Cover

153

ก่อนหน้านี้จองฮาซองมีความต้องการอยากจะลองประสานงานกับฮันเตอร์ระดับ S ผมทองคนนั้นดูสักครั้งอยู่แล้ว แน่นอนว่าเขาไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธข้อเสนอนี้

ทว่า มีความสงสัยอย่างหนึ่งที่ยังค้างคาใจ

“เสียมารยาทนะครับ แต่ขอถามได้ไหมครับว่าทำไมจู่ๆ คุณถึงเปลี่ยนใจ?”

เมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว

คิมกิรยอเคยปฏิเสธข้อเสนอขอร่วมงานจากฮันเตอร์อันดับ 1 ด้วยคำพูดทำนองนี้ไม่ใช่หรือ

‘ขอบคุณที่ชวนนะ แต่คงจะยากไปหน่อยมั้ง? ยังไงซะระดับความต่างชั้นของพวกเรามันก็...’

แน่นอนว่าตอนนี้คิมกิรยอรู้ดีแล้วว่าคำพูดพลั้งปากของตัวเองถูกบิดเบือนไปในทิศทางไหน

ไอ้เรื่อง ‘ความต่างชั้น’ ที่เจ้าตัวพูดถึงน่ะ หมายความว่าพละกำลังของทางนี้อ่อนด้อยกว่าจองฮาซองแบบคนละเรื่อง แต่ไม่รู้ทำไมเหล่าพลเมืองถึงได้ตีความกลับตาลปัตรไปเสียอย่างนั้น

ครั้นจะมาบอกเอาป่านนี้ว่า ‘ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น’ มันก็ดูจะ...

การจะเปิดเผยความจริงของคำพูดพลั้งปาก ก็เท่ากับต้องแฉธาตุแท้ของนักต้มตุ๋นคนหนึ่งออกมาจนหมดเปลือก

‘ขืนทำแบบนั้นก็ซวยสิ’

จังหวะนี้ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

กิรยอตัดสินใจที่จะใช้ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้เป็นประโยชน์เสียเลย

“...เหตุผลที่เปลี่ยนใจงั้นเหรอ? ถามแบบนี้ตอบยากแฮะ”

“ครับ?”

“ขอโทษนะ แต่ฉันไม่เคยเปลี่ยนความคิดเดิมเลย ฉันยังประเมินฝีมือนายไว้ต่ำเหมือนเดิม”

จองฮาซองสะดุ้งโหยงกับคำพูดของอีกฝ่าย

“แต่ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนไปสักอย่างก็คงเป็น... หลังจากที่ได้ลองไตร่ตรองดูตลอดช่วงหน้าหนาว จู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองใจร้ายกับนายเกินความจำเป็นไปหน่อย”

“อา”

“ฝีมือไม่ถึง ก็แค่พยายามฝึกให้มันเก่งขึ้นก็สิ้นเรื่อง ขอโทษที ฉันคิดน้อยไปหน่อย”

กิรยออธิบายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรพลางจิบชาเขียวข้าวบาร์เลย์แก้กระหาย

ถึงจะเป็นแค่ไอ้กากที่สวมหน้ากากระดับ S แต่ช่างมีความหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน ทว่าหากคิดจะต้มตุ๋นปลาใหญ่ระดับจองฮาซอง ความใจกล้าหนาด้านระดับนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น

“เพราะงั้นวันนี้ฉันเลยมาพร้อมกับข้อเสนอไง...”

กิรยอม้วนน้ำชาในปากครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นเหยื่อล่อที่เตรียมไว้ออกไป

“ฮาซอง สมมติว่ามีวิธีที่ทำให้นายสามารถใช้ความสามารถตื่นรู้ได้แข็งแกร่งกว่าเดิมมากๆ นายจะทำยังไง?”

นี่คือคำล่อลวงที่ผู้ยืนอยู่บนเส้นทางแห่งวิวัฒนาการมิอาจปฏิเสธได้ลง

“อย่างที่เคยบอกไปเมื่อก่อน ตอนนี้นายยังใช้พลังของตัวเองได้ไม่ถึงหนึ่งในสี่ด้วยซ้ำ และฉันช่วยแก้ปัญหานั้นให้ได้”

ใช่แล้ว

จอมมหาเวทผู้นี้มาเยือนกิลด์การิออนในวันนี้ เพื่อเฟ้นหาลูกศิษย์คนใหม่นั่นเอง

---

ข้อเสนอของจอมมหาเวทนั้นเรียบง่าย

หากเรียนรู้วิชาลับที่เขาถ่ายทอดให้ จนสามารถควบคุมความสามารถตื่นรู้ได้ถึงระดับที่กำหนด เมื่อนั้นเขาถึงจะยอมมาเป็นสมาชิกในทีมให้

“ถ้านายแข็งแกร่งขึ้นจนฉันยอมรับได้ จะให้เป็นทีมเดียวกันเมื่อไหร่ก็ย่อมได้”

สำหรับจองฮาซอง นี่คือข้อเสนอที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งได้พัฒนาฝีมือและสมปรารถนาเรื่องการร่วมทีม

“แต่ต่อให้เป็นฉัน ก็คงสอนการฝึกแบบนี้ให้ฟรีๆ ไม่ได้หรอกนะ คนเราก็ต้องทำมาหากิน จ่ายค่าข้าวค่ารถบ้าง”

ติดปัญหาอยู่นิดหน่อยตรงที่... มันต้องมีค่าตอบแทนเนี่ยสิ

“เพราะงั้นช่วงแรก เอาเป็นว่าคิดแค่ 3 พันล้านวอนก็แล้วกัน”

“เงินสดเหรอครับ?”

“ใช่ เงินสด”

ตอนนี้กิรยอกำลังร้อนเงินเพื่อจะเอาไปซื้ออุปกรณ์เวทชิ้นใหม่

แถมยังเป็นเงินจำนวนมหาศาลถึง 3,480 ล้านวอน ซึ่งคนธรรมดาทำงานทั้งชาติก็ยังยากจะได้จับ

‘บ้าเอ๊ย เงินพันล้านนะโว้ย ไม่ใช่ชื่อหมาบ้านใครจะได้เรียกหากันง่ายๆ’

ที่ผ่านมาเขาพยายามเลี่ยงการใช้ความรู้เพื่อหาเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ในเมื่อมีซัมมอนเนอร์ชาวต่างชาติที่ไหนก็ไม่รู้โผล่มาถึงที่ กิรยอคิดว่าเขาคงมัวมานั่งเลือกวิธีการไม่ได้อีกแล้ว

เขาจึงงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้

การสอนเวทมนตร์ วิธีนี้นอกจากจะจำกัดวงการรั่วไหลของข้อมูลได้ด้วยการจำกัดจำนวนลูกศิษย์แล้ว ยังน่าจะมี ‘ผลพลอยได้’ บางอย่างตามมาด้วย

‘ตอนเพิ่งมาเกิดใหม่ๆ ยังต้องคอยดูสีหน้าอันยุนซึง จะพูดเรื่องเงินทองก็ไม่ค่อยกล้า แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจระบบเศรษฐกิจบ้างแล้ว แถมยังมีสถานะระดับ S ค้ำคอ แค่เรียกค่าสอนแค่นี้จะเป็นไรไป...’

ถึงจะไม่ใช่งานที่อยากทำสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อติดอยู่ในร่างระดับ F ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก

เขาต้องการเงิน และเขารู้ดีที่สุดว่าเพื่อให้ได้มันมา จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นบ้าง

เพราะงั้นถึงได้ถ่อมาถึงที่นี่ไงล่ะ

‘อืม’

กิรยอเงยหน้าขึ้นพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้า

วีรบุรุษของชาติผู้รักษาตำแหน่งฮันเตอร์อันดับ 1 ของเกาหลีใต้ไว้อย่างเหนียวแน่น

ด้วยเหตุผลส่วนตัว ผู้กลับชาติมาเกิดจากต่างโลกจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้ที่จะถ่ายทอดความรู้ให้เหลือน้อยที่สุด

ขืนโด่งดังเรื่องการสอนเวทมนตร์ เดี๋ยวไอ้เรื่องการลักพาตัว 3 ภาคที่กังวลนักหนาจะเกิดขึ้นจริงเข้าให้

‘ชาวโลกทั้งหลาย ได้โปรดละเว้นแค่เรื่องนั้นเถอะครับ...’

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง

มนุษย์ต่างดาวผู้นี้จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเล็งเป้าหมายไปที่เหล่าฮันเตอร์ระดับท็อปของดาวดวงนี้

ตัวตนที่สามารถรีดไถค่าตอบแทนได้สูงสุดเพียงลำพัง แถมแผนการพัฒนาฝีมือระดับ S ของเกาหลีใต้ก็อยู่ในพิมพ์เขียวที่เขาวาดฝันไว้ตั้งแต่ต้นแล้วด้วย

กิรยอนึกถึงคุณค่าของจอมเวทเพลิงผู้นั้นพลางอธิบายต่อ

“บอกไว้ก่อนนะ ถ้าตกลงรับข้อเสนอของฉัน ต่อไปนี้นายต้องเจียดเวลามาให้ได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง”

“หมายถึงให้เคลียร์คิวว่างทั้งวันเลยเหรอครับ?”

“ถูกต้อง และตามที่คาดการณ์ไว้ นายต้องเรียนต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ห้ามขาด ถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน”

ควับ

เขาชูนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางขึ้นมา ทำท่าทางประกอบง่ายๆ

“อ้อ แล้วรู้ใช่ไหมว่าค่าเรียน 3 พันล้านน่ะ ต้องโอนจ่ายทุกเดือน?”

ค่าเช่าห้อง ค่าเรียนพิเศษ ค่าไฟ

ดาวดวงนี้มักจะใช้หน่วยหนึ่งเดือนในการชำระค่าตอบแทน ดังนั้นเรื่องระยะเวลาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อยู่ที่ขนาดของตัวเลขมากกว่า

“เดือนละ 3 พันล้านเหรอครับ?”

เมื่อกี้เพิ่งบอกไปหยกๆ ว่าต้องเรียนอย่างน้อย 3 เดือน นั่นหมายความว่าให้คายเงินออกมาถึง 9 พันล้านวอน เพื่อแลกกับการเรียนรู้วิธีควบคุมสกิล

‘ปัดเศษขึ้นก็เกือบหมื่นล้านแล้วนะ’

ต่อให้เป็นฮันเตอร์ระดับ S พอได้ยินจำนวนเงินขนาดนี้ก็ต้องชะงักไปเป็นธรรมดา

‘แถมอีกฝ่ายเป็นผู้ตื่นรู้สายป้องกัน จะมาสอนฉันที่เป็นธาตุไฟได้ยังไง...?’

จองฮาซองเริ่มเกิดความระแวงโดยไม่รู้ตัว

แน่นอนว่ากิรยอเป็นระดับ S เหมือนตัวเอง—อย่างน้อยฮาซองก็คิดแบบนั้น—โอกาสที่จะเป็นพวกต้มตุ๋นจึงต่ำมาก

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องกะทันหัน แถมยังเป็นข้อเสนอที่ดูเหลือเชื่อไปหน่อยไม่ใช่หรือ?

“ทำไม? อย่าบอกนะว่าแพงไป?”

แต่เพราะเหตุใดกันนะ ตลอดการสนทนา คิมกิรยอกลับรักษาท่าทีสบายๆ อันน่าประหลาดเอาไว้ได้

“ไม่ใช่เพราะแพงหรอกครับ... แต่เพราะมันยากที่จะเชื่อทันทีมากกว่า”

“งั้นลองเสี่ยงดวงเรียนดูสักเดือนก่อนเป็นไง ถ้าไม่พอใจจริงๆ เดี๋ยวฉันคืนเงินให้เต็มจำนวนเลย”

“ครับ?”

“เอาจริงๆ ฉันเองก็เพิ่งเคยสอนระดับ S เป็นครั้งแรก เหมือนกัน ไม่ค่อยมั่นใจผลลัพธ์เท่าไหร่ เลยเผื่อใจว่าจะคืนเงินให้ได้ตลอดอยู่แล้ว”

กิรยอค่อยๆ โน้มตัวมาข้างหน้า ขณะเคี้ยวขอบแก้วกระดาษที่ดื่มชาเขียวจนหมดแล้วเล่น

“แต่ถ้านายเห็นผลลัพธ์แม้เพียงนิดเดียวภายใน 1 เดือนนี้ เชื่อเถอะว่าตอนนั้นนายจะเป็นฝ่ายอยากควักเงินจ่ายฉันเอง”

และคำตอบของฮาซองต่อเรื่องนี้ก็คือ...

---

ไม่กี่วันต่อมา วันพุธวนกลับมาอีกครั้ง

“สวัสดีครับ”

ฉันมายืนประจันหน้ากับฮันเตอร์อันดับ 1 ของประเทศที่โรงยิมแห่งหนึ่งในโซล

ขอสรุปสั้นๆ เลยว่า ฮาซองยอมรับข้อเสนอของฉัน

หลังทำพันธสัญญาอัศวินว่าจะไม่แพร่งพรายรายละเอียดการสอนออกไปภายนอก ฉันก็ได้ตู้เอทีเอ็ม... เอ้ย ลูกศิษย์ผู้ทรงคุณค่ามาไว้ในกำมือเป็นที่เรียบร้อย

ระยะเวลาคอร์สแรกประมาณ 3 เดือน

ค่าสอนสูงลิ่วถึงเดือนละ 3 พันล้านวอน!

‘สะ สำเร็จ’

เป็นไปตามคาด

เจ้าระดับ 1 นั่นอยากจะลองร่วมงานกับระดับ S คนที่สี่ของเกาหลีที่มีความสามารถปริศนามาตั้งนานแล้ว พอจี้จุดนี้เข้าหน่อย มีหรือจะไม่ติดกับ

‘นั่นสิ คนระดับฮันเตอร์แรงก์ S คงไม่ยอมทิ้งเป้าหมายเพียงเพราะเสียดายเงินไม่กี่ตังค์หรอก เยี่ยม! ช่วง 3 เดือนแรกแค่น้ำจิ้ม ค่อยๆ หว่านล่อไปก่อน ไว้ทีหลังค่อยอัพค่าตัวเพิ่มดีไหมนะ’

คิกคิกคิก

เอาเถอะ แค่เที่ยวไล่ต้มตุ๋นระดับ S แบบนี้ไปเรื่อยๆ ฉันก็รวยเละแล้ว

ใจจริงอยากจะดึงซอเอสเธอร์มารวมกลุ่มแล้วสอนเป็นทีม กินค่าเล่าเรียนแบบยกแพ็กไปเลยรวดเดียว

แต่อย่างที่บอกไป นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันสอนระดับ S และถ้าคิดดูดีๆ ประสบการณ์สอนใครสักคนของฉันก็น้อยนิดเสียจนเสี่ยงต่อตัวแปรที่ไม่คาดคิด

เพราะงั้นตอนนี้อย่าเพิ่งโลภ ค่อยเป็นค่อยไป ใช้จองฮาซองเป็นหนูทดลองเพื่อจับจุดการสอนให้แม่นยำก่อนน่าจะดีกว่า

ฉันซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้ภายในแล้วกวาดตามองไปรอบๆ

ภาพที่เห็นคือพื้นที่โล่งกว้างขวางจนยากจะเก็บรายละเอียดได้หมดด้วยสายตาเดียว

ผนังทุกด้านเสริมความแข็งแกร่งด้วยหินสีเหลืองอ่อนที่มักพบในดันเจี้ยน บ่งบอกวัตถุประสงค์ของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

“ข้างในกว้างกว่าที่คิดแฮะ”

ตอนนี้พวกเรายืนอยู่ในโรงยิมสำหรับฮันเตอร์โดยเฉพาะ

====================

●กฎการใช้โรงยิม

ข้อ 1. กฎระเบียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด

ข้อบังคับที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนสมาชิก

และการใช้สถานที่ของโรงยิมสำหรับผู้ตื่นรู้

====================

มิน่าล่ะ เมื่อวันก่อนฉันถึงได้ไปสมาคมฮันเตอร์เพื่อขอปริ๊นต์ระเบียบการพวกนี้มา

จากนี้ไปฉันต้องฝึกกับจองฮาซองเป็นประจำ ขืนไปทำในดันเจี้ยนเดี๋ยวก็ติดสัญญาข้ออื่นอีก

‘เอาตรงๆ จะให้คอยรายงานคังชางโฮทุกเรื่องมันก็น่ารำคาญเกินไป’

แน่นอนว่าถ้าทำงานข้างนอก ข่าวลือคงเริ่มแพร่สะพัดอย่างช่วยไม่ได้

แต่แค่นั้นไม่เป็นไรหรอก ถ้ามีคนถามว่าทำไมถึงเจอกับจองฮาซองทุกอาทิตย์ ก็แค่อ้างมั่วๆ ไปว่ามาประลองกันตามประสาฮันเตอร์ก็สิ้นเรื่อง

“จะว่าไป แรงก์สูงๆ นี่มันดีจริงนะ พอใช้ชื่อฮาซองปุ๊บ ที่แบบนี้ก็เหมาจองได้ทันทีเลย”

“อ่า ครับ...”

ฉันสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเปิดฉากการฝึกฝน

“เอาล่ะ วันนี้วันแรก งั้นมาเริ่มวัดขีดจำกัดกันเบาๆ ก่อนดีไหม?”

“ขีดจำกัดเหรอครับ?”

“ฮันเตอร์จองฮาซอง จากนี้ไปช่วยใช้สกิลที่นายใช้บ่อยที่สุด ยิงออกมาด้วยพลังทำลายสูงสุดที ทิศทางเล็งขึ้นข้างบน”

แต่ปฏิกิริยาของจองฮาซองกลับดูไม่ค่อยดีนัก เขาลังเลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำสั่งของฉัน

“สกิลที่ใช้บ่อยเหรอครับ?”

“อื้ม”

“ขอยิงเบาๆ ไม่ได้เหรอครับ?”

“ไม่ได้ ต้องเต็มแรงเท่านั้น”

“...ถ้าทำแบบนั้นเพดานทะลุแน่ครับ”

ดวงตาสีดำขลับที่เฉดสีคล้ายกับร่างนี้แต่เปล่งประกายต่างกันอย่างสิ้นเชิงกำลังสั่นไหวด้วยความกังวล

“เรื่องนั้นนายก็ให้สมาคมหักลบกลบหนี้กับค่าไอเทมที่นายขยันเก็บมาถวายพวกเขาก็แล้วกัน”

แต่ฉันทำเมินท่าทีของฮาซอง แล้วแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอย่างชัดเจน

ทำให้อีกฝ่ายค่อยๆ รีดเร้นพลังเวทออกมา เขาเริ่มเตรียมสกิลอย่างเสียไม่ได้เพราะทนแรงกดดันจากฉันไม่ไหว

เปรี้ยะ เปรี้ยะ

อุณหภูมิโดยรอบค่อยๆ เดือดพล่าน พลังเวทธาตุไฟมหาศาลที่เพียงแค่ร่ายเวทก็แทบจะทำให้คนสุกได้

“...ถ้าจะให้พูด สกิลพื้นฐานแบบนี้ผมก็ใช้บ่อยจริงๆ นั่นแหละครับ”

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!

ทันใดนั้นเสาเพลิงก็พวยพุ่งขึ้นสู่ทัศนียภาพเบื้องหน้า

ปีศาจเพลิงที่จองฮาซองปลุกขึ้นมาอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง เผาผลาญทุกสิ่งที่สัมผัสร่างของมันให้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา

เพล้ง ตูม!

ทั้งหลังคาที่เสริมด้วยวัสดุดันเจี้ยน ทั้งเขตแดนที่ใช้แกนพลังงานจลน์นิรันดร์ ในท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานสกิลเพียงกระบวนท่าเดียวได้ และพังทลายลงอย่างน่าสังเวช

แต่ฉันกลับไม่รู้สึกประทับใจเลยสักนิด

‘เทียบกับปริมาณมานาที่มี อานุภาพแค่นี้ยังถือว่าห่างชั้นนัก’

ความจริงแล้ว นี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุดของจองฮาซอง ผู้ใช้เวทคนนี้กำลังหดตัวลีบอยู่ภายใต้พลังของตัวเอง จนไม่สามารถยืดแขนขาออกไปได้อย่างเต็มที่

‘อย่างที่คิด การปลูกฝังเรื่องการควบคุมพลังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดสินะ’

เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...

เสียงเดียวที่ได้ยินในเวลาต่อมา คือเสียงอันโดดเดี่ยวของเศษไฟที่ยังคงลุกไหม้

ฉันใช้เสียงนี้เป็นฉากหลังพลางทบทวนตารางการฝึกในหัว แต่ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงรบกวนใหม่แทรกเข้ามาจากฝั่งตรงข้าม

เสียงของฮาซองนั่นเอง

“เอ่อ...”

ทำหน้าตื่นตระหนกเชียว

“ขอโทษนะครับ ขอถามอะไรสักอย่างได้ไหมครับ”

“ว่ามาสิ”

ครู่ต่อมา สิ่งที่หลุดจากปากของเขาคือข้อสงสัยที่สมเหตุสมผลเอามากๆ

“อย่าบอกนะว่ามือข้างนั้น... บาดเจ็บเพราะสกิลที่ผมเพิ่งใช้ไป...?”

เพราะในช่วงเวลาสั้นๆ แค่นั้น ทางนี้ดันโดนไฟลวกระดับ 2 เข้าไปแล้วน่ะสิ

“อ้อ ใช่ นึกว่าอยู่ห่างขนาดนี้จะไม่เป็นไรแล้วเชียว แต่ทิศทางลมมันเปลี่ยนก็เลยโดนเผานิดหน่อยน่ะ”

ฉันโชว์แผลที่โดนสะเก็ดไฟกระเด็นใส่ให้ฮาซองดู

รอยไหม้สีแดงพาดผ่านหลังมือ

ผู้ตื่นรู้อย่างเขาย่อมรู้ดีกว่าใครว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร

“คุณ... บาดเจ็บเพราะเศษไฟแค่นั้นน่ะเหรอครับ?”

พอมาสืบดูทีหลังถึงได้รู้น่ะนะ

อันที่จริงข้อเสนอเข้ากิลด์ที่จองฮาซองยื่นให้ฉันเมื่อฤดูหนาวที่แล้ว มันมีความหมายแฝงที่เหนือจินตนาการซ่อนอยู่

เพราะบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้น มีเงื่อนไขการรับสมัครฮันเตอร์ที่ค่อนข้างพิลึกพิลั่นอยู่ข้อหนึ่ง

‘ต้องทนความร้อนจากสกิลของกิลด์มาสเตอร์ได้’

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมีความคิดแบบนั้น

แต่ดูเหมือนจองฮาซองจะเข้าใจผิดไปว่า ฉันเป็นผู้ตื่นรู้ที่ถึกทนพอจะรับพลังของเขาได้

ก็เลยรบเร้าให้มาร่วมงานกันขนาดนั้น

แต่พอมาตอนนี้ ฮันเตอร์ที่ตนยอมรับกลับมีสภาพดูไม่จืดเพียงเพราะโดนไฟเฉี่ยวๆ จะไม่ให้เหวอรับประทานได้ยังไง

“คุณฮันเตอร์ครับ ผมสงสัยมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทำไมคุณถึงไม่ฟื้นฟูค่าการตื่นรู้ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมสักทีครับ?”

ฮาซองรีบถามต่อทันที

ระดับ S อย่างคุณโดนแค่นี้ก็น่าจะยังปกติดีไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังผนึกพลังไว้เหมือนระดับ F อยู่อีก

“ที่นี่ไม่มีคนธรรมดาคนอื่นอยู่แล้ว เลิกทำแบบนั้นเถอะครับ?”

ฉันได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

แน่นอนว่าข้อแก้ตัวสำหรับเรื่องนี้ได้เตรียมไว้แล้ว เพียงแต่จะให้พูดออกจากปากจริงๆ จิตสำนึกมันก็ค่อนข้างจะ... รู้สึกผิด...

แต่จะมาใจอ่อนตอนนี้ไม่ได้

หากปราศจากความเลือดเย็นที่จะหลอกลวงผู้อื่น ร่างกายระดับ F นี้ไม่มีทางได้จับเงินก้อนโตขนาดนั้นแน่

“จองฮาซอง”

ฉันตัดสินใจแน่วแน่ ปรับลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคอันเย็นชาออกไป

“นายนี่ยังไม่เข้าใจเจตนาของฉันอีกหรือไง”

───โฮก!

แล้วฉันก็เชิดหน้าขึ้น เริ่มต้นตวาดสั่งสอนอีกฝ่ายทันที

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

153

20px

ก่อนหน้านี้จองฮาซองมีความต้องการอยากจะลองประสานงานกับฮันเตอร์ระดับ S ผมทองคนนั้นดูสักครั้งอยู่แล้ว แน่นอนว่าเขาไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธข้อเสนอนี้

ทว่า มีความสงสัยอย่างหนึ่งที่ยังค้างคาใจ

“เสียมารยาทนะครับ แต่ขอถามได้ไหมครับว่าทำไมจู่ๆ คุณถึงเปลี่ยนใจ?”

เมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว

คิมกิรยอเคยปฏิเสธข้อเสนอขอร่วมงานจากฮันเตอร์อันดับ 1 ด้วยคำพูดทำนองนี้ไม่ใช่หรือ

‘ขอบคุณที่ชวนนะ แต่คงจะยากไปหน่อยมั้ง? ยังไงซะระดับความต่างชั้นของพวกเรามันก็...’

แน่นอนว่าตอนนี้คิมกิรยอรู้ดีแล้วว่าคำพูดพลั้งปากของตัวเองถูกบิดเบือนไปในทิศทางไหน

ไอ้เรื่อง ‘ความต่างชั้น’ ที่เจ้าตัวพูดถึงน่ะ หมายความว่าพละกำลังของทางนี้อ่อนด้อยกว่าจองฮาซองแบบคนละเรื่อง แต่ไม่รู้ทำไมเหล่าพลเมืองถึงได้ตีความกลับตาลปัตรไปเสียอย่างนั้น

ครั้นจะมาบอกเอาป่านนี้ว่า ‘ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น’ มันก็ดูจะ...

การจะเปิดเผยความจริงของคำพูดพลั้งปาก ก็เท่ากับต้องแฉธาตุแท้ของนักต้มตุ๋นคนหนึ่งออกมาจนหมดเปลือก

‘ขืนทำแบบนั้นก็ซวยสิ’

จังหวะนี้ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

กิรยอตัดสินใจที่จะใช้ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้เป็นประโยชน์เสียเลย

“...เหตุผลที่เปลี่ยนใจงั้นเหรอ? ถามแบบนี้ตอบยากแฮะ”

“ครับ?”

“ขอโทษนะ แต่ฉันไม่เคยเปลี่ยนความคิดเดิมเลย ฉันยังประเมินฝีมือนายไว้ต่ำเหมือนเดิม”

จองฮาซองสะดุ้งโหยงกับคำพูดของอีกฝ่าย

“แต่ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนไปสักอย่างก็คงเป็น... หลังจากที่ได้ลองไตร่ตรองดูตลอดช่วงหน้าหนาว จู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองใจร้ายกับนายเกินความจำเป็นไปหน่อย”

“อา”

“ฝีมือไม่ถึง ก็แค่พยายามฝึกให้มันเก่งขึ้นก็สิ้นเรื่อง ขอโทษที ฉันคิดน้อยไปหน่อย”

กิรยออธิบายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรพลางจิบชาเขียวข้าวบาร์เลย์แก้กระหาย

ถึงจะเป็นแค่ไอ้กากที่สวมหน้ากากระดับ S แต่ช่างมีความหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน ทว่าหากคิดจะต้มตุ๋นปลาใหญ่ระดับจองฮาซอง ความใจกล้าหนาด้านระดับนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น

“เพราะงั้นวันนี้ฉันเลยมาพร้อมกับข้อเสนอไง...”

กิรยอม้วนน้ำชาในปากครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นเหยื่อล่อที่เตรียมไว้ออกไป

“ฮาซอง สมมติว่ามีวิธีที่ทำให้นายสามารถใช้ความสามารถตื่นรู้ได้แข็งแกร่งกว่าเดิมมากๆ นายจะทำยังไง?”

นี่คือคำล่อลวงที่ผู้ยืนอยู่บนเส้นทางแห่งวิวัฒนาการมิอาจปฏิเสธได้ลง

“อย่างที่เคยบอกไปเมื่อก่อน ตอนนี้นายยังใช้พลังของตัวเองได้ไม่ถึงหนึ่งในสี่ด้วยซ้ำ และฉันช่วยแก้ปัญหานั้นให้ได้”

ใช่แล้ว

จอมมหาเวทผู้นี้มาเยือนกิลด์การิออนในวันนี้ เพื่อเฟ้นหาลูกศิษย์คนใหม่นั่นเอง

---

ข้อเสนอของจอมมหาเวทนั้นเรียบง่าย

หากเรียนรู้วิชาลับที่เขาถ่ายทอดให้ จนสามารถควบคุมความสามารถตื่นรู้ได้ถึงระดับที่กำหนด เมื่อนั้นเขาถึงจะยอมมาเป็นสมาชิกในทีมให้

“ถ้านายแข็งแกร่งขึ้นจนฉันยอมรับได้ จะให้เป็นทีมเดียวกันเมื่อไหร่ก็ย่อมได้”

สำหรับจองฮาซอง นี่คือข้อเสนอที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งได้พัฒนาฝีมือและสมปรารถนาเรื่องการร่วมทีม

“แต่ต่อให้เป็นฉัน ก็คงสอนการฝึกแบบนี้ให้ฟรีๆ ไม่ได้หรอกนะ คนเราก็ต้องทำมาหากิน จ่ายค่าข้าวค่ารถบ้าง”

ติดปัญหาอยู่นิดหน่อยตรงที่... มันต้องมีค่าตอบแทนเนี่ยสิ

“เพราะงั้นช่วงแรก เอาเป็นว่าคิดแค่ 3 พันล้านวอนก็แล้วกัน”

“เงินสดเหรอครับ?”

“ใช่ เงินสด”

ตอนนี้กิรยอกำลังร้อนเงินเพื่อจะเอาไปซื้ออุปกรณ์เวทชิ้นใหม่

แถมยังเป็นเงินจำนวนมหาศาลถึง 3,480 ล้านวอน ซึ่งคนธรรมดาทำงานทั้งชาติก็ยังยากจะได้จับ

‘บ้าเอ๊ย เงินพันล้านนะโว้ย ไม่ใช่ชื่อหมาบ้านใครจะได้เรียกหากันง่ายๆ’

ที่ผ่านมาเขาพยายามเลี่ยงการใช้ความรู้เพื่อหาเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ในเมื่อมีซัมมอนเนอร์ชาวต่างชาติที่ไหนก็ไม่รู้โผล่มาถึงที่ กิรยอคิดว่าเขาคงมัวมานั่งเลือกวิธีการไม่ได้อีกแล้ว

เขาจึงงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้

การสอนเวทมนตร์ วิธีนี้นอกจากจะจำกัดวงการรั่วไหลของข้อมูลได้ด้วยการจำกัดจำนวนลูกศิษย์แล้ว ยังน่าจะมี ‘ผลพลอยได้’ บางอย่างตามมาด้วย

‘ตอนเพิ่งมาเกิดใหม่ๆ ยังต้องคอยดูสีหน้าอันยุนซึง จะพูดเรื่องเงินทองก็ไม่ค่อยกล้า แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจระบบเศรษฐกิจบ้างแล้ว แถมยังมีสถานะระดับ S ค้ำคอ แค่เรียกค่าสอนแค่นี้จะเป็นไรไป...’

ถึงจะไม่ใช่งานที่อยากทำสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อติดอยู่ในร่างระดับ F ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก

เขาต้องการเงิน และเขารู้ดีที่สุดว่าเพื่อให้ได้มันมา จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นบ้าง

เพราะงั้นถึงได้ถ่อมาถึงที่นี่ไงล่ะ

‘อืม’

กิรยอเงยหน้าขึ้นพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้า

วีรบุรุษของชาติผู้รักษาตำแหน่งฮันเตอร์อันดับ 1 ของเกาหลีใต้ไว้อย่างเหนียวแน่น

ด้วยเหตุผลส่วนตัว ผู้กลับชาติมาเกิดจากต่างโลกจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้ที่จะถ่ายทอดความรู้ให้เหลือน้อยที่สุด

ขืนโด่งดังเรื่องการสอนเวทมนตร์ เดี๋ยวไอ้เรื่องการลักพาตัว 3 ภาคที่กังวลนักหนาจะเกิดขึ้นจริงเข้าให้

‘ชาวโลกทั้งหลาย ได้โปรดละเว้นแค่เรื่องนั้นเถอะครับ...’

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง

มนุษย์ต่างดาวผู้นี้จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเล็งเป้าหมายไปที่เหล่าฮันเตอร์ระดับท็อปของดาวดวงนี้

ตัวตนที่สามารถรีดไถค่าตอบแทนได้สูงสุดเพียงลำพัง แถมแผนการพัฒนาฝีมือระดับ S ของเกาหลีใต้ก็อยู่ในพิมพ์เขียวที่เขาวาดฝันไว้ตั้งแต่ต้นแล้วด้วย

กิรยอนึกถึงคุณค่าของจอมเวทเพลิงผู้นั้นพลางอธิบายต่อ

“บอกไว้ก่อนนะ ถ้าตกลงรับข้อเสนอของฉัน ต่อไปนี้นายต้องเจียดเวลามาให้ได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง”

“หมายถึงให้เคลียร์คิวว่างทั้งวันเลยเหรอครับ?”

“ถูกต้อง และตามที่คาดการณ์ไว้ นายต้องเรียนต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ห้ามขาด ถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน”

ควับ

เขาชูนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางขึ้นมา ทำท่าทางประกอบง่ายๆ

“อ้อ แล้วรู้ใช่ไหมว่าค่าเรียน 3 พันล้านน่ะ ต้องโอนจ่ายทุกเดือน?”

ค่าเช่าห้อง ค่าเรียนพิเศษ ค่าไฟ

ดาวดวงนี้มักจะใช้หน่วยหนึ่งเดือนในการชำระค่าตอบแทน ดังนั้นเรื่องระยะเวลาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อยู่ที่ขนาดของตัวเลขมากกว่า

“เดือนละ 3 พันล้านเหรอครับ?”

เมื่อกี้เพิ่งบอกไปหยกๆ ว่าต้องเรียนอย่างน้อย 3 เดือน นั่นหมายความว่าให้คายเงินออกมาถึง 9 พันล้านวอน เพื่อแลกกับการเรียนรู้วิธีควบคุมสกิล

‘ปัดเศษขึ้นก็เกือบหมื่นล้านแล้วนะ’

ต่อให้เป็นฮันเตอร์ระดับ S พอได้ยินจำนวนเงินขนาดนี้ก็ต้องชะงักไปเป็นธรรมดา

‘แถมอีกฝ่ายเป็นผู้ตื่นรู้สายป้องกัน จะมาสอนฉันที่เป็นธาตุไฟได้ยังไง...?’

จองฮาซองเริ่มเกิดความระแวงโดยไม่รู้ตัว

แน่นอนว่ากิรยอเป็นระดับ S เหมือนตัวเอง—อย่างน้อยฮาซองก็คิดแบบนั้น—โอกาสที่จะเป็นพวกต้มตุ๋นจึงต่ำมาก

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องกะทันหัน แถมยังเป็นข้อเสนอที่ดูเหลือเชื่อไปหน่อยไม่ใช่หรือ?

“ทำไม? อย่าบอกนะว่าแพงไป?”

แต่เพราะเหตุใดกันนะ ตลอดการสนทนา คิมกิรยอกลับรักษาท่าทีสบายๆ อันน่าประหลาดเอาไว้ได้

“ไม่ใช่เพราะแพงหรอกครับ... แต่เพราะมันยากที่จะเชื่อทันทีมากกว่า”

“งั้นลองเสี่ยงดวงเรียนดูสักเดือนก่อนเป็นไง ถ้าไม่พอใจจริงๆ เดี๋ยวฉันคืนเงินให้เต็มจำนวนเลย”

“ครับ?”

“เอาจริงๆ ฉันเองก็เพิ่งเคยสอนระดับ S เป็นครั้งแรก เหมือนกัน ไม่ค่อยมั่นใจผลลัพธ์เท่าไหร่ เลยเผื่อใจว่าจะคืนเงินให้ได้ตลอดอยู่แล้ว”

กิรยอค่อยๆ โน้มตัวมาข้างหน้า ขณะเคี้ยวขอบแก้วกระดาษที่ดื่มชาเขียวจนหมดแล้วเล่น

“แต่ถ้านายเห็นผลลัพธ์แม้เพียงนิดเดียวภายใน 1 เดือนนี้ เชื่อเถอะว่าตอนนั้นนายจะเป็นฝ่ายอยากควักเงินจ่ายฉันเอง”

และคำตอบของฮาซองต่อเรื่องนี้ก็คือ...

---

ไม่กี่วันต่อมา วันพุธวนกลับมาอีกครั้ง

“สวัสดีครับ”

ฉันมายืนประจันหน้ากับฮันเตอร์อันดับ 1 ของประเทศที่โรงยิมแห่งหนึ่งในโซล

ขอสรุปสั้นๆ เลยว่า ฮาซองยอมรับข้อเสนอของฉัน

หลังทำพันธสัญญาอัศวินว่าจะไม่แพร่งพรายรายละเอียดการสอนออกไปภายนอก ฉันก็ได้ตู้เอทีเอ็ม... เอ้ย ลูกศิษย์ผู้ทรงคุณค่ามาไว้ในกำมือเป็นที่เรียบร้อย

ระยะเวลาคอร์สแรกประมาณ 3 เดือน

ค่าสอนสูงลิ่วถึงเดือนละ 3 พันล้านวอน!

‘สะ สำเร็จ’

เป็นไปตามคาด

เจ้าระดับ 1 นั่นอยากจะลองร่วมงานกับระดับ S คนที่สี่ของเกาหลีที่มีความสามารถปริศนามาตั้งนานแล้ว พอจี้จุดนี้เข้าหน่อย มีหรือจะไม่ติดกับ

‘นั่นสิ คนระดับฮันเตอร์แรงก์ S คงไม่ยอมทิ้งเป้าหมายเพียงเพราะเสียดายเงินไม่กี่ตังค์หรอก เยี่ยม! ช่วง 3 เดือนแรกแค่น้ำจิ้ม ค่อยๆ หว่านล่อไปก่อน ไว้ทีหลังค่อยอัพค่าตัวเพิ่มดีไหมนะ’

คิกคิกคิก

เอาเถอะ แค่เที่ยวไล่ต้มตุ๋นระดับ S แบบนี้ไปเรื่อยๆ ฉันก็รวยเละแล้ว

ใจจริงอยากจะดึงซอเอสเธอร์มารวมกลุ่มแล้วสอนเป็นทีม กินค่าเล่าเรียนแบบยกแพ็กไปเลยรวดเดียว

แต่อย่างที่บอกไป นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันสอนระดับ S และถ้าคิดดูดีๆ ประสบการณ์สอนใครสักคนของฉันก็น้อยนิดเสียจนเสี่ยงต่อตัวแปรที่ไม่คาดคิด

เพราะงั้นตอนนี้อย่าเพิ่งโลภ ค่อยเป็นค่อยไป ใช้จองฮาซองเป็นหนูทดลองเพื่อจับจุดการสอนให้แม่นยำก่อนน่าจะดีกว่า

ฉันซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้ภายในแล้วกวาดตามองไปรอบๆ

ภาพที่เห็นคือพื้นที่โล่งกว้างขวางจนยากจะเก็บรายละเอียดได้หมดด้วยสายตาเดียว

ผนังทุกด้านเสริมความแข็งแกร่งด้วยหินสีเหลืองอ่อนที่มักพบในดันเจี้ยน บ่งบอกวัตถุประสงค์ของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

“ข้างในกว้างกว่าที่คิดแฮะ”

ตอนนี้พวกเรายืนอยู่ในโรงยิมสำหรับฮันเตอร์โดยเฉพาะ

====================

●กฎการใช้โรงยิม

ข้อ 1. กฎระเบียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด

ข้อบังคับที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนสมาชิก

และการใช้สถานที่ของโรงยิมสำหรับผู้ตื่นรู้

====================

มิน่าล่ะ เมื่อวันก่อนฉันถึงได้ไปสมาคมฮันเตอร์เพื่อขอปริ๊นต์ระเบียบการพวกนี้มา

จากนี้ไปฉันต้องฝึกกับจองฮาซองเป็นประจำ ขืนไปทำในดันเจี้ยนเดี๋ยวก็ติดสัญญาข้ออื่นอีก

‘เอาตรงๆ จะให้คอยรายงานคังชางโฮทุกเรื่องมันก็น่ารำคาญเกินไป’

แน่นอนว่าถ้าทำงานข้างนอก ข่าวลือคงเริ่มแพร่สะพัดอย่างช่วยไม่ได้

แต่แค่นั้นไม่เป็นไรหรอก ถ้ามีคนถามว่าทำไมถึงเจอกับจองฮาซองทุกอาทิตย์ ก็แค่อ้างมั่วๆ ไปว่ามาประลองกันตามประสาฮันเตอร์ก็สิ้นเรื่อง

“จะว่าไป แรงก์สูงๆ นี่มันดีจริงนะ พอใช้ชื่อฮาซองปุ๊บ ที่แบบนี้ก็เหมาจองได้ทันทีเลย”

“อ่า ครับ...”

ฉันสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเปิดฉากการฝึกฝน

“เอาล่ะ วันนี้วันแรก งั้นมาเริ่มวัดขีดจำกัดกันเบาๆ ก่อนดีไหม?”

“ขีดจำกัดเหรอครับ?”

“ฮันเตอร์จองฮาซอง จากนี้ไปช่วยใช้สกิลที่นายใช้บ่อยที่สุด ยิงออกมาด้วยพลังทำลายสูงสุดที ทิศทางเล็งขึ้นข้างบน”

แต่ปฏิกิริยาของจองฮาซองกลับดูไม่ค่อยดีนัก เขาลังเลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำสั่งของฉัน

“สกิลที่ใช้บ่อยเหรอครับ?”

“อื้ม”

“ขอยิงเบาๆ ไม่ได้เหรอครับ?”

“ไม่ได้ ต้องเต็มแรงเท่านั้น”

“...ถ้าทำแบบนั้นเพดานทะลุแน่ครับ”

ดวงตาสีดำขลับที่เฉดสีคล้ายกับร่างนี้แต่เปล่งประกายต่างกันอย่างสิ้นเชิงกำลังสั่นไหวด้วยความกังวล

“เรื่องนั้นนายก็ให้สมาคมหักลบกลบหนี้กับค่าไอเทมที่นายขยันเก็บมาถวายพวกเขาก็แล้วกัน”

แต่ฉันทำเมินท่าทีของฮาซอง แล้วแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอย่างชัดเจน

ทำให้อีกฝ่ายค่อยๆ รีดเร้นพลังเวทออกมา เขาเริ่มเตรียมสกิลอย่างเสียไม่ได้เพราะทนแรงกดดันจากฉันไม่ไหว

เปรี้ยะ เปรี้ยะ

อุณหภูมิโดยรอบค่อยๆ เดือดพล่าน พลังเวทธาตุไฟมหาศาลที่เพียงแค่ร่ายเวทก็แทบจะทำให้คนสุกได้

“...ถ้าจะให้พูด สกิลพื้นฐานแบบนี้ผมก็ใช้บ่อยจริงๆ นั่นแหละครับ”

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!

ทันใดนั้นเสาเพลิงก็พวยพุ่งขึ้นสู่ทัศนียภาพเบื้องหน้า

ปีศาจเพลิงที่จองฮาซองปลุกขึ้นมาอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง เผาผลาญทุกสิ่งที่สัมผัสร่างของมันให้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา

เพล้ง ตูม!

ทั้งหลังคาที่เสริมด้วยวัสดุดันเจี้ยน ทั้งเขตแดนที่ใช้แกนพลังงานจลน์นิรันดร์ ในท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานสกิลเพียงกระบวนท่าเดียวได้ และพังทลายลงอย่างน่าสังเวช

แต่ฉันกลับไม่รู้สึกประทับใจเลยสักนิด

‘เทียบกับปริมาณมานาที่มี อานุภาพแค่นี้ยังถือว่าห่างชั้นนัก’

ความจริงแล้ว นี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุดของจองฮาซอง ผู้ใช้เวทคนนี้กำลังหดตัวลีบอยู่ภายใต้พลังของตัวเอง จนไม่สามารถยืดแขนขาออกไปได้อย่างเต็มที่

‘อย่างที่คิด การปลูกฝังเรื่องการควบคุมพลังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดสินะ’

เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...

เสียงเดียวที่ได้ยินในเวลาต่อมา คือเสียงอันโดดเดี่ยวของเศษไฟที่ยังคงลุกไหม้

ฉันใช้เสียงนี้เป็นฉากหลังพลางทบทวนตารางการฝึกในหัว แต่ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงรบกวนใหม่แทรกเข้ามาจากฝั่งตรงข้าม

เสียงของฮาซองนั่นเอง

“เอ่อ...”

ทำหน้าตื่นตระหนกเชียว

“ขอโทษนะครับ ขอถามอะไรสักอย่างได้ไหมครับ”

“ว่ามาสิ”

ครู่ต่อมา สิ่งที่หลุดจากปากของเขาคือข้อสงสัยที่สมเหตุสมผลเอามากๆ

“อย่าบอกนะว่ามือข้างนั้น... บาดเจ็บเพราะสกิลที่ผมเพิ่งใช้ไป...?”

เพราะในช่วงเวลาสั้นๆ แค่นั้น ทางนี้ดันโดนไฟลวกระดับ 2 เข้าไปแล้วน่ะสิ

“อ้อ ใช่ นึกว่าอยู่ห่างขนาดนี้จะไม่เป็นไรแล้วเชียว แต่ทิศทางลมมันเปลี่ยนก็เลยโดนเผานิดหน่อยน่ะ”

ฉันโชว์แผลที่โดนสะเก็ดไฟกระเด็นใส่ให้ฮาซองดู

รอยไหม้สีแดงพาดผ่านหลังมือ

ผู้ตื่นรู้อย่างเขาย่อมรู้ดีกว่าใครว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร

“คุณ... บาดเจ็บเพราะเศษไฟแค่นั้นน่ะเหรอครับ?”

พอมาสืบดูทีหลังถึงได้รู้น่ะนะ

อันที่จริงข้อเสนอเข้ากิลด์ที่จองฮาซองยื่นให้ฉันเมื่อฤดูหนาวที่แล้ว มันมีความหมายแฝงที่เหนือจินตนาการซ่อนอยู่

เพราะบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้น มีเงื่อนไขการรับสมัครฮันเตอร์ที่ค่อนข้างพิลึกพิลั่นอยู่ข้อหนึ่ง

‘ต้องทนความร้อนจากสกิลของกิลด์มาสเตอร์ได้’

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมีความคิดแบบนั้น

แต่ดูเหมือนจองฮาซองจะเข้าใจผิดไปว่า ฉันเป็นผู้ตื่นรู้ที่ถึกทนพอจะรับพลังของเขาได้

ก็เลยรบเร้าให้มาร่วมงานกันขนาดนั้น

แต่พอมาตอนนี้ ฮันเตอร์ที่ตนยอมรับกลับมีสภาพดูไม่จืดเพียงเพราะโดนไฟเฉี่ยวๆ จะไม่ให้เหวอรับประทานได้ยังไง

“คุณฮันเตอร์ครับ ผมสงสัยมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทำไมคุณถึงไม่ฟื้นฟูค่าการตื่นรู้ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมสักทีครับ?”

ฮาซองรีบถามต่อทันที

ระดับ S อย่างคุณโดนแค่นี้ก็น่าจะยังปกติดีไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังผนึกพลังไว้เหมือนระดับ F อยู่อีก

“ที่นี่ไม่มีคนธรรมดาคนอื่นอยู่แล้ว เลิกทำแบบนั้นเถอะครับ?”

ฉันได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

แน่นอนว่าข้อแก้ตัวสำหรับเรื่องนี้ได้เตรียมไว้แล้ว เพียงแต่จะให้พูดออกจากปากจริงๆ จิตสำนึกมันก็ค่อนข้างจะ... รู้สึกผิด...

แต่จะมาใจอ่อนตอนนี้ไม่ได้

หากปราศจากความเลือดเย็นที่จะหลอกลวงผู้อื่น ร่างกายระดับ F นี้ไม่มีทางได้จับเงินก้อนโตขนาดนั้นแน่

“จองฮาซอง”

ฉันตัดสินใจแน่วแน่ ปรับลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคอันเย็นชาออกไป

“นายนี่ยังไม่เข้าใจเจตนาของฉันอีกหรือไง”

───โฮก!

แล้วฉันก็เชิดหน้าขึ้น เริ่มต้นตวาดสั่งสอนอีกฝ่ายทันที