“แค่ก”
“ว้ายยย!”
ซอเอสเธอร์กรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนร่วมทางที่เอาแต่กระอักเลือดออกมาไม่หยุด
แต่ความโกลาหลนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นานเหมือนเช่นเคย
หัวหน้ากิลด์สาวแม้ดวงตาจะเบิกโพลงและมือสั่นเทา แต่เธอก็ขยับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ซู่!
เอสเธอร์ควักยาฟื้นฟูออกมาจากอกเสื้อ แล้วสาดใส่หน้าเพื่อนร่วมทางเต็มแรง
---
[ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์]
ของรางวัลระดับเอปิกที่มีโอกาสปรากฏออกมาน้อยนิดจากเกตเฉพาะบางแห่ง
แต่ความจริงแล้ว ในบ้านเกิดของฉัน ไอเทมชิ้นนี้ถูกเรียกขานด้วยชื่อ ‘ปะการังสอดแนม’
ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายพืชบนพื้นดิน มันจึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นต้นกล้า แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันจัดอยู่ในชั้นแอนโทซัว (Anthozoa) หรือก็คือปะการังนั่นเอง
ใช่... ปะการัง ปะการังที่อยู่ในทะเลนั่นแหละ
แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 2 ปีนับตั้งแต่ไอเทมชิ้นนี้ปรากฏขึ้น และมนุษย์โลกเริ่มรู้แล้วว่าต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งจากการส่องกล้องจุลทรรศน์
แต่ความสามารถที่แท้จริงที่เจ้าปะการังนี้ซุกซ่อนไว้ก็ยังไม่ถูกเปิดเผย
รวมถึง... ความอันตรายของมันด้วย
ตราบใดที่ไม่มีชาวอัลฟาวูรีคนไหนปริปากบอก ความจริงข้อนี้คงเป็นปริศนาต่อไปอีกหลายสิบปีสำหรับพวกมนุษย์โลก
แล้วทำไมมนุษย์ต่างดาวอย่างฉันถึงรู้ความลับของกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์นี่น่ะเหรอ?
เดิมที ปะการังสอดแนมคือเพื่อนคู่ใจของชาวอัลฟาวูรีโบราณ
หากนำเปลือกของมันมาบดแล้วทาลงบนผิว หนวดระยางของมันจะเปล่งประกายงดงาม ยิ่งไปกว่านั้น เลือดของมันยังมีความสามารถในการปกป้องร่างกายผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องเสียมานาแม้แต่หยดเดียว
-โห! ปะการังนี่มันอะไรกัน?
-พอตัดแขนมัน เลือดก็ไหลออกมาด้วย?
-แถมพออาบเลือดมันแล้ว เหมือนมีอะไรมาคุ้มกันเลย! ตัวแข็งเป๊ก!
สิ่งมีชีวิตสารพัดประโยชน์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต
ชาวดาวสมุทรในยุคโบราณจึงใช้ประโยชน์จากเลือดของปะการังที่ค้นพบกันอย่างเอิกเกริก
แต่การกระทำนั้นก็เหมือนกับชาวประมงที่ลองกินปลาปักเป้าเป็นครั้งแรก จุดจบที่แสนอันตรายรอคอยพวกเขาอยู่
ไม่กี่วันต่อมา
เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของอัลฟาวูรี เหล่านักรบหนุ่มแน่นที่เคยแข็งแรงและเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน จู่ๆ ก็ล้มป่วยกระเสาะกระแสะและตายลงด้วยโรคปริศนา
แน่นอนว่าการตายหมู่เช่นนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนโบราณจนต้องเร่งหาสาเหตุ และหลังจากวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดฆาตกรที่สังหารเหล่านักรบก็ถูกเปิดเผย
-บัดซบเอ๊ย! ไอ้ปะการังเวรนี่มันใช้เวทมนตร์ได้!
ปะการังสอดแนม
ความจริงแล้ว เอฟเฟกต์ [การพิทักษ์] ที่เกิดจากของเหลวในตัวมัน ซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้
เมื่อระยะฟักตัวสิ้นสุดลง มันจะทำลายอวัยวะภายในของผู้ที่อาบเลือดมันจนพินาศ!
ช่างเป็นนักฆ่าที่มาพร้อมใบหน้าอันเป็นมิตรเสียจริง
นี่คือกลยุทธ์การเอาชีวิตรอดในแบบของมัน
หากมันมอบผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ผ่านเลือดที่สร้างขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่มันยังมีชีวิตอยู่ ผู้ล่าก็มีแนวโน้มที่จะปกป้องเลี้ยงดูมัน
และถ้าสัตว์ป่าที่ไร้สติปัญญาหลงกลติดกับดัก พวกมันก็จะตายโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นปุ๋ยกลับคืนสู่ดงปะการัง
“แค่ก”
สรุปง่ายๆ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์] คือสัตว์เวทมนตร์ที่จะมาทวงหนี้จากการบาดเจ็บของตัวเองคืน พร้อมดอกเบี้ยทบต้น
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต่างดาวบางคนกำลังกระอักเลือดเป็นว่าเล่นอยู่ในขณะนี้
วันอาทิตย์
นับตามจำนวนวันก็ครบ 16 วันพอดี นี่คือช่วงเวลาที่ระยะฟักตัวสิ้นสุดลง
ขอบอกไว้ก่อนว่า เมื่อความบรรลัยนี้เริ่มขึ้น ผลของการพิทักษ์ก็จะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว หากต้องการคงพลังป้องกันไว้ ก็จำเป็นต้องทำกระบวนการเดิมซ้ำเพื่อฟื้นฟูฟังก์ชันของเลือด
การทำงานของปะการังสอดแนมขึ้นอยู่กับอุณหภูมิน้ำ ต้องปลุกเลือดของมันในอุณหภูมิต่ำ แล้วใช้น้ำที่เจือจางเลือดนั้นมาอาบ
เป็นความจริงอันน่ารำคาญของเจ้าต้นกล้าที่ไม่ยั่งยืนและยุ่งยากวุ่นวาย
‘รู้งี้วันนี้น่าจะมุดหัวอยู่แต่ในบ้านก็ดี’
วันแรกที่มันเผยธาตุแท้ ระบบย่อยอาหารอย่างลำไส้และกระเพาะจะถูกปั่นป่วนจนเละเทะ
จากนั้นก็จะลามไปยังอวัยวะสำคัญอื่นๆ เช่น ดวงตา จนครบทุกส่วน
ต่อให้จะเป็นศัตรูที่หักร่างกายมัน แต่การทรมานสิ่งมีชีวิตอย่างโหดเหี้ยมขนาดนี้มันช่าง...
บางคนอาจจะตื่นตะลึงกับระบบนิเวศของอัลฟาวูรีว่าแค่ปะการังทำไมถึงใช้เวทมนตร์อันตรายแบบนั้นได้ แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของดาวต่างถิ่นแต่อย่างใด
แค่เวลายังมาไม่ถึงเท่านั้น หากลองพิจารณาดู สัตว์บนโลกนี้ก็ถูกอาบไปด้วยพลังเวทจากดันเจี้ยนช็อกพร้อมกับมนุษยชาติแล้วไม่ใช่หรือ
‘เดี๋ยวที่นี่ก็จะกลายเป็นเหมือนทะเล... สภาพคงดูไม่จืด’
ฉันลองจินตนาการเล่นๆ ถึงโลมาสายพันธุ์ใหม่ที่ไล่ล่าฉลามด้วยกระสุนน้ำแรงดันสูง
“ฮันเตอร์กิรยอ! รีบเอามือออกเร็วเข้า! น...นี่คะ! คราวนี้เป็นยาถอนพิษ! ดื่มสิ! หรือว่าต้องใช้เป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์...!?”
ซู่ววว
แต่ดูเหมือนการมานั่งวิเคราะห์ปรัชญาในสถานการณ์แบบนี้จะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ ตัวฉันยังคงกระอักเลือดอย่างรุนแรง และข้างๆ ก็มีบิ๊กบอสอย่างผู้นำหอคอยเวทมนตร์เกาหลีจ้องเขม็งอยู่
‘เวรละ’
การเสียท่าจนตายด้วยน้ำมือของสายพันธุ์ชั้นต่ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคโบราณเท่านั้น
โชคดีที่ชาวอัลฟาวูรียุคใหม่เลิกใช้ปะการังสอดแนมกันแล้ว และถึงจะพลาดโดนเลือดมันเข้าไป ก็รู้วิธีจัดการได้อย่างปลอดภัย
นั่นหมายความว่า ฉันเองก็สามารถรับมือกับผลข้างเคียงนี้ได้สบาย
แต่กระบวนการมันต้องใช้เวลา ไอ้การกระอักเลือดนี่มันหยุดปุบปับไม่ได้เสียด้วยสิ ดันมาโป๊ะแตกให้คนอื่นเห็นในสภาพนี้ซะได้
ติ๋ง แหมะ
เลือดสดๆ ที่ปิดไม่มิดไหลทะลักออกจากมุมปาก
ฉันไม่อยากให้พวกจอมเวทโลกมนุษย์เห็นจุดอ่อน จึงรู้สึกไม่สบอารมณ์กับสถานการณ์ตรงหน้านัก แต่จะให้ลบความทรงจำพยานก็ทำไม่ได้ แล้วฉันจะทำอะไรได้ล่ะทีนี้
“ฮู่ว... ฮึก...”
ฉันอาศัยจังหวะที่การอาเจียนเป็นเลือดหยุดลงชั่วครู่ รีบปรับลมหายใจ
แล้วส่งสารที่ตั้งใจจะบอกเอสเธอร์ไปอย่างชัดเจน
“ผมไม่เป็นไรครับ”
ดูเหมือนจะติดกระดุมเม็ดแรกผิดไปหน่อย แต่ถ้าไม่หยุดตอนนี้ มีหวังโดนยัยนี่ตบด้วยน้ำยาขวดที่สองแน่
“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ วางโพชั่นลงก่อนเถอะครับคุณเอสเธอร์ ถึงสาดไปมันก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้...!”
.
.
.
ภายในถ้ำอันมืดมิด
พายุลูกใหญ่เพิ่งพัดผ่านไป
“อืม”
แม้จะวุ่นวายไปพักใหญ่ แต่ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างสงบลงแล้วหลังจากได้พูดคุยกันด้วยเหตุผล
พวกเราตกลงกันว่าจะนั่งพักพิงผนังถ้ำเพื่อเรียกสติและฟื้นฟูพละกำลัง
“จึ๊ย”
ว่าแต่เลือดยังขย้อนขึ้นมาไม่หยุดเลยแฮะ ชเวจินฮีชอบของเหลวรสชาติเหมือนสนิมเหล็กแบบนี้เข้าไปได้ยังไงกันนะ
ฉันขยับท่านั่งพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
แม้แต่ในวินาทีนี้ สายตาคู่หนึ่งก็ยังคงจับจ้องมาที่ฉัน
จ้องขนาดนี้ ตัวฉันจะพรุนไหมเนี่ย
‘ดันมาความแตกต่อหน้าฮันเตอร์ระดับ S ซะได้...’
เปลือกตาสีเนื้อปิดลงบดบังดวงตาที่แดงก่ำ
ฉันหลับตาลงอย่างเงียบเชียบพลางใช้ความคิด
ก่อนอื่น... ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ วิธีรับมือมันง่ายมาก
ผลข้างเคียงนี้จะรุนแรงแค่ช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก จากนั้นอาการจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
‘แค่คอยรักษาอวัยวะที่เสียหายทุกๆ 12 ชั่วโมง แล้วทนให้ได้สัก 2 วันก็จบ’
มองในแง่หนึ่ง มันก็คล้ายกับเชื้ออหิวาต์วิบริโอของโลกมนุษย์
ในอดีตมันอาจเป็นแบคทีเรียที่คร่าชีวิตคนได้ในพริบตา แต่เดี๋ยวนี้แค่ให้น้ำเกลือให้ทันก็รอดแล้วไม่ใช่หรือไง
เอาล่ะ จากนี้ฉันก็แค่รอให้ผลข้างเคียงมันซาลง
แต่ปัญหาก็คือ ดันปล่อยไก่โชว์ความทุเรศให้เพื่อนร่วมวงการเห็นไปหมดแล้วนี่สิ
“คุณกิรยอคะ”
ทันใดนั้น เสียงของหญิงสาวก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา
“ครับ”
ฉันตอบรับทั้งที่ยังหลับตาอยู่
เอสเธอร์จึงเริ่มบทสนทนาต่อด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ไหวแน่นะคะ?”
“ครับ”
“ว่าแต่ ทำไมโพชั่นราคาแพงขนาดนั้นถึงห้ามเลือดไม่ได้...”
คำว่าแพงหลุดออกมาจากปากตัวแทนกิลด์ใหญ่ แปลว่าสรรพคุณคงไม่ต้องพูดถึง
ก่อนหน้านี้เอสเธอร์ใช้ยาฟื้นฟูกับฉันไปขวดหนึ่ง แต่มันกลับไร้ผล
เพราะตราบใดที่เลือดของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ยังออกฤทธิ์อยู่ ต่อให้รักษาไปกี่ครั้งก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ฉันตั้งท่าจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่ก็หุบปากลง แล้วลุกเดินออกไปห่างๆ เพื่อขย้อนเลือดเสียทิ้ง
ผลัวะ
ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว มานั่งถุยของเหลวลงพื้นแบบนี้ดูไม่จืดเลยแฮะ
หลังจากจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยและกลับมาที่เดิม เอสเธอร์ก็นั่งก้มหน้ามองพื้นเงียบกริบ
“จะว่าไป มันไม่ติดต่อหรอกนะครับ ไม่ต้องกังว...”
“-เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ พอรออย่างกระอักกระอ่วน บทสนทนาก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
“ทำไมถึงป่วยแบบนี้คะ?”
“...”
“ถ้ายาฟื้นฟูรักษาไม่ได้ ปกติแสดงว่าไม่ใช่บาดแผลทางกายภาพที่รุนแรง แต่คุณกิรยอดูภายนอกปกติมาก ฉันเลยดูไม่ออกเลยจนถึงเมื่อกี้”
“...”
“หรือว่าเป็นคำสาป... แบบพวกนั้นเหรอคะ ไม่ใช่สกิลที่ฉันใช้นะ หมายถึงพวกไอเทมต้องสาปอย่างแหวนที่สวมแล้วถอดไม่ออก ในเกตมีปรากฏการณ์แปลกๆ แบบนั้นเยอะแยะ เพราะงานฮันเตอร์สินะคะถึงได้เป็นแบบนี้?”
พอได้เริ่มพูด เอสเธอร์ก็ยิงคำถามรัวเป็นชุด
ข้อสงสัยที่พรั่งพรูออกมา ราวกับเป็นวิธีระบายความกังวลในแบบของเธอ
ฉันปรับลมหายใจพลางครุ่นคิด
เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
หรือทำไมถึงป่วยงั้นเหรอ
ข้อมูลเกี่ยวกับอัลฟาวูรีต้องถูกปกปิดไว้ให้มิดที่สุด ดังนั้นคำถามพวกนี้คงต้องแถไปส่งๆ
แต่พอพยายามแต่งเรื่องโกหก สักพักฉันก็เริ่มรู้สึกขำตัวเองขึ้นมา
จอมมหาเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ กลับต้องมาติดอยู่ในร่างที่โดนสัตว์ชั้นต่ำที่ตัวเองเคยสังหารเล่นเป็นผักปลา เล่นงานจนไส้พุงปั่นป่วนด้วยมายากลโง่ๆ นี่นะ
สักพัก
เมื่อตัดสินใจได้ ฉันก็พิงผนังถ้ำแล้วเล่าเรื่องสั้นๆ ออกไป
“ใช่ครับ เป็นเพราะทำงานนี่แหละ”
ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานหนักจนตายคงไม่คิดจะมาเกิดใหม่ ถ้ามองถึงต้นตอ ก็ถือว่าพูดไม่ผิดไม่ใช่เหรอ
บทสนทนาต่อมา ฟังเผินๆ เหมือนข้ออ้างปิดบังความสามารถของไอเทม แต่ครึ่งหนึ่งคือคำแนะนำจากใจจริงที่มีต่อจอมเวทบรรพกาลผู้นี้
“เพราะงั้นถ้าคุณซอเอสเธอร์ไม่อยากมีสภาพเหมือนผม ก็หัดใช้ชีวิตให้ขี้เกียจเข้าไว้เถอะครับ”
“ขี้เกียจเหรอคะ?”
“ครั้งหนึ่งผมเคยใช้ชีวิตอย่างทุ่มเทสุดตัวเพื่อสิ่งที่ต้องการ”
ฉันก้มมองคราบเลือดบนแขนเสื้อแล้วพูดต่อ
“ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเป้าหมาย แน่นอนว่าผลลัพธ์มันออกมาดี แต่พอกลับมานั่งคิดดูตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวที่สุดเลย”
“ล้มเหลว...”
“นอนตื่นสายโด่งกินบ้านกินเมือง นั่งกินข้าวเอื่อยเฉื่อยมื้อละ 2 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตแบบนั้นกลับสำคัญกว่าซะงั้น ไอ้พวกความสำเร็จน่ะ พอได้มาแล้วก็... งั้นๆ แหละครับ”
ดีใจแค่วูบเดียว หลังจากนั้นก็ว่างเปล่า
ฉันพึมพำยืดยาวก่อนจะค่อยๆ ยกมุมปากขึ้น ปล่อยให้ความรู้สึกแสดงออกมาโดยไม่คิดปิดกั้น
สิ่งที่หลุดออกมาคือเสียงหัวเราะอันว่างเปล่าของใครบางคน
“ยังไงผมก็เป็นห่วงนะครับ เห็นฮันเตอร์เอสเธอร์ชอบฝืนตัวเองอยู่เรื่อย ทั้งบริหารกิลด์ ทั้งออกล่า แถมในบรรดาระดับ S คุณก็ออกสื่อให้สัมภาษณ์บ่อยที่สุดด้วย”
“...คุณดูบทสัมภาษณ์ของฉันด้วยเหรอคะ?”
“ดูยังไงตารางงานมันก็หนักเกินไปนะครับ”
พอได้ความทรงจำของร่างกายคืนมา การแสดงสีหน้าก็ดูเป็นธรรมชาติขึ้น
ฉันพูดประโยคเหล่านั้นพร้อมรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่กิรยอคนเดิมคงไม่มีวันทำ เอสเธอร์เห็นดังนั้นก็สะดุ้งไหล่เกร็ง สงสัยจะแปลกตาเพราะปกติฉันคุมกล้ามเนื้อใบหน้าให้นิ่งสนิทมาตลอด
“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก”
ไม่นึกว่าเธอจะตอบกลับมาแบบนี้ในสภาพนั้น
“เพราะฉันใช้ชีวิตขี้เกียจจนหนำใจมาแล้วค่ะ ตอนนี้เลยถึงเวลาต้องเลิกซะที”
“ครับ?”
“ฮันเตอร์คิมกิรยอรู้ไหมคะ? ความจริงเมื่อก่อนฉันเป็นไอ้นั่นน่ะค่ะ ไอ้...”
คนไร้ค่า
พอเอสเธอร์หลุดคำนั้นออกมา เธอก็นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้น เนื่องจากที่นี่มีแค่เราสองคน การจดจ่อกับคำพูดของเธอจึงไม่ใช่เรื่องยาก
“ฉันหมกตัวอยู่ในห้องรกๆ เหมือนขยะ ไม่ออกไปไหนเลย เอาแต่เล่นเกมอยู่ตั้งหลายปีแน่ะค่ะ”
ถ้ามีเหยื่อที่สมน้ำสมเนื้อหน่อยคงดีกว่านี้
ที่นี่มีแต่ศัตรูระดับ F กระจอกงอกง่อย คงจะเบื่อสินะ? เอสเธอร์เปิดประเด็นแล้วเริ่มเล่าอดีตของตัวเองออกมา...
ลาออกจากมัธยมปลาย
สอบเทียบวุฒิ
ปฏิเสธการเข้ามหาวิทยาลัย
และใช้ชีวิตเกาะพ่อแม่กินในฐานะคนว่างงาน
“น่าเสียดายที่บ้านฉันรวยไปหน่อยค่ะ แถมคนในครอบครัวก็ใจดีกันซะเหลือเกิน คอยโอ๋ลูกสาวคนเล็กที่ไม่ได้เรื่องได้ราว ฉันเลยมีชีวิตอยู่มาได้สบายๆ ทั้งสภาพแบบนั้น”
เอสเธอร์พยายามเล่าด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ยิ่งฟัง ฉันกลับยิ่งรู้สึกเฉยชา
‘กะแล้วเชียว’
คำสาปคือพลังแห่งความเกลียดชัง
การจะปลุกพลังแบบนั้นขึ้นมาได้ตามธรรมชาติ พื้นฐานนิสัยย่อมต้องเป็นคนขี้หงุดหงิดและเจ้าคิดเจ้าแค้น เธอคงมีอะไรให้เกลียดและขัดใจอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถานที่ที่ต้องสุงสิงกับคนที่ไม่ชอบหน้าอย่างโรงเรียนนี่ยิ่งเหมือนยาพิษ
เพราะงั้นไอ้เรื่องเข้ากับสังคมไม่ได้ในวัยเด็กเนี่ย จะให้ฉันไปตื่นเต้นตกใจอะไรด้วยล่ะ
“...”
พอเห็นฉันฟังเรื่องราวอดีตอันดำมืดแล้วทำหน้านิ่งเฉย เอสเธอร์ก็เปลี่ยนสีหน้าเหมือนคาดไม่ถึง ดวงตาที่ดูง่วงซึมเบิกกว้างขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปนิ่งเงียบ
เพราะเป็นมนุษย์โลกที่มีเครื่องหน้าชัดเจน หญิงสาวคนนี้เลยแสดงอารมณ์ออกมาให้เห็นได้ง่ายแม้เพียงเล็กน้อย จอมเวทสาวหลุบตาลงต่ำก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย
“แล้วคุณกิรยอล่ะคะ ตอนเด็กๆ เป็นยังไง?”
เอสเธอร์กลับมาแย้มยิ้มอีกครั้ง
“พอเล่าแล้วก็ชักสงสัย ฉันก็อยากฟังเรื่องสมัยก่อนของคุณกิรยอบ้าง โดยเฉพาะตอนเด็กมากๆ ยิ่งดีเลยค่ะ”
แต่พอได้ยินประโยคถัดมา รอยยิ้มจางๆ นั้นก็พลันจางหายไปในพริบตา
“สมัยเด็ก? ถ้าเจาะจงช่วงนั้นคงไม่มีอะไรให้เล่ามากหรอกครับ”
“ทำไมคะ?”
“เพราะเป็นเด็กกำพร้า ประสบการณ์เลยไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่”
บรรยากาศเย็นเยียบ
ผู้ใช้คำสาปทำหน้าไม่ถูก รีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แต่คำขอโทษของเธอไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอะไร
ก็ฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าขอโทษตรงไหนนี่นา
‘อยู่ที่นี่ เด็กกำพร้าก็โดนมองแบบเดียวกันสินะ...’
จากคำตอบกำกวมเมื่อครู่ ความจริงแล้วมนุษย์ต่างดาวบางคนในชาติก่อนก็ไม่มีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนเหมือนกัน เหมือนกับใครบางคนเปี๊ยบ
แต่ฉันต่างจากคิมกิรยอตรงที่ไม่เคยอับอายเรื่องนี้
การไม่รู้ชาติตระกูลสำหรับฉัน มันให้ความรู้สึกพิเศษเหนือสามัญเหมือนกับ 'พัคฮยอกกอเซ' ที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าอะไรทำนองนั้น
ฉันกลับภูมิใจในชาติกำเนิดของตัวเองด้วยซ้ำ ฉันใช้ชีวิตโดยแบกความทระนงว่าตัวเองแตกต่างจากพวกปุถุชนดาษดื่นตามท้องถนนตั้งแต่กระบวนการเกิดแล้ว
และบางที เพราะเป็นแบบนั้น ถึงได้มีจุดจบแบบนี้ก็ได้
เมื่อกี้อ้างว่าป่วยเพราะงาน แต่ถ้าสืบสาวลงไปถึงต้นตอจริงๆ ชีวิตชาติก่อนของฉัน มันก็พังพินาศเพราะความยะโสโอหังนั่นแหละ