“อะ... ค่ะ นี่ค่ะ”

ครืดดดด

ซอนอูยอนยื่นกระดาษ A4 ที่เพิ่งออกมาจากเครื่องถ่ายเอกสารให้ฉัน

ฉันกวาดตามองเอกสารแผ่นนั้นแล้วก้มหัวขอบคุณเล็กน้อย ได้เจ้านี่มาแล้ว ธุระก็ถือว่าเสร็จสิ้น

“ขอบคุณครับ งั้นไว้เจอกันใหม่นะครับ”

“ค่ะ ฮันเตอร์ เดินทางปลอดภัยนะคะ”

พอเดินออกมาข้างนอก สายตาของเหล่าผู้ตื่นรู้นิรนามที่เดินผ่านไปมาก็จับจ้องมาที่ฉัน

แต่ฉันทำเมินสายตาเหล่านั้น แล้วเดินไปตามทางเดินโดยจดจ่ออยู่กับเนื้อหาในเอกสารเท่านั้น

=====================

● กฎระเบียบการใช้สถานออกกำลังกาย

มาตราที่ 1. กฎระเบียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด

ข้อบังคับที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนผู้ใช้งาน

และการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงยิมสำหรับผู้ตื่นรู้โดยเฉพาะ

มาตราที่ 2. การลงทะเบียนผู้ใช้งานต้องเป็นไปตาม 「กฎหมายควบคุมเกต」

(ต่อไปนี้จะเรียกว่า “กฎหมาย”) โดยระดับของฮันเตอร์...

======================

.

.

.

ปกติแล้วพวกฮันเตอร์เขาฝึกฝนสกิลกันที่ไหนนะ?

เมื่อก่อนฉันมักจะนึกถึงพวกเกตระดับ F เป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้วนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป

ต่อให้เป็นเกตที่ง่ายแค่ไหน สุดท้ายมันก็คือที่ทำมาหากินของใครบางคน พูดง่ายๆ ก็คือแหล่งเงินแหล่งทองนั่นแหละ

ฮันเตอร์ระดับล่างมีจำนวนมาก ขนาดจะเข้าเกตสักแห่ง กิลด์ต่างๆ ยังต้องแข่งขันกันเลย ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ถ้าพวกรุ่นใหญ่เข้าไปแย่งพื้นที่ล่าโดยใช่เหตุ คงโดนด่าเปิงแน่

“อะแฮ่ม”

ห่วงโซ่อาหารมันก็เป็นแบบนี้แหละ ต่อให้เป็นผู้ล่าที่อยู่จุดต่ำสุดของระบบนิเวศอันไร้ค่า ก็ใช่ว่าจะไปเหยียบย่ำกันได้ตามอำเภอใจ

ดังนั้น ในเมืองใหญ่บางแห่งที่มีอัตราการเคลียร์เกตระดับต่ำเกือบ 100% จึงมีการดำเนินงาน [โรงยิมพิเศษ] ตามหลักการ

พื้นที่สำหรับฮันเตอร์โดยเฉพาะ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการประลองระหว่างผู้ตื่นรู้และการฝึกฝนสกิล

จะว่าไป เห็นเขาว่าที่นี่มีอุปกรณ์รูปแบบเดียวกับที่พบบ่อยในเกต อย่างพวกดาบหรือหอก ให้เช่าได้ง่ายๆ ด้วยนี่

นี่มันช่างเป็นการสนับสนุนที่เหมาะเจาะสำหรับคนยุคปัจจุบันที่ไม่คุ้นเคยกับอาวุธเย็นไม่ใช่หรือไง?

...เกริ่นมาซะยืดยาว

เอาเป็นว่าสรุปเลยแล้วกัน จนถึงตอนนี้ฉันไม่ได้สนใจไอ้ระบบโรงยิมอะไรนี่เลย

ยังไงซะเวทมนตร์ที่ระดับ F ใช้ได้ ก็มีแต่พวกหางอึ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ฝึกซ้อมอะไรมากมายอยู่แล้ว

และต่อให้มีเหตุจำเป็นต้องทดสอบเวทมนตร์ในการต่อสู้จริง

กรณีแบบนั้นก็นานทีปีหนจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

‘ถ้าต้องไปถล่มลานล่าของมือใหม่ทุกวันก็ว่าไปอย่าง แต่นานๆ ทีไปแตะต้องเกตระดับ F บ้าง ใครเขาจะมาสนใจ?’

แต่ทว่า ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง เหตุผลที่ทำให้ต้องแวะมาโรงยิมที่เคยไม่สนใจดันโผล่ขึ้นมาซะได้

“เฮ้อ”

ฉันใช้นิ้วมือนวดสันจมูกพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน

หลังจากถูกซัมมอนเนอร์ที่พกเดมิลิชมาด้วยลอบโจมตี

ทางนี้ก็มั่นใจในความจริงบางอย่างขึ้นมา

[ไฮดรา] กับ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!]

ลำพังแค่ลูกไม้ตื้นๆ พวกนี้ คงไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในอนาคตได้อย่างเต็มที่แน่

ฉันก็เลยวางแผนใหม่เมื่อไม่นานมานี้

ในเมื่อได้ตรวจสอบผ่านไฮดราแล้วว่าระดับเอปิกของโลกนี้มีพลังมากแค่ไหน...

‘อืม’

ถือโอกาสนี้ รวบรวมไอเทมระดับเอปิกอย่างจริงจังเลยดีไหมนะ ความคิดแบบนี้มันผุดขึ้นมาน่ะสิ

‘ไม่เลวนะ’

ใช่ ความคิดนี้ไม่ได้แย่เลย

ไฮดราถือเป็นของที่อวดอ้างศักดาได้พอสมควรในโลกใบนี้ ถ้าเอาอุปกรณ์เวท ระดับเดียวกันมาประโคมใส่ตัว ต่อให้เป็นระดับ F ก็คงจะมีพลังต่อสู้ที่มองข้ามไม่ได้

ถึงร่างต้นจะอ่อนแอ แต่ถ้าอัดของเทพๆ เข้าไป ก็น่าจะพอถูไถทำหน้าที่คล้ายผู้ใช้วิชาได้บ้าง

เพราะงั้นช่วงนี้ฉันเลยเล็ง ‘ไอเทมระดับเอปิกชิ้นหนึ่ง’ เอาไว้ และเพื่อจะซื้อมัน จำเป็นต้องมีเงินเย็นสักหลายพันล้านวอน...

เดี๋ยวนะ

ตอนนี้ใครบางคนอาจจะกำลังสงสัย ก็ทางนี้มักจะใช้ความรู้จากชาติก่อนมาซ่อมแซมไอเทมของโลกนี้อยู่บ่อยๆ นี่นา

[กระจกสะท้อนกลับ]

[ผลลัพธ์ : สะท้อนทิศทางของเวทมนตร์กลับไป เฉพาะการโจมตีระดับ A ลงมา]

กระจกราคาล้านวอนที่วางขายแบกะดิน ก็ถูกโมดิฟายจนประสิทธิภาพหลุดโลก

แม้แต่ธูปนิทราที่ว่ากันว่าใช้ได้ผลแค่ระดับ B ก็ยังเอาไปใช้กล่อมจองฮาซองจนหลับปุ๋ยมาแล้ว

แต่การกระทำที่ทำมาตลอดนี้ ความจริงแล้วมันก็แค่เทคนิคราคาถูกเท่านั้น

ถ้าฝืนดึงประสิทธิภาพขึ้นมา อายุการใช้งานโดยรวมของอุปกรณ์เวทจะลดฮวบลงตั้งแต่วันนั้นทันที

‘มันก็เหมือนการโอเวอร์คล็อกนั่นแหละ เป็นเรื่องธรรมดา’

ไฮดราที่ถืออยู่นี่ ถ้าคิดจะทำจริงๆ ก็สามารถดัดแปลงให้คมกริบจนตัดระดับ S ได้ แต่ถ้าทำแบบนั้น ฟันไปทีเดียวดาบอาจจะแตกละเอียดไปเลยก็ได้

คำว่าของถูกและดีไม่มีในโลก ไม่ได้พูดกันเล่นๆ หรอกนะ

‘การจะเอาไอเทมเกรดต่ำมาเป็นอาวุธหลักมันมีขีดจำกัด’

เพราะงั้นก็นะ

สุดท้ายเพื่อความอยู่รอดที่มั่นคง ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาอุปกรณ์ราคาแพงมาใส่

“บ้าเอ๊ย”

เอาล่ะ เข้าเรื่องกันตรงนี้

ฉันรอคอย ‘ปอดมังกร’ จนเหนื่อยหน่าย สุดท้ายเลยตัดสินใจหาวิธีป้องกันตัวใหม่

และราคาของอุปกรณ์เวทที่ฉันเล็งไว้ก็ปาเข้าไปตั้ง 3.7 พันล้านวอน!

ดังนั้นจึงต้องหาเงินเพิ่มอีกประมาณ 3,480 ล้านวอน

ถ้าเอาเงินปันผลพื้นฐานจากเกตคาโกชิมะมารวมด้วย ยอดเงินที่ต้องหาก็น่าจะลดลงบ้าง

แต่โชคร้ายที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานของหน่วยงานราชการที่ล่าช้า ทางนี้เลยยังไม่ได้รับเงินรางวัลจากการล่าเลย

เดิมทีที่นั่น ขั้นตอนการจ่ายเงินรางวัลล่าสัตว์อสูรให้ชาวต่างชาตินั้นแสนจะยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น

การจัดการภาษีที่ซับซ้อน การตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน การประเมินมูลค่าชิ้นส่วนจากดันเจี้ยน การจ้างนักชำแหละ การเริ่มงาน การต่อรองกับกิลด์ การประมูล

ญี่ปุ่นยึดติดกับระบบอนาล็อกในทุกขั้นตอน แถมยังมีความล่าช้าเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นจากตรงนั้นอีก

สิ่งที่ฉันลงมือทำก็มีแค่ฆ่าแบล็กดราก้อนทั่วไป 1 ตัวตอนพิสูจน์ความสามารถช่วงแรก กับตัวบอสเท่านั้น ค่าความเสียหายที่มีส่วนร่วมจึงต่ำ ยังไงซะงานทางฝั่งญี่ปุ่น เงินปันผลก็คงไม่ได้ถูกกำหนดไว้สูงนักหรอก

เพราะงั้นลืมเรื่องเงินส่วนนั้นไปก่อน ตอนนี้ต้องหาทางเติมเงินเข้ากระเป๋าด้วยวิธีอื่น

‘เงินในบัญชีตอนนี้แทบจะถูกผูกมัดไว้กับปอดมังกรหมดแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีเงินสดสำรองเลยจะดีกว่า’

สุดท้ายก็เงิน เงิน เงิน

ปัญหาที่พัวพันกับไอ้เงินบ้านี่อีกแล้ว

จะว่าไป บนดาวดวงนี้มีคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า ‘พวกบ้าเงิน’ อยู่ด้วยนี่นะ

ไอ้พวกบ้าเงินงั้นเหรอ...

เอาจริงๆ ถ้าไม่บ้าเงินสิ ถึงจะเรียกว่าคนบ้าไม่ใช่หรือไง?

“สมาคมจะตั้งกฎระเบียบให้น่ารำคาญทำไมเนี่ย”

ฉันเผลอคิดฟุ้งซ่านไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับเข้าประเด็น

การหาเงินเพื่ออุปกรณ์ระดับเอปิก!

เดิมทีตั้งใจจะใช้พิษของไฮดราค่อยๆ บรรลุเป้าหมายนี้

แต่พอลองคิดดูดีๆ แผนการที่ต้องลงมือล่าด้วยตัวเองมันมีปัญหาอยู่นิดหน่อย

ปกติเวลาเข้าดันเจี้ยน ฉันมักจะพบบอดี้การ์ดคนหนึ่งไปด้วยตามสัญญาจ้าง แต่ว่า...

-เดี๋ยวก่อน ดูสถานการณ์แล้วพวกแกคงกะจะฉีกสัญญากันหมดเลยสินะ งั้นฉันร่วมมือด้วย ฉันจะช่วยฆ่าคิมกิรยอ แล้วปล่อยฉันไปซะ

อย่างที่เห็น จากเหตุการณ์เกตคาโกชิมะครั้งก่อน ความไว้วางใจที่มีต่อคังชางโฮได้พังทลายลงอีกครั้ง

หมอนั่นพอเห็นพวกระดับ S ของญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตี ก็รีบกลับคำแล้วย้ายฝั่งไปอยู่กับศัตรูทันที

‘ให้ไปเดินเล่นกับคนที่พร้อมจะทรยศภายใน 3 วินาทีเนี่ยนะ ไม่ไหวหรอก’

แถมด้วยอุปกรณ์ที่มีตอนนี้ มอนสเตอร์ที่ล่าได้อย่างปลอดภัยก็มีแค่ระดับ C อย่างมาก ซึ่งมันก็ทำเงินไม่ได้เยอะเท่าไหร่

ต้องการเงินก้อนโต แต่ร่างกายดันอ่อนแอเหลือเกิน

‘ช่วยไม่ได้แฮะ’

ในเวลาแบบนี้ ไม่มีอะไรมีประสิทธิภาพไปกว่าการเกาะฮันเตอร์คนอื่นกินอีกแล้ว

แน่นอนว่ายกเว้นอันยุนซึง

เจ้านั่นโดนฉันสูบเลือดสูบเนื้อโดยอ้างการฝึกฝนสกิลไปจนแห้งแล้ว ไม่มีเหยื่อล่อให้ตกเบ็ดได้อีก

‘น่าเสียดายจัง’

ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ระดับชาติอย่างไซเรน การจะขอความร่วมมือชั่วคราวแล้วหลอกใช้อันยุนซึงคงเป็นไปไม่ได้

งั้นตอนนี้ถึงเวลาต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้แล้ว

ใช้ประโยชน์จาก ‘บิ๊กเนม’ ที่จะช่วยปั๊มทรัพย์สินให้พองโตได้อย่างมหาศาล

“เฮ้อ”

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้าไปในตึกแห่งหนึ่ง

“ขอโทษครับ ผมติดต่อไว้ล่วงหน้าแล้ว...”

“อ๊ะ ฮันเตอร์คิมกิรยอ! เชิญเลยครับ กำลังรออยู่พอดี”

ในที่สุดก็มาถึงกิลด์แห่งหนึ่งในโซล

พนักงานสวมคาร์ดิแกนสีเบจยิ้มต้อนรับด้วยใบหน้าเป็นมิตร แล้วนำทางแขกไปยังห้องรับรอง

โซฟาเดี่ยวหนึ่งคู่ที่วางหันหน้าเข้าหากัน โต๊ะน้ำชาขนาดเล็ก

ถ้าเทียบกับกิลด์ใหญ่อย่างหอคอยเวทมนตร์เกาหลีแล้ว ที่นี่ดูสมถะอย่างยิ่ง แต่การตกแต่งแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นดี ฉันว่าไม่เลวเลย

“อืม”

ทีนี้ก็แค่รอจนกว่าตัวแทนกิลด์จะมา...

หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง

ฉันกำลังนั่งจิบชาข้าวบาร์เลย์ที่พนักงานเอามาเสิร์ฟ

ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังโครมครามดังมาจากสุดทางเดิน

และรอเพียงครู่เดียว ประตูที่ปิดอยู่ตรงหน้าก็ถูกเปิดผัวะออกไปด้านนอก

“อา...!”

ใครบางคนรีบวิ่งเข้ามาระงับลมหายใจหอบถี่

ผมแสกกลาง 5:5 ที่หวีเรียบแปล้เหมือนนิสัยที่ซื่อตรง

เส้นผมที่หงอกขาวจนดูเหมือนสีเทาไปทั้งหัว

ใบหน้าที่เปิดเผยนั้นไร้รอยแผลเป็นใดๆ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเขา

และบนไหล่ของเขาก็คลุมด้วยเสื้อโค้ตที่ทอจากเกล็ดสัตว์อสูร ผู้ตื่นรู้หนุ่มคนนี้

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ?”

ฉันค่อยๆ เงยหน้ามองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในห้อง

“...สวัสดีครับ มาทำอะไรที่นี่... ไม่สิ ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ให้รอนานครับ”

ใช่แล้ว เขาคือจองฮาซอง

ฉันไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะต้องถ่อมาหากิลด์การิออนด้วยตัวเองแบบนี้

---

ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลี

จองฮาซองกำลังอยู่ในภาวะตื่นตระหนก

เมื่อช่วงสาย เขาได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขานุการกิลด์ว่าฮันเตอร์คิมกิรยอต้องการขอเข้าพบ

‘ฮันเตอร์คนนั้นเนี่ยนะอยากเจอฉัน?’

แต่ทว่าตอนที่ได้รับแจ้ง ดันเป็นช่วงเวลาก่อนที่เกตจะพังทลายพอดี

“ขอโทษที่ให้รอนานครับ”

สุดท้ายจองฮาซองจึงต้องให้ความสำคัญกับงานมากกว่าการต้อนรับแขก

แน่นอนว่าดันเจี้ยนมีตัวแปรมากมาย ยากที่จะคาดเดาว่าจะเคลียร์เสร็จเมื่อไหร่ เขาจึงบอกคิมกิรยอไปแล้วว่าไว้นัดเวลากันใหม่ภายหลัง แต่ทว่า...

“ไม่เป็นไร”

อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ

เขาตอบกลับมาว่าจะรออยู่ที่บริษัท ไม่ว่าการพิชิตดันเจี้ยนจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ จองฮาซองจึงรีบมาพบโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว แต่พอมาถึงจุดนี้ ในใจเขาก็เริ่มรู้สึกกังวล

‘ทำไมจู่ๆ ถึงมาหาล่ะ?’

พอลองคิดดู นี่เป็นครั้งแรกที่ฮันเตอร์คนนั้นติดต่อมาก่อน

‘หรือว่าฉันไปทำอะไรผิดพลาดอีก...?’

ทุกครั้งที่เจอคิมกิรยอ มักจะโดนดุเรื่องโน้นเรื่องนี้จนเป็นปกติ จนตอนนี้ร่างกายมันเริ่มหดเกร็งไปเองโดยไม่รู้ตัวทั้งที่ยังไม่มีสาเหตุอะไร

“ฮาซอง”

แต่ประโยคที่หลุดออกมาจากปากอีกฝ่ายกลับผิดคาดไปไกลโข

“นายน่ะ... จะว่าไป เคยบอกว่าอยากลองทำงานเป็นทีมกับฉันสินะ เมื่อช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา”

“ครับ เคยพูดครับ”

“ความตั้งใจนั้นยังเหมือนเดิมหรือเปล่า?”

“ครับ?”

“ที่ฉันจะพูดตอนนี้ก็คือเรื่องนั้นแหละ”

กึก

กิรยอวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะแล้วเข้าเรื่องทันที

“ในเมื่อนายยุ่ง งั้นฉันจะพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม จริงๆ แล้วเรื่องที่เราจะจับคู่เป็นทีมกันมันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว”

ไม่แน่ นี่อาจเป็นข้อเสนอที่หอมหวานจนน่าตกใจ

“วันนี้ฉันเลยมาฟังความสมัครใจของนายน่ะ”

“ครับ?”

“เอาเป็นว่าตอบมาก่อน จองฮาซอง ความคิดที่อยากจะทำงานร่วมกับฉัน ยังเหมือนเดิมอยู่ไหม?”

นายพรานผู้เย็นชาคนนั้น จู่ๆ ก็มาถามความเห็นเรื่องการตั้งทีมเนี่ยนะ

แวบหนึ่งฮาซองเผลอคิดไปว่า

หรือว่าในดันเจี้ยนที่เพิ่งไปมาเมื่อกี้ จะมีมอนสเตอร์ที่สร้างภาพหลอนอยู่ด้วย?

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

152

20px

วันพุธหนึ่ง

ณ อาคารหลักสมาคมฮันเตอร์เกาหลี

“คุณซอนอูยอน เคยซื้อพวกบ้านอะไรทำนองนี้บ้างไหมครับ?”

ฮันเตอร์สาวผมดำเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำถามของฉัน

ก็แหงล่ะ เมื่อกี้นี้เรายังคุยเรื่องซีเรียสอย่างกฎระเบียบของสมาคมที่จะแก้ในปีนี้หรือไม่แก้อยู่เลยนี่นา

“บ้านเหรอคะ? ถ้าหมายถึงการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ฉันยังไม่เคยทำหรอกค่ะ”

“อ้อ”

“ว่าแต่ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องบ้านล่ะคะ...”

“พอดีช่วงนี้ผมกำลังคิดเรื่องย้ายที่อยู่น่ะครับ”

ระยะหลังมานี้

ฉันกำลังวางแผนที่จะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่

ก่อนหน้านี้เพราะสูญเสียความทรงจำของร่างนี้ไปจนหมด เลยยากที่จะย้ายที่อยู่สุ่มสี่สุ่มห้า แต่ตอนนี้ฉันจำข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับคิมกิรยอได้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องยึดติดกับห้องเช่ารูหนูนั้นอีกต่อไป

‘ความทรงจำที่กู้คืนมาได้จากการเจออีฮวายอง ส่วนใหญ่เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจก็จริง แต่เรื่องสามัญสำนึกทั่วไปก็ยังมีรูโหว่อยู่บ้าง’

ไม่ว่าจะห้องแคบหรือวอลเปเปอร์เก่าซอมซ่อ

พูดตามตรง สำหรับคนที่เคยผ่านสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกว่านี้มาแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกลำบากอะไรเลย

แต่เรื่องความปลอดภัย... ใช่ เรื่องความปลอดภัยนี่แหละที่ชักจะทนไม่ไหวแล้ว

ตึกเก่าๆ นั่นไม่มีแม้แต่ยามเฝ้าตึกดีๆ สักคน วันดีคืนดีก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

‘พออายุขัยของเขตอาคมที่กางไว้หมดลงเมื่อไหร่ ย้ายทันที’

ดังนั้น ก่อนที่จะหาแหล่งกบดานใหม่ ฉันเลยลองขอคำแนะนำจากคนพื้นเมืองของดาวดวงนี้ดู

“ผมไม่ได้หวังอะไรมากหรอกครับ แค่อยากได้ระบบรักษาความปลอดภัยที่พอใช้ได้ แล้วก็มีอ่างอาบน้ำสักหน่อย เงื่อนไขประมาณนี้ควรซื้อบ้านแบบไหนดีครับ?”

แต่ทว่า พอซอนอูยอนได้ยินคำพูดของฉัน เธอกลับถามกลับด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด

“ตอนนี้... ที่บ้าน... ไม่มีอ่างอาบน้ำเหรอคะ?”

ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องทำท่าทางแบบนั้น

ลองค้นความทรงจำในสมองของคิมกิรยอดู ร่างนี้ไม่เคยใช้ชีวิตในบ้านที่มีอ่างอาบน้ำเลยสักครั้งเดียว

ฉันไม่ได้ตอบคำถามของซอนอูยอน

‘คิดอยู่เสมอแหละนะ ว่าไม่จำเป็นต้องทำตัวให้ดูเป็นมนุษย์ต่างดาว’

ฉันแค่เปลี่ยนเรื่องคุยอย่างเป็นธรรมชาติ

กลับเข้าสู่หัวข้อสนทนาเดิมนั่นเอง

“ว่าแต่ ถ่ายเอกสารเสร็จหรือยังครับ?”

“อะ... ค่ะ นี่ค่ะ”

ครืดดดด

ซอนอูยอนยื่นกระดาษ A4 ที่เพิ่งออกมาจากเครื่องถ่ายเอกสารให้ฉัน

ฉันกวาดตามองเอกสารแผ่นนั้นแล้วก้มหัวขอบคุณเล็กน้อย ได้เจ้านี่มาแล้ว ธุระก็ถือว่าเสร็จสิ้น

“ขอบคุณครับ งั้นไว้เจอกันใหม่นะครับ”

“ค่ะ ฮันเตอร์ เดินทางปลอดภัยนะคะ”

พอเดินออกมาข้างนอก สายตาของเหล่าผู้ตื่นรู้นิรนามที่เดินผ่านไปมาก็จับจ้องมาที่ฉัน

แต่ฉันทำเมินสายตาเหล่านั้น แล้วเดินไปตามทางเดินโดยจดจ่ออยู่กับเนื้อหาในเอกสารเท่านั้น

=====================

● กฎระเบียบการใช้สถานออกกำลังกาย

มาตราที่ 1. กฎระเบียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด

ข้อบังคับที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนผู้ใช้งาน

และการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงยิมสำหรับผู้ตื่นรู้โดยเฉพาะ

มาตราที่ 2. การลงทะเบียนผู้ใช้งานต้องเป็นไปตาม 「กฎหมายควบคุมเกต」

(ต่อไปนี้จะเรียกว่า “กฎหมาย”) โดยระดับของฮันเตอร์...

======================

.

.

.

ปกติแล้วพวกฮันเตอร์เขาฝึกฝนสกิลกันที่ไหนนะ?

เมื่อก่อนฉันมักจะนึกถึงพวกเกตระดับ F เป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้วนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป

ต่อให้เป็นเกตที่ง่ายแค่ไหน สุดท้ายมันก็คือที่ทำมาหากินของใครบางคน พูดง่ายๆ ก็คือแหล่งเงินแหล่งทองนั่นแหละ

ฮันเตอร์ระดับล่างมีจำนวนมาก ขนาดจะเข้าเกตสักแห่ง กิลด์ต่างๆ ยังต้องแข่งขันกันเลย ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ถ้าพวกรุ่นใหญ่เข้าไปแย่งพื้นที่ล่าโดยใช่เหตุ คงโดนด่าเปิงแน่

“อะแฮ่ม”

ห่วงโซ่อาหารมันก็เป็นแบบนี้แหละ ต่อให้เป็นผู้ล่าที่อยู่จุดต่ำสุดของระบบนิเวศอันไร้ค่า ก็ใช่ว่าจะไปเหยียบย่ำกันได้ตามอำเภอใจ

ดังนั้น ในเมืองใหญ่บางแห่งที่มีอัตราการเคลียร์เกตระดับต่ำเกือบ 100% จึงมีการดำเนินงาน [โรงยิมพิเศษ] ตามหลักการ

พื้นที่สำหรับฮันเตอร์โดยเฉพาะ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการประลองระหว่างผู้ตื่นรู้และการฝึกฝนสกิล

จะว่าไป เห็นเขาว่าที่นี่มีอุปกรณ์รูปแบบเดียวกับที่พบบ่อยในเกต อย่างพวกดาบหรือหอก ให้เช่าได้ง่ายๆ ด้วยนี่

นี่มันช่างเป็นการสนับสนุนที่เหมาะเจาะสำหรับคนยุคปัจจุบันที่ไม่คุ้นเคยกับอาวุธเย็นไม่ใช่หรือไง?

...เกริ่นมาซะยืดยาว

เอาเป็นว่าสรุปเลยแล้วกัน จนถึงตอนนี้ฉันไม่ได้สนใจไอ้ระบบโรงยิมอะไรนี่เลย

ยังไงซะเวทมนตร์ที่ระดับ F ใช้ได้ ก็มีแต่พวกหางอึ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ฝึกซ้อมอะไรมากมายอยู่แล้ว

และต่อให้มีเหตุจำเป็นต้องทดสอบเวทมนตร์ในการต่อสู้จริง

กรณีแบบนั้นก็นานทีปีหนจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

‘ถ้าต้องไปถล่มลานล่าของมือใหม่ทุกวันก็ว่าไปอย่าง แต่นานๆ ทีไปแตะต้องเกตระดับ F บ้าง ใครเขาจะมาสนใจ?’

แต่ทว่า ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง เหตุผลที่ทำให้ต้องแวะมาโรงยิมที่เคยไม่สนใจดันโผล่ขึ้นมาซะได้

“เฮ้อ”

ฉันใช้นิ้วมือนวดสันจมูกพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน

หลังจากถูกซัมมอนเนอร์ที่พกเดมิลิชมาด้วยลอบโจมตี

ทางนี้ก็มั่นใจในความจริงบางอย่างขึ้นมา

[ไฮดรา] กับ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!]

ลำพังแค่ลูกไม้ตื้นๆ พวกนี้ คงไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในอนาคตได้อย่างเต็มที่แน่

ฉันก็เลยวางแผนใหม่เมื่อไม่นานมานี้

ในเมื่อได้ตรวจสอบผ่านไฮดราแล้วว่าระดับเอปิกของโลกนี้มีพลังมากแค่ไหน...

‘อืม’

ถือโอกาสนี้ รวบรวมไอเทมระดับเอปิกอย่างจริงจังเลยดีไหมนะ ความคิดแบบนี้มันผุดขึ้นมาน่ะสิ

‘ไม่เลวนะ’

ใช่ ความคิดนี้ไม่ได้แย่เลย

ไฮดราถือเป็นของที่อวดอ้างศักดาได้พอสมควรในโลกใบนี้ ถ้าเอาอุปกรณ์เวท ระดับเดียวกันมาประโคมใส่ตัว ต่อให้เป็นระดับ F ก็คงจะมีพลังต่อสู้ที่มองข้ามไม่ได้

ถึงร่างต้นจะอ่อนแอ แต่ถ้าอัดของเทพๆ เข้าไป ก็น่าจะพอถูไถทำหน้าที่คล้ายผู้ใช้วิชาได้บ้าง

เพราะงั้นช่วงนี้ฉันเลยเล็ง ‘ไอเทมระดับเอปิกชิ้นหนึ่ง’ เอาไว้ และเพื่อจะซื้อมัน จำเป็นต้องมีเงินเย็นสักหลายพันล้านวอน...

เดี๋ยวนะ

ตอนนี้ใครบางคนอาจจะกำลังสงสัย ก็ทางนี้มักจะใช้ความรู้จากชาติก่อนมาซ่อมแซมไอเทมของโลกนี้อยู่บ่อยๆ นี่นา

[กระจกสะท้อนกลับ]

[ผลลัพธ์ : สะท้อนทิศทางของเวทมนตร์กลับไป เฉพาะการโจมตีระดับ A ลงมา]

กระจกราคาล้านวอนที่วางขายแบกะดิน ก็ถูกโมดิฟายจนประสิทธิภาพหลุดโลก

แม้แต่ธูปนิทราที่ว่ากันว่าใช้ได้ผลแค่ระดับ B ก็ยังเอาไปใช้กล่อมจองฮาซองจนหลับปุ๋ยมาแล้ว

แต่การกระทำที่ทำมาตลอดนี้ ความจริงแล้วมันก็แค่เทคนิคราคาถูกเท่านั้น

ถ้าฝืนดึงประสิทธิภาพขึ้นมา อายุการใช้งานโดยรวมของอุปกรณ์เวทจะลดฮวบลงตั้งแต่วันนั้นทันที

‘มันก็เหมือนการโอเวอร์คล็อกนั่นแหละ เป็นเรื่องธรรมดา’

ไฮดราที่ถืออยู่นี่ ถ้าคิดจะทำจริงๆ ก็สามารถดัดแปลงให้คมกริบจนตัดระดับ S ได้ แต่ถ้าทำแบบนั้น ฟันไปทีเดียวดาบอาจจะแตกละเอียดไปเลยก็ได้

คำว่าของถูกและดีไม่มีในโลก ไม่ได้พูดกันเล่นๆ หรอกนะ

‘การจะเอาไอเทมเกรดต่ำมาเป็นอาวุธหลักมันมีขีดจำกัด’

เพราะงั้นก็นะ

สุดท้ายเพื่อความอยู่รอดที่มั่นคง ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาอุปกรณ์ราคาแพงมาใส่

“บ้าเอ๊ย”

เอาล่ะ เข้าเรื่องกันตรงนี้

ฉันรอคอย ‘ปอดมังกร’ จนเหนื่อยหน่าย สุดท้ายเลยตัดสินใจหาวิธีป้องกันตัวใหม่

และราคาของอุปกรณ์เวทที่ฉันเล็งไว้ก็ปาเข้าไปตั้ง 3.7 พันล้านวอน!

ดังนั้นจึงต้องหาเงินเพิ่มอีกประมาณ 3,480 ล้านวอน

ถ้าเอาเงินปันผลพื้นฐานจากเกตคาโกชิมะมารวมด้วย ยอดเงินที่ต้องหาก็น่าจะลดลงบ้าง

แต่โชคร้ายที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานของหน่วยงานราชการที่ล่าช้า ทางนี้เลยยังไม่ได้รับเงินรางวัลจากการล่าเลย

เดิมทีที่นั่น ขั้นตอนการจ่ายเงินรางวัลล่าสัตว์อสูรให้ชาวต่างชาตินั้นแสนจะยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น

การจัดการภาษีที่ซับซ้อน การตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน การประเมินมูลค่าชิ้นส่วนจากดันเจี้ยน การจ้างนักชำแหละ การเริ่มงาน การต่อรองกับกิลด์ การประมูล

ญี่ปุ่นยึดติดกับระบบอนาล็อกในทุกขั้นตอน แถมยังมีความล่าช้าเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นจากตรงนั้นอีก

สิ่งที่ฉันลงมือทำก็มีแค่ฆ่าแบล็กดราก้อนทั่วไป 1 ตัวตอนพิสูจน์ความสามารถช่วงแรก กับตัวบอสเท่านั้น ค่าความเสียหายที่มีส่วนร่วมจึงต่ำ ยังไงซะงานทางฝั่งญี่ปุ่น เงินปันผลก็คงไม่ได้ถูกกำหนดไว้สูงนักหรอก

เพราะงั้นลืมเรื่องเงินส่วนนั้นไปก่อน ตอนนี้ต้องหาทางเติมเงินเข้ากระเป๋าด้วยวิธีอื่น

‘เงินในบัญชีตอนนี้แทบจะถูกผูกมัดไว้กับปอดมังกรหมดแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีเงินสดสำรองเลยจะดีกว่า’

สุดท้ายก็เงิน เงิน เงิน

ปัญหาที่พัวพันกับไอ้เงินบ้านี่อีกแล้ว

จะว่าไป บนดาวดวงนี้มีคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า ‘พวกบ้าเงิน’ อยู่ด้วยนี่นะ

ไอ้พวกบ้าเงินงั้นเหรอ...

เอาจริงๆ ถ้าไม่บ้าเงินสิ ถึงจะเรียกว่าคนบ้าไม่ใช่หรือไง?

“สมาคมจะตั้งกฎระเบียบให้น่ารำคาญทำไมเนี่ย”

ฉันเผลอคิดฟุ้งซ่านไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับเข้าประเด็น

การหาเงินเพื่ออุปกรณ์ระดับเอปิก!

เดิมทีตั้งใจจะใช้พิษของไฮดราค่อยๆ บรรลุเป้าหมายนี้

แต่พอลองคิดดูดีๆ แผนการที่ต้องลงมือล่าด้วยตัวเองมันมีปัญหาอยู่นิดหน่อย

ปกติเวลาเข้าดันเจี้ยน ฉันมักจะพบบอดี้การ์ดคนหนึ่งไปด้วยตามสัญญาจ้าง แต่ว่า...

-เดี๋ยวก่อน ดูสถานการณ์แล้วพวกแกคงกะจะฉีกสัญญากันหมดเลยสินะ งั้นฉันร่วมมือด้วย ฉันจะช่วยฆ่าคิมกิรยอ แล้วปล่อยฉันไปซะ

อย่างที่เห็น จากเหตุการณ์เกตคาโกชิมะครั้งก่อน ความไว้วางใจที่มีต่อคังชางโฮได้พังทลายลงอีกครั้ง

หมอนั่นพอเห็นพวกระดับ S ของญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตี ก็รีบกลับคำแล้วย้ายฝั่งไปอยู่กับศัตรูทันที

‘ให้ไปเดินเล่นกับคนที่พร้อมจะทรยศภายใน 3 วินาทีเนี่ยนะ ไม่ไหวหรอก’

แถมด้วยอุปกรณ์ที่มีตอนนี้ มอนสเตอร์ที่ล่าได้อย่างปลอดภัยก็มีแค่ระดับ C อย่างมาก ซึ่งมันก็ทำเงินไม่ได้เยอะเท่าไหร่

ต้องการเงินก้อนโต แต่ร่างกายดันอ่อนแอเหลือเกิน

‘ช่วยไม่ได้แฮะ’

ในเวลาแบบนี้ ไม่มีอะไรมีประสิทธิภาพไปกว่าการเกาะฮันเตอร์คนอื่นกินอีกแล้ว

แน่นอนว่ายกเว้นอันยุนซึง

เจ้านั่นโดนฉันสูบเลือดสูบเนื้อโดยอ้างการฝึกฝนสกิลไปจนแห้งแล้ว ไม่มีเหยื่อล่อให้ตกเบ็ดได้อีก

‘น่าเสียดายจัง’

ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ระดับชาติอย่างไซเรน การจะขอความร่วมมือชั่วคราวแล้วหลอกใช้อันยุนซึงคงเป็นไปไม่ได้

งั้นตอนนี้ถึงเวลาต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้แล้ว

ใช้ประโยชน์จาก ‘บิ๊กเนม’ ที่จะช่วยปั๊มทรัพย์สินให้พองโตได้อย่างมหาศาล

“เฮ้อ”

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้าไปในตึกแห่งหนึ่ง

“ขอโทษครับ ผมติดต่อไว้ล่วงหน้าแล้ว...”

“อ๊ะ ฮันเตอร์คิมกิรยอ! เชิญเลยครับ กำลังรออยู่พอดี”

ในที่สุดก็มาถึงกิลด์แห่งหนึ่งในโซล

พนักงานสวมคาร์ดิแกนสีเบจยิ้มต้อนรับด้วยใบหน้าเป็นมิตร แล้วนำทางแขกไปยังห้องรับรอง

โซฟาเดี่ยวหนึ่งคู่ที่วางหันหน้าเข้าหากัน โต๊ะน้ำชาขนาดเล็ก

ถ้าเทียบกับกิลด์ใหญ่อย่างหอคอยเวทมนตร์เกาหลีแล้ว ที่นี่ดูสมถะอย่างยิ่ง แต่การตกแต่งแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นดี ฉันว่าไม่เลวเลย

“อืม”

ทีนี้ก็แค่รอจนกว่าตัวแทนกิลด์จะมา...

หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง

ฉันกำลังนั่งจิบชาข้าวบาร์เลย์ที่พนักงานเอามาเสิร์ฟ

ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังโครมครามดังมาจากสุดทางเดิน

และรอเพียงครู่เดียว ประตูที่ปิดอยู่ตรงหน้าก็ถูกเปิดผัวะออกไปด้านนอก

“อา...!”

ใครบางคนรีบวิ่งเข้ามาระงับลมหายใจหอบถี่

ผมแสกกลาง 5:5 ที่หวีเรียบแปล้เหมือนนิสัยที่ซื่อตรง

เส้นผมที่หงอกขาวจนดูเหมือนสีเทาไปทั้งหัว

ใบหน้าที่เปิดเผยนั้นไร้รอยแผลเป็นใดๆ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเขา

และบนไหล่ของเขาก็คลุมด้วยเสื้อโค้ตที่ทอจากเกล็ดสัตว์อสูร ผู้ตื่นรู้หนุ่มคนนี้

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ?”

ฉันค่อยๆ เงยหน้ามองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในห้อง

“...สวัสดีครับ มาทำอะไรที่นี่... ไม่สิ ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ให้รอนานครับ”

ใช่แล้ว เขาคือจองฮาซอง

ฉันไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะต้องถ่อมาหากิลด์การิออนด้วยตัวเองแบบนี้

---

ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลี

จองฮาซองกำลังอยู่ในภาวะตื่นตระหนก

เมื่อช่วงสาย เขาได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขานุการกิลด์ว่าฮันเตอร์คิมกิรยอต้องการขอเข้าพบ

‘ฮันเตอร์คนนั้นเนี่ยนะอยากเจอฉัน?’

แต่ทว่าตอนที่ได้รับแจ้ง ดันเป็นช่วงเวลาก่อนที่เกตจะพังทลายพอดี

“ขอโทษที่ให้รอนานครับ”

สุดท้ายจองฮาซองจึงต้องให้ความสำคัญกับงานมากกว่าการต้อนรับแขก

แน่นอนว่าดันเจี้ยนมีตัวแปรมากมาย ยากที่จะคาดเดาว่าจะเคลียร์เสร็จเมื่อไหร่ เขาจึงบอกคิมกิรยอไปแล้วว่าไว้นัดเวลากันใหม่ภายหลัง แต่ทว่า...

“ไม่เป็นไร”

อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ

เขาตอบกลับมาว่าจะรออยู่ที่บริษัท ไม่ว่าการพิชิตดันเจี้ยนจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ จองฮาซองจึงรีบมาพบโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว แต่พอมาถึงจุดนี้ ในใจเขาก็เริ่มรู้สึกกังวล

‘ทำไมจู่ๆ ถึงมาหาล่ะ?’

พอลองคิดดู นี่เป็นครั้งแรกที่ฮันเตอร์คนนั้นติดต่อมาก่อน

‘หรือว่าฉันไปทำอะไรผิดพลาดอีก...?’

ทุกครั้งที่เจอคิมกิรยอ มักจะโดนดุเรื่องโน้นเรื่องนี้จนเป็นปกติ จนตอนนี้ร่างกายมันเริ่มหดเกร็งไปเองโดยไม่รู้ตัวทั้งที่ยังไม่มีสาเหตุอะไร

“ฮาซอง”

แต่ประโยคที่หลุดออกมาจากปากอีกฝ่ายกลับผิดคาดไปไกลโข

“นายน่ะ... จะว่าไป เคยบอกว่าอยากลองทำงานเป็นทีมกับฉันสินะ เมื่อช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา”

“ครับ เคยพูดครับ”

“ความตั้งใจนั้นยังเหมือนเดิมหรือเปล่า?”

“ครับ?”

“ที่ฉันจะพูดตอนนี้ก็คือเรื่องนั้นแหละ”

กึก

กิรยอวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะแล้วเข้าเรื่องทันที

“ในเมื่อนายยุ่ง งั้นฉันจะพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม จริงๆ แล้วเรื่องที่เราจะจับคู่เป็นทีมกันมันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว”

ไม่แน่ นี่อาจเป็นข้อเสนอที่หอมหวานจนน่าตกใจ

“วันนี้ฉันเลยมาฟังความสมัครใจของนายน่ะ”

“ครับ?”

“เอาเป็นว่าตอบมาก่อน จองฮาซอง ความคิดที่อยากจะทำงานร่วมกับฉัน ยังเหมือนเดิมอยู่ไหม?”

นายพรานผู้เย็นชาคนนั้น จู่ๆ ก็มาถามความเห็นเรื่องการตั้งทีมเนี่ยนะ

แวบหนึ่งฮาซองเผลอคิดไปว่า

หรือว่าในดันเจี้ยนที่เพิ่งไปมาเมื่อกี้ จะมีมอนสเตอร์ที่สร้างภาพหลอนอยู่ด้วย?