Cover

161

สนามบินนานาชาติในเขตจุงกู อินชอน

ไม่รู้ว่ามีงานอีเวนต์อะไรหรือเปล่า แต่ฝูงชนจำนวนมหาศาลมายืนเข้าแถวยาวเหยียดชนิดมองไม่เห็นปลายแถวกันตั้งแต่เช้าตรู่

แชะ แชะ แชะ

ไม่นานนัก เสียงรัวชัตเตอร์นับไม่ถ้วนก็ดังกระหึ่มขึ้น

สิ่งที่ปรากฏตัวท่ามกลางเสียงอึกทึกเหล่านั้น ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหญิงสาวชาวต่างชาติเรือนผมสีทอง

ภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบที่ถูกรายล้อมด้วยแสงแฟลชระยิบระยับ ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ดูราวกับงานเดินพรมแดงในพิธีมอบรางวัล

ในเมื่อมนุษย์โลกต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากสัตว์ประหลาดต่างมิติเพียงชั่วข้ามคืน พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจอย่างล้นหลามกับ ‘ฮันเตอร์’ ซึ่งเป็นเพียงความหวังเดียวในการต่อกรกับพวกมัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าอีกฝ่ายเป็นบุคคลที่ได้รับการประเมินว่าเข้าใกล้จุดสูงสุดของโลกแล้วละก็ ความสนใจนั้นแทบจะกลายเป็นการบูชาเลยทีเดียว

“ว้าว ไปมาหลายประเทศแล้ว แต่การต้อนรับแบบนี้เพิ่งเคยเจอครั้งแรกเลยนะคะเนี่ย?”

กรี๊ดดดดด!

หญิงสาวผมบลอนด์สวมแว่นกันแดดยกมุมปากขึ้นยิ้มพลางกวาดสายตามองฝูงชนตรงหน้า

ทว่ารอยยิ้มของเธอนั้นแตกต่างจากบรรยากาศเย็นชาที่มักพบเห็นได้จากฮันเตอร์ระดับ S คนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง

สมกับที่เป็นเจ้าของฉายา ‘นางฟ้า’ ผู้ครอบครองแววตาและพลังอันแสนอบอุ่น

“สวัสดีค่ะ!”

ฮันเตอร์สาวผมทองตะโกนทักทายผู้คนที่มารวมตัวกันในสนามบินทันที

“ขอบคุณที่มาต้อนรับกันนะคะ! รักทุกคนเลย!”

พอฮันเตอร์สาวยิ้มแก้มปริ เหล่าไทยมุงไม่ว่าจะเพศไหนวัยไหนต่างก็ยิ้มตอบกันถ้วนหน้า

และในตอนนั้นเอง สำนักข่าวแห่งหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์ล่วงหน้าก็รีบยื่นไมโครโฟนเข้ามา

“ทำไมฮันเตอร์ระดับตัวแทนประเทศถึงได้มาเยือนเกาหลีแบบกะทันหันอย่างนี้ครับ?”

ผู้ตื่นรู้ชาวต่างชาติขยับเครื่องแปลภาษาที่คล้องใบหู ก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัดอีกครั้ง

“มาเที่ยวค่ะ!”

สีหน้าสดใส น้ำเสียงร่าเริง

“ฉันชอบข้าวยำบิบิมบับกับเนื้อย่างบุลโกกิของเกาหลีมากๆ เลยค่ะ!”

วีรบุรุษผู้กอบกู้ประเทศ... ฮีลเลอร์ระดับ S เพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้จากสหรัฐอเมริกา ใครจะไปคิดว่าเธอจะมาเหยียบแผ่นดินเกาหลีด้วยเหตุผลแบบนี้

และนั่นคือบทสัมภาษณ์ยามเช้าอันแสนวุ่นวายของ บรู๊คลิน มอร์แกน

ใบหน้าที่ดูอ่อนโยนของคนดังระดับโลก ได้รับการตีพิมพ์ลงบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ซอนฮันอย่างสง่าผ่าเผย

---

“คุณมอร์แกนคะ เมนูรูมเซอร์วิสของโรงแรมนี้มีบิบิมบับด้วยนะคะ จะให้สั่งเป็นมื้อเที่ยงเลยไหม?”

ตุบ

ทันทีที่มาถึงที่พัก บรู๊คลินก็โยนกระเป๋าเดินทางทิ้งอย่างไม่ไยดี

อุตส่าห์เหมาโรงแรมระดับ 5 ดาวทั้งตึกโดยอ้างเรื่องการรักษาความปลอดภัย ที่นี่แหละคือที่เดียวที่เธอจะถอดหน้ากากทางสังคมออกได้

“อืม... ไม่รู้สิ เอาเข้าจริงฉันแทบไม่เคยกินอาหารเกาหลีเลย ไม่รู้จะถูกปากรึเปล่า ไม่มีพวกขนมปังเหรอ?”

“ไหนดูซิคะ มีชีสเบอร์เกอร์เนื้อ เฟรนช์ฟรายส์ไก่พริก แซนด์วิชมะเขือม่วง...”

“เอาแซนด์วิชค่ะ”

ต่างจากที่บอกนักข่าวไป จริงๆ แล้วบรู๊คลินมาที่นี่เพื่อจัดการภารกิจสำคัญต่างหาก

ในระหว่างนั้น กิลด์ [สเปกตรัม] ของสหรัฐฯ ที่เธอสังกัดอยู่ก็ได้ออกคำสั่งใหม่ลงมา

“งั้นเพื่อนๆ ก็คงเข้าเมืองกันมาครบแล้วสินะ เริ่มกันเลยดีกว่า”

บรู๊คลินหันไปมองเจ้าหน้าที่รอบกายด้วยรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นลงถนัดตา

“ไปพาตัวฮันเตอร์ระดับ S คนที่ 4 ของเกาหลีมาให้ฉัน”

.

.

.

และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดเผยในช่วงที่ผ่านมา

[แพตช์ 1.4.43 รายละเอียดการเปลี่ยนแปลง]

● ปรับปรุงความสามารถในการแสดงอารมณ์

ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายดีนะ

ในกระบวนการฟื้นฟูความทรงจำของร่างกายจำนวนมหาศาล ดูเหมือนประสาทสัมผัสจะกลับมาด้วย ฝั่งนี้เลยจู่ๆ ก็รู้วิธีแสดงสีหน้าขึ้นมาซะอย่างนั้น

ยิ้มเมื่อดีใจ

ร้องไห้เมื่อเศร้า

ตอนนี้ คิมกิรยอ สามารถแสดงออกทางสีหน้าตามอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้โดยอัตโนมัติแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่ทานข้าวกับจองฮาซอง การที่เขาทำสีหน้าได้เป็นธรรมชาติพอสมควรก็เป็นเพราะไอ้นี่แหละ

“อืม...”

แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเปิดฟังก์ชันนี้ทิ้งไว้ ความรู้สึกภายในใจอย่างพวกความงุนงงสับสนก็จะถูกอ่านออกได้ง่ายๆ ผ่านทางสีหน้า

ดังนั้นกิรยอเลยล็อกกล้ามเนื้อใบหน้าตัวเองให้เป็นหน้าตายเอาไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน...

และวันนี้ เขาก็รู้สึกว่าการตัดสินใจในอดีตนั้นถูกต้องที่สุด ถ้าไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน ป่านนี้เขาคงทำหน้าเอ๋อเหรอหลุดออกไปหมดแล้วแน่ๆ

“เดี๋ยวนะครับ...”

หลังจากเงียบไปหลายวินาที

กิรยอก็ละมือที่กดสันจมูกออก แล้วถามเจ้าหน้าที่ตรงหน้า

“เหมือนผมจะหูฝาดไปน่ะครับ ช่วยพูดเรื่องเมื่อกี้ใหม่อีกทีได้ไหม?”

ชายชาวโลกในชุดสูทก็ตอบกลับทันควัน

“ผมมาเพื่อยื่นข้อเสนอดีๆ ให้กับคุณฮันเตอร์คิมกิรยอครับ ในนามตัวแทนของสหรัฐอเมริกา”

ท่ามกลางชีวิตประจำวันอันแสนสงบสุข ไหงจู่ๆ ชื่อของประเทศมหาอำนาจถึงโผล่มาได้ล่ะเนี่ย

คนตรงหน้านี้แนะนำตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก ‘สำนักงานบริหารจัดการเกตแห่งสหรัฐอเมริกา’

การที่ตามหาตัวกิรยอที่กำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในที่เปลี่ยว ไม่ใช่ที่บ้าน ได้อย่างแม่นยำขนาดนี้ ก็พอจะเดาได้ทันทีว่าหมอนี่ต้องมีสกิลประเภทเดียวกับซอนอูยอนแน่ๆ

ถึงขนาดส่งคนที่ใช้เวทมนตร์แกะรอยตามติดมาเพื่อยื่นข้อเสนอแบบนี้เนี่ยนะ

บอกตามตรง ทางนี้เพิ่งจะมาถึงโลกได้ไม่นาน เลยอยากจะเลี่ยงการติดต่อกับชาวต่างชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้...

‘วัฒนธรรมเกาหลีฉันยังปรับตัวได้ไม่ค่อยจะรอดเลยนะเฮ้ย’

พอกิรยอเงียบไม่ตอบอะไร อีกฝ่ายก็ยิ่งขอร้องด้วยท่าทีนอบน้อมกว่าเดิม

บอกว่าไม่จำเป็นต้องตอนนี้ก็ได้ สะดวกเมื่อไหร่ค่อยติดต่อมา

แต่ถ้าคุณยอมตกลง เรายินดีจ่ายค่าตอบแทนให้สมกับเวลาอันมีค่าของฮันเตอร์ระดับ S

ความหมายก็คือ แค่ยอมคุยด้วยก็มีขนมกรุบกริบตกถึงท้องแล้วสินะ

‘ดูจากท่าทีที่พูดก็คงไม่ได้มาด้วยเจตนาร้ายหรอกมั้ง คุยด้วยแป๊บเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?’

ยังไงก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว กิรยอเลยตัดสินใจลองฟังดูหน่อยว่าไอ้ฝรั่งนี่จะพูดอะไร

มันคือความอยากรู้อยากเห็นตามประสาของนักวิชาการ

“เข้าใจแล้วครับ ลองว่ามาสิครับ ข้อเสนอที่ว่าน่ะ”

“ขอบคุณครับ! งั้นเชิญย้ายไปคุยกันที่อื่นสักครู่ได้ไหมครับ?”

“ครับ?”

“เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว ทางเราเลยจัดเตรียมสถานที่เอาไว้แล้วครับ”

แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่ไอ้ฝรั่งนี่จะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่แอบอ้างหน่วยงานของอเมริกา อย่างน้อยก็ต้องมีมาตรการความปลอดภัยขั้นต่ำไว้ก่อน

“ขึ้นรถเลยครับ”

กิรยอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาใครบางคนทิ้งไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนรถของพวกเขา

---

...แต่ดูจากการที่มีคนระดับนี้มารออยู่ คงไม่ใช่พวกต้มตุ๋นจริงๆ นั่นแหละ

“ยินดีต้อนรับค่ะ!”

ครู่ต่อมา

กิรยอที่เดินทางมาถึงโรงแรมแห่งหนึ่งในโซล ร่างกายก็แข็งเกร็งไปโดยอัตโนมัติทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องพัก

พลังเวทที่ล้นทะลักจนปกคลุมห้องสวีทรูมขนาดใหญ่ได้อย่างสบายๆ

นี่มันจอมเวทที่เคยเจอในงานปาร์ตี้ก่อตั้งสมาคมตอนนั้นไม่ใช่เหรอ

‘ฮันเตอร์ระดับ S ของอเมริกานี่นา?’

บรู๊คลิน มอร์แกน

กิรยอตกใจที่จู่ๆ ก็ได้เห็นหน้าผู้ตื่นรู้ระดับนี้ แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับยิ้มร่าเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า

“แนะนำตัวช้าไปหน่อยนะคะ! ความจริงแล้วฉันเป็นฮันเตอร์จากกิลด์ ‘สเปกตรัม’... อ่า ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือสังกัดหน่วยงานความร่วมมืออันดับหนึ่งของรัฐบาลนั่นแหละค่ะ บรู๊คลินค่ะ”

เธอยื่นมือมาเช็กแฮนด์ทักทายเหมือนที่เคยทำตอนเจอกันครั้งก่อน

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะ คุณคิม”

ไอ้การที่ต้อนรับขับสู้มันก็ขอบคุณอยู่หรอก แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบิ๊กเนมอย่างฮันเตอร์ระดับ S ถึงมาอยู่ที่นี่ได้

“จะบอกให้ว่าที่ฉันมาเกาหลี ก็เพื่อคุณโดยเฉพาะเลยนะคะ”

“ครับ?”

“การที่ฮันเตอร์ชื่อดังของอเมริกาบินมาทาบทามอย่างสุภาพด้วยตัวเองแบบนี้ ความจริงใจของพวกเราที่มีต่อคุณก็น่าจะส่งไปถึงบ้างนะคะ”

อ๋อ คือจะบอกว่า เพื่อแสดงให้เห็นว่าใส่ใจเรื่องการดูแลเป็นพิเศษ บรู๊คลินเลยมาร่วมโต๊ะเจรจาด้วยตัวเอง...

เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ผู้หญิงคนนี้พูดว่าอะไรนะ

“ทาบทาม?”

กิรยอได้ยินเสียงที่ดังออกมาจากเครื่องแปลภาษาแล้วเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย

“ใช่ค่ะ ทาบทาม แต่เงื่อนไขที่เราจะเสนอ รับรองว่าคุณไม่เคยได้ยินจากที่ไหนแน่นอน”

“...!”

“บอกตามตรงว่าระดับพวกเราแล้ว เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ ฉันรู้ดีว่าคุณคงไม่หวั่นไหวกับค่าจ้างแค่นั้นแน่ เพราะฉันเองก็เป็นระดับ S เหมือนกัน”

ขอแจ้งไว้เป็นข้อมูลว่า ถึงเธอจะไม่รู้ แต่จริงๆ แล้วมีใครบางคนแถวนี้ค่อนข้างจะหวั่นไหวกับเรื่องเงินทองง่ายมากเลยทีเดียว

“บนโลกนี้มีฮันเตอร์ระดับ S อยู่ไม่น้อยนะคะ ต่อให้มาจากประเทศเล็กๆ แค่ไหน แต่เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอยากจะจากบ้านที่อยู่สบายไปหรอกค่ะ”

ในระหว่างที่กิรยอกำลังเงียบเพื่อซ่อนความในใจ บรู๊คลินก็เดินไปยังโต๊ะในห้องแล้วพูดต่อ

“แต่พอบอกว่าจะให้ ‘สิ่งนี้’ ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนใจกันทั้งนั้น”

พอมองดูดีๆ กลางห้องนั้นมีกล่องใบหนึ่งวางอยู่

กล่องทรงลูกบาศก์ที่มีแสงสีฟ้าเรืองรองออกมาจากแต่ละด้าน ราวกับเขตแดนของบารอนสวนดอกไม้

“เพราะวิวัฒนาการอย่างพวกเรา ต่างก็มีความกระหายที่จะไปสู่จุดที่สูงกว่าและแข็งแกร่งกว่าเสมอ”

จากนั้นบรู๊คลินก็ยกกล่องที่ส่องแสงวิบวับกลางห้องนั้นขึ้นมา แล้วเดินเข้ามาหากิรยอ

ทำให้เห็นภาพของสิ่งของข้างในได้อย่างชัดเจน

วัตถุสีแดงสดที่ถูกขังอยู่ในลูกแก้วใสขนาดเล็ก กำลังเต้นตุบๆ เป็นจังหวะ

“โชคดีจังนะคะ คุณคิม ได้ยินว่าคุณมีสกิลสายวิเคราะห์ ถึงไม่มีนักประเมินก็น่าจะดูออกใช่ไหมคะว่านี่คืออะไร?”

วัตถุภายในนั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับหัวใจของสิ่งมีชีวิตอย่างน่าประหลาด

ใช่แล้ว นี่คือไอเทมเพียงชิ้นเดียวในบรรดาอวัยวะของมังกรที่ได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับ Epic (ตำนาน)

【หัวใจมังกร】

กิรยอได้เห็นต้นฉบับของอวัยวะมังกรเป็นครั้งแรก ณ ที่แห่งนี้ เขายืนนิ่งค้างไปราวกับตกตะลึงในอุปกรณ์เวทของโลกใบนี้

“ในประเทศนี้ก็มีผู้ครอบครองหัวใจมังกรอยู่ คุณเองก็น่าจะรู้อยู่แล้ว...”

เสียงทุ้มต่ำของบรู๊คลินดังตามมา

“เจ้านี่คือไอเทมที่จะเปลี่ยนชนชั้นโดยกำเนิดของผู้ตื่นรู้ไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ”

สายตาของกิรยอยังคงจับจ้องไปที่ของในกล่อง

“ปริมาณพลังเวทจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ได้เรียนรู้สกิลใหม่ และต่อให้เป็นคนที่อ่อนแอแค่ไหน ผิวหนังก็จะแข็งแกร่งดุจเพชร [หัวใจมังกร]”

“...!”

“แค่กลืนลงไป ชีวิตก็เปลี่ยน นี่มันไม่ใช่เวทมนตร์แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะคะ?”

จริงอย่างที่บรู๊คลินพูด ของที่อยู่ในกล่องนั้นเปรียบเสมือนเวทมนตร์ในนิทานหลอกเด็ก

พวกอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ที่บอกว่าช่วยเพิ่มพลังเวท อย่างมากก็แค่ของเลียนแบบที่ช่วยเพิ่มความแรงสกิลได้ชั่วคราวตอนสวมใส่เท่านั้น

แต่ [หัวใจมังกร] นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงมานาในร่างกายของผู้ตื่นรู้ได้จริงๆ

ถามว่าผลลัพธ์มันขนาดไหนน่ะเหรอ...

ในอดีต เคยมีฮันเตอร์ชื่อ ชเวจิน ที่ถูกมองว่าเป็นพวกระดับ B ปลายแถว ใช้ไอเทมชิ้นนี้ไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของระดับ A มาแล้ว

ใครที่รู้ซึ้งถึงช่องว่างระหว่างระดับ A กับระดับ B ดี จะรู้เลยว่าเรื่องนี้มันน่าตื่นตะลึงขนาดไหน

[หัวใจมังกร] คือสุดยอดอุปกรณ์เวทขนาดนั้นแหละ เทียบกับพวกคัมภีร์เวทที่ถูกผนึกไม่ติดฝุ่นเลย

มันคือวัตถุที่จะยกระดับมนุษย์ให้ก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดกึ่งมนุษย์กึ่งมังกร ทำลายขีดจำกัดทางสายเลือดที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเอาชนะได้

ดังนั้นจะมีคนต้องการมันมากขนาดไหนกันเชียว

“หัวใจอันแข็งแกร่งนี้มีประโยชน์กับพวกฮันเตอร์ร่างกายเปราะบางก็จริง แต่ถ้าคนระดับพวกเราได้ใช้มัน จะต้องเกิดเรื่องดรามาติกยิ่งกว่านั้นแน่ แค่คืบเดียวท่ามกลางระดับ S ที่ฝีมือสูสีกัน ระยะห่างแค่นั้นก็ทำให้เหนือกว่าคนอื่นได้แล้วค่ะ”

บรู๊คลินพูดจบก็กอดกล่องใส่หัวใจมังกรไว้แนบอก

“ความจริงฉันเองก็อยากจะกลืนเจ้านี่ลงท้องใจจะขาดเหมือนกันนะคะ... แต่ช่วยไม่ได้ ฉันตัดสินใจไว้ตั้งแต่ได้มันมาครั้งแรกแล้วว่าจะเสียสละให้เพื่อนร่วมทีมในอนาคตของฉัน”

ต่างจากพวกปอดกิ้งก่ากระจอกๆ นี่คืออุปกรณ์เวทที่ต่อให้เทงบประมาณระดับชาติลงไปก็หาซื้อไม่ได้เด็ดขาด

การที่สมบัติล้ำค่าขนาดนี้มาโผล่ที่เกาหลี ความหมายก็มีอยู่เพียงหนึ่งเดียว

กิรยอคาดเดาข้อเสนอที่จะหลุดออกจากปากบรู๊คลินได้ก่อนที่เธอจะพูดประโยคถัดไปเสียอีก

“ท่านพรานคะ ถ้าคุณยอมมาเป็นพลเมืองของอเมริกา ฉันยินดียกเจ้านี่ให้คุณด้วยความเต็มใจเลยค่ะ”

การที่บรู๊คลินยอมทนนั่งเครื่องบินมาไกลขนาดนี้ ก็เพราะได้รับคำสั่งให้ดึงตัวชายหนุ่มผมดำคนนี้ไปให้ได้

อเมริกาหมายตาสเกาท์คิมกิรยอมาตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งปรากฏตัวแล้ว

ประวัติการกำจัด 'ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง' และการปราบ 'ไซเรน' ล้วนเป็นผลงานที่พิเศษเฉพาะตัว

แถมสถานะฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้ผูกมัดกับหน่วยงานใดในเกาหลี ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศไหนๆ ต่างก็น้ำลายไหลอยากได้ตัวทั้งนั้น

‘ฮันเตอร์คนนี้จะเป็นระดับ S เหมือนฉันจริงๆ เหรอ?’

บรู๊คลินยังคงมีความสงสัยในตัวอีกฝ่ายอยู่บ้าง

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

แค่เรื่องเล่าขานระดับวีรบุรุษที่ว่ากดดัน 'เดมิลิช' ได้อย่างราบคาบ ก็คุ้มค่าที่จะดึงตัวมาร่วมทีมแล้ว ไม่ว่าระดับจริงๆ จะเป็นยังไงก็ตาม

แน่นอนว่า [หัวใจมังกร] เป็นของที่เคยทำให้ฮันเตอร์ระดับสูงฆ่าแกงกันแย่งชิงความเป็นเจ้าของมาแล้วหลังจากวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

แถมอวัยวะอันน่าหลงใหลชิ้นนี้ เธอยังเป็นคนคัดสรรมาอย่างดี ไตร่ตรองแล้วว่าเป็นไอเทมที่คนเกาหลีตรงหน้าน่าจะปรารถนาอย่างแรงกล้าที่สุด

“เป็นไงคะ? แค่แก้ตัวหนังสือในพาสปอร์ตไม่กี่ตัว เจ้านี่ก็จะกลายเป็นของคุณทันที”

เธอยื่นอุปกรณ์เวทเข้าไปใกล้ ยั่วยวนอีกฝ่ายอย่างมั่นใจ

“พรานอย่างคุณ ถ้าไปทำกิจกรรมที่อเมริกาย่อมได้ประโยชน์กว่า...”

ทว่า ฮันเตอร์ชาวตะวันออกกลับตอบสวนขึ้นมาทันทีทั้งที่บรู๊คลินยังพูดไม่ทันจบ

แววตาที่เคยฉายความสนใจหายวับไป เหลือเพียงใบหน้าที่แข็งทื่อเย็นชา

“ขอบคุณสำหรับคำชวนครับ แต่ไม่เอาครับ ผมขอปฏิเสธ”

บรู๊คลินถึงกับตะลึงงันที่กิรยอตัดสินใจปฏิเสธภายในเวลาแค่ 3 วินาที จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงไหว

“คะ?”

ไอ้เรื่องที่ผู้ชายคนนี้จะปฏิเสธเพราะไม่อยากให้ความแตกเรื่องที่ตัวเองเป็นพวกต้มตุ๋น (ในสายตาเขา) น่ะ พอจะจินตนาการไว้บ้างแล้ว...

แต่นี่มันเร็วกว่าที่คาดไว้มากเกินไป

‘3 วินาทีเนี่ยนะ?’

กิรยอมองหัวใจมังกรที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ด้วยหางตาเหมือนกำลังมองเศษเหล็กบุบๆ เบี้ยวๆ ที่กลิ้งอยู่ข้างถนนไม่มีผิด

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

161

20px

สนามบินนานาชาติในเขตจุงกู อินชอน

ไม่รู้ว่ามีงานอีเวนต์อะไรหรือเปล่า แต่ฝูงชนจำนวนมหาศาลมายืนเข้าแถวยาวเหยียดชนิดมองไม่เห็นปลายแถวกันตั้งแต่เช้าตรู่

แชะ แชะ แชะ

ไม่นานนัก เสียงรัวชัตเตอร์นับไม่ถ้วนก็ดังกระหึ่มขึ้น

สิ่งที่ปรากฏตัวท่ามกลางเสียงอึกทึกเหล่านั้น ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหญิงสาวชาวต่างชาติเรือนผมสีทอง

ภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบที่ถูกรายล้อมด้วยแสงแฟลชระยิบระยับ ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ดูราวกับงานเดินพรมแดงในพิธีมอบรางวัล

ในเมื่อมนุษย์โลกต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากสัตว์ประหลาดต่างมิติเพียงชั่วข้ามคืน พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจอย่างล้นหลามกับ ‘ฮันเตอร์’ ซึ่งเป็นเพียงความหวังเดียวในการต่อกรกับพวกมัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าอีกฝ่ายเป็นบุคคลที่ได้รับการประเมินว่าเข้าใกล้จุดสูงสุดของโลกแล้วละก็ ความสนใจนั้นแทบจะกลายเป็นการบูชาเลยทีเดียว

“ว้าว ไปมาหลายประเทศแล้ว แต่การต้อนรับแบบนี้เพิ่งเคยเจอครั้งแรกเลยนะคะเนี่ย?”

กรี๊ดดดดด!

หญิงสาวผมบลอนด์สวมแว่นกันแดดยกมุมปากขึ้นยิ้มพลางกวาดสายตามองฝูงชนตรงหน้า

ทว่ารอยยิ้มของเธอนั้นแตกต่างจากบรรยากาศเย็นชาที่มักพบเห็นได้จากฮันเตอร์ระดับ S คนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง

สมกับที่เป็นเจ้าของฉายา ‘นางฟ้า’ ผู้ครอบครองแววตาและพลังอันแสนอบอุ่น

“สวัสดีค่ะ!”

ฮันเตอร์สาวผมทองตะโกนทักทายผู้คนที่มารวมตัวกันในสนามบินทันที

“ขอบคุณที่มาต้อนรับกันนะคะ! รักทุกคนเลย!”

พอฮันเตอร์สาวยิ้มแก้มปริ เหล่าไทยมุงไม่ว่าจะเพศไหนวัยไหนต่างก็ยิ้มตอบกันถ้วนหน้า

และในตอนนั้นเอง สำนักข่าวแห่งหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์ล่วงหน้าก็รีบยื่นไมโครโฟนเข้ามา

“ทำไมฮันเตอร์ระดับตัวแทนประเทศถึงได้มาเยือนเกาหลีแบบกะทันหันอย่างนี้ครับ?”

ผู้ตื่นรู้ชาวต่างชาติขยับเครื่องแปลภาษาที่คล้องใบหู ก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัดอีกครั้ง

“มาเที่ยวค่ะ!”

สีหน้าสดใส น้ำเสียงร่าเริง

“ฉันชอบข้าวยำบิบิมบับกับเนื้อย่างบุลโกกิของเกาหลีมากๆ เลยค่ะ!”

วีรบุรุษผู้กอบกู้ประเทศ... ฮีลเลอร์ระดับ S เพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้จากสหรัฐอเมริกา ใครจะไปคิดว่าเธอจะมาเหยียบแผ่นดินเกาหลีด้วยเหตุผลแบบนี้

และนั่นคือบทสัมภาษณ์ยามเช้าอันแสนวุ่นวายของ บรู๊คลิน มอร์แกน

ใบหน้าที่ดูอ่อนโยนของคนดังระดับโลก ได้รับการตีพิมพ์ลงบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ซอนฮันอย่างสง่าผ่าเผย

---

“คุณมอร์แกนคะ เมนูรูมเซอร์วิสของโรงแรมนี้มีบิบิมบับด้วยนะคะ จะให้สั่งเป็นมื้อเที่ยงเลยไหม?”

ตุบ

ทันทีที่มาถึงที่พัก บรู๊คลินก็โยนกระเป๋าเดินทางทิ้งอย่างไม่ไยดี

อุตส่าห์เหมาโรงแรมระดับ 5 ดาวทั้งตึกโดยอ้างเรื่องการรักษาความปลอดภัย ที่นี่แหละคือที่เดียวที่เธอจะถอดหน้ากากทางสังคมออกได้

“อืม... ไม่รู้สิ เอาเข้าจริงฉันแทบไม่เคยกินอาหารเกาหลีเลย ไม่รู้จะถูกปากรึเปล่า ไม่มีพวกขนมปังเหรอ?”

“ไหนดูซิคะ มีชีสเบอร์เกอร์เนื้อ เฟรนช์ฟรายส์ไก่พริก แซนด์วิชมะเขือม่วง...”

“เอาแซนด์วิชค่ะ”

ต่างจากที่บอกนักข่าวไป จริงๆ แล้วบรู๊คลินมาที่นี่เพื่อจัดการภารกิจสำคัญต่างหาก

ในระหว่างนั้น กิลด์ [สเปกตรัม] ของสหรัฐฯ ที่เธอสังกัดอยู่ก็ได้ออกคำสั่งใหม่ลงมา

“งั้นเพื่อนๆ ก็คงเข้าเมืองกันมาครบแล้วสินะ เริ่มกันเลยดีกว่า”

บรู๊คลินหันไปมองเจ้าหน้าที่รอบกายด้วยรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นลงถนัดตา

“ไปพาตัวฮันเตอร์ระดับ S คนที่ 4 ของเกาหลีมาให้ฉัน”

.

.

.

และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดเผยในช่วงที่ผ่านมา

[แพตช์ 1.4.43 รายละเอียดการเปลี่ยนแปลง]

● ปรับปรุงความสามารถในการแสดงอารมณ์

ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายดีนะ

ในกระบวนการฟื้นฟูความทรงจำของร่างกายจำนวนมหาศาล ดูเหมือนประสาทสัมผัสจะกลับมาด้วย ฝั่งนี้เลยจู่ๆ ก็รู้วิธีแสดงสีหน้าขึ้นมาซะอย่างนั้น

ยิ้มเมื่อดีใจ

ร้องไห้เมื่อเศร้า

ตอนนี้ คิมกิรยอ สามารถแสดงออกทางสีหน้าตามอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้โดยอัตโนมัติแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่ทานข้าวกับจองฮาซอง การที่เขาทำสีหน้าได้เป็นธรรมชาติพอสมควรก็เป็นเพราะไอ้นี่แหละ

“อืม...”

แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเปิดฟังก์ชันนี้ทิ้งไว้ ความรู้สึกภายในใจอย่างพวกความงุนงงสับสนก็จะถูกอ่านออกได้ง่ายๆ ผ่านทางสีหน้า

ดังนั้นกิรยอเลยล็อกกล้ามเนื้อใบหน้าตัวเองให้เป็นหน้าตายเอาไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน...

และวันนี้ เขาก็รู้สึกว่าการตัดสินใจในอดีตนั้นถูกต้องที่สุด ถ้าไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน ป่านนี้เขาคงทำหน้าเอ๋อเหรอหลุดออกไปหมดแล้วแน่ๆ

“เดี๋ยวนะครับ...”

หลังจากเงียบไปหลายวินาที

กิรยอก็ละมือที่กดสันจมูกออก แล้วถามเจ้าหน้าที่ตรงหน้า

“เหมือนผมจะหูฝาดไปน่ะครับ ช่วยพูดเรื่องเมื่อกี้ใหม่อีกทีได้ไหม?”

ชายชาวโลกในชุดสูทก็ตอบกลับทันควัน

“ผมมาเพื่อยื่นข้อเสนอดีๆ ให้กับคุณฮันเตอร์คิมกิรยอครับ ในนามตัวแทนของสหรัฐอเมริกา”

ท่ามกลางชีวิตประจำวันอันแสนสงบสุข ไหงจู่ๆ ชื่อของประเทศมหาอำนาจถึงโผล่มาได้ล่ะเนี่ย

คนตรงหน้านี้แนะนำตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก ‘สำนักงานบริหารจัดการเกตแห่งสหรัฐอเมริกา’

การที่ตามหาตัวกิรยอที่กำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในที่เปลี่ยว ไม่ใช่ที่บ้าน ได้อย่างแม่นยำขนาดนี้ ก็พอจะเดาได้ทันทีว่าหมอนี่ต้องมีสกิลประเภทเดียวกับซอนอูยอนแน่ๆ

ถึงขนาดส่งคนที่ใช้เวทมนตร์แกะรอยตามติดมาเพื่อยื่นข้อเสนอแบบนี้เนี่ยนะ

บอกตามตรง ทางนี้เพิ่งจะมาถึงโลกได้ไม่นาน เลยอยากจะเลี่ยงการติดต่อกับชาวต่างชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้...

‘วัฒนธรรมเกาหลีฉันยังปรับตัวได้ไม่ค่อยจะรอดเลยนะเฮ้ย’

พอกิรยอเงียบไม่ตอบอะไร อีกฝ่ายก็ยิ่งขอร้องด้วยท่าทีนอบน้อมกว่าเดิม

บอกว่าไม่จำเป็นต้องตอนนี้ก็ได้ สะดวกเมื่อไหร่ค่อยติดต่อมา

แต่ถ้าคุณยอมตกลง เรายินดีจ่ายค่าตอบแทนให้สมกับเวลาอันมีค่าของฮันเตอร์ระดับ S

ความหมายก็คือ แค่ยอมคุยด้วยก็มีขนมกรุบกริบตกถึงท้องแล้วสินะ

‘ดูจากท่าทีที่พูดก็คงไม่ได้มาด้วยเจตนาร้ายหรอกมั้ง คุยด้วยแป๊บเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?’

ยังไงก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว กิรยอเลยตัดสินใจลองฟังดูหน่อยว่าไอ้ฝรั่งนี่จะพูดอะไร

มันคือความอยากรู้อยากเห็นตามประสาของนักวิชาการ

“เข้าใจแล้วครับ ลองว่ามาสิครับ ข้อเสนอที่ว่าน่ะ”

“ขอบคุณครับ! งั้นเชิญย้ายไปคุยกันที่อื่นสักครู่ได้ไหมครับ?”

“ครับ?”

“เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว ทางเราเลยจัดเตรียมสถานที่เอาไว้แล้วครับ”

แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่ไอ้ฝรั่งนี่จะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่แอบอ้างหน่วยงานของอเมริกา อย่างน้อยก็ต้องมีมาตรการความปลอดภัยขั้นต่ำไว้ก่อน

“ขึ้นรถเลยครับ”

กิรยอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาใครบางคนทิ้งไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนรถของพวกเขา

---

...แต่ดูจากการที่มีคนระดับนี้มารออยู่ คงไม่ใช่พวกต้มตุ๋นจริงๆ นั่นแหละ

“ยินดีต้อนรับค่ะ!”

ครู่ต่อมา

กิรยอที่เดินทางมาถึงโรงแรมแห่งหนึ่งในโซล ร่างกายก็แข็งเกร็งไปโดยอัตโนมัติทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องพัก

พลังเวทที่ล้นทะลักจนปกคลุมห้องสวีทรูมขนาดใหญ่ได้อย่างสบายๆ

นี่มันจอมเวทที่เคยเจอในงานปาร์ตี้ก่อตั้งสมาคมตอนนั้นไม่ใช่เหรอ

‘ฮันเตอร์ระดับ S ของอเมริกานี่นา?’

บรู๊คลิน มอร์แกน

กิรยอตกใจที่จู่ๆ ก็ได้เห็นหน้าผู้ตื่นรู้ระดับนี้ แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับยิ้มร่าเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า

“แนะนำตัวช้าไปหน่อยนะคะ! ความจริงแล้วฉันเป็นฮันเตอร์จากกิลด์ ‘สเปกตรัม’... อ่า ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือสังกัดหน่วยงานความร่วมมืออันดับหนึ่งของรัฐบาลนั่นแหละค่ะ บรู๊คลินค่ะ”

เธอยื่นมือมาเช็กแฮนด์ทักทายเหมือนที่เคยทำตอนเจอกันครั้งก่อน

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะ คุณคิม”

ไอ้การที่ต้อนรับขับสู้มันก็ขอบคุณอยู่หรอก แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบิ๊กเนมอย่างฮันเตอร์ระดับ S ถึงมาอยู่ที่นี่ได้

“จะบอกให้ว่าที่ฉันมาเกาหลี ก็เพื่อคุณโดยเฉพาะเลยนะคะ”

“ครับ?”

“การที่ฮันเตอร์ชื่อดังของอเมริกาบินมาทาบทามอย่างสุภาพด้วยตัวเองแบบนี้ ความจริงใจของพวกเราที่มีต่อคุณก็น่าจะส่งไปถึงบ้างนะคะ”

อ๋อ คือจะบอกว่า เพื่อแสดงให้เห็นว่าใส่ใจเรื่องการดูแลเป็นพิเศษ บรู๊คลินเลยมาร่วมโต๊ะเจรจาด้วยตัวเอง...

เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ผู้หญิงคนนี้พูดว่าอะไรนะ

“ทาบทาม?”

กิรยอได้ยินเสียงที่ดังออกมาจากเครื่องแปลภาษาแล้วเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย

“ใช่ค่ะ ทาบทาม แต่เงื่อนไขที่เราจะเสนอ รับรองว่าคุณไม่เคยได้ยินจากที่ไหนแน่นอน”

“...!”

“บอกตามตรงว่าระดับพวกเราแล้ว เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ ฉันรู้ดีว่าคุณคงไม่หวั่นไหวกับค่าจ้างแค่นั้นแน่ เพราะฉันเองก็เป็นระดับ S เหมือนกัน”

ขอแจ้งไว้เป็นข้อมูลว่า ถึงเธอจะไม่รู้ แต่จริงๆ แล้วมีใครบางคนแถวนี้ค่อนข้างจะหวั่นไหวกับเรื่องเงินทองง่ายมากเลยทีเดียว

“บนโลกนี้มีฮันเตอร์ระดับ S อยู่ไม่น้อยนะคะ ต่อให้มาจากประเทศเล็กๆ แค่ไหน แต่เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอยากจะจากบ้านที่อยู่สบายไปหรอกค่ะ”

ในระหว่างที่กิรยอกำลังเงียบเพื่อซ่อนความในใจ บรู๊คลินก็เดินไปยังโต๊ะในห้องแล้วพูดต่อ

“แต่พอบอกว่าจะให้ ‘สิ่งนี้’ ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนใจกันทั้งนั้น”

พอมองดูดีๆ กลางห้องนั้นมีกล่องใบหนึ่งวางอยู่

กล่องทรงลูกบาศก์ที่มีแสงสีฟ้าเรืองรองออกมาจากแต่ละด้าน ราวกับเขตแดนของบารอนสวนดอกไม้

“เพราะวิวัฒนาการอย่างพวกเรา ต่างก็มีความกระหายที่จะไปสู่จุดที่สูงกว่าและแข็งแกร่งกว่าเสมอ”

จากนั้นบรู๊คลินก็ยกกล่องที่ส่องแสงวิบวับกลางห้องนั้นขึ้นมา แล้วเดินเข้ามาหากิรยอ

ทำให้เห็นภาพของสิ่งของข้างในได้อย่างชัดเจน

วัตถุสีแดงสดที่ถูกขังอยู่ในลูกแก้วใสขนาดเล็ก กำลังเต้นตุบๆ เป็นจังหวะ

“โชคดีจังนะคะ คุณคิม ได้ยินว่าคุณมีสกิลสายวิเคราะห์ ถึงไม่มีนักประเมินก็น่าจะดูออกใช่ไหมคะว่านี่คืออะไร?”

วัตถุภายในนั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับหัวใจของสิ่งมีชีวิตอย่างน่าประหลาด

ใช่แล้ว นี่คือไอเทมเพียงชิ้นเดียวในบรรดาอวัยวะของมังกรที่ได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับ Epic (ตำนาน)

【หัวใจมังกร】

กิรยอได้เห็นต้นฉบับของอวัยวะมังกรเป็นครั้งแรก ณ ที่แห่งนี้ เขายืนนิ่งค้างไปราวกับตกตะลึงในอุปกรณ์เวทของโลกใบนี้

“ในประเทศนี้ก็มีผู้ครอบครองหัวใจมังกรอยู่ คุณเองก็น่าจะรู้อยู่แล้ว...”

เสียงทุ้มต่ำของบรู๊คลินดังตามมา

“เจ้านี่คือไอเทมที่จะเปลี่ยนชนชั้นโดยกำเนิดของผู้ตื่นรู้ไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ”

สายตาของกิรยอยังคงจับจ้องไปที่ของในกล่อง

“ปริมาณพลังเวทจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ได้เรียนรู้สกิลใหม่ และต่อให้เป็นคนที่อ่อนแอแค่ไหน ผิวหนังก็จะแข็งแกร่งดุจเพชร [หัวใจมังกร]”

“...!”

“แค่กลืนลงไป ชีวิตก็เปลี่ยน นี่มันไม่ใช่เวทมนตร์แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะคะ?”

จริงอย่างที่บรู๊คลินพูด ของที่อยู่ในกล่องนั้นเปรียบเสมือนเวทมนตร์ในนิทานหลอกเด็ก

พวกอุปกรณ์สวมใส่ส่วนใหญ่ที่บอกว่าช่วยเพิ่มพลังเวท อย่างมากก็แค่ของเลียนแบบที่ช่วยเพิ่มความแรงสกิลได้ชั่วคราวตอนสวมใส่เท่านั้น

แต่ [หัวใจมังกร] นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงมานาในร่างกายของผู้ตื่นรู้ได้จริงๆ

ถามว่าผลลัพธ์มันขนาดไหนน่ะเหรอ...

ในอดีต เคยมีฮันเตอร์ชื่อ ชเวจิน ที่ถูกมองว่าเป็นพวกระดับ B ปลายแถว ใช้ไอเทมชิ้นนี้ไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของระดับ A มาแล้ว

ใครที่รู้ซึ้งถึงช่องว่างระหว่างระดับ A กับระดับ B ดี จะรู้เลยว่าเรื่องนี้มันน่าตื่นตะลึงขนาดไหน

[หัวใจมังกร] คือสุดยอดอุปกรณ์เวทขนาดนั้นแหละ เทียบกับพวกคัมภีร์เวทที่ถูกผนึกไม่ติดฝุ่นเลย

มันคือวัตถุที่จะยกระดับมนุษย์ให้ก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดกึ่งมนุษย์กึ่งมังกร ทำลายขีดจำกัดทางสายเลือดที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเอาชนะได้

ดังนั้นจะมีคนต้องการมันมากขนาดไหนกันเชียว

“หัวใจอันแข็งแกร่งนี้มีประโยชน์กับพวกฮันเตอร์ร่างกายเปราะบางก็จริง แต่ถ้าคนระดับพวกเราได้ใช้มัน จะต้องเกิดเรื่องดรามาติกยิ่งกว่านั้นแน่ แค่คืบเดียวท่ามกลางระดับ S ที่ฝีมือสูสีกัน ระยะห่างแค่นั้นก็ทำให้เหนือกว่าคนอื่นได้แล้วค่ะ”

บรู๊คลินพูดจบก็กอดกล่องใส่หัวใจมังกรไว้แนบอก

“ความจริงฉันเองก็อยากจะกลืนเจ้านี่ลงท้องใจจะขาดเหมือนกันนะคะ... แต่ช่วยไม่ได้ ฉันตัดสินใจไว้ตั้งแต่ได้มันมาครั้งแรกแล้วว่าจะเสียสละให้เพื่อนร่วมทีมในอนาคตของฉัน”

ต่างจากพวกปอดกิ้งก่ากระจอกๆ นี่คืออุปกรณ์เวทที่ต่อให้เทงบประมาณระดับชาติลงไปก็หาซื้อไม่ได้เด็ดขาด

การที่สมบัติล้ำค่าขนาดนี้มาโผล่ที่เกาหลี ความหมายก็มีอยู่เพียงหนึ่งเดียว

กิรยอคาดเดาข้อเสนอที่จะหลุดออกจากปากบรู๊คลินได้ก่อนที่เธอจะพูดประโยคถัดไปเสียอีก

“ท่านพรานคะ ถ้าคุณยอมมาเป็นพลเมืองของอเมริกา ฉันยินดียกเจ้านี่ให้คุณด้วยความเต็มใจเลยค่ะ”

การที่บรู๊คลินยอมทนนั่งเครื่องบินมาไกลขนาดนี้ ก็เพราะได้รับคำสั่งให้ดึงตัวชายหนุ่มผมดำคนนี้ไปให้ได้

อเมริกาหมายตาสเกาท์คิมกิรยอมาตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งปรากฏตัวแล้ว

ประวัติการกำจัด 'ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง' และการปราบ 'ไซเรน' ล้วนเป็นผลงานที่พิเศษเฉพาะตัว

แถมสถานะฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้ผูกมัดกับหน่วยงานใดในเกาหลี ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศไหนๆ ต่างก็น้ำลายไหลอยากได้ตัวทั้งนั้น

‘ฮันเตอร์คนนี้จะเป็นระดับ S เหมือนฉันจริงๆ เหรอ?’

บรู๊คลินยังคงมีความสงสัยในตัวอีกฝ่ายอยู่บ้าง

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

แค่เรื่องเล่าขานระดับวีรบุรุษที่ว่ากดดัน 'เดมิลิช' ได้อย่างราบคาบ ก็คุ้มค่าที่จะดึงตัวมาร่วมทีมแล้ว ไม่ว่าระดับจริงๆ จะเป็นยังไงก็ตาม

แน่นอนว่า [หัวใจมังกร] เป็นของที่เคยทำให้ฮันเตอร์ระดับสูงฆ่าแกงกันแย่งชิงความเป็นเจ้าของมาแล้วหลังจากวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

แถมอวัยวะอันน่าหลงใหลชิ้นนี้ เธอยังเป็นคนคัดสรรมาอย่างดี ไตร่ตรองแล้วว่าเป็นไอเทมที่คนเกาหลีตรงหน้าน่าจะปรารถนาอย่างแรงกล้าที่สุด

“เป็นไงคะ? แค่แก้ตัวหนังสือในพาสปอร์ตไม่กี่ตัว เจ้านี่ก็จะกลายเป็นของคุณทันที”

เธอยื่นอุปกรณ์เวทเข้าไปใกล้ ยั่วยวนอีกฝ่ายอย่างมั่นใจ

“พรานอย่างคุณ ถ้าไปทำกิจกรรมที่อเมริกาย่อมได้ประโยชน์กว่า...”

ทว่า ฮันเตอร์ชาวตะวันออกกลับตอบสวนขึ้นมาทันทีทั้งที่บรู๊คลินยังพูดไม่ทันจบ

แววตาที่เคยฉายความสนใจหายวับไป เหลือเพียงใบหน้าที่แข็งทื่อเย็นชา

“ขอบคุณสำหรับคำชวนครับ แต่ไม่เอาครับ ผมขอปฏิเสธ”

บรู๊คลินถึงกับตะลึงงันที่กิรยอตัดสินใจปฏิเสธภายในเวลาแค่ 3 วินาที จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงไหว

“คะ?”

ไอ้เรื่องที่ผู้ชายคนนี้จะปฏิเสธเพราะไม่อยากให้ความแตกเรื่องที่ตัวเองเป็นพวกต้มตุ๋น (ในสายตาเขา) น่ะ พอจะจินตนาการไว้บ้างแล้ว...

แต่นี่มันเร็วกว่าที่คาดไว้มากเกินไป

‘3 วินาทีเนี่ยนะ?’

กิรยอมองหัวใจมังกรที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ด้วยหางตาเหมือนกำลังมองเศษเหล็กบุบๆ เบี้ยวๆ ที่กลิ้งอยู่ข้างถนนไม่มีผิด