“เหอะ”
ประธานสมาคมทำหน้าบู้บี้จนรอยเหย่นบนใบหน้าบิดเบี้ยว
ใช่แล้ว พวกอเมริกันนั่นกดดันเขาโดยอ้างว่าเจ้าคิมกิรยอเป็นคลาส S ตัวปลอม
แต่ถ้าในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ตัวต้นเหตุเกิดตายปุบปับขึ้นมาล่ะ?
พวกมันจะทำอะไรได้
เมื่อผู้ตื่นรู้กลายเป็นศพ การวัดระดับพลังเวทไม่ว่าทางไหนก็ทำได้ยาก หลักฐานชิ้นใหญ่ที่สุดก็จะหายวับไปกับตา
ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็มีเพียงแค่ผลการตรวจวัดตอนที่ฮันเตอร์ยังมีชีวิตอยู่... ขอแค่ตัวเลขในระบบคอมพิวเตอร์ไม่มีปัญหา ส่วนที่เหลือจะแถไถลยังไงเพื่อกลบเกลื่อนก็ย่อมได้
“ไหนดูซิ มันต้องอยู่แถวๆ นี้สิ...”
ในที่สุดประธานโกบยองโดก็ควานหาอะไรบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ มันคือสมุดบันทึกปกแข็งดูหรูหราเล่มหนึ่ง
วิธีการที่เพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อกี้อาจจะลงมือทำทันทีเลยคงยาก แต่ถึงอย่างนั้น แค่มีความหวังว่าจะฝ่าทางตันนี้ไปได้ก็ดีถมถึดแล้วไม่ใช่หรือไง
---
เสียงหลากหลายดังออกมาจากทีวี
[...วันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณซอเอสเธอร์ ตัวแทนกิลด์ฮันเตอร์ที่เป็นหน้าเป็นตาของเกาหลีมาร่วมรายการครับ!]
เสียงเชียร์ เสียงปรบมือ และเสียงพูดคุยของคนสองคน
[ชื่อของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจอยู่ใช่ไหมครับ? ได้ยินว่าเดิมทีตั้งใจจะตั้งชื่อบริษัทสั้นๆ แค่สองพยางค์ แต่ในยุคที่ระบบกิลด์ยังไม่สมบูรณ์ ดันมีคนจดทะเบียนชื่อดีๆ ไปหมดแล้ว สุดท้ายเลยต้องแก้ชื่อกิลด์ใหม่]
[ใช่ค่ะ อ่า แต่รู้สึกว่าตอนนี้กฎระเบียบจะเปลี่ยนไปแล้วนะคะ ถ้าไม่ก่อตั้งกิลด์จริงๆ ภายใน 30 วัน สิทธิ์ความเป็นเจ้าของชื่อที่จองไว้จะหมดอายุ...]
[ถึงจะเป็นชื่อที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ประชาชนหลายท่านกลับบอกว่าชอบชื่อหอคอยเวทมนตร์เกาหลีมากกว่านะครับ เพราะมันสื่อถึงความเป็นกิลด์ของสาธารณรัฐเกาหลีได้อย่างชัดเจนและน่าภาคภูมิใจ]
[ฮะฮะฮะ]
[แต่สำหรับผม คำว่า 'หอคอยเวทมนตร์' ฟังดูแปลกหูอยู่บ้างครับ ไม่ทราบว่า... เอามาจากเกมออนไลน์หรือเปล่าครับ?]
[จริงๆ มันเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในสื่อบันเทิงนะคะ แต่ที่ฉันเอามาตั้งก็มาจากเกมจริงๆ นั่นแหละค่ะ จากเกม [SOM] ค่ะ]
[ถ้าเกมนั้นผมก็รู้จักครับ! ดังระเบิดเลย]
[แต่ในที่นี้คงไม่มีใครเลเวลสูงไปกว่าฉันหรอกมั้งคะ? ฉันน่ะติดเกม [SOM] ขั้นรุนแรงถึงขนาดเอาชื่อกิลด์ในเกมมาใช้ในโลกความเป็นจริงเลยนะคะ]
[หาาา?]
[ถ้าใช้คำที่คุ้นเคยกว่านี้ก็คงเรียกว่า... เด็กติดเกมมั้งคะ ฮ่าๆ]
ฉันกระดิกปลายเท้าไปมาพลางเงี่ยหูฟังบทสนทนาที่ลอยเข้าหู
ท่าทางที่ใช้ข้อศอกยันตัวนอนเอกเขนกอยู่บนฟูกราคาถูกจนผ้าเปื่อยยุ่ย
แค่มองดูสภาพอันแสนสบายอารมณ์นี้ก็รู้ได้ทันทีว่า มหาจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่กำลังใช้เวลาช่วงวันหยุดอันมีค่าไปอย่างคุ้มค่าแค่ไหน
“ฮ้าวว”
ถึงจะมีเรื่องต้องทำอีกเป็นกองเพื่อให้ได้พลังสมัยยุครุ่งเรืองกลับคืนมาก็เถอะ...
แต่เอาเข้าจริง พักสักวันโลกมันก็คงไม่แตกหรอกน่า
“ชื่อหอคอยเวทมนตร์อะไรนั่นตะขิดตะขวงใจมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ที่แท้ก็แค่ก๊อบปี้ศัพท์เกมมาใช้เองเรอะ”
กลิ้งเกลือกไปมา
ไหนๆ การตรวจสอบของบลูเชลล์ก็เสร็จสิ้นแล้ว ฉันเลยถือโอกาสปลีกตัวมาพักผ่อนชั่วคราว
และในระหว่างที่เปิดแพลตฟอร์มวิดีโอแก้เบื่อ ก็ดันไปเจอรายการนั้นพอดี
‘บทสัมภาษณ์ของคลาส S คนที่ 2 ผู้นำกิลด์ยักษ์ใหญ่’
ความจริงป่านนี้เนื้อหาก็คงเดิมๆ เดาทางได้ แต่ซอเอสเธอร์ถือเป็นฮันเตอร์คลาส S ของเกาหลีที่ขยันออกสื่อมากที่สุดแล้ว
ทั้งการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ โฆษณารณรงค์เพื่อสาธารณประโยชน์
แถมใน SNS ยังขยันโต้ตอบแบบกันเองไม่มีมาดถือตัว
น่าประหลาดใจที่ยัยผู้ใช้อาคมคนนี้กลับสร้างภาพลักษณ์เป็น ‘ฮันเตอร์ผู้เป็นมิตร’ ในสายตาคนทั่วไปได้อย่างดีเยี่ยม
สำหรับฉันแล้วมันเป็นเรื่องที่เหนือจินตนาการสุดๆ
ค่าการตื่นรู้ระดับสัตว์ประหลาดนั่นยังพอเข้าใจได้ แต่พวกผู้ใช้คำสาปที่วันๆ ขลุกอยู่กับของอัปมงคลเนี่ยนะ จะไปครองใจมหาชนได้ยังไง
‘เรื่องยากนะเนี่ย ไม่ว่าจะด้วยธรรมชาติของเวทมนตร์ หรือด้วยนิสัยส่วนตัวก็เถอะ’
หรือปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะศาสตร์มืดบนโลกใบนี้ยังไม่ถูกเปิดโปงธาตุแท้ออกมากันแน่นะ?
ฉันนอนคิดวิเคราะห์เงียบๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์มือถือลง
เอาเถอะ ภาพลักษณ์ของเอสเธอร์จะเป็นยังไงก็ช่างหัวมัน ไม่ใช่เรื่องสำคัญตอนนี้
เพราะวันนี้ หลังจากท่องโลกอินเทอร์เน็ตอยู่นาน ฉันก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจสุดๆ มาเรื่องหนึ่ง
หลังเหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อก
ชาวโลกต่างให้ความสนใจกับปรากฏการณ์การตื่นรู้ที่อุบัติขึ้นใหม่อย่างล้นหลาม
และเมื่อสายตาของผู้คนจับจ้อง ตอนนี้แค่จับฮันเตอร์ระดับสูงมานั่งหน้ากล้อง คนดูก็แห่กันมาดูจนล้นหลามแล้ว
“โอ้”
สถานีโทรทัศน์ที่คลั่งไคล้เรตติ้งมีหรือจะปล่อยขุมทรัพย์แบบนี้ให้หลุดมือ
ท้ายที่สุด บรรดาโปรดิวเซอร์รายการถึงขนาดยื่นข้อเสนอค่าตัวเทียบเท่าดาราแถวหน้าให้กับพวกมือใหม่ที่เพิ่งตื่นรู้ได้ไม่ถึงปีอย่างอันยุนซึงด้วยซ้ำ
ค่าตัวของฮันเตอร์พุ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาดเศรษฐกิจ
ค่าตัวออกรายการ
ให้ตายสิ ไม่นึกเลยว่าบนโลกนี้จะมีช่องทางทำมาหากินแบบนี้อยู่ด้วย
‘แค่ออกไปนั่งคุยก็ได้เงินเป็นสิบล้านวอนเลยเหรอ?’
ฉันไล่อ่านคอมเมนต์ใต้วิดีโอของเอสเธอร์พลางกลืนน้ำลายเอือก
ถ้าที่เขาพูดกันเป็นความจริง การได้สัมภาษณ์เดี่ยวนี่มันงานในฝันชัดๆ
แค่นั่งต่อหน้าผู้ประกาศข่าวแล้วพล่ามเรื่องส่วนตัวนิดๆ หน่อยๆ เงินก็โอนเข้าบัญชี เทียบกับการต้องไปคลุกคลีกับเนื้อหนังมังสาและเครื่องในสัตว์อสูรในฐานะนักล่าแล้ว แบบนั้นมันสบายกว่าเห็นๆ ไม่ใช่รึไง
‘สุดยอดไปเลย!’
ฉันก็อยากทำแบบนั้นบ้าง!
ทำไมไม่มีใครติดต่อฉันมาบ้างวะ?
จังหวะที่ความคิดนั้นแล่นผ่านสมอง
-กริ๊งงงงง กริ๊งงงงง
เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่ซ่อมเสร็จแล้วดังลั่นห้องเช่ารูหนู
และเช่นเคย ฉันตรวจสอบชื่อคนโทรเข้าก่อนเป็นอันดับแรก
‘ซอเอสเธอร์?’
บังเอิญอะไรขนาดนี้ บนหน้าจอโทรศัพท์ปรากฏชื่อของคนที่ฉันเพิ่งจะดูจนเอียนไปเมื่อกี้
---
หลายชั่วโมงต่อมา
ฉันสวมชุดเก่งออกมายังสถานที่แห่งหนึ่ง
จะว่าไปก็เป็นที่ที่คุ้นตาอยู่เหมือนกัน
ตึกระฟ้าที่มองเห็นทิวทัศน์ของโซลได้ทั่วเมืองแห่งนี้ ฉันเองก็เคยแวะเวียนมาบ่อยๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ขออนุญาตครับ”
เคาะประตูตามมารยาท ส่งเสียงบอกกล่าว
ไม่นานประตูด้านหน้าก็เปิดอ้าออก
ทันใดนั้นภาพอันน่าสยดสยองก็ปรากฏแก่สายตา
ภายในห้องที่มาถึง มีแก้วเครื่องดื่มควันฉุยวางรออยู่บนโต๊ะ ราวกับกะเวลาชงไว้รอแขกมาถึงพอดีเป๊ะ
ฉันก้มมองกาแฟที่กำลังต้อนรับฉันพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
‘ไอ้พวกบ้านนี้มันจะเสพติดน้ำถั่วต้มอะไรกันนักหนาวะ...’
ยังไงซะผู้ตื่นรู้ก็ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากคาเฟอีนอยู่แล้ว เพลาๆ ไอ้ของพรรค์นั้นลงบ้างก็ได้มั้ง
“สวัสดีครับ ฮันเตอร์เอสเธอร์”
ฉันซ่อนความรู้สึกยุ่งเหยิงในใจแล้วเอ่ยทักทายออกไปอย่างยากลำบาก
หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานรีบลุกพรวดขึ้นต้อนรับทันที
“อ๊ะ! เชิญเลยค่ะ คุณกิรยอ!”
ทำไมเสียงตอบรับถึงได้ดูแหลมสูงกว่าปกติชอบกล
“เดินทางมาเหนื่อยไหมคะ? ขอบคุณที่สละเวลามาหานะคะ พอดีว่าเป็นข่าวดีมากๆ ก็เลยคิดว่าต้องรีบบอกคุณกิรยอให้เร็วที่สุดน่ะค่ะ แน่นอนว่าอยากเจอหน้ากันหลังจากไม่ได้เจอกันตั้งนานด้วย!”
ข่าวดี?
ฉันเอียงคอมองเอสเธอร์ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมก้อนน้ำตาลสำหรับใส่กาแฟ
เมื่อกี้ที่คุยโทรศัพท์กันก็ถามแค่ว่าวันนี้ว่างไหม ไม่ได้บอกสักคำว่าเรียกมาทำไม สถานการณ์ตอนนี้ฉันเลยยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเลย
พอเห็นฉันกระพริบตาปริบๆ เงียบใส่ ผู้ใช้อาคมแห่งหอคอยเวทมนตร์ก็รีบอธิบายตะกุกตะกัก
“อุ๊ยตาย ลืมบอกธุระสำคัญไปสินะคะ? ความจริงวันนี้ตั้งใจจะมาคุยเรื่องวัสดุเสริมความแข็งแกร่งอาคารน่ะค่ะ”
“วัสดุเสริม?”
“ทรายที่คุณกิรยอเคยให้ฉันเป็นของขวัญไงคะ อย่าบอกนะว่าลืมไปแล้ว? ฉันยังจำเหตุการณ์ตอนเราเจอกันครั้งแรกได้แม่นเลยนะ~”
อ๋อ ไอ้สารดูดซับมานาที่เคยใช้จ่ายเป็นค่าผ่านทางเข้าเกตเมื่อตอนนั้นสินะ
ฉันเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว พอเห็นแบบนั้นเอสเธอร์ก็พูดเจื้อยแจ้วต่ออย่างตื่นเต้น
“สรุปว่าเป็นข่าวดีค่ะ เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลเพิ่งอนุมัติให้จัดตั้งสาขาใหม่ ทางหอคอยเวทมนตร์ของเราเลยตัดสินใจจะสร้างอาคารกิลด์สาขาสุดท้ายที่เมืองอันดงค่ะ”
“อ้อ”
“แน่นอนว่าโดยใช้วัสดุเสริมที่คุณกิรยอให้มาด้วย!”
พอลองฟังเรื่องยืดเยาว์นั่นดูแล้ว ดูเหมือนว่าทางหอคอยเวทมนตร์เกาหลีคงจะแอบซุ่มวิจัยสารดูดซับมานาควบคู่ไปด้วยตลอด
เริ่มจากโครงสร้างง่ายๆ อย่างกำแพงชั้นเดียว หรือตู้คอนเทนเนอร์
ผ่านการทดลองผสมอัตราส่วนเป็นพันๆ ครั้ง จนได้อัตราส่วนที่เหมาะสมของสารดูดซับมานา จนตอนนี้ถึงขั้นเอามาสร้างตึกได้จริงแล้วสินะ
‘เรียนรู้วิธีใช้ได้เร็วกว่าที่คิดแฮะ ถ้าขั้นพื้นฐานมาได้ขนาดนี้ อีกสัก 5 ปีคงคาดหวังว่าจะค้นพบวิธีกัดกร่อนแบบง่ายๆ ได้แล้วมั้ง’
กริ๊ก
ฮันเตอร์คลาส S อายุน้อยที่ชวนคุยอยู่นาน ยกกาแฟบนโต๊ะขึ้นจิบแก้กระหาย
“ส่วนตัวแล้วฉันคาดหวังกับผลลัพธ์มากเลยค่ะ เพราะที่ผ่านมาผลการทดลองออกมาดีตลอด”
“อืม”
“ก็นะคะ ถึงยังจะมีส่วนที่ต้องตรวจสอบอีกเยอะ อย่างเช่นพอสร้างตึกขนาดใหญ่แล้วจะเป็นยังไง จะมีปัญหาอะไรที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นไหม”
“นั่นสินะครับ”
“ถ้าจดสิทธิบัตรได้ ถึงจะต้องใช้เวลาให้เทคโนโลยีเข้าที่เข้าทางหน่อย แต่ในอนาคตมันต้องทำกำไรมหาศาลแน่ๆ ค่ะ และในสิทธิบัตรนี้ ฉันกันส่วนแบ่งไว้ให้คุณกิรยอเรียบร้อยแล้วนะคะ!”
แต่ดูเหมือนความตื่นเต้นจะยังไม่จางหาย ใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงแดงระเรื่อ
การจะปกป้องอาคารจากมอนสเตอร์ต้องใช้ค่าบำรุงรักษาเขตอาคมมหาศาล ยิ่งเห็นราคาแกนพลังงานจลน์นิรันดร์ที่พุ่งสูงขึ้นทุกวัน ต่อให้รวยแค่ไหนก็ต้องมีสะดุ้งกันบ้างแหละ
สถานการณ์แบบนี้ สิทธิบัตรที่เธอบอกย่อมมีมูลค่ามหาศาล
‘ที่พูดเมื่อกี้หมายความว่าจะแบ่งพวกค่าลิขสิทธิ์ให้ฉันด้วยงั้นเหรอ?’
หูผึ่งเลย
ฉันเริ่มสนใจบทสนทนาขึ้นมาทันทีพลางยกแก้วกาแฟขึ้น ไม่ได้กะจะดื่มเดี๋ยวนี้หรอก
ไอ้ของเหลวนี่ถ้าค่อยๆ จิบทีละนิด สู้กระดกรวดเดียวตอนเย็นชืดไปเลยจะเจ็บปวดน้อยกว่า...
“อืม”
จะให้ประกาศโต้งๆ ว่าเกลียดเครื่องดื่มนี้เหมือนตอนอยู่กับอันยุนซึงก็ไม่ได้ เพราะดันมีประวัติซดโฮกต่อหน้าคนของหอคอยเวทมนตร์ไปตั้งหลายรอบแล้ว
ในที่สุดฉันก็กลั้นใจกลืนน้ำดำในแก้วลงคอ
เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยโดยใช่เหตุ ก็ต้องจำใจทำ
‘ให้ตายสิ มาหอคอยเวทมนตร์ทีไรได้สัมผัสกลิ่นอายบ้านเกิดจนแทบจะสำลักความสุขตาย เดี๋ยวได้มีเอเลี่ยนตายคาที่จริงๆ แน่’
เอาเถอะ ข่าวดีเรื่องรายได้ที่ไม่ได้วางแผนไว้ก็รับรู้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะบอกแล้ว ฉันก็อยากจะกลับเต็มแก่
‘เพราะวันนี้เดิมทีไม่ได้กะจะออกจากบ้านอยู่แล้วด้วย’
น่าเสียดายที่เอสเธอร์ดูเหมือนยังมีเรื่องจะคุยต่อ เธอโน้มตัวเข้ามาทางฉันแล้วตั้งหน้าตั้งตาอธิบายอะไรบางอย่างยกใหญ่
ถ้าจดสิทธิบัตรสำเร็จ ทางเรามีแผนจะโอนหุ้นส่วนให้คุณประมาณ 25% ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่เนื่องจากคุณไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการประดิษฐ์ รายชื่อผู้ยื่นจดสิทธิบัตรจึง บลาๆๆ
แต่เรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ฉันจะรับผิดชอบจัดการให้เอง ไม่ต้องห่วงนะคะ ด้วยสัญญาแบ่งหุ้น บลาๆๆๆ
แต่ยิ่งฟังประโยคยืดยาวเหล่านั้น ฉันก็เริ่มทำหน้าเซ็งขึ้นเรื่อยๆ
พอลองคิดดูดีๆ กว่าจะเห็นกำไรจากเทคนิคสารดูดซับมานาเป็นกอบเป็นกำ คงต้องรอจนเหงือกแห้งแน่ๆ
‘แค่กำหนดการสร้างตึกสาขาใหม่ที่ว่า ก็ปาเข้าไปตั้ง 3 ปีข้างหน้าแล้ว’
กึก ฉันวางแก้วที่ว่างเปล่าลงข้างกองเอกสารที่กระจัดกระจาย
“เข้าใจแล้วใช่ไหมคะ?”
“ครับ”
ฉันแกล้งทำเป็นเข้าใจส่งๆ เพื่อตัดบทให้จบเร็วๆ
ตอนนี้มันเพิ่งจะช่วงต้นของการวิจัย ยังสร้างตึก 5 ชั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังไม่ใช่ขั้นตอนที่จะมาคุยรายละเอียดเจาะลึก ทุกอย่างมันยังไม่ชัดเจนเกินไป
‘ไอ้หุ้น 25% นั่นไม่รู้ว่ามันมากน้อยแค่ไหน แต่ในเมื่อเป็นคำพูดของยัยผู้ใช้อาคมที่มองฉันในแง่ดี อย่างน้อยคงไม่โดนแทงข้างหลังหรอกมั้ง’
ท่านผู้นี้อุตส่าห์ทำดีด้วยขนาดนั้น คงไม่มาเกิดปัญหาเอาป่านนี้หรอกใช่ไหม?
การที่มหาจอมเวทถึงกับยอมลดศักดิ์ศรีมาเอาใจผู้ใช้คำสาป มันไม่ได้ทำไปโดยไร้เหตุผลสักหน่อย ฉันสรุปความคิดพลางเตรียมตัวจะลุกออกจากห้อง
ในใจส่วนลึกแอบนึกย้อนไปว่าชั้น 1 ของกิลด์มีตู้กดน้ำดื่มตรงไหนบ้างไหมนะ
“หื้ม?”
แต่ดูท่าการล้างปากคงต้องเลื่อนออกไปก่อนแฮะ
“เป็นอะไรเหรอคะ?”
ทันทีที่บทสนทนาจบลง
ฉันที่กำลังจะลุกจากโซฟาก็ชะงักค้างในท่ากึ่งลุกกึ่งนั่ง เอสเธอร์ถามด้วยความสงสัยทันที
แต่ทางนี้เลือกที่จะลงมือทำมากกว่าตอบคำถาม ปรากฏการณ์แบบนั้นเพิ่งจะเคยเจอครั้งแรกตั้งแต่มาเกิดใหม่ เลยกะเกณฑ์ไม่ถูกว่าจะส่งผลกระทบกับมนุษย์ยังไง
-วูบ
พอฉันยื่นมือออกไปขวาง ผู้นำกิลด์แห่งนี้ก็เบิกตากว้าง
“ท่านตัวแทนคะ ช่วยขยับมาทางนี้หน่อย...”
เอสเธอร์ที่เพิ่งจะเข้าใจความหมายของภาษากาย วางมือทับลงบนฝ่ามือที่ยื่นออกไปอย่างงุนงง จังหวะนั้นฉันก็ออกแรงดึงปลายมือของอีกฝ่ายเข้ามาหาตัว
แน่นอนว่าด้วยแรงระดับ F ยัยนั่นคงรู้สึกว่ามันเบาหวิว
“เอ๊ะ?”
แต่ถ้าจะแค่บอกทิศทาง แรงแค่นี้ก็คงพอแล้วมั้ง
“อะไรกั...”
หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลีทำท่าจะโวยวายกับการกระทำที่ปุบปับของฉัน
แต่เธอก็ต้องหุบปากฉับทั้งที่ตัวยังเอียงกะเท่เร่ เพราะทันใดนั้น สัมผัสของฮันเตอร์คลาส S ก็จับได้ถึงกระแสมานาอันประหลาดที่พุ่งเข้ามา
การบิดเบี้ยวที่ไร้เสียงและการเจาะทะลวงของมิติ
“...กะ เกต?”
เมื่อหันกลับไปมอง ตรงจุดที่มนุษย์โลกเพิ่งถอยฉากออกมาเมื่อครู่ ก็ปรากฏแนวคิดที่คุ้นเคยเผยโฉมออกมา
“อืม... กันไว้ดีกว่าแก้ เราขยับไปทางโน้นอีกหน่อยดีไหมครับ?”
บลูเกตเกิดขึ้นแล้ว
ฉันปัดเส้นผมของท่านประธานที่เกือบจะสัมผัสโดนขอบของทางเชื่อมมิติออก แล้วส่งสัญญาณมืออีกครั้ง