Cover

179

คลื่นความถี่เฉพาะตัวที่เปล่งออกมาจากเส้นเสียงของคิมกิรยอ

ทันทีที่รับรู้ถึงโทนเสียงอันสุขุมนั่น อีกฝ่ายก็สะดุ้งโหยงพลางเปลี่ยนท่าจับปืน นิ้วที่เคยคาอยู่ในโกร่งไกถูกเลื่อนไปทาบไว้ข้างตัวปืนแทน

“คะ... คุณฮันเตอร์คิมกิรยอ?”

“ครับ สวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”

แต่ก็ยังไม่ยอมเก็บปืนที่เล็งมาสินะ

พวกเรายืนประจันหน้าสนทนากันอย่างเกร็งๆ โดยมีหน้ากากคั่นกลาง และเป็นฝ่ายนั้นที่เริ่มเอ่ยปากก่อน

“จำฉันได้ยังไงคะ...”

“ก็คุณส่งเสียงออกมาก่อนนี่ครับ แถมเจอกันบ่อยขนาดนี้ ผมพอจะจำค่าการตื่นรู้ของคนคนหนึ่งได้คร่าวๆ อยู่แล้ว”

ผู้ตื่นรู้ระดับ B ผู้มีพลังเวทธาตุลมติดตัวมาแต่กำเนิด ซอนอูยอน

พนักงานสมาคมคนนั้นประเมินเสียงของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแน่ใจแล้วจึงค่อยๆ ลดปากกระบอกปืนลง

“ว่าแต่ นี่มันสถานการณ์อะไรกันครับเนี่ย?”

ฉันแกล้งถามออกไปพลางแสดงท่าทีตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ซอนอูยอนจึงขยับหน้ากากที่บิดเบี้ยวให้เข้าที่เข้าทางแล้วตอบกลับมา

“กำลัง... ทำงานอยู่ค่ะ”

เธอเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือเล็กน้อย

“ครับ?”

“สกิลเซิร์ชเชอร์มีผู้ครอบครองไม่มากน่ะค่ะ... ปกติฉันก็ร่วมมือกับทางตำรวจอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนช่วงที่ผ่านมาผลงานจะเข้าตาหรือยังไงไม่ทราบ เมื่อไม่นานมานี้เลยได้เลื่อนตำแหน่งและมีอำนาจหน้าที่มากขึ้นค่ะ”

“อ๋อ”

“ตอนนี้ฉันสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยตรงแล้วค่ะ”

“อย่าบอกนะว่ามาที่นี่คนเดียว?”

“ไม่ค่ะ แน่นอนว่าต้องมากับทางตำรวจสิคะ”

ให้ตายเถอะ ตำรวจล้อมไว้หมดแล้วงั้นเรอะ แนะนำกันอีท่าไหนถึงได้แนะนำให้ฉันมาตลาดมืดเฮงซวยแบบนี้ได้!

“ที่จริงแล้ว การเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้เกือบจะเป็นเพราะคุณกิรยอเลยนะคะ เพราะที่ผ่านมาฉันมักจะโดนดองเค็มเรื่องเลื่อนขั้นเพราะเข้าเกตไม่ได้ตลอด...”

ในขณะที่ฉันกำลังทำตัวไม่ถูกด้วยความสับสน

ซอนอูยอนที่พึมพำอะไรบางอย่างงึมงำอยู่คนเดียว ก็จ้องเขม็งมาทางนี้

“น่าเสียดายนะคะ แต่สถานการณ์นี้คงไม่เหมาะจะมากล่าวขอบคุณ ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ครับ?”

น้ำเสียงที่ลอดผ่านหน้ากากออกมาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างหนัก

“แถมไม่ใช่ที่อื่น แต่ดันเป็นหน้าร้านแผงนี้ คนคนนี้เขาขายบลูเชลล์นะคะ”

“.......”

“คุณฮันเตอร์ อย่าบอกนะคะว่า... คุณซื้อบลูเชลล์?”

คิดว่าโดนถามแค่นี้แล้วฉันจะยอมคายความจริงออกมาซื่อๆ หรือไง?

ก่อนจะมาตลาดมืด

ฉันได้ศึกษากฎหมายเกาหลีเกี่ยวกับการค้าขายผิดกฎหมายมาอย่างละเอียดแล้ว ใช่ ฉันเผื่อใจไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ เลยทำการบ้านมาก่อนล่วงหน้าเพราะความไม่ประมาท

และผลลัพธ์ของการเตรียมตัวอย่างขยันขันแข็งก็คือ

“เปล่าครับ จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง”

ฉันตระหนักได้ว่ากลยุทธ์ ‘ตีมึนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา’ ในที่แห่งนี้มันได้ผลชะงัดนัก

ทำไมน่ะเหรอ

เพราะเวลาเกาหลีเขากวาดล้างการซื้อขายผิดกฎหมาย เขาเน้นเล่นงาน ‘ผู้จัดหา’ เป็นหลักยังไงล่ะ

‘วิธีนั้นมันมีประสิทธิภาพกว่าเห็นๆ’

การไล่บี้ผู้บริโภคทีละคนมันยุ่งยากเกินไป แถมความหนักเบาของโทษก็ต่างกัน

ความแตกต่างระหว่างผู้ซื้อที่รับของโจรมาแค่ชิ้นสองชิ้น กับพ่อค้าคนกลางที่รับของโจรมาปล่อยขายล็อตใหญ่ มันชัดเจนอยู่แล้ว

แถมฝั่งลูกค้าเนี่ย หาหลักฐานมาเอาผิดยากจะตาย พวกเขาจะไปทำอะไรได้?

ถ้าจะฟ้องร้องในข้อหาประเภทนี้ อย่างน้อยต้องมีหลักฐานทางกฎหมายที่ชี้ชัดว่าผู้ซื้อมีเจตนาในการทำธุรกรรมอย่างแน่วแน่

สัญญา, รายการโอนเงิน, ไฟล์เสียง หรือบันทึกอื่นๆ ที่ปฏิเสธไม่ได้ ต้องมีของพวกนี้ถึงจะพอรวบรวมสำนวนส่งฟ้องศาลได้

‘อืม’

การจ่ายด้วยเงินสดเงียบๆ แบบเมื่อกี้ ถือว่าหลุดรอดจากเงื่อนไขพวกนี้ทั้งหมด

แค่เดินดูของในตลาดมืดเฉยๆ มันไม่ใช่ความผิดใหญ่อะไรนี่นา

ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ความรับผิดชอบของฉันอย่างมากก็แค่โดนข้อหาเข้าเกตโดยไม่แจ้งล่วงหน้าเท่านั้น

“ผมไม่ได้ซื้ออะไรจากที่นี่เลยสักอย่างครับ”

ฉันตีหน้าซื่อตาใสปฏิเสธเสียงแข็ง

ต่อให้เจ้าพ่อค้าบลูเชลล์คนนั้นจะปากโป้งในภายหลังก็ไม่สน

อย่างที่บอกไป กฎหมายที่นี่ค่อนข้างปรานีกับคนที่ไม่ใช่ผู้จัดหา

“ว่าแต่คุณซอนอูยอน ตอนนี้ยุ่งมากไม่ใช่เหรอครับ?”

พอทบทวนความคิดจนหัวใจเริ่มสงบลงได้ ฉันก็อาศัยจังหวะนั้นเปลี่ยนเรื่องคุยเนียนๆ

“จู่ๆ ก็บุกเข้ามาแล้วยิงคนแบบนี้ ถึงร้านจะอยู่มุมอับก็เถอะ แต่ขืนปล่อยไว้แบบนี้เดี๋ยวคนอื่นก็มาเจอ...”

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ

“เปลี่ยนเรื่องชัดเจนเลยนะคะ ยังไงฉันก็ต้องรอสัญญาณจากทีมอยู่แล้ว”

“....”

“และก่อนจะเข้ามาเมื่อกี้ ฉันได้ยินคุณพูดว่า ‘ขอ 8 เซต’ เต็มสองหูเลยค่ะ”

ไอ้หยา

งานเข้าจังเบอร์กว่าที่คิดแฮะ

“หูฝาดแล้วครับ”

“ด้วยการได้ยินของระดับ B เนี่ยนะคะ?”

“ครับ เดิมทีผมไม่มีเงินพอจะซื้อของพวกนี้หรอกครับ”

“งั้นในกระเป๋านั่นใส่อะไรไว้คะ?”

“อุปกรณ์ส่วนตัวครับ”

“ขอตรวจสอบดูได้ไหมคะ?”

คำถามที่ตามมาอย่างกัดไม่ปล่อยของซอนอูยอน ฉันบังคับกล้ามเนื้อของศพให้กลอกตาไปมา

“......โดยไม่มีหมายค้นเนี่ยนะครับ?”

ฉันหลุดปากออกไปเพราะความตกใจกึ่งหนึ่ง

พูดตามตรง ไม่นึกเลยว่าพนักงานคนนี้จะซักไซ้เรื่องการซื้อขายผิดกฎหมายยิบย่อยขนาดนี้

“ไม่สิ ฮันเตอร์คิมกิรยอ...”

ผู้ตื่นรู้ระดับ B ทำเสียงอึ้งๆ คล้ายคนสติหลุดไปชั่วขณะ

ก็นะ การโกหกแบบขอไปทีหวังจะตบตาคนอื่น มันคงไม่สำเร็จเสมอไปหรอก

ดูท่าแม่คนนี้คงไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ ซะด้วยสิ

‘ลำบากแฮะ’

ถึงเงินสดในกระเป๋าจะไม่ได้ทำให้เดือดร้อนถึงตายก็เถอะ

แต่ถ้าซอนอูยอนคิดจะใช้กำลังแย่งชิงไอเทมบ็อกซ์ไปตรวจสอบล่ะ? ตอนนั้นฉันต้องลงไปนอนดิ้นกับพื้นแล้วตะโกนร้องเรียนเรื่องสิทธิมนุษยชนไหมนะ?

‘แค่พกพาบลูเชลล์ก็ถือว่าผิดกฎหมายแล้วด้วย’

ในระหว่างที่ฉันกำลังสมองหมุนติ้วเพื่อหาทางปกป้องหลักฐาน หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยประโยคถัดมา

“ทำไม?”

ด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว

“...นี่มันแปลกจริงๆ นะคะ ทำไมคนอย่างคุณกิรยอถึงต้องซื้อของแบบนี้ด้วย?”

เธอพึมพำแสดงความสงสัยออกมา

ก็แหงล่ะ บลูเชลล์เป็นสารที่ส่งผลกับผู้ตื่นรู้ระดับล่างเท่านั้นนี่นา...!

ถ้าผู้ใช้มีระดับการตื่นรู้ตั้งแต่ระดับ C ขึ้นไป ผลไม้นี้ก็แทบไม่แสดงผลที่มีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ คือขีดจำกัดในการเสริมแกร่งมันชัดเจนมาก

ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าพลาดนิดเดียวอาจจะเป็นการเผยไต๋ว่าฉันเป็นพวกอ่อนแอได้เลย

‘อืม’

โชคยังดีที่มีข้ออ้างหนึ่งที่พอจะใช้ได้

ไม่ว่าฉันจะซื้ออะไรที่นี่ ยังไงเรื่องก็ต้องรู้ไปถึงหูคังชางโฮอยู่แล้ว คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะมาหาซื้อบลูเชลล์โดยไม่เตรียมการอะไรไว้เลย

แต่ถ้าพูดข้ออ้างนั้นออกไป มันก็เท่ากับยอมรับกลายๆ ว่าซื้อของต้องห้ามมาจริงๆ แล้วจะเอายังไงดี?

“เดี๋ยวค่ะ”

ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ซอนอูยอนก็ตัดบทด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ไม่ใช่เวลามามัวทำแบบนี้...”

“ครับ?”

“น่าจะมีสัญญาณส่งมาได้แล้ว แต่ทำไมข้างนอกถึงเงียบผิดปกติแบบนี้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

พูดจบ ซอนอูยอนก็มุดเข้าไปในแผงขายของ แล้วเริ่มแจ้งสิทธิมิแรนดาให้พ่อค้าตลาดมืดที่นอนสลบเหมือดอยู่ฟัง

ถึงจะเห็นสภาพแบบนั้น แต่สติคงยังครบถ้วน พ่อค้าตลาดมืดขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินถ้อยคำการจับกุมกระแทกเข้าหู

แน่นอนว่าทำได้แค่นั้น อีกฝ่ายโดนเวทอัมพาตขั้นรุนแรงเล่นงานจนแม้แต่เสียงครางยังหลุดออกมาไม่ได้

“เรื่องคุยเอาไว้ก่อนนะคะ”

ซอนอูยอนหยิบกุญแจมือแบบพิเศษออกมาพันธนาการคนร้ายเพิ่มเติม

หลังจากจัดการทุกขั้นตอนเสร็จสรรพ เธอก็หันมาพูดเสริมกับฉัน

“ยังไงอีกเดี๋ยวคุณก็ต้องเจอฉันอีกรอบอยู่แล้ว ตลาดมืดแห่งนี้มีลูกค้าหลักเป็นคนธรรมดา ระบบรักษาความปลอดภัยเลยไม่ได้เรื่องเท่าไหร่”

“....”

“ได้ยินว่าคนที่เก่งที่สุดก็แค่ระดับ C เพราะงั้นพอปิดล้อมตลาดเสร็จเมื่อไหร่ ค่อยมาคุยกันตอนนั้น...”

แต่เธอก็พูดประโยคนั้นไม่ทันจบ

ทันใดนั้น พวกเราต่างรับรู้ข้อมูลใหม่ได้ในจังหวะแทบจะพร้อมกัน

‘มีคนกำลังมา’

ซอนอูยอนเงยหน้าขึ้นมองตามสัมผัสที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ถึงจะสวมหน้ากากจนมองไม่เห็นสีหน้าก็เถอะ

แต่สำหรับมนุษย์ต่างดาวอย่างฉัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสั่นสะเทือนของเสียง ระดับสูงต่ำ

“พวกผู้ตื่นรู้?”

หรืออัตราการเต้นของหัวใจอีกฝ่ายอะไรเทือกนั้น

“ไม่สิ เอ๊ะ? เดี๋ยว เป็นไปไม่ได้...?”

พนักงานสมาคมแสดงอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

สาเหตุก็คงมาจากพลังเวทเหล่านั้นที่ไหลทะลักมาจากนอกอาคาร

กลุ่มคนที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้คือกลุ่มผู้ตื่นรู้

และในกลุ่มนั้น ดูแล้วมีจอมเวทระดับเดียวกับซอนอูยอนปนอยู่ถึงสองคน

‘ไหนบอกว่าเวรยามตลาดมืดนี้เก่งสุดแค่ระดับ C ไง’

ระดับ B สองคนเชียวนะ

ทางตำรวจสืบข้อมูลมาผิดพลาดหรือเปล่า?

แต่ไม่ว่าจะยังไง สถานการณ์ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตแน่นอน เธอรีบวิ่งลนลานออกมาจากแผงขายของทันที

-ปัง!

เสียงประตูกระแทกเปิดดังขึ้นพร้อมกัน

ผู้ที่ผลักประตูบ้านดินเข้ามาคือชายหน้าสดไร้หน้ากาก แค่นั้นฉันก็รู้ทันทีว่าพวกเขาเป็นใคร

‘ฝ่ายดำเนินการสินะ’

คนที่ใส่หน้ากากคือลูกค้า

คนที่ไม่ใส่คือเจ้าของร้าน นั่นเป็นกฎของที่นี่

“คุณลูกค้า! ขออภัยครับ รบกวนช่วยแสดงบัตรเชิญให้ดูอีกครั้งได้ไหมครับ?”

พวกชายฉกรรจ์ที่พุ่งพรวดเข้ามาในร้านตะโกนขึ้น พวกเขาต้องการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าตลาดมืดเดี๋ยวนี้

ถึงจะไม่อธิบายเหตุผล แต่ดูจากบรรยากาศแล้ว การที่ซอนอูยอนไม่ได้รับสัญญาณจากเพื่อนร่วมทีม น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่

“บัตรเชิญ?”

“อีกแล้วเหรอ?”

ทางฉันน่ะเป็นสมาชิกตลาดมืดอย่างถูกต้อง ถึงโดนสุ่มตรวจก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก

แต่ซอนอูยอนนี่สิ

ดูท่าทางฝั่งนั้นจะหาบัตรเชิญมาไม่ได้ พอได้ยินว่าจะตรวจสอบสิทธิ์อีกรอบ ร่างกายก็แข็งทื่อไปทันที

“อะไรกัน ว่าแต่ร้านนี้ทำไมไม่มีคนเฝ้าเลยล่ะ?”

แถมถ้าพวกนั้นดันไปเจอเจ้าของร้านที่ซ่อนอยู่ใต้แผงขายของเข้าล่ะก็...

สถานการณ์คงดูไม่จืดเลยทีเดียว ฉันยืนมองความเคลื่อนไหวรอบตัวพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

‘อืม’

ก่อนอื่น ทางนี้มาที่นี่ได้เพราะการแนะนำของคังชางโฮ เห็นแก่หน้าคนเชิญก็ควรจะอยู่เฉยๆ ให้มากที่สุด

ส่วนซอนอูยอนก็กำจุดอ่อนเรื่องที่ฉันซื้อบลูเชลล์เอาไว้...

‘ถือโอกาสนี้ขายยัยหนูสกปรกนี่ให้พวกยามไปเลยดีไหมนะ’

ตัวเลือกที่น่าสนใจผุดขึ้นมา

สมกับเป็นวิญญาณที่มาจากดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ความคิดเชิงผลประโยชน์ถูกคำนวณออกมาอย่างรวดเร็ว

แต่ถึงจะมีกมลสันดานแบบนั้น ท้ายที่สุดฉันก็ตัดสินใจเลือกทางเดินของคนดี

‘เฮ้อ ช่างเถอะ ต่อให้ปิดปากซอนอูยอนไป แต่ตำรวจคนอื่นก็แห่กันมาแล้วอยู่ดี มันไม่ช่วยอะไรหรอก’

ฉันตัดสินใจจะปกป้องผู้ตื่นรู้ที่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

“-พนักงานที่เคยอยู่ตรงนี้เขาบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำน่ะครับ”

อีกอย่าง ฉันก็มีหนี้ที่ต้องชำระกับชาวโลกคนนี้อยู่พอดี...

ตึก ตึก

ฉันจงใจเดินออกมาไม่กี่ก้าวเพื่อบังมุมไม่ให้พวกยามมองเห็นแผงขายของ

พอมองแบบนี้ ก็โชคดีที่เจ้าของร้านที่นอนเป็นอัมพาตอยู่เป็นแค่คนธรรมดา ถ้าเป็นผู้ตื่นรู้ ป่านนี้คงโดนจับสัมผัสพลังเวทได้ไปนานแล้ว

“งั้นเหรอครับ? เอาเถอะ รีบเอาบัตรเชิญออกมาให้ดูเร็วเข้า!”

ตอนนั้นเอง

ยามที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มโบกมือไหวๆ เร่งรัดการตรวจค้น

ฉันจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบบัตรสมาชิกที่พับครึ่งออกมาโชว์

“นี่ครับ แล้วก็คนที่ยืนบื้อใส่กางเกงอยู่ตรงนั้น ผมพามาเป็นคนแบกของ ไม่ต้องตรวจแยกหรอกมั้งครับ”

“ครับ?”

“เมื่อกี้ตอนอยู่ตรงทางเข้าก็ยอมให้ดูหน้าพร้อมกันไปรอบหนึ่งแล้วนี่ครับ ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

ฉันโกหกหน้าตาย พยายามขอให้ข้ามการตรวจสอบคนติดตามของฉันไป

เนื่องจากดันเจี้ยนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พวกนี้จึงติดต่อกับยามหน้าประตูหรือคังชางโฮได้ยาก ฉันคำนวณแล้วว่าพวกมันคงไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทันท่วงที

แต่ทว่า ผู้ตื่นรู้ที่ตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่มกลับทำหน้ายับยู่ยี่ทันทีที่ได้ยินคำพูดของฉัน

“จำเป็นหรือไม่จำเป็นพวกเราจะเป็นคนตัดสินเองครับ ทั้งสองท่านส่งบัตรเชิญมาเดี๋ยวนี้!”

“อืม”

แน่นอนว่าความฮึกเหิมนั้นอยู่ได้ไม่นาน

“เออ ตอนอยู่หน้าประตูอุตส่าห์ยอมให้ตรวจคนซะละเอียดยิบ ทีนี้จะให้ฉันเปิดเผยตัวตนกับกลุ่มรักษาความปลอดภัยแถวบ้านที่ชื่อแซ่ก็ไม่รู้จักเนี่ยนะ...”

“ครับ?”

“ตลาดนี้มันบริหารจัดการได้เยี่ยมจริงๆ”

ทันใดนั้น ใครบางคนในที่นี้ก็พลิกท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ พ่นวาจาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหองออกมา

“เมื่อกี้ฉันก็โชว์บัตรเชิญที่มีชื่อฉันเขียนอยู่ให้ดูแล้ว แล้วก็บอกชัดเจนแล้วว่าไม่อยากเปิดเผยตัวตนคนรู้จักที่พามาด้วย...”

ฟึ่บ

ทัศนวิสัยพลันสว่างวาบ

ฉันถอดหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าออกตั้งแต่ปลายคาง แล้วยืนประจันหน้ากับพวกเขา

บัตรเชิญของที่นี่ตัวหนังสือมันเล็ก ถ้าไม่เพ่งมองดีๆ ก็คงไม่เห็นชื่อเจ้าของบัตรในทันที

ดังนั้น พวกมันจึงรู้ตัวช้าไปก้าวหนึ่งว่าเจ้าของบัตรใบนี้คือใคร

“...พวกแกไม่รู้สินะว่าฉันได้รับเชิญจากใคร”

สีหน้าของฝ่ายผู้จัดงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“แล้วก็คงดูไม่ออกสินะ ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกแกเป็นใคร?”

เมื่อสายตาอันดุดันจ้องมองไป พวกเขาก็แสดงท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

แต่วาจาของฉันยังไม่จบแค่นี้ ก็ยังไม่ได้ตอกลิ่มปิดท้ายเลยนี่นา

“ว่าแต่ เห็นแค่หน้าแบบนี้จะแน่ใจได้เหรอ?”

เคร้ง

ฉันดึงไฮดราออกมาจากไอเทมบ็อกซ์ มือกระชับด้ามจับแน่นพร้อมประกาศก้อง

“อยากจะลองตรวจสอบดูไหมล่ะ ว่าทางนี้ใช่ระดับ S ตัวจริงหรือเปล่า?”

“เฮือก!”

“ไม่ครับ คือว่า...”

“ถ้าเข้าใจแล้วก็ไสหัวไปซะ ไม่รู้หรอกนะว่าข้างหลังเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น แต่ถ้ามารบกวนการช็อปปิ้งด้วยเรื่องส่วนตัวของพวกแกอีกแม้แต่ครั้งเดียว...”

ฉันปล่อยความเงียบเข้าครอบงำชั่วอึดใจ เพื่อดึงดูดความสนใจทั้งหมด

มาเกิดใหม่บนโลกนี้ก็ปาเข้าไปหลายเดือนแล้ว

ถึงจะยังไม่ครบ 1 ปีดี แต่ถ้ามีสติปัญญาปกติ ก็น่าจะเริ่มรู้ตัวกันได้แล้ว

“ตอนนั้นฉันจะเป็นคนสร้างปัญหาขึ้นมาเอง”

ฉันได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว

ว่ารูปลักษณ์ภายนอกนี้ มันใช้ข่มขู่พวกเผ่าพันธุ์เดียวกันได้ผลชะงัดนักแล

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

179

20px

คลื่นความถี่เฉพาะตัวที่เปล่งออกมาจากเส้นเสียงของคิมกิรยอ

ทันทีที่รับรู้ถึงโทนเสียงอันสุขุมนั่น อีกฝ่ายก็สะดุ้งโหยงพลางเปลี่ยนท่าจับปืน นิ้วที่เคยคาอยู่ในโกร่งไกถูกเลื่อนไปทาบไว้ข้างตัวปืนแทน

“คะ... คุณฮันเตอร์คิมกิรยอ?”

“ครับ สวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”

แต่ก็ยังไม่ยอมเก็บปืนที่เล็งมาสินะ

พวกเรายืนประจันหน้าสนทนากันอย่างเกร็งๆ โดยมีหน้ากากคั่นกลาง และเป็นฝ่ายนั้นที่เริ่มเอ่ยปากก่อน

“จำฉันได้ยังไงคะ...”

“ก็คุณส่งเสียงออกมาก่อนนี่ครับ แถมเจอกันบ่อยขนาดนี้ ผมพอจะจำค่าการตื่นรู้ของคนคนหนึ่งได้คร่าวๆ อยู่แล้ว”

ผู้ตื่นรู้ระดับ B ผู้มีพลังเวทธาตุลมติดตัวมาแต่กำเนิด ซอนอูยอน

พนักงานสมาคมคนนั้นประเมินเสียงของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแน่ใจแล้วจึงค่อยๆ ลดปากกระบอกปืนลง

“ว่าแต่ นี่มันสถานการณ์อะไรกันครับเนี่ย?”

ฉันแกล้งถามออกไปพลางแสดงท่าทีตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ซอนอูยอนจึงขยับหน้ากากที่บิดเบี้ยวให้เข้าที่เข้าทางแล้วตอบกลับมา

“กำลัง... ทำงานอยู่ค่ะ”

เธอเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือเล็กน้อย

“ครับ?”

“สกิลเซิร์ชเชอร์มีผู้ครอบครองไม่มากน่ะค่ะ... ปกติฉันก็ร่วมมือกับทางตำรวจอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนช่วงที่ผ่านมาผลงานจะเข้าตาหรือยังไงไม่ทราบ เมื่อไม่นานมานี้เลยได้เลื่อนตำแหน่งและมีอำนาจหน้าที่มากขึ้นค่ะ”

“อ๋อ”

“ตอนนี้ฉันสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยตรงแล้วค่ะ”

“อย่าบอกนะว่ามาที่นี่คนเดียว?”

“ไม่ค่ะ แน่นอนว่าต้องมากับทางตำรวจสิคะ”

ให้ตายเถอะ ตำรวจล้อมไว้หมดแล้วงั้นเรอะ แนะนำกันอีท่าไหนถึงได้แนะนำให้ฉันมาตลาดมืดเฮงซวยแบบนี้ได้!

“ที่จริงแล้ว การเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้เกือบจะเป็นเพราะคุณกิรยอเลยนะคะ เพราะที่ผ่านมาฉันมักจะโดนดองเค็มเรื่องเลื่อนขั้นเพราะเข้าเกตไม่ได้ตลอด...”

ในขณะที่ฉันกำลังทำตัวไม่ถูกด้วยความสับสน

ซอนอูยอนที่พึมพำอะไรบางอย่างงึมงำอยู่คนเดียว ก็จ้องเขม็งมาทางนี้

“น่าเสียดายนะคะ แต่สถานการณ์นี้คงไม่เหมาะจะมากล่าวขอบคุณ ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ครับ?”

น้ำเสียงที่ลอดผ่านหน้ากากออกมาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างหนัก

“แถมไม่ใช่ที่อื่น แต่ดันเป็นหน้าร้านแผงนี้ คนคนนี้เขาขายบลูเชลล์นะคะ”

“.......”

“คุณฮันเตอร์ อย่าบอกนะคะว่า... คุณซื้อบลูเชลล์?”

คิดว่าโดนถามแค่นี้แล้วฉันจะยอมคายความจริงออกมาซื่อๆ หรือไง?

ก่อนจะมาตลาดมืด

ฉันได้ศึกษากฎหมายเกาหลีเกี่ยวกับการค้าขายผิดกฎหมายมาอย่างละเอียดแล้ว ใช่ ฉันเผื่อใจไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ เลยทำการบ้านมาก่อนล่วงหน้าเพราะความไม่ประมาท

และผลลัพธ์ของการเตรียมตัวอย่างขยันขันแข็งก็คือ

“เปล่าครับ จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง”

ฉันตระหนักได้ว่ากลยุทธ์ ‘ตีมึนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา’ ในที่แห่งนี้มันได้ผลชะงัดนัก

ทำไมน่ะเหรอ

เพราะเวลาเกาหลีเขากวาดล้างการซื้อขายผิดกฎหมาย เขาเน้นเล่นงาน ‘ผู้จัดหา’ เป็นหลักยังไงล่ะ

‘วิธีนั้นมันมีประสิทธิภาพกว่าเห็นๆ’

การไล่บี้ผู้บริโภคทีละคนมันยุ่งยากเกินไป แถมความหนักเบาของโทษก็ต่างกัน

ความแตกต่างระหว่างผู้ซื้อที่รับของโจรมาแค่ชิ้นสองชิ้น กับพ่อค้าคนกลางที่รับของโจรมาปล่อยขายล็อตใหญ่ มันชัดเจนอยู่แล้ว

แถมฝั่งลูกค้าเนี่ย หาหลักฐานมาเอาผิดยากจะตาย พวกเขาจะไปทำอะไรได้?

ถ้าจะฟ้องร้องในข้อหาประเภทนี้ อย่างน้อยต้องมีหลักฐานทางกฎหมายที่ชี้ชัดว่าผู้ซื้อมีเจตนาในการทำธุรกรรมอย่างแน่วแน่

สัญญา, รายการโอนเงิน, ไฟล์เสียง หรือบันทึกอื่นๆ ที่ปฏิเสธไม่ได้ ต้องมีของพวกนี้ถึงจะพอรวบรวมสำนวนส่งฟ้องศาลได้

‘อืม’

การจ่ายด้วยเงินสดเงียบๆ แบบเมื่อกี้ ถือว่าหลุดรอดจากเงื่อนไขพวกนี้ทั้งหมด

แค่เดินดูของในตลาดมืดเฉยๆ มันไม่ใช่ความผิดใหญ่อะไรนี่นา

ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ความรับผิดชอบของฉันอย่างมากก็แค่โดนข้อหาเข้าเกตโดยไม่แจ้งล่วงหน้าเท่านั้น

“ผมไม่ได้ซื้ออะไรจากที่นี่เลยสักอย่างครับ”

ฉันตีหน้าซื่อตาใสปฏิเสธเสียงแข็ง

ต่อให้เจ้าพ่อค้าบลูเชลล์คนนั้นจะปากโป้งในภายหลังก็ไม่สน

อย่างที่บอกไป กฎหมายที่นี่ค่อนข้างปรานีกับคนที่ไม่ใช่ผู้จัดหา

“ว่าแต่คุณซอนอูยอน ตอนนี้ยุ่งมากไม่ใช่เหรอครับ?”

พอทบทวนความคิดจนหัวใจเริ่มสงบลงได้ ฉันก็อาศัยจังหวะนั้นเปลี่ยนเรื่องคุยเนียนๆ

“จู่ๆ ก็บุกเข้ามาแล้วยิงคนแบบนี้ ถึงร้านจะอยู่มุมอับก็เถอะ แต่ขืนปล่อยไว้แบบนี้เดี๋ยวคนอื่นก็มาเจอ...”

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ใช่เคี้ยวง่ายๆ

“เปลี่ยนเรื่องชัดเจนเลยนะคะ ยังไงฉันก็ต้องรอสัญญาณจากทีมอยู่แล้ว”

“....”

“และก่อนจะเข้ามาเมื่อกี้ ฉันได้ยินคุณพูดว่า ‘ขอ 8 เซต’ เต็มสองหูเลยค่ะ”

ไอ้หยา

งานเข้าจังเบอร์กว่าที่คิดแฮะ

“หูฝาดแล้วครับ”

“ด้วยการได้ยินของระดับ B เนี่ยนะคะ?”

“ครับ เดิมทีผมไม่มีเงินพอจะซื้อของพวกนี้หรอกครับ”

“งั้นในกระเป๋านั่นใส่อะไรไว้คะ?”

“อุปกรณ์ส่วนตัวครับ”

“ขอตรวจสอบดูได้ไหมคะ?”

คำถามที่ตามมาอย่างกัดไม่ปล่อยของซอนอูยอน ฉันบังคับกล้ามเนื้อของศพให้กลอกตาไปมา

“......โดยไม่มีหมายค้นเนี่ยนะครับ?”

ฉันหลุดปากออกไปเพราะความตกใจกึ่งหนึ่ง

พูดตามตรง ไม่นึกเลยว่าพนักงานคนนี้จะซักไซ้เรื่องการซื้อขายผิดกฎหมายยิบย่อยขนาดนี้

“ไม่สิ ฮันเตอร์คิมกิรยอ...”

ผู้ตื่นรู้ระดับ B ทำเสียงอึ้งๆ คล้ายคนสติหลุดไปชั่วขณะ

ก็นะ การโกหกแบบขอไปทีหวังจะตบตาคนอื่น มันคงไม่สำเร็จเสมอไปหรอก

ดูท่าแม่คนนี้คงไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ ซะด้วยสิ

‘ลำบากแฮะ’

ถึงเงินสดในกระเป๋าจะไม่ได้ทำให้เดือดร้อนถึงตายก็เถอะ

แต่ถ้าซอนอูยอนคิดจะใช้กำลังแย่งชิงไอเทมบ็อกซ์ไปตรวจสอบล่ะ? ตอนนั้นฉันต้องลงไปนอนดิ้นกับพื้นแล้วตะโกนร้องเรียนเรื่องสิทธิมนุษยชนไหมนะ?

‘แค่พกพาบลูเชลล์ก็ถือว่าผิดกฎหมายแล้วด้วย’

ในระหว่างที่ฉันกำลังสมองหมุนติ้วเพื่อหาทางปกป้องหลักฐาน หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยประโยคถัดมา

“ทำไม?”

ด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว

“...นี่มันแปลกจริงๆ นะคะ ทำไมคนอย่างคุณกิรยอถึงต้องซื้อของแบบนี้ด้วย?”

เธอพึมพำแสดงความสงสัยออกมา

ก็แหงล่ะ บลูเชลล์เป็นสารที่ส่งผลกับผู้ตื่นรู้ระดับล่างเท่านั้นนี่นา...!

ถ้าผู้ใช้มีระดับการตื่นรู้ตั้งแต่ระดับ C ขึ้นไป ผลไม้นี้ก็แทบไม่แสดงผลที่มีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ คือขีดจำกัดในการเสริมแกร่งมันชัดเจนมาก

ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าพลาดนิดเดียวอาจจะเป็นการเผยไต๋ว่าฉันเป็นพวกอ่อนแอได้เลย

‘อืม’

โชคยังดีที่มีข้ออ้างหนึ่งที่พอจะใช้ได้

ไม่ว่าฉันจะซื้ออะไรที่นี่ ยังไงเรื่องก็ต้องรู้ไปถึงหูคังชางโฮอยู่แล้ว คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะมาหาซื้อบลูเชลล์โดยไม่เตรียมการอะไรไว้เลย

แต่ถ้าพูดข้ออ้างนั้นออกไป มันก็เท่ากับยอมรับกลายๆ ว่าซื้อของต้องห้ามมาจริงๆ แล้วจะเอายังไงดี?

“เดี๋ยวค่ะ”

ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ซอนอูยอนก็ตัดบทด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ไม่ใช่เวลามามัวทำแบบนี้...”

“ครับ?”

“น่าจะมีสัญญาณส่งมาได้แล้ว แต่ทำไมข้างนอกถึงเงียบผิดปกติแบบนี้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

พูดจบ ซอนอูยอนก็มุดเข้าไปในแผงขายของ แล้วเริ่มแจ้งสิทธิมิแรนดาให้พ่อค้าตลาดมืดที่นอนสลบเหมือดอยู่ฟัง

ถึงจะเห็นสภาพแบบนั้น แต่สติคงยังครบถ้วน พ่อค้าตลาดมืดขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินถ้อยคำการจับกุมกระแทกเข้าหู

แน่นอนว่าทำได้แค่นั้น อีกฝ่ายโดนเวทอัมพาตขั้นรุนแรงเล่นงานจนแม้แต่เสียงครางยังหลุดออกมาไม่ได้

“เรื่องคุยเอาไว้ก่อนนะคะ”

ซอนอูยอนหยิบกุญแจมือแบบพิเศษออกมาพันธนาการคนร้ายเพิ่มเติม

หลังจากจัดการทุกขั้นตอนเสร็จสรรพ เธอก็หันมาพูดเสริมกับฉัน

“ยังไงอีกเดี๋ยวคุณก็ต้องเจอฉันอีกรอบอยู่แล้ว ตลาดมืดแห่งนี้มีลูกค้าหลักเป็นคนธรรมดา ระบบรักษาความปลอดภัยเลยไม่ได้เรื่องเท่าไหร่”

“....”

“ได้ยินว่าคนที่เก่งที่สุดก็แค่ระดับ C เพราะงั้นพอปิดล้อมตลาดเสร็จเมื่อไหร่ ค่อยมาคุยกันตอนนั้น...”

แต่เธอก็พูดประโยคนั้นไม่ทันจบ

ทันใดนั้น พวกเราต่างรับรู้ข้อมูลใหม่ได้ในจังหวะแทบจะพร้อมกัน

‘มีคนกำลังมา’

ซอนอูยอนเงยหน้าขึ้นมองตามสัมผัสที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ถึงจะสวมหน้ากากจนมองไม่เห็นสีหน้าก็เถอะ

แต่สำหรับมนุษย์ต่างดาวอย่างฉัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสั่นสะเทือนของเสียง ระดับสูงต่ำ

“พวกผู้ตื่นรู้?”

หรืออัตราการเต้นของหัวใจอีกฝ่ายอะไรเทือกนั้น

“ไม่สิ เอ๊ะ? เดี๋ยว เป็นไปไม่ได้...?”

พนักงานสมาคมแสดงอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

สาเหตุก็คงมาจากพลังเวทเหล่านั้นที่ไหลทะลักมาจากนอกอาคาร

กลุ่มคนที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้คือกลุ่มผู้ตื่นรู้

และในกลุ่มนั้น ดูแล้วมีจอมเวทระดับเดียวกับซอนอูยอนปนอยู่ถึงสองคน

‘ไหนบอกว่าเวรยามตลาดมืดนี้เก่งสุดแค่ระดับ C ไง’

ระดับ B สองคนเชียวนะ

ทางตำรวจสืบข้อมูลมาผิดพลาดหรือเปล่า?

แต่ไม่ว่าจะยังไง สถานการณ์ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตแน่นอน เธอรีบวิ่งลนลานออกมาจากแผงขายของทันที

-ปัง!

เสียงประตูกระแทกเปิดดังขึ้นพร้อมกัน

ผู้ที่ผลักประตูบ้านดินเข้ามาคือชายหน้าสดไร้หน้ากาก แค่นั้นฉันก็รู้ทันทีว่าพวกเขาเป็นใคร

‘ฝ่ายดำเนินการสินะ’

คนที่ใส่หน้ากากคือลูกค้า

คนที่ไม่ใส่คือเจ้าของร้าน นั่นเป็นกฎของที่นี่

“คุณลูกค้า! ขออภัยครับ รบกวนช่วยแสดงบัตรเชิญให้ดูอีกครั้งได้ไหมครับ?”

พวกชายฉกรรจ์ที่พุ่งพรวดเข้ามาในร้านตะโกนขึ้น พวกเขาต้องการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าตลาดมืดเดี๋ยวนี้

ถึงจะไม่อธิบายเหตุผล แต่ดูจากบรรยากาศแล้ว การที่ซอนอูยอนไม่ได้รับสัญญาณจากเพื่อนร่วมทีม น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่

“บัตรเชิญ?”

“อีกแล้วเหรอ?”

ทางฉันน่ะเป็นสมาชิกตลาดมืดอย่างถูกต้อง ถึงโดนสุ่มตรวจก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก

แต่ซอนอูยอนนี่สิ

ดูท่าทางฝั่งนั้นจะหาบัตรเชิญมาไม่ได้ พอได้ยินว่าจะตรวจสอบสิทธิ์อีกรอบ ร่างกายก็แข็งทื่อไปทันที

“อะไรกัน ว่าแต่ร้านนี้ทำไมไม่มีคนเฝ้าเลยล่ะ?”

แถมถ้าพวกนั้นดันไปเจอเจ้าของร้านที่ซ่อนอยู่ใต้แผงขายของเข้าล่ะก็...

สถานการณ์คงดูไม่จืดเลยทีเดียว ฉันยืนมองความเคลื่อนไหวรอบตัวพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

‘อืม’

ก่อนอื่น ทางนี้มาที่นี่ได้เพราะการแนะนำของคังชางโฮ เห็นแก่หน้าคนเชิญก็ควรจะอยู่เฉยๆ ให้มากที่สุด

ส่วนซอนอูยอนก็กำจุดอ่อนเรื่องที่ฉันซื้อบลูเชลล์เอาไว้...

‘ถือโอกาสนี้ขายยัยหนูสกปรกนี่ให้พวกยามไปเลยดีไหมนะ’

ตัวเลือกที่น่าสนใจผุดขึ้นมา

สมกับเป็นวิญญาณที่มาจากดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ความคิดเชิงผลประโยชน์ถูกคำนวณออกมาอย่างรวดเร็ว

แต่ถึงจะมีกมลสันดานแบบนั้น ท้ายที่สุดฉันก็ตัดสินใจเลือกทางเดินของคนดี

‘เฮ้อ ช่างเถอะ ต่อให้ปิดปากซอนอูยอนไป แต่ตำรวจคนอื่นก็แห่กันมาแล้วอยู่ดี มันไม่ช่วยอะไรหรอก’

ฉันตัดสินใจจะปกป้องผู้ตื่นรู้ที่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

“-พนักงานที่เคยอยู่ตรงนี้เขาบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำน่ะครับ”

อีกอย่าง ฉันก็มีหนี้ที่ต้องชำระกับชาวโลกคนนี้อยู่พอดี...

ตึก ตึก

ฉันจงใจเดินออกมาไม่กี่ก้าวเพื่อบังมุมไม่ให้พวกยามมองเห็นแผงขายของ

พอมองแบบนี้ ก็โชคดีที่เจ้าของร้านที่นอนเป็นอัมพาตอยู่เป็นแค่คนธรรมดา ถ้าเป็นผู้ตื่นรู้ ป่านนี้คงโดนจับสัมผัสพลังเวทได้ไปนานแล้ว

“งั้นเหรอครับ? เอาเถอะ รีบเอาบัตรเชิญออกมาให้ดูเร็วเข้า!”

ตอนนั้นเอง

ยามที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มโบกมือไหวๆ เร่งรัดการตรวจค้น

ฉันจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบบัตรสมาชิกที่พับครึ่งออกมาโชว์

“นี่ครับ แล้วก็คนที่ยืนบื้อใส่กางเกงอยู่ตรงนั้น ผมพามาเป็นคนแบกของ ไม่ต้องตรวจแยกหรอกมั้งครับ”

“ครับ?”

“เมื่อกี้ตอนอยู่ตรงทางเข้าก็ยอมให้ดูหน้าพร้อมกันไปรอบหนึ่งแล้วนี่ครับ ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

ฉันโกหกหน้าตาย พยายามขอให้ข้ามการตรวจสอบคนติดตามของฉันไป

เนื่องจากดันเจี้ยนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พวกนี้จึงติดต่อกับยามหน้าประตูหรือคังชางโฮได้ยาก ฉันคำนวณแล้วว่าพวกมันคงไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทันท่วงที

แต่ทว่า ผู้ตื่นรู้ที่ตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่มกลับทำหน้ายับยู่ยี่ทันทีที่ได้ยินคำพูดของฉัน

“จำเป็นหรือไม่จำเป็นพวกเราจะเป็นคนตัดสินเองครับ ทั้งสองท่านส่งบัตรเชิญมาเดี๋ยวนี้!”

“อืม”

แน่นอนว่าความฮึกเหิมนั้นอยู่ได้ไม่นาน

“เออ ตอนอยู่หน้าประตูอุตส่าห์ยอมให้ตรวจคนซะละเอียดยิบ ทีนี้จะให้ฉันเปิดเผยตัวตนกับกลุ่มรักษาความปลอดภัยแถวบ้านที่ชื่อแซ่ก็ไม่รู้จักเนี่ยนะ...”

“ครับ?”

“ตลาดนี้มันบริหารจัดการได้เยี่ยมจริงๆ”

ทันใดนั้น ใครบางคนในที่นี้ก็พลิกท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ พ่นวาจาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหองออกมา

“เมื่อกี้ฉันก็โชว์บัตรเชิญที่มีชื่อฉันเขียนอยู่ให้ดูแล้ว แล้วก็บอกชัดเจนแล้วว่าไม่อยากเปิดเผยตัวตนคนรู้จักที่พามาด้วย...”

ฟึ่บ

ทัศนวิสัยพลันสว่างวาบ

ฉันถอดหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าออกตั้งแต่ปลายคาง แล้วยืนประจันหน้ากับพวกเขา

บัตรเชิญของที่นี่ตัวหนังสือมันเล็ก ถ้าไม่เพ่งมองดีๆ ก็คงไม่เห็นชื่อเจ้าของบัตรในทันที

ดังนั้น พวกมันจึงรู้ตัวช้าไปก้าวหนึ่งว่าเจ้าของบัตรใบนี้คือใคร

“...พวกแกไม่รู้สินะว่าฉันได้รับเชิญจากใคร”

สีหน้าของฝ่ายผู้จัดงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“แล้วก็คงดูไม่ออกสินะ ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกแกเป็นใคร?”

เมื่อสายตาอันดุดันจ้องมองไป พวกเขาก็แสดงท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

แต่วาจาของฉันยังไม่จบแค่นี้ ก็ยังไม่ได้ตอกลิ่มปิดท้ายเลยนี่นา

“ว่าแต่ เห็นแค่หน้าแบบนี้จะแน่ใจได้เหรอ?”

เคร้ง

ฉันดึงไฮดราออกมาจากไอเทมบ็อกซ์ มือกระชับด้ามจับแน่นพร้อมประกาศก้อง

“อยากจะลองตรวจสอบดูไหมล่ะ ว่าทางนี้ใช่ระดับ S ตัวจริงหรือเปล่า?”

“เฮือก!”

“ไม่ครับ คือว่า...”

“ถ้าเข้าใจแล้วก็ไสหัวไปซะ ไม่รู้หรอกนะว่าข้างหลังเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น แต่ถ้ามารบกวนการช็อปปิ้งด้วยเรื่องส่วนตัวของพวกแกอีกแม้แต่ครั้งเดียว...”

ฉันปล่อยความเงียบเข้าครอบงำชั่วอึดใจ เพื่อดึงดูดความสนใจทั้งหมด

มาเกิดใหม่บนโลกนี้ก็ปาเข้าไปหลายเดือนแล้ว

ถึงจะยังไม่ครบ 1 ปีดี แต่ถ้ามีสติปัญญาปกติ ก็น่าจะเริ่มรู้ตัวกันได้แล้ว

“ตอนนั้นฉันจะเป็นคนสร้างปัญหาขึ้นมาเอง”

ฉันได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว

ว่ารูปลักษณ์ภายนอกนี้ มันใช้ข่มขู่พวกเผ่าพันธุ์เดียวกันได้ผลชะงัดนักแล