Cover

18

สกิล (Awakening Skills)

คำศัพท์ยอดฮิตที่ใช้เรียกพลังพิเศษของผู้ตื่นรู้

ว่ากันว่าผู้ตื่นรู้ทุกคนจะได้รับสกิลอย่างน้อยหนึ่งอย่างในวินาทีที่ตื่นขึ้น

ทว่าศาสตร์เวทมนตร์บนดาวเคราะห์ดวงนี้เพิ่งจะเริ่มต้นได้ไม่นาน จึงยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ

น่าแปลกที่พวกจอมขมังเวทย์บนโลกจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้เพียงสายเดียวตามที่ได้รับมาตอนตื่นรู้เท่านั้น อะไรทำนองนั้นแหละ

อย่างเช่นจองฮาซองที่ใช้ธาตุไฟ ต่อให้ฝึกฝนแทบตายก็ไม่มีวันใช้เวทมนตร์น้ำแข็งได้

หากจอมเวทบนโลกอยากจะใช้เวทมนตร์สายอื่นล่ะก็ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น

พวกเขาต้องยอมจ่ายเงินมูลค่าพอๆ กับบ้านหนึ่งหลังเพื่อซื้อ อุปกรณ์เวทมนตร์ ที่เรียกว่า [หินทักษะ] มาใช้ ถึงจะสามารถเรียนรู้เทคนิคของธาตุใหม่ได้

‘แถมถ้าไม่มีพรสวรรค์ ต่อให้มีหินนั่นก็เปิดใช้งานไม่ได้อีกต่างหาก’

แต่ก็นะ

เอาเป็นว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องนี้

ทางด้านฉันนั้นสถานการณ์ต่างออกไปนิดหน่อย

ก็เพราะว่าฉันเป็นดวงวิญญาณที่จุติใหม่พร้อมกับความรู้ทางด้าน เวทมนตร์ศาสตร์ แบบเต็มเปี่ยมน่ะสิ

ตามทฤษฎีแล้ว หากเงื่อนไขครบถ้วน ฉันสามารถใช้สกิลทุกประเภทที่มีอยู่บนโลกนี้ได้เลยล่ะ

‘ฉันนี่มันอัจฉริยะจริงๆ’

ทว่าปัญหาคือ...

ในตอนนี้ฉันยังไม่สามารถสำแดงความเก่งกาจนั้นออกมาได้เลยนี่สิ

และท่ามกลางสถานการณ์นี้ ก็ดันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เหล่า ระดับ S ต้องหันมาให้ความสนใจในตัวฉันอย่างร้อนแรงเกิดขึ้น

‘เรื่องที่เกือบโดนคังชางโฮฆ่าตายก็เรื่องหนึ่งเถอะ แต่ดันเผลอไปทำให้จองฮาซองโกรธเข้าซะได้’

ฉันก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

‘ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันคงได้นอนตายข้างถนนในดาวเคราะห์ของคนอื่นแน่ๆ’

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงต้องรีบทำการวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเร่งด่วน...

“เลยเวลานัดมาแล้วนะ เมื่อไหร่จะมาล่ะเนี่ย?”

งั้นฉันขอสรุปผลลัพธ์เลยแล้วกัน

หลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจมาตลอด 60 ชั่วโมง ในที่สุดฉันก็หาวิธีจนเจอ

วิธีที่จะทำให้ฉันใช้เวทมนตร์ได้ยังไงล่ะ

“ขอ... ขอโทษจริงๆ ครับที่มาสาย! พอดีที่บริษัทติดต่อมาด่วนก็เลยต้องคุยธุระนิดหน่อย...!”

“อ๊ะ มาแล้วเหรอ”

ตอนนี้ร่างกายของฉันมีปัญหากับปอดจนไม่สามารถแลกเปลี่ยน มานา ได้

แต่ในเมื่อการหายใจยังทำงานปกติ ก็น่าจะพอควบคุม มานา ในร่างกายได้บ้างแม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม

ถ้าปริมาณนั้นไม่พอสำหรับการร่ายเวท ก็แค่ต้องเพิ่มมันขึ้นมาด้วยวิธีการประดิษฐ์เอา

“อย่าขอโทษเลย นายอุตส่าห์มาช่วยฉันนะ”

ตอนนี้ฉันกำลังรวบรวมวัตถุดิบสำหรับทำ <สารขยายมานา> อยู่

นั่นคือเหตุผลที่ฉันมาที่ตึกแห่งนี้

“จะว่าไป หนี้เก่าก็น่าจะใช้คืนไปหมดตั้งนานแล้ว แต่เพราะฉันไม่มีคนอื่นที่พอจะไหว้วานได้เลย ก็เลยต้องมารบกวนนายบ่อยๆ แบบนี้”

“ไม่เลยครับ! ไม่เป็นไรเลย ผมเองก็มีเวลาว่างเยอะอยู่แล้ว”

อันยุนซึงพูดพลางหอบแฮกเพื่อปรับลมหายใจ

“อีกอย่าง ถ้าจะพูดถึงเรื่องหนี้ มันยังมีอีกเรื่องนะครับ ตอนที่ เรดเกต ปรากฏขึ้นคราวก่อน พี่ก็เป็นคนผลักผมไปอีกทางเพื่อช่วยชีวิตผมไว้ไม่ใช่เหรอครับ”

“เอ่อ คือว่า...”

“ผมนี่แหละที่ยังมีบุญคุณต้องตอบแทนอีกเยอะ! ไม่ต้องเกรงใจครับ พี่ชาย!”

เป็นเพื่อนบ้านต่างดาวที่จิตใจดีจริงๆ เลยนะ

“เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้น...”

ฉันจัดเสื้อเชิ้ตราคาถูกของคิมกิรยอที่ใส่อยู่เป็นประจำให้เข้าที่ ก่อนจะชี้ไปที่อาคารตรงหน้า

“ถ้าฉันเข้าไปพร้อมกับนาย จะไม่โดนไล่ออกมาใช่ไหม?”

อาคารทรงกระบอกมนๆ ที่ตั้งตระหง่านตัดกับตึกทรงเหลี่ยมโดยรอบ

ดูๆ ไปแล้วมันเหมือนกับหอคอยขนาดยักษ์ไม่มีผิด ฉันกวาดสายตามองไปตามกระจกของตัวอาคารพลางเงี่ยหูฟังเสียงของอันยุนซึง

“ครับ! ทางหอคอยเวทมนตร์เกาหลีส่งอีเมลตอบกลับมาแล้ว เพราะฉะนั้นชัวร์แน่นอนครับ”

หอคอยเวทมนตร์เกาหลี

นั่นคือชื่อขององค์กรที่ฉันจะมาเยือนในวันนี้

เห็นว่าเป็นหนึ่งใน กิลด์ ขนาดใหญ่ที่เป็นตัวแทนของประเทศนี้เลยสินะ

“แต่เมื่อวานตอนที่พี่มาคนเดียว พี่โดนไล่ตะเพิดออกมาจริงๆ เหรอครับ?”

ฉันเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ 16 ชั่วโมงก่อนนั่นแหละ

คือเรื่องของเรื่อง ฉันอุตส่าห์ค้นหาข้อมูลจนเจอวัตถุดิบที่น่าจะใช้ทำยาได้... แต่ เกต ที่มีวัตถุดิบนั้นดันเป็น เกต ส่วนบุคคลเสียนี่

‘มีการซื้อขาย เกต กันด้วยเหรอเนี่ย!’

วิธีเดียวที่จะเข้า เกต ส่วนบุคคลได้คือต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเท่านั้น

ฉันก็เลยลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดูจนมาขอความช่วยเหลือที่หอคอยเวทมนตร์เกาหลีแห่งนี้ แต่ตอนนั้นไอ้คนที่อยู่ตรงทางเข้ามันพูดว่ายังไงนะ?

“อืม พวกคนใส่สูทกรูออกมาไล่ฉันน่ะ พูดให้ชัดก็คือเขาขอดูบัตรระบุตัวตน พอฉันยื่น บัตรฮันเตอร์ ให้ เขาก็เริ่มตะคอกใส่ทันทีเลย...”

ความประทับใจแรกไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ฉันยักไหล่ เมื่อเห็นดังนั้นอันยุนซึงก็ทำสีหน้ากระอักกระอ่วน

“ที่นี่ถึงจะสเกลใหญ่ขนาดนี้ แต่เป็นกิลด์ที่ไม่ชายตามองพวกต่ำกว่า ระดับ C เลยละครับ พอพี่แนะนำตัวว่าเป็น ผู้ตื่นรู้ ระดับ F ก็เลยโดนไล่ออกมานั่นแหละ”

“งั้นเหรอ?”

“ก็นั่นแหละครับ ถึงจะมีข้อเสียเยอะแยะไปหมด แต่ทำไมพี่ถึงยอมให้ค่าการตรวจวัดออกมาต่ำขนาดนั้น...”

อุ๊บ

อันยุนซึงพึมพำกับตัวเองแล้วก็รีบสูดลมหายใจเข้าลึก เหมือนคนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรผิดไป

“อะ... อ้อ เปล่าครับ! ไม่มีอะไรครับ เข้าไปกันเถอะ! ผมจองนัดไว้ในชื่อของผมแล้ว!”

“อืม เอาสิ”

เมื่อกี้กำลังจะถามว่าทำไม ค่าการตื่นรู้ ของฉันถึงได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนั้น แต่ก็หยุดไปงั้นเหรอ?

‘คนเรามันก็เป็น ระดับ F กันได้ทั้งนั้นแหละ...’

ขอโทษกิรยอของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ...

ฉันรู้สึกห่อเหี่ยวเล็กน้อยจนเผลอก้มหน้าเดิน

จากนั้นพวกเราก็เข้าไปในตัวอาคาร

‘กว้างชะมัด’

โถงต้อนรับที่เปิดโล่ง

กระเบื้องหินอ่อนที่สะอาดตาจนรู้สึกเย็นยะเยือก

ตัวตึกน่ะดีมาก แต่พวกคนที่อาศัยอยู่ข้างในนี่สิที่เป็นปัญหา

“เอ๊ะ ฮันเตอร์ อันยุนซึง!”

พอกวาดสายตาดูได้ไม่นาน พนักงานตรงทางเข้าที่จำ ระดับ A ได้ก็เข้ามาทักทายทันที

ฉันเองก็จำพนักงานคนนั้นได้ดี

ก็ไอ้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ทำหน้าตาบอกบุญไม่รับตอนเห็น บัตรฮันเตอร์ ระดับ F ของฉันเมื่อวานนี้ไม่ใช่หรือไง

-อะไรกัน ระดับ F? เหอะ สงสัยจะจำสลับกับสำนักงานจัดหางานข้างหลังล่ะมั้ง ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างคุณจะมาหรอกนะ เชิญออกไปได้แล้วครับ

แต่แหม ทีตอนนั้นทำหน้าเหมือนเหยียบขี้แท้ๆ...

“คุณอันยุนซึง! ผมคอยติดตามผลงานอยู่เสมอนะครับ! ได้ยินจากข่าวว่าช่วงนี้คุณก็เป็นคนแรกๆ ที่รุดไปยังเหตุการณ์ ดันเจี้ยนเบรก เสมอเลยใช่ไหมครับ? ผมนี่แฟนคลับตัวยงเลยละ!”

พนักงานคนนั้นยิ้มจนหน้ายับ ท่าทางต่างจากตอนที่คุยกับฉันลิบลับ

“บทความที่เกี่ยวกับคุณฮันเตอร์ ผมตามเก็บสแครปบุ๊กไว้ทุกฉบับเลยครับ! อ๊ะ! ผมรั้งคุณไว้นานเกินไปแล้ว มีธุระอะไรเหรอครับ?”

ฉันยืนดูสถานการณ์เงียบๆ และในไม่ช้าอันยุนซึงก็บอกจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้

“ติดต่อผ่านกิลด์มาล่วงหน้าแล้วครับ ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับตัวแทนหอคอยน่ะครับ”

“เอ่อ วันนี้ท่านหัวหน้ากิลด์อยู่ที่สำนักงานใหญ่หรือเปล่านะ?”

“ในเมลตอบกลับบอกว่าอยู่นะครับ”

บริษัทที่มีรายได้หลักจากการทำกิจกรรมของ ฮันเตอร์

ในวงการจะเรียกกันว่า กิลด์

ในบรรดานั้น หอคอยเวทมนตร์เกาหลีถือเป็นกิลด์ยักษ์ใหญ่ที่มีฮันเตอร์ในสังกัดเยอะมาก แต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว

วันนี้พวกเราตั้งใจจะมาพบกับตัวแทนของหอคอยเวทมนตร์เกาหลี

“สมกับเป็นคุณฮันเตอร์ อันยุนซึง จริงๆ ครับ ตัวแทนของที่นี่น่ะ คนรอคิวเข้าพบกันเป็นแถวยาวเหยียด แต่ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะนัดพบได้ง่ายๆ แบบนี้!”

รปภ. พูดยกยอปอปั้นฮันเตอร์ ระดับ A ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำเอาอันยุนซึงยิ้มแห้งๆ

“ขอบคุณสำหรับคำชมครับ”

“ถ้าจะเข้าไปข้างใน รบกวนติดบัตรผู้มาติดต่อก่อนนะครับ นี่ครับ”

“ไม่มีอีกอันเหรอครับ? พวกเรามากัน 2 คนนะครับ”

แต่ทว่า...

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอ้ รปภ. นี่ มัวแต่สนใจอันยุนซึงจนลืมฉันไปสนิทเลยเหรอ?

“2 คน?”

รปภ. มองสำรวจรอบๆ ด้วยความแปลกใจ

“เอ๊ะ คนคนนี้เหมือนผมจะเคยเห็นที่ไหน...”

พอเขาสังเกตเห็นฉัน คิ้วเขาก็ขมวดมุ่น ดูท่าทางเหมือนกำลังค่อยๆ นึกอะไรบางอย่างออกมาได้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ใช้ไหล่หนาๆ นั่นผลักใครบางคน หรือเรื่องที่เห็น บัตรฮันเตอร์ แล้วพ่นลมหายใจดูถูกพลางพูดจาถากถาง

ความทรงจำทำนองนั้นน่ะนะ

“อึก!”

จำได้แล้วสินะ?

สีหน้าของ รปภ. แข็งค้างไปในทันที แต่ฉันไม่ได้สนใจอะไรและยกมือโบกทักทาย

“สวัสดีครับ?”

พออันยุนซึงเสริมไปว่าฉันเป็นพี่ชายที่รู้จักกัน รปภ. ก็ถึงกับลนลานจนสายตาสั่นไหว

“คน... คนคนนี้ เป็น ระดับ F... ไม่ใช่เหรอครับ”

“อืม ใช่ แล้วมันทำไมเหรอ?”

“เปล่าครับ คือว่า...”

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

ถ้าไม่ติดว่าเขาไม่ได้ลงไม้ลงมือเตะฉันออกมา เขาก็คือคนที่ข่มขู่ไล่ตะเพิดไอ้คนจรจัดคนนี้ออกไปแท้ๆ แต่ตอนนี้ไอ้คนนั้นดันกลับมาพร้อมกับ ระดับ A เสียได้

“มะ... เมื่อวานต้องขออภัยด้วยนะครับ พอดีกฎของสำนักงานใหญ่กำหนดไว้ว่า ระดับ F ไม่สามารถเข้าออกได้ด้วยเหตุผลด้านการรักษาความปลอดภัย อะ... คือผม... แบบว่า...”

เขาถึงกับเหงื่อตกพลางก้มหัวปลกๆ

แล้วเขาก็ดูแลพวกเราเหมือนปรนนิบัติเจ้านาย เดินมาส่งจนถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

“พออยู่ต่อหน้า ระดับ A นี่ดูสุภาพขึ้นมาเลยนะ”

ฉันพูดขึ้นลอยๆ อันยุนซึงที่ได้ยินแบบนั้นก็พ่นลมหายใจออกจมูกแล้วตอบกลับว่า

“นั่นสิครับ ไม่รู้ซะเลยว่าพี่เป็นคนยังไง”

ยุนซึงเหลือบมองเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยสายตาดูแคลนสุดๆ บอกตามตรงว่าฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำไมเขาต้องทำขนาดนั้น

ฉันทำเป็นเมินเฉยในขณะที่ยุนซึงคุยกับพนักงานต้อนรับ

“ผมฮันเตอร์ อันยุนซึง ระดับ A จากกิลด์นีโอซิสเตอร์ครับ ผมส่งอีเมลมาเมื่อช่วงบ่ายวานนี้”

“เรื่องการขอเข้าออก เกต ใช่ไหมคะ?”

“ครับ ในอีเมลตอบกลับบอกว่าต้องคุยกับตัวแทนโดยตรง”

แต่เดี๋ยวนะ...

“ห้องทำงานของท่านตัวแทนอยู่ที่ชั้นบนสุดค่ะ เชิญใช้ลิฟต์ขึ้นไปได้เลยนะคะ”

ถ้าฉันไม่ได้ตาฝาดไป ปฏิกิริยาของพนักงานต้อนรับมันดูแปลกๆ

ท่าทางเหมือนคนกำลังลังเลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่ากำลังยืนอยู่ในสถานการณ์ที่น่าลำบากใจ

แถมคราวนี้ยังไม่มีไกด์นำทางให้อีกต่างหาก

“เราต้องไปกันเองเหรอ?”

“ไปที่ลิฟต์กันก่อนเถอะครับ”

อันยุนซึงพยักหน้าเหมือนคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แล้วมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ นี่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ฉันเพิ่งเคยขึ้นครั้งแรกเลยนะ

‘โอ้โห’

พออันยุนซึงกดปุ่มลิฟต์ ประตูของกล่องสี่เหลี่ยมก็ปิดลง พร้อมกับความรู้สึกเหมือนตัวจะลอยขึ้น

คงเป็นเพราะแรงเร่งตอนที่มันเคลื่อนที่ขึ้นไปสินะ

ฉันรู้สึกทึ่งกับเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่มีในโลกของเรา แต่ความตื่นเต้นนั้นก็พังทลายลงในพริบตา

[ถึงชั้นที่ 60 แล้วค่ะ ประตูเปิดออก]

-ติ๊ง

ประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงประกาศที่แสนสุภาพ

“อะไรกัน ก็กดปุ่มชั้น 60 ไปชัดๆ นี่นา”

วินาทีที่ก้าวเท้าออกจากลิฟต์ ฉันก็รู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ

‘ที่นี่มันอย่างมากก็ชั้น 2 เองไม่ใช่เหรอ?’

มองออกไปนอกกระจกใสก็เห็นถนนอยู่รำไร แม้แต่ยอดของต้นไม้ริมทางยังมองเห็นไม่ชัดเลยด้วยซ้ำ

นี่มันต่ำเกินกว่าจะเรียกว่าชั้น 60 ได้

“ลิฟต์เสียหรือเปล่า?”

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่เข้าใจ แต่อันยุนซึงก็ขยับริมฝีปากที่แห้งผากพูดขึ้นมาว่า

“พี่ครับ ขอโทษที่ไม่ได้อธิบายไว้ก่อนนะครับ แต่ดูเหมือนว่าพวกเรา... กำลังถูกทดสอบอยู่ครับ”

บททดสอบเหรอ?

“ที่จริงตัวแทนหอคอย... หมายถึงหัวหน้ากิลด์น่ะครับ มีข่าวลือว่าคนคนนั้นนิสัยค่อนข้างประหลาดน่ะครับ”

“งั้นเหรอ?”

“เพราะเขาเป็น ฮันเตอร์ ระดับ S ที่มีเพียง 3 คนในเกาหลี การจะขอนัดพบง่ายๆ มันก็คงยากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”

อันยุนซึงเอามือตบหัวล้านของตัวเองดังแปะพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ตัวแทนของที่นี่ชอบทำเหมือนจะยอมให้เข้าพบ แต่พอมาถึงบริษัทจริงๆ ก็จะเล่นตุกติกครับ! เขาจะโยนผู้มาเยือนลงไปในเขาวงกตที่เขาสร้างขึ้นมาน่ะสิ”

“นี่คือเขาวงกตที่ว่านั่นเหรอ?”

“ครับ ได้ยินว่าโครงสร้างภายในสำนักงานใหญ่ของหอคอยเวทมนตร์มันยุ่งเหยิงน่ะครับ...”

เป็นพวกประเภทที่ชอบนั่งดูผู้มาเยือนหลงทางอยู่ในเขาวงกตเพื่อความบันเทิงงั้นสิ?

“สงสัยเราคงต้องหาทางไปชั้นบนสุดด้วยตัวเองแล้วละครับ ใครที่ผ่านบททดสอบของเขาไปได้เท่านั้นถึงจะยอมคุยด้วย อะไรประมาณนั้นแหละ”

พอได้ยินแบบนั้น สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นตู้ดับเพลิงที่ตั้งอยู่ข้างบันไดหนีไฟ

บนนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยสีเหลืองว่า ‘กรุณากดหากหลงทาง’

ฉันเลือกที่จะเมินระบบหลบหนีนั่น แล้วเสนอไอเดียอื่นแทน

“เอาเป็นว่า ถ้าใช้ลิฟต์ไม่ได้ เราลองเดินขึ้นบันไดไปดูไหม?”

อันยุนซึงยอมทำตามข้อเสนอของฉันแต่โดยดี แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

“เอ๊ะ?”

พอก้าวพ้นบันไดหนีไฟขึ้นมายังชั้น 3 ของตัวอาคาร

“นี่มันอะไรอีกเนี่ย?”

ตามปกติแล้วมันควรจะเป็นโถงทางเดินของตึก แต่คราวนี้พอเปิดประตูออกมา กลับกลายเป็นลานจอดรถใต้ดินเสียอย่างนั้น

“บ้าบอชะมัด”

“ครับ พอเปิดประตูเข้าไป มันจะเชื่อมต่อไปยังที่ที่คาดไม่ถึงจนทำให้เราเดินวนไปวนมาน่ะครับ”

สมกับที่เรียกว่าเขาวงกตจริงๆ ไม่เสียชื่อเลยนะ

เบื้องต้นพวกเราตัดสินใจกลับไปที่ชั้น 2 ที่อยู่เมื่อกี้ก่อน ระหว่างเคลื่อนที่พวกเราก็คุยกันไปด้วย

“ยุนซึง มีคนที่ผ่านบททดสอบนี้ไปได้กี่คนน่ะ? แล้วปกติใช้เวลานานแค่ไหน?”

“ขอโทษครับ ผมก็ไม่เคยได้ยินมาเหมือนกัน บางทีอาจจะไม่มีใครเคยผ่านได้เลยก็ได้...”

“คงไม่ถึงขนาดไม่มีใครผ่านได้เลยหรอกมั้ง อีกอย่างพวกพนักงานก็น่าจะรู้ทางกันนี่นา ไม่เคยมีข้อมูลรั่วไหลออกมาบ้างเลยเหรอ?”

“พวกห้องผู้บริหารก็น่าจะมีแค่ไม่กี่คนที่รู้น่ะครับ”

ดูเหมือนจะมีข้อสัญญาเรื่องการรักษาความปลอดภัยอยู่ล่ะมั้ง เพราะแม้แต่รีวิวของผู้ที่สอบผ่านก็ยังไม่มีให้เห็น

“โธ่เว้ย เขาวงกตซับซ้อนขนาดนี้จะให้ผ่านไปได้ยังไงด้วยมือเปล่า! จะให้เราผลาญไอเทมราคาแพงเล่นๆ หรือไงกัน...?”

อันยุนซึงดูท่าทางจะไม่สบอารมณ์กับการต้อนรับของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีเอามากๆ

ก็นะ ถึงฝั่งเราจะเป็นคนขอนัดพบแบบด่วนเองก็เถอะ แต่มาเล่นตลกเสียมารยาทแบบนี้มันก็น่าโมโหอยู่หรอก

“สร้างมาได้ดีนี่”

ทว่า ฉันกลับเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาแปลกๆ

เขาวงกตที่สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์แบบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงบรรยากาศที่บ้านเกิดขึ้นมานิดหน่อย

ฉันชอบที่นี่แฮะ เพราะงั้นฉันชักอยากจะเจอหน้าจอมเวทที่คิดค้นเขาวงกตนี้ขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ

“พี่ครับ เอาไงดี? หรือเราจะแยกกันลองเปิดประตูดูดีไหม? ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเราจะเสียเวลาเปล่านะครับ”

ไม่ต้องห่วงหรอก ยุนซึง

มันจะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน

‘โครงสร้างมันออกจะเรียบง่ายขนาดนี้ แต่ที่บอกว่ายากกันเนี่ย แสดงว่าชาวโลกมองไม่เห็นทางกันสินะ...’

ต่อให้สภาพร่างกายฉันจะกลายเป็นของไร้ค่าแค่ไหน แต่มันก็ยังมีสิ่งที่ฉันทำได้หลงเหลืออยู่ล่ะนะ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

18

20px

สกิล (Awakening Skills)

คำศัพท์ยอดฮิตที่ใช้เรียกพลังพิเศษของผู้ตื่นรู้

ว่ากันว่าผู้ตื่นรู้ทุกคนจะได้รับสกิลอย่างน้อยหนึ่งอย่างในวินาทีที่ตื่นขึ้น

ทว่าศาสตร์เวทมนตร์บนดาวเคราะห์ดวงนี้เพิ่งจะเริ่มต้นได้ไม่นาน จึงยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ

น่าแปลกที่พวกจอมขมังเวทย์บนโลกจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้เพียงสายเดียวตามที่ได้รับมาตอนตื่นรู้เท่านั้น อะไรทำนองนั้นแหละ

อย่างเช่นจองฮาซองที่ใช้ธาตุไฟ ต่อให้ฝึกฝนแทบตายก็ไม่มีวันใช้เวทมนตร์น้ำแข็งได้

หากจอมเวทบนโลกอยากจะใช้เวทมนตร์สายอื่นล่ะก็ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น

พวกเขาต้องยอมจ่ายเงินมูลค่าพอๆ กับบ้านหนึ่งหลังเพื่อซื้อ อุปกรณ์เวทมนตร์ ที่เรียกว่า [หินทักษะ] มาใช้ ถึงจะสามารถเรียนรู้เทคนิคของธาตุใหม่ได้

‘แถมถ้าไม่มีพรสวรรค์ ต่อให้มีหินนั่นก็เปิดใช้งานไม่ได้อีกต่างหาก’

แต่ก็นะ

เอาเป็นว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องนี้

ทางด้านฉันนั้นสถานการณ์ต่างออกไปนิดหน่อย

ก็เพราะว่าฉันเป็นดวงวิญญาณที่จุติใหม่พร้อมกับความรู้ทางด้าน เวทมนตร์ศาสตร์ แบบเต็มเปี่ยมน่ะสิ

ตามทฤษฎีแล้ว หากเงื่อนไขครบถ้วน ฉันสามารถใช้สกิลทุกประเภทที่มีอยู่บนโลกนี้ได้เลยล่ะ

‘ฉันนี่มันอัจฉริยะจริงๆ’

ทว่าปัญหาคือ...

ในตอนนี้ฉันยังไม่สามารถสำแดงความเก่งกาจนั้นออกมาได้เลยนี่สิ

และท่ามกลางสถานการณ์นี้ ก็ดันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เหล่า ระดับ S ต้องหันมาให้ความสนใจในตัวฉันอย่างร้อนแรงเกิดขึ้น

‘เรื่องที่เกือบโดนคังชางโฮฆ่าตายก็เรื่องหนึ่งเถอะ แต่ดันเผลอไปทำให้จองฮาซองโกรธเข้าซะได้’

ฉันก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

‘ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันคงได้นอนตายข้างถนนในดาวเคราะห์ของคนอื่นแน่ๆ’

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงต้องรีบทำการวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเร่งด่วน...

“เลยเวลานัดมาแล้วนะ เมื่อไหร่จะมาล่ะเนี่ย?”

งั้นฉันขอสรุปผลลัพธ์เลยแล้วกัน

หลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจมาตลอด 60 ชั่วโมง ในที่สุดฉันก็หาวิธีจนเจอ

วิธีที่จะทำให้ฉันใช้เวทมนตร์ได้ยังไงล่ะ

“ขอ... ขอโทษจริงๆ ครับที่มาสาย! พอดีที่บริษัทติดต่อมาด่วนก็เลยต้องคุยธุระนิดหน่อย...!”

“อ๊ะ มาแล้วเหรอ”

ตอนนี้ร่างกายของฉันมีปัญหากับปอดจนไม่สามารถแลกเปลี่ยน มานา ได้

แต่ในเมื่อการหายใจยังทำงานปกติ ก็น่าจะพอควบคุม มานา ในร่างกายได้บ้างแม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม

ถ้าปริมาณนั้นไม่พอสำหรับการร่ายเวท ก็แค่ต้องเพิ่มมันขึ้นมาด้วยวิธีการประดิษฐ์เอา

“อย่าขอโทษเลย นายอุตส่าห์มาช่วยฉันนะ”

ตอนนี้ฉันกำลังรวบรวมวัตถุดิบสำหรับทำ <สารขยายมานา> อยู่

นั่นคือเหตุผลที่ฉันมาที่ตึกแห่งนี้

“จะว่าไป หนี้เก่าก็น่าจะใช้คืนไปหมดตั้งนานแล้ว แต่เพราะฉันไม่มีคนอื่นที่พอจะไหว้วานได้เลย ก็เลยต้องมารบกวนนายบ่อยๆ แบบนี้”

“ไม่เลยครับ! ไม่เป็นไรเลย ผมเองก็มีเวลาว่างเยอะอยู่แล้ว”

อันยุนซึงพูดพลางหอบแฮกเพื่อปรับลมหายใจ

“อีกอย่าง ถ้าจะพูดถึงเรื่องหนี้ มันยังมีอีกเรื่องนะครับ ตอนที่ เรดเกต ปรากฏขึ้นคราวก่อน พี่ก็เป็นคนผลักผมไปอีกทางเพื่อช่วยชีวิตผมไว้ไม่ใช่เหรอครับ”

“เอ่อ คือว่า...”

“ผมนี่แหละที่ยังมีบุญคุณต้องตอบแทนอีกเยอะ! ไม่ต้องเกรงใจครับ พี่ชาย!”

เป็นเพื่อนบ้านต่างดาวที่จิตใจดีจริงๆ เลยนะ

“เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้น...”

ฉันจัดเสื้อเชิ้ตราคาถูกของคิมกิรยอที่ใส่อยู่เป็นประจำให้เข้าที่ ก่อนจะชี้ไปที่อาคารตรงหน้า

“ถ้าฉันเข้าไปพร้อมกับนาย จะไม่โดนไล่ออกมาใช่ไหม?”

อาคารทรงกระบอกมนๆ ที่ตั้งตระหง่านตัดกับตึกทรงเหลี่ยมโดยรอบ

ดูๆ ไปแล้วมันเหมือนกับหอคอยขนาดยักษ์ไม่มีผิด ฉันกวาดสายตามองไปตามกระจกของตัวอาคารพลางเงี่ยหูฟังเสียงของอันยุนซึง

“ครับ! ทางหอคอยเวทมนตร์เกาหลีส่งอีเมลตอบกลับมาแล้ว เพราะฉะนั้นชัวร์แน่นอนครับ”

หอคอยเวทมนตร์เกาหลี

นั่นคือชื่อขององค์กรที่ฉันจะมาเยือนในวันนี้

เห็นว่าเป็นหนึ่งใน กิลด์ ขนาดใหญ่ที่เป็นตัวแทนของประเทศนี้เลยสินะ

“แต่เมื่อวานตอนที่พี่มาคนเดียว พี่โดนไล่ตะเพิดออกมาจริงๆ เหรอครับ?”

ฉันเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ 16 ชั่วโมงก่อนนั่นแหละ

คือเรื่องของเรื่อง ฉันอุตส่าห์ค้นหาข้อมูลจนเจอวัตถุดิบที่น่าจะใช้ทำยาได้... แต่ เกต ที่มีวัตถุดิบนั้นดันเป็น เกต ส่วนบุคคลเสียนี่

‘มีการซื้อขาย เกต กันด้วยเหรอเนี่ย!’

วิธีเดียวที่จะเข้า เกต ส่วนบุคคลได้คือต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเท่านั้น

ฉันก็เลยลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดูจนมาขอความช่วยเหลือที่หอคอยเวทมนตร์เกาหลีแห่งนี้ แต่ตอนนั้นไอ้คนที่อยู่ตรงทางเข้ามันพูดว่ายังไงนะ?

“อืม พวกคนใส่สูทกรูออกมาไล่ฉันน่ะ พูดให้ชัดก็คือเขาขอดูบัตรระบุตัวตน พอฉันยื่น บัตรฮันเตอร์ ให้ เขาก็เริ่มตะคอกใส่ทันทีเลย...”

ความประทับใจแรกไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ฉันยักไหล่ เมื่อเห็นดังนั้นอันยุนซึงก็ทำสีหน้ากระอักกระอ่วน

“ที่นี่ถึงจะสเกลใหญ่ขนาดนี้ แต่เป็นกิลด์ที่ไม่ชายตามองพวกต่ำกว่า ระดับ C เลยละครับ พอพี่แนะนำตัวว่าเป็น ผู้ตื่นรู้ ระดับ F ก็เลยโดนไล่ออกมานั่นแหละ”

“งั้นเหรอ?”

“ก็นั่นแหละครับ ถึงจะมีข้อเสียเยอะแยะไปหมด แต่ทำไมพี่ถึงยอมให้ค่าการตรวจวัดออกมาต่ำขนาดนั้น...”

อุ๊บ

อันยุนซึงพึมพำกับตัวเองแล้วก็รีบสูดลมหายใจเข้าลึก เหมือนคนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรผิดไป

“อะ... อ้อ เปล่าครับ! ไม่มีอะไรครับ เข้าไปกันเถอะ! ผมจองนัดไว้ในชื่อของผมแล้ว!”

“อืม เอาสิ”

เมื่อกี้กำลังจะถามว่าทำไม ค่าการตื่นรู้ ของฉันถึงได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนั้น แต่ก็หยุดไปงั้นเหรอ?

‘คนเรามันก็เป็น ระดับ F กันได้ทั้งนั้นแหละ...’

ขอโทษกิรยอของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ...

ฉันรู้สึกห่อเหี่ยวเล็กน้อยจนเผลอก้มหน้าเดิน

จากนั้นพวกเราก็เข้าไปในตัวอาคาร

‘กว้างชะมัด’

โถงต้อนรับที่เปิดโล่ง

กระเบื้องหินอ่อนที่สะอาดตาจนรู้สึกเย็นยะเยือก

ตัวตึกน่ะดีมาก แต่พวกคนที่อาศัยอยู่ข้างในนี่สิที่เป็นปัญหา

“เอ๊ะ ฮันเตอร์ อันยุนซึง!”

พอกวาดสายตาดูได้ไม่นาน พนักงานตรงทางเข้าที่จำ ระดับ A ได้ก็เข้ามาทักทายทันที

ฉันเองก็จำพนักงานคนนั้นได้ดี

ก็ไอ้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ทำหน้าตาบอกบุญไม่รับตอนเห็น บัตรฮันเตอร์ ระดับ F ของฉันเมื่อวานนี้ไม่ใช่หรือไง

-อะไรกัน ระดับ F? เหอะ สงสัยจะจำสลับกับสำนักงานจัดหางานข้างหลังล่ะมั้ง ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างคุณจะมาหรอกนะ เชิญออกไปได้แล้วครับ

แต่แหม ทีตอนนั้นทำหน้าเหมือนเหยียบขี้แท้ๆ...

“คุณอันยุนซึง! ผมคอยติดตามผลงานอยู่เสมอนะครับ! ได้ยินจากข่าวว่าช่วงนี้คุณก็เป็นคนแรกๆ ที่รุดไปยังเหตุการณ์ ดันเจี้ยนเบรก เสมอเลยใช่ไหมครับ? ผมนี่แฟนคลับตัวยงเลยละ!”

พนักงานคนนั้นยิ้มจนหน้ายับ ท่าทางต่างจากตอนที่คุยกับฉันลิบลับ

“บทความที่เกี่ยวกับคุณฮันเตอร์ ผมตามเก็บสแครปบุ๊กไว้ทุกฉบับเลยครับ! อ๊ะ! ผมรั้งคุณไว้นานเกินไปแล้ว มีธุระอะไรเหรอครับ?”

ฉันยืนดูสถานการณ์เงียบๆ และในไม่ช้าอันยุนซึงก็บอกจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้

“ติดต่อผ่านกิลด์มาล่วงหน้าแล้วครับ ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับตัวแทนหอคอยน่ะครับ”

“เอ่อ วันนี้ท่านหัวหน้ากิลด์อยู่ที่สำนักงานใหญ่หรือเปล่านะ?”

“ในเมลตอบกลับบอกว่าอยู่นะครับ”

บริษัทที่มีรายได้หลักจากการทำกิจกรรมของ ฮันเตอร์

ในวงการจะเรียกกันว่า กิลด์

ในบรรดานั้น หอคอยเวทมนตร์เกาหลีถือเป็นกิลด์ยักษ์ใหญ่ที่มีฮันเตอร์ในสังกัดเยอะมาก แต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว

วันนี้พวกเราตั้งใจจะมาพบกับตัวแทนของหอคอยเวทมนตร์เกาหลี

“สมกับเป็นคุณฮันเตอร์ อันยุนซึง จริงๆ ครับ ตัวแทนของที่นี่น่ะ คนรอคิวเข้าพบกันเป็นแถวยาวเหยียด แต่ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะนัดพบได้ง่ายๆ แบบนี้!”

รปภ. พูดยกยอปอปั้นฮันเตอร์ ระดับ A ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำเอาอันยุนซึงยิ้มแห้งๆ

“ขอบคุณสำหรับคำชมครับ”

“ถ้าจะเข้าไปข้างใน รบกวนติดบัตรผู้มาติดต่อก่อนนะครับ นี่ครับ”

“ไม่มีอีกอันเหรอครับ? พวกเรามากัน 2 คนนะครับ”

แต่ทว่า...

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอ้ รปภ. นี่ มัวแต่สนใจอันยุนซึงจนลืมฉันไปสนิทเลยเหรอ?

“2 คน?”

รปภ. มองสำรวจรอบๆ ด้วยความแปลกใจ

“เอ๊ะ คนคนนี้เหมือนผมจะเคยเห็นที่ไหน...”

พอเขาสังเกตเห็นฉัน คิ้วเขาก็ขมวดมุ่น ดูท่าทางเหมือนกำลังค่อยๆ นึกอะไรบางอย่างออกมาได้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ใช้ไหล่หนาๆ นั่นผลักใครบางคน หรือเรื่องที่เห็น บัตรฮันเตอร์ แล้วพ่นลมหายใจดูถูกพลางพูดจาถากถาง

ความทรงจำทำนองนั้นน่ะนะ

“อึก!”

จำได้แล้วสินะ?

สีหน้าของ รปภ. แข็งค้างไปในทันที แต่ฉันไม่ได้สนใจอะไรและยกมือโบกทักทาย

“สวัสดีครับ?”

พออันยุนซึงเสริมไปว่าฉันเป็นพี่ชายที่รู้จักกัน รปภ. ก็ถึงกับลนลานจนสายตาสั่นไหว

“คน... คนคนนี้ เป็น ระดับ F... ไม่ใช่เหรอครับ”

“อืม ใช่ แล้วมันทำไมเหรอ?”

“เปล่าครับ คือว่า...”

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

ถ้าไม่ติดว่าเขาไม่ได้ลงไม้ลงมือเตะฉันออกมา เขาก็คือคนที่ข่มขู่ไล่ตะเพิดไอ้คนจรจัดคนนี้ออกไปแท้ๆ แต่ตอนนี้ไอ้คนนั้นดันกลับมาพร้อมกับ ระดับ A เสียได้

“มะ... เมื่อวานต้องขออภัยด้วยนะครับ พอดีกฎของสำนักงานใหญ่กำหนดไว้ว่า ระดับ F ไม่สามารถเข้าออกได้ด้วยเหตุผลด้านการรักษาความปลอดภัย อะ... คือผม... แบบว่า...”

เขาถึงกับเหงื่อตกพลางก้มหัวปลกๆ

แล้วเขาก็ดูแลพวกเราเหมือนปรนนิบัติเจ้านาย เดินมาส่งจนถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

“พออยู่ต่อหน้า ระดับ A นี่ดูสุภาพขึ้นมาเลยนะ”

ฉันพูดขึ้นลอยๆ อันยุนซึงที่ได้ยินแบบนั้นก็พ่นลมหายใจออกจมูกแล้วตอบกลับว่า

“นั่นสิครับ ไม่รู้ซะเลยว่าพี่เป็นคนยังไง”

ยุนซึงเหลือบมองเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยสายตาดูแคลนสุดๆ บอกตามตรงว่าฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำไมเขาต้องทำขนาดนั้น

ฉันทำเป็นเมินเฉยในขณะที่ยุนซึงคุยกับพนักงานต้อนรับ

“ผมฮันเตอร์ อันยุนซึง ระดับ A จากกิลด์นีโอซิสเตอร์ครับ ผมส่งอีเมลมาเมื่อช่วงบ่ายวานนี้”

“เรื่องการขอเข้าออก เกต ใช่ไหมคะ?”

“ครับ ในอีเมลตอบกลับบอกว่าต้องคุยกับตัวแทนโดยตรง”

แต่เดี๋ยวนะ...

“ห้องทำงานของท่านตัวแทนอยู่ที่ชั้นบนสุดค่ะ เชิญใช้ลิฟต์ขึ้นไปได้เลยนะคะ”

ถ้าฉันไม่ได้ตาฝาดไป ปฏิกิริยาของพนักงานต้อนรับมันดูแปลกๆ

ท่าทางเหมือนคนกำลังลังเลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่ากำลังยืนอยู่ในสถานการณ์ที่น่าลำบากใจ

แถมคราวนี้ยังไม่มีไกด์นำทางให้อีกต่างหาก

“เราต้องไปกันเองเหรอ?”

“ไปที่ลิฟต์กันก่อนเถอะครับ”

อันยุนซึงพยักหน้าเหมือนคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แล้วมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ นี่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ฉันเพิ่งเคยขึ้นครั้งแรกเลยนะ

‘โอ้โห’

พออันยุนซึงกดปุ่มลิฟต์ ประตูของกล่องสี่เหลี่ยมก็ปิดลง พร้อมกับความรู้สึกเหมือนตัวจะลอยขึ้น

คงเป็นเพราะแรงเร่งตอนที่มันเคลื่อนที่ขึ้นไปสินะ

ฉันรู้สึกทึ่งกับเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่มีในโลกของเรา แต่ความตื่นเต้นนั้นก็พังทลายลงในพริบตา

[ถึงชั้นที่ 60 แล้วค่ะ ประตูเปิดออก]

-ติ๊ง

ประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงประกาศที่แสนสุภาพ

“อะไรกัน ก็กดปุ่มชั้น 60 ไปชัดๆ นี่นา”

วินาทีที่ก้าวเท้าออกจากลิฟต์ ฉันก็รู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ

‘ที่นี่มันอย่างมากก็ชั้น 2 เองไม่ใช่เหรอ?’

มองออกไปนอกกระจกใสก็เห็นถนนอยู่รำไร แม้แต่ยอดของต้นไม้ริมทางยังมองเห็นไม่ชัดเลยด้วยซ้ำ

นี่มันต่ำเกินกว่าจะเรียกว่าชั้น 60 ได้

“ลิฟต์เสียหรือเปล่า?”

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่เข้าใจ แต่อันยุนซึงก็ขยับริมฝีปากที่แห้งผากพูดขึ้นมาว่า

“พี่ครับ ขอโทษที่ไม่ได้อธิบายไว้ก่อนนะครับ แต่ดูเหมือนว่าพวกเรา... กำลังถูกทดสอบอยู่ครับ”

บททดสอบเหรอ?

“ที่จริงตัวแทนหอคอย... หมายถึงหัวหน้ากิลด์น่ะครับ มีข่าวลือว่าคนคนนั้นนิสัยค่อนข้างประหลาดน่ะครับ”

“งั้นเหรอ?”

“เพราะเขาเป็น ฮันเตอร์ ระดับ S ที่มีเพียง 3 คนในเกาหลี การจะขอนัดพบง่ายๆ มันก็คงยากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”

อันยุนซึงเอามือตบหัวล้านของตัวเองดังแปะพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ตัวแทนของที่นี่ชอบทำเหมือนจะยอมให้เข้าพบ แต่พอมาถึงบริษัทจริงๆ ก็จะเล่นตุกติกครับ! เขาจะโยนผู้มาเยือนลงไปในเขาวงกตที่เขาสร้างขึ้นมาน่ะสิ”

“นี่คือเขาวงกตที่ว่านั่นเหรอ?”

“ครับ ได้ยินว่าโครงสร้างภายในสำนักงานใหญ่ของหอคอยเวทมนตร์มันยุ่งเหยิงน่ะครับ...”

เป็นพวกประเภทที่ชอบนั่งดูผู้มาเยือนหลงทางอยู่ในเขาวงกตเพื่อความบันเทิงงั้นสิ?

“สงสัยเราคงต้องหาทางไปชั้นบนสุดด้วยตัวเองแล้วละครับ ใครที่ผ่านบททดสอบของเขาไปได้เท่านั้นถึงจะยอมคุยด้วย อะไรประมาณนั้นแหละ”

พอได้ยินแบบนั้น สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นตู้ดับเพลิงที่ตั้งอยู่ข้างบันไดหนีไฟ

บนนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยสีเหลืองว่า ‘กรุณากดหากหลงทาง’

ฉันเลือกที่จะเมินระบบหลบหนีนั่น แล้วเสนอไอเดียอื่นแทน

“เอาเป็นว่า ถ้าใช้ลิฟต์ไม่ได้ เราลองเดินขึ้นบันไดไปดูไหม?”

อันยุนซึงยอมทำตามข้อเสนอของฉันแต่โดยดี แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

“เอ๊ะ?”

พอก้าวพ้นบันไดหนีไฟขึ้นมายังชั้น 3 ของตัวอาคาร

“นี่มันอะไรอีกเนี่ย?”

ตามปกติแล้วมันควรจะเป็นโถงทางเดินของตึก แต่คราวนี้พอเปิดประตูออกมา กลับกลายเป็นลานจอดรถใต้ดินเสียอย่างนั้น

“บ้าบอชะมัด”

“ครับ พอเปิดประตูเข้าไป มันจะเชื่อมต่อไปยังที่ที่คาดไม่ถึงจนทำให้เราเดินวนไปวนมาน่ะครับ”

สมกับที่เรียกว่าเขาวงกตจริงๆ ไม่เสียชื่อเลยนะ

เบื้องต้นพวกเราตัดสินใจกลับไปที่ชั้น 2 ที่อยู่เมื่อกี้ก่อน ระหว่างเคลื่อนที่พวกเราก็คุยกันไปด้วย

“ยุนซึง มีคนที่ผ่านบททดสอบนี้ไปได้กี่คนน่ะ? แล้วปกติใช้เวลานานแค่ไหน?”

“ขอโทษครับ ผมก็ไม่เคยได้ยินมาเหมือนกัน บางทีอาจจะไม่มีใครเคยผ่านได้เลยก็ได้...”

“คงไม่ถึงขนาดไม่มีใครผ่านได้เลยหรอกมั้ง อีกอย่างพวกพนักงานก็น่าจะรู้ทางกันนี่นา ไม่เคยมีข้อมูลรั่วไหลออกมาบ้างเลยเหรอ?”

“พวกห้องผู้บริหารก็น่าจะมีแค่ไม่กี่คนที่รู้น่ะครับ”

ดูเหมือนจะมีข้อสัญญาเรื่องการรักษาความปลอดภัยอยู่ล่ะมั้ง เพราะแม้แต่รีวิวของผู้ที่สอบผ่านก็ยังไม่มีให้เห็น

“โธ่เว้ย เขาวงกตซับซ้อนขนาดนี้จะให้ผ่านไปได้ยังไงด้วยมือเปล่า! จะให้เราผลาญไอเทมราคาแพงเล่นๆ หรือไงกัน...?”

อันยุนซึงดูท่าทางจะไม่สบอารมณ์กับการต้อนรับของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีเอามากๆ

ก็นะ ถึงฝั่งเราจะเป็นคนขอนัดพบแบบด่วนเองก็เถอะ แต่มาเล่นตลกเสียมารยาทแบบนี้มันก็น่าโมโหอยู่หรอก

“สร้างมาได้ดีนี่”

ทว่า ฉันกลับเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาแปลกๆ

เขาวงกตที่สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์แบบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงบรรยากาศที่บ้านเกิดขึ้นมานิดหน่อย

ฉันชอบที่นี่แฮะ เพราะงั้นฉันชักอยากจะเจอหน้าจอมเวทที่คิดค้นเขาวงกตนี้ขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ

“พี่ครับ เอาไงดี? หรือเราจะแยกกันลองเปิดประตูดูดีไหม? ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเราจะเสียเวลาเปล่านะครับ”

ไม่ต้องห่วงหรอก ยุนซึง

มันจะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน

‘โครงสร้างมันออกจะเรียบง่ายขนาดนี้ แต่ที่บอกว่ายากกันเนี่ย แสดงว่าชาวโลกมองไม่เห็นทางกันสินะ...’

ต่อให้สภาพร่างกายฉันจะกลายเป็นของไร้ค่าแค่ไหน แต่มันก็ยังมีสิ่งที่ฉันทำได้หลงเหลืออยู่ล่ะนะ