Cover

185

“แค่ก”

“ว้ายยย!”

ซอเอสเธอร์กรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนร่วมทางที่เอาแต่กระอักเลือดออกมาไม่หยุด

แต่ความโกลาหลนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นานเหมือนเช่นเคย

หัวหน้ากิลด์สาวแม้ดวงตาจะเบิกโพลงและมือสั่นเทา แต่เธอก็ขยับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ซู่!

เอสเธอร์ควักยาฟื้นฟูออกมาจากอกเสื้อ แล้วสาดใส่หน้าเพื่อนร่วมทางเต็มแรง

---

[ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์]

ของรางวัลระดับเอปิกที่มีโอกาสปรากฏออกมาน้อยนิดจากเกตเฉพาะบางแห่ง

แต่ความจริงแล้ว ในบ้านเกิดของฉัน ไอเทมชิ้นนี้ถูกเรียกขานด้วยชื่อ ‘ปะการังสอดแนม’

ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายพืชบนพื้นดิน มันจึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นต้นกล้า แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันจัดอยู่ในชั้นแอนโทซัว (Anthozoa) หรือก็คือปะการังนั่นเอง

ใช่... ปะการัง ปะการังที่อยู่ในทะเลนั่นแหละ

แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 2 ปีนับตั้งแต่ไอเทมชิ้นนี้ปรากฏขึ้น และมนุษย์โลกเริ่มรู้แล้วว่าต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งจากการส่องกล้องจุลทรรศน์

แต่ความสามารถที่แท้จริงที่เจ้าปะการังนี้ซุกซ่อนไว้ก็ยังไม่ถูกเปิดเผย

รวมถึง... ความอันตรายของมันด้วย

ตราบใดที่ไม่มีชาวอัลฟาวูรีคนไหนปริปากบอก ความจริงข้อนี้คงเป็นปริศนาต่อไปอีกหลายสิบปีสำหรับพวกมนุษย์โลก

แล้วทำไมมนุษย์ต่างดาวอย่างฉันถึงรู้ความลับของกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์นี่น่ะเหรอ?

เดิมที ปะการังสอดแนมคือเพื่อนคู่ใจของชาวอัลฟาวูรีโบราณ

หากนำเปลือกของมันมาบดแล้วทาลงบนผิว หนวดระยางของมันจะเปล่งประกายงดงาม ยิ่งไปกว่านั้น เลือดของมันยังมีความสามารถในการปกป้องร่างกายผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องเสียมานาแม้แต่หยดเดียว

-โห! ปะการังนี่มันอะไรกัน?

-พอตัดแขนมัน เลือดก็ไหลออกมาด้วย?

-แถมพออาบเลือดมันแล้ว เหมือนมีอะไรมาคุ้มกันเลย! ตัวแข็งเป๊ก!

สิ่งมีชีวิตสารพัดประโยชน์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต

ชาวดาวสมุทรในยุคโบราณจึงใช้ประโยชน์จากเลือดของปะการังที่ค้นพบกันอย่างเอิกเกริก

แต่การกระทำนั้นก็เหมือนกับชาวประมงที่ลองกินปลาปักเป้าเป็นครั้งแรก จุดจบที่แสนอันตรายรอคอยพวกเขาอยู่

ไม่กี่วันต่อมา

เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของอัลฟาวูรี เหล่านักรบหนุ่มแน่นที่เคยแข็งแรงและเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน จู่ๆ ก็ล้มป่วยกระเสาะกระแสะและตายลงด้วยโรคปริศนา

แน่นอนว่าการตายหมู่เช่นนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนโบราณจนต้องเร่งหาสาเหตุ และหลังจากวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดฆาตกรที่สังหารเหล่านักรบก็ถูกเปิดเผย

-บัดซบเอ๊ย! ไอ้ปะการังเวรนี่มันใช้เวทมนตร์ได้!

ปะการังสอดแนม

ความจริงแล้ว เอฟเฟกต์ [การพิทักษ์] ที่เกิดจากของเหลวในตัวมัน ซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้

เมื่อระยะฟักตัวสิ้นสุดลง มันจะทำลายอวัยวะภายในของผู้ที่อาบเลือดมันจนพินาศ!

ช่างเป็นนักฆ่าที่มาพร้อมใบหน้าอันเป็นมิตรเสียจริง

นี่คือกลยุทธ์การเอาชีวิตรอดในแบบของมัน

หากมันมอบผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ผ่านเลือดที่สร้างขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่มันยังมีชีวิตอยู่ ผู้ล่าก็มีแนวโน้มที่จะปกป้องเลี้ยงดูมัน

และถ้าสัตว์ป่าที่ไร้สติปัญญาหลงกลติดกับดัก พวกมันก็จะตายโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นปุ๋ยกลับคืนสู่ดงปะการัง

“แค่ก”

สรุปง่ายๆ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์] คือสัตว์เวทมนตร์ที่จะมาทวงหนี้จากการบาดเจ็บของตัวเองคืน พร้อมดอกเบี้ยทบต้น

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต่างดาวบางคนกำลังกระอักเลือดเป็นว่าเล่นอยู่ในขณะนี้

วันอาทิตย์

นับตามจำนวนวันก็ครบ 16 วันพอดี นี่คือช่วงเวลาที่ระยะฟักตัวสิ้นสุดลง

ขอบอกไว้ก่อนว่า เมื่อความบรรลัยนี้เริ่มขึ้น ผลของการพิทักษ์ก็จะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว หากต้องการคงพลังป้องกันไว้ ก็จำเป็นต้องทำกระบวนการเดิมซ้ำเพื่อฟื้นฟูฟังก์ชันของเลือด

การทำงานของปะการังสอดแนมขึ้นอยู่กับอุณหภูมิน้ำ ต้องปลุกเลือดของมันในอุณหภูมิต่ำ แล้วใช้น้ำที่เจือจางเลือดนั้นมาอาบ

เป็นความจริงอันน่ารำคาญของเจ้าต้นกล้าที่ไม่ยั่งยืนและยุ่งยากวุ่นวาย

‘รู้งี้วันนี้น่าจะมุดหัวอยู่แต่ในบ้านก็ดี’

วันแรกที่มันเผยธาตุแท้ ระบบย่อยอาหารอย่างลำไส้และกระเพาะจะถูกปั่นป่วนจนเละเทะ

จากนั้นก็จะลามไปยังอวัยวะสำคัญอื่นๆ เช่น ดวงตา จนครบทุกส่วน

ต่อให้จะเป็นศัตรูที่หักร่างกายมัน แต่การทรมานสิ่งมีชีวิตอย่างโหดเหี้ยมขนาดนี้มันช่าง...

บางคนอาจจะตื่นตะลึงกับระบบนิเวศของอัลฟาวูรีว่าแค่ปะการังทำไมถึงใช้เวทมนตร์อันตรายแบบนั้นได้ แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของดาวต่างถิ่นแต่อย่างใด

แค่เวลายังมาไม่ถึงเท่านั้น หากลองพิจารณาดู สัตว์บนโลกนี้ก็ถูกอาบไปด้วยพลังเวทจากดันเจี้ยนช็อกพร้อมกับมนุษยชาติแล้วไม่ใช่หรือ

‘เดี๋ยวที่นี่ก็จะกลายเป็นเหมือนทะเล... สภาพคงดูไม่จืด’

ฉันลองจินตนาการเล่นๆ ถึงโลมาสายพันธุ์ใหม่ที่ไล่ล่าฉลามด้วยกระสุนน้ำแรงดันสูง

“ฮันเตอร์กิรยอ! รีบเอามือออกเร็วเข้า! น...นี่คะ! คราวนี้เป็นยาถอนพิษ! ดื่มสิ! หรือว่าต้องใช้เป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์...!?”

ซู่ววว

แต่ดูเหมือนการมานั่งวิเคราะห์ปรัชญาในสถานการณ์แบบนี้จะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ ตัวฉันยังคงกระอักเลือดอย่างรุนแรง และข้างๆ ก็มีบิ๊กบอสอย่างผู้นำหอคอยเวทมนตร์เกาหลีจ้องเขม็งอยู่

‘เวรละ’

การเสียท่าจนตายด้วยน้ำมือของสายพันธุ์ชั้นต่ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคโบราณเท่านั้น

โชคดีที่ชาวอัลฟาวูรียุคใหม่เลิกใช้ปะการังสอดแนมกันแล้ว และถึงจะพลาดโดนเลือดมันเข้าไป ก็รู้วิธีจัดการได้อย่างปลอดภัย

นั่นหมายความว่า ฉันเองก็สามารถรับมือกับผลข้างเคียงนี้ได้สบาย

แต่กระบวนการมันต้องใช้เวลา ไอ้การกระอักเลือดนี่มันหยุดปุบปับไม่ได้เสียด้วยสิ ดันมาโป๊ะแตกให้คนอื่นเห็นในสภาพนี้ซะได้

ติ๋ง แหมะ

เลือดสดๆ ที่ปิดไม่มิดไหลทะลักออกจากมุมปาก

ฉันไม่อยากให้พวกจอมเวทโลกมนุษย์เห็นจุดอ่อน จึงรู้สึกไม่สบอารมณ์กับสถานการณ์ตรงหน้านัก แต่จะให้ลบความทรงจำพยานก็ทำไม่ได้ แล้วฉันจะทำอะไรได้ล่ะทีนี้

“ฮู่ว... ฮึก...”

ฉันอาศัยจังหวะที่การอาเจียนเป็นเลือดหยุดลงชั่วครู่ รีบปรับลมหายใจ

แล้วส่งสารที่ตั้งใจจะบอกเอสเธอร์ไปอย่างชัดเจน

“ผมไม่เป็นไรครับ”

ดูเหมือนจะติดกระดุมเม็ดแรกผิดไปหน่อย แต่ถ้าไม่หยุดตอนนี้ มีหวังโดนยัยนี่ตบด้วยน้ำยาขวดที่สองแน่

“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ วางโพชั่นลงก่อนเถอะครับคุณเอสเธอร์ ถึงสาดไปมันก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้...!”

.

.

.

ภายในถ้ำอันมืดมิด

พายุลูกใหญ่เพิ่งพัดผ่านไป

“อืม”

แม้จะวุ่นวายไปพักใหญ่ แต่ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างสงบลงแล้วหลังจากได้พูดคุยกันด้วยเหตุผล

พวกเราตกลงกันว่าจะนั่งพักพิงผนังถ้ำเพื่อเรียกสติและฟื้นฟูพละกำลัง

“จึ๊ย”

ว่าแต่เลือดยังขย้อนขึ้นมาไม่หยุดเลยแฮะ ชเวจินฮีชอบของเหลวรสชาติเหมือนสนิมเหล็กแบบนี้เข้าไปได้ยังไงกันนะ

ฉันขยับท่านั่งพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

แม้แต่ในวินาทีนี้ สายตาคู่หนึ่งก็ยังคงจับจ้องมาที่ฉัน

จ้องขนาดนี้ ตัวฉันจะพรุนไหมเนี่ย

‘ดันมาความแตกต่อหน้าฮันเตอร์ระดับ S ซะได้...’

เปลือกตาสีเนื้อปิดลงบดบังดวงตาที่แดงก่ำ

ฉันหลับตาลงอย่างเงียบเชียบพลางใช้ความคิด

ก่อนอื่น... ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ วิธีรับมือมันง่ายมาก

ผลข้างเคียงนี้จะรุนแรงแค่ช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก จากนั้นอาการจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว

‘แค่คอยรักษาอวัยวะที่เสียหายทุกๆ 12 ชั่วโมง แล้วทนให้ได้สัก 2 วันก็จบ’

มองในแง่หนึ่ง มันก็คล้ายกับเชื้ออหิวาต์วิบริโอของโลกมนุษย์

ในอดีตมันอาจเป็นแบคทีเรียที่คร่าชีวิตคนได้ในพริบตา แต่เดี๋ยวนี้แค่ให้น้ำเกลือให้ทันก็รอดแล้วไม่ใช่หรือไง

เอาล่ะ จากนี้ฉันก็แค่รอให้ผลข้างเคียงมันซาลง

แต่ปัญหาก็คือ ดันปล่อยไก่โชว์ความทุเรศให้เพื่อนร่วมวงการเห็นไปหมดแล้วนี่สิ

“คุณกิรยอคะ”

ทันใดนั้น เสียงของหญิงสาวก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา

“ครับ”

ฉันตอบรับทั้งที่ยังหลับตาอยู่

เอสเธอร์จึงเริ่มบทสนทนาต่อด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

“ไหวแน่นะคะ?”

“ครับ”

“ว่าแต่ ทำไมโพชั่นราคาแพงขนาดนั้นถึงห้ามเลือดไม่ได้...”

คำว่าแพงหลุดออกมาจากปากตัวแทนกิลด์ใหญ่ แปลว่าสรรพคุณคงไม่ต้องพูดถึง

ก่อนหน้านี้เอสเธอร์ใช้ยาฟื้นฟูกับฉันไปขวดหนึ่ง แต่มันกลับไร้ผล

เพราะตราบใดที่เลือดของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ยังออกฤทธิ์อยู่ ต่อให้รักษาไปกี่ครั้งก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ฉันตั้งท่าจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่ก็หุบปากลง แล้วลุกเดินออกไปห่างๆ เพื่อขย้อนเลือดเสียทิ้ง

ผลัวะ

ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว มานั่งถุยของเหลวลงพื้นแบบนี้ดูไม่จืดเลยแฮะ

หลังจากจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยและกลับมาที่เดิม เอสเธอร์ก็นั่งก้มหน้ามองพื้นเงียบกริบ

“จะว่าไป มันไม่ติดต่อหรอกนะครับ ไม่ต้องกังว...”

“-เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ พอรออย่างกระอักกระอ่วน บทสนทนาก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

“ทำไมถึงป่วยแบบนี้คะ?”

“...”

“ถ้ายาฟื้นฟูรักษาไม่ได้ ปกติแสดงว่าไม่ใช่บาดแผลทางกายภาพที่รุนแรง แต่คุณกิรยอดูภายนอกปกติมาก ฉันเลยดูไม่ออกเลยจนถึงเมื่อกี้”

“...”

“หรือว่าเป็นคำสาป... แบบพวกนั้นเหรอคะ ไม่ใช่สกิลที่ฉันใช้นะ หมายถึงพวกไอเทมต้องสาปอย่างแหวนที่สวมแล้วถอดไม่ออก ในเกตมีปรากฏการณ์แปลกๆ แบบนั้นเยอะแยะ เพราะงานฮันเตอร์สินะคะถึงได้เป็นแบบนี้?”

พอได้เริ่มพูด เอสเธอร์ก็ยิงคำถามรัวเป็นชุด

ข้อสงสัยที่พรั่งพรูออกมา ราวกับเป็นวิธีระบายความกังวลในแบบของเธอ

ฉันปรับลมหายใจพลางครุ่นคิด

เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

หรือทำไมถึงป่วยงั้นเหรอ

ข้อมูลเกี่ยวกับอัลฟาวูรีต้องถูกปกปิดไว้ให้มิดที่สุด ดังนั้นคำถามพวกนี้คงต้องแถไปส่งๆ

แต่พอพยายามแต่งเรื่องโกหก สักพักฉันก็เริ่มรู้สึกขำตัวเองขึ้นมา

จอมมหาเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ กลับต้องมาติดอยู่ในร่างที่โดนสัตว์ชั้นต่ำที่ตัวเองเคยสังหารเล่นเป็นผักปลา เล่นงานจนไส้พุงปั่นป่วนด้วยมายากลโง่ๆ นี่นะ

สักพัก

เมื่อตัดสินใจได้ ฉันก็พิงผนังถ้ำแล้วเล่าเรื่องสั้นๆ ออกไป

“ใช่ครับ เป็นเพราะทำงานนี่แหละ”

ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานหนักจนตายคงไม่คิดจะมาเกิดใหม่ ถ้ามองถึงต้นตอ ก็ถือว่าพูดไม่ผิดไม่ใช่เหรอ

บทสนทนาต่อมา ฟังเผินๆ เหมือนข้ออ้างปิดบังความสามารถของไอเทม แต่ครึ่งหนึ่งคือคำแนะนำจากใจจริงที่มีต่อจอมเวทบรรพกาลผู้นี้

“เพราะงั้นถ้าคุณซอเอสเธอร์ไม่อยากมีสภาพเหมือนผม ก็หัดใช้ชีวิตให้ขี้เกียจเข้าไว้เถอะครับ”

“ขี้เกียจเหรอคะ?”

“ครั้งหนึ่งผมเคยใช้ชีวิตอย่างทุ่มเทสุดตัวเพื่อสิ่งที่ต้องการ”

ฉันก้มมองคราบเลือดบนแขนเสื้อแล้วพูดต่อ

“ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเป้าหมาย แน่นอนว่าผลลัพธ์มันออกมาดี แต่พอกลับมานั่งคิดดูตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวที่สุดเลย”

“ล้มเหลว...”

“นอนตื่นสายโด่งกินบ้านกินเมือง นั่งกินข้าวเอื่อยเฉื่อยมื้อละ 2 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตแบบนั้นกลับสำคัญกว่าซะงั้น ไอ้พวกความสำเร็จน่ะ พอได้มาแล้วก็... งั้นๆ แหละครับ”

ดีใจแค่วูบเดียว หลังจากนั้นก็ว่างเปล่า

ฉันพึมพำยืดยาวก่อนจะค่อยๆ ยกมุมปากขึ้น ปล่อยให้ความรู้สึกแสดงออกมาโดยไม่คิดปิดกั้น

สิ่งที่หลุดออกมาคือเสียงหัวเราะอันว่างเปล่าของใครบางคน

“ยังไงผมก็เป็นห่วงนะครับ เห็นฮันเตอร์เอสเธอร์ชอบฝืนตัวเองอยู่เรื่อย ทั้งบริหารกิลด์ ทั้งออกล่า แถมในบรรดาระดับ S คุณก็ออกสื่อให้สัมภาษณ์บ่อยที่สุดด้วย”

“...คุณดูบทสัมภาษณ์ของฉันด้วยเหรอคะ?”

“ดูยังไงตารางงานมันก็หนักเกินไปนะครับ”

พอได้ความทรงจำของร่างกายคืนมา การแสดงสีหน้าก็ดูเป็นธรรมชาติขึ้น

ฉันพูดประโยคเหล่านั้นพร้อมรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่กิรยอคนเดิมคงไม่มีวันทำ เอสเธอร์เห็นดังนั้นก็สะดุ้งไหล่เกร็ง สงสัยจะแปลกตาเพราะปกติฉันคุมกล้ามเนื้อใบหน้าให้นิ่งสนิทมาตลอด

“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก”

ไม่นึกว่าเธอจะตอบกลับมาแบบนี้ในสภาพนั้น

“เพราะฉันใช้ชีวิตขี้เกียจจนหนำใจมาแล้วค่ะ ตอนนี้เลยถึงเวลาต้องเลิกซะที”

“ครับ?”

“ฮันเตอร์คิมกิรยอรู้ไหมคะ? ความจริงเมื่อก่อนฉันเป็นไอ้นั่นน่ะค่ะ ไอ้...”

คนไร้ค่า

พอเอสเธอร์หลุดคำนั้นออกมา เธอก็นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้น เนื่องจากที่นี่มีแค่เราสองคน การจดจ่อกับคำพูดของเธอจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“ฉันหมกตัวอยู่ในห้องรกๆ เหมือนขยะ ไม่ออกไปไหนเลย เอาแต่เล่นเกมอยู่ตั้งหลายปีแน่ะค่ะ”

ถ้ามีเหยื่อที่สมน้ำสมเนื้อหน่อยคงดีกว่านี้

ที่นี่มีแต่ศัตรูระดับ F กระจอกงอกง่อย คงจะเบื่อสินะ? เอสเธอร์เปิดประเด็นแล้วเริ่มเล่าอดีตของตัวเองออกมา...

ลาออกจากมัธยมปลาย

สอบเทียบวุฒิ

ปฏิเสธการเข้ามหาวิทยาลัย

และใช้ชีวิตเกาะพ่อแม่กินในฐานะคนว่างงาน

“น่าเสียดายที่บ้านฉันรวยไปหน่อยค่ะ แถมคนในครอบครัวก็ใจดีกันซะเหลือเกิน คอยโอ๋ลูกสาวคนเล็กที่ไม่ได้เรื่องได้ราว ฉันเลยมีชีวิตอยู่มาได้สบายๆ ทั้งสภาพแบบนั้น”

เอสเธอร์พยายามเล่าด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ยิ่งฟัง ฉันกลับยิ่งรู้สึกเฉยชา

‘กะแล้วเชียว’

คำสาปคือพลังแห่งความเกลียดชัง

การจะปลุกพลังแบบนั้นขึ้นมาได้ตามธรรมชาติ พื้นฐานนิสัยย่อมต้องเป็นคนขี้หงุดหงิดและเจ้าคิดเจ้าแค้น เธอคงมีอะไรให้เกลียดและขัดใจอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถานที่ที่ต้องสุงสิงกับคนที่ไม่ชอบหน้าอย่างโรงเรียนนี่ยิ่งเหมือนยาพิษ

เพราะงั้นไอ้เรื่องเข้ากับสังคมไม่ได้ในวัยเด็กเนี่ย จะให้ฉันไปตื่นเต้นตกใจอะไรด้วยล่ะ

“...”

พอเห็นฉันฟังเรื่องราวอดีตอันดำมืดแล้วทำหน้านิ่งเฉย เอสเธอร์ก็เปลี่ยนสีหน้าเหมือนคาดไม่ถึง ดวงตาที่ดูง่วงซึมเบิกกว้างขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปนิ่งเงียบ

เพราะเป็นมนุษย์โลกที่มีเครื่องหน้าชัดเจน หญิงสาวคนนี้เลยแสดงอารมณ์ออกมาให้เห็นได้ง่ายแม้เพียงเล็กน้อย จอมเวทสาวหลุบตาลงต่ำก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย

“แล้วคุณกิรยอล่ะคะ ตอนเด็กๆ เป็นยังไง?”

เอสเธอร์กลับมาแย้มยิ้มอีกครั้ง

“พอเล่าแล้วก็ชักสงสัย ฉันก็อยากฟังเรื่องสมัยก่อนของคุณกิรยอบ้าง โดยเฉพาะตอนเด็กมากๆ ยิ่งดีเลยค่ะ”

แต่พอได้ยินประโยคถัดมา รอยยิ้มจางๆ นั้นก็พลันจางหายไปในพริบตา

“สมัยเด็ก? ถ้าเจาะจงช่วงนั้นคงไม่มีอะไรให้เล่ามากหรอกครับ”

“ทำไมคะ?”

“เพราะเป็นเด็กกำพร้า ประสบการณ์เลยไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่”

บรรยากาศเย็นเยียบ

ผู้ใช้คำสาปทำหน้าไม่ถูก รีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แต่คำขอโทษของเธอไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอะไร

ก็ฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าขอโทษตรงไหนนี่นา

‘อยู่ที่นี่ เด็กกำพร้าก็โดนมองแบบเดียวกันสินะ...’

จากคำตอบกำกวมเมื่อครู่ ความจริงแล้วมนุษย์ต่างดาวบางคนในชาติก่อนก็ไม่มีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนเหมือนกัน เหมือนกับใครบางคนเปี๊ยบ

แต่ฉันต่างจากคิมกิรยอตรงที่ไม่เคยอับอายเรื่องนี้

การไม่รู้ชาติตระกูลสำหรับฉัน มันให้ความรู้สึกพิเศษเหนือสามัญเหมือนกับ 'พัคฮยอกกอเซ' ที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าอะไรทำนองนั้น

ฉันกลับภูมิใจในชาติกำเนิดของตัวเองด้วยซ้ำ ฉันใช้ชีวิตโดยแบกความทระนงว่าตัวเองแตกต่างจากพวกปุถุชนดาษดื่นตามท้องถนนตั้งแต่กระบวนการเกิดแล้ว

และบางที เพราะเป็นแบบนั้น ถึงได้มีจุดจบแบบนี้ก็ได้

เมื่อกี้อ้างว่าป่วยเพราะงาน แต่ถ้าสืบสาวลงไปถึงต้นตอจริงๆ ชีวิตชาติก่อนของฉัน มันก็พังพินาศเพราะความยะโสโอหังนั่นแหละ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

185

20px

“แค่ก”

“ว้ายยย!”

ซอเอสเธอร์กรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนร่วมทางที่เอาแต่กระอักเลือดออกมาไม่หยุด

แต่ความโกลาหลนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นานเหมือนเช่นเคย

หัวหน้ากิลด์สาวแม้ดวงตาจะเบิกโพลงและมือสั่นเทา แต่เธอก็ขยับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ซู่!

เอสเธอร์ควักยาฟื้นฟูออกมาจากอกเสื้อ แล้วสาดใส่หน้าเพื่อนร่วมทางเต็มแรง

---

[ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์]

ของรางวัลระดับเอปิกที่มีโอกาสปรากฏออกมาน้อยนิดจากเกตเฉพาะบางแห่ง

แต่ความจริงแล้ว ในบ้านเกิดของฉัน ไอเทมชิ้นนี้ถูกเรียกขานด้วยชื่อ ‘ปะการังสอดแนม’

ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายพืชบนพื้นดิน มันจึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นต้นกล้า แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันจัดอยู่ในชั้นแอนโทซัว (Anthozoa) หรือก็คือปะการังนั่นเอง

ใช่... ปะการัง ปะการังที่อยู่ในทะเลนั่นแหละ

แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 2 ปีนับตั้งแต่ไอเทมชิ้นนี้ปรากฏขึ้น และมนุษย์โลกเริ่มรู้แล้วว่าต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งจากการส่องกล้องจุลทรรศน์

แต่ความสามารถที่แท้จริงที่เจ้าปะการังนี้ซุกซ่อนไว้ก็ยังไม่ถูกเปิดเผย

รวมถึง... ความอันตรายของมันด้วย

ตราบใดที่ไม่มีชาวอัลฟาวูรีคนไหนปริปากบอก ความจริงข้อนี้คงเป็นปริศนาต่อไปอีกหลายสิบปีสำหรับพวกมนุษย์โลก

แล้วทำไมมนุษย์ต่างดาวอย่างฉันถึงรู้ความลับของกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์นี่น่ะเหรอ?

เดิมที ปะการังสอดแนมคือเพื่อนคู่ใจของชาวอัลฟาวูรีโบราณ

หากนำเปลือกของมันมาบดแล้วทาลงบนผิว หนวดระยางของมันจะเปล่งประกายงดงาม ยิ่งไปกว่านั้น เลือดของมันยังมีความสามารถในการปกป้องร่างกายผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องเสียมานาแม้แต่หยดเดียว

-โห! ปะการังนี่มันอะไรกัน?

-พอตัดแขนมัน เลือดก็ไหลออกมาด้วย?

-แถมพออาบเลือดมันแล้ว เหมือนมีอะไรมาคุ้มกันเลย! ตัวแข็งเป๊ก!

สิ่งมีชีวิตสารพัดประโยชน์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต

ชาวดาวสมุทรในยุคโบราณจึงใช้ประโยชน์จากเลือดของปะการังที่ค้นพบกันอย่างเอิกเกริก

แต่การกระทำนั้นก็เหมือนกับชาวประมงที่ลองกินปลาปักเป้าเป็นครั้งแรก จุดจบที่แสนอันตรายรอคอยพวกเขาอยู่

ไม่กี่วันต่อมา

เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของอัลฟาวูรี เหล่านักรบหนุ่มแน่นที่เคยแข็งแรงและเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน จู่ๆ ก็ล้มป่วยกระเสาะกระแสะและตายลงด้วยโรคปริศนา

แน่นอนว่าการตายหมู่เช่นนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนโบราณจนต้องเร่งหาสาเหตุ และหลังจากวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดฆาตกรที่สังหารเหล่านักรบก็ถูกเปิดเผย

-บัดซบเอ๊ย! ไอ้ปะการังเวรนี่มันใช้เวทมนตร์ได้!

ปะการังสอดแนม

ความจริงแล้ว เอฟเฟกต์ [การพิทักษ์] ที่เกิดจากของเหลวในตัวมัน ซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้

เมื่อระยะฟักตัวสิ้นสุดลง มันจะทำลายอวัยวะภายในของผู้ที่อาบเลือดมันจนพินาศ!

ช่างเป็นนักฆ่าที่มาพร้อมใบหน้าอันเป็นมิตรเสียจริง

นี่คือกลยุทธ์การเอาชีวิตรอดในแบบของมัน

หากมันมอบผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ผ่านเลือดที่สร้างขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่มันยังมีชีวิตอยู่ ผู้ล่าก็มีแนวโน้มที่จะปกป้องเลี้ยงดูมัน

และถ้าสัตว์ป่าที่ไร้สติปัญญาหลงกลติดกับดัก พวกมันก็จะตายโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นปุ๋ยกลับคืนสู่ดงปะการัง

“แค่ก”

สรุปง่ายๆ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์] คือสัตว์เวทมนตร์ที่จะมาทวงหนี้จากการบาดเจ็บของตัวเองคืน พร้อมดอกเบี้ยทบต้น

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต่างดาวบางคนกำลังกระอักเลือดเป็นว่าเล่นอยู่ในขณะนี้

วันอาทิตย์

นับตามจำนวนวันก็ครบ 16 วันพอดี นี่คือช่วงเวลาที่ระยะฟักตัวสิ้นสุดลง

ขอบอกไว้ก่อนว่า เมื่อความบรรลัยนี้เริ่มขึ้น ผลของการพิทักษ์ก็จะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว หากต้องการคงพลังป้องกันไว้ ก็จำเป็นต้องทำกระบวนการเดิมซ้ำเพื่อฟื้นฟูฟังก์ชันของเลือด

การทำงานของปะการังสอดแนมขึ้นอยู่กับอุณหภูมิน้ำ ต้องปลุกเลือดของมันในอุณหภูมิต่ำ แล้วใช้น้ำที่เจือจางเลือดนั้นมาอาบ

เป็นความจริงอันน่ารำคาญของเจ้าต้นกล้าที่ไม่ยั่งยืนและยุ่งยากวุ่นวาย

‘รู้งี้วันนี้น่าจะมุดหัวอยู่แต่ในบ้านก็ดี’

วันแรกที่มันเผยธาตุแท้ ระบบย่อยอาหารอย่างลำไส้และกระเพาะจะถูกปั่นป่วนจนเละเทะ

จากนั้นก็จะลามไปยังอวัยวะสำคัญอื่นๆ เช่น ดวงตา จนครบทุกส่วน

ต่อให้จะเป็นศัตรูที่หักร่างกายมัน แต่การทรมานสิ่งมีชีวิตอย่างโหดเหี้ยมขนาดนี้มันช่าง...

บางคนอาจจะตื่นตะลึงกับระบบนิเวศของอัลฟาวูรีว่าแค่ปะการังทำไมถึงใช้เวทมนตร์อันตรายแบบนั้นได้ แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของดาวต่างถิ่นแต่อย่างใด

แค่เวลายังมาไม่ถึงเท่านั้น หากลองพิจารณาดู สัตว์บนโลกนี้ก็ถูกอาบไปด้วยพลังเวทจากดันเจี้ยนช็อกพร้อมกับมนุษยชาติแล้วไม่ใช่หรือ

‘เดี๋ยวที่นี่ก็จะกลายเป็นเหมือนทะเล... สภาพคงดูไม่จืด’

ฉันลองจินตนาการเล่นๆ ถึงโลมาสายพันธุ์ใหม่ที่ไล่ล่าฉลามด้วยกระสุนน้ำแรงดันสูง

“ฮันเตอร์กิรยอ! รีบเอามือออกเร็วเข้า! น...นี่คะ! คราวนี้เป็นยาถอนพิษ! ดื่มสิ! หรือว่าต้องใช้เป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์...!?”

ซู่ววว

แต่ดูเหมือนการมานั่งวิเคราะห์ปรัชญาในสถานการณ์แบบนี้จะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ ตัวฉันยังคงกระอักเลือดอย่างรุนแรง และข้างๆ ก็มีบิ๊กบอสอย่างผู้นำหอคอยเวทมนตร์เกาหลีจ้องเขม็งอยู่

‘เวรละ’

การเสียท่าจนตายด้วยน้ำมือของสายพันธุ์ชั้นต่ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคโบราณเท่านั้น

โชคดีที่ชาวอัลฟาวูรียุคใหม่เลิกใช้ปะการังสอดแนมกันแล้ว และถึงจะพลาดโดนเลือดมันเข้าไป ก็รู้วิธีจัดการได้อย่างปลอดภัย

นั่นหมายความว่า ฉันเองก็สามารถรับมือกับผลข้างเคียงนี้ได้สบาย

แต่กระบวนการมันต้องใช้เวลา ไอ้การกระอักเลือดนี่มันหยุดปุบปับไม่ได้เสียด้วยสิ ดันมาโป๊ะแตกให้คนอื่นเห็นในสภาพนี้ซะได้

ติ๋ง แหมะ

เลือดสดๆ ที่ปิดไม่มิดไหลทะลักออกจากมุมปาก

ฉันไม่อยากให้พวกจอมเวทโลกมนุษย์เห็นจุดอ่อน จึงรู้สึกไม่สบอารมณ์กับสถานการณ์ตรงหน้านัก แต่จะให้ลบความทรงจำพยานก็ทำไม่ได้ แล้วฉันจะทำอะไรได้ล่ะทีนี้

“ฮู่ว... ฮึก...”

ฉันอาศัยจังหวะที่การอาเจียนเป็นเลือดหยุดลงชั่วครู่ รีบปรับลมหายใจ

แล้วส่งสารที่ตั้งใจจะบอกเอสเธอร์ไปอย่างชัดเจน

“ผมไม่เป็นไรครับ”

ดูเหมือนจะติดกระดุมเม็ดแรกผิดไปหน่อย แต่ถ้าไม่หยุดตอนนี้ มีหวังโดนยัยนี่ตบด้วยน้ำยาขวดที่สองแน่

“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ วางโพชั่นลงก่อนเถอะครับคุณเอสเธอร์ ถึงสาดไปมันก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้...!”

.

.

.

ภายในถ้ำอันมืดมิด

พายุลูกใหญ่เพิ่งพัดผ่านไป

“อืม”

แม้จะวุ่นวายไปพักใหญ่ แต่ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างสงบลงแล้วหลังจากได้พูดคุยกันด้วยเหตุผล

พวกเราตกลงกันว่าจะนั่งพักพิงผนังถ้ำเพื่อเรียกสติและฟื้นฟูพละกำลัง

“จึ๊ย”

ว่าแต่เลือดยังขย้อนขึ้นมาไม่หยุดเลยแฮะ ชเวจินฮีชอบของเหลวรสชาติเหมือนสนิมเหล็กแบบนี้เข้าไปได้ยังไงกันนะ

ฉันขยับท่านั่งพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

แม้แต่ในวินาทีนี้ สายตาคู่หนึ่งก็ยังคงจับจ้องมาที่ฉัน

จ้องขนาดนี้ ตัวฉันจะพรุนไหมเนี่ย

‘ดันมาความแตกต่อหน้าฮันเตอร์ระดับ S ซะได้...’

เปลือกตาสีเนื้อปิดลงบดบังดวงตาที่แดงก่ำ

ฉันหลับตาลงอย่างเงียบเชียบพลางใช้ความคิด

ก่อนอื่น... ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ วิธีรับมือมันง่ายมาก

ผลข้างเคียงนี้จะรุนแรงแค่ช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก จากนั้นอาการจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว

‘แค่คอยรักษาอวัยวะที่เสียหายทุกๆ 12 ชั่วโมง แล้วทนให้ได้สัก 2 วันก็จบ’

มองในแง่หนึ่ง มันก็คล้ายกับเชื้ออหิวาต์วิบริโอของโลกมนุษย์

ในอดีตมันอาจเป็นแบคทีเรียที่คร่าชีวิตคนได้ในพริบตา แต่เดี๋ยวนี้แค่ให้น้ำเกลือให้ทันก็รอดแล้วไม่ใช่หรือไง

เอาล่ะ จากนี้ฉันก็แค่รอให้ผลข้างเคียงมันซาลง

แต่ปัญหาก็คือ ดันปล่อยไก่โชว์ความทุเรศให้เพื่อนร่วมวงการเห็นไปหมดแล้วนี่สิ

“คุณกิรยอคะ”

ทันใดนั้น เสียงของหญิงสาวก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา

“ครับ”

ฉันตอบรับทั้งที่ยังหลับตาอยู่

เอสเธอร์จึงเริ่มบทสนทนาต่อด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

“ไหวแน่นะคะ?”

“ครับ”

“ว่าแต่ ทำไมโพชั่นราคาแพงขนาดนั้นถึงห้ามเลือดไม่ได้...”

คำว่าแพงหลุดออกมาจากปากตัวแทนกิลด์ใหญ่ แปลว่าสรรพคุณคงไม่ต้องพูดถึง

ก่อนหน้านี้เอสเธอร์ใช้ยาฟื้นฟูกับฉันไปขวดหนึ่ง แต่มันกลับไร้ผล

เพราะตราบใดที่เลือดของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ยังออกฤทธิ์อยู่ ต่อให้รักษาไปกี่ครั้งก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ฉันตั้งท่าจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่ก็หุบปากลง แล้วลุกเดินออกไปห่างๆ เพื่อขย้อนเลือดเสียทิ้ง

ผลัวะ

ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว มานั่งถุยของเหลวลงพื้นแบบนี้ดูไม่จืดเลยแฮะ

หลังจากจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยและกลับมาที่เดิม เอสเธอร์ก็นั่งก้มหน้ามองพื้นเงียบกริบ

“จะว่าไป มันไม่ติดต่อหรอกนะครับ ไม่ต้องกังว...”

“-เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ พอรออย่างกระอักกระอ่วน บทสนทนาก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

“ทำไมถึงป่วยแบบนี้คะ?”

“...”

“ถ้ายาฟื้นฟูรักษาไม่ได้ ปกติแสดงว่าไม่ใช่บาดแผลทางกายภาพที่รุนแรง แต่คุณกิรยอดูภายนอกปกติมาก ฉันเลยดูไม่ออกเลยจนถึงเมื่อกี้”

“...”

“หรือว่าเป็นคำสาป... แบบพวกนั้นเหรอคะ ไม่ใช่สกิลที่ฉันใช้นะ หมายถึงพวกไอเทมต้องสาปอย่างแหวนที่สวมแล้วถอดไม่ออก ในเกตมีปรากฏการณ์แปลกๆ แบบนั้นเยอะแยะ เพราะงานฮันเตอร์สินะคะถึงได้เป็นแบบนี้?”

พอได้เริ่มพูด เอสเธอร์ก็ยิงคำถามรัวเป็นชุด

ข้อสงสัยที่พรั่งพรูออกมา ราวกับเป็นวิธีระบายความกังวลในแบบของเธอ

ฉันปรับลมหายใจพลางครุ่นคิด

เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

หรือทำไมถึงป่วยงั้นเหรอ

ข้อมูลเกี่ยวกับอัลฟาวูรีต้องถูกปกปิดไว้ให้มิดที่สุด ดังนั้นคำถามพวกนี้คงต้องแถไปส่งๆ

แต่พอพยายามแต่งเรื่องโกหก สักพักฉันก็เริ่มรู้สึกขำตัวเองขึ้นมา

จอมมหาเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ กลับต้องมาติดอยู่ในร่างที่โดนสัตว์ชั้นต่ำที่ตัวเองเคยสังหารเล่นเป็นผักปลา เล่นงานจนไส้พุงปั่นป่วนด้วยมายากลโง่ๆ นี่นะ

สักพัก

เมื่อตัดสินใจได้ ฉันก็พิงผนังถ้ำแล้วเล่าเรื่องสั้นๆ ออกไป

“ใช่ครับ เป็นเพราะทำงานนี่แหละ”

ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานหนักจนตายคงไม่คิดจะมาเกิดใหม่ ถ้ามองถึงต้นตอ ก็ถือว่าพูดไม่ผิดไม่ใช่เหรอ

บทสนทนาต่อมา ฟังเผินๆ เหมือนข้ออ้างปิดบังความสามารถของไอเทม แต่ครึ่งหนึ่งคือคำแนะนำจากใจจริงที่มีต่อจอมเวทบรรพกาลผู้นี้

“เพราะงั้นถ้าคุณซอเอสเธอร์ไม่อยากมีสภาพเหมือนผม ก็หัดใช้ชีวิตให้ขี้เกียจเข้าไว้เถอะครับ”

“ขี้เกียจเหรอคะ?”

“ครั้งหนึ่งผมเคยใช้ชีวิตอย่างทุ่มเทสุดตัวเพื่อสิ่งที่ต้องการ”

ฉันก้มมองคราบเลือดบนแขนเสื้อแล้วพูดต่อ

“ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเป้าหมาย แน่นอนว่าผลลัพธ์มันออกมาดี แต่พอกลับมานั่งคิดดูตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวที่สุดเลย”

“ล้มเหลว...”

“นอนตื่นสายโด่งกินบ้านกินเมือง นั่งกินข้าวเอื่อยเฉื่อยมื้อละ 2 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตแบบนั้นกลับสำคัญกว่าซะงั้น ไอ้พวกความสำเร็จน่ะ พอได้มาแล้วก็... งั้นๆ แหละครับ”

ดีใจแค่วูบเดียว หลังจากนั้นก็ว่างเปล่า

ฉันพึมพำยืดยาวก่อนจะค่อยๆ ยกมุมปากขึ้น ปล่อยให้ความรู้สึกแสดงออกมาโดยไม่คิดปิดกั้น

สิ่งที่หลุดออกมาคือเสียงหัวเราะอันว่างเปล่าของใครบางคน

“ยังไงผมก็เป็นห่วงนะครับ เห็นฮันเตอร์เอสเธอร์ชอบฝืนตัวเองอยู่เรื่อย ทั้งบริหารกิลด์ ทั้งออกล่า แถมในบรรดาระดับ S คุณก็ออกสื่อให้สัมภาษณ์บ่อยที่สุดด้วย”

“...คุณดูบทสัมภาษณ์ของฉันด้วยเหรอคะ?”

“ดูยังไงตารางงานมันก็หนักเกินไปนะครับ”

พอได้ความทรงจำของร่างกายคืนมา การแสดงสีหน้าก็ดูเป็นธรรมชาติขึ้น

ฉันพูดประโยคเหล่านั้นพร้อมรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่กิรยอคนเดิมคงไม่มีวันทำ เอสเธอร์เห็นดังนั้นก็สะดุ้งไหล่เกร็ง สงสัยจะแปลกตาเพราะปกติฉันคุมกล้ามเนื้อใบหน้าให้นิ่งสนิทมาตลอด

“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก”

ไม่นึกว่าเธอจะตอบกลับมาแบบนี้ในสภาพนั้น

“เพราะฉันใช้ชีวิตขี้เกียจจนหนำใจมาแล้วค่ะ ตอนนี้เลยถึงเวลาต้องเลิกซะที”

“ครับ?”

“ฮันเตอร์คิมกิรยอรู้ไหมคะ? ความจริงเมื่อก่อนฉันเป็นไอ้นั่นน่ะค่ะ ไอ้...”

คนไร้ค่า

พอเอสเธอร์หลุดคำนั้นออกมา เธอก็นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้น เนื่องจากที่นี่มีแค่เราสองคน การจดจ่อกับคำพูดของเธอจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“ฉันหมกตัวอยู่ในห้องรกๆ เหมือนขยะ ไม่ออกไปไหนเลย เอาแต่เล่นเกมอยู่ตั้งหลายปีแน่ะค่ะ”

ถ้ามีเหยื่อที่สมน้ำสมเนื้อหน่อยคงดีกว่านี้

ที่นี่มีแต่ศัตรูระดับ F กระจอกงอกง่อย คงจะเบื่อสินะ? เอสเธอร์เปิดประเด็นแล้วเริ่มเล่าอดีตของตัวเองออกมา...

ลาออกจากมัธยมปลาย

สอบเทียบวุฒิ

ปฏิเสธการเข้ามหาวิทยาลัย

และใช้ชีวิตเกาะพ่อแม่กินในฐานะคนว่างงาน

“น่าเสียดายที่บ้านฉันรวยไปหน่อยค่ะ แถมคนในครอบครัวก็ใจดีกันซะเหลือเกิน คอยโอ๋ลูกสาวคนเล็กที่ไม่ได้เรื่องได้ราว ฉันเลยมีชีวิตอยู่มาได้สบายๆ ทั้งสภาพแบบนั้น”

เอสเธอร์พยายามเล่าด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ยิ่งฟัง ฉันกลับยิ่งรู้สึกเฉยชา

‘กะแล้วเชียว’

คำสาปคือพลังแห่งความเกลียดชัง

การจะปลุกพลังแบบนั้นขึ้นมาได้ตามธรรมชาติ พื้นฐานนิสัยย่อมต้องเป็นคนขี้หงุดหงิดและเจ้าคิดเจ้าแค้น เธอคงมีอะไรให้เกลียดและขัดใจอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถานที่ที่ต้องสุงสิงกับคนที่ไม่ชอบหน้าอย่างโรงเรียนนี่ยิ่งเหมือนยาพิษ

เพราะงั้นไอ้เรื่องเข้ากับสังคมไม่ได้ในวัยเด็กเนี่ย จะให้ฉันไปตื่นเต้นตกใจอะไรด้วยล่ะ

“...”

พอเห็นฉันฟังเรื่องราวอดีตอันดำมืดแล้วทำหน้านิ่งเฉย เอสเธอร์ก็เปลี่ยนสีหน้าเหมือนคาดไม่ถึง ดวงตาที่ดูง่วงซึมเบิกกว้างขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปนิ่งเงียบ

เพราะเป็นมนุษย์โลกที่มีเครื่องหน้าชัดเจน หญิงสาวคนนี้เลยแสดงอารมณ์ออกมาให้เห็นได้ง่ายแม้เพียงเล็กน้อย จอมเวทสาวหลุบตาลงต่ำก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย

“แล้วคุณกิรยอล่ะคะ ตอนเด็กๆ เป็นยังไง?”

เอสเธอร์กลับมาแย้มยิ้มอีกครั้ง

“พอเล่าแล้วก็ชักสงสัย ฉันก็อยากฟังเรื่องสมัยก่อนของคุณกิรยอบ้าง โดยเฉพาะตอนเด็กมากๆ ยิ่งดีเลยค่ะ”

แต่พอได้ยินประโยคถัดมา รอยยิ้มจางๆ นั้นก็พลันจางหายไปในพริบตา

“สมัยเด็ก? ถ้าเจาะจงช่วงนั้นคงไม่มีอะไรให้เล่ามากหรอกครับ”

“ทำไมคะ?”

“เพราะเป็นเด็กกำพร้า ประสบการณ์เลยไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่”

บรรยากาศเย็นเยียบ

ผู้ใช้คำสาปทำหน้าไม่ถูก รีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แต่คำขอโทษของเธอไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอะไร

ก็ฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าขอโทษตรงไหนนี่นา

‘อยู่ที่นี่ เด็กกำพร้าก็โดนมองแบบเดียวกันสินะ...’

จากคำตอบกำกวมเมื่อครู่ ความจริงแล้วมนุษย์ต่างดาวบางคนในชาติก่อนก็ไม่มีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนเหมือนกัน เหมือนกับใครบางคนเปี๊ยบ

แต่ฉันต่างจากคิมกิรยอตรงที่ไม่เคยอับอายเรื่องนี้

การไม่รู้ชาติตระกูลสำหรับฉัน มันให้ความรู้สึกพิเศษเหนือสามัญเหมือนกับ 'พัคฮยอกกอเซ' ที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าอะไรทำนองนั้น

ฉันกลับภูมิใจในชาติกำเนิดของตัวเองด้วยซ้ำ ฉันใช้ชีวิตโดยแบกความทระนงว่าตัวเองแตกต่างจากพวกปุถุชนดาษดื่นตามท้องถนนตั้งแต่กระบวนการเกิดแล้ว

และบางที เพราะเป็นแบบนั้น ถึงได้มีจุดจบแบบนี้ก็ได้

เมื่อกี้อ้างว่าป่วยเพราะงาน แต่ถ้าสืบสาวลงไปถึงต้นตอจริงๆ ชีวิตชาติก่อนของฉัน มันก็พังพินาศเพราะความยะโสโอหังนั่นแหละ