คิมกิรยอ... ชายผู้ไม่เพียงแต่จะสังหารบอสที่ทางผู้จัดงานซุกซ่อนเอาไว้จนเหี้ยน แต่ยังถึงขั้นลักพาตัวฮันเตอร์ระดับ A ที่เป็นไพ่ตายก้นหีบหนีหายออกไปดื้อๆ
“คุณพระช่วย...”
พ่อค้าตลาดมืดถึงกับเข่าทรุด เมื่อจู่ๆ ร่มโพธิ์ร่มไทรที่หวังพึ่งพิงก็ดันมาพังครืนลงไปต่อหน้าต่อตา
เหงื่อกาฬไหลพราก สีหน้าซีดเผือดจนดูไม่ได้
ขอบคุณอาการที่เปลี่ยนจากเสือร้ายกลายเป็นไก่ป่วยของเจ้าผู้ต้องสงสัย ที่ทำให้เหล่าตำรวจทำงานกันได้ง่ายขึ้นเยอะ
ช่างเป็นบทสรุปที่ไม่มีใครคาดคิดจริงๆ
---
วันเสาร์เวียนมาบรรจบอีกครั้ง
เจ็ดวันผ่านไปนับตั้งแต่คดีตลาดมืดจบลง
ซอนอูยอนถือโอกาสวันหยุดสุดสัปดาห์ออกมาสูดอากาศข้างนอกเป็นครั้งแรกในรอบนาน แต่ทว่าในหัวสมองของเธอกลับยังคงอัดแน่นไปด้วยเรื่องงานไม่สร่างซา
“เฮ้อ”
หลังจากนั้นคิมกิรยอจะเป็นยังไงบ้างนะ
ซอนอูยอนมีคำถามมากมายที่อยากจะรัวใส่เขา เริ่มตั้งแต่เรื่องที่ว่าในตลาดมืดนั่นมีฮันเตอร์ระดับ A อยู่จริงๆ และคุณระแคะระคายเรื่องนี้อยู่แล้วหรือเปล่า...
การที่ระดับ A คนนั้นหายตัวไป เป็นฝีมือของคุณใช่ไหม
ถ้าใช่ แล้วคุณทำได้ยังไง
ทางออกนั่นคุณเป็นคนเปิดตอนหนีใช่ไหม หรือหลังจากออกไปข้างนอกแล้ว คุณไปทำอะไรคนเดียวต่อ ฯลฯ
ความสงสัยล้นทะลักอก แต่ไร้หนทางระบายออก
ตลอด 7 วันที่ผ่านมา ซอนอูยอนพยายามติดต่อเขาแทบตาย แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงเสียงตอบรับอัตโนมัติจากลำโพงที่บอกว่าโทรศัพท์ของคิมกิรยอปิดอยู่เท่านั้น
“คุณลูกค้า! แวะมาชิมเกี๊ยวร้อนๆ ก่อนสิครับ นี่สินค้าใหม่จากโอตตุกีเลยนะ วัยรุ่นกำลังฮิตกันเลย~”
“คะ?”
“เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ เลยครับ”
เธอคือผู้ครอบครองสกิล [เซิร์ชเชอร์]
หากคิดจะทำจริงๆ เธอก็สามารถแกะรอยตามหาเขาได้เดี๋ยวนี้เลย
ทว่าซอนอูยอนไม่ได้เปลี่ยนความคิดนั้นให้เป็นการกระทำ
การใช้อำนาจโดยมิชอบ... การละเมิดความเป็นส่วนตัว...
ต่อให้ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เธอก็คงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมพรรค์นี้ตามนิสัยส่วนตัวอยู่ดี
“อร่อยดีนะคะ เอาถุงนึงค่ะ”
“รับทราบครับผม!”
สุดท้ายเธอก็ต้องมาชนกับกำแพงที่เรียกว่าขั้นตอนการปฏิบัติงาน
แม้จะจับได้คาหนังคาเขาว่าคิมกิรยออยู่ในตลาดมืด แต่ดันไม่มีหลักฐานว่าเขาซื้อสินค้าอะไรไปเลยนี่สิ
จะให้เริ่มจากการสอบปากคำเพราะพยายามทำการค้าขายงั้นเหรอ?
เรื่องแบบนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไง
ถ้าเป็นบ่อนพนันหรือแหล่งค้ายาเสพติด แค่ไปปรากฏตัวในสถานที่อโคจรแบบนั้นก็อาจสันนิษฐานได้ว่ามีความผิด แต่ทว่า...
น่าเสียดายที่กฎหมายเกี่ยวกับไอเทมดันเจี้ยนยังไม่มีบทลงโทษสำหรับ 'ผู้พยายามกระทำความผิด'
ดังนั้นตำรวจจึงไม่สามารถจับกุมหรือสอบสวนเขาได้ เพราะกฎหมายมันเป็นแบบนั้น
ถ้าอยากจะควบคุมตัวเขาจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องขัดขวางไม่ให้เขาหนีไปจากที่เกิดเหตุให้ได้เสียก่อน
มาถึงขั้นนี้แล้ว คำให้การของพ่อค้าบลูเชลล์ที่จับมาได้ก็แทบจะไร้น้ำหนักไปโดยปริยาย
“ขอบคุณครับ~ ทานให้อร่อยนะครับ”
ซอนอูยอนโยนอาหารแช่แข็งที่ซื้อมาลงในตะกร้าอย่างหมดเรี่ยวแรง
ทันใดนั้น ประโยคที่นายพรานคนนั้นเคยเอ่ยไว้ก็ผุดขึ้นมาในหัว
—...โดยไม่มีหมายค้นเนี่ยนะ?
ช่างเป็นคำพูดที่เย่อหยิ่งเหลือเกิน
ผู้ชายคนนั้นคงรู้อยู่แล้วแต่แรกว่าเรื่องจะลงเอยแบบนี้ ถึงได้ทำตัวกร่างนัก
ก็เป็นถึงระดับ S นี่นะ ต่อให้เขาตั้งใจจะเดินดุ่มๆ ออกมา พนักงานสมาคมตัวเล็กๆ จะไปมีปัญญาทำอะไรได้
ต่อให้ปิดล้อมตลาดมืดได้สำเร็จก็เถอะ
ไม่ว่าจะทางไหน คิมกิรยอดูก็รู้ว่าจะต้องเอาตัวรอดออกไปได้อย่างปลอดภัยแน่ๆ
‘วันนี้กลับบ้านไปทำซุปเกี๊ยวกินดีกว่า...’
เฮ้อ
ซอนอูยอนเดินออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมความกลัดกลุ้มที่หนักอึ้ง จ่ายตลาดเสร็จแล้วก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนเสียที
แต่ในตอนนั้นเอง
ขณะยืนรอสัญญาณไฟอยู่ที่ทางม้าลาย สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นตา
ชุดสูทที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขัดแย้งกับสีผมที่ย้อมมาอย่างฉูดฉาดบาดตา
‘ฮันเตอร์คิมกิรยอ’
ผู้ชายคนนั้น
ฮันเตอร์ระดับ S ที่เพิ่งเดินออกมาจากตรอกฝั่งตรงข้าม หยุดยืนอยู่กับที่และกำลังก้มดูสมุดบันทึกหรืออะไรสักอย่าง...
—ติ๊ง
จังหวะนั้น สัญญาณไฟก็เปลี่ยนสีพอดี
ซอนอูยอนรีบก้าวเท้าตามสัญญาณไฟเขียวไปอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าก็ตามทันเป้าหมาย
ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอกันโดยบังเอิญแบบนี้
“คุณกิรยอคะ”
เมื่อถูกเรียกชื่อ ชายหนุ่มผมทองก็เงยหน้าขึ้น
ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ตัวว่าพนักงานสมาคมเดินเข้ามาใกล้ จึงมีท่าทีตกใจเล็กน้อย แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นกลับเป็นการกระทำที่หน้าไม่อายสิ้นดี
ก้มหัวทักทาย
ใครบางคนทำเอาหัวจะปวดแทบตาย ยังมีหน้ามาทักทายกันเหมือนคนปกติได้อีกนะ
“ดูแข็งแรงกว่าที่คิดนะคะ”
“ครับ?”
“เห็นติดต่อไม่ได้เลย ก็นึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคุณกิรยอซะอีกค่ะ”
กิรยอจึงตอบกลับไปว่า
“...คุณติดต่อมาเหรอครับ? อ่า ขอโทษทีครับ พอดีโทรศัพท์ผมเพิ่งพังไปเมื่อไม่กี่วันก่อนน่ะครับ”
“อ้อ”
“ทำตกพื้นแล้วจู่ๆ หน้าจอก็ดับไปเลย”
“โทรศัพท์เนี่ยนะคะ?”
“แล้วรุ่นมันเก่ามาก ทางร้านบอกว่าหาอะไหล่ซ่อมยาก...”
โทรศัพท์ของผมถูกส่งซ่อมที่ศูนย์มาเป็นอาทิตย์แล้วนะครับ
กิรยอพูดพลางก้มหัวขอโทษอีกครั้ง พร้อมเสริมต่อว่าไม่คิดเลยว่าทางสมาคมจะติดต่อมาในช่วงนั้นพอดี
“ไม่ใช่สิ ถ้าโทรศัพท์เก่าขนาดนั้นก็ถือโอกาสซื้อใหม่ไปเลยสิคะ แค่เปลี่ยนซิมการ์ดก็จบแล้ว”
ซอนอูยอนแย้งขึ้นเพราะคิดว่ากิรยอกำลังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่คำตอบที่ได้รับกลับเรียบเฉยเหลือเกิน
“ผมไม่ได้เป็นคนซื้อมาเอง จะให้เปลี่ยนส่งเดชก็คงไม่เหมาะน่ะครับ”
ฮันเตอร์ระดับ S ยืดตัวตรงแล้วมองลงมา
บรรยากาศเงียบสงัด ใบหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็ง
ตอนแรกกะว่าถ้าเจอตัวแล้วมีเรื่องจะถามตั้งเยอะแยะ แต่พอได้เผชิญหน้ากันจริงๆ ซอนอูยอนกลับฉุกคิดขึ้นมาว่าถามไปมันจะมีความหมายอะไรไหมนะ
ดูท่าทางแล้ว นายพรานเลือดเย็นคนนี้คงไม่สะทกสะท้านต่อการคาดคั้นใดๆ แน่
ต่อให้จับนั่งคุยกันสามวันสามคืน ก็คงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าข้างในใจเขาคิดอะไรอยู่
“จริงสิ คุณซอนอูยอน แล้วคุณติดต่อผมทำไมเหรอครับ?”
กิรยอเอ่ยถามต่อ
“ก็... มีเรื่องจะถามไงคะ อย่างเช่น ทำไมวันเสาร์ที่แล้วคุณถึงไปอยู่ที่นั่นได้”
ความจริงเธอก็ค่อนข้างกังวลเรื่องที่คนของหน่วยงานรัฐอย่างเธอถูกจับได้ว่าเข้าไปในตลาดมืดเหมือนกัน
เขาได้เตรียมข้ออ้างที่เหมาะสมเอาไว้เผื่อในอนาคตหากโดนแจ้งความ แต่กลายเป็นว่าซอนอูยอนกลับไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย
หลงเข้าไปในดันเจี้ยนบ้างล่ะ ไปไล่จับอาชญากรร้ายบ้างล่ะ
ข้อแก้ตัวที่กิรยอเตรียมไว้ เธอก็คงพอจะเดาได้อยู่แล้ว และอีกอย่าง หัวข้อพวกนี้จะมาพิสูจน์ความจริงเอาป่านนี้มันก็ดูคลุมเครือไปหน่อย
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ แต่มีเรื่องอื่นที่อยากถาม”
จอมเวทแห่งโลกเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“หลังจากเกิดเรื่อง ฉันลองกลับไปคิดทบทวนเป็นการส่วนตัวดูแล้ว ยังไงก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ ค่ะ”
“ตรงไหนครับ?”
“บลูเชลล์น่ะ เป็นยากระตุ้นที่ยิ่งฮันเตอร์ระดับสูงเท่าไหร่ ประสิทธิภาพมันก็จะยิ่งลดลงเท่านั้นใช่ไหมคะ”
ชายหนุ่มผมทองได้ยินดังนั้นก็คิดในใจว่า นั่นไง
ตามที่เธอพูด ช่วงที่บลูเชลล์จะแสดงผลลัพธ์ได้ชัดเจนที่สุดก็แค่ระดับ E เท่านั้น
ถ้าอนุมานย้อนกลับจากคุณสมบัตินั้น จุดอ่อนของใครบางคนก็จะถูกเปิดเผยออกมาในทันที
ทว่าซอนอูยอนไม่ได้พูดประโยคนี้เพราะจับสังเกตความลับของระดับ F คนหนึ่งได้
“แต่การที่คุณซื้อมันไปเนี่ย...”
เพราะผลไม้อันตรายสีน้ำเงินที่เรียกว่าบลูเชลล์นั้น ยังมีสรรพคุณอีกอย่างหนึ่งซ่อนอยู่
“อย่าบอกนะคะว่าเอาไปใช้เป็นยาแก้ปวด?”
กิรยอที่แสร้งหลบสายตาอยู่ถึงกับหันขวับด้วยความตกใจกับประโยคที่โพล่งออกมา
“ฉันไปดูบันทึกในห้องสมุดข้อมูลของสมาคมมาค่ะ ในนั้นระบุว่าช่วงแรกที่ค้นพบบลูเชลล์ มันถูกใช้เป็นเหมือนแอสไพรินชนิดใหม่เลย”
“...”
“ทั้งคุณกิรยอและฉัน ต่างก็รู้ดีว่ายาแก้ปวดตามท้องตลาดมันใช้กับพวกเราไม่ค่อยได้ผลแล้ว ยิ่งค่าการตื่นรู้สูง ยาปกติก็ยิ่งไร้ผลตามไปด้วย”
“...”
“เพราะงั้นเลยมีช่วงหนึ่งที่บลูเชลล์เกือบจะได้กลายเป็นยาแก้ปวดเฉพาะทางสำหรับผู้ตื่นรู้ระดับสูง”
มือที่ถือตะกร้าของเธอกำแน่นขึ้น
“ฉันสงสัยมาตั้งนานแล้วค่ะ ความจริงคือ... สงสัยมานานมากแล้ว”
ความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งผุดขึ้นมาในวันสองวันนี้
จุดเริ่มต้นคือเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว
ฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอเคยติดกับดักในเขาวงกตเดือนสิบสาม และในระหว่างขั้นตอนการหลบหนีออกจากที่นั่น เขาได้กระทำการที่น่าตกตะลึงพรึงเพริดอย่างที่สุด
จนถึงตอนนี้ เธอก็ได้แต่หวาดกลัวกับการตัดสินใจของกิรยอ แต่พอลองกลับมาคิดดูตอนนี้...
‘ถ้าหากเขาเป็นคนที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้จะทำเรื่องแบบนั้นลงไปล่ะ?’
ถ้าเขามีวิธีที่ทำให้ทนต่อการตัดอวัยวะร่างกายได้ เรื่องราวในเขาวงกตเดือนสิบสามก็จะสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
ซอนอูยอนจึงพูดโดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“คุณใช้บลูเชลล์มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”
ฤทธิ์ของบลูเชลล์มันแรงขนาดที่ว่าต่อให้โดนตบหน้าก็ยังไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ
“คนเราจะใช้ของอันตรายพรรค์นั้นได้ยังไง...”
สีหน้าของซอนอูยอนหม่นลงทันตา
“คุณกิรยอก็ดูข่าวบ่อยนี่คะ งั้นก็น่าจะรู้ดีว่าฮันเตอร์ระดับสูงที่ใช้มันในทางที่ผิดมีจุดจบยังไง”
ขอบตาของเธอสั่นระริก
ตลอด 7 วันที่ผ่านมา เธอเอาแต่ขบคิดเรื่องนี้อยู่คนเดียว จนกระทั่งอคติผิดๆ เริ่มจับตัวแข็งเกร็งในสมอง
“และนี่อาจจะเป็นความคิดที่มากเกินไปหน่อย แต่ว่า...”
“ว่ามาสิครับ”
“มันเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นหรือเปล่าคะ? ที่คุณเคยบอกว่าตัวเองเป็นของเก่าหมดสภาพ เพราะงั้นตอนนี้คุณบาดเจ็บตรงไหนจนเจ็บปวดทรมานอยู่จริงๆ หรือเปล่า?”
โอโห
‘จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ’
กิรยอถึงกับทึ่งเมื่อได้รับรู้ความเข้าใจผิดอันแสนบรรเจิดของซอนอูยอน
การใช้บลูเชลล์เพราะอาการบาดเจ็บในอดีต...?
มาถึงขั้นนี้ มันชักจะน่าสนใจจนเกินคาดเดาไปแล้ว
แต่ก็นะ สำหรับเกาหลีใต้ในศตวรรษที่ 21 ความเข้าใจผิดแบบนี้มันก็ออกจะ...
เพราะตุลาการของประเทศนี้ ไม่เคยปรานีให้กับปัญหาจำพวกบลูเชลล์เลยแม้แต่นิดเดียว
“อะแฮ่ม”
กิรยอกระแอมไอปรับลำคอ ก่อนจะเริ่มชี้แจงอย่างใจเย็น
“ก่อนอื่น ผมเข้าใจแล้วว่าคุณกำลังจะสื่ออะไร แต่มีความเข้าใจผิดครั้งใหญ่อยู่อย่างหนึ่ง...”
“ความเข้าใจผิด?”
“ผมไม่เคยเอาบลูเชลล์เข้าปากเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
และเรื่องนี้เขาก็มีหลักฐานที่ค่อนข้างจะเป็นรูปธรรมอยู่ด้วย
“ไม่สิ เรื่องนี้คุณซอนอูยอนก็น่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ? อาทิตย์ที่แล้วผมเพิ่งไปนอนห้องขังมา เพราะมีใครบางคนแจ้งจับข้อหาเสพยาเสพติด!”
ชายหนุ่มผมทองขึ้นเสียงด้วยความเหลืออด
“โดนดึงเส้นผมไปตรวจตั้งกี่เส้นก็ไม่รู้”
“อ๊ะ”
“ขอบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่าผลตรวจเป็นลบทั้งหมด”
การที่คิมกิรยอออกมาเดินลอยหน้าลอยตาบนถนนได้แบบนี้ ก็แสดงว่าที่พักของเขาคงไม่พบบลูเชลล์เช่นกัน
ไม่นาน ซอนอูยอนก็พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“...ขอโทษค่ะ แต่ฉันทำไปเพราะเป็นห่วงคุณกิรยอจากใจจริงนะคะ”
เป็นไปตามคาด คนที่แจ้งจับเขาในข้อหาต้องสงสัยว่าเสพบลูเชลล์ก็คือฮันเตอร์ระดับ B ของสมาคมคนนี้นี่เอง
แต่นั่นไม่ใช่เพราะเธอเป็นพวกยึดมั่นในกฎระเบียบจนไร้หัวใจ แต่เป็นเพราะเธอเป็นห่วงเขาจริงๆ
หากคนรู้จักกำลังติดบลูเชลล์ การรีบหยุดยั้งและช่วยบำบัดให้เร็วที่สุดย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
สำหรับซอนอูยอน นั่นคือเจตนาดี
“นี่คุณครับ สมัยนี้โพชั่นดีๆ มีตั้งเยอะแยะ ทำไมผมต้องไปทนลำบากใช้บลูเชลล์แก้ปวดด้วยล่ะครับ”
“ก็เผื่อไว้น่ะค่ะ ฉันคิดว่าถ้าคุณใช้มันหนักๆ ช่วงเกิดดันเจี้ยนช็อกจนเสพติดไปแล้ว ก็อาจจะยังโหยหามันอยู่...”
ชายหนุ่มที่ระดมยิงคำพูดใส่เงียบไปครู่หนึ่ง
เอาเถอะ เขาก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าพนักงานสาวคนนี้คงไม่ยอมเงียบง่ายๆ และเขากลับมองว่ากระบวนการแบบนี้ช่วยให้เขาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้อย่างสง่าผ่าเผยเสียอีก
‘ความจริงฉันกะว่าถ้าคังชางโฮมาคาดคั้นเรื่องบลูเชลล์ ฉันก็จะใช้ทฤษฎียาแก้ปวดนี่แหละแถไป แต่กับข้าราชการตรงหน้านี้คงทำแบบนั้นไม่ได้’
กิรยอตัดสินใจเสร็จสรรพก็พูดต่อ
“เอาเป็นว่า ผมขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องคราวก่อนเป็นความเข้าใจผิดครับ”
น้ำเสียงของเขาเรียบราบ
“ทางนี้ไม่เคยทำการค้าขายบลูเชลล์อะไรนั่นหรอกครับ แค่ไปหาข่าวเฉยๆ”
“เรื่องนั้น...”
“แล้วคุณได้ยินแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ? ได้ยินเหมือนว่าผมบอกคนขายว่าจะซื้อของน่ะ?”
ตามมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววปั่นป่วนจิตใจนิดๆ
ธรรมชาติของคนเราก็เป็นแบบนี้แหละ แค่จิตใจว้าวุ่นนิดหน่อย เรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อวานซืนก็ลืมกันได้ง่ายๆ
จะมีสักกี่คนที่ใช้ชีวิตโดยเชื่อมั่นในความทรงจำของตัวเองได้เต็มร้อย
พอกดดันหนักๆ ว่า 'มั่นใจ 100% เหรอ' ใครมันก็ต้องมีไขว้เขวกันบ้าง
ด้วยเหตุนี้ ซอนอูยอนจึงเริ่มเกิดความกังขาในประสบการณ์ของตัวเอง และ...
“งั้น... ถ้าไม่เกี่ยวกับบลูเชลล์ก็โล่งอกไปทีค่ะ...”
ในที่สุดเธอก็ยอมอ่อนข้อลง
ก็จริงของเขา กิรยอเป็นถึงฮันเตอร์ระดับสูง คงไม่ใช่นิสัยที่จะมาโลภมากกับสินค้ากระจอกๆ ในตลาดแบบนั้นหรอก
เหลือแค่สมมติฐานเดียว คือเขาต้องไปที่นั่นด้วยเหตุผลอื่น
การทลายแก๊งค้ามนุษย์ การไล่ล่าผู้ตื่นรู้ที่ถูกล้างสมอง
และการกระทำที่ช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่สืบสวนที่กำลังตกที่นั่งลำบากในตลาดมืด
‘ครั้งนี้คุณก็คงมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่สินะคะ’
นี่คือการเดินหมากที่ผิดพลาด
คนอย่างคิมกิรยอมีด้านดีๆ มากเกินกว่าที่จะไล่บี้ให้จนตรอกได้ ดังนั้นแม้แต่ซอนอูยอนที่หัวรั้นก็ยังเผลออะลุ้มอล่วยให้เขาเมื่ออยู่ต่อหน้า
ถ้ารู้ว่าภายในเปลือกนอกนั้นมีวิญญาณแบบไหนสิงสถิตอยู่ เธอคงไม่มีวันทำแบบนั้นแน่
“ว่าแต่ คุณซอนอูยอนกำลังกลับจากจ่ายตลาดสินะครับ”
จอมเวทจากต่างดาวเอ่ยปาก
“ซื้อเกี๊ยวมาเหรอครับ?”
“อ๊ะ ค่ะ”
“มัวแต่คุยกัน ไม่รู้ละลายหมดหรือยัง รีบกลับบ้านเถอะครับ ผมเองก็จะไปแล้วเหมือนกัน”
พูดจบคิมกิรยอก็เดินจากไปอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อทิ้งระยะห่างจากซอนอูยอนได้พอสมควร เขาก็หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เขาจรดปากกาเพิ่มสัญลักษณ์เล็กๆ ลงบนกระดาษ เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของวันนี้
[บันทึกอื่นๆ]
1 ชิ้น - X
2 ชิ้น - X
3 ชิ้น - O (แลกเปลี่ยนได้)
4 ชิ้น - △ (อันตราย ห้าม)
อนึ่ง ชาวอัลฟาวูรีมักจะมีความคิดที่ว่า 'คนที่โดนหลอกนั่นแหละผิดกว่าคนโกหก'
เพราะวงจรตรรกะที่ติดตัวมาแต่กำเนิด มันเป็นแบบนั้นเอง