Cover

186

'แต่เอาจริงๆ ก็รู้สึกไม่ยุติธรรมนะ คนระดับฉันเนี่ย ถือว่าถ่อมตัวมากแล้วเมื่อเทียบกับพรสวรรค์ที่มี...'

อืม

อย่างว่าแหละ การที่คนมีความสามารถจะไม่ให้หยิ่งผยองเลย มันก็เป็นเรื่องยาก

ทางฝั่งนี้รำลึกถึงชาติก่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสู่บทสนทนาในปัจจุบัน

“เอาเป็นว่าด้วยเหตุผลนั้นแหละครับ ในแง่ของสามัญสำนึกผมอาจจะขาดตกบกพร่องไปหน่อย ถ้าผมพูดอะไรแปลกๆ ออกมาบ้าง ก็ขอให้เข้าใจและมองผ่านไปเถอะนะครับ”

“อะ... ได้ ได้ค่ะ”

ในอีกด้านหนึ่ง ก็ได้แต่หวังว่าจอมเวทผู้มีพรสวรรค์คนนั้น จะไม่เดินซ้ำรอยเดิมเหมือนกับใครบางคน

---

ชีวิตที่ไม่มีใครเข้าใจเลยสักคนมันเป็นยังไงนะ?

อย่างน้อยผู้หญิงที่อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ก็สามารถตอบหัวข้อนี้ได้อย่างชัดเจน

เธอบอกว่ามันเหมือนกับความรู้สึกที่ต้องไปตกลงบนดาวพฤหัสบดีด้วยร่างกายของมนุษย์โลก

เธอกล้าคิดเลยว่า มันเหมือนความรู้สึกที่ถูกพัดพาไปในทะเลไฮโดรเจนเหลวที่ไม่มีที่ให้หยั่งเท้าแม้แต่แห่งเดียว

ถ้าอย่างนั้น ทำไมตัวเธอถึงไม่ได้รับการเข้าใจล่ะ

ครั้งแรกที่รู้สึกถึงความผิดปกติคือตอนประถมศึกษาปีที่ 3

วันนั้นเป็นวันเปิดภาคเรียนใหม่ ทุกคนต้องจัดที่นั่งใหม่ และเด็กหญิงหน้าตาง่วงซึมคนนั้นก็บังเอิญได้นั่งคู่กับเพื่อนเก่าจากโรงเรียนอนุบาลภาษาอังกฤษ

ซอเอสเธอร์เป็นเด็กหน้าตาน่ารักที่มีขนตายาวงอนมาตั้งแต่เด็ก และประจวบเหมาะกับที่นักเรียนชายโต๊ะข้างๆ ก็มีผิวขาวและดั้งโด่งเป็นสันดูดี

เวลาเพื่อนในห้องเห็นเอสเธอร์อยู่กับเพื่อนข้างโต๊ะ ก็มักจะล้อเลียนว่าทั้งสองคนคบกันหรือเปล่า

“เฮ้ย! เอสเธอร์! เธอไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ทำไมยังติดกิ๊บเพชรวิบวับมาอีก? ปัญญาอ่อนชะมัด แล้วชื่อเธอก็โคตรแปลกเลยด้วย”

ด้วยความเขินอาย เด็กชายจึงแกล้งทำตัวร้ายกาจใส่เพื่อนข้างโต๊ะกลบเกลื่อน

“กรี๊ดดดด!”

“แงงงงง”

“คุณครูคะ!”

ภาคเรียนใหม่อันสดใสของชั้น ป.3/2 จบลงด้วยภาพที่น่าตกตะลึงในทันที

ในวันพุธวันหนึ่ง

นักเรียนหญิงหางตาตกคนนั้น ได้ใช้ตะเกียบเหล็กที่แจกตอนมื้อเที่ยง เจาะทะลุหลังมือของเพื่อนร่วมโต๊ะไปเสียแล้ว

.

.

.

“ทำไมทำแบบนั้นล่ะจ๊ะ?”

เอสเธอร์ในวัยเด็กอยากจะเป็นคนถามคำถามนั้นเองมากกว่า

คุณครูคะ แล้วทำไมเพื่อนข้างโต๊ะหนูถึงทำแบบนั้นล่ะคะ?

บอกว่าอย่าทำก็ยังหาเรื่องไม่หยุด แถมยังหัวเราะเยาะชื่อของหนูอีก

ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนั้นลืมความจริงที่ว่าตัวเองเคยฉีกสมุดวาดเขียนของคนอื่นตามใจชอบตอนอยู่อนุบาลไปจนหมดสิ้น

ถึงอย่างนั้น ทางนี้ก็อุตส่าห์อดทนและให้โอกาสไปตั้ง 3 ครั้งแล้วนะ

“หนูทนไม่ไหวแล้วค่ะ”

เอสเธอร์เริ่มตระหนักตั้งแต่ตอนนั้นว่า ขีดจำกัดความอดทนต่อความโกรธของเธอนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเทียบกับคนอื่นไม่ได้

เธอได้เรียนรู้ว่าคนปกติเขาไม่โกรธแค้นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปหลายปีอย่างเป็นวรรคเป็นเวร และถึงจะโมโห ก็ไม่ได้เอาตะเกียบแทงเพื่อนร่วมชั้นกัน

แต่ถึงจะเรียนรู้เรื่องนั้นไป แล้วมันเปลี่ยนแปลงอะไรได้ล่ะ?

ใช่ว่ารู้แล้วความทรงจำดีๆ มันจะแย่ลงเสียเมื่อไหร่

ความจริงแล้วปัญหาทั้งหมดที่เอสเธอร์ประสบ ล้วนเป็นลางบอกเหตุว่าเธอจะตื่นรู้พลังเวทสายคำสาป

อย่างที่มนุษย์ต่างดาวบางคนเคยกล่าวไว้ เหล่าผู้ใช้คำสาปนั้นมีนิสัยละเอียดอ่อนเปราะบางมาแต่กำเนิด และมักจะเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นฝังใจ

“เจ้าหญิงของแม่~ แม่วางข้าวเย็นไว้หน้าห้องนะลูก วันนี้อย่าลืมกินนะ เข้าใจไหม?”

คนทั่วไปมักจะแนะนำเอสเธอร์ว่าทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ให้ลืมๆ เรื่องเก่าๆ พวกนั้นไปเสียเถอะ แต่ความรู้สึกของเธอนั้นถูกสร้างมาให้ไม่สามารถละลายหายไปได้

ความรู้สึกของเอสเธอร์คือวัตถุที่เย็นเยียบและแข็งแกร่ง ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยกระแสธารของเวลา แล้วเธอจะพูดคำว่าให้อภัยได้ง่ายดายเหมือนคนอื่นได้อย่างไร

แม้ในใจจะรู้ว่ารักมากแค่ไหน แต่บางครั้งความทรงจำเก่าๆ ก็ทำให้เกลียดคนในครอบครัวขึ้นมา หากชีวิตมันยากลำบากขนาดนี้ สู้ไม่ได้รับพรสวรรค์ในการตื่นรู้มาเลยจะไม่ดีกว่าหรือ?

“.......”

แต่เอสเธอร์อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถเลือกข้อมูลทางพันธุกรรมของตัวเองได้

ดังนั้นสิ่งที่เธอเลือกได้อย่างเดียวคือการถอยออกมาจากสังคมก้าวหนึ่ง ก่อนที่เธอจะเอาตะเกียบไปเสียบเพื่อนรุ่นเดียวกันอีก

เกมออนไลน์ [SOM]

โชคดีที่โลกใบใหม่ที่เธอเข้าไปตั้งรกรากนั้น พอจะให้เธอใช้ชีวิตอยู่ได้

เพราะในที่แห่งนั้น ต่อให้ฆ่าคนที่เกลียดให้ตายสักกี่รอบก็ไม่เป็นไร

‘พอเข้ามาในที่มืดๆ ทึมๆ แบบถ้ำนี่ทีไร ก็พาลนึกถึงสมัยนั้นขึ้นมาทุกที’

ซอเอสเธอร์หวนนึกถึงสมัยเรียนแล้วก็สลัดมันออกจากหัวไป

พอลองคิดดูแล้ว ดันเจี้ยนช็อกก็นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าขอบคุณสำหรับบางคน

ตัวเธอในตอนก่อนเกิดเหตุการณ์นั้น เป็นเพียงตัวประหลาดนิสัยเสีย แต่หลังจากที่คว้าพลังมาครอง เธอก็สามารถระบายความโกรธนั้นออกมาในทางที่ดูดีขึ้นหน่อย

แม้จะมีใครเป็นห่วง แต่เอสเธอร์ก็กลายเป็นจอมเวทผู้หยิ่งยโสอย่างถึงที่สุดไปแล้ว

เธอสั่งสมบารมีอย่างไม่สิ้นสุด โดยมีความฝันว่าสักวันจะได้เป็นบุคคลที่เป็นตัวแทนของเหล่าผู้มีพลังพิเศษทุกคน

พอมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ก็เลิกโกรธเรื่องจุกจิกอย่างการกลั่นแกล้งของเพื่อนข้างโต๊ะไปเอง ชีวิตก็กลับมามีชีวาตามธรรมชาติ

ทั้งการออกรายการโทรทัศน์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของผู้ตื่นรู้ การบริหารหอคอยเวทมนตร์ นักโทษประหาร การพิชิตดันเจี้ยน และอื่นๆ อีกมากมาย

“.......”

ทุกอย่างทำไปด้วยความตั้งใจของตัวเอง จึงไม่มีความเสียใจใดๆ

“แค่ก”

เสียงไอ ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

เอสเธอร์หลับตาแน่นแล้วหยุดเดิน

ตอนนี้พวกเธออยู่กลางถ้ำที่ไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน แถมเธอกับเพื่อนร่วมทางก็เพิ่งลุกขึ้นมาเริ่มเดินต่อได้ประมาณ 30 นาที

ภาพของคนเลือดเย็นที่ดูเหมือนต่อให้เอาดาบสั้นกรีดเนื้อก็คงไม่มีเลือดไหลสักหยด กลับกำลังกระอักเลือดออกมาอย่างหนัก ปรากฏขึ้นในความเป็นจริง

‘นั่นคือผลข้างเคียงจากการทำงานเหรอ แสดงว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นในเกตระดับ S ของญี่ปุ่นแน่ๆ...’

ถ้าเป็นปกติ เธอคงจะแอบดีใจอย่างเจ้าเล่ห์ที่ได้รู้จุดอ่อนของผู้แข็งแกร่งจากสภาพแบบนั้น แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับทำให้รู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

ทำไมตอนนี้ถึงไม่รู้สึกแบบนั้นกันนะ?

-ยังไงก็เป็นห่วงครับ เห็นคุณเอสเธอร์ฮันเตอร์ดูหักโหมอยู่ตลอด

เพราะคิมกิรยอพูดแบบนี้เหรอ?

-วัยเด็ก? ถ้าเจาะลึกไปถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรให้เล่ามากหรอกครับ เป็นเด็กกำพร้า ประสบการณ์เลยไม่ได้หลากหลายเท่าไหร่

หรือเพราะเกิดความสงสารจากคำพูดพรรค์นี้?

คงไม่ใช่ทั้งหมดนั่นหรอก

ความจริงแล้ว ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปเพราะแววตาของเขาตอนที่เธอเล่าเรื่องสมัยเรียนให้ฟังต่างหาก

พอได้ยินว่าหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เคยเป็นพวกเก็บตัวขลุกอยู่แต่ในห้อง ผู้คนมักจะตอบกลับด้วยคำประจบผสมความตกใจว่า ‘ก็เป็นไปได้นะครับ’ ‘ตอนนี้ร่าเริงก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ’ ‘ผมเองก็ชอบเล่นเกมเหมือนกัน’

แต่คิมกิรยอนั้นต่างออกไป

เขา...

เขาได้ส่งสายตาที่แห้งผากอย่างถึงที่สุดมาให้ สายตาแบบที่แม้แต่ครอบครัวของผู้ใช้คำสาปคนหนึ่งยังไม่เคยส่งมาให้ด้วยซ้ำ

เป็นแค่สัญชาตญาณ แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงดูเหมือนจะเข้าใจช่วงชีวิตวัยเรียนที่ล้มเหลวของใครบางคนจากใจจริง ต่างจากมนุษย์มากมายพวกนั้น

“แค่ก, แค่ก”

ถ้าอย่างนั้น เอสเธอร์ประทับใจในความเข้าใจของกิรยอหรือเปล่า?

น่าเสียดายที่คำตอบคือไม่ แน่นอนว่าเอสเธอร์มักตั้งคำถามกับนิสัยขวางโลกของตัวเองบ่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าจะต้องการคนเข้าใจเสียหน่อย

เอสเธอร์กลับรู้สึกไม่สบอารมณ์กับบทสนทนาเมื่อครู่ด้วยซ้ำ พออยู่ต่อหน้าคิมกิรยอทีไร จะรู้สึกเหมือนจุดอ่อนถูกเปิดโปงจนต้องระแวงและระวังตัว

อาจจะเป็นเพราะแบบนั้นก็ได้

ผู้ชายคนนั้นดูยังไงก็ไม่เหมือนคนอ่อนแอ เพราะไอ้ความหยั่งรู้ที่เหมือนสัตว์ประหลาดนั่น ถึงจะเห็นภาพเขากระอักเลือด ก็เลยไม่รู้สึกว่าเขามีจุดอ่อนเลยสักนิด

“อ่า ขอโทษครับ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เดินต่อเถอะครับ...”

เอสเธอร์เดินหน้าพิชิตดันเจี้ยนต่อด้วยความรู้สึกซับซ้อน

เดินมา 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง และยาวนานถึง 5 ชั่วโมง ก็ยังไม่เห็นทางออก จนเริ่มมีความกังวลอื่นเข้ามาแทนที่

‘เข้ามาโดยแทบไม่ได้คิดอะไร พกของมาแค่นิดเดียว ถ้าติดอยู่นานกว่านี้คงแย่แน่’

โครกกกก

ว่าแล้วความหิวก็เริ่มจู่โจม

ช่วงหลังมานี้ดันเจี้ยนมักจะมีระยะทางยาวไกล เทรนด์การพกเสบียงฉุกเฉินในหมู่ฮันเตอร์จึงเป็นที่นิยม แต่เพราะเป็นเกตระดับ F เธอเลยประมาทไป

หรือว่าเธอจะต้องอดตายก่อนจะได้เห็นหน้าบอสกันนะ?

“เอสเธอร์ฮันเตอร์ หิวหรือเปล่าครับ?”

“คะ คือว่า...”

ตอนนั้นเอง

ผู้ชายที่เดินตามมาเงียบๆ ก็เร่งฝีเท้าขึ้น แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ

มันคือขนมช็อกโกแลตที่อยู่ในห่อ

“จำไม่ได้ว่าซื้อมาเมื่อไหร่ แต่พอลองค้นกระเป๋าดูมันก็มีอยู่น่ะครับ สงสัยจะเหมามาตอนร้านสะดวกซื้อลดราคา แล้วเสียดายค่าถุงเลยยัดใส่ไว้ในนี้มั้งครับ”

“คุณพระช่วย! โชคดีจังเลยค่ะ ว่าแต่ให้ฉันกินด้วยได้จริงๆ เหรอคะ?”

“ได้สิครับ มีอยู่เยอะพอสมควร แต่เผื่อไว้ก่อน ช่วยกินอย่างประหยัดหน่อยนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

จ๊อกกก

เอสเธอร์ค่อยๆ เล็มขนมที่เขาแบ่งให้ทีละนิดเพื่อสงบเสียงร้องของท้อง พอได้รับน้ำตาลเข้าไป อารมณ์ก็เริ่มดีขึ้น

---

...ทว่า หนึ่งวันหลังจากนั้น

“โอ๊ย! หงุดหงิดชะมัด!”

ตู้ม!

เสียงระเบิดกึกก้องดังสนั่นในถ้ำมืด

“คุณเอสเธอร์ เข้าใจความรู้สึกนะครับ แต่ถ้าอาละวาดแบบนั้นมันจะยิ่งเปลืองแรง...”

ผู้พิชิตที่ติดอยู่ในถ้ำเดินทัพมาเป็นเวลารวมกว่า 20 ชั่วโมงแล้ว และได้รู้ความจริงว่าถ้ำนี้มีความยาวมหาศาลจริงๆ

และจุดนี้เองที่กลายเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของฮันเตอร์ระดับ S ในทันที ความจริงแล้วผู้ตื่นรู้ระดับสูงของมนุษยชาตินั้นมีการเผาผลาญพลังงานสูงกว่าคนทั่วไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกเครื่องยนต์กินน้ำมันนั่นแหละ

‘หิว! แสบท้องจะตายอยู่แล้ว ถ้ำบ้านี่มันจะยาวไปถึงไหนกันเนี่ย ไปถึงไหน!’

เอสเธอร์ระบายอารมณ์ใส่สัตว์อสูรโครงกระดูกที่ขวางทางขณะเดินหน้าไป

กิรยอร่างกายไม่ค่อยดีต้องงดกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะ ตอนนี้เลยต้องใช้แผนให้เธอแบกเพื่อนร่วมทีมแล้ววิ่งเต็มสปีดดู

ฮันเตอร์ระดับ S แค่วิ่งไม่ได้ใช้พลังกายเท่าไหร่ เอสเธอร์จึงดื่มแค่น้ำหวานแล้ววิ่งตะบึงมาถึง 2 ชั่วโมงเต็มๆ

“ฮือออ...”

อย่างที่เห็น วันนี้ก็ยังหาทางออกไม่เจอ

ไม่รู้เลยว่าจุดสิ้นสุดของถ้ำนี้อยู่ตรงไหน สถานการณ์ตอนนี้เริ่มสัมผัสได้ถึงความกลัวที่เลือนราง

แต่ยังพอไหว โครงสร้างของที่นี่มีน้ำพุวางไว้เป็นระยะๆ อย่างน้อยก็ไม่มีทางขาดน้ำตาย

-ป๊อก!

เอสเธอร์ตัดสินใจลองเติมพลังงานด้วยโพชั่นที่พกติดตัวตลอดเวลา อย่างน้อยก็น่าจะมีสารอาหารมากกว่าน้ำเปล่าล่ะนะ

เริ่มจากโพชั่นแก้พิษที่ราคาค่อนข้างถูก

ต่อมาคือมานาโพชั่น

...และสุดท้าย ตอนที่เปิดขวดยาฟื้นฟูระดับสูงสุดที่หวงแหนนักหนาออกมากิน คือช่วงเวลาที่ผ่านไปประมาณสองวันกับอีกสิบเจ็ดชั่วโมงนับตั้งแต่เข้ามาในดันเจี้ยน

“เหอะ”

ตอนนี้เอสเธอร์ขยับขาไปมาอย่างเหม่อลอยราวกับเครื่องจักร เธอมองผ่านดวงตาที่พร่ามัวพลางคิดในใจ

อยากฆ่าให้ตาย

ไม่รู้ว่าประธานของประโยคนี้คือตัวอะไร แต่ถ้าคนสร้างดันเจี้ยนนี้มีตัวตนล่ะก็ แม่จะฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ ให้ตายคามือเลย

“อ่า น้ำพุตรงนี้ก็น้ำสะอาดครับ ดื่มได้อย่างสบายใจเลย”

ตอนนี้การดื่มน้ำให้อิ่มมันก็ถึงขีดจำกัดแล้วนะ!

‘น้ำตาลตก สมองเหมือนถูกบีบจนตื้อไปหมด’

พอสารอาหารเริ่มขาดแคลน ร่างกายก็เริ่มกัดกินเนื้อตัวเองเพื่อรักษาชีวิต และความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำนี้มันเหนือจินตนาการจริงๆ

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จะกลายเป็นระดับ S คนแรกที่ตายในเกตระดับ F หรือเปล่านะ?

เอสเธอร์รู้สึกหน้ามืด เธออดทนอยู่พักใหญ่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เอ่อ คือว่า คุณกิรยอคะ ขอโทษจริงๆ นะคะ คุกกี้นั่นขอกินตอนนี้อีกสักชิ้นไม่ได้เหรอคะ? อึก ถึงจะได้รับส่วนของวันนี้มาแล้วก็เถอะ แต่ขอเบิกส่วนของรอบหน้ามาล่วงหน้า...”

เพื่อนร่วมทางที่อยู่ข้างๆ คอยแบ่งขนมช็อกโกแลตให้ทุกๆ 12 ชั่วโมง แต่คิดดูแล้ว ปริมาณแค่นี้มันทนไม่ไหวจริงๆ นี่นา

“ตอนนี้เกือบจะหมดแล้วนะครับ”

“คะ?!”

“ใจเย็นๆ ครับ ถึงยังไงก็ยังมีพอให้คุณเอสเธอร์อยู่ได้อีกวันหนึ่ง”

ช่วยไม่ได้นะ

ผู้ชายคนนั้นพึมพำสั้นๆ ก่อนจะล้วงกระเป๋าแล้วยื่นขนมที่เหลือทั้งหมดให้อีกฝ่าย

“เอ้านี่ครับ รวมมื้อเย็นกับมื้อเช้าพรุ่งนี้ นี่คือทั้งหมดแล้ว”

นี่คือสุดท้ายแล้วเหรอ

จะว่าไป แค่มีบิสกิตอยู่ในเสื้อคลุมของเขาก็นับว่าเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว แต่ทว่า...

“เอ๊ะ”

ตอนนั้นเอง

เอสเธอร์ได้สติขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วพูดกับเพื่อนร่วมทาง

“เดี๋ยวก่อนนะคะ ถ้าให้ฉันมาทั้ง 2 อันแบบนี้จะทำยังไงคะ ส่วนของคุณกิรยอไม่มีแล้วนี่นา คุณกิรยอก็ต้องกินอันหนึ่งสิคะ”

ทันใดนั้น เสียงอันราบเรียบของระดับ S ลำดับที่สี่ก็ดังก้องไปทั่วถ้ำอย่างช้าๆ

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องนั้นผมโกหก”

“คะ?”

“ผมคำนวณส่วนของคุณเอสเธอร์ไว้ตลอดอยู่แล้วครับ ไม่ได้คิดว่าเป็นของตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว เพราะงั้นกินเถอะครับ”

“...?”

“ถ้าต้องมาเถียงกันเรื่องของกินทุกมื้อเดี๋ยวจะหมดแรงเปล่าๆ ผมเลยบอกว่าแบ่งกันกินไปส่งเดช... ไม่สิ เดี๋ยวครับ คุณจะมาสูญเสียเกลือแร่โดยใช่เหตุทำไม ตอนนี้คุณกำลังทำอะไร...”

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

186

20px

'แต่เอาจริงๆ ก็รู้สึกไม่ยุติธรรมนะ คนระดับฉันเนี่ย ถือว่าถ่อมตัวมากแล้วเมื่อเทียบกับพรสวรรค์ที่มี...'

อืม

อย่างว่าแหละ การที่คนมีความสามารถจะไม่ให้หยิ่งผยองเลย มันก็เป็นเรื่องยาก

ทางฝั่งนี้รำลึกถึงชาติก่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสู่บทสนทนาในปัจจุบัน

“เอาเป็นว่าด้วยเหตุผลนั้นแหละครับ ในแง่ของสามัญสำนึกผมอาจจะขาดตกบกพร่องไปหน่อย ถ้าผมพูดอะไรแปลกๆ ออกมาบ้าง ก็ขอให้เข้าใจและมองผ่านไปเถอะนะครับ”

“อะ... ได้ ได้ค่ะ”

ในอีกด้านหนึ่ง ก็ได้แต่หวังว่าจอมเวทผู้มีพรสวรรค์คนนั้น จะไม่เดินซ้ำรอยเดิมเหมือนกับใครบางคน

---

ชีวิตที่ไม่มีใครเข้าใจเลยสักคนมันเป็นยังไงนะ?

อย่างน้อยผู้หญิงที่อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ก็สามารถตอบหัวข้อนี้ได้อย่างชัดเจน

เธอบอกว่ามันเหมือนกับความรู้สึกที่ต้องไปตกลงบนดาวพฤหัสบดีด้วยร่างกายของมนุษย์โลก

เธอกล้าคิดเลยว่า มันเหมือนความรู้สึกที่ถูกพัดพาไปในทะเลไฮโดรเจนเหลวที่ไม่มีที่ให้หยั่งเท้าแม้แต่แห่งเดียว

ถ้าอย่างนั้น ทำไมตัวเธอถึงไม่ได้รับการเข้าใจล่ะ

ครั้งแรกที่รู้สึกถึงความผิดปกติคือตอนประถมศึกษาปีที่ 3

วันนั้นเป็นวันเปิดภาคเรียนใหม่ ทุกคนต้องจัดที่นั่งใหม่ และเด็กหญิงหน้าตาง่วงซึมคนนั้นก็บังเอิญได้นั่งคู่กับเพื่อนเก่าจากโรงเรียนอนุบาลภาษาอังกฤษ

ซอเอสเธอร์เป็นเด็กหน้าตาน่ารักที่มีขนตายาวงอนมาตั้งแต่เด็ก และประจวบเหมาะกับที่นักเรียนชายโต๊ะข้างๆ ก็มีผิวขาวและดั้งโด่งเป็นสันดูดี

เวลาเพื่อนในห้องเห็นเอสเธอร์อยู่กับเพื่อนข้างโต๊ะ ก็มักจะล้อเลียนว่าทั้งสองคนคบกันหรือเปล่า

“เฮ้ย! เอสเธอร์! เธอไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ทำไมยังติดกิ๊บเพชรวิบวับมาอีก? ปัญญาอ่อนชะมัด แล้วชื่อเธอก็โคตรแปลกเลยด้วย”

ด้วยความเขินอาย เด็กชายจึงแกล้งทำตัวร้ายกาจใส่เพื่อนข้างโต๊ะกลบเกลื่อน

“กรี๊ดดดด!”

“แงงงงง”

“คุณครูคะ!”

ภาคเรียนใหม่อันสดใสของชั้น ป.3/2 จบลงด้วยภาพที่น่าตกตะลึงในทันที

ในวันพุธวันหนึ่ง

นักเรียนหญิงหางตาตกคนนั้น ได้ใช้ตะเกียบเหล็กที่แจกตอนมื้อเที่ยง เจาะทะลุหลังมือของเพื่อนร่วมโต๊ะไปเสียแล้ว

.

.

.

“ทำไมทำแบบนั้นล่ะจ๊ะ?”

เอสเธอร์ในวัยเด็กอยากจะเป็นคนถามคำถามนั้นเองมากกว่า

คุณครูคะ แล้วทำไมเพื่อนข้างโต๊ะหนูถึงทำแบบนั้นล่ะคะ?

บอกว่าอย่าทำก็ยังหาเรื่องไม่หยุด แถมยังหัวเราะเยาะชื่อของหนูอีก

ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนั้นลืมความจริงที่ว่าตัวเองเคยฉีกสมุดวาดเขียนของคนอื่นตามใจชอบตอนอยู่อนุบาลไปจนหมดสิ้น

ถึงอย่างนั้น ทางนี้ก็อุตส่าห์อดทนและให้โอกาสไปตั้ง 3 ครั้งแล้วนะ

“หนูทนไม่ไหวแล้วค่ะ”

เอสเธอร์เริ่มตระหนักตั้งแต่ตอนนั้นว่า ขีดจำกัดความอดทนต่อความโกรธของเธอนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเทียบกับคนอื่นไม่ได้

เธอได้เรียนรู้ว่าคนปกติเขาไม่โกรธแค้นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปหลายปีอย่างเป็นวรรคเป็นเวร และถึงจะโมโห ก็ไม่ได้เอาตะเกียบแทงเพื่อนร่วมชั้นกัน

แต่ถึงจะเรียนรู้เรื่องนั้นไป แล้วมันเปลี่ยนแปลงอะไรได้ล่ะ?

ใช่ว่ารู้แล้วความทรงจำดีๆ มันจะแย่ลงเสียเมื่อไหร่

ความจริงแล้วปัญหาทั้งหมดที่เอสเธอร์ประสบ ล้วนเป็นลางบอกเหตุว่าเธอจะตื่นรู้พลังเวทสายคำสาป

อย่างที่มนุษย์ต่างดาวบางคนเคยกล่าวไว้ เหล่าผู้ใช้คำสาปนั้นมีนิสัยละเอียดอ่อนเปราะบางมาแต่กำเนิด และมักจะเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นฝังใจ

“เจ้าหญิงของแม่~ แม่วางข้าวเย็นไว้หน้าห้องนะลูก วันนี้อย่าลืมกินนะ เข้าใจไหม?”

คนทั่วไปมักจะแนะนำเอสเธอร์ว่าทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ให้ลืมๆ เรื่องเก่าๆ พวกนั้นไปเสียเถอะ แต่ความรู้สึกของเธอนั้นถูกสร้างมาให้ไม่สามารถละลายหายไปได้

ความรู้สึกของเอสเธอร์คือวัตถุที่เย็นเยียบและแข็งแกร่ง ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยกระแสธารของเวลา แล้วเธอจะพูดคำว่าให้อภัยได้ง่ายดายเหมือนคนอื่นได้อย่างไร

แม้ในใจจะรู้ว่ารักมากแค่ไหน แต่บางครั้งความทรงจำเก่าๆ ก็ทำให้เกลียดคนในครอบครัวขึ้นมา หากชีวิตมันยากลำบากขนาดนี้ สู้ไม่ได้รับพรสวรรค์ในการตื่นรู้มาเลยจะไม่ดีกว่าหรือ?

“.......”

แต่เอสเธอร์อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถเลือกข้อมูลทางพันธุกรรมของตัวเองได้

ดังนั้นสิ่งที่เธอเลือกได้อย่างเดียวคือการถอยออกมาจากสังคมก้าวหนึ่ง ก่อนที่เธอจะเอาตะเกียบไปเสียบเพื่อนรุ่นเดียวกันอีก

เกมออนไลน์ [SOM]

โชคดีที่โลกใบใหม่ที่เธอเข้าไปตั้งรกรากนั้น พอจะให้เธอใช้ชีวิตอยู่ได้

เพราะในที่แห่งนั้น ต่อให้ฆ่าคนที่เกลียดให้ตายสักกี่รอบก็ไม่เป็นไร

‘พอเข้ามาในที่มืดๆ ทึมๆ แบบถ้ำนี่ทีไร ก็พาลนึกถึงสมัยนั้นขึ้นมาทุกที’

ซอเอสเธอร์หวนนึกถึงสมัยเรียนแล้วก็สลัดมันออกจากหัวไป

พอลองคิดดูแล้ว ดันเจี้ยนช็อกก็นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าขอบคุณสำหรับบางคน

ตัวเธอในตอนก่อนเกิดเหตุการณ์นั้น เป็นเพียงตัวประหลาดนิสัยเสีย แต่หลังจากที่คว้าพลังมาครอง เธอก็สามารถระบายความโกรธนั้นออกมาในทางที่ดูดีขึ้นหน่อย

แม้จะมีใครเป็นห่วง แต่เอสเธอร์ก็กลายเป็นจอมเวทผู้หยิ่งยโสอย่างถึงที่สุดไปแล้ว

เธอสั่งสมบารมีอย่างไม่สิ้นสุด โดยมีความฝันว่าสักวันจะได้เป็นบุคคลที่เป็นตัวแทนของเหล่าผู้มีพลังพิเศษทุกคน

พอมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ก็เลิกโกรธเรื่องจุกจิกอย่างการกลั่นแกล้งของเพื่อนข้างโต๊ะไปเอง ชีวิตก็กลับมามีชีวาตามธรรมชาติ

ทั้งการออกรายการโทรทัศน์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของผู้ตื่นรู้ การบริหารหอคอยเวทมนตร์ นักโทษประหาร การพิชิตดันเจี้ยน และอื่นๆ อีกมากมาย

“.......”

ทุกอย่างทำไปด้วยความตั้งใจของตัวเอง จึงไม่มีความเสียใจใดๆ

“แค่ก”

เสียงไอ ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

เอสเธอร์หลับตาแน่นแล้วหยุดเดิน

ตอนนี้พวกเธออยู่กลางถ้ำที่ไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน แถมเธอกับเพื่อนร่วมทางก็เพิ่งลุกขึ้นมาเริ่มเดินต่อได้ประมาณ 30 นาที

ภาพของคนเลือดเย็นที่ดูเหมือนต่อให้เอาดาบสั้นกรีดเนื้อก็คงไม่มีเลือดไหลสักหยด กลับกำลังกระอักเลือดออกมาอย่างหนัก ปรากฏขึ้นในความเป็นจริง

‘นั่นคือผลข้างเคียงจากการทำงานเหรอ แสดงว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นในเกตระดับ S ของญี่ปุ่นแน่ๆ...’

ถ้าเป็นปกติ เธอคงจะแอบดีใจอย่างเจ้าเล่ห์ที่ได้รู้จุดอ่อนของผู้แข็งแกร่งจากสภาพแบบนั้น แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับทำให้รู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

ทำไมตอนนี้ถึงไม่รู้สึกแบบนั้นกันนะ?

-ยังไงก็เป็นห่วงครับ เห็นคุณเอสเธอร์ฮันเตอร์ดูหักโหมอยู่ตลอด

เพราะคิมกิรยอพูดแบบนี้เหรอ?

-วัยเด็ก? ถ้าเจาะลึกไปถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรให้เล่ามากหรอกครับ เป็นเด็กกำพร้า ประสบการณ์เลยไม่ได้หลากหลายเท่าไหร่

หรือเพราะเกิดความสงสารจากคำพูดพรรค์นี้?

คงไม่ใช่ทั้งหมดนั่นหรอก

ความจริงแล้ว ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปเพราะแววตาของเขาตอนที่เธอเล่าเรื่องสมัยเรียนให้ฟังต่างหาก

พอได้ยินว่าหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เคยเป็นพวกเก็บตัวขลุกอยู่แต่ในห้อง ผู้คนมักจะตอบกลับด้วยคำประจบผสมความตกใจว่า ‘ก็เป็นไปได้นะครับ’ ‘ตอนนี้ร่าเริงก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ’ ‘ผมเองก็ชอบเล่นเกมเหมือนกัน’

แต่คิมกิรยอนั้นต่างออกไป

เขา...

เขาได้ส่งสายตาที่แห้งผากอย่างถึงที่สุดมาให้ สายตาแบบที่แม้แต่ครอบครัวของผู้ใช้คำสาปคนหนึ่งยังไม่เคยส่งมาให้ด้วยซ้ำ

เป็นแค่สัญชาตญาณ แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงดูเหมือนจะเข้าใจช่วงชีวิตวัยเรียนที่ล้มเหลวของใครบางคนจากใจจริง ต่างจากมนุษย์มากมายพวกนั้น

“แค่ก, แค่ก”

ถ้าอย่างนั้น เอสเธอร์ประทับใจในความเข้าใจของกิรยอหรือเปล่า?

น่าเสียดายที่คำตอบคือไม่ แน่นอนว่าเอสเธอร์มักตั้งคำถามกับนิสัยขวางโลกของตัวเองบ่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าจะต้องการคนเข้าใจเสียหน่อย

เอสเธอร์กลับรู้สึกไม่สบอารมณ์กับบทสนทนาเมื่อครู่ด้วยซ้ำ พออยู่ต่อหน้าคิมกิรยอทีไร จะรู้สึกเหมือนจุดอ่อนถูกเปิดโปงจนต้องระแวงและระวังตัว

อาจจะเป็นเพราะแบบนั้นก็ได้

ผู้ชายคนนั้นดูยังไงก็ไม่เหมือนคนอ่อนแอ เพราะไอ้ความหยั่งรู้ที่เหมือนสัตว์ประหลาดนั่น ถึงจะเห็นภาพเขากระอักเลือด ก็เลยไม่รู้สึกว่าเขามีจุดอ่อนเลยสักนิด

“อ่า ขอโทษครับ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เดินต่อเถอะครับ...”

เอสเธอร์เดินหน้าพิชิตดันเจี้ยนต่อด้วยความรู้สึกซับซ้อน

เดินมา 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง และยาวนานถึง 5 ชั่วโมง ก็ยังไม่เห็นทางออก จนเริ่มมีความกังวลอื่นเข้ามาแทนที่

‘เข้ามาโดยแทบไม่ได้คิดอะไร พกของมาแค่นิดเดียว ถ้าติดอยู่นานกว่านี้คงแย่แน่’

โครกกกก

ว่าแล้วความหิวก็เริ่มจู่โจม

ช่วงหลังมานี้ดันเจี้ยนมักจะมีระยะทางยาวไกล เทรนด์การพกเสบียงฉุกเฉินในหมู่ฮันเตอร์จึงเป็นที่นิยม แต่เพราะเป็นเกตระดับ F เธอเลยประมาทไป

หรือว่าเธอจะต้องอดตายก่อนจะได้เห็นหน้าบอสกันนะ?

“เอสเธอร์ฮันเตอร์ หิวหรือเปล่าครับ?”

“คะ คือว่า...”

ตอนนั้นเอง

ผู้ชายที่เดินตามมาเงียบๆ ก็เร่งฝีเท้าขึ้น แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ

มันคือขนมช็อกโกแลตที่อยู่ในห่อ

“จำไม่ได้ว่าซื้อมาเมื่อไหร่ แต่พอลองค้นกระเป๋าดูมันก็มีอยู่น่ะครับ สงสัยจะเหมามาตอนร้านสะดวกซื้อลดราคา แล้วเสียดายค่าถุงเลยยัดใส่ไว้ในนี้มั้งครับ”

“คุณพระช่วย! โชคดีจังเลยค่ะ ว่าแต่ให้ฉันกินด้วยได้จริงๆ เหรอคะ?”

“ได้สิครับ มีอยู่เยอะพอสมควร แต่เผื่อไว้ก่อน ช่วยกินอย่างประหยัดหน่อยนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

จ๊อกกก

เอสเธอร์ค่อยๆ เล็มขนมที่เขาแบ่งให้ทีละนิดเพื่อสงบเสียงร้องของท้อง พอได้รับน้ำตาลเข้าไป อารมณ์ก็เริ่มดีขึ้น

---

...ทว่า หนึ่งวันหลังจากนั้น

“โอ๊ย! หงุดหงิดชะมัด!”

ตู้ม!

เสียงระเบิดกึกก้องดังสนั่นในถ้ำมืด

“คุณเอสเธอร์ เข้าใจความรู้สึกนะครับ แต่ถ้าอาละวาดแบบนั้นมันจะยิ่งเปลืองแรง...”

ผู้พิชิตที่ติดอยู่ในถ้ำเดินทัพมาเป็นเวลารวมกว่า 20 ชั่วโมงแล้ว และได้รู้ความจริงว่าถ้ำนี้มีความยาวมหาศาลจริงๆ

และจุดนี้เองที่กลายเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของฮันเตอร์ระดับ S ในทันที ความจริงแล้วผู้ตื่นรู้ระดับสูงของมนุษยชาตินั้นมีการเผาผลาญพลังงานสูงกว่าคนทั่วไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกเครื่องยนต์กินน้ำมันนั่นแหละ

‘หิว! แสบท้องจะตายอยู่แล้ว ถ้ำบ้านี่มันจะยาวไปถึงไหนกันเนี่ย ไปถึงไหน!’

เอสเธอร์ระบายอารมณ์ใส่สัตว์อสูรโครงกระดูกที่ขวางทางขณะเดินหน้าไป

กิรยอร่างกายไม่ค่อยดีต้องงดกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะ ตอนนี้เลยต้องใช้แผนให้เธอแบกเพื่อนร่วมทีมแล้ววิ่งเต็มสปีดดู

ฮันเตอร์ระดับ S แค่วิ่งไม่ได้ใช้พลังกายเท่าไหร่ เอสเธอร์จึงดื่มแค่น้ำหวานแล้ววิ่งตะบึงมาถึง 2 ชั่วโมงเต็มๆ

“ฮือออ...”

อย่างที่เห็น วันนี้ก็ยังหาทางออกไม่เจอ

ไม่รู้เลยว่าจุดสิ้นสุดของถ้ำนี้อยู่ตรงไหน สถานการณ์ตอนนี้เริ่มสัมผัสได้ถึงความกลัวที่เลือนราง

แต่ยังพอไหว โครงสร้างของที่นี่มีน้ำพุวางไว้เป็นระยะๆ อย่างน้อยก็ไม่มีทางขาดน้ำตาย

-ป๊อก!

เอสเธอร์ตัดสินใจลองเติมพลังงานด้วยโพชั่นที่พกติดตัวตลอดเวลา อย่างน้อยก็น่าจะมีสารอาหารมากกว่าน้ำเปล่าล่ะนะ

เริ่มจากโพชั่นแก้พิษที่ราคาค่อนข้างถูก

ต่อมาคือมานาโพชั่น

...และสุดท้าย ตอนที่เปิดขวดยาฟื้นฟูระดับสูงสุดที่หวงแหนนักหนาออกมากิน คือช่วงเวลาที่ผ่านไปประมาณสองวันกับอีกสิบเจ็ดชั่วโมงนับตั้งแต่เข้ามาในดันเจี้ยน

“เหอะ”

ตอนนี้เอสเธอร์ขยับขาไปมาอย่างเหม่อลอยราวกับเครื่องจักร เธอมองผ่านดวงตาที่พร่ามัวพลางคิดในใจ

อยากฆ่าให้ตาย

ไม่รู้ว่าประธานของประโยคนี้คือตัวอะไร แต่ถ้าคนสร้างดันเจี้ยนนี้มีตัวตนล่ะก็ แม่จะฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ ให้ตายคามือเลย

“อ่า น้ำพุตรงนี้ก็น้ำสะอาดครับ ดื่มได้อย่างสบายใจเลย”

ตอนนี้การดื่มน้ำให้อิ่มมันก็ถึงขีดจำกัดแล้วนะ!

‘น้ำตาลตก สมองเหมือนถูกบีบจนตื้อไปหมด’

พอสารอาหารเริ่มขาดแคลน ร่างกายก็เริ่มกัดกินเนื้อตัวเองเพื่อรักษาชีวิต และความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำนี้มันเหนือจินตนาการจริงๆ

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จะกลายเป็นระดับ S คนแรกที่ตายในเกตระดับ F หรือเปล่านะ?

เอสเธอร์รู้สึกหน้ามืด เธออดทนอยู่พักใหญ่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เอ่อ คือว่า คุณกิรยอคะ ขอโทษจริงๆ นะคะ คุกกี้นั่นขอกินตอนนี้อีกสักชิ้นไม่ได้เหรอคะ? อึก ถึงจะได้รับส่วนของวันนี้มาแล้วก็เถอะ แต่ขอเบิกส่วนของรอบหน้ามาล่วงหน้า...”

เพื่อนร่วมทางที่อยู่ข้างๆ คอยแบ่งขนมช็อกโกแลตให้ทุกๆ 12 ชั่วโมง แต่คิดดูแล้ว ปริมาณแค่นี้มันทนไม่ไหวจริงๆ นี่นา

“ตอนนี้เกือบจะหมดแล้วนะครับ”

“คะ?!”

“ใจเย็นๆ ครับ ถึงยังไงก็ยังมีพอให้คุณเอสเธอร์อยู่ได้อีกวันหนึ่ง”

ช่วยไม่ได้นะ

ผู้ชายคนนั้นพึมพำสั้นๆ ก่อนจะล้วงกระเป๋าแล้วยื่นขนมที่เหลือทั้งหมดให้อีกฝ่าย

“เอ้านี่ครับ รวมมื้อเย็นกับมื้อเช้าพรุ่งนี้ นี่คือทั้งหมดแล้ว”

นี่คือสุดท้ายแล้วเหรอ

จะว่าไป แค่มีบิสกิตอยู่ในเสื้อคลุมของเขาก็นับว่าเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว แต่ทว่า...

“เอ๊ะ”

ตอนนั้นเอง

เอสเธอร์ได้สติขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วพูดกับเพื่อนร่วมทาง

“เดี๋ยวก่อนนะคะ ถ้าให้ฉันมาทั้ง 2 อันแบบนี้จะทำยังไงคะ ส่วนของคุณกิรยอไม่มีแล้วนี่นา คุณกิรยอก็ต้องกินอันหนึ่งสิคะ”

ทันใดนั้น เสียงอันราบเรียบของระดับ S ลำดับที่สี่ก็ดังก้องไปทั่วถ้ำอย่างช้าๆ

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องนั้นผมโกหก”

“คะ?”

“ผมคำนวณส่วนของคุณเอสเธอร์ไว้ตลอดอยู่แล้วครับ ไม่ได้คิดว่าเป็นของตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว เพราะงั้นกินเถอะครับ”

“...?”

“ถ้าต้องมาเถียงกันเรื่องของกินทุกมื้อเดี๋ยวจะหมดแรงเปล่าๆ ผมเลยบอกว่าแบ่งกันกินไปส่งเดช... ไม่สิ เดี๋ยวครับ คุณจะมาสูญเสียเกลือแร่โดยใช่เหตุทำไม ตอนนี้คุณกำลังทำอะไร...”