Cover

184

‘นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย’

จะว่าไปแล้ว ถึงเรดเกตกับบลูเกตจะดูคล้ายกันแค่เพียงผิวเผิน แต่กระบวนการเกิดขึ้นของพวกมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในกรณีของช่องทางสีแดงที่คอยพ่นสัตว์ประหลาดออกมาเป็นระยะนั้น จะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าปรากฏขึ้นชัดเจนจนถึงขั้นสามารถพยากรณ์ความน่าจะเป็นได้

แต่เจ้าเกตสีน้ำเงินเข้มนี่ กระบวนการของมันช่างเงียบเชียบเสียจนแม้แต่ฉันเองก็ยังเพิ่งจะมารู้ตัวเอาตอนที่มันใกล้จะเปิดออกแล้ว

จะเรียกว่าเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันด่วนก็คงได้

คาดว่าความแตกต่างนี้น่าจะเป็นเพราะรูปแบบของสีน้ำเงินนั้นมีความเสถียรมากกว่าสีแดง

“ข... คุณพระช่วย! ไม่สิ นี่มัน... โอกาสเกิดมันจะเป็นไปได้ยังไงเนี่ย? ฉันเกิดมาจนป่านนี้เพิ่งจะเคยเห็นเกตโผล่ออกมาข้างที่นั่งแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยนะ!”

“นั่นสินะครับ”

เอสเธอร์คงจะตื่นตระหนกกับมิติย่อยที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ถึงได้พูดจาตะกุกตะกักพลางลูบอกปลอบขวัญตัวเองยกใหญ่

ถึงอย่างนั้นก็สมกับที่เป็นผู้นำกิลด์ เธอตั้งสติได้ไวมาก ผ่านไปไม่กี่นาที หัวหน้ากิลด์สาวก็ยกหูโทรศัพท์ภายในบนโต๊ะทำงานเรียกตัวนักวิเคราะห์จากชั้นล่างขึ้นมาทันที

“นี่มันอะไรกันเนี่ย?”

“เฮือก”

“โห มาโผล่กลางห้องท่านประธานโทนโท่แบบนี้ได้ยังไง...”

เจ้าหน้าที่ของหอคอยเวทมนตร์ที่มาถึงต่างพากันวิ่งวุ่นเพื่อตรวจสอบเกตปริศนา แต่ทว่าในระหว่างขั้นตอนนี้ กลับมีข้อมูลที่ทำให้รู้สึกหมดท่าเปิดเผยออกมา

ติ๊ด

พนักงานคนหนึ่งถือเครื่องวิเคราะห์ไว้ในมือแล้วแหย่แขนขวาเข้าไปในเกต

‘โอ้ ใช้วิธีนั้นเหรอ’

ตอนที่ชักแขนกลับออกมา ตัวอักษรที่ปรากฏบนเครื่องก็ทำเอาความระแวดระวังที่มีอยู่มลายหายไปจนหมดสิ้น กลายเป็นความโล่งอกของทุกคนแทน

[เกตที่ยังไม่ถูกระบุ]

[ระดับ : F]

“ระดับ F นี่ครับ?”

“F งั้นเหรอ?”

ระดับความยากที่ต่อให้เป็นคนธรรมดาไร้พลังเวท แค่ถือไม้หน้าสามเหล็กก็เคลียร์ได้

สถานที่ล่าเกรดต่ำที่ถูกประเมินว่ามีระดับความอันตรายต่ำที่สุด

“โธ่เอ๊ย อะไรกัน”

เกตที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าเราไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าดันเจี้ยนระดับ F

ก็จริงนะ การที่มีเกตโผล่ขึ้นมากลางวงคนที่กำลังนั่งจิบกาแฟกันอยู่ก็นับว่าเหลือเชื่อพอแรงแล้ว จะให้มีเคสระดับ A ที่หาได้ยากมาซ้อนทับกันอีกก็คงเป็นไปไม่ได้

ขืนเป็นแบบนั้นจริงคงต้องรีบไปซื้อลอตเตอรี่แล้วล่ะ

“อุตส่าห์กังวลแทบตาย!”

เอสเธอร์ปรับลมหายใจด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจขึ้นมาก

และพอหายตกใจ ความอยากรู้อยากเห็นก็ค่อยๆ เริ่มผงาดง้ำขึ้นมาแทนที่

ลองคิดดูสิ เกตนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่มีระดับความอันตรายแค่ F แต่ชื่อดันเจี้ยนกลับขึ้นว่า [เกตที่ยังไม่ถูกระบุ]

นั่นหมายความว่ามันมีสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เคยถูกค้นพบที่ไหนมาก่อนในโลก

หรือไม่ก็มีความเป็นไปได้ว่าเคยมีคนค้นพบดันเจี้ยนนี้แล้ว แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลให้กับพิกซี่

“อืม”

ไม่ว่าจะทางไหน สถานการณ์นี้พวกเราในฐานะผู้ค้นพบย่อมถือไพ่เหนือกว่าในด้านข้อมูล

“ดันเจี้ยนใหม่ถอดด้ามสินะ”

หญิงสาวผมหยิกที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงานประธานหรี่ตาที่ดูตกๆ ของเธอลงพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง รออยู่ครู่หนึ่ง ข้อเสนอใหม่ก็หลุดออกมาจากปากของเธอ

“นี่ คุณกิรยอคะ”

“ครับ”

“เกตนี้ดันมาโผล่กลางห้องแบบนี้ ถึงยังไงก็ต้องรีบเคลียร์ให้จบๆ ไปเพราะมันเกะกะใช่ไหมล่ะคะ?”

“ครับ”

“แต่ฉันคิดว่าเคสนี้เราจำเป็นต้องดึงสมาคมฯ เข้ามาเกี่ยวด้วยเหรอคะ? พอดีฉันเคยเจองานคล้ายๆ กันนี้มาก่อนเลยรู้น่ะค่ะ คนพวกนั้นแค่จะตรวจสอบระดับ D ก็อ้างความปลอดภัยของฮันเตอร์นู่นนี่นั่น แล้วก็งุบงิบข้อมูลภายในไว้ดูกันเองตั้งเยอะ ทั้งที่ฉันเป็นคนแจ้งแท้ๆ น่าโมโหชะมัด”

มุมปากของซอเอสเธอร์กระตุกยิ้มขึ้น

“เพราะฉะนั้นครั้งนี้หอคอยเวทมนตร์จะจัดการเองค่ะ แล้วถ้าไม่รังเกียจ คุณช่วยสำรวจเกตนี้หน่อยได้ไหมคะ?”

“ผมเนี่ยนะครับ?”

“ก็คุณกิรยอมีสายตาที่เฉียบคมกว่าคนอื่นนี่นา”

เมินสมาคมฯ แล้วแชร์ข้อมูลกันเองในกลุ่มผู้ค้นพบงั้นเหรอ

ยังไงทางนี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว เป็นข้อเสนอที่ไม่ทำให้รู้สึกต่อต้านอะไรเท่าไหร่

‘ติดปัญหาตรงที่ดันเป็นวันอาทิตย์นี่แหละ’

อย่างที่บอกไป วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์

แถมวันอาทิตย์นี้ นอกจากตั้งใจจะพักผ่อนให้เต็มคราบแล้ว ฉันยังตั้งใจจะงดออกไปข้างนอกด้วยเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง

‘สิบเอ็ดโมงเช้า’

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กเวลาปัจจุบัน

ตอนนั้นเอง น้ำเสียงราบเรียบก็ดังมาจากทิศที่เอสเธอร์ยืนอยู่

“เผื่อว่าจะเจอของแปลกๆ อย่างพวกวัสดุเสริมแกร่ง ถ้าเราเก็บมอนสเตอร์ระดับบอสไว้ก่อนแล้วเดินไปกลับ ก็น่าจะใช้เวลาสัก 30 นาทีแบบเหลือเฟือเลยมั้งคะ”

ไม่ใช่แค่เหลือเฟือ แต่เวลาเหลือทิ้งเลยล่ะ

ระดับฮันเตอร์แรงค์ S กับดันเจี้ยนระดับ F เนี่ย ไม่ใช่ 30 นาทีหรอก แค่วิ่งเหยาะๆ 5 นาทีก็ทะลวงจบได้แล้ว

“คุณกิรยอ ขอร้องล่ะค่ะ ขอเวลาให้ฉันแค่ชั่วโมงครึ่งพอ”

“หนึ่งชั่วโมงครึ่งเหรอครับ?”

“เดินดูดันเจี้ยนสัก 30 นาที จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันที่ร้านอาหารก็น่าจะพอดีเลย ไม่ได้เหรอคะ?”

“....”

“แน่นอนว่าฉันจะคิดค่าแรงรายชั่วโมงให้คุณอย่างงามเลยค่ะ พอดีทางกิลด์เพิ่งได้หินมานาดีๆ เข้ามาด้วย!”

จะจ่ายค่าแรงเป็นหินมานางั้นเหรอ

ขอบอกไว้ก่อนว่าที่นี่คือประเทศที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่แค่หลักหมื่นวอนนิดๆ

แถมปกติแล้ว คนรวยใจป้ำขนาดที่ยอมจ่ายค่าจ้างเป็นหินมานา คงไม่คิดจะมาหารค่าข้าวเล็กๆ น้อยๆ หรอกมั้ง

ดูจากรูปการณ์แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่มื้อนี้อีกฝ่ายจะเป็นเจ้ามือ

“...แล้วคิดเมนูไว้หรือยังครับ?”

“คะ?”

พอทางนี้ถามเมนูมื้อเที่ยงสวนกลับไปทันควัน เอสเธอร์ก็ทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะรีบตอบกลับมา

“เอ่อ ค... คือว่า? ก... ก็น่าจะเป็นสเต๊ก หรือไม่ก็ร้านอาหารเกาหลีชุดใหญ่แบบมาตรฐานทั่วไปมั้งคะ?”

สิ้นเสียงนั้น คำตอบรับอันแสนสดใสของใครบางคนก็ดังขึ้นทันที

“โอเค ไปกันครับ”

ในโลกนี้มีคำกล่าวว่าให้ระวังคนที่เลี้ยงเนื้อวัวเอาไว้ แต่พูดตามตรง ถ้าเป็นสเต๊กฟรีสักมื้อ จะยอมหลับตาข้างหนึ่งแล้วแกล้งทำเป็นถูกหลอกหน่อยก็คงไม่เสียหายหรอกมั้ง?

---

“มืดตึ๊ดตื๋ออย่างที่คิดเลยนะคะ”

“แถมยังชื้นแฉะอีกต่างหาก”

“ถ้ำก็เป็นแบบนี้แหละครับ”

“อุ๊ยตาย ระวังพื้นด้วยนะคะ”

“ทำไมหินสะดุดมันเยอะแบบนี้เนี่ย”

ครู่ต่อมา

พวกเราเตรียมตัวกันง่ายๆ แล้วก็เข้ามาในดันเจี้ยน

สิ่งที่ติดตัวมามีแค่อุปกรณ์สวมใส่หลักของเอสเธอร์กับเครื่องเขียนแบบอนาล็อก

ต้องขอบคุณมอนสเตอร์ที่เดินเพ่นพ่านอยู่ตรงปากทางเข้า ทำให้เรายืนยันได้อีกครั้งว่าดันเจี้ยนนี้คือระดับ F ก่อนจะเริ่มออกเดิน ถึงสัมภาระจะเบาหวิวแต่ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

“ข้างหน้า 10 เมตร มีมอนสเตอร์ครับ”

ผัวะ!

พอยืนนิ่งๆ กวาดตามองผนังถ้ำได้ไม่นาน เสียงกระแทกทึบหนักก็ดังเข้าหู

นั่นคือเสียงเอสเธอร์จัดการสิ่งกีดขวางด้านหน้า

พวกมันคือตัวตนที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากดินแห้งผาก ราวกับพืชที่กำลังแตกหน่อ

“ว่าแต่ไหนบอกว่าเป็นดันเจี้ยนใหม่ นึกว่าจะได้เจออะไรตื่นเต้นซะอีก แต่นี่มันมอนสเตอร์หน้าคุ้นเคยสุดๆ ไปเลยไม่ใช่เหรอคะ?”

ประชากรของที่นี่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น [โครงกระดูกโบราณ]

ระบุให้ชัดคือ เป็นตัวประหลาดที่มีอัตราการปรากฏตัวในระดับ F สูงมาก จนถึงขั้นมีรูปตัวอย่างแปะหราอยู่ในคู่มือแนะนำสำหรับเด็กใหม่ที่สมาคมฮันเตอร์แจกให้

“ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์นะ โครงสร้างดันเจี้ยนก็ธรรมดาสุดๆ”

แถมผิดจากที่คาดหวังไว้ลิบลับ เกตนี้เป็นโลกต่างมิติรูปแบบถ้ำที่พบเห็นได้เกลื่อนกลาดตามแหล่งล่าทั่วไป

สำหรับฉันแล้วไม่ค่อยอยากจะนึกถึงเท่าไหร่หรอกนะ...

ไอ้เหตุการณ์ที่เกือบโดนพวกอาชญากรหน้ากบปล้นเพราะแฝดผู้พิทักษ์นั่นน่ะ ใช่เลย ดันเจี้ยนนี้ถ้าให้หาคู่เปรียบเทียบ มันก็คือพิมพ์เดียวกับเกตระดับ F ที่เข้าไปตอนนั้นเป๊ะๆ

สีแดงฉาน มืดมิด และเพดานที่ขรุขระคดเคี้ยวราวกับหลอดอาหารของสัตว์ร้าย

“อืม”

จุดแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือเส้นทางที่มุ่งไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง

“นี่มัน ไม่มีอะไรน่าดูเลยแฮะ”

พวกเราลองเดินสำรวจต่ออีกหน่อยเผื่อจะเจออะไร แต่สุดท้ายนอกจากสิ่งปลูกสร้างแบบนี้ ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมา

“น้ำพุนี่คะ”

“เล็กจิ๋วเลยแฮะ”

“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะเนี่ย?”

“ผมจะไปรู้เหรอครับ”

สภาพที่เหมือนเอาน้ำพุแกะสลักที่เคยเห็นในเขาวงกตสีขาวมาปักโครมอยู่กลางถนนดื้อๆ แบบนี้มันอะไรกัน ไม่สิ ไอ้กล่องสุ่มจับฉ่ายที่เหมือนเอาองค์ประกอบเหลือๆ มายำรวมกันนี่มันคืออะไร

“.......”

“.......”

ฉันกับเอสเธอร์สบตากันครู่หนึ่ง

ดูยังไงดันเจี้ยนนี้ก็เหมือนพันธุ์ย่อยของถ้ำระดับ F ที่มีอยู่ดาษดื่น เพราะงั้นแทนที่จะเสียแรงเปล่า

“ไหนๆ ก็เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน งั้นเรากลับออกไปกันเลยไหมครับ?”

“นั่นสิคะ คุณกิรยอ ขนาดนี้เลขาฉันคงนั่งกินบะหมี่ถ้วยไปเคลียร์ไปได้สบายๆ เลยมั้ง”

ความเห็นลงรอยกันในพริบตา

พวกเราจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะเลิกพิชิตดันเจี้ยนแล้วกลับออกไป

กว่าจะเดินมาถึงน้ำพุนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่ถ้านับรวมเวลาที่หยุดวิเคราะห์ระหว่างทางด้วย เวลาที่ใช้ในการเดินกลับก็น่าจะ...

ไม่ถึง 5 นาที

...นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดจนกระทั่งเมื่อกี้นี้

‘เอ๊ะ’

ผ่านไปกี่นาทีแล้วนะ

ขณะที่ฉันกับเอสเธอร์กำลังเดินกลับไปที่ทางเข้าพลางคุยสัพเพเหระ ตอนนั้นเอง สัญชาตญาณของฉันก็จับได้ถึงบรรยากาศที่ชวนขนลุกของที่นี่

ระบุให้ชัดคือ ความสว่างมันผิดปกติ

เดินกลับมาขนาดนี้แล้ว มันควรจะเริ่มเห็นแสงสีฟ้าจากเกตได้แล้ว แต่ทำไมสุดปลายทางข้างหน้านั่นถึงยังจมอยู่ในความมืดสลัวอยู่เลยล่ะ?

‘เฮ้ย?’

เหงื่อเย็นเยียบไหลพรากผ่านแผ่นหลัง

ไม่ใช่แค่เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติเท่านั้น

ทางนี้ลองตั้งสมาธิเพื่อตรวจสอบสมมติฐานบางอย่างที่แวบเข้ามาในหัว และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ...

“บ้าน่า...”

“คุณกิรยอ?”

ตึก ตึก ตึก ตึก

ฉันทิ้งน้ำหนักลงบนรองเท้าหนังแล้วออกตัววิ่งไปข้างหน้า แต่ต่อให้วิ่งเท่าไหร่ก็ยังมองไม่เห็นทางเข้าที่เข้ามา

ไม่สิ บ้าเอ๊ย! เดี๋ยวพอลองมองดีๆ แล้ว มันไม่ใช่แค่มองไม่เห็นแสงสว่างนะ แต่ว่า

“ทางเดินมัน...!”

“เฮือก!”

หญิงสาวที่วิ่งตามมาติดๆ ถึงกับสูดหายใจเฮือก

น่าตกใจที่ทางเข้าที่เราเดินเข้ามา บัดนี้ถูกปิดตายด้วยกำแพงหินสีแดงตั้งตระหง่าน

เกตไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว

กึก

ฉันยืนตะลึงมองปลายสุดของถ้ำที่ถูกผนังปิดกั้นไว้อย่างสิ้นหวัง

บ้าชิบ ถล่มไอ้วิหารรากษสนั่นไปตั้งนานแล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงเพิ่งมาเกิดเรื่องไร้สาระอย่างทางเข้าหายสาบสูญเอาตอนนี้ฟะ

‘หรือจะเป็นคุณสมบัติของตัวดันเจี้ยนเอง?’

แต่ฉันคาดไม่ถึงเลยจริงๆ

ตอนที่เอสเธอร์บอกว่าจะขอเข้าไปเช็กว่าผลวิเคราะห์ระดับถูกต้องไหม แล้วเดินนำเข้าไปก่อน

ตอนที่ล่ามอนสเตอร์ตรงปากทางเข้านั่น เกตก็ยังทำงานปกติดีอยู่ชัดๆ

“คุณพระช่วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย?”

“ไม่รู้สิครับ”

“หรือว่ามีใครใช้ไอเทมจากข้างนอก... ไม่สิ เป็นไปไม่ได้หรอก นี่มันชั้นบนสุดของกิลด์เราชัดๆ!”

ใจเย็นเข้าไว้

การที่ทางเข้าหายไปไม่ใช่เรื่องปกติและน่าตกใจมากก็จริง แต่เรายังมีวิธีอื่นเหลืออยู่

“ช่วยไม่ได้ครับ มาอีหรอบนี้คงต้องฆ่าบอสเพื่อออกไปเท่านั้น”

การเคลียร์เกต

ขอบคุณสวรรค์ที่โลกต่างมิติยังมีเงื่อนไขสัมบูรณ์ในการเปิดทางออกให้อยู่ไม่ใช่เหรอ

“จริงด้วยค่ะ อย่าเพิ่งตื่นตูม ค่อยๆ เคลียร์ไปเดี๋ยวก็ได้ออกแล้ว”

.

.

.

ทว่า สามชั่วโมงต่อมา

“พระเจ้าช่วย...”

ในที่สุดพวกเราก็ค้นพบความผิดปกติข้อสุดท้ายที่ดันเจี้ยนแห่งนี้ซุกซ่อนเอาไว้จนได้

‘ทางมัน...’

เกตปริศนาที่ปรากฏขึ้นในห้องทำงานตัวแทนหอคอยเวทมนตร์

ตัวตนที่แท้จริงของมันก็คือ

‘ทางมันไม่สิ้นสุดสักทีว้อย!’

ดันเจี้ยนรูปแบบใหม่ที่มีระยะทางยาวเหยียดผิดปกติ!

เคยได้ยินมาจากอันยุนซึงว่าหมู่นี้สเกลของดันเจี้ยนที่อยู่ในเกตมีแนวโน้มจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดันเจี้ยนที่มีชื่อว่า [ส่วนที่ลึกที่สุด] ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ชั้นก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

แต่ปรากฏการณ์แบบนั้นมันเกิดขึ้นแค่ในดันเจี้ยนระดับสูงอย่าง A หรือ B เท่านั้นนี่นา

แหล่งล่าเกรดต่ำที่มีแต่พวกกระจอกงอกง่อยเดินเข้าออก มันไม่น่ามีความเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นขนาดนั้น ปกติเกตระดับ F เนี่ย เดินไปกลับชั่วโมงเดียวยังได้ นั่นคือสามัญสำนึกของวงการนี้แท้ๆ

“ตายจริง เดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอบอสเลยค่ะ”

เอสเธอร์พูดพลางหัวเราะแห้งๆ เหมือนพยายามจะผ่อนคลายบรรยากาศ

แต่ทางนี้ไม่มีอารมณ์จะไปรับมุกด้วยหรอก

เพราะฉันพยายามตรวจสอบอย่างกัดไม่ปล่อยมาตั้งแต่เมื่อกี้ แล้วก็เพิ่งจะได้ผลการค้นหาที่น่าหวาดหวั่นว่า ‘บอสของที่นี่ไม่ได้อยู่ในระยะการรับรู้ของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่’ น่ะสิ

เวรเอ๊ย ทำไมเรื่องพรรค์นี้ต้องมาเกิดขึ้นพร้อมกันด้วย...

“เลือกวันได้แย่จริงๆ”

ฉันที่ตระหนักถึงสถานการณ์ได้แต่พร่ำบ่นประโยคเดิมซ้ำๆ

เริ่มพึมพำด้วยความวิตกกังวลว่าทำไมต้องมาเกิดเรื่องซวยเอาในวันที่สำคัญอย่างวันนี้ด้วย

“ทำไมเหรอคะ? หรือว่ามีธุระด่วนที่อื่นอีก?”

ฮันเตอร์ระดับ S แสดงท่าทีรู้สึกผิด

เธอเดินนำหน้าฉันอยู่เลยมองไม่เห็นหน้า แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คาดว่าคงกำลังทำหน้าเศร้าสร้อยอยู่แน่ๆ

“ขอโทษนะคะ ที่ฉันเสนอเรื่องไม่เข้าท่า ทำให้คุณกิรยอต้องมาเสียเวลาเปล่าๆ เลย”

“....”

“อืม เอาแบบนี้ไหมคะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จากตรงนี้เรามาลองวิ่งสุดแรงเกิดกันดูไหม? แข่งวิ่งกันไงคะ ระดับ S อย่างพวกเราถ้าเร่งความเร็วเต็มที่ แค่บอสกระจอกๆ ล่ะก็...”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง บทสนทนาที่แสนสงบสุขพลันขาดห้วงไป

พร้อมกันนั้น เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างเป็นจังหวะก็หยุดลง

ความเงียบงันที่ผิดธรรมชาติเข้าปกคลุมทั่วทั้งถ้ำ

“คุณกิรยอ?”

ขวับ

พอไม่ได้ยินเสียงผู้ร่วมทางเดินตามมา เอสเธอร์ก็เอียงคอสงสัยแล้วหันกลับมามอง ทำให้ฉันได้สบตากับเธอในรอบหลายนาที

แต่ฉันยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขานรับคำเรียกนั้นได้

“ฮันเตอร์กิรยอ?!”

เพราะเลือดจำนวนมากกำลังไหลย้อนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยจนแทบจะพูดไม่ได้

ฉันรีบเอามือปิดปากไว้ แต่พอเลือดที่ขังอยู่ในปากกระแทกเข้ากับลิ้นไก่ อาการไอที่กลั้นไม่อยู่ก็ระเบิดออกมา

อั้ก ครืด

ฟองเลือดที่ถูกพ่นออกมาพร้อมกับเสียงเสมหะเดือดพล่านในลำคอ

เลือดสดๆ ไหลย้อยลงมาตามคางหยดลงย้อมปกเสื้อจนแดงฉาน รอยเลือดน่าขยะแขยงติดอยู่ตามร่องนิ้วมือ ผ่านไปไม่กี่วินาที ตอนนี้แม้แต่เส้นเลือดฝอยในตาขาวก็แตกจนแดงก่ำ

“แค่ก”

ใช่แล้ว

นี่คือตัวตนที่แท้จริงของ ‘ข้อเสียที่น่าหงุดหงิดนิดหน่อย’ ของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์]

แต่คนที่เกิดในอัลฟาวูรีปกติจะรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์นี้ ฉันเลยพยายามจะบอกจอมเวทตรงหน้าว่าไม่ต้องตกใจ

“...ม่เ...”

ความจริงคือ ตั้งใจจะพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’

แต่ทันทีที่อ้าปากจะสื่อความหมายออกไป เลือดก็ทะลักออกมาอีกระลอก...

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

184

20px

‘นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย’

จะว่าไปแล้ว ถึงเรดเกตกับบลูเกตจะดูคล้ายกันแค่เพียงผิวเผิน แต่กระบวนการเกิดขึ้นของพวกมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในกรณีของช่องทางสีแดงที่คอยพ่นสัตว์ประหลาดออกมาเป็นระยะนั้น จะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าปรากฏขึ้นชัดเจนจนถึงขั้นสามารถพยากรณ์ความน่าจะเป็นได้

แต่เจ้าเกตสีน้ำเงินเข้มนี่ กระบวนการของมันช่างเงียบเชียบเสียจนแม้แต่ฉันเองก็ยังเพิ่งจะมารู้ตัวเอาตอนที่มันใกล้จะเปิดออกแล้ว

จะเรียกว่าเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันด่วนก็คงได้

คาดว่าความแตกต่างนี้น่าจะเป็นเพราะรูปแบบของสีน้ำเงินนั้นมีความเสถียรมากกว่าสีแดง

“ข... คุณพระช่วย! ไม่สิ นี่มัน... โอกาสเกิดมันจะเป็นไปได้ยังไงเนี่ย? ฉันเกิดมาจนป่านนี้เพิ่งจะเคยเห็นเกตโผล่ออกมาข้างที่นั่งแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยนะ!”

“นั่นสินะครับ”

เอสเธอร์คงจะตื่นตระหนกกับมิติย่อยที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ถึงได้พูดจาตะกุกตะกักพลางลูบอกปลอบขวัญตัวเองยกใหญ่

ถึงอย่างนั้นก็สมกับที่เป็นผู้นำกิลด์ เธอตั้งสติได้ไวมาก ผ่านไปไม่กี่นาที หัวหน้ากิลด์สาวก็ยกหูโทรศัพท์ภายในบนโต๊ะทำงานเรียกตัวนักวิเคราะห์จากชั้นล่างขึ้นมาทันที

“นี่มันอะไรกันเนี่ย?”

“เฮือก”

“โห มาโผล่กลางห้องท่านประธานโทนโท่แบบนี้ได้ยังไง...”

เจ้าหน้าที่ของหอคอยเวทมนตร์ที่มาถึงต่างพากันวิ่งวุ่นเพื่อตรวจสอบเกตปริศนา แต่ทว่าในระหว่างขั้นตอนนี้ กลับมีข้อมูลที่ทำให้รู้สึกหมดท่าเปิดเผยออกมา

ติ๊ด

พนักงานคนหนึ่งถือเครื่องวิเคราะห์ไว้ในมือแล้วแหย่แขนขวาเข้าไปในเกต

‘โอ้ ใช้วิธีนั้นเหรอ’

ตอนที่ชักแขนกลับออกมา ตัวอักษรที่ปรากฏบนเครื่องก็ทำเอาความระแวดระวังที่มีอยู่มลายหายไปจนหมดสิ้น กลายเป็นความโล่งอกของทุกคนแทน

[เกตที่ยังไม่ถูกระบุ]

[ระดับ : F]

“ระดับ F นี่ครับ?”

“F งั้นเหรอ?”

ระดับความยากที่ต่อให้เป็นคนธรรมดาไร้พลังเวท แค่ถือไม้หน้าสามเหล็กก็เคลียร์ได้

สถานที่ล่าเกรดต่ำที่ถูกประเมินว่ามีระดับความอันตรายต่ำที่สุด

“โธ่เอ๊ย อะไรกัน”

เกตที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าเราไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าดันเจี้ยนระดับ F

ก็จริงนะ การที่มีเกตโผล่ขึ้นมากลางวงคนที่กำลังนั่งจิบกาแฟกันอยู่ก็นับว่าเหลือเชื่อพอแรงแล้ว จะให้มีเคสระดับ A ที่หาได้ยากมาซ้อนทับกันอีกก็คงเป็นไปไม่ได้

ขืนเป็นแบบนั้นจริงคงต้องรีบไปซื้อลอตเตอรี่แล้วล่ะ

“อุตส่าห์กังวลแทบตาย!”

เอสเธอร์ปรับลมหายใจด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจขึ้นมาก

และพอหายตกใจ ความอยากรู้อยากเห็นก็ค่อยๆ เริ่มผงาดง้ำขึ้นมาแทนที่

ลองคิดดูสิ เกตนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่มีระดับความอันตรายแค่ F แต่ชื่อดันเจี้ยนกลับขึ้นว่า [เกตที่ยังไม่ถูกระบุ]

นั่นหมายความว่ามันมีสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เคยถูกค้นพบที่ไหนมาก่อนในโลก

หรือไม่ก็มีความเป็นไปได้ว่าเคยมีคนค้นพบดันเจี้ยนนี้แล้ว แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลให้กับพิกซี่

“อืม”

ไม่ว่าจะทางไหน สถานการณ์นี้พวกเราในฐานะผู้ค้นพบย่อมถือไพ่เหนือกว่าในด้านข้อมูล

“ดันเจี้ยนใหม่ถอดด้ามสินะ”

หญิงสาวผมหยิกที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงานประธานหรี่ตาที่ดูตกๆ ของเธอลงพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง รออยู่ครู่หนึ่ง ข้อเสนอใหม่ก็หลุดออกมาจากปากของเธอ

“นี่ คุณกิรยอคะ”

“ครับ”

“เกตนี้ดันมาโผล่กลางห้องแบบนี้ ถึงยังไงก็ต้องรีบเคลียร์ให้จบๆ ไปเพราะมันเกะกะใช่ไหมล่ะคะ?”

“ครับ”

“แต่ฉันคิดว่าเคสนี้เราจำเป็นต้องดึงสมาคมฯ เข้ามาเกี่ยวด้วยเหรอคะ? พอดีฉันเคยเจองานคล้ายๆ กันนี้มาก่อนเลยรู้น่ะค่ะ คนพวกนั้นแค่จะตรวจสอบระดับ D ก็อ้างความปลอดภัยของฮันเตอร์นู่นนี่นั่น แล้วก็งุบงิบข้อมูลภายในไว้ดูกันเองตั้งเยอะ ทั้งที่ฉันเป็นคนแจ้งแท้ๆ น่าโมโหชะมัด”

มุมปากของซอเอสเธอร์กระตุกยิ้มขึ้น

“เพราะฉะนั้นครั้งนี้หอคอยเวทมนตร์จะจัดการเองค่ะ แล้วถ้าไม่รังเกียจ คุณช่วยสำรวจเกตนี้หน่อยได้ไหมคะ?”

“ผมเนี่ยนะครับ?”

“ก็คุณกิรยอมีสายตาที่เฉียบคมกว่าคนอื่นนี่นา”

เมินสมาคมฯ แล้วแชร์ข้อมูลกันเองในกลุ่มผู้ค้นพบงั้นเหรอ

ยังไงทางนี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว เป็นข้อเสนอที่ไม่ทำให้รู้สึกต่อต้านอะไรเท่าไหร่

‘ติดปัญหาตรงที่ดันเป็นวันอาทิตย์นี่แหละ’

อย่างที่บอกไป วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์

แถมวันอาทิตย์นี้ นอกจากตั้งใจจะพักผ่อนให้เต็มคราบแล้ว ฉันยังตั้งใจจะงดออกไปข้างนอกด้วยเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง

‘สิบเอ็ดโมงเช้า’

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กเวลาปัจจุบัน

ตอนนั้นเอง น้ำเสียงราบเรียบก็ดังมาจากทิศที่เอสเธอร์ยืนอยู่

“เผื่อว่าจะเจอของแปลกๆ อย่างพวกวัสดุเสริมแกร่ง ถ้าเราเก็บมอนสเตอร์ระดับบอสไว้ก่อนแล้วเดินไปกลับ ก็น่าจะใช้เวลาสัก 30 นาทีแบบเหลือเฟือเลยมั้งคะ”

ไม่ใช่แค่เหลือเฟือ แต่เวลาเหลือทิ้งเลยล่ะ

ระดับฮันเตอร์แรงค์ S กับดันเจี้ยนระดับ F เนี่ย ไม่ใช่ 30 นาทีหรอก แค่วิ่งเหยาะๆ 5 นาทีก็ทะลวงจบได้แล้ว

“คุณกิรยอ ขอร้องล่ะค่ะ ขอเวลาให้ฉันแค่ชั่วโมงครึ่งพอ”

“หนึ่งชั่วโมงครึ่งเหรอครับ?”

“เดินดูดันเจี้ยนสัก 30 นาที จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันที่ร้านอาหารก็น่าจะพอดีเลย ไม่ได้เหรอคะ?”

“....”

“แน่นอนว่าฉันจะคิดค่าแรงรายชั่วโมงให้คุณอย่างงามเลยค่ะ พอดีทางกิลด์เพิ่งได้หินมานาดีๆ เข้ามาด้วย!”

จะจ่ายค่าแรงเป็นหินมานางั้นเหรอ

ขอบอกไว้ก่อนว่าที่นี่คือประเทศที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่แค่หลักหมื่นวอนนิดๆ

แถมปกติแล้ว คนรวยใจป้ำขนาดที่ยอมจ่ายค่าจ้างเป็นหินมานา คงไม่คิดจะมาหารค่าข้าวเล็กๆ น้อยๆ หรอกมั้ง

ดูจากรูปการณ์แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่มื้อนี้อีกฝ่ายจะเป็นเจ้ามือ

“...แล้วคิดเมนูไว้หรือยังครับ?”

“คะ?”

พอทางนี้ถามเมนูมื้อเที่ยงสวนกลับไปทันควัน เอสเธอร์ก็ทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะรีบตอบกลับมา

“เอ่อ ค... คือว่า? ก... ก็น่าจะเป็นสเต๊ก หรือไม่ก็ร้านอาหารเกาหลีชุดใหญ่แบบมาตรฐานทั่วไปมั้งคะ?”

สิ้นเสียงนั้น คำตอบรับอันแสนสดใสของใครบางคนก็ดังขึ้นทันที

“โอเค ไปกันครับ”

ในโลกนี้มีคำกล่าวว่าให้ระวังคนที่เลี้ยงเนื้อวัวเอาไว้ แต่พูดตามตรง ถ้าเป็นสเต๊กฟรีสักมื้อ จะยอมหลับตาข้างหนึ่งแล้วแกล้งทำเป็นถูกหลอกหน่อยก็คงไม่เสียหายหรอกมั้ง?

---

“มืดตึ๊ดตื๋ออย่างที่คิดเลยนะคะ”

“แถมยังชื้นแฉะอีกต่างหาก”

“ถ้ำก็เป็นแบบนี้แหละครับ”

“อุ๊ยตาย ระวังพื้นด้วยนะคะ”

“ทำไมหินสะดุดมันเยอะแบบนี้เนี่ย”

ครู่ต่อมา

พวกเราเตรียมตัวกันง่ายๆ แล้วก็เข้ามาในดันเจี้ยน

สิ่งที่ติดตัวมามีแค่อุปกรณ์สวมใส่หลักของเอสเธอร์กับเครื่องเขียนแบบอนาล็อก

ต้องขอบคุณมอนสเตอร์ที่เดินเพ่นพ่านอยู่ตรงปากทางเข้า ทำให้เรายืนยันได้อีกครั้งว่าดันเจี้ยนนี้คือระดับ F ก่อนจะเริ่มออกเดิน ถึงสัมภาระจะเบาหวิวแต่ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

“ข้างหน้า 10 เมตร มีมอนสเตอร์ครับ”

ผัวะ!

พอยืนนิ่งๆ กวาดตามองผนังถ้ำได้ไม่นาน เสียงกระแทกทึบหนักก็ดังเข้าหู

นั่นคือเสียงเอสเธอร์จัดการสิ่งกีดขวางด้านหน้า

พวกมันคือตัวตนที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากดินแห้งผาก ราวกับพืชที่กำลังแตกหน่อ

“ว่าแต่ไหนบอกว่าเป็นดันเจี้ยนใหม่ นึกว่าจะได้เจออะไรตื่นเต้นซะอีก แต่นี่มันมอนสเตอร์หน้าคุ้นเคยสุดๆ ไปเลยไม่ใช่เหรอคะ?”

ประชากรของที่นี่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น [โครงกระดูกโบราณ]

ระบุให้ชัดคือ เป็นตัวประหลาดที่มีอัตราการปรากฏตัวในระดับ F สูงมาก จนถึงขั้นมีรูปตัวอย่างแปะหราอยู่ในคู่มือแนะนำสำหรับเด็กใหม่ที่สมาคมฮันเตอร์แจกให้

“ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์นะ โครงสร้างดันเจี้ยนก็ธรรมดาสุดๆ”

แถมผิดจากที่คาดหวังไว้ลิบลับ เกตนี้เป็นโลกต่างมิติรูปแบบถ้ำที่พบเห็นได้เกลื่อนกลาดตามแหล่งล่าทั่วไป

สำหรับฉันแล้วไม่ค่อยอยากจะนึกถึงเท่าไหร่หรอกนะ...

ไอ้เหตุการณ์ที่เกือบโดนพวกอาชญากรหน้ากบปล้นเพราะแฝดผู้พิทักษ์นั่นน่ะ ใช่เลย ดันเจี้ยนนี้ถ้าให้หาคู่เปรียบเทียบ มันก็คือพิมพ์เดียวกับเกตระดับ F ที่เข้าไปตอนนั้นเป๊ะๆ

สีแดงฉาน มืดมิด และเพดานที่ขรุขระคดเคี้ยวราวกับหลอดอาหารของสัตว์ร้าย

“อืม”

จุดแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือเส้นทางที่มุ่งไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง

“นี่มัน ไม่มีอะไรน่าดูเลยแฮะ”

พวกเราลองเดินสำรวจต่ออีกหน่อยเผื่อจะเจออะไร แต่สุดท้ายนอกจากสิ่งปลูกสร้างแบบนี้ ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมา

“น้ำพุนี่คะ”

“เล็กจิ๋วเลยแฮะ”

“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะเนี่ย?”

“ผมจะไปรู้เหรอครับ”

สภาพที่เหมือนเอาน้ำพุแกะสลักที่เคยเห็นในเขาวงกตสีขาวมาปักโครมอยู่กลางถนนดื้อๆ แบบนี้มันอะไรกัน ไม่สิ ไอ้กล่องสุ่มจับฉ่ายที่เหมือนเอาองค์ประกอบเหลือๆ มายำรวมกันนี่มันคืออะไร

“.......”

“.......”

ฉันกับเอสเธอร์สบตากันครู่หนึ่ง

ดูยังไงดันเจี้ยนนี้ก็เหมือนพันธุ์ย่อยของถ้ำระดับ F ที่มีอยู่ดาษดื่น เพราะงั้นแทนที่จะเสียแรงเปล่า

“ไหนๆ ก็เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน งั้นเรากลับออกไปกันเลยไหมครับ?”

“นั่นสิคะ คุณกิรยอ ขนาดนี้เลขาฉันคงนั่งกินบะหมี่ถ้วยไปเคลียร์ไปได้สบายๆ เลยมั้ง”

ความเห็นลงรอยกันในพริบตา

พวกเราจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะเลิกพิชิตดันเจี้ยนแล้วกลับออกไป

กว่าจะเดินมาถึงน้ำพุนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่ถ้านับรวมเวลาที่หยุดวิเคราะห์ระหว่างทางด้วย เวลาที่ใช้ในการเดินกลับก็น่าจะ...

ไม่ถึง 5 นาที

...นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดจนกระทั่งเมื่อกี้นี้

‘เอ๊ะ’

ผ่านไปกี่นาทีแล้วนะ

ขณะที่ฉันกับเอสเธอร์กำลังเดินกลับไปที่ทางเข้าพลางคุยสัพเพเหระ ตอนนั้นเอง สัญชาตญาณของฉันก็จับได้ถึงบรรยากาศที่ชวนขนลุกของที่นี่

ระบุให้ชัดคือ ความสว่างมันผิดปกติ

เดินกลับมาขนาดนี้แล้ว มันควรจะเริ่มเห็นแสงสีฟ้าจากเกตได้แล้ว แต่ทำไมสุดปลายทางข้างหน้านั่นถึงยังจมอยู่ในความมืดสลัวอยู่เลยล่ะ?

‘เฮ้ย?’

เหงื่อเย็นเยียบไหลพรากผ่านแผ่นหลัง

ไม่ใช่แค่เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติเท่านั้น

ทางนี้ลองตั้งสมาธิเพื่อตรวจสอบสมมติฐานบางอย่างที่แวบเข้ามาในหัว และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ...

“บ้าน่า...”

“คุณกิรยอ?”

ตึก ตึก ตึก ตึก

ฉันทิ้งน้ำหนักลงบนรองเท้าหนังแล้วออกตัววิ่งไปข้างหน้า แต่ต่อให้วิ่งเท่าไหร่ก็ยังมองไม่เห็นทางเข้าที่เข้ามา

ไม่สิ บ้าเอ๊ย! เดี๋ยวพอลองมองดีๆ แล้ว มันไม่ใช่แค่มองไม่เห็นแสงสว่างนะ แต่ว่า

“ทางเดินมัน...!”

“เฮือก!”

หญิงสาวที่วิ่งตามมาติดๆ ถึงกับสูดหายใจเฮือก

น่าตกใจที่ทางเข้าที่เราเดินเข้ามา บัดนี้ถูกปิดตายด้วยกำแพงหินสีแดงตั้งตระหง่าน

เกตไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว

กึก

ฉันยืนตะลึงมองปลายสุดของถ้ำที่ถูกผนังปิดกั้นไว้อย่างสิ้นหวัง

บ้าชิบ ถล่มไอ้วิหารรากษสนั่นไปตั้งนานแล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงเพิ่งมาเกิดเรื่องไร้สาระอย่างทางเข้าหายสาบสูญเอาตอนนี้ฟะ

‘หรือจะเป็นคุณสมบัติของตัวดันเจี้ยนเอง?’

แต่ฉันคาดไม่ถึงเลยจริงๆ

ตอนที่เอสเธอร์บอกว่าจะขอเข้าไปเช็กว่าผลวิเคราะห์ระดับถูกต้องไหม แล้วเดินนำเข้าไปก่อน

ตอนที่ล่ามอนสเตอร์ตรงปากทางเข้านั่น เกตก็ยังทำงานปกติดีอยู่ชัดๆ

“คุณพระช่วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย?”

“ไม่รู้สิครับ”

“หรือว่ามีใครใช้ไอเทมจากข้างนอก... ไม่สิ เป็นไปไม่ได้หรอก นี่มันชั้นบนสุดของกิลด์เราชัดๆ!”

ใจเย็นเข้าไว้

การที่ทางเข้าหายไปไม่ใช่เรื่องปกติและน่าตกใจมากก็จริง แต่เรายังมีวิธีอื่นเหลืออยู่

“ช่วยไม่ได้ครับ มาอีหรอบนี้คงต้องฆ่าบอสเพื่อออกไปเท่านั้น”

การเคลียร์เกต

ขอบคุณสวรรค์ที่โลกต่างมิติยังมีเงื่อนไขสัมบูรณ์ในการเปิดทางออกให้อยู่ไม่ใช่เหรอ

“จริงด้วยค่ะ อย่าเพิ่งตื่นตูม ค่อยๆ เคลียร์ไปเดี๋ยวก็ได้ออกแล้ว”

.

.

.

ทว่า สามชั่วโมงต่อมา

“พระเจ้าช่วย...”

ในที่สุดพวกเราก็ค้นพบความผิดปกติข้อสุดท้ายที่ดันเจี้ยนแห่งนี้ซุกซ่อนเอาไว้จนได้

‘ทางมัน...’

เกตปริศนาที่ปรากฏขึ้นในห้องทำงานตัวแทนหอคอยเวทมนตร์

ตัวตนที่แท้จริงของมันก็คือ

‘ทางมันไม่สิ้นสุดสักทีว้อย!’

ดันเจี้ยนรูปแบบใหม่ที่มีระยะทางยาวเหยียดผิดปกติ!

เคยได้ยินมาจากอันยุนซึงว่าหมู่นี้สเกลของดันเจี้ยนที่อยู่ในเกตมีแนวโน้มจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดันเจี้ยนที่มีชื่อว่า [ส่วนที่ลึกที่สุด] ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ชั้นก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

แต่ปรากฏการณ์แบบนั้นมันเกิดขึ้นแค่ในดันเจี้ยนระดับสูงอย่าง A หรือ B เท่านั้นนี่นา

แหล่งล่าเกรดต่ำที่มีแต่พวกกระจอกงอกง่อยเดินเข้าออก มันไม่น่ามีความเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นขนาดนั้น ปกติเกตระดับ F เนี่ย เดินไปกลับชั่วโมงเดียวยังได้ นั่นคือสามัญสำนึกของวงการนี้แท้ๆ

“ตายจริง เดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอบอสเลยค่ะ”

เอสเธอร์พูดพลางหัวเราะแห้งๆ เหมือนพยายามจะผ่อนคลายบรรยากาศ

แต่ทางนี้ไม่มีอารมณ์จะไปรับมุกด้วยหรอก

เพราะฉันพยายามตรวจสอบอย่างกัดไม่ปล่อยมาตั้งแต่เมื่อกี้ แล้วก็เพิ่งจะได้ผลการค้นหาที่น่าหวาดหวั่นว่า ‘บอสของที่นี่ไม่ได้อยู่ในระยะการรับรู้ของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่’ น่ะสิ

เวรเอ๊ย ทำไมเรื่องพรรค์นี้ต้องมาเกิดขึ้นพร้อมกันด้วย...

“เลือกวันได้แย่จริงๆ”

ฉันที่ตระหนักถึงสถานการณ์ได้แต่พร่ำบ่นประโยคเดิมซ้ำๆ

เริ่มพึมพำด้วยความวิตกกังวลว่าทำไมต้องมาเกิดเรื่องซวยเอาในวันที่สำคัญอย่างวันนี้ด้วย

“ทำไมเหรอคะ? หรือว่ามีธุระด่วนที่อื่นอีก?”

ฮันเตอร์ระดับ S แสดงท่าทีรู้สึกผิด

เธอเดินนำหน้าฉันอยู่เลยมองไม่เห็นหน้า แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คาดว่าคงกำลังทำหน้าเศร้าสร้อยอยู่แน่ๆ

“ขอโทษนะคะ ที่ฉันเสนอเรื่องไม่เข้าท่า ทำให้คุณกิรยอต้องมาเสียเวลาเปล่าๆ เลย”

“....”

“อืม เอาแบบนี้ไหมคะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จากตรงนี้เรามาลองวิ่งสุดแรงเกิดกันดูไหม? แข่งวิ่งกันไงคะ ระดับ S อย่างพวกเราถ้าเร่งความเร็วเต็มที่ แค่บอสกระจอกๆ ล่ะก็...”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง บทสนทนาที่แสนสงบสุขพลันขาดห้วงไป

พร้อมกันนั้น เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างเป็นจังหวะก็หยุดลง

ความเงียบงันที่ผิดธรรมชาติเข้าปกคลุมทั่วทั้งถ้ำ

“คุณกิรยอ?”

ขวับ

พอไม่ได้ยินเสียงผู้ร่วมทางเดินตามมา เอสเธอร์ก็เอียงคอสงสัยแล้วหันกลับมามอง ทำให้ฉันได้สบตากับเธอในรอบหลายนาที

แต่ฉันยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขานรับคำเรียกนั้นได้

“ฮันเตอร์กิรยอ?!”

เพราะเลือดจำนวนมากกำลังไหลย้อนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยจนแทบจะพูดไม่ได้

ฉันรีบเอามือปิดปากไว้ แต่พอเลือดที่ขังอยู่ในปากกระแทกเข้ากับลิ้นไก่ อาการไอที่กลั้นไม่อยู่ก็ระเบิดออกมา

อั้ก ครืด

ฟองเลือดที่ถูกพ่นออกมาพร้อมกับเสียงเสมหะเดือดพล่านในลำคอ

เลือดสดๆ ไหลย้อยลงมาตามคางหยดลงย้อมปกเสื้อจนแดงฉาน รอยเลือดน่าขยะแขยงติดอยู่ตามร่องนิ้วมือ ผ่านไปไม่กี่วินาที ตอนนี้แม้แต่เส้นเลือดฝอยในตาขาวก็แตกจนแดงก่ำ

“แค่ก”

ใช่แล้ว

นี่คือตัวตนที่แท้จริงของ ‘ข้อเสียที่น่าหงุดหงิดนิดหน่อย’ ของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์]

แต่คนที่เกิดในอัลฟาวูรีปกติจะรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์นี้ ฉันเลยพยายามจะบอกจอมเวทตรงหน้าว่าไม่ต้องตกใจ

“...ม่เ...”

ความจริงคือ ตั้งใจจะพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’

แต่ทันทีที่อ้าปากจะสื่อความหมายออกไป เลือดก็ทะลักออกมาอีกระลอก...