‘นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย’
จะว่าไปแล้ว ถึงเรดเกตกับบลูเกตจะดูคล้ายกันแค่เพียงผิวเผิน แต่กระบวนการเกิดขึ้นของพวกมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในกรณีของช่องทางสีแดงที่คอยพ่นสัตว์ประหลาดออกมาเป็นระยะนั้น จะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าปรากฏขึ้นชัดเจนจนถึงขั้นสามารถพยากรณ์ความน่าจะเป็นได้
แต่เจ้าเกตสีน้ำเงินเข้มนี่ กระบวนการของมันช่างเงียบเชียบเสียจนแม้แต่ฉันเองก็ยังเพิ่งจะมารู้ตัวเอาตอนที่มันใกล้จะเปิดออกแล้ว
จะเรียกว่าเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันด่วนก็คงได้
คาดว่าความแตกต่างนี้น่าจะเป็นเพราะรูปแบบของสีน้ำเงินนั้นมีความเสถียรมากกว่าสีแดง
“ข... คุณพระช่วย! ไม่สิ นี่มัน... โอกาสเกิดมันจะเป็นไปได้ยังไงเนี่ย? ฉันเกิดมาจนป่านนี้เพิ่งจะเคยเห็นเกตโผล่ออกมาข้างที่นั่งแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยนะ!”
“นั่นสินะครับ”
เอสเธอร์คงจะตื่นตระหนกกับมิติย่อยที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ถึงได้พูดจาตะกุกตะกักพลางลูบอกปลอบขวัญตัวเองยกใหญ่
ถึงอย่างนั้นก็สมกับที่เป็นผู้นำกิลด์ เธอตั้งสติได้ไวมาก ผ่านไปไม่กี่นาที หัวหน้ากิลด์สาวก็ยกหูโทรศัพท์ภายในบนโต๊ะทำงานเรียกตัวนักวิเคราะห์จากชั้นล่างขึ้นมาทันที
“นี่มันอะไรกันเนี่ย?”
“เฮือก”
“โห มาโผล่กลางห้องท่านประธานโทนโท่แบบนี้ได้ยังไง...”
เจ้าหน้าที่ของหอคอยเวทมนตร์ที่มาถึงต่างพากันวิ่งวุ่นเพื่อตรวจสอบเกตปริศนา แต่ทว่าในระหว่างขั้นตอนนี้ กลับมีข้อมูลที่ทำให้รู้สึกหมดท่าเปิดเผยออกมา
ติ๊ด
พนักงานคนหนึ่งถือเครื่องวิเคราะห์ไว้ในมือแล้วแหย่แขนขวาเข้าไปในเกต
‘โอ้ ใช้วิธีนั้นเหรอ’
ตอนที่ชักแขนกลับออกมา ตัวอักษรที่ปรากฏบนเครื่องก็ทำเอาความระแวดระวังที่มีอยู่มลายหายไปจนหมดสิ้น กลายเป็นความโล่งอกของทุกคนแทน
[เกตที่ยังไม่ถูกระบุ]
[ระดับ : F]
“ระดับ F นี่ครับ?”
“F งั้นเหรอ?”
ระดับความยากที่ต่อให้เป็นคนธรรมดาไร้พลังเวท แค่ถือไม้หน้าสามเหล็กก็เคลียร์ได้
สถานที่ล่าเกรดต่ำที่ถูกประเมินว่ามีระดับความอันตรายต่ำที่สุด
“โธ่เอ๊ย อะไรกัน”
เกตที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าเราไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าดันเจี้ยนระดับ F
ก็จริงนะ การที่มีเกตโผล่ขึ้นมากลางวงคนที่กำลังนั่งจิบกาแฟกันอยู่ก็นับว่าเหลือเชื่อพอแรงแล้ว จะให้มีเคสระดับ A ที่หาได้ยากมาซ้อนทับกันอีกก็คงเป็นไปไม่ได้
ขืนเป็นแบบนั้นจริงคงต้องรีบไปซื้อลอตเตอรี่แล้วล่ะ
“อุตส่าห์กังวลแทบตาย!”
เอสเธอร์ปรับลมหายใจด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจขึ้นมาก
และพอหายตกใจ ความอยากรู้อยากเห็นก็ค่อยๆ เริ่มผงาดง้ำขึ้นมาแทนที่
ลองคิดดูสิ เกตนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่มีระดับความอันตรายแค่ F แต่ชื่อดันเจี้ยนกลับขึ้นว่า [เกตที่ยังไม่ถูกระบุ]
นั่นหมายความว่ามันมีสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เคยถูกค้นพบที่ไหนมาก่อนในโลก
หรือไม่ก็มีความเป็นไปได้ว่าเคยมีคนค้นพบดันเจี้ยนนี้แล้ว แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลให้กับพิกซี่
“อืม”
ไม่ว่าจะทางไหน สถานการณ์นี้พวกเราในฐานะผู้ค้นพบย่อมถือไพ่เหนือกว่าในด้านข้อมูล
“ดันเจี้ยนใหม่ถอดด้ามสินะ”
หญิงสาวผมหยิกที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงานประธานหรี่ตาที่ดูตกๆ ของเธอลงพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง รออยู่ครู่หนึ่ง ข้อเสนอใหม่ก็หลุดออกมาจากปากของเธอ
“นี่ คุณกิรยอคะ”
“ครับ”
“เกตนี้ดันมาโผล่กลางห้องแบบนี้ ถึงยังไงก็ต้องรีบเคลียร์ให้จบๆ ไปเพราะมันเกะกะใช่ไหมล่ะคะ?”
“ครับ”
“แต่ฉันคิดว่าเคสนี้เราจำเป็นต้องดึงสมาคมฯ เข้ามาเกี่ยวด้วยเหรอคะ? พอดีฉันเคยเจองานคล้ายๆ กันนี้มาก่อนเลยรู้น่ะค่ะ คนพวกนั้นแค่จะตรวจสอบระดับ D ก็อ้างความปลอดภัยของฮันเตอร์นู่นนี่นั่น แล้วก็งุบงิบข้อมูลภายในไว้ดูกันเองตั้งเยอะ ทั้งที่ฉันเป็นคนแจ้งแท้ๆ น่าโมโหชะมัด”
มุมปากของซอเอสเธอร์กระตุกยิ้มขึ้น
“เพราะฉะนั้นครั้งนี้หอคอยเวทมนตร์จะจัดการเองค่ะ แล้วถ้าไม่รังเกียจ คุณช่วยสำรวจเกตนี้หน่อยได้ไหมคะ?”
“ผมเนี่ยนะครับ?”
“ก็คุณกิรยอมีสายตาที่เฉียบคมกว่าคนอื่นนี่นา”
เมินสมาคมฯ แล้วแชร์ข้อมูลกันเองในกลุ่มผู้ค้นพบงั้นเหรอ
ยังไงทางนี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว เป็นข้อเสนอที่ไม่ทำให้รู้สึกต่อต้านอะไรเท่าไหร่
‘ติดปัญหาตรงที่ดันเป็นวันอาทิตย์นี่แหละ’
อย่างที่บอกไป วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์
แถมวันอาทิตย์นี้ นอกจากตั้งใจจะพักผ่อนให้เต็มคราบแล้ว ฉันยังตั้งใจจะงดออกไปข้างนอกด้วยเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง
‘สิบเอ็ดโมงเช้า’
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กเวลาปัจจุบัน
ตอนนั้นเอง น้ำเสียงราบเรียบก็ดังมาจากทิศที่เอสเธอร์ยืนอยู่
“เผื่อว่าจะเจอของแปลกๆ อย่างพวกวัสดุเสริมแกร่ง ถ้าเราเก็บมอนสเตอร์ระดับบอสไว้ก่อนแล้วเดินไปกลับ ก็น่าจะใช้เวลาสัก 30 นาทีแบบเหลือเฟือเลยมั้งคะ”
ไม่ใช่แค่เหลือเฟือ แต่เวลาเหลือทิ้งเลยล่ะ
ระดับฮันเตอร์แรงค์ S กับดันเจี้ยนระดับ F เนี่ย ไม่ใช่ 30 นาทีหรอก แค่วิ่งเหยาะๆ 5 นาทีก็ทะลวงจบได้แล้ว
“คุณกิรยอ ขอร้องล่ะค่ะ ขอเวลาให้ฉันแค่ชั่วโมงครึ่งพอ”
“หนึ่งชั่วโมงครึ่งเหรอครับ?”
“เดินดูดันเจี้ยนสัก 30 นาที จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันที่ร้านอาหารก็น่าจะพอดีเลย ไม่ได้เหรอคะ?”
“....”
“แน่นอนว่าฉันจะคิดค่าแรงรายชั่วโมงให้คุณอย่างงามเลยค่ะ พอดีทางกิลด์เพิ่งได้หินมานาดีๆ เข้ามาด้วย!”
จะจ่ายค่าแรงเป็นหินมานางั้นเหรอ
ขอบอกไว้ก่อนว่าที่นี่คือประเทศที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่แค่หลักหมื่นวอนนิดๆ
แถมปกติแล้ว คนรวยใจป้ำขนาดที่ยอมจ่ายค่าจ้างเป็นหินมานา คงไม่คิดจะมาหารค่าข้าวเล็กๆ น้อยๆ หรอกมั้ง
ดูจากรูปการณ์แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่มื้อนี้อีกฝ่ายจะเป็นเจ้ามือ
“...แล้วคิดเมนูไว้หรือยังครับ?”
“คะ?”
พอทางนี้ถามเมนูมื้อเที่ยงสวนกลับไปทันควัน เอสเธอร์ก็ทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะรีบตอบกลับมา
“เอ่อ ค... คือว่า? ก... ก็น่าจะเป็นสเต๊ก หรือไม่ก็ร้านอาหารเกาหลีชุดใหญ่แบบมาตรฐานทั่วไปมั้งคะ?”
สิ้นเสียงนั้น คำตอบรับอันแสนสดใสของใครบางคนก็ดังขึ้นทันที
“โอเค ไปกันครับ”
ในโลกนี้มีคำกล่าวว่าให้ระวังคนที่เลี้ยงเนื้อวัวเอาไว้ แต่พูดตามตรง ถ้าเป็นสเต๊กฟรีสักมื้อ จะยอมหลับตาข้างหนึ่งแล้วแกล้งทำเป็นถูกหลอกหน่อยก็คงไม่เสียหายหรอกมั้ง?
---
“มืดตึ๊ดตื๋ออย่างที่คิดเลยนะคะ”
“แถมยังชื้นแฉะอีกต่างหาก”
“ถ้ำก็เป็นแบบนี้แหละครับ”
“อุ๊ยตาย ระวังพื้นด้วยนะคะ”
“ทำไมหินสะดุดมันเยอะแบบนี้เนี่ย”
ครู่ต่อมา
พวกเราเตรียมตัวกันง่ายๆ แล้วก็เข้ามาในดันเจี้ยน
สิ่งที่ติดตัวมามีแค่อุปกรณ์สวมใส่หลักของเอสเธอร์กับเครื่องเขียนแบบอนาล็อก
ต้องขอบคุณมอนสเตอร์ที่เดินเพ่นพ่านอยู่ตรงปากทางเข้า ทำให้เรายืนยันได้อีกครั้งว่าดันเจี้ยนนี้คือระดับ F ก่อนจะเริ่มออกเดิน ถึงสัมภาระจะเบาหวิวแต่ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
“ข้างหน้า 10 เมตร มีมอนสเตอร์ครับ”
ผัวะ!
พอยืนนิ่งๆ กวาดตามองผนังถ้ำได้ไม่นาน เสียงกระแทกทึบหนักก็ดังเข้าหู
นั่นคือเสียงเอสเธอร์จัดการสิ่งกีดขวางด้านหน้า
พวกมันคือตัวตนที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากดินแห้งผาก ราวกับพืชที่กำลังแตกหน่อ
“ว่าแต่ไหนบอกว่าเป็นดันเจี้ยนใหม่ นึกว่าจะได้เจออะไรตื่นเต้นซะอีก แต่นี่มันมอนสเตอร์หน้าคุ้นเคยสุดๆ ไปเลยไม่ใช่เหรอคะ?”
ประชากรของที่นี่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น [โครงกระดูกโบราณ]
ระบุให้ชัดคือ เป็นตัวประหลาดที่มีอัตราการปรากฏตัวในระดับ F สูงมาก จนถึงขั้นมีรูปตัวอย่างแปะหราอยู่ในคู่มือแนะนำสำหรับเด็กใหม่ที่สมาคมฮันเตอร์แจกให้
“ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์นะ โครงสร้างดันเจี้ยนก็ธรรมดาสุดๆ”
แถมผิดจากที่คาดหวังไว้ลิบลับ เกตนี้เป็นโลกต่างมิติรูปแบบถ้ำที่พบเห็นได้เกลื่อนกลาดตามแหล่งล่าทั่วไป
สำหรับฉันแล้วไม่ค่อยอยากจะนึกถึงเท่าไหร่หรอกนะ...
ไอ้เหตุการณ์ที่เกือบโดนพวกอาชญากรหน้ากบปล้นเพราะแฝดผู้พิทักษ์นั่นน่ะ ใช่เลย ดันเจี้ยนนี้ถ้าให้หาคู่เปรียบเทียบ มันก็คือพิมพ์เดียวกับเกตระดับ F ที่เข้าไปตอนนั้นเป๊ะๆ
สีแดงฉาน มืดมิด และเพดานที่ขรุขระคดเคี้ยวราวกับหลอดอาหารของสัตว์ร้าย
“อืม”
จุดแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือเส้นทางที่มุ่งไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง
“นี่มัน ไม่มีอะไรน่าดูเลยแฮะ”
พวกเราลองเดินสำรวจต่ออีกหน่อยเผื่อจะเจออะไร แต่สุดท้ายนอกจากสิ่งปลูกสร้างแบบนี้ ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมา
“น้ำพุนี่คะ”
“เล็กจิ๋วเลยแฮะ”
“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะเนี่ย?”
“ผมจะไปรู้เหรอครับ”
สภาพที่เหมือนเอาน้ำพุแกะสลักที่เคยเห็นในเขาวงกตสีขาวมาปักโครมอยู่กลางถนนดื้อๆ แบบนี้มันอะไรกัน ไม่สิ ไอ้กล่องสุ่มจับฉ่ายที่เหมือนเอาองค์ประกอบเหลือๆ มายำรวมกันนี่มันคืออะไร
“.......”
“.......”
ฉันกับเอสเธอร์สบตากันครู่หนึ่ง
ดูยังไงดันเจี้ยนนี้ก็เหมือนพันธุ์ย่อยของถ้ำระดับ F ที่มีอยู่ดาษดื่น เพราะงั้นแทนที่จะเสียแรงเปล่า
“ไหนๆ ก็เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน งั้นเรากลับออกไปกันเลยไหมครับ?”
“นั่นสิคะ คุณกิรยอ ขนาดนี้เลขาฉันคงนั่งกินบะหมี่ถ้วยไปเคลียร์ไปได้สบายๆ เลยมั้ง”
ความเห็นลงรอยกันในพริบตา
พวกเราจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะเลิกพิชิตดันเจี้ยนแล้วกลับออกไป
กว่าจะเดินมาถึงน้ำพุนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่ถ้านับรวมเวลาที่หยุดวิเคราะห์ระหว่างทางด้วย เวลาที่ใช้ในการเดินกลับก็น่าจะ...
ไม่ถึง 5 นาที
...นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดจนกระทั่งเมื่อกี้นี้
‘เอ๊ะ’
ผ่านไปกี่นาทีแล้วนะ
ขณะที่ฉันกับเอสเธอร์กำลังเดินกลับไปที่ทางเข้าพลางคุยสัพเพเหระ ตอนนั้นเอง สัญชาตญาณของฉันก็จับได้ถึงบรรยากาศที่ชวนขนลุกของที่นี่
ระบุให้ชัดคือ ความสว่างมันผิดปกติ
เดินกลับมาขนาดนี้แล้ว มันควรจะเริ่มเห็นแสงสีฟ้าจากเกตได้แล้ว แต่ทำไมสุดปลายทางข้างหน้านั่นถึงยังจมอยู่ในความมืดสลัวอยู่เลยล่ะ?
‘เฮ้ย?’
เหงื่อเย็นเยียบไหลพรากผ่านแผ่นหลัง
ไม่ใช่แค่เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติเท่านั้น
ทางนี้ลองตั้งสมาธิเพื่อตรวจสอบสมมติฐานบางอย่างที่แวบเข้ามาในหัว และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ...
“บ้าน่า...”
“คุณกิรยอ?”
ตึก ตึก ตึก ตึก
ฉันทิ้งน้ำหนักลงบนรองเท้าหนังแล้วออกตัววิ่งไปข้างหน้า แต่ต่อให้วิ่งเท่าไหร่ก็ยังมองไม่เห็นทางเข้าที่เข้ามา
ไม่สิ บ้าเอ๊ย! เดี๋ยวพอลองมองดีๆ แล้ว มันไม่ใช่แค่มองไม่เห็นแสงสว่างนะ แต่ว่า
“ทางเดินมัน...!”
“เฮือก!”
หญิงสาวที่วิ่งตามมาติดๆ ถึงกับสูดหายใจเฮือก
น่าตกใจที่ทางเข้าที่เราเดินเข้ามา บัดนี้ถูกปิดตายด้วยกำแพงหินสีแดงตั้งตระหง่าน
เกตไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว
กึก
ฉันยืนตะลึงมองปลายสุดของถ้ำที่ถูกผนังปิดกั้นไว้อย่างสิ้นหวัง
บ้าชิบ ถล่มไอ้วิหารรากษสนั่นไปตั้งนานแล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงเพิ่งมาเกิดเรื่องไร้สาระอย่างทางเข้าหายสาบสูญเอาตอนนี้ฟะ
‘หรือจะเป็นคุณสมบัติของตัวดันเจี้ยนเอง?’
แต่ฉันคาดไม่ถึงเลยจริงๆ
ตอนที่เอสเธอร์บอกว่าจะขอเข้าไปเช็กว่าผลวิเคราะห์ระดับถูกต้องไหม แล้วเดินนำเข้าไปก่อน
ตอนที่ล่ามอนสเตอร์ตรงปากทางเข้านั่น เกตก็ยังทำงานปกติดีอยู่ชัดๆ
“คุณพระช่วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย?”
“ไม่รู้สิครับ”
“หรือว่ามีใครใช้ไอเทมจากข้างนอก... ไม่สิ เป็นไปไม่ได้หรอก นี่มันชั้นบนสุดของกิลด์เราชัดๆ!”
ใจเย็นเข้าไว้
การที่ทางเข้าหายไปไม่ใช่เรื่องปกติและน่าตกใจมากก็จริง แต่เรายังมีวิธีอื่นเหลืออยู่
“ช่วยไม่ได้ครับ มาอีหรอบนี้คงต้องฆ่าบอสเพื่อออกไปเท่านั้น”
การเคลียร์เกต
ขอบคุณสวรรค์ที่โลกต่างมิติยังมีเงื่อนไขสัมบูรณ์ในการเปิดทางออกให้อยู่ไม่ใช่เหรอ
“จริงด้วยค่ะ อย่าเพิ่งตื่นตูม ค่อยๆ เคลียร์ไปเดี๋ยวก็ได้ออกแล้ว”
.
.
.
ทว่า สามชั่วโมงต่อมา
“พระเจ้าช่วย...”
ในที่สุดพวกเราก็ค้นพบความผิดปกติข้อสุดท้ายที่ดันเจี้ยนแห่งนี้ซุกซ่อนเอาไว้จนได้
‘ทางมัน...’
เกตปริศนาที่ปรากฏขึ้นในห้องทำงานตัวแทนหอคอยเวทมนตร์
ตัวตนที่แท้จริงของมันก็คือ
‘ทางมันไม่สิ้นสุดสักทีว้อย!’
ดันเจี้ยนรูปแบบใหม่ที่มีระยะทางยาวเหยียดผิดปกติ!
เคยได้ยินมาจากอันยุนซึงว่าหมู่นี้สเกลของดันเจี้ยนที่อยู่ในเกตมีแนวโน้มจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดันเจี้ยนที่มีชื่อว่า [ส่วนที่ลึกที่สุด] ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ชั้นก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
แต่ปรากฏการณ์แบบนั้นมันเกิดขึ้นแค่ในดันเจี้ยนระดับสูงอย่าง A หรือ B เท่านั้นนี่นา
แหล่งล่าเกรดต่ำที่มีแต่พวกกระจอกงอกง่อยเดินเข้าออก มันไม่น่ามีความเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นขนาดนั้น ปกติเกตระดับ F เนี่ย เดินไปกลับชั่วโมงเดียวยังได้ นั่นคือสามัญสำนึกของวงการนี้แท้ๆ
“ตายจริง เดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอบอสเลยค่ะ”
เอสเธอร์พูดพลางหัวเราะแห้งๆ เหมือนพยายามจะผ่อนคลายบรรยากาศ
แต่ทางนี้ไม่มีอารมณ์จะไปรับมุกด้วยหรอก
เพราะฉันพยายามตรวจสอบอย่างกัดไม่ปล่อยมาตั้งแต่เมื่อกี้ แล้วก็เพิ่งจะได้ผลการค้นหาที่น่าหวาดหวั่นว่า ‘บอสของที่นี่ไม่ได้อยู่ในระยะการรับรู้ของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่’ น่ะสิ
เวรเอ๊ย ทำไมเรื่องพรรค์นี้ต้องมาเกิดขึ้นพร้อมกันด้วย...
“เลือกวันได้แย่จริงๆ”
ฉันที่ตระหนักถึงสถานการณ์ได้แต่พร่ำบ่นประโยคเดิมซ้ำๆ
เริ่มพึมพำด้วยความวิตกกังวลว่าทำไมต้องมาเกิดเรื่องซวยเอาในวันที่สำคัญอย่างวันนี้ด้วย
“ทำไมเหรอคะ? หรือว่ามีธุระด่วนที่อื่นอีก?”
ฮันเตอร์ระดับ S แสดงท่าทีรู้สึกผิด
เธอเดินนำหน้าฉันอยู่เลยมองไม่เห็นหน้า แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คาดว่าคงกำลังทำหน้าเศร้าสร้อยอยู่แน่ๆ
“ขอโทษนะคะ ที่ฉันเสนอเรื่องไม่เข้าท่า ทำให้คุณกิรยอต้องมาเสียเวลาเปล่าๆ เลย”
“....”
“อืม เอาแบบนี้ไหมคะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จากตรงนี้เรามาลองวิ่งสุดแรงเกิดกันดูไหม? แข่งวิ่งกันไงคะ ระดับ S อย่างพวกเราถ้าเร่งความเร็วเต็มที่ แค่บอสกระจอกๆ ล่ะก็...”
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง บทสนทนาที่แสนสงบสุขพลันขาดห้วงไป
พร้อมกันนั้น เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างเป็นจังหวะก็หยุดลง
ความเงียบงันที่ผิดธรรมชาติเข้าปกคลุมทั่วทั้งถ้ำ
“คุณกิรยอ?”
ขวับ
พอไม่ได้ยินเสียงผู้ร่วมทางเดินตามมา เอสเธอร์ก็เอียงคอสงสัยแล้วหันกลับมามอง ทำให้ฉันได้สบตากับเธอในรอบหลายนาที
แต่ฉันยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขานรับคำเรียกนั้นได้
“ฮันเตอร์กิรยอ?!”
เพราะเลือดจำนวนมากกำลังไหลย้อนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยจนแทบจะพูดไม่ได้
ฉันรีบเอามือปิดปากไว้ แต่พอเลือดที่ขังอยู่ในปากกระแทกเข้ากับลิ้นไก่ อาการไอที่กลั้นไม่อยู่ก็ระเบิดออกมา
อั้ก ครืด
ฟองเลือดที่ถูกพ่นออกมาพร้อมกับเสียงเสมหะเดือดพล่านในลำคอ
เลือดสดๆ ไหลย้อยลงมาตามคางหยดลงย้อมปกเสื้อจนแดงฉาน รอยเลือดน่าขยะแขยงติดอยู่ตามร่องนิ้วมือ ผ่านไปไม่กี่วินาที ตอนนี้แม้แต่เส้นเลือดฝอยในตาขาวก็แตกจนแดงก่ำ
“แค่ก”
ใช่แล้ว
นี่คือตัวตนที่แท้จริงของ ‘ข้อเสียที่น่าหงุดหงิดนิดหน่อย’ ของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์]
แต่คนที่เกิดในอัลฟาวูรีปกติจะรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์นี้ ฉันเลยพยายามจะบอกจอมเวทตรงหน้าว่าไม่ต้องตกใจ
“...ม่เ...”
ความจริงคือ ตั้งใจจะพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’
แต่ทันทีที่อ้าปากจะสื่อความหมายออกไป เลือดก็ทะลักออกมาอีกระลอก...