วันพุธหนึ่ง
ณ อาคารหลักสมาคมฮันเตอร์เกาหลี
“คุณซอนอูยอน เคยซื้อพวกบ้านอะไรทำนองนี้บ้างไหมครับ?”
ฮันเตอร์สาวผมดำเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำถามของฉัน
ก็แหงล่ะ เมื่อกี้นี้เรายังคุยเรื่องซีเรียสอย่างกฎระเบียบของสมาคมที่จะแก้ในปีนี้หรือไม่แก้อยู่เลยนี่นา
“บ้านเหรอคะ? ถ้าหมายถึงการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ฉันยังไม่เคยทำหรอกค่ะ”
“อ้อ”
“ว่าแต่ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องบ้านล่ะคะ...”
“พอดีช่วงนี้ผมกำลังคิดเรื่องย้ายที่อยู่น่ะครับ”
ระยะหลังมานี้
ฉันกำลังวางแผนที่จะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่
ก่อนหน้านี้เพราะสูญเสียความทรงจำของร่างนี้ไปจนหมด เลยยากที่จะย้ายที่อยู่สุ่มสี่สุ่มห้า แต่ตอนนี้ฉันจำข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับคิมกิรยอได้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องยึดติดกับห้องเช่ารูหนูนั้นอีกต่อไป
‘ความทรงจำที่กู้คืนมาได้จากการเจออีฮวายอง ส่วนใหญ่เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจก็จริง แต่เรื่องสามัญสำนึกทั่วไปก็ยังมีรูโหว่อยู่บ้าง’
ไม่ว่าจะห้องแคบหรือวอลเปเปอร์เก่าซอมซ่อ
พูดตามตรง สำหรับคนที่เคยผ่านสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกว่านี้มาแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกลำบากอะไรเลย
แต่เรื่องความปลอดภัย... ใช่ เรื่องความปลอดภัยนี่แหละที่ชักจะทนไม่ไหวแล้ว
ตึกเก่าๆ นั่นไม่มีแม้แต่ยามเฝ้าตึกดีๆ สักคน วันดีคืนดีก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน
‘พออายุขัยของเขตอาคมที่กางไว้หมดลงเมื่อไหร่ ย้ายทันที’
ดังนั้น ก่อนที่จะหาแหล่งกบดานใหม่ ฉันเลยลองขอคำแนะนำจากคนพื้นเมืองของดาวดวงนี้ดู
“ผมไม่ได้หวังอะไรมากหรอกครับ แค่อยากได้ระบบรักษาความปลอดภัยที่พอใช้ได้ แล้วก็มีอ่างอาบน้ำสักหน่อย เงื่อนไขประมาณนี้ควรซื้อบ้านแบบไหนดีครับ?”
แต่ทว่า พอซอนอูยอนได้ยินคำพูดของฉัน เธอกลับถามกลับด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด
“ตอนนี้... ที่บ้าน... ไม่มีอ่างอาบน้ำเหรอคะ?”
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องทำท่าทางแบบนั้น
ลองค้นความทรงจำในสมองของคิมกิรยอดู ร่างนี้ไม่เคยใช้ชีวิตในบ้านที่มีอ่างอาบน้ำเลยสักครั้งเดียว
ฉันไม่ได้ตอบคำถามของซอนอูยอน
‘คิดอยู่เสมอแหละนะ ว่าไม่จำเป็นต้องทำตัวให้ดูเป็นมนุษย์ต่างดาว’
ฉันแค่เปลี่ยนเรื่องคุยอย่างเป็นธรรมชาติ
กลับเข้าสู่หัวข้อสนทนาเดิมนั่นเอง
“ว่าแต่ ถ่ายเอกสารเสร็จหรือยังครับ?”
“อะ... ค่ะ นี่ค่ะ”
ครืดดดด
ซอนอูยอนยื่นกระดาษ A4 ที่เพิ่งออกมาจากเครื่องถ่ายเอกสารให้ฉัน
ฉันกวาดตามองเอกสารแผ่นนั้นแล้วก้มหัวขอบคุณเล็กน้อย ได้เจ้านี่มาแล้ว ธุระก็ถือว่าเสร็จสิ้น
“ขอบคุณครับ งั้นไว้เจอกันใหม่นะครับ”
“ค่ะ ฮันเตอร์ เดินทางปลอดภัยนะคะ”
พอเดินออกมาข้างนอก สายตาของเหล่าผู้ตื่นรู้นิรนามที่เดินผ่านไปมาก็จับจ้องมาที่ฉัน
แต่ฉันทำเมินสายตาเหล่านั้น แล้วเดินไปตามทางเดินโดยจดจ่ออยู่กับเนื้อหาในเอกสารเท่านั้น
=====================
● กฎระเบียบการใช้สถานออกกำลังกาย
มาตราที่ 1. กฎระเบียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด
ข้อบังคับที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนผู้ใช้งาน
และการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงยิมสำหรับผู้ตื่นรู้โดยเฉพาะ
มาตราที่ 2. การลงทะเบียนผู้ใช้งานต้องเป็นไปตาม 「กฎหมายควบคุมเกต」
(ต่อไปนี้จะเรียกว่า “กฎหมาย”) โดยระดับของฮันเตอร์...
======================
.
.
.
ปกติแล้วพวกฮันเตอร์เขาฝึกฝนสกิลกันที่ไหนนะ?
เมื่อก่อนฉันมักจะนึกถึงพวกเกตระดับ F เป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้วนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป
ต่อให้เป็นเกตที่ง่ายแค่ไหน สุดท้ายมันก็คือที่ทำมาหากินของใครบางคน พูดง่ายๆ ก็คือแหล่งเงินแหล่งทองนั่นแหละ
ฮันเตอร์ระดับล่างมีจำนวนมาก ขนาดจะเข้าเกตสักแห่ง กิลด์ต่างๆ ยังต้องแข่งขันกันเลย ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ถ้าพวกรุ่นใหญ่เข้าไปแย่งพื้นที่ล่าโดยใช่เหตุ คงโดนด่าเปิงแน่
“อะแฮ่ม”
ห่วงโซ่อาหารมันก็เป็นแบบนี้แหละ ต่อให้เป็นผู้ล่าที่อยู่จุดต่ำสุดของระบบนิเวศอันไร้ค่า ก็ใช่ว่าจะไปเหยียบย่ำกันได้ตามอำเภอใจ
ดังนั้น ในเมืองใหญ่บางแห่งที่มีอัตราการเคลียร์เกตระดับต่ำเกือบ 100% จึงมีการดำเนินงาน [โรงยิมพิเศษ] ตามหลักการ
พื้นที่สำหรับฮันเตอร์โดยเฉพาะ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการประลองระหว่างผู้ตื่นรู้และการฝึกฝนสกิล
จะว่าไป เห็นเขาว่าที่นี่มีอุปกรณ์รูปแบบเดียวกับที่พบบ่อยในเกต อย่างพวกดาบหรือหอก ให้เช่าได้ง่ายๆ ด้วยนี่
นี่มันช่างเป็นการสนับสนุนที่เหมาะเจาะสำหรับคนยุคปัจจุบันที่ไม่คุ้นเคยกับอาวุธเย็นไม่ใช่หรือไง?
...เกริ่นมาซะยืดยาว
เอาเป็นว่าสรุปเลยแล้วกัน จนถึงตอนนี้ฉันไม่ได้สนใจไอ้ระบบโรงยิมอะไรนี่เลย
ยังไงซะเวทมนตร์ที่ระดับ F ใช้ได้ ก็มีแต่พวกหางอึ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ฝึกซ้อมอะไรมากมายอยู่แล้ว
และต่อให้มีเหตุจำเป็นต้องทดสอบเวทมนตร์ในการต่อสู้จริง
กรณีแบบนั้นก็นานทีปีหนจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง
‘ถ้าต้องไปถล่มลานล่าของมือใหม่ทุกวันก็ว่าไปอย่าง แต่นานๆ ทีไปแตะต้องเกตระดับ F บ้าง ใครเขาจะมาสนใจ?’
แต่ทว่า ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง เหตุผลที่ทำให้ต้องแวะมาโรงยิมที่เคยไม่สนใจดันโผล่ขึ้นมาซะได้
“เฮ้อ”
ฉันใช้นิ้วมือนวดสันจมูกพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน
หลังจากถูกซัมมอนเนอร์ที่พกเดมิลิชมาด้วยลอบโจมตี
ทางนี้ก็มั่นใจในความจริงบางอย่างขึ้นมา
[ไฮดรา] กับ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!]
ลำพังแค่ลูกไม้ตื้นๆ พวกนี้ คงไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในอนาคตได้อย่างเต็มที่แน่
ฉันก็เลยวางแผนใหม่เมื่อไม่นานมานี้
ในเมื่อได้ตรวจสอบผ่านไฮดราแล้วว่าระดับเอปิกของโลกนี้มีพลังมากแค่ไหน...
‘อืม’
ถือโอกาสนี้ รวบรวมไอเทมระดับเอปิกอย่างจริงจังเลยดีไหมนะ ความคิดแบบนี้มันผุดขึ้นมาน่ะสิ
‘ไม่เลวนะ’
ใช่ ความคิดนี้ไม่ได้แย่เลย
ไฮดราถือเป็นของที่อวดอ้างศักดาได้พอสมควรในโลกใบนี้ ถ้าเอาอุปกรณ์เวท ระดับเดียวกันมาประโคมใส่ตัว ต่อให้เป็นระดับ F ก็คงจะมีพลังต่อสู้ที่มองข้ามไม่ได้
ถึงร่างต้นจะอ่อนแอ แต่ถ้าอัดของเทพๆ เข้าไป ก็น่าจะพอถูไถทำหน้าที่คล้ายผู้ใช้วิชาได้บ้าง
เพราะงั้นช่วงนี้ฉันเลยเล็ง ‘ไอเทมระดับเอปิกชิ้นหนึ่ง’ เอาไว้ และเพื่อจะซื้อมัน จำเป็นต้องมีเงินเย็นสักหลายพันล้านวอน...
เดี๋ยวนะ
ตอนนี้ใครบางคนอาจจะกำลังสงสัย ก็ทางนี้มักจะใช้ความรู้จากชาติก่อนมาซ่อมแซมไอเทมของโลกนี้อยู่บ่อยๆ นี่นา
[กระจกสะท้อนกลับ]
[ผลลัพธ์ : สะท้อนทิศทางของเวทมนตร์กลับไป เฉพาะการโจมตีระดับ A ลงมา]
กระจกราคาล้านวอนที่วางขายแบกะดิน ก็ถูกโมดิฟายจนประสิทธิภาพหลุดโลก
แม้แต่ธูปนิทราที่ว่ากันว่าใช้ได้ผลแค่ระดับ B ก็ยังเอาไปใช้กล่อมจองฮาซองจนหลับปุ๋ยมาแล้ว
แต่การกระทำที่ทำมาตลอดนี้ ความจริงแล้วมันก็แค่เทคนิคราคาถูกเท่านั้น
ถ้าฝืนดึงประสิทธิภาพขึ้นมา อายุการใช้งานโดยรวมของอุปกรณ์เวทจะลดฮวบลงตั้งแต่วันนั้นทันที
‘มันก็เหมือนการโอเวอร์คล็อกนั่นแหละ เป็นเรื่องธรรมดา’
ไฮดราที่ถืออยู่นี่ ถ้าคิดจะทำจริงๆ ก็สามารถดัดแปลงให้คมกริบจนตัดระดับ S ได้ แต่ถ้าทำแบบนั้น ฟันไปทีเดียวดาบอาจจะแตกละเอียดไปเลยก็ได้
คำว่าของถูกและดีไม่มีในโลก ไม่ได้พูดกันเล่นๆ หรอกนะ
‘การจะเอาไอเทมเกรดต่ำมาเป็นอาวุธหลักมันมีขีดจำกัด’
เพราะงั้นก็นะ
สุดท้ายเพื่อความอยู่รอดที่มั่นคง ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาอุปกรณ์ราคาแพงมาใส่
“บ้าเอ๊ย”
เอาล่ะ เข้าเรื่องกันตรงนี้
ฉันรอคอย ‘ปอดมังกร’ จนเหนื่อยหน่าย สุดท้ายเลยตัดสินใจหาวิธีป้องกันตัวใหม่
และราคาของอุปกรณ์เวทที่ฉันเล็งไว้ก็ปาเข้าไปตั้ง 3.7 พันล้านวอน!
ดังนั้นจึงต้องหาเงินเพิ่มอีกประมาณ 3,480 ล้านวอน
ถ้าเอาเงินปันผลพื้นฐานจากเกตคาโกชิมะมารวมด้วย ยอดเงินที่ต้องหาก็น่าจะลดลงบ้าง
แต่โชคร้ายที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานของหน่วยงานราชการที่ล่าช้า ทางนี้เลยยังไม่ได้รับเงินรางวัลจากการล่าเลย
เดิมทีที่นั่น ขั้นตอนการจ่ายเงินรางวัลล่าสัตว์อสูรให้ชาวต่างชาตินั้นแสนจะยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น
การจัดการภาษีที่ซับซ้อน การตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน การประเมินมูลค่าชิ้นส่วนจากดันเจี้ยน การจ้างนักชำแหละ การเริ่มงาน การต่อรองกับกิลด์ การประมูล
ญี่ปุ่นยึดติดกับระบบอนาล็อกในทุกขั้นตอน แถมยังมีความล่าช้าเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นจากตรงนั้นอีก
สิ่งที่ฉันลงมือทำก็มีแค่ฆ่าแบล็กดราก้อนทั่วไป 1 ตัวตอนพิสูจน์ความสามารถช่วงแรก กับตัวบอสเท่านั้น ค่าความเสียหายที่มีส่วนร่วมจึงต่ำ ยังไงซะงานทางฝั่งญี่ปุ่น เงินปันผลก็คงไม่ได้ถูกกำหนดไว้สูงนักหรอก
เพราะงั้นลืมเรื่องเงินส่วนนั้นไปก่อน ตอนนี้ต้องหาทางเติมเงินเข้ากระเป๋าด้วยวิธีอื่น
‘เงินในบัญชีตอนนี้แทบจะถูกผูกมัดไว้กับปอดมังกรหมดแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีเงินสดสำรองเลยจะดีกว่า’
สุดท้ายก็เงิน เงิน เงิน
ปัญหาที่พัวพันกับไอ้เงินบ้านี่อีกแล้ว
จะว่าไป บนดาวดวงนี้มีคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า ‘พวกบ้าเงิน’ อยู่ด้วยนี่นะ
ไอ้พวกบ้าเงินงั้นเหรอ...
เอาจริงๆ ถ้าไม่บ้าเงินสิ ถึงจะเรียกว่าคนบ้าไม่ใช่หรือไง?
“สมาคมจะตั้งกฎระเบียบให้น่ารำคาญทำไมเนี่ย”
ฉันเผลอคิดฟุ้งซ่านไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับเข้าประเด็น
การหาเงินเพื่ออุปกรณ์ระดับเอปิก!
เดิมทีตั้งใจจะใช้พิษของไฮดราค่อยๆ บรรลุเป้าหมายนี้
แต่พอลองคิดดูดีๆ แผนการที่ต้องลงมือล่าด้วยตัวเองมันมีปัญหาอยู่นิดหน่อย
ปกติเวลาเข้าดันเจี้ยน ฉันมักจะพบบอดี้การ์ดคนหนึ่งไปด้วยตามสัญญาจ้าง แต่ว่า...
-เดี๋ยวก่อน ดูสถานการณ์แล้วพวกแกคงกะจะฉีกสัญญากันหมดเลยสินะ งั้นฉันร่วมมือด้วย ฉันจะช่วยฆ่าคิมกิรยอ แล้วปล่อยฉันไปซะ
อย่างที่เห็น จากเหตุการณ์เกตคาโกชิมะครั้งก่อน ความไว้วางใจที่มีต่อคังชางโฮได้พังทลายลงอีกครั้ง
หมอนั่นพอเห็นพวกระดับ S ของญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตี ก็รีบกลับคำแล้วย้ายฝั่งไปอยู่กับศัตรูทันที
‘ให้ไปเดินเล่นกับคนที่พร้อมจะทรยศภายใน 3 วินาทีเนี่ยนะ ไม่ไหวหรอก’
แถมด้วยอุปกรณ์ที่มีตอนนี้ มอนสเตอร์ที่ล่าได้อย่างปลอดภัยก็มีแค่ระดับ C อย่างมาก ซึ่งมันก็ทำเงินไม่ได้เยอะเท่าไหร่
ต้องการเงินก้อนโต แต่ร่างกายดันอ่อนแอเหลือเกิน
‘ช่วยไม่ได้แฮะ’
ในเวลาแบบนี้ ไม่มีอะไรมีประสิทธิภาพไปกว่าการเกาะฮันเตอร์คนอื่นกินอีกแล้ว
แน่นอนว่ายกเว้นอันยุนซึง
เจ้านั่นโดนฉันสูบเลือดสูบเนื้อโดยอ้างการฝึกฝนสกิลไปจนแห้งแล้ว ไม่มีเหยื่อล่อให้ตกเบ็ดได้อีก
‘น่าเสียดายจัง’
ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ระดับชาติอย่างไซเรน การจะขอความร่วมมือชั่วคราวแล้วหลอกใช้อันยุนซึงคงเป็นไปไม่ได้
งั้นตอนนี้ถึงเวลาต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้แล้ว
ใช้ประโยชน์จาก ‘บิ๊กเนม’ ที่จะช่วยปั๊มทรัพย์สินให้พองโตได้อย่างมหาศาล
“เฮ้อ”
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้าไปในตึกแห่งหนึ่ง
“ขอโทษครับ ผมติดต่อไว้ล่วงหน้าแล้ว...”
“อ๊ะ ฮันเตอร์คิมกิรยอ! เชิญเลยครับ กำลังรออยู่พอดี”
ในที่สุดก็มาถึงกิลด์แห่งหนึ่งในโซล
พนักงานสวมคาร์ดิแกนสีเบจยิ้มต้อนรับด้วยใบหน้าเป็นมิตร แล้วนำทางแขกไปยังห้องรับรอง
โซฟาเดี่ยวหนึ่งคู่ที่วางหันหน้าเข้าหากัน โต๊ะน้ำชาขนาดเล็ก
ถ้าเทียบกับกิลด์ใหญ่อย่างหอคอยเวทมนตร์เกาหลีแล้ว ที่นี่ดูสมถะอย่างยิ่ง แต่การตกแต่งแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นดี ฉันว่าไม่เลวเลย
“อืม”
ทีนี้ก็แค่รอจนกว่าตัวแทนกิลด์จะมา...
หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง
ฉันกำลังนั่งจิบชาข้าวบาร์เลย์ที่พนักงานเอามาเสิร์ฟ
ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังโครมครามดังมาจากสุดทางเดิน
และรอเพียงครู่เดียว ประตูที่ปิดอยู่ตรงหน้าก็ถูกเปิดผัวะออกไปด้านนอก
“อา...!”
ใครบางคนรีบวิ่งเข้ามาระงับลมหายใจหอบถี่
ผมแสกกลาง 5:5 ที่หวีเรียบแปล้เหมือนนิสัยที่ซื่อตรง
เส้นผมที่หงอกขาวจนดูเหมือนสีเทาไปทั้งหัว
ใบหน้าที่เปิดเผยนั้นไร้รอยแผลเป็นใดๆ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเขา
และบนไหล่ของเขาก็คลุมด้วยเสื้อโค้ตที่ทอจากเกล็ดสัตว์อสูร ผู้ตื่นรู้หนุ่มคนนี้
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ?”
ฉันค่อยๆ เงยหน้ามองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในห้อง
“...สวัสดีครับ มาทำอะไรที่นี่... ไม่สิ ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ให้รอนานครับ”
ใช่แล้ว เขาคือจองฮาซอง
ฉันไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะต้องถ่อมาหากิลด์การิออนด้วยตัวเองแบบนี้
---
ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลี
จองฮาซองกำลังอยู่ในภาวะตื่นตระหนก
เมื่อช่วงสาย เขาได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขานุการกิลด์ว่าฮันเตอร์คิมกิรยอต้องการขอเข้าพบ
‘ฮันเตอร์คนนั้นเนี่ยนะอยากเจอฉัน?’
แต่ทว่าตอนที่ได้รับแจ้ง ดันเป็นช่วงเวลาก่อนที่เกตจะพังทลายพอดี
“ขอโทษที่ให้รอนานครับ”
สุดท้ายจองฮาซองจึงต้องให้ความสำคัญกับงานมากกว่าการต้อนรับแขก
แน่นอนว่าดันเจี้ยนมีตัวแปรมากมาย ยากที่จะคาดเดาว่าจะเคลียร์เสร็จเมื่อไหร่ เขาจึงบอกคิมกิรยอไปแล้วว่าไว้นัดเวลากันใหม่ภายหลัง แต่ทว่า...
“ไม่เป็นไร”
อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ
เขาตอบกลับมาว่าจะรออยู่ที่บริษัท ไม่ว่าการพิชิตดันเจี้ยนจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ จองฮาซองจึงรีบมาพบโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว แต่พอมาถึงจุดนี้ ในใจเขาก็เริ่มรู้สึกกังวล
‘ทำไมจู่ๆ ถึงมาหาล่ะ?’
พอลองคิดดู นี่เป็นครั้งแรกที่ฮันเตอร์คนนั้นติดต่อมาก่อน
‘หรือว่าฉันไปทำอะไรผิดพลาดอีก...?’
ทุกครั้งที่เจอคิมกิรยอ มักจะโดนดุเรื่องโน้นเรื่องนี้จนเป็นปกติ จนตอนนี้ร่างกายมันเริ่มหดเกร็งไปเองโดยไม่รู้ตัวทั้งที่ยังไม่มีสาเหตุอะไร
“ฮาซอง”
แต่ประโยคที่หลุดออกมาจากปากอีกฝ่ายกลับผิดคาดไปไกลโข
“นายน่ะ... จะว่าไป เคยบอกว่าอยากลองทำงานเป็นทีมกับฉันสินะ เมื่อช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา”
“ครับ เคยพูดครับ”
“ความตั้งใจนั้นยังเหมือนเดิมหรือเปล่า?”
“ครับ?”
“ที่ฉันจะพูดตอนนี้ก็คือเรื่องนั้นแหละ”
กึก
กิรยอวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะแล้วเข้าเรื่องทันที
“ในเมื่อนายยุ่ง งั้นฉันจะพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม จริงๆ แล้วเรื่องที่เราจะจับคู่เป็นทีมกันมันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว”
ไม่แน่ นี่อาจเป็นข้อเสนอที่หอมหวานจนน่าตกใจ
“วันนี้ฉันเลยมาฟังความสมัครใจของนายน่ะ”
“ครับ?”
“เอาเป็นว่าตอบมาก่อน จองฮาซอง ความคิดที่อยากจะทำงานร่วมกับฉัน ยังเหมือนเดิมอยู่ไหม?”
นายพรานผู้เย็นชาคนนั้น จู่ๆ ก็มาถามความเห็นเรื่องการตั้งทีมเนี่ยนะ
แวบหนึ่งฮาซองเผลอคิดไปว่า
หรือว่าในดันเจี้ยนที่เพิ่งไปมาเมื่อกี้ จะมีมอนสเตอร์ที่สร้างภาพหลอนอยู่ด้วย?