Cover

167

เปล่า ผมก็โดนจับมาเหมือนกัน

...ขืนพูดแบบนี้ออกไป บรรยากาศคงกร่อยตั้งแต่เริ่ม งั้นเอาเป็นการทักทายแบบธรรมดาไปก่อนแล้วกัน

“สวัสดีครับ”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีบางอย่างโผล่พรวดเข้ามาในครรลองสายตา

สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่มีปีกส่องประกายสีรุ้ง

“ว้าว! ลูกค้าคนใหม่มาอีกแล้ว!”

ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ผมถึงกับเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ

“สวัสดี! ยินดีต้อนรับนะ!”

ภาษาเกาหลี

แถมยังเรียบเรียงประโยคได้อย่างมีตรรกะ สื่อความหมายชัดเจน

“ที่นี่คือ ‘อาณาจักรภูต’ จ้ะ!”

สิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยนที่สื่อสารกับมนุษย์ได้งั้นเหรอ...?

วินาทีที่ได้เผชิญหน้ากับเจ้าภูตตัวนี้ ผมก็รู้ตัวได้ในทันทีว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในกล่องอาหารประเภทไหน

---

เรื่องของรสนิยมความชอบเนี่ย มันเป็นเรื่องพูดยาก

ขนาดรสชาติพื้นฐานอย่างหวานหรือเค็มยังมีคนบอกว่าไม่ชอบเลย นับประสาอะไรกับรสนิยมแปลกๆ อย่างพวกชอบรสเปรี้ยวจี๊ดที่จะโผล่มาบ้าง... มันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ

==【 กระทู้อิสระ 】===========

[ผู้เขียน : ประธานสมาคมคนรักมินต์ช็อกแห่งชาติ]

เอาไอศกรีมมินต์ช็อกไปละลายกินในโค้ก โคตรอร่อยเลยนะ แต่ทำไมไม่มีใครกินแบบนี้กันเลย? ㅇ_ㅇ

[ความคิดเห็น (11)]

[นั่นไม่ได้เรียกว่าอร่อยหรอก เขาเรียกว่าลิ้นเพี้ยนตะหาก]

========================

เห็นไหมล่ะ ในโลกนี้ย่อมมีพวกกินอะไรพิสดารที่หลุดโลกอยู่เสมอ

แล้วทำไมจู่ๆ ผมถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาน่ะเหรอ...

ก็เพราะเกตที่เราเข้ามาอยู่นี้ คือสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของพวก 'นักชิมรสชาติวิบัติ' เหล่านั้นยังไงล่ะ

การที่มอนสเตอร์ซึ่งไม่ได้มีท่าทีเป็นศัตรูกับมนุษย์โผล่ออกมา มิหนำซ้ำยังทักทายด้วยภาษาที่เราคุ้นเคย... แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว

“อืม”

อย่างแรกที่ฟันธงได้เลยคือ

เกตแห่งนี้มีจุดประสงค์เพื่อรีดเค้น 'อารมณ์' ของมนุษย์ ยกเว้นความหวาดกลัว

ปกติแล้วพวก 'คีชิมเช' จะกินความกลัวและความเจ็บปวดของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาเป็นอาหารหลัก

แต่บางตัวก็นึกครึ้มอกครึ้มใจ อยากกินอารมณ์อย่างอื่นบ้าง

ความปิติ ความสนุกสนาน ความเศร้าโศก... อะไรเทือกนั้นแหละ

‘เจอพวกเปิบพิสดารเข้าให้แล้ว’

คีชิมเชที่มีรสนิยมการกินแปลกประหลาดมักจะสร้าง 'เรื่องราว' ให้กับดันเจี้ยนเพื่อชักจูงให้เกิดอารมณ์ที่หลากหลายจากเหยื่อ

เมื่อเทียบกับการแค่ทำให้เจ็บตัวแล้วจบไป การจะทำให้คนเราร้องไห้หรือหัวเราะออกมาได้ มันต้องใช้ความพยายามมากกว่ากันเยอะ

‘กะแล้วเชียวว่าสักวันต้องเจอแบบนี้’

คนบนโลกจะเรียกสถานการณ์พิเศษนี้ว่าอะไรนะ? พวกนักวิชาการคงออกมาเรียกร้องให้มีการจำแนกประเภทของเกตระดับ EX ให้ละเอียดขึ้นอีกแน่ๆ

และถ้าจะมีชื่อประเภทใหม่ถูกบัญญัติขึ้น ชื่อ 【เกตซีนาริโอ】 ก็น่าจะเหมาะสมที่สุด

พูดตามตรง คงไม่มีชื่อไหนสื่อความหมายได้ตรงตัวไปกว่านี้อีกแล้ว

“ว้าว! ว้าว! ตัวเธอใหญ่จังเลย”

“ตัวใหญ่มาเลย!”

“เข้ามาสิ ยินดีต้อนรับนะ!”

หลังจากจัดระเบียบความคิดเสร็จ ผมก็ดึงสติตัวเองกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน

รู้ตัวอีกที รอบกายผมก็รายล้อมไปด้วยพวกภูตเสียแล้ว

“ตอนนี้พวกเรากำลังมีงานเทศกาลกันอยู่! ขอเชิญเธอด้วยนะ มานั่งตรงนี้มั้ย?”

สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วพวกนั้นเอ่ยชวน ให้เข้าร่วมสิ่งที่เรียกว่างานเทศกาล

บรรยากาศดูผ่อนคลายจนผมเผลอไม่ทันระวังตัวไปชั่ววูบ แต่ทันทีที่คำเชิญนั้นหลุดออกมา ผู้คนรอบข้างต่างก็กรีดร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนก

“รีบนั่งลงเดี๋ยวนี้เลยครับ!”

“ตอบตกลงไปสิคะ เร็วเข้า!”

“ฮืออออ...!”

ตกใจหมด

จะว่าไป ทำไมคนพวกนั้นถึงได้ดูขวัญหนีดีฝ่อกันขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว?

ผมเอียงคอด้วยความสงสัยพลางขยับเข้าไปใกล้คนที่พอจะรู้จัก จากนั้นก็นั่งลงบนพื้นว่างๆ แล้วถามออกไป

“ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ?”

อย่างน้อยก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมบรรยากาศถึงได้เลวร้ายขนาดนี้

“ความจริงคือ...”

รออยู่ครู่หนึ่ง 'ซอนอูยอน' ที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เธอเจอ

“ก่อนที่คุณกิรยอจะมาถึง มีคนตายไปแล้วค่ะ... ตั้ง 3 คน”

โธ่เว้ย ว่าแล้วเชียว

“เหยื่อรายแรกเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมที่เข้ามาพร้อมฉันค่ะ เขาเข้าใจว่าภูตที่เข้ามาหาเป็นมอนสเตอร์เลยเปิดฉากโจมตีก่อน แล้วก็...”

“ถ้าไปยุ่งกับมัน มันจะสวนกลับเหรอครับ?”

“ไม่ใช่แค่สวนกลับค่ะ ถึงพวกภูตตอนนี้จะดูเชื่อง แต่ถ้าโดนทำร้ายขึ้นมา พวกมันจะเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องเลย...”

ซอนอูยอนเล่าไปพลางเหงื่อตก ราวกับความกลัวในตอนนั้นยังคงตามหลอกหลอน

“ถ้าพลิกหน้าของพวกมันออกมา ด้านในจะมีฟันซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น พวกภูตใช้ปากนั่นกลืนหัวคนเข้าไปในรวดเดียวเลยค่ะ”

“อ๋อ”

“ตอนนั้นฉันเปิดเครื่องวิเคราะห์อยู่พอดี จู่ๆ ค่าพลังเวทของภูตที่เคยโชว์ว่าอยู่ระดับ E ก็พุ่งสูงจนวัดค่าไม่ได้...”

“อืม”

“ยะ... ยอมรับตามตรงว่าฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เอาเป็นว่า อย่าไปแหย่มันจะดีกว่าค่ะ...”

ภูตตัวน้อยน่ารักพวกนี้ แท้จริงแล้วซ่อนร่างเนื้อที่น่าสยดสยองเอาไว้สินะ

ก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่อีกจุดหนึ่ง

“แล้วเหยื่อรายที่สองล่ะครับ เกิดอะไรขึ้น?”

ผมนั่งฟังซอนอูยอนเงียบๆ ก่อนจะถามแทรกขึ้นมา เธอเหลือบมองรอบข้างอย่างหวาดระแวงก่อนจะเล่าต่อ

“คือว่า... ถึงจะมีคนตาย แต่เราก็ปล่อยวางภารกิจไม่ได้ใช่ไหมคะ ทีมสำรวจของเราเลยออกตามหาผู้สูญหายคนอื่นๆ ในดันเจี้ยนต่อ...”

แม้แต่ในวินาทีนี้ พวกภูตรอบๆ ก็ยังคงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

“โชคดีที่เราเจอเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่ถูกดูดเข้ามาได้เร็ว แต่ปัญหามันเริ่มหลังจากนั้นค่ะ”

“หลังจากนั้น?”

“ก... ก่อนอื่นเลยคือไม่ว่าจะหายังไงก็ไม่เจอทางออก...”

ฮ่าฮ่า โฮโฮ เสียงหัวเราะแหลมสูงของเหล่าภูตที่กำลังรื่นเริงรอบกองไฟ

รูปลักษณ์ภายนอกดูน่ารักน่าชังเหมือนหลุดออกมาจากนิทาน แต่สำหรับคนที่มาก่อน ทุกครั้งที่เห็นพวกมัน สีหน้าของพวกเขากลับเคร่งเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่นานซอนอูยอนก็พูดต่อ

“ระหว่างนั้น... น่าจะผ่านไปสัก 9 ชั่วโมงหลังจากเข้าดันเจี้ยน จู่ๆ พวกภูตก็เข้ามาเชิญชวนค่ะ”

「วันนี้เราจะมีงานเทศกาลกัน! พวกเราขอเชิญเธอด้วยนะ มานั่งตรงนี้มั้ย?」

“เหมือนกับที่คุณกิรยอเพิ่งโดนชวนมางานเทศกาลเป๊ะเลยค่ะ”

กลุ่มของซอนอูยอนไม่มีทางเลือกอื่นจึงยอมตอบรับคำเชิญของพวกภูต และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม

ระหว่างงานเทศกาล พวกภูตเสนอให้เล่น [เกมเป่าลูกโป่ง] แล้วก็เอาของบางอย่างออกมา...

กติกาของเกมเป่าลูกโป่งมีอยู่ว่า ให้ทุกคนผลัดกันเป่าลมใส่ก้อนยางที่พองตัวขึ้นเรื่อยๆ ทีละนิด ถ้าก้อนยางระเบิดในตาใคร คนนั้นก็จะเป็นผู้แพ้

‘เหมือนเกมวงเหล้าที่เล่นกันบ่อยๆ บนโลกเลยนี่หว่า’

แต่ปัญหาคือ ทีมสำรวจดันมองข้ามคำพูดประโยคหนึ่งของภูตไปโดยไม่ทันเอะใจ

คนแพ้ต้องโดน ‘ลงโทษ’ นะ!

เหล่าฮันเตอร์ที่อยู่ที่นี่ต่างเล่นเกมด้วยความตึงเครียดในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก

และความประมาทนั้นก็นำมาซึ่งความพ่ายแพ้

ปัง!

ในที่สุดฮันเตอร์คนหนึ่งก็ทำลูกโป่งแตก

พวกภูตส่งเสียงหัวเราะชอบใจดังลั่นเมื่อมีมนุษย์พ่ายแพ้ ก่อนจะเริ่มบทลงโทษที่พวกมันเกริ่นไว้

“...ภูตตัวนั้นกระชากหัวเขาหลุดออกมา เหมือนกับเหยื่อรายแรกเลยค่ะ”

บทลงโทษนั้นรุนแรงเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์

แค่เล่นเกมแพ้ แต่กลับต้องแลกด้วยชีวิต

“งั้นเหยื่อรายที่สาม อย่าบอกนะว่า...”

รู้ไหมว่าอะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น?

งานเทศกาลของอาณาจักรแห่งนี้ไม่ได้จบลงแค่คืนเดียว

หลังจากพวกภูตมอบที่หลับที่นอนและอาหารให้กับมนุษย์ที่กำลังช็อกสุดขีด พอวันรุ่งขึ้นพวกมันก็จัดงานเทศกาลต่อทันที

ม... ไม่เอา ฉันไม่เล่น!

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คนหนึ่งหวาดกลัวกับเหตุการณ์เมื่อวานจนสติแตก ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมงานเทศกาลหัวชนฝา

แน่นอนว่าพวกภูตพยายามเกลี้ยกล่อม บอกว่าอย่าทำอย่างนั้นเลย มาเล่นด้วยกันเถอะ แขกของอาณาจักรต้องมาร่วมงานเทศกาลนะ...

แต่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่เป็นแค่สายสนับสนุนจะไปทนรับสถานการณ์แบบนี้ไหวได้ยังไง

ในที่สุดเธอก็วิ่งหนีพวกภูตไป

“ฮึก...”

“อย่าร้องไห้เลยครับ คุณซอนอูยอน”

และพวกภูตก็สังหารผู้หญิงที่พยายามหนีอย่างไร้ความปรานี

นี่คือสาเหตุที่บรรยากาศที่นี่เหมือนงานศพ ทุกคนรู้ซึ้งแล้วว่าถ้าขัดใจพวกภูต จะต้องเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น

“นี่ๆ พวกเราจะเต้นรำให้ดูอีกรอบนะ! ช่วยปรบมือให้หน่อยได้ไหม?”

“อุ๊บ!”

“อึก...”

มนุษย์ที่เข้าร่วมงานรีบปรบมือกันรัวเร็วทันทีที่ภูตเอ่ยปาก

งานเทศกาลบนเนินเขาสีเขียวขจี

ทิวทัศน์งดงามราวกับเทพนิยาย แต่ผู้เข้าร่วมงานกลับหน้าซีดเผือดจนดูไม่ได้

“คุณกิรยอ ช่วยด้วยค่ะ... ส... สถานการณ์แบบนี้เราควรทำยังไงดีคะ?”

ซอนอูยอนขอร้องด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง อยากให้งานเทศกาลบ้านี่จบลงสักที แต่ทางผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงในตอนนี้เหมือนกัน

‘ไม่มีคำใบ้อะไรเลยเหรอ?’

แน่นอนว่าในเมื่อเป็นเกตซีนาริโอ

มันต้องมีเนื้อเรื่องหลักอะไรสักอย่างให้เราดำเนินตาม

‘หรือว่าต้องใช้เกมเป่าลูกโป่งในงานฆ่าพวกภูตให้หมด...’

ในขณะที่ผมกำลังคิดแผนการบ้าระห่ำสมเป็นอดีตผู้นำหอคอยเวทมนตร์อยู่นั้นเอง

“ว่าแต่แขกตัวโตกันจังเลย ต้องเป็นยักษ์แน่ๆ เลยใช่ไหม?”

“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่หรอก สีตัวไม่เหมือนกันสักหน่อย”

ซุบซิบ ซุบซิบ

เสียงกระซิบกระซาบดังลอดผ่านความอึกทึกของงานเลี้ยงเข้ามา

“ยักษ์?”

ผมได้ยินแบบนั้นเลยตะโกนถามกลับไปเสียงดัง ซอนอูยอนถึงกับหน้าถอดสีที่เห็นผมกล้าสอดปากเข้าไปในบทสนทนาของพวกภูต

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจ

ความตายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นแค่การบีบบังคับให้ผู้พิชิตต้องเข้าร่วมงานเทศกาลนี้เท่านั้น

“ที่ว่ายักษ์น่ะ หมายถึงอะไรกันแน่?”

โดยปกติแล้ว เราไม่จำเป็นต้องกลัวชาวเมืองในเกตซีนาริโอจนเกินเหตุ

ผมจึงถามพวกภูตออกไปตรงๆ เพื่อตักตวงข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ยักษ์? พวกน่ากลัวไง สัตว์ประหลาดที่ชอบกินพวกเรา!”

“อืม”

“แต่ว่าตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว พวกมันตกลงว่าจะไม่ทำร้ายเรา”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็ถ้ากินพวกเราจนหมด ก็จะไม่มีเราให้กินอีกน่ะสิ~”

พวกภูตส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลางทิ้งภาพติดตาสีน้ำเงินขณะบินโฉบเข้ามาใกล้ผม

“พวกยักษ์บอกว่าจะไว้ชีวิตพวกเรา แลกกับการที่เราต้องส่งภูต 1 ตัวไปเป็นเครื่องบรรณาการทุกปี”

“งั้นที่เหลือก็ปลอดภัยสินะ”

“พวกเราปลอดภัย!”

นี่คงเป็นการปูพื้นเรื่องของกล่องอาหารกล่องนี้สินะ

งั้นได้เวลาเข้าเรื่องสักที

“เข้าใจแล้ว เอาเป็นว่าฉันไม่อยากอยู่ที่อาณาจักรนี้ต่อแล้ว พอจะรู้วิธีออกไปจากที่นี่บ้างไหม?”

ผู้คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟต่างพากันอ้าปากค้างเป็นรอบที่สองกับคำพูดของผม

แต่คำตอบที่ได้รับกลับมา ผิดไปจากที่พวกเขาคาดไว้ลิบลับ

“ออกไป?”

“จะออกจากอาณาจักรเหรอ?”

“จะไปแล้วเหรอ?”

พวกภูตไม่ได้โกรธเคือง ซ้ำยังเสนอทางออกให้อย่างกระตือรือร้นเสียอีก

“ฉันไม่รู้หรอก”

“ฉันก็ไม่รู้ทางเหมือนกัน”

“แต่ถ้าข้ามเนินเขาตรงนั้นไป จะมีเด็กชื่อ 'อาพา' อาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่น่ะ”

“อาพาชอบเดินไปทั่ว อาจจะรู้เส้นทางที่คนอื่นไม่รู้ก็ได้นะ?”

ขวับ

พวกภูตพูดพลางชี้ไม้ชี้มือไปในทิศทางเดียวกัน

“ลองไปที่นั่นดูสิ!”

ตอนนั้นเอง ฮันเตอร์คนหนึ่งก็ถามขึ้นมาว่า แล้วงานเทศกาลล่ะ...

“งานเทศกาลจบแล้ว”

“จบแล้ว ไปได้เลย”

“อะ... อะไรนะ?”

เห็นได้ชัดเลยว่างานเทศกาลของพวกภูต มีไว้เพื่อยัดเยียดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการพิชิตดันเจี้ยนให้พวกเรารู้เท่านั้น

ที่ผ่านมาเป็นเพราะกลุ่มของซอนอูยอนกลัวจนไม่กล้าคุยกับพวกมัน เนื้อเรื่องเลยไม่เดินสักที

‘ถึงดันเจี้ยนจะดูเป็นรุ่นแรกๆ การชี้นำเลยดูไม่ค่อยลื่นไหลเท่าไหร่ก็เถอะ’

ผมคิดสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

เห็นแบบนั้น คนรอบข้างก็ค่อยๆ ลุกตามมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

เหล่าผู้สูญหายผู้โชคร้ายที่ถูกเกตระดับ EX กลืนกิน... เดี๋ยวสิ จำนวนคนมันดูแปลกๆ อยู่นะ

“ไหนดูซิ หนึ่ง สอง สาม สี่... แค่ 4 คน?”

พอผมนับจำนวนคนแล้วทำหน้าสงสัย ซอนอูยอนก็อธิบายให้ฟัง

“อ๋อ ทีมเทรเชอร์ฮันเตอร์ที่เป็นทีมพิชิตชุดแรก เรายังหาไม่เจอเลยค่ะ ลองค้นดูทั่วหมู่บ้านทั้งวันแล้วก็ไม่เห็นวี่แวว”

งั้นตัวเลขก็ลงล็อก

รายชื่อผู้เกี่ยวข้องมี ทีมล่วงหน้า 4 คน, ทีมสำรวจชุดหลัง 4 คน, เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ 2 คน และพลเรือนอีก 1 คน

รวมทั้งหมดเป็น 11 คน

‘แต่ดันมีคนตายจากฝั่งทีมสำรวจไปตั้ง 2 คนแล้วเนี่ยนะ’

สถานการณ์ตอนนี้ นอกจากซอนอูยอนกับเจ้าหน้าที่สมาคมโนเนมอีกคน ที่เหลือก็เป็นพวกสายไม่ต่อสู้กันหมด

ผมรับรู้ถึงระดับความสิ้นหวังของทีมแล้วก็ได้แต่หลับตาลง

“คะ... คุณกิรยอ? เป็นอะไรไปคะ?”

แต่แค่นี้ก็ถือว่าพอไหว

อย่างน้อยแม่สาวผู้ใช้เวทลมคนนี้ก็เป็นกำลังรบที่พอใช้ได้ และตัวผมเองช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้มัวแต่หายใจทิ้งไปวันๆ เหมือนกัน

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องใส่ใจ ก่อนอื่นในเมื่อมีคนไม่คุ้นหน้าเยอะ เรามาแนะนำตัวกันก่อนดีไหมครับ?”

ผมกระชับด้ามจับของ 'ไฮดรา' ในมือให้แน่นขึ้น

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

167

20px

เปล่า ผมก็โดนจับมาเหมือนกัน

...ขืนพูดแบบนี้ออกไป บรรยากาศคงกร่อยตั้งแต่เริ่ม งั้นเอาเป็นการทักทายแบบธรรมดาไปก่อนแล้วกัน

“สวัสดีครับ”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีบางอย่างโผล่พรวดเข้ามาในครรลองสายตา

สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่มีปีกส่องประกายสีรุ้ง

“ว้าว! ลูกค้าคนใหม่มาอีกแล้ว!”

ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ผมถึงกับเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ

“สวัสดี! ยินดีต้อนรับนะ!”

ภาษาเกาหลี

แถมยังเรียบเรียงประโยคได้อย่างมีตรรกะ สื่อความหมายชัดเจน

“ที่นี่คือ ‘อาณาจักรภูต’ จ้ะ!”

สิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยนที่สื่อสารกับมนุษย์ได้งั้นเหรอ...?

วินาทีที่ได้เผชิญหน้ากับเจ้าภูตตัวนี้ ผมก็รู้ตัวได้ในทันทีว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในกล่องอาหารประเภทไหน

---

เรื่องของรสนิยมความชอบเนี่ย มันเป็นเรื่องพูดยาก

ขนาดรสชาติพื้นฐานอย่างหวานหรือเค็มยังมีคนบอกว่าไม่ชอบเลย นับประสาอะไรกับรสนิยมแปลกๆ อย่างพวกชอบรสเปรี้ยวจี๊ดที่จะโผล่มาบ้าง... มันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ

==【 กระทู้อิสระ 】===========

[ผู้เขียน : ประธานสมาคมคนรักมินต์ช็อกแห่งชาติ]

เอาไอศกรีมมินต์ช็อกไปละลายกินในโค้ก โคตรอร่อยเลยนะ แต่ทำไมไม่มีใครกินแบบนี้กันเลย? ㅇ_ㅇ

[ความคิดเห็น (11)]

[นั่นไม่ได้เรียกว่าอร่อยหรอก เขาเรียกว่าลิ้นเพี้ยนตะหาก]

========================

เห็นไหมล่ะ ในโลกนี้ย่อมมีพวกกินอะไรพิสดารที่หลุดโลกอยู่เสมอ

แล้วทำไมจู่ๆ ผมถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาน่ะเหรอ...

ก็เพราะเกตที่เราเข้ามาอยู่นี้ คือสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของพวก 'นักชิมรสชาติวิบัติ' เหล่านั้นยังไงล่ะ

การที่มอนสเตอร์ซึ่งไม่ได้มีท่าทีเป็นศัตรูกับมนุษย์โผล่ออกมา มิหนำซ้ำยังทักทายด้วยภาษาที่เราคุ้นเคย... แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว

“อืม”

อย่างแรกที่ฟันธงได้เลยคือ

เกตแห่งนี้มีจุดประสงค์เพื่อรีดเค้น 'อารมณ์' ของมนุษย์ ยกเว้นความหวาดกลัว

ปกติแล้วพวก 'คีชิมเช' จะกินความกลัวและความเจ็บปวดของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาเป็นอาหารหลัก

แต่บางตัวก็นึกครึ้มอกครึ้มใจ อยากกินอารมณ์อย่างอื่นบ้าง

ความปิติ ความสนุกสนาน ความเศร้าโศก... อะไรเทือกนั้นแหละ

‘เจอพวกเปิบพิสดารเข้าให้แล้ว’

คีชิมเชที่มีรสนิยมการกินแปลกประหลาดมักจะสร้าง 'เรื่องราว' ให้กับดันเจี้ยนเพื่อชักจูงให้เกิดอารมณ์ที่หลากหลายจากเหยื่อ

เมื่อเทียบกับการแค่ทำให้เจ็บตัวแล้วจบไป การจะทำให้คนเราร้องไห้หรือหัวเราะออกมาได้ มันต้องใช้ความพยายามมากกว่ากันเยอะ

‘กะแล้วเชียวว่าสักวันต้องเจอแบบนี้’

คนบนโลกจะเรียกสถานการณ์พิเศษนี้ว่าอะไรนะ? พวกนักวิชาการคงออกมาเรียกร้องให้มีการจำแนกประเภทของเกตระดับ EX ให้ละเอียดขึ้นอีกแน่ๆ

และถ้าจะมีชื่อประเภทใหม่ถูกบัญญัติขึ้น ชื่อ 【เกตซีนาริโอ】 ก็น่าจะเหมาะสมที่สุด

พูดตามตรง คงไม่มีชื่อไหนสื่อความหมายได้ตรงตัวไปกว่านี้อีกแล้ว

“ว้าว! ว้าว! ตัวเธอใหญ่จังเลย”

“ตัวใหญ่มาเลย!”

“เข้ามาสิ ยินดีต้อนรับนะ!”

หลังจากจัดระเบียบความคิดเสร็จ ผมก็ดึงสติตัวเองกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน

รู้ตัวอีกที รอบกายผมก็รายล้อมไปด้วยพวกภูตเสียแล้ว

“ตอนนี้พวกเรากำลังมีงานเทศกาลกันอยู่! ขอเชิญเธอด้วยนะ มานั่งตรงนี้มั้ย?”

สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วพวกนั้นเอ่ยชวน ให้เข้าร่วมสิ่งที่เรียกว่างานเทศกาล

บรรยากาศดูผ่อนคลายจนผมเผลอไม่ทันระวังตัวไปชั่ววูบ แต่ทันทีที่คำเชิญนั้นหลุดออกมา ผู้คนรอบข้างต่างก็กรีดร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนก

“รีบนั่งลงเดี๋ยวนี้เลยครับ!”

“ตอบตกลงไปสิคะ เร็วเข้า!”

“ฮืออออ...!”

ตกใจหมด

จะว่าไป ทำไมคนพวกนั้นถึงได้ดูขวัญหนีดีฝ่อกันขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว?

ผมเอียงคอด้วยความสงสัยพลางขยับเข้าไปใกล้คนที่พอจะรู้จัก จากนั้นก็นั่งลงบนพื้นว่างๆ แล้วถามออกไป

“ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ?”

อย่างน้อยก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมบรรยากาศถึงได้เลวร้ายขนาดนี้

“ความจริงคือ...”

รออยู่ครู่หนึ่ง 'ซอนอูยอน' ที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เธอเจอ

“ก่อนที่คุณกิรยอจะมาถึง มีคนตายไปแล้วค่ะ... ตั้ง 3 คน”

โธ่เว้ย ว่าแล้วเชียว

“เหยื่อรายแรกเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมที่เข้ามาพร้อมฉันค่ะ เขาเข้าใจว่าภูตที่เข้ามาหาเป็นมอนสเตอร์เลยเปิดฉากโจมตีก่อน แล้วก็...”

“ถ้าไปยุ่งกับมัน มันจะสวนกลับเหรอครับ?”

“ไม่ใช่แค่สวนกลับค่ะ ถึงพวกภูตตอนนี้จะดูเชื่อง แต่ถ้าโดนทำร้ายขึ้นมา พวกมันจะเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องเลย...”

ซอนอูยอนเล่าไปพลางเหงื่อตก ราวกับความกลัวในตอนนั้นยังคงตามหลอกหลอน

“ถ้าพลิกหน้าของพวกมันออกมา ด้านในจะมีฟันซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น พวกภูตใช้ปากนั่นกลืนหัวคนเข้าไปในรวดเดียวเลยค่ะ”

“อ๋อ”

“ตอนนั้นฉันเปิดเครื่องวิเคราะห์อยู่พอดี จู่ๆ ค่าพลังเวทของภูตที่เคยโชว์ว่าอยู่ระดับ E ก็พุ่งสูงจนวัดค่าไม่ได้...”

“อืม”

“ยะ... ยอมรับตามตรงว่าฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เอาเป็นว่า อย่าไปแหย่มันจะดีกว่าค่ะ...”

ภูตตัวน้อยน่ารักพวกนี้ แท้จริงแล้วซ่อนร่างเนื้อที่น่าสยดสยองเอาไว้สินะ

ก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่อีกจุดหนึ่ง

“แล้วเหยื่อรายที่สองล่ะครับ เกิดอะไรขึ้น?”

ผมนั่งฟังซอนอูยอนเงียบๆ ก่อนจะถามแทรกขึ้นมา เธอเหลือบมองรอบข้างอย่างหวาดระแวงก่อนจะเล่าต่อ

“คือว่า... ถึงจะมีคนตาย แต่เราก็ปล่อยวางภารกิจไม่ได้ใช่ไหมคะ ทีมสำรวจของเราเลยออกตามหาผู้สูญหายคนอื่นๆ ในดันเจี้ยนต่อ...”

แม้แต่ในวินาทีนี้ พวกภูตรอบๆ ก็ยังคงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

“โชคดีที่เราเจอเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่ถูกดูดเข้ามาได้เร็ว แต่ปัญหามันเริ่มหลังจากนั้นค่ะ”

“หลังจากนั้น?”

“ก... ก่อนอื่นเลยคือไม่ว่าจะหายังไงก็ไม่เจอทางออก...”

ฮ่าฮ่า โฮโฮ เสียงหัวเราะแหลมสูงของเหล่าภูตที่กำลังรื่นเริงรอบกองไฟ

รูปลักษณ์ภายนอกดูน่ารักน่าชังเหมือนหลุดออกมาจากนิทาน แต่สำหรับคนที่มาก่อน ทุกครั้งที่เห็นพวกมัน สีหน้าของพวกเขากลับเคร่งเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่นานซอนอูยอนก็พูดต่อ

“ระหว่างนั้น... น่าจะผ่านไปสัก 9 ชั่วโมงหลังจากเข้าดันเจี้ยน จู่ๆ พวกภูตก็เข้ามาเชิญชวนค่ะ”

「วันนี้เราจะมีงานเทศกาลกัน! พวกเราขอเชิญเธอด้วยนะ มานั่งตรงนี้มั้ย?」

“เหมือนกับที่คุณกิรยอเพิ่งโดนชวนมางานเทศกาลเป๊ะเลยค่ะ”

กลุ่มของซอนอูยอนไม่มีทางเลือกอื่นจึงยอมตอบรับคำเชิญของพวกภูต และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม

ระหว่างงานเทศกาล พวกภูตเสนอให้เล่น [เกมเป่าลูกโป่ง] แล้วก็เอาของบางอย่างออกมา...

กติกาของเกมเป่าลูกโป่งมีอยู่ว่า ให้ทุกคนผลัดกันเป่าลมใส่ก้อนยางที่พองตัวขึ้นเรื่อยๆ ทีละนิด ถ้าก้อนยางระเบิดในตาใคร คนนั้นก็จะเป็นผู้แพ้

‘เหมือนเกมวงเหล้าที่เล่นกันบ่อยๆ บนโลกเลยนี่หว่า’

แต่ปัญหาคือ ทีมสำรวจดันมองข้ามคำพูดประโยคหนึ่งของภูตไปโดยไม่ทันเอะใจ

คนแพ้ต้องโดน ‘ลงโทษ’ นะ!

เหล่าฮันเตอร์ที่อยู่ที่นี่ต่างเล่นเกมด้วยความตึงเครียดในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก

และความประมาทนั้นก็นำมาซึ่งความพ่ายแพ้

ปัง!

ในที่สุดฮันเตอร์คนหนึ่งก็ทำลูกโป่งแตก

พวกภูตส่งเสียงหัวเราะชอบใจดังลั่นเมื่อมีมนุษย์พ่ายแพ้ ก่อนจะเริ่มบทลงโทษที่พวกมันเกริ่นไว้

“...ภูตตัวนั้นกระชากหัวเขาหลุดออกมา เหมือนกับเหยื่อรายแรกเลยค่ะ”

บทลงโทษนั้นรุนแรงเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์

แค่เล่นเกมแพ้ แต่กลับต้องแลกด้วยชีวิต

“งั้นเหยื่อรายที่สาม อย่าบอกนะว่า...”

รู้ไหมว่าอะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น?

งานเทศกาลของอาณาจักรแห่งนี้ไม่ได้จบลงแค่คืนเดียว

หลังจากพวกภูตมอบที่หลับที่นอนและอาหารให้กับมนุษย์ที่กำลังช็อกสุดขีด พอวันรุ่งขึ้นพวกมันก็จัดงานเทศกาลต่อทันที

ม... ไม่เอา ฉันไม่เล่น!

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คนหนึ่งหวาดกลัวกับเหตุการณ์เมื่อวานจนสติแตก ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมงานเทศกาลหัวชนฝา

แน่นอนว่าพวกภูตพยายามเกลี้ยกล่อม บอกว่าอย่าทำอย่างนั้นเลย มาเล่นด้วยกันเถอะ แขกของอาณาจักรต้องมาร่วมงานเทศกาลนะ...

แต่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่เป็นแค่สายสนับสนุนจะไปทนรับสถานการณ์แบบนี้ไหวได้ยังไง

ในที่สุดเธอก็วิ่งหนีพวกภูตไป

“ฮึก...”

“อย่าร้องไห้เลยครับ คุณซอนอูยอน”

และพวกภูตก็สังหารผู้หญิงที่พยายามหนีอย่างไร้ความปรานี

นี่คือสาเหตุที่บรรยากาศที่นี่เหมือนงานศพ ทุกคนรู้ซึ้งแล้วว่าถ้าขัดใจพวกภูต จะต้องเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น

“นี่ๆ พวกเราจะเต้นรำให้ดูอีกรอบนะ! ช่วยปรบมือให้หน่อยได้ไหม?”

“อุ๊บ!”

“อึก...”

มนุษย์ที่เข้าร่วมงานรีบปรบมือกันรัวเร็วทันทีที่ภูตเอ่ยปาก

งานเทศกาลบนเนินเขาสีเขียวขจี

ทิวทัศน์งดงามราวกับเทพนิยาย แต่ผู้เข้าร่วมงานกลับหน้าซีดเผือดจนดูไม่ได้

“คุณกิรยอ ช่วยด้วยค่ะ... ส... สถานการณ์แบบนี้เราควรทำยังไงดีคะ?”

ซอนอูยอนขอร้องด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง อยากให้งานเทศกาลบ้านี่จบลงสักที แต่ทางผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงในตอนนี้เหมือนกัน

‘ไม่มีคำใบ้อะไรเลยเหรอ?’

แน่นอนว่าในเมื่อเป็นเกตซีนาริโอ

มันต้องมีเนื้อเรื่องหลักอะไรสักอย่างให้เราดำเนินตาม

‘หรือว่าต้องใช้เกมเป่าลูกโป่งในงานฆ่าพวกภูตให้หมด...’

ในขณะที่ผมกำลังคิดแผนการบ้าระห่ำสมเป็นอดีตผู้นำหอคอยเวทมนตร์อยู่นั้นเอง

“ว่าแต่แขกตัวโตกันจังเลย ต้องเป็นยักษ์แน่ๆ เลยใช่ไหม?”

“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่หรอก สีตัวไม่เหมือนกันสักหน่อย”

ซุบซิบ ซุบซิบ

เสียงกระซิบกระซาบดังลอดผ่านความอึกทึกของงานเลี้ยงเข้ามา

“ยักษ์?”

ผมได้ยินแบบนั้นเลยตะโกนถามกลับไปเสียงดัง ซอนอูยอนถึงกับหน้าถอดสีที่เห็นผมกล้าสอดปากเข้าไปในบทสนทนาของพวกภูต

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจ

ความตายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นแค่การบีบบังคับให้ผู้พิชิตต้องเข้าร่วมงานเทศกาลนี้เท่านั้น

“ที่ว่ายักษ์น่ะ หมายถึงอะไรกันแน่?”

โดยปกติแล้ว เราไม่จำเป็นต้องกลัวชาวเมืองในเกตซีนาริโอจนเกินเหตุ

ผมจึงถามพวกภูตออกไปตรงๆ เพื่อตักตวงข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ยักษ์? พวกน่ากลัวไง สัตว์ประหลาดที่ชอบกินพวกเรา!”

“อืม”

“แต่ว่าตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว พวกมันตกลงว่าจะไม่ทำร้ายเรา”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็ถ้ากินพวกเราจนหมด ก็จะไม่มีเราให้กินอีกน่ะสิ~”

พวกภูตส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลางทิ้งภาพติดตาสีน้ำเงินขณะบินโฉบเข้ามาใกล้ผม

“พวกยักษ์บอกว่าจะไว้ชีวิตพวกเรา แลกกับการที่เราต้องส่งภูต 1 ตัวไปเป็นเครื่องบรรณาการทุกปี”

“งั้นที่เหลือก็ปลอดภัยสินะ”

“พวกเราปลอดภัย!”

นี่คงเป็นการปูพื้นเรื่องของกล่องอาหารกล่องนี้สินะ

งั้นได้เวลาเข้าเรื่องสักที

“เข้าใจแล้ว เอาเป็นว่าฉันไม่อยากอยู่ที่อาณาจักรนี้ต่อแล้ว พอจะรู้วิธีออกไปจากที่นี่บ้างไหม?”

ผู้คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟต่างพากันอ้าปากค้างเป็นรอบที่สองกับคำพูดของผม

แต่คำตอบที่ได้รับกลับมา ผิดไปจากที่พวกเขาคาดไว้ลิบลับ

“ออกไป?”

“จะออกจากอาณาจักรเหรอ?”

“จะไปแล้วเหรอ?”

พวกภูตไม่ได้โกรธเคือง ซ้ำยังเสนอทางออกให้อย่างกระตือรือร้นเสียอีก

“ฉันไม่รู้หรอก”

“ฉันก็ไม่รู้ทางเหมือนกัน”

“แต่ถ้าข้ามเนินเขาตรงนั้นไป จะมีเด็กชื่อ 'อาพา' อาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่น่ะ”

“อาพาชอบเดินไปทั่ว อาจจะรู้เส้นทางที่คนอื่นไม่รู้ก็ได้นะ?”

ขวับ

พวกภูตพูดพลางชี้ไม้ชี้มือไปในทิศทางเดียวกัน

“ลองไปที่นั่นดูสิ!”

ตอนนั้นเอง ฮันเตอร์คนหนึ่งก็ถามขึ้นมาว่า แล้วงานเทศกาลล่ะ...

“งานเทศกาลจบแล้ว”

“จบแล้ว ไปได้เลย”

“อะ... อะไรนะ?”

เห็นได้ชัดเลยว่างานเทศกาลของพวกภูต มีไว้เพื่อยัดเยียดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการพิชิตดันเจี้ยนให้พวกเรารู้เท่านั้น

ที่ผ่านมาเป็นเพราะกลุ่มของซอนอูยอนกลัวจนไม่กล้าคุยกับพวกมัน เนื้อเรื่องเลยไม่เดินสักที

‘ถึงดันเจี้ยนจะดูเป็นรุ่นแรกๆ การชี้นำเลยดูไม่ค่อยลื่นไหลเท่าไหร่ก็เถอะ’

ผมคิดสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

เห็นแบบนั้น คนรอบข้างก็ค่อยๆ ลุกตามมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

เหล่าผู้สูญหายผู้โชคร้ายที่ถูกเกตระดับ EX กลืนกิน... เดี๋ยวสิ จำนวนคนมันดูแปลกๆ อยู่นะ

“ไหนดูซิ หนึ่ง สอง สาม สี่... แค่ 4 คน?”

พอผมนับจำนวนคนแล้วทำหน้าสงสัย ซอนอูยอนก็อธิบายให้ฟัง

“อ๋อ ทีมเทรเชอร์ฮันเตอร์ที่เป็นทีมพิชิตชุดแรก เรายังหาไม่เจอเลยค่ะ ลองค้นดูทั่วหมู่บ้านทั้งวันแล้วก็ไม่เห็นวี่แวว”

งั้นตัวเลขก็ลงล็อก

รายชื่อผู้เกี่ยวข้องมี ทีมล่วงหน้า 4 คน, ทีมสำรวจชุดหลัง 4 คน, เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ 2 คน และพลเรือนอีก 1 คน

รวมทั้งหมดเป็น 11 คน

‘แต่ดันมีคนตายจากฝั่งทีมสำรวจไปตั้ง 2 คนแล้วเนี่ยนะ’

สถานการณ์ตอนนี้ นอกจากซอนอูยอนกับเจ้าหน้าที่สมาคมโนเนมอีกคน ที่เหลือก็เป็นพวกสายไม่ต่อสู้กันหมด

ผมรับรู้ถึงระดับความสิ้นหวังของทีมแล้วก็ได้แต่หลับตาลง

“คะ... คุณกิรยอ? เป็นอะไรไปคะ?”

แต่แค่นี้ก็ถือว่าพอไหว

อย่างน้อยแม่สาวผู้ใช้เวทลมคนนี้ก็เป็นกำลังรบที่พอใช้ได้ และตัวผมเองช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้มัวแต่หายใจทิ้งไปวันๆ เหมือนกัน

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องใส่ใจ ก่อนอื่นในเมื่อมีคนไม่คุ้นหน้าเยอะ เรามาแนะนำตัวกันก่อนดีไหมครับ?”

ผมกระชับด้ามจับของ 'ไฮดรา' ในมือให้แน่นขึ้น