Cover

150

ฉันต้องหาเรื่องย้ายบ้านเร็วๆ นี้จริงๆ แล้วละ

ไอ้วันรูมห้องนี้ฮวงจุ้ยมันเป็นบ้าอะไรนักหนา ถึงได้มีเรื่องมีราวไม่เว้นแต่ละวันแบบนี้

"เวรเอ๊ย"

บ่นพึมพำ

ฉันรู้สถานการณ์คร่าวๆ ตั้งแต่ 'บางสิ่ง' ที่ปรากฏตัวกลางอากาศยังไม่ทันแตะพื้นด้วยซ้ำ

เพราะมันแผ่กลิ่นอายมานาที่แปลกแยกเกินกว่าจะทำเมินเฉยได้

ฟึ่บ...

เงาดำทมิฬร่วงหล่นจากฟากฟ้า

สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทิ้งตัวลงบนพื้นยางมะตอยอย่างแผ่วเบาราวกับไร้น้ำหนัก

กึก กร๊อบ

เสียงกระดูกลั่นดังออกมาจากร่างของสัตว์ประหลาดปริศนาที่กำลังยืดตัวขึ้นจากการย่อเข่า

ฟังดูเหมือนไม้ผุๆ หักไม่มีผิด

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาดื่มด่ำกับซาวด์เอฟเฟกต์พวกนั้นสักหน่อย

'ตัวบ้าอะไรวะ?'

ฉันผงะถอยหลังเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ร่วงตุบลงมาจากฟ้า

'เวทมนตร์?'

เจ้าสัตว์ประหลาดปริศนายื่นแขนออกไปข้างหน้าเหมือนกำลังร่ายคำสาปอะไรสักอย่าง

แต่ฉันก็ไม่ได้ผลีผลามเข้าไปใกล้

เพราะถ้าไอ้ที่มันกำลังร่ายอยู่เป็นเวทระเบิดตัวเองขึ้นมา คงได้ซวยกันหมด

'ใจเย็นไว้ วันนี้ก็พกอุปกรณ์เวทมาครบมือนี่นา ก่อนอื่นยัด [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] ให้มันกินแล้วทำให้สลบ จากนั้นค่อยหาทางหนี...'

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าพลางวิเคราะห์รูปแบบเวทมนตร์ของมอนสเตอร์

'ใช่แล้ว ทำให้สลบเสร็จก็เอา [ไฮดรา] แทงตาทิ้งซะ ไอ้ของเหลวสีดำที่ไหลออกมานั่นดูเหมือนของเหลวในร่างกาย ก็น่าจะแพ้พิษอยู่นะ?'

แต่ทันใดนั้นเอง

กลับเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดสุดๆ ขึ้นในทิศที่เจ้าสัตว์ประหลาดประหลาดนั้นยืนอยู่

"หือ?"

ฟุ่บ!

มานาของมอนสเตอร์ที่กำลังรวมตัวอยู่ที่จุดจุดหนึ่ง จู่ๆ ก็แตกซ่านกระจายไปทั่วทิศทางอย่างไร้เรี่ยวแรง

"......"

"......"

อะ อะไรวะ?

หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม

เจ้าสัตว์ประหลาดพยายามร่ายเวทเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่รู้ทำไมมานาถึงหนีหายไปหมดก่อนที่วงเวทจะสมบูรณ์เสียอีก

แถมยังหายไปแบบเกลี้ยงเกลาเลยด้วย

'ไม่มีอะไร... เกิดขึ้นเลยนี่หว่า?'

ตาปริบๆ

ฉันจ้องมองมอนสเตอร์อยู่ครู่หนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ และในจังหวะนั้นเอง ความทรงจำสั้นๆ ก็แวบเข้ามาในหัว

'อ้อ'

เดมิลิช!

ว่าแล้วเชียวทำไมหน้าตาคุ้นๆ ที่แท้ก็เป็นมอนสเตอร์ตัวนั้นที่เคยเห็นในอินเทอร์เน็ตนี่เอง

สมัยที่หัดเล่นมือถือใหม่ๆ

ฉันเคยค้นคำว่า 'วิญญาณ' ในเว็บพอร์ทัล และได้ข้อมูลมาว่าบนโลกนี้มีมอนสเตอร์ที่ใช้สกิล [การโจมตีวิญญาณ] อยู่ด้วย

'สังคมข้อมูลจงเจริญ'

วิญญาณงั้นเหรอ ขนาดฉันที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศาสตร์เวทมนตร์ ยังเพิ่งจะมาตีความแนวคิดนี้ได้ตอนช่วงท้ายของชีวิตก่อนเองนะ

นี่เป็นสัตว์อสูรที่ใช้พลังระดับนั้นเชียว?

แต่พอได้เจอตัวจริงแบบนี้ก็เข้าใจแจ่มแจ้งเลย

สรุปแล้วสกิลของเดมิลิชไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณ...

'อ๋อ!'

ฉันมองการล้มเหลวซ้ำซากของมอนสเตอร์แล้วก็มองทะลุถึงแก่นแท้ของวิชา

'นี่มัน [มานาเบิร์น] ชัดๆ!'

ไอ้สกิลที่ชาวโลกเรียกว่าการโจมตีวิญญาณ ความจริงแล้วเป็นการโจมตีที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางวิญญาณเลยสักนิด

[มานาเบิร์น]

พูดให้ถูกก็คือเวทมนตร์ที่ทำให้พลังเวทของผู้ใช้ระเหยหายไปต่างหาก

เพราะงั้นต่อให้ใส่เกราะดีแค่ไหนก็กันการโจมตีของเดมิลิชไม่ได้

อุปกรณ์เวทที่เจอในดันเจี้ยนมักจะกางม่านพลังป้องกันร่างกายผู้ใช้ ซึ่งพวกมันกันแรงกระแทกจากภายนอกได้ดี แต่ดันกันสิ่งที่อยู่ข้างในไม่ให้รั่วไหลออกไปข้างนอกไม่ได้นี่สิ

'เฮ้อ นึกว่าบนโลกจะมีหมอผีตัวจริงอยู่ซะอีก...'

ราชาแห่งคนตายเอย การโจมตีวิญญาณเอย

ตั้งชื่อซะเวอร์วังทำเอาฉันกลัวหัวหด

แต่พอลองคิดดูดีๆ จะตื่นตูมไปก็ไม่แปลกหรอก

สำหรับจอมเวทแล้ว มานาเบิร์นถือเป็นสกิลที่อันตรายสุดๆ

'ชาติที่แล้วฉันเองก็ใช้บ่อยเหมือนกัน'

ถ้าไม่มีมานา ก็โจมตีไม่ได้

แถมเกราะป้องกันร่างกายก็จะอ่อนแอลง

มานาเบิร์นเป็นสกิลที่ลดทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันของคู่ต่อสู้ได้ในทีเดียว

สมมติว่าการโจมตีของเดมิลิชเผามานาได้ครั้งละ 100 หน่วย

แต่ฮันเตอร์ระดับ D มีมานาแค่ 70 หน่วย

แล้วถ้าระดับ D โดนเดมิลิชโจมตีจะเป็นยังไงรู้ไหม?

ม่องเท่งทันทีน่ะสิ ถ้าตื่นรู้แล้ว อวัยวะภายในก็จะวิวัฒนาการไปใช้มานาในการทำงานด้วย

'จอมเวทถ้าขาดมานา อวัยวะจะหยุดทำงานจนตายน่ะสิ'

วิชามารร้ายกาจที่เผาผลาญได้กระทั่งมานาอันน้อยนิดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ไม่แปลกใจเลยที่ชาวโลกจะเข้าใจผิดว่าเดมิลิชเล่นงานวิญญาณ เพราะแค่เจ้าสัตว์ประหลาดนี่สะบัดมือ ก็คงรู้สึกเหมือนโดนสูบพลังชีวิตฮวบๆ ไปแล้ว

'ความรู้สึกตอนมานาเบิร์นระเหยไป มันคนละเรื่องกับตอนใช้สกิลจนมานาลดเลยนี่นะ'

เหล่าผู้ใช้เวทยุคดึกดำบรรพ์พวกนั้นคงตายไปโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่

แต่รอบนี้คู่ต่อสู้ดันเป็นของแข็ง

เพราะฉันเคยใช้เวทนี้จนชินในชาติก่อนไงล่ะ [มานาเบิร์น] มันเป็นท่าที่ใช้ได้ผลกับพวกนักเวทปลายแถวที่ระดับต่ำกว่าตัวเองมากๆ เท่านั้น...

สรุปสั้นๆ คือสกิลกวาดพวกมอนสเตอร์ลูกกระจ๊อกนั่นแหละ

"หืม"

น่าเสียดายที่ตรงนี้มีอดีตมหาจอมเวทอยู่

การควบคุมพลังเวทของเรามันคนละมิติกัน ฉันจะยอมให้สัตว์เดรัจฉานไร้หัวนอนปลายเท้ามาแย่งชิงสิทธิ์การครอบครองพลังไปได้ยังไง

"กะ... กือ...?"

สกิลของเดมิลิชทำอะไรฉันไม่ได้

เพราะทางนี้ควบคุมมานาทุกหยดในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่างจากพวกชาวโลก

"กรร...."

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวแล้ว เดมิลิชยืนงงจนของเหลวสีดำไหลพรากออกจากตาแทนเหงื่อ

"กรรรรร!"

แต่ตอนนั้นเอง

เจ้าสัตว์ประหลาดหลั่งน้ำตาทมิฬก็เปลี่ยนท่าทาง

ตุบ มันคุกเข่าลีบๆ ลง แล้วเอามือยันพื้น

ท่าทางก้มหัวจนแทบติดพื้นดูเหมือนกำลังศิโรราบ แต่ความจริงมันกำลังพยายามโจมตีให้แรงขึ้นต่างหาก

เพราะการเอามือแตะพื้นจะช่วยดึงมานาจากดินมาใช้ได้อีกนิดหน่อย

"อือออ... รือ...!"

ครืนนนน เดมิลิชส่งเสียงครางฮือพร้อมเปิดใช้งานมานาเบิร์นครั้งที่ 3

แน่นอนว่ารอบนี้ก็ไร้ผลเหมือนเดิม

เห็นมันพยายามแบบสูญเปล่าแล้วก็อดสมเพชไม่ได้แฮะ โครงสร้างเวทกากๆ แบบนั้น ต่อให้ลองอีกกี่ร้อยครั้งผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ

"ฮืม"

เอาเถอะ

ถึงจะตกใจนิดหน่อยที่โดนลอบกัดแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง แต่จบแบบกร่อยๆ อย่างนี้ก็ถือว่าโชคดีละมั้ง

กริ๊ก

ฉันชักดาบไฮดราออกจากฝักที่เหน็บไว้ข้างเอวแล้วก้าวเท้าฉับๆ เข้าไป

แต่มอนสเตอร์เดมิลิชตรงหน้าถูกฉันเมินข้ามไปนานแล้ว

เพราะเจ้านี่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจริงๆ แต่เป็น...

"นั่นสินะ"

ข้ารับใช้ของจอมเวทสักคน

"ไปดูหน้าไอ้ตัวการหน่อยดีกว่า"

สัมผัสเย็นเยียบของไฮดราถ่ายทอดมาสู่มือ ฉันอุ่นเครื่องสั้นๆ ก่อนจะออกตัววิ่งเต็มฝีเท้า

---

พระเจ้า

พระเจ้า

พระเจ้า!

โซเฟียตื่นตระหนกสุดขีด

'เป็นไปไม่ได้!'

เดมิลิชที่อัญเชิญออกมาใช้ [การโจมตีวิญญาณ] ไปแล้วชัดๆ!

สกิลสุดสยองที่ต่อให้เป็นฮันเตอร์ที่แกร่งแค่ไหนก็ต้องใจสลาย มันโดนเข้าไปจังๆ แล้วนะ!

'กะ การโจมตีของริชฉัน... โดนเมินเนี่ยนะ?'

ไอ้หนุ่มผมทองเลือดเย็นนั่นโดนสกิลของเดมิลิชเข้าไปแต่ไม่กะพริบตาเลยสักนิด

ทำแค่ยืนตัวตรงแล้วมองลงมาที่มอนสเตอร์ด้วยสายตาเย็นชา

'การอัญเชิญผิดพลาดเหรอ? ไม่สิ สกิลของฉันสมบูรณ์แบบ เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ!'

โซเฟียไม่อยากเชื่อความจริงตรงหน้า จึงออกคำสั่งกับสัตว์อัญเชิญอีกครั้ง

ส่งสัญญาณให้มันรีดเค้นพลังเฮือกสุดท้ายโจมตีผู้ชายคนนั้นซะ

แต่สิ่งที่ตามมากลับเป็นสถานการณ์ที่ชวนช็อกยิ่งกว่า

ตุบ

ทันทีที่คำสั่งของซัมมอนเนอร์ส่งไปถึง สิ่งที่เดมิลิชทำคือการคุกเข่าต่อหน้าคิมกิรยอ

'ทำบ้าอะไร!'

ราชาแห่งคนตายที่เคยทำให้เหล่านักล่าทุกระดับชั้นจมดิ่งสู่ความสิ้นหวังอย่างเท่าเทียม

ตัวตนเหนือธรรมชาติที่เล่นกับวิญญาณได้อย่างใจนึก ไฉนถึงทำตัวขี้ขลาดตาขาวแบบนั้น?

'ทางนั้นก็แค่ยืนอยู่เฉยๆ เองนะ!'

โซเฟียเร่งเร้าลูกสมุนที่หมอบกระแตอยู่

'ทำอะไรของแก เดมิลิช! โจมตีให้ แรง แรง แรงกว่านี้สิ!'

แต่ยิ่งสั่ง สัตว์อัญเชิญกลับยิ่งทำท่าแนบชิดกับพื้นดินเข้าไปใหญ่

"กรรร..."

ความจริงแล้วเวท [อัญเชิญ] ไม่ได้มีฟังก์ชันที่ช่วยให้สื่อใจกับมอนสเตอร์ที่เรียกมาได้

โซเฟียเลยไม่เข้าใจการกระทำของทาสรับใช้

ในมุมมองของเดมิลิช เจ้านายสั่งให้โจมตีสุดกำลัง มันก็แค่ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

แต่ในสายตามนุษย์ ท่าทางนั้นมันดูเหมือนพวกขี้แพ้ที่ยอมสยบให้ศัตรูอย่างราบคาบชัดๆ

'ทะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้'

อุตส่าห์ลำบากแทบตายกว่าจะได้ผลึกมารเดมิลิชมา

โซเฟียอ้าปากค้างมองสัตว์อัญเชิญที่กลายเป็นของไร้ค่าไปซะแล้ว

"หือ?"

แต่ตอนนั้นเอง

ชายผมทองที่ปรากฏอยู่ในเลนส์กล้องส่องทางไกลจู่ๆ ก็หันขวับมาทางนี้

เขามองตรงมาที่จุดกึ่งกลางของเลนส์ราวกับค้นพบกล้องตัวนี้เข้าแล้ว

'หืม?'

แปลกชะมัด

เธอใช้อุปกรณ์อำพรางตัวอยู่ตั้งแต่เมื่อกี้ กล้องส่องทางไกลก็น่าจะล่องหนไปด้วย เขาไม่น่าจะมองเห็นนี่นา

'คิดไปเองมั้ง?'

ยังไม่ทันจะปัดความสงสัยทิ้ง

จู่ๆ คิมกิรยอที่อยู่ไกลลิบก็เริ่มออกวิ่งอย่างดุดัน

แถมยังพุ่งตรงมาทางที่โซเฟียอยู่เป๊ะๆ!

มหาจอมเวทบางคนอาจจะเรื่องอื่นไม่รู้ แต่เรื่องสัมผัสมานานี่บอกเลยว่าไร้คู่ต่อกร

ทันทีที่รู้ว่าเดมิลิชเป็นสัตว์อัญเชิญ เขาก็จับตำแหน่งผู้ร่ายเวทที่เชื่อมต่อกับมอนสเตอร์ได้ทันที

'เอ๊ะ? เอ๊ะ? เอ๊ะ???'

โซเฟียสติแตก

จะไม่ให้กลัวได้ยังไง?

ทางนี้เห็นมากับตาชัดๆ ว่า S คลาสลำดับที่สี่ทำอะไรลงไปบ้าง

คิมกิรยอคือคนที่สยบราชาแห่งคนตายที่เคยคร่าชีวิตฮันเตอร์มานับไม่ถ้วนได้ในพริบตา

ขนาดเดมิลิชยังก้มหัวโขกพื้นให้ผู้ชายคนนั้นเลยนะ

แล้วตอนนี้เธอดันไปแหย่สัตว์ประหลาดพรรค์นั้นเข้า...

'ถ้าโดนจับได้ต้องตายแน่ๆ ใช่ไหม?'

เวรเอ๊ย! พระช่วย! พระเจ้า!

โซเฟียออกตัววิ่งทันที ตลอดทางที่วิ่งแทบจะกรีดร้องออกมา

'อ๊ากกกก! ทำไงดีเนี่ย บรู๊คลิน นังสารเลว! ทั้งหมดเป็นเพราะนังนั่นคนเดียว!'

ความกลัวที่สัมผัสได้ตอนนี้ มันระดับเดียวกับตอนที่เทหมดหน้าตัก 10 ล้านดอลลาร์ แต่ในมือดันถือไพ่แค่สองคู่

โซเฟียวิ่งหนีตายสุดชีวิต

แต่ความเร็วของเธอกลับช้าจนน่าประหลาดใจสำหรับฮันเตอร์ระดับ A นั่นก็เพราะความสามารถของเธอมีราคาที่ต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'อึกกกกก!'

น่าเศร้าที่สกิล [อัญเชิญ] เป็นสกิลที่สูบมานาแบบมหาศาล

พูดง่ายๆ คือประสิทธิภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ไม่นับเรื่องความยุ่งยากในการหาผลึกมาร การสร้างข้ารับใช้ที่มีระดับเดียวกับตัวเองจะดึงพลังกายของผู้ร่ายไปที่สัตว์อัญเชิญจนหมด การที่ร่างกายจะเชื่องช้าลงจึงเป็นเรื่องธรรมดา

นี่คือจุดจบของผู้ที่ริอาจเลียนแบบการสร้างสรรค์

โซเฟียหยุดวิ่งเพราะสมรรถภาพร่างกายถดถอย ขนาดกินโพชั่นฟื้นฟูก็ยังไม่หาย

"แค่ก อึก! แค่กๆ..."

หายใจไม่ทัน หัวใจเต้นรัว

แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคือคุณสมบัติพิเศษของ S คลาสชาวเอเชียคนนั้น

'สัมผัส! สัมผัสไม่ได้จริงๆ ด้วย!'

ได้ยินมาว่าฮันเตอร์คิมกิรยอแห่งเกาหลีมักจะกดพลังเวทของตัวเองเอาไว้ตลอด

ขนาดเอ็นโซยังเคยบรรยายไว้ว่ารู้สึกเหมือนอยู่ต่อหน้าพวกปลาซิวปลาสร้อยระดับ F

ต่างจาก S คลาสคนอื่นๆ ชายคนนั้นไม่ว่าจะเข้ามาใกล้แค่ไหน ก็ไม่มีใครจับสัญญาณผิดปกติได้

วิธีการล่ามันคนละชั้น

คิมกิรยอสามารถย่องเงียบเข้ามาฆ่าศัตรูได้ราวกับนักฆ่าไร้เสียง

'อึึก'

ตอนนี้เขาเข้ามาใกล้แค่ไหนแล้ว? หรือว่ามายืนอยู่ข้างหลังแล้ว?

โซเฟียน้ำตาคลอเบ้า พยายามหันกลับไปมองด้านหลัง

แล้วสิ่งที่เข้ามาในสายตาก็คือ

"ฮะ?"

เธอเบิกตากว้าง

ชายผมทองหยุดยืนอยู่ที่ปลายตรอกอันห่างไกล

ยืนนิ่งๆ มองมาทางนี้เฉยๆ ไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมขยับตัวเข้ามา

'นั่นมันอะไร?'

โซเฟียสับสน

แต่ไม่มีเวลามานั่งคิด พอสบตากับเธอปุ๊บ นักล่าคนนั้นก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง

'พระเจ้าช่วย!'

พอเห็นเขาไล่ตามมา หัวสมองของโซเฟียก็ขาวโพลน รีบตะบึงวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต

"แฮ่ก แฮ่ก!"

เวลาแบบนี้สิ่งที่ต้องการที่สุดคืออาร์ติแฟกต์เคลื่อนที่ความเร็วสูงอย่าง 'นกสีขาว'

แต่คนถังแตกที่เอาอุปกรณ์ไปจำนำใช้หนี้พนันหมดแล้วจะมีของพรรค์นั้นได้ยังไง!

เรื่องมันจบเห่ตั้งแต่การอำพรางตัวถูกมองออกโดย S คลาสคนนั้นแล้ว

"อึก...."

ตึก ตึก

โซเฟียหยุดเท้าลงในที่สุด

และหันกลับไปเช็กด้านหลังอีกครั้งด้วยดวงตารื้นน้ำตาเหมือนวัวที่ถูกลากเข้าโรงเชือด

วิ่งช้าขนาดนี้ยังไงอีกฝ่ายก็คงถึงตัวแล้ว แต่อย่างน้อยก็ขอเห็นกับตาหน่อยเถอะว่ามีดจะเสียบเข้ามาตรงไหน

'เฮ้ย?'

เดี๋ยวสิ นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกันเนี่ย?

โซเฟียไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อหันกลับไป

"......"

ระยะห่างระหว่างเธอกับคิมกิรยอยังเท่าเดิมเป๊ะ

ชายคนนั้นยืนเอามือเท้าเอวอยู่ที่ปลายตรอก มองเธออย่างเงียบเชียบด้วยท่าทีประหลาดๆ

'อย่าบอกนะว่า?'

พอสบตากับโซเฟีย คิมกิรยอก็ออกวิ่งอีกครั้ง

แน่นอนว่าโซเฟียก็ตอบสนองต่อการกระทำนั้นด้วยการฝืนขยับขาหนี

แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว สถานการณ์มันชักจะดูทะแม่งๆ ชอบกล

'อย่าบอกนะ อย่าบอกนะ อย่าบอกนะ...!'

ไม่กี่วินาทีต่อมา

โซเฟียหันขวับกลับไปมองเพื่อพิสูจน์ความคิดที่แวบเข้ามาในหัว

สิ่งที่เห็นคือนักล่าที่กำลังค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง

พอได้เห็นกับตา สีหน้าของโซเฟียก็แข็งทื่อทันที

'กรี๊ดดดดดดดด!'

สงสัยต้องขอถอนคำพูดเมื่อกี้แล้วล่ะ

ต่อให้เป็นในวงพนันที่ต้องลุ้นระหว่างสวรรค์กับนรก เธอก็ไม่เคยเจอความสยองขวัญระดับนี้มาก่อน...!

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

150

20px

ฉันต้องหาเรื่องย้ายบ้านเร็วๆ นี้จริงๆ แล้วละ

ไอ้วันรูมห้องนี้ฮวงจุ้ยมันเป็นบ้าอะไรนักหนา ถึงได้มีเรื่องมีราวไม่เว้นแต่ละวันแบบนี้

"เวรเอ๊ย"

บ่นพึมพำ

ฉันรู้สถานการณ์คร่าวๆ ตั้งแต่ 'บางสิ่ง' ที่ปรากฏตัวกลางอากาศยังไม่ทันแตะพื้นด้วยซ้ำ

เพราะมันแผ่กลิ่นอายมานาที่แปลกแยกเกินกว่าจะทำเมินเฉยได้

ฟึ่บ...

เงาดำทมิฬร่วงหล่นจากฟากฟ้า

สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทิ้งตัวลงบนพื้นยางมะตอยอย่างแผ่วเบาราวกับไร้น้ำหนัก

กึก กร๊อบ

เสียงกระดูกลั่นดังออกมาจากร่างของสัตว์ประหลาดปริศนาที่กำลังยืดตัวขึ้นจากการย่อเข่า

ฟังดูเหมือนไม้ผุๆ หักไม่มีผิด

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาดื่มด่ำกับซาวด์เอฟเฟกต์พวกนั้นสักหน่อย

'ตัวบ้าอะไรวะ?'

ฉันผงะถอยหลังเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ร่วงตุบลงมาจากฟ้า

'เวทมนตร์?'

เจ้าสัตว์ประหลาดปริศนายื่นแขนออกไปข้างหน้าเหมือนกำลังร่ายคำสาปอะไรสักอย่าง

แต่ฉันก็ไม่ได้ผลีผลามเข้าไปใกล้

เพราะถ้าไอ้ที่มันกำลังร่ายอยู่เป็นเวทระเบิดตัวเองขึ้นมา คงได้ซวยกันหมด

'ใจเย็นไว้ วันนี้ก็พกอุปกรณ์เวทมาครบมือนี่นา ก่อนอื่นยัด [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] ให้มันกินแล้วทำให้สลบ จากนั้นค่อยหาทางหนี...'

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าพลางวิเคราะห์รูปแบบเวทมนตร์ของมอนสเตอร์

'ใช่แล้ว ทำให้สลบเสร็จก็เอา [ไฮดรา] แทงตาทิ้งซะ ไอ้ของเหลวสีดำที่ไหลออกมานั่นดูเหมือนของเหลวในร่างกาย ก็น่าจะแพ้พิษอยู่นะ?'

แต่ทันใดนั้นเอง

กลับเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดสุดๆ ขึ้นในทิศที่เจ้าสัตว์ประหลาดประหลาดนั้นยืนอยู่

"หือ?"

ฟุ่บ!

มานาของมอนสเตอร์ที่กำลังรวมตัวอยู่ที่จุดจุดหนึ่ง จู่ๆ ก็แตกซ่านกระจายไปทั่วทิศทางอย่างไร้เรี่ยวแรง

"......"

"......"

อะ อะไรวะ?

หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม

เจ้าสัตว์ประหลาดพยายามร่ายเวทเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่รู้ทำไมมานาถึงหนีหายไปหมดก่อนที่วงเวทจะสมบูรณ์เสียอีก

แถมยังหายไปแบบเกลี้ยงเกลาเลยด้วย

'ไม่มีอะไร... เกิดขึ้นเลยนี่หว่า?'

ตาปริบๆ

ฉันจ้องมองมอนสเตอร์อยู่ครู่หนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ และในจังหวะนั้นเอง ความทรงจำสั้นๆ ก็แวบเข้ามาในหัว

'อ้อ'

เดมิลิช!

ว่าแล้วเชียวทำไมหน้าตาคุ้นๆ ที่แท้ก็เป็นมอนสเตอร์ตัวนั้นที่เคยเห็นในอินเทอร์เน็ตนี่เอง

สมัยที่หัดเล่นมือถือใหม่ๆ

ฉันเคยค้นคำว่า 'วิญญาณ' ในเว็บพอร์ทัล และได้ข้อมูลมาว่าบนโลกนี้มีมอนสเตอร์ที่ใช้สกิล [การโจมตีวิญญาณ] อยู่ด้วย

'สังคมข้อมูลจงเจริญ'

วิญญาณงั้นเหรอ ขนาดฉันที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศาสตร์เวทมนตร์ ยังเพิ่งจะมาตีความแนวคิดนี้ได้ตอนช่วงท้ายของชีวิตก่อนเองนะ

นี่เป็นสัตว์อสูรที่ใช้พลังระดับนั้นเชียว?

แต่พอได้เจอตัวจริงแบบนี้ก็เข้าใจแจ่มแจ้งเลย

สรุปแล้วสกิลของเดมิลิชไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณ...

'อ๋อ!'

ฉันมองการล้มเหลวซ้ำซากของมอนสเตอร์แล้วก็มองทะลุถึงแก่นแท้ของวิชา

'นี่มัน [มานาเบิร์น] ชัดๆ!'

ไอ้สกิลที่ชาวโลกเรียกว่าการโจมตีวิญญาณ ความจริงแล้วเป็นการโจมตีที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางวิญญาณเลยสักนิด

[มานาเบิร์น]

พูดให้ถูกก็คือเวทมนตร์ที่ทำให้พลังเวทของผู้ใช้ระเหยหายไปต่างหาก

เพราะงั้นต่อให้ใส่เกราะดีแค่ไหนก็กันการโจมตีของเดมิลิชไม่ได้

อุปกรณ์เวทที่เจอในดันเจี้ยนมักจะกางม่านพลังป้องกันร่างกายผู้ใช้ ซึ่งพวกมันกันแรงกระแทกจากภายนอกได้ดี แต่ดันกันสิ่งที่อยู่ข้างในไม่ให้รั่วไหลออกไปข้างนอกไม่ได้นี่สิ

'เฮ้อ นึกว่าบนโลกจะมีหมอผีตัวจริงอยู่ซะอีก...'

ราชาแห่งคนตายเอย การโจมตีวิญญาณเอย

ตั้งชื่อซะเวอร์วังทำเอาฉันกลัวหัวหด

แต่พอลองคิดดูดีๆ จะตื่นตูมไปก็ไม่แปลกหรอก

สำหรับจอมเวทแล้ว มานาเบิร์นถือเป็นสกิลที่อันตรายสุดๆ

'ชาติที่แล้วฉันเองก็ใช้บ่อยเหมือนกัน'

ถ้าไม่มีมานา ก็โจมตีไม่ได้

แถมเกราะป้องกันร่างกายก็จะอ่อนแอลง

มานาเบิร์นเป็นสกิลที่ลดทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันของคู่ต่อสู้ได้ในทีเดียว

สมมติว่าการโจมตีของเดมิลิชเผามานาได้ครั้งละ 100 หน่วย

แต่ฮันเตอร์ระดับ D มีมานาแค่ 70 หน่วย

แล้วถ้าระดับ D โดนเดมิลิชโจมตีจะเป็นยังไงรู้ไหม?

ม่องเท่งทันทีน่ะสิ ถ้าตื่นรู้แล้ว อวัยวะภายในก็จะวิวัฒนาการไปใช้มานาในการทำงานด้วย

'จอมเวทถ้าขาดมานา อวัยวะจะหยุดทำงานจนตายน่ะสิ'

วิชามารร้ายกาจที่เผาผลาญได้กระทั่งมานาอันน้อยนิดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ไม่แปลกใจเลยที่ชาวโลกจะเข้าใจผิดว่าเดมิลิชเล่นงานวิญญาณ เพราะแค่เจ้าสัตว์ประหลาดนี่สะบัดมือ ก็คงรู้สึกเหมือนโดนสูบพลังชีวิตฮวบๆ ไปแล้ว

'ความรู้สึกตอนมานาเบิร์นระเหยไป มันคนละเรื่องกับตอนใช้สกิลจนมานาลดเลยนี่นะ'

เหล่าผู้ใช้เวทยุคดึกดำบรรพ์พวกนั้นคงตายไปโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่

แต่รอบนี้คู่ต่อสู้ดันเป็นของแข็ง

เพราะฉันเคยใช้เวทนี้จนชินในชาติก่อนไงล่ะ [มานาเบิร์น] มันเป็นท่าที่ใช้ได้ผลกับพวกนักเวทปลายแถวที่ระดับต่ำกว่าตัวเองมากๆ เท่านั้น...

สรุปสั้นๆ คือสกิลกวาดพวกมอนสเตอร์ลูกกระจ๊อกนั่นแหละ

"หืม"

น่าเสียดายที่ตรงนี้มีอดีตมหาจอมเวทอยู่

การควบคุมพลังเวทของเรามันคนละมิติกัน ฉันจะยอมให้สัตว์เดรัจฉานไร้หัวนอนปลายเท้ามาแย่งชิงสิทธิ์การครอบครองพลังไปได้ยังไง

"กะ... กือ...?"

สกิลของเดมิลิชทำอะไรฉันไม่ได้

เพราะทางนี้ควบคุมมานาทุกหยดในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่างจากพวกชาวโลก

"กรร...."

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวแล้ว เดมิลิชยืนงงจนของเหลวสีดำไหลพรากออกจากตาแทนเหงื่อ

"กรรรรร!"

แต่ตอนนั้นเอง

เจ้าสัตว์ประหลาดหลั่งน้ำตาทมิฬก็เปลี่ยนท่าทาง

ตุบ มันคุกเข่าลีบๆ ลง แล้วเอามือยันพื้น

ท่าทางก้มหัวจนแทบติดพื้นดูเหมือนกำลังศิโรราบ แต่ความจริงมันกำลังพยายามโจมตีให้แรงขึ้นต่างหาก

เพราะการเอามือแตะพื้นจะช่วยดึงมานาจากดินมาใช้ได้อีกนิดหน่อย

"อือออ... รือ...!"

ครืนนนน เดมิลิชส่งเสียงครางฮือพร้อมเปิดใช้งานมานาเบิร์นครั้งที่ 3

แน่นอนว่ารอบนี้ก็ไร้ผลเหมือนเดิม

เห็นมันพยายามแบบสูญเปล่าแล้วก็อดสมเพชไม่ได้แฮะ โครงสร้างเวทกากๆ แบบนั้น ต่อให้ลองอีกกี่ร้อยครั้งผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ

"ฮืม"

เอาเถอะ

ถึงจะตกใจนิดหน่อยที่โดนลอบกัดแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง แต่จบแบบกร่อยๆ อย่างนี้ก็ถือว่าโชคดีละมั้ง

กริ๊ก

ฉันชักดาบไฮดราออกจากฝักที่เหน็บไว้ข้างเอวแล้วก้าวเท้าฉับๆ เข้าไป

แต่มอนสเตอร์เดมิลิชตรงหน้าถูกฉันเมินข้ามไปนานแล้ว

เพราะเจ้านี่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจริงๆ แต่เป็น...

"นั่นสินะ"

ข้ารับใช้ของจอมเวทสักคน

"ไปดูหน้าไอ้ตัวการหน่อยดีกว่า"

สัมผัสเย็นเยียบของไฮดราถ่ายทอดมาสู่มือ ฉันอุ่นเครื่องสั้นๆ ก่อนจะออกตัววิ่งเต็มฝีเท้า

---

พระเจ้า

พระเจ้า

พระเจ้า!

โซเฟียตื่นตระหนกสุดขีด

'เป็นไปไม่ได้!'

เดมิลิชที่อัญเชิญออกมาใช้ [การโจมตีวิญญาณ] ไปแล้วชัดๆ!

สกิลสุดสยองที่ต่อให้เป็นฮันเตอร์ที่แกร่งแค่ไหนก็ต้องใจสลาย มันโดนเข้าไปจังๆ แล้วนะ!

'กะ การโจมตีของริชฉัน... โดนเมินเนี่ยนะ?'

ไอ้หนุ่มผมทองเลือดเย็นนั่นโดนสกิลของเดมิลิชเข้าไปแต่ไม่กะพริบตาเลยสักนิด

ทำแค่ยืนตัวตรงแล้วมองลงมาที่มอนสเตอร์ด้วยสายตาเย็นชา

'การอัญเชิญผิดพลาดเหรอ? ไม่สิ สกิลของฉันสมบูรณ์แบบ เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ!'

โซเฟียไม่อยากเชื่อความจริงตรงหน้า จึงออกคำสั่งกับสัตว์อัญเชิญอีกครั้ง

ส่งสัญญาณให้มันรีดเค้นพลังเฮือกสุดท้ายโจมตีผู้ชายคนนั้นซะ

แต่สิ่งที่ตามมากลับเป็นสถานการณ์ที่ชวนช็อกยิ่งกว่า

ตุบ

ทันทีที่คำสั่งของซัมมอนเนอร์ส่งไปถึง สิ่งที่เดมิลิชทำคือการคุกเข่าต่อหน้าคิมกิรยอ

'ทำบ้าอะไร!'

ราชาแห่งคนตายที่เคยทำให้เหล่านักล่าทุกระดับชั้นจมดิ่งสู่ความสิ้นหวังอย่างเท่าเทียม

ตัวตนเหนือธรรมชาติที่เล่นกับวิญญาณได้อย่างใจนึก ไฉนถึงทำตัวขี้ขลาดตาขาวแบบนั้น?

'ทางนั้นก็แค่ยืนอยู่เฉยๆ เองนะ!'

โซเฟียเร่งเร้าลูกสมุนที่หมอบกระแตอยู่

'ทำอะไรของแก เดมิลิช! โจมตีให้ แรง แรง แรงกว่านี้สิ!'

แต่ยิ่งสั่ง สัตว์อัญเชิญกลับยิ่งทำท่าแนบชิดกับพื้นดินเข้าไปใหญ่

"กรรร..."

ความจริงแล้วเวท [อัญเชิญ] ไม่ได้มีฟังก์ชันที่ช่วยให้สื่อใจกับมอนสเตอร์ที่เรียกมาได้

โซเฟียเลยไม่เข้าใจการกระทำของทาสรับใช้

ในมุมมองของเดมิลิช เจ้านายสั่งให้โจมตีสุดกำลัง มันก็แค่ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

แต่ในสายตามนุษย์ ท่าทางนั้นมันดูเหมือนพวกขี้แพ้ที่ยอมสยบให้ศัตรูอย่างราบคาบชัดๆ

'ทะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้'

อุตส่าห์ลำบากแทบตายกว่าจะได้ผลึกมารเดมิลิชมา

โซเฟียอ้าปากค้างมองสัตว์อัญเชิญที่กลายเป็นของไร้ค่าไปซะแล้ว

"หือ?"

แต่ตอนนั้นเอง

ชายผมทองที่ปรากฏอยู่ในเลนส์กล้องส่องทางไกลจู่ๆ ก็หันขวับมาทางนี้

เขามองตรงมาที่จุดกึ่งกลางของเลนส์ราวกับค้นพบกล้องตัวนี้เข้าแล้ว

'หืม?'

แปลกชะมัด

เธอใช้อุปกรณ์อำพรางตัวอยู่ตั้งแต่เมื่อกี้ กล้องส่องทางไกลก็น่าจะล่องหนไปด้วย เขาไม่น่าจะมองเห็นนี่นา

'คิดไปเองมั้ง?'

ยังไม่ทันจะปัดความสงสัยทิ้ง

จู่ๆ คิมกิรยอที่อยู่ไกลลิบก็เริ่มออกวิ่งอย่างดุดัน

แถมยังพุ่งตรงมาทางที่โซเฟียอยู่เป๊ะๆ!

มหาจอมเวทบางคนอาจจะเรื่องอื่นไม่รู้ แต่เรื่องสัมผัสมานานี่บอกเลยว่าไร้คู่ต่อกร

ทันทีที่รู้ว่าเดมิลิชเป็นสัตว์อัญเชิญ เขาก็จับตำแหน่งผู้ร่ายเวทที่เชื่อมต่อกับมอนสเตอร์ได้ทันที

'เอ๊ะ? เอ๊ะ? เอ๊ะ???'

โซเฟียสติแตก

จะไม่ให้กลัวได้ยังไง?

ทางนี้เห็นมากับตาชัดๆ ว่า S คลาสลำดับที่สี่ทำอะไรลงไปบ้าง

คิมกิรยอคือคนที่สยบราชาแห่งคนตายที่เคยคร่าชีวิตฮันเตอร์มานับไม่ถ้วนได้ในพริบตา

ขนาดเดมิลิชยังก้มหัวโขกพื้นให้ผู้ชายคนนั้นเลยนะ

แล้วตอนนี้เธอดันไปแหย่สัตว์ประหลาดพรรค์นั้นเข้า...

'ถ้าโดนจับได้ต้องตายแน่ๆ ใช่ไหม?'

เวรเอ๊ย! พระช่วย! พระเจ้า!

โซเฟียออกตัววิ่งทันที ตลอดทางที่วิ่งแทบจะกรีดร้องออกมา

'อ๊ากกกก! ทำไงดีเนี่ย บรู๊คลิน นังสารเลว! ทั้งหมดเป็นเพราะนังนั่นคนเดียว!'

ความกลัวที่สัมผัสได้ตอนนี้ มันระดับเดียวกับตอนที่เทหมดหน้าตัก 10 ล้านดอลลาร์ แต่ในมือดันถือไพ่แค่สองคู่

โซเฟียวิ่งหนีตายสุดชีวิต

แต่ความเร็วของเธอกลับช้าจนน่าประหลาดใจสำหรับฮันเตอร์ระดับ A นั่นก็เพราะความสามารถของเธอมีราคาที่ต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'อึกกกกก!'

น่าเศร้าที่สกิล [อัญเชิญ] เป็นสกิลที่สูบมานาแบบมหาศาล

พูดง่ายๆ คือประสิทธิภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ไม่นับเรื่องความยุ่งยากในการหาผลึกมาร การสร้างข้ารับใช้ที่มีระดับเดียวกับตัวเองจะดึงพลังกายของผู้ร่ายไปที่สัตว์อัญเชิญจนหมด การที่ร่างกายจะเชื่องช้าลงจึงเป็นเรื่องธรรมดา

นี่คือจุดจบของผู้ที่ริอาจเลียนแบบการสร้างสรรค์

โซเฟียหยุดวิ่งเพราะสมรรถภาพร่างกายถดถอย ขนาดกินโพชั่นฟื้นฟูก็ยังไม่หาย

"แค่ก อึก! แค่กๆ..."

หายใจไม่ทัน หัวใจเต้นรัว

แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคือคุณสมบัติพิเศษของ S คลาสชาวเอเชียคนนั้น

'สัมผัส! สัมผัสไม่ได้จริงๆ ด้วย!'

ได้ยินมาว่าฮันเตอร์คิมกิรยอแห่งเกาหลีมักจะกดพลังเวทของตัวเองเอาไว้ตลอด

ขนาดเอ็นโซยังเคยบรรยายไว้ว่ารู้สึกเหมือนอยู่ต่อหน้าพวกปลาซิวปลาสร้อยระดับ F

ต่างจาก S คลาสคนอื่นๆ ชายคนนั้นไม่ว่าจะเข้ามาใกล้แค่ไหน ก็ไม่มีใครจับสัญญาณผิดปกติได้

วิธีการล่ามันคนละชั้น

คิมกิรยอสามารถย่องเงียบเข้ามาฆ่าศัตรูได้ราวกับนักฆ่าไร้เสียง

'อึึก'

ตอนนี้เขาเข้ามาใกล้แค่ไหนแล้ว? หรือว่ามายืนอยู่ข้างหลังแล้ว?

โซเฟียน้ำตาคลอเบ้า พยายามหันกลับไปมองด้านหลัง

แล้วสิ่งที่เข้ามาในสายตาก็คือ

"ฮะ?"

เธอเบิกตากว้าง

ชายผมทองหยุดยืนอยู่ที่ปลายตรอกอันห่างไกล

ยืนนิ่งๆ มองมาทางนี้เฉยๆ ไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมขยับตัวเข้ามา

'นั่นมันอะไร?'

โซเฟียสับสน

แต่ไม่มีเวลามานั่งคิด พอสบตากับเธอปุ๊บ นักล่าคนนั้นก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง

'พระเจ้าช่วย!'

พอเห็นเขาไล่ตามมา หัวสมองของโซเฟียก็ขาวโพลน รีบตะบึงวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต

"แฮ่ก แฮ่ก!"

เวลาแบบนี้สิ่งที่ต้องการที่สุดคืออาร์ติแฟกต์เคลื่อนที่ความเร็วสูงอย่าง 'นกสีขาว'

แต่คนถังแตกที่เอาอุปกรณ์ไปจำนำใช้หนี้พนันหมดแล้วจะมีของพรรค์นั้นได้ยังไง!

เรื่องมันจบเห่ตั้งแต่การอำพรางตัวถูกมองออกโดย S คลาสคนนั้นแล้ว

"อึก...."

ตึก ตึก

โซเฟียหยุดเท้าลงในที่สุด

และหันกลับไปเช็กด้านหลังอีกครั้งด้วยดวงตารื้นน้ำตาเหมือนวัวที่ถูกลากเข้าโรงเชือด

วิ่งช้าขนาดนี้ยังไงอีกฝ่ายก็คงถึงตัวแล้ว แต่อย่างน้อยก็ขอเห็นกับตาหน่อยเถอะว่ามีดจะเสียบเข้ามาตรงไหน

'เฮ้ย?'

เดี๋ยวสิ นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกันเนี่ย?

โซเฟียไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อหันกลับไป

"......"

ระยะห่างระหว่างเธอกับคิมกิรยอยังเท่าเดิมเป๊ะ

ชายคนนั้นยืนเอามือเท้าเอวอยู่ที่ปลายตรอก มองเธออย่างเงียบเชียบด้วยท่าทีประหลาดๆ

'อย่าบอกนะว่า?'

พอสบตากับโซเฟีย คิมกิรยอก็ออกวิ่งอีกครั้ง

แน่นอนว่าโซเฟียก็ตอบสนองต่อการกระทำนั้นด้วยการฝืนขยับขาหนี

แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว สถานการณ์มันชักจะดูทะแม่งๆ ชอบกล

'อย่าบอกนะ อย่าบอกนะ อย่าบอกนะ...!'

ไม่กี่วินาทีต่อมา

โซเฟียหันขวับกลับไปมองเพื่อพิสูจน์ความคิดที่แวบเข้ามาในหัว

สิ่งที่เห็นคือนักล่าที่กำลังค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง

พอได้เห็นกับตา สีหน้าของโซเฟียก็แข็งทื่อทันที

'กรี๊ดดดดดดดด!'

สงสัยต้องขอถอนคำพูดเมื่อกี้แล้วล่ะ

ต่อให้เป็นในวงพนันที่ต้องลุ้นระหว่างสวรรค์กับนรก เธอก็ไม่เคยเจอความสยองขวัญระดับนี้มาก่อน...!