Cover

16

ความสามารถในการตื่นรู้ของเหล่าฮันเตอร์

ไอเทมหลากหลายชนิดที่ถูกค้นพบในเกต

นับตั้งแต่ดันเจี้ยนช็อกเมื่อ 7 ปีก่อน โลกใบนี้ก็ถูกล้อมรอบไปด้วยปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติทุกรูปแบบ

ในยุคที่แม้แต่คนแก่วัยแปดสิบยังสามารถหักเหล็กเส้นได้ด้วยมือเปล่า การดูถูกคนอื่นถือเป็นเรื่องฉลาดจริงหรือ

‘มองไม่ออกเลยว่าเขาเป็นผู้ตื่นรู้สายไหน’

ใจจริงคังชางโฮอยากจะแหย่ต่ออีกสักนิด

ท่าทีที่ดูมีลับลมคมคมของคิมกิรยอกระตุ้นความระแวดระวังของเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจยอมถอยออกมา

‘ยังไงซะ เป้าหมายก็คือการทดสอบดูว่าเขาจะตอบสนองต่อการข่มขู่ยังไง’

หลังจากคังชางโฮได้รับคำยืนยันเรื่องการเบิกความเท็จอย่างแน่นอนแล้ว เขาก็ยอมหลีกทางที่ขวางเกตเอาไว้ออก

‘แต่การที่คนนิสัยแบบนั้นเที่ยวอ้างตัวว่าเป็นระดับ F ก็น่าตลกดีเหมือนกันนะ’

คิมกิรยอใช้ดวงตาอันคมกริบที่เป็นเอกลักษณ์เหล่มองมาทางนี้ขณะเดินสวนผ่านไป

คังชางโฮสบตากับฮันเตอร์คนนั้นพร้อมกับครุ่นคิดสั้นๆ

‘น่าสนใจแฮะ ตกลงว่าฮันเตอร์คิมกิรยอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?’

แต่น่าเสียดาย ที่ในตอนนี้ยังไม่มีการค้นพบไอเทมประเภทที่สามารถอ่านใจคนอื่นได้

‘อ๊ากกกกกกกก ก่อนอื่นคือรอดตายแล้วโว้ยยยยยยยย อ้าก!’

ดังนั้นคังชางโฮจึงไม่มีทางรู้เลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในหัวของคิมกิรยอ

***

1. เข้าข้างคังชางโฮ แล้วกลายเป็นคนหักหลังฮันเตอร์ระดับ S

2. เข้าข้างจองฮาซอง แล้วเปิดศึกกับฮันเตอร์ระดับ S ตรงนี้เลย

‘หือ? ไม่มีคำตอบที่เข้าท่าเลยนี่หว่า?’

เมื่อไม่กี่นาทีก่อน

ฉันถึงกับสมองขาวโพลนหลังจากได้ยินเนื้อหาการข่มขู่ที่ผู้ตื่นรู้คนหนึ่งพ่นออกมา

เพราะดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น

‘ไอ้ชาวโลกนี่มันบ้าหรือเปล่า?’

แม้ตอนนี้คังชางโฮจะไม่ได้ถือดาบอยู่ แต่นี่มันแทบไม่ต่างจากการบังคับให้เลือกเลยสักนิด

พอมองไปที่หมัดของเขา ในหัวของฉันก็พลันปรากฏภาพหนึ่งขึ้นมาทันที

พละกำลังมหาศาลที่ระเบิดหัวของหมาป่าทมิฬด้วยหมัดเปล่า ร่างกายของฉันในตอนนี้จะทนรับมันไหวไหมนะ?

‘…ไม่ไหวแน่ ทำตามที่หมอนี่สั่งไปก่อนเถอะ อย่างน้อยก็ต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน’

ดูจากสารรูปของคังชางโฮแล้ว หมอนี่น่าจะฆ่าคนทิ้งได้ง่ายๆ เลยล่ะ

ถ้าอย่างนั้น

‘จองฮาซองถึงจะเป็นฮันเตอร์ระดับ S แต่นิสัยก็ไม่ได้แย่นัก ถึงฉันจะไปเข้าข้างคนอื่นนิดหน่อย เขาก็คงไม่ถึงขั้นตามมาฆ่าแกงกันหรอกมั้ง……’

สรุปแล้ว การยอมสละทางนั้นดูจะปลอดภัยกว่า

หลังจากคำนวณเสร็จสรรพ ฉันก็เปิดปากพูดทันที

“ตกลงครับ แค่บอกคนอื่นว่าคนที่ทำให้จองฮาซองสลบคือผมก็พอใช่ไหม?”

ยังไงซะ ฉันก็คงไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคำโกหกนี้ไปตลอดกาลหรอก

‘บัดซบเถอะ รอให้ฉันได้พลังเวทคืนมาแค่หนึ่งส่วนสิบก่อนเถอะ! ฉันจะตัดหัวแกเสียบประจาน แล้วเอามาใช้เป็นหินวางรากฐานในการพิชิตดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นคนแรกเลย!’

ขอแค่กู้ฝีมือในอดีตคืนมาได้เพียงเสี้ยวเดียว คนอย่างคังชางโฮก็ไม่ใช่ปัญหา

เพราะฉะนั้น ตอนนี้ต้องรอดชีวิตเพื่อซื้อเวลาไปก่อน ฉันยอมรับข้อเสนอของฝ่ายตรงข้ามด้วยการคำนวณเช่นนั้น

“ตัดสินใจได้ดีนี่”

ทั้งที่ข่มขู่สำเร็จ แต่คังชางโฮกลับไม่ได้ดูดีใจอะไรมากมายนัก

‘ตกลงหมอนี่คิดอะไรอยู่กันแน่?’

หลังจากนั้น คังชางโฮก็สำทับสั้นๆ เป็นการแนะแนวทางว่าพออกไปข้างนอกแล้วให้ฉันให้การว่าอย่างนั้นอย่างนี้

‘โธ่เว้ย’

ฉันเหล่มองฮันเตอร์ระดับ S พลางเดินมุ่งหน้าไปยังทางออกอย่างระมัดระวัง

‘เอาเถอะ รอดแล้ว รอดแล้วโว้ย!’

พอเรื่องมันยุ่งยากแบบนี้ ฉันก็อดระแวงไม่ได้ว่าทางออกอาจจะเป็นของปลอม หรือมีหักมุมบ้าบออะไรอีกหรือเปล่า

“อา!”

โชคดีที่พอเดินออกมาข้างนอก ความกังวลทั้งหมดก็มลายหายไปราวกับหิมะละลาย

ตึกสูงสีเทา ภูเขาสีเขียวขจีที่แทรกตัวอยู่ระหว่างนั้น ถนนที่มีก้นบุหรี่ทิ้งกระจัดกระจาย

“ฟู่ว”

ในที่สุดก็ได้กลับมาเสียที

ฉันมองภาพทิวทัศน์ที่แสนคุ้นเคยพลางลูบอกปลอบขวัญตัวเองที่กำลังตื่นตระหนก

“อ๊ะ! ในที่สุดก็มีฮันเตอร์ออกมาจากทางออกที่สามแล้วครับ!”

“เกตหมายเลข 3 เคลียร์!”

“หันกล้องไปเร็ว หันกล้องไป!”

แต่เดี๋ยวนะ ทำไมคนมันเยอะขนาดนี้ล่ะเนี่ย?

“มีผู้รอดชีวิตคนอื่นอีกไหมครับ? คุณเริ่มการบุกพิชิตพร้อมกับฮันเตอร์กี่คนครับ?”

“เอ่อ คือว่า……”

“ยินดีด้วยที่รอดชีวิตกลับมาครับ! ไม่ทราบว่าโครงสร้างดันเจี้ยนที่คุณเจอเป็นแบบไหน……”

ผู้คนจำนวนมากที่ยืนเบียดเสียดอยู่หลังเส้นกั้นของตำรวจต่างพากันยิงคำถามใส่ฉันรัวๆ

ด้วยความที่ยังตั้งตัวไม่ติด ฉันเลยได้แต่ปิดปากเงียบแล้วค่อยๆ สำรวจรอบตัว

‘เกต? ไม่สิ ทางออกทั้งหมดมาโผล่รวมกันที่นี่งั้นเหรอ?’

ดูเหมือนฮันเตอร์ที่ซวยมาติดในอุบัติเหตุครั้งนี้จะไม่ได้มีแค่คนสองคนแฮะ

ในพื้นที่โล่งแห่งนี้มีเกตถึง 6 แห่งตั้งประจันหน้ากันเป็นรูปวงกลมตามเข็มนาฬิกา และคนที่มาออกันอยู่ที่นี่ดูจะรู้ดีว่าช่องทางเหล่านี้คือทางออก

‘คนบนโลกนี่ชอบดูเรื่องสนุกกันจริงๆ’

แต่ยังไม่ทันจะได้ตกใจกับเรื่องนั้น

คังชางโฮก็ปรากฏตัวตามออกมาจากข้างหลัง

เขายังแบกจองฮาซองที่หมดสติออกมาด้วย ทำให้เกิดความวุ่นวายขนานใหญ่ตามมาทันที

“นั่นฮันเตอร์คังชางโฮนี่!”

“ระดับ S สองคนเลยเหรอ……!”

“นั่นจองฮาซองจริงๆ ใช่ไหม? ทะ...ทำไมจองฮาซองถึงสลบอยู่ล่ะ?”

อาจเป็นเพราะมีตำรวจอยู่รอบๆ พวกคนมุงเลยไม่กล้าข้ามเส้นกั้นของตำรวจเข้ามาส่งเดช

ในที่สุด คนที่เดินเข้ามาทักฮันเตอร์ระดับ S เป็นคนแรกก็คือชายในชุดสูทสีดำที่ยืนรออยู่แถวๆ เกต

“ฮันเตอร์คังชางโฮ? รบกวนขอสอบถามข้อเท็จจริงสักครู่ครับ”

“มาจากสมาคมงั้นเหรอ?”

“ครับ”

ชาวโลกในชุดสูทเหล่มองฮันเตอร์ระดับ S ที่ยังคงสลบไสลอยู่เล็กน้อย

“จริงๆ มีเรื่องอยากถามเยอะเลยครับ แต่ดูเหมือนจะมีคำถามที่ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ทำไมฮันเตอร์จองฮาซองถึงไม่ได้สติล่ะครับ?”

“อ๋อ เรื่องนั้น”

“หรือว่าถูกกลไกของเกตเล่นงานเข้าครับ?”

คังชางโฮส่ายหน้าปฏิเสธคำถามของเจ้าหน้าที่สมาคม

จากนั้นเขาก็ชูนิ้วชี้ขึ้นมา แล้วชี้ตรงไปยังผู้ชายคนหนึ่ง

“เปล่า! ในเกตเกิดการกระทบกระทั่งกันนิดหน่อยเรื่องการคัดเลือกเครื่องสังเวย เจ้านั่นเลยทำให้จองฮาซองสลบน่ะ”

พอได้ยินแบบนั้น เจ้าหน้าที่สมาคมก็ขยับแว่นพลางขึ้นเสียงสูงด้วยความตกใจ

“ว่าไงนะ? คนคนนั้นน่ะเหรอที่ทำจองฮาซอง?”

ออกมาปุ๊บก็เบิกความเท็จปั๊บเลยนะ!

ฉันมองการกระทำของคังชางโฮด้วยความระอาใจจนมุมปากบิดเบี้ยว

“พูดให้มันมีความเป็นไปได้หน่อยครับ! ฮันเตอร์อันดับ 1 ตัวแทนของเกาหลี จะไปพลาดท่าให้ฮันเตอร์หน้าใหม่ที่ไม่เคยเห็นชื่อแบบนั้นได้ยังไง?”

ยังดีที่เจ้าหน้าที่สมาคมคนนี้ยังมีความคิดแบบคนปกติอยู่บ้าง แต่ว่า……

“พูดความจริงมาเถอะครับ คุณคังชางโฮ จริงๆ แล้วคนที่ทำให้จองฮาซองเป็นแบบนี้คือคุณใช่ไหม?”

ยิ่งโดนสงสัย คังชางโฮก็ยิ่งแสดงท่าทางมั่นใจออกมา

“นี่ ยืนฟังตาปริบๆ อยู่ได้ ทำไมไม่พูดอะไรออกมาบ้างล่ะ?”

ก็นะ เพราะเขามีไม้ตายอยู่นี่นา

‘อึ่ยยยย’

ในวินาทีนั้น คังชางโฮที่ยืนอยู่ในมุมอับสายตาของเจ้าหน้าที่สมาคมส่งสายตาเย็นเยือกมาให้ฉัน

สายตานั้นให้ความรู้สึกเหมือนจะบอกว่า ถ้าไม่รีบเบิกความเท็จซะตอนนี้ ฉันจะฆ่าแกทิ้ง

ฉันเลยรีบทำตามที่สัญญาไว้ทันที

“คือว่า เรื่องที่ฮันเตอร์จองฮาซองสลบไป...เป็นฝีมือของผมเองครับ”

“หะ...หา?”

ในเมื่อเตี๊ยมกันไว้ก่อนจะออกมาแล้ว คำอธิบายเลยไหลลื่นประดุจสายน้ำ

“แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเขาหรอกนะ แค่ทำให้เขาสลบไปครู่เดียวเพื่อความสะดวกในการบุกพิชิตน่ะครับ ยังไงครั้งนี้ช่วยผ่อนปรนให้หน่อยได้ไหมครับ? ต้องขอโทษด้วยจริงๆ”

เพื่อความสำคัญในการปิดเกตที่เป็นภัยคุกคามต่อมวลมนุษย์ เลยเกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย

จะมีข้ออ้างไหนที่ถูกหยิบมาใช้บ่อยไปกว่านี้อีกเล่า

“ถ้าคุณฮาซองฟื้นขึ้นมา ผมจะไปขอโทษเขาเป็นการส่วนตัวแน่นอนครับ”

ฉันแอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย ถ้าพูดแบบนี้ เรื่องราวน่าจะถูกบีบให้เป็นการจัดการกันเองระหว่างคู่กรณี

‘ก่อนอื่นต้องบีบขอบเขตของเรื่องให้เล็กลง ฉันไม่อยากไปโกหกหน้าตายในศาลหรอกนะ……’

แน่นอนว่าตัวผู้เสียหายที่รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด พอได้ยินคำโกหกของฉันคงจะอึ้งจนพูดไม่ออกแน่ๆ

แต่เรื่องนั้น เดี๋ยวค่อยเอาของรางวัลจากดันเจี้ยนไปยัดใส่มือพร้อมขอโทษอย่างจริงใจ ก็น่าจะพอถูไถไปได้มั้ง?

“บ้าน่า เป็นไปไม่ได้! ต้องเป็นฝีมือของฮันเตอร์ระดับ S ด้วยกันสิที่ทำ……”

ในขณะที่ฉันกำลังคิดอะไรเข้าข้างตัวเองอยู่นั้น

เจ้าหน้าที่สมาคมก็มองสลับไปมาระหว่างเราสองคนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

ทันใดนั้น คังชางโฮก็ทำอะไรที่เหนือความคาดหมาย

“เฮือก คุณคังชางโฮ!”

ฮันเตอร์ระดับ S ทำท่าเหมือนจะก้าวไปหาเจ้าหน้าที่สมาคมเพื่อพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็โงนเงนไปมาอย่างแรง

พอสังเกตดูดีๆ หน้าเขาซีดเผือด แถมยังมีเหงื่อกาฬไหลออกมาจากอาการหน้ามืด……

“ฟู่ว พ่นแต่เรื่องไร้สาระอยู่ได้”

ถ้าเป็นการแสดงก็นับว่าแนบเนียนมาก

นั่นก็เพราะว่าในเกต เขาเสียเลือดไปในปริมาณมหาศาลจริงๆ

“เห็นแค่นี้ก็น่าจะรู้แล้วไม่ใช่เหรอ? สภาพฉันตอนนี้เหมือนคนที่จะทำอะไรจองฮาซองได้งั้นเหรอ?”

“คะ...คุณโอเคไหมครับ?”

“ช่างมันเถอะ ถอยไป!”

พอเขาตะคอกด้วยน้ำเสียงรำคาญ เจ้าหน้าที่สมาคมก็รีบถอยกรูดทันที

‘แกล้งป่วยทั้งที่ก็ไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาแท้ๆ’

ฉันรู้สึกหมั่นไส้ในเล่ห์เหลี่ยมของเขา แต่ก็ไม่สามารถแสดงความไม่พอใจออกมาได้

“เดี๋ยวก่อนครับคุณฮันเตอร์! ที่พูดเมื่อกี้เป็นความจริงเหรอครับ? ที่คุณจองฮาซองหมดสติเป็นเพราะฝีมือคุณจริงๆ เหรอ?”

“คุณทำให้ระดับ S สลบเลยเหรอครับ?”

ตามมาด้วยเสียงตะโกนแหกปากจากพวกชาวโลกที่อยู่นอกเส้นกั้นของตำรวจ

เพิ่งอธิบายไปหยกๆ ต้องให้พูดเรื่องเดิมซ้ำอีกเหรอเนี่ย?

แต่ดูท่าว่าถ้าไม่ตอบ พวกนั้นคงจะแผดเสียงไม่เลิก ฉันเลยจำใจตอบส่งๆ ไป

“ครับๆ”

ถึงจะพูดด้วยน้ำเสียงไร้ความจริงใจ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คำถามหยุดลงได้

ทว่า ท่ามกลางหมู่คนมุงนั้น ฉันสังเกตเห็นเครื่องจักรบางอย่างที่ดูคุ้นตา

‘เจ้านั่นมันอะไรนะ?’

เมื่อหลายวันก่อน ตอนที่ไปยืนดูการเก็บกวาดดันเจี้ยนเบรกของอันยุนซึง

ฉันพลันนึกถึงของที่ผู้ชายที่เข้ามาหาเรื่องตอนนั้นถืออยู่ขึ้นมาได้

ฉันรู้จักชื่อของมัน แถมยังพอจะรู้หน้าที่คร่าวๆ ของมันด้วย

‘สรุปก็คือ อุปกรณ์ที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ที่กำลังเห็นอยู่สินะ?’

กล้องถ่ายภาพ

ฉันจ้องมองอุปกรณ์ของโลกใบนี้ที่พวกเขากำลังถืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วเดินจากไป

‘จะมาถ่ายหน้าฉันไปทำไมก็ไม่รู้ ไม่เห็นจะมีเนื้อหาอะไรที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้ทบทวนเลยสักนิด’

ถึงจะขี้เกียจจำ แต่ความจริงก็คือฉันเพิ่งจะมาอยู่บนดาวดวงนี้ได้ไม่นานในฐานะคนต่างดาว

ความทรงจำของคิมกิรยอมีช่องโหว่เยอะจนน่าประหลาดใจ บ่อยครั้งที่ฉันเลยไม่รู้ข้อมูลที่ควรจะเป็นเรื่องปกติสามัญ

ดังนั้น ฉันจึงยังไม่เข้าใจเลยว่า ข้อมูลที่ฉันเคยเปิดดูในโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ นั้น ถูกอัปเดตโดยใคร และด้วยวิธีการอย่างไร

‘เอาเถอะ เหนื่อยจะแย่ กลับบ้านดีกว่า’

…และกว่าที่คนอย่างฉันจะเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง ‘นักข่าว’ ‘กล้อง’ และ ‘การอัปโหลดวิดีโอ’ ในโลกใบนี้ ก็เป็นเวลาอีก 24 ชั่วโมงให้หลัง

***

24 ชั่วโมงต่อมา

ร้านอาหารใกล้บ้านคิมกิรยอ

“ซูดดด”

มันคือร้านเดียวกับที่ฉันเกือบโดนจับข้อหากินแล้วหนีในวันแรกที่มาจุติใหม่ ฉันเป่าซุปสีขาวนวลให้คลายร้อนก่อนจะซดเข้าไป แล้วเอื้อมตะเกียบไปหาคักดูกี (กิมจิหัวไชเท้า)

แต่แล้วก็มีคนขัดจังหวะการกินของฉัน

“นี่ พี่ครับ”

ชาวโลกที่นั่งอยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถามขึ้นด้วยสีหน้าซีดเผือด

“บทความข่าวที่เด้งขึ้นมาเมื่อเช้า ผมดูทันก่อนที่มันจะโดนลบนะครับ”

“…….”

“…ที่ว่าพี่ทำให้ฮันเตอร์จองฮาซองสลบไปน่ะ เป็นเรื่องจริงเหรอครับ?”

สาเหตุที่อันยุนซึงรีบนัดเจอฉันขนาดนี้ คงเป็นเพราะอยากจะยืนยันความจริงสินะ

ฉันชะงักตะเกียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงเรียบๆ

“ก็ประมาณนั้นแหละ”

ถึงอันยุนซึงจะเป็นชาวโลกนิสัยดี แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเขาจะไม่เอาเรื่องของฉันไปป่าวประกาศ

“เห้อ……”

เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเจอ ต้องมาโดนขู่ฆ่าถ้าไม่ยอมโกหกเนี่ยนะ

อันยุนซึงที่มองมาทางฉันได้แต่เอามือกุมปากด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด แต่ตอนนี้ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะมาเดาใจหมอนี่หรอกว่าคิดอะไรอยู่

“ยังไงก็เถอะ เมื่อวานนายไม่ได้โดนลูกหลงจากเกตระดับ EX นั่นใช่ไหม? ร่างกายโอเคดีนะ?”

ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้อันยุนซึงถามอะไรซ้ำซากอีก

และในจังหวะนั้นเอง

- ครืดดด, ครืดดด

“พี่ครับ เหมือนโทรศัพท์พี่จะดังนะ”

แรงสั่นสะเทือนของโทรศัพท์มือถือดังมาจากในกระเป๋ากางเกง

ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ ‘การจำกัดการแสดงหมายเลขผู้โทร’

“ฮัลโหล?”

ฉันวางช้อนตะเกียบในมือลงแล้วกดรับสายอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ทันใดนั้น เสียงที่คาดไม่ถึงก็ดังลอดออกมาจากลำโพง

- ใช่เบอร์ของฮันเตอร์คิมกิรยอหรือเปล่าครับ?

“ใช่ครับ”

- ผมจองฮาซองครับ

“อ๊ะ! ครับ!”

จะว่าไป เมื่อวานฉันทิ้งเบอร์ไว้ที่ทางสมาคมโดยอ้างว่าจะขอโทษเป็นการส่วนตัวนี่นา

ทันทีที่ยืนยันตัวตนคนโทรมาได้ ฉันก็รีบยืดตัวตรงแล้วพูดขึ้นว่า

“เดี๋ยวสักครู่นะครับ แต่ก่อนจะคุยกัน ผมขอนิดนึง”

ในเมื่อจองฮาซองติดต่อมาเองแบบนี้

“ตอนนี้สะดวกคุยแบบสนทนาแบบเห็นหน้าไหมครับ?”

ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ร้านอาหาร เพื่อดูว่าพอจะมีที่ว่างตรงไหนให้ก้มลงไปนอนราบกับพื้นได้บ้าง

ตรงไหนน้า ที่จะเหมาะแก่การโขกหัวลงไปแรงๆ เพื่อขอโทษ?

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

16

20px

ความสามารถในการตื่นรู้ของเหล่าฮันเตอร์

ไอเทมหลากหลายชนิดที่ถูกค้นพบในเกต

นับตั้งแต่ดันเจี้ยนช็อกเมื่อ 7 ปีก่อน โลกใบนี้ก็ถูกล้อมรอบไปด้วยปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติทุกรูปแบบ

ในยุคที่แม้แต่คนแก่วัยแปดสิบยังสามารถหักเหล็กเส้นได้ด้วยมือเปล่า การดูถูกคนอื่นถือเป็นเรื่องฉลาดจริงหรือ

‘มองไม่ออกเลยว่าเขาเป็นผู้ตื่นรู้สายไหน’

ใจจริงคังชางโฮอยากจะแหย่ต่ออีกสักนิด

ท่าทีที่ดูมีลับลมคมคมของคิมกิรยอกระตุ้นความระแวดระวังของเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจยอมถอยออกมา

‘ยังไงซะ เป้าหมายก็คือการทดสอบดูว่าเขาจะตอบสนองต่อการข่มขู่ยังไง’

หลังจากคังชางโฮได้รับคำยืนยันเรื่องการเบิกความเท็จอย่างแน่นอนแล้ว เขาก็ยอมหลีกทางที่ขวางเกตเอาไว้ออก

‘แต่การที่คนนิสัยแบบนั้นเที่ยวอ้างตัวว่าเป็นระดับ F ก็น่าตลกดีเหมือนกันนะ’

คิมกิรยอใช้ดวงตาอันคมกริบที่เป็นเอกลักษณ์เหล่มองมาทางนี้ขณะเดินสวนผ่านไป

คังชางโฮสบตากับฮันเตอร์คนนั้นพร้อมกับครุ่นคิดสั้นๆ

‘น่าสนใจแฮะ ตกลงว่าฮันเตอร์คิมกิรยอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?’

แต่น่าเสียดาย ที่ในตอนนี้ยังไม่มีการค้นพบไอเทมประเภทที่สามารถอ่านใจคนอื่นได้

‘อ๊ากกกกกกกก ก่อนอื่นคือรอดตายแล้วโว้ยยยยยยยย อ้าก!’

ดังนั้นคังชางโฮจึงไม่มีทางรู้เลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในหัวของคิมกิรยอ

***

1. เข้าข้างคังชางโฮ แล้วกลายเป็นคนหักหลังฮันเตอร์ระดับ S

2. เข้าข้างจองฮาซอง แล้วเปิดศึกกับฮันเตอร์ระดับ S ตรงนี้เลย

‘หือ? ไม่มีคำตอบที่เข้าท่าเลยนี่หว่า?’

เมื่อไม่กี่นาทีก่อน

ฉันถึงกับสมองขาวโพลนหลังจากได้ยินเนื้อหาการข่มขู่ที่ผู้ตื่นรู้คนหนึ่งพ่นออกมา

เพราะดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น

‘ไอ้ชาวโลกนี่มันบ้าหรือเปล่า?’

แม้ตอนนี้คังชางโฮจะไม่ได้ถือดาบอยู่ แต่นี่มันแทบไม่ต่างจากการบังคับให้เลือกเลยสักนิด

พอมองไปที่หมัดของเขา ในหัวของฉันก็พลันปรากฏภาพหนึ่งขึ้นมาทันที

พละกำลังมหาศาลที่ระเบิดหัวของหมาป่าทมิฬด้วยหมัดเปล่า ร่างกายของฉันในตอนนี้จะทนรับมันไหวไหมนะ?

‘…ไม่ไหวแน่ ทำตามที่หมอนี่สั่งไปก่อนเถอะ อย่างน้อยก็ต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน’

ดูจากสารรูปของคังชางโฮแล้ว หมอนี่น่าจะฆ่าคนทิ้งได้ง่ายๆ เลยล่ะ

ถ้าอย่างนั้น

‘จองฮาซองถึงจะเป็นฮันเตอร์ระดับ S แต่นิสัยก็ไม่ได้แย่นัก ถึงฉันจะไปเข้าข้างคนอื่นนิดหน่อย เขาก็คงไม่ถึงขั้นตามมาฆ่าแกงกันหรอกมั้ง……’

สรุปแล้ว การยอมสละทางนั้นดูจะปลอดภัยกว่า

หลังจากคำนวณเสร็จสรรพ ฉันก็เปิดปากพูดทันที

“ตกลงครับ แค่บอกคนอื่นว่าคนที่ทำให้จองฮาซองสลบคือผมก็พอใช่ไหม?”

ยังไงซะ ฉันก็คงไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคำโกหกนี้ไปตลอดกาลหรอก

‘บัดซบเถอะ รอให้ฉันได้พลังเวทคืนมาแค่หนึ่งส่วนสิบก่อนเถอะ! ฉันจะตัดหัวแกเสียบประจาน แล้วเอามาใช้เป็นหินวางรากฐานในการพิชิตดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นคนแรกเลย!’

ขอแค่กู้ฝีมือในอดีตคืนมาได้เพียงเสี้ยวเดียว คนอย่างคังชางโฮก็ไม่ใช่ปัญหา

เพราะฉะนั้น ตอนนี้ต้องรอดชีวิตเพื่อซื้อเวลาไปก่อน ฉันยอมรับข้อเสนอของฝ่ายตรงข้ามด้วยการคำนวณเช่นนั้น

“ตัดสินใจได้ดีนี่”

ทั้งที่ข่มขู่สำเร็จ แต่คังชางโฮกลับไม่ได้ดูดีใจอะไรมากมายนัก

‘ตกลงหมอนี่คิดอะไรอยู่กันแน่?’

หลังจากนั้น คังชางโฮก็สำทับสั้นๆ เป็นการแนะแนวทางว่าพออกไปข้างนอกแล้วให้ฉันให้การว่าอย่างนั้นอย่างนี้

‘โธ่เว้ย’

ฉันเหล่มองฮันเตอร์ระดับ S พลางเดินมุ่งหน้าไปยังทางออกอย่างระมัดระวัง

‘เอาเถอะ รอดแล้ว รอดแล้วโว้ย!’

พอเรื่องมันยุ่งยากแบบนี้ ฉันก็อดระแวงไม่ได้ว่าทางออกอาจจะเป็นของปลอม หรือมีหักมุมบ้าบออะไรอีกหรือเปล่า

“อา!”

โชคดีที่พอเดินออกมาข้างนอก ความกังวลทั้งหมดก็มลายหายไปราวกับหิมะละลาย

ตึกสูงสีเทา ภูเขาสีเขียวขจีที่แทรกตัวอยู่ระหว่างนั้น ถนนที่มีก้นบุหรี่ทิ้งกระจัดกระจาย

“ฟู่ว”

ในที่สุดก็ได้กลับมาเสียที

ฉันมองภาพทิวทัศน์ที่แสนคุ้นเคยพลางลูบอกปลอบขวัญตัวเองที่กำลังตื่นตระหนก

“อ๊ะ! ในที่สุดก็มีฮันเตอร์ออกมาจากทางออกที่สามแล้วครับ!”

“เกตหมายเลข 3 เคลียร์!”

“หันกล้องไปเร็ว หันกล้องไป!”

แต่เดี๋ยวนะ ทำไมคนมันเยอะขนาดนี้ล่ะเนี่ย?

“มีผู้รอดชีวิตคนอื่นอีกไหมครับ? คุณเริ่มการบุกพิชิตพร้อมกับฮันเตอร์กี่คนครับ?”

“เอ่อ คือว่า……”

“ยินดีด้วยที่รอดชีวิตกลับมาครับ! ไม่ทราบว่าโครงสร้างดันเจี้ยนที่คุณเจอเป็นแบบไหน……”

ผู้คนจำนวนมากที่ยืนเบียดเสียดอยู่หลังเส้นกั้นของตำรวจต่างพากันยิงคำถามใส่ฉันรัวๆ

ด้วยความที่ยังตั้งตัวไม่ติด ฉันเลยได้แต่ปิดปากเงียบแล้วค่อยๆ สำรวจรอบตัว

‘เกต? ไม่สิ ทางออกทั้งหมดมาโผล่รวมกันที่นี่งั้นเหรอ?’

ดูเหมือนฮันเตอร์ที่ซวยมาติดในอุบัติเหตุครั้งนี้จะไม่ได้มีแค่คนสองคนแฮะ

ในพื้นที่โล่งแห่งนี้มีเกตถึง 6 แห่งตั้งประจันหน้ากันเป็นรูปวงกลมตามเข็มนาฬิกา และคนที่มาออกันอยู่ที่นี่ดูจะรู้ดีว่าช่องทางเหล่านี้คือทางออก

‘คนบนโลกนี่ชอบดูเรื่องสนุกกันจริงๆ’

แต่ยังไม่ทันจะได้ตกใจกับเรื่องนั้น

คังชางโฮก็ปรากฏตัวตามออกมาจากข้างหลัง

เขายังแบกจองฮาซองที่หมดสติออกมาด้วย ทำให้เกิดความวุ่นวายขนานใหญ่ตามมาทันที

“นั่นฮันเตอร์คังชางโฮนี่!”

“ระดับ S สองคนเลยเหรอ……!”

“นั่นจองฮาซองจริงๆ ใช่ไหม? ทะ...ทำไมจองฮาซองถึงสลบอยู่ล่ะ?”

อาจเป็นเพราะมีตำรวจอยู่รอบๆ พวกคนมุงเลยไม่กล้าข้ามเส้นกั้นของตำรวจเข้ามาส่งเดช

ในที่สุด คนที่เดินเข้ามาทักฮันเตอร์ระดับ S เป็นคนแรกก็คือชายในชุดสูทสีดำที่ยืนรออยู่แถวๆ เกต

“ฮันเตอร์คังชางโฮ? รบกวนขอสอบถามข้อเท็จจริงสักครู่ครับ”

“มาจากสมาคมงั้นเหรอ?”

“ครับ”

ชาวโลกในชุดสูทเหล่มองฮันเตอร์ระดับ S ที่ยังคงสลบไสลอยู่เล็กน้อย

“จริงๆ มีเรื่องอยากถามเยอะเลยครับ แต่ดูเหมือนจะมีคำถามที่ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ทำไมฮันเตอร์จองฮาซองถึงไม่ได้สติล่ะครับ?”

“อ๋อ เรื่องนั้น”

“หรือว่าถูกกลไกของเกตเล่นงานเข้าครับ?”

คังชางโฮส่ายหน้าปฏิเสธคำถามของเจ้าหน้าที่สมาคม

จากนั้นเขาก็ชูนิ้วชี้ขึ้นมา แล้วชี้ตรงไปยังผู้ชายคนหนึ่ง

“เปล่า! ในเกตเกิดการกระทบกระทั่งกันนิดหน่อยเรื่องการคัดเลือกเครื่องสังเวย เจ้านั่นเลยทำให้จองฮาซองสลบน่ะ”

พอได้ยินแบบนั้น เจ้าหน้าที่สมาคมก็ขยับแว่นพลางขึ้นเสียงสูงด้วยความตกใจ

“ว่าไงนะ? คนคนนั้นน่ะเหรอที่ทำจองฮาซอง?”

ออกมาปุ๊บก็เบิกความเท็จปั๊บเลยนะ!

ฉันมองการกระทำของคังชางโฮด้วยความระอาใจจนมุมปากบิดเบี้ยว

“พูดให้มันมีความเป็นไปได้หน่อยครับ! ฮันเตอร์อันดับ 1 ตัวแทนของเกาหลี จะไปพลาดท่าให้ฮันเตอร์หน้าใหม่ที่ไม่เคยเห็นชื่อแบบนั้นได้ยังไง?”

ยังดีที่เจ้าหน้าที่สมาคมคนนี้ยังมีความคิดแบบคนปกติอยู่บ้าง แต่ว่า……

“พูดความจริงมาเถอะครับ คุณคังชางโฮ จริงๆ แล้วคนที่ทำให้จองฮาซองเป็นแบบนี้คือคุณใช่ไหม?”

ยิ่งโดนสงสัย คังชางโฮก็ยิ่งแสดงท่าทางมั่นใจออกมา

“นี่ ยืนฟังตาปริบๆ อยู่ได้ ทำไมไม่พูดอะไรออกมาบ้างล่ะ?”

ก็นะ เพราะเขามีไม้ตายอยู่นี่นา

‘อึ่ยยยย’

ในวินาทีนั้น คังชางโฮที่ยืนอยู่ในมุมอับสายตาของเจ้าหน้าที่สมาคมส่งสายตาเย็นเยือกมาให้ฉัน

สายตานั้นให้ความรู้สึกเหมือนจะบอกว่า ถ้าไม่รีบเบิกความเท็จซะตอนนี้ ฉันจะฆ่าแกทิ้ง

ฉันเลยรีบทำตามที่สัญญาไว้ทันที

“คือว่า เรื่องที่ฮันเตอร์จองฮาซองสลบไป...เป็นฝีมือของผมเองครับ”

“หะ...หา?”

ในเมื่อเตี๊ยมกันไว้ก่อนจะออกมาแล้ว คำอธิบายเลยไหลลื่นประดุจสายน้ำ

“แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเขาหรอกนะ แค่ทำให้เขาสลบไปครู่เดียวเพื่อความสะดวกในการบุกพิชิตน่ะครับ ยังไงครั้งนี้ช่วยผ่อนปรนให้หน่อยได้ไหมครับ? ต้องขอโทษด้วยจริงๆ”

เพื่อความสำคัญในการปิดเกตที่เป็นภัยคุกคามต่อมวลมนุษย์ เลยเกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย

จะมีข้ออ้างไหนที่ถูกหยิบมาใช้บ่อยไปกว่านี้อีกเล่า

“ถ้าคุณฮาซองฟื้นขึ้นมา ผมจะไปขอโทษเขาเป็นการส่วนตัวแน่นอนครับ”

ฉันแอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย ถ้าพูดแบบนี้ เรื่องราวน่าจะถูกบีบให้เป็นการจัดการกันเองระหว่างคู่กรณี

‘ก่อนอื่นต้องบีบขอบเขตของเรื่องให้เล็กลง ฉันไม่อยากไปโกหกหน้าตายในศาลหรอกนะ……’

แน่นอนว่าตัวผู้เสียหายที่รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด พอได้ยินคำโกหกของฉันคงจะอึ้งจนพูดไม่ออกแน่ๆ

แต่เรื่องนั้น เดี๋ยวค่อยเอาของรางวัลจากดันเจี้ยนไปยัดใส่มือพร้อมขอโทษอย่างจริงใจ ก็น่าจะพอถูไถไปได้มั้ง?

“บ้าน่า เป็นไปไม่ได้! ต้องเป็นฝีมือของฮันเตอร์ระดับ S ด้วยกันสิที่ทำ……”

ในขณะที่ฉันกำลังคิดอะไรเข้าข้างตัวเองอยู่นั้น

เจ้าหน้าที่สมาคมก็มองสลับไปมาระหว่างเราสองคนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

ทันใดนั้น คังชางโฮก็ทำอะไรที่เหนือความคาดหมาย

“เฮือก คุณคังชางโฮ!”

ฮันเตอร์ระดับ S ทำท่าเหมือนจะก้าวไปหาเจ้าหน้าที่สมาคมเพื่อพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็โงนเงนไปมาอย่างแรง

พอสังเกตดูดีๆ หน้าเขาซีดเผือด แถมยังมีเหงื่อกาฬไหลออกมาจากอาการหน้ามืด……

“ฟู่ว พ่นแต่เรื่องไร้สาระอยู่ได้”

ถ้าเป็นการแสดงก็นับว่าแนบเนียนมาก

นั่นก็เพราะว่าในเกต เขาเสียเลือดไปในปริมาณมหาศาลจริงๆ

“เห็นแค่นี้ก็น่าจะรู้แล้วไม่ใช่เหรอ? สภาพฉันตอนนี้เหมือนคนที่จะทำอะไรจองฮาซองได้งั้นเหรอ?”

“คะ...คุณโอเคไหมครับ?”

“ช่างมันเถอะ ถอยไป!”

พอเขาตะคอกด้วยน้ำเสียงรำคาญ เจ้าหน้าที่สมาคมก็รีบถอยกรูดทันที

‘แกล้งป่วยทั้งที่ก็ไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาแท้ๆ’

ฉันรู้สึกหมั่นไส้ในเล่ห์เหลี่ยมของเขา แต่ก็ไม่สามารถแสดงความไม่พอใจออกมาได้

“เดี๋ยวก่อนครับคุณฮันเตอร์! ที่พูดเมื่อกี้เป็นความจริงเหรอครับ? ที่คุณจองฮาซองหมดสติเป็นเพราะฝีมือคุณจริงๆ เหรอ?”

“คุณทำให้ระดับ S สลบเลยเหรอครับ?”

ตามมาด้วยเสียงตะโกนแหกปากจากพวกชาวโลกที่อยู่นอกเส้นกั้นของตำรวจ

เพิ่งอธิบายไปหยกๆ ต้องให้พูดเรื่องเดิมซ้ำอีกเหรอเนี่ย?

แต่ดูท่าว่าถ้าไม่ตอบ พวกนั้นคงจะแผดเสียงไม่เลิก ฉันเลยจำใจตอบส่งๆ ไป

“ครับๆ”

ถึงจะพูดด้วยน้ำเสียงไร้ความจริงใจ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คำถามหยุดลงได้

ทว่า ท่ามกลางหมู่คนมุงนั้น ฉันสังเกตเห็นเครื่องจักรบางอย่างที่ดูคุ้นตา

‘เจ้านั่นมันอะไรนะ?’

เมื่อหลายวันก่อน ตอนที่ไปยืนดูการเก็บกวาดดันเจี้ยนเบรกของอันยุนซึง

ฉันพลันนึกถึงของที่ผู้ชายที่เข้ามาหาเรื่องตอนนั้นถืออยู่ขึ้นมาได้

ฉันรู้จักชื่อของมัน แถมยังพอจะรู้หน้าที่คร่าวๆ ของมันด้วย

‘สรุปก็คือ อุปกรณ์ที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ที่กำลังเห็นอยู่สินะ?’

กล้องถ่ายภาพ

ฉันจ้องมองอุปกรณ์ของโลกใบนี้ที่พวกเขากำลังถืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วเดินจากไป

‘จะมาถ่ายหน้าฉันไปทำไมก็ไม่รู้ ไม่เห็นจะมีเนื้อหาอะไรที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้ทบทวนเลยสักนิด’

ถึงจะขี้เกียจจำ แต่ความจริงก็คือฉันเพิ่งจะมาอยู่บนดาวดวงนี้ได้ไม่นานในฐานะคนต่างดาว

ความทรงจำของคิมกิรยอมีช่องโหว่เยอะจนน่าประหลาดใจ บ่อยครั้งที่ฉันเลยไม่รู้ข้อมูลที่ควรจะเป็นเรื่องปกติสามัญ

ดังนั้น ฉันจึงยังไม่เข้าใจเลยว่า ข้อมูลที่ฉันเคยเปิดดูในโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ นั้น ถูกอัปเดตโดยใคร และด้วยวิธีการอย่างไร

‘เอาเถอะ เหนื่อยจะแย่ กลับบ้านดีกว่า’

…และกว่าที่คนอย่างฉันจะเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง ‘นักข่าว’ ‘กล้อง’ และ ‘การอัปโหลดวิดีโอ’ ในโลกใบนี้ ก็เป็นเวลาอีก 24 ชั่วโมงให้หลัง

***

24 ชั่วโมงต่อมา

ร้านอาหารใกล้บ้านคิมกิรยอ

“ซูดดด”

มันคือร้านเดียวกับที่ฉันเกือบโดนจับข้อหากินแล้วหนีในวันแรกที่มาจุติใหม่ ฉันเป่าซุปสีขาวนวลให้คลายร้อนก่อนจะซดเข้าไป แล้วเอื้อมตะเกียบไปหาคักดูกี (กิมจิหัวไชเท้า)

แต่แล้วก็มีคนขัดจังหวะการกินของฉัน

“นี่ พี่ครับ”

ชาวโลกที่นั่งอยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถามขึ้นด้วยสีหน้าซีดเผือด

“บทความข่าวที่เด้งขึ้นมาเมื่อเช้า ผมดูทันก่อนที่มันจะโดนลบนะครับ”

“…….”

“…ที่ว่าพี่ทำให้ฮันเตอร์จองฮาซองสลบไปน่ะ เป็นเรื่องจริงเหรอครับ?”

สาเหตุที่อันยุนซึงรีบนัดเจอฉันขนาดนี้ คงเป็นเพราะอยากจะยืนยันความจริงสินะ

ฉันชะงักตะเกียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงเรียบๆ

“ก็ประมาณนั้นแหละ”

ถึงอันยุนซึงจะเป็นชาวโลกนิสัยดี แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเขาจะไม่เอาเรื่องของฉันไปป่าวประกาศ

“เห้อ……”

เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเจอ ต้องมาโดนขู่ฆ่าถ้าไม่ยอมโกหกเนี่ยนะ

อันยุนซึงที่มองมาทางฉันได้แต่เอามือกุมปากด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด แต่ตอนนี้ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะมาเดาใจหมอนี่หรอกว่าคิดอะไรอยู่

“ยังไงก็เถอะ เมื่อวานนายไม่ได้โดนลูกหลงจากเกตระดับ EX นั่นใช่ไหม? ร่างกายโอเคดีนะ?”

ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้อันยุนซึงถามอะไรซ้ำซากอีก

และในจังหวะนั้นเอง

- ครืดดด, ครืดดด

“พี่ครับ เหมือนโทรศัพท์พี่จะดังนะ”

แรงสั่นสะเทือนของโทรศัพท์มือถือดังมาจากในกระเป๋ากางเกง

ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ ‘การจำกัดการแสดงหมายเลขผู้โทร’

“ฮัลโหล?”

ฉันวางช้อนตะเกียบในมือลงแล้วกดรับสายอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ทันใดนั้น เสียงที่คาดไม่ถึงก็ดังลอดออกมาจากลำโพง

- ใช่เบอร์ของฮันเตอร์คิมกิรยอหรือเปล่าครับ?

“ใช่ครับ”

- ผมจองฮาซองครับ

“อ๊ะ! ครับ!”

จะว่าไป เมื่อวานฉันทิ้งเบอร์ไว้ที่ทางสมาคมโดยอ้างว่าจะขอโทษเป็นการส่วนตัวนี่นา

ทันทีที่ยืนยันตัวตนคนโทรมาได้ ฉันก็รีบยืดตัวตรงแล้วพูดขึ้นว่า

“เดี๋ยวสักครู่นะครับ แต่ก่อนจะคุยกัน ผมขอนิดนึง”

ในเมื่อจองฮาซองติดต่อมาเองแบบนี้

“ตอนนี้สะดวกคุยแบบสนทนาแบบเห็นหน้าไหมครับ?”

ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ร้านอาหาร เพื่อดูว่าพอจะมีที่ว่างตรงไหนให้ก้มลงไปนอนราบกับพื้นได้บ้าง

ตรงไหนน้า ที่จะเหมาะแก่การโขกหัวลงไปแรงๆ เพื่อขอโทษ?