'แต่เอาจริงๆ ก็รู้สึกไม่ยุติธรรมนะ คนระดับฉันเนี่ย ถือว่าถ่อมตัวมากแล้วเมื่อเทียบกับพรสวรรค์ที่มี...'
อืม
อย่างว่าแหละ การที่คนมีความสามารถจะไม่ให้หยิ่งผยองเลย มันก็เป็นเรื่องยาก
ทางฝั่งนี้รำลึกถึงชาติก่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสู่บทสนทนาในปัจจุบัน
“เอาเป็นว่าด้วยเหตุผลนั้นแหละครับ ในแง่ของสามัญสำนึกผมอาจจะขาดตกบกพร่องไปหน่อย ถ้าผมพูดอะไรแปลกๆ ออกมาบ้าง ก็ขอให้เข้าใจและมองผ่านไปเถอะนะครับ”
“อะ... ได้ ได้ค่ะ”
ในอีกด้านหนึ่ง ก็ได้แต่หวังว่าจอมเวทผู้มีพรสวรรค์คนนั้น จะไม่เดินซ้ำรอยเดิมเหมือนกับใครบางคน
---
ชีวิตที่ไม่มีใครเข้าใจเลยสักคนมันเป็นยังไงนะ?
อย่างน้อยผู้หญิงที่อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ก็สามารถตอบหัวข้อนี้ได้อย่างชัดเจน
เธอบอกว่ามันเหมือนกับความรู้สึกที่ต้องไปตกลงบนดาวพฤหัสบดีด้วยร่างกายของมนุษย์โลก
เธอกล้าคิดเลยว่า มันเหมือนความรู้สึกที่ถูกพัดพาไปในทะเลไฮโดรเจนเหลวที่ไม่มีที่ให้หยั่งเท้าแม้แต่แห่งเดียว
ถ้าอย่างนั้น ทำไมตัวเธอถึงไม่ได้รับการเข้าใจล่ะ
ครั้งแรกที่รู้สึกถึงความผิดปกติคือตอนประถมศึกษาปีที่ 3
วันนั้นเป็นวันเปิดภาคเรียนใหม่ ทุกคนต้องจัดที่นั่งใหม่ และเด็กหญิงหน้าตาง่วงซึมคนนั้นก็บังเอิญได้นั่งคู่กับเพื่อนเก่าจากโรงเรียนอนุบาลภาษาอังกฤษ
ซอเอสเธอร์เป็นเด็กหน้าตาน่ารักที่มีขนตายาวงอนมาตั้งแต่เด็ก และประจวบเหมาะกับที่นักเรียนชายโต๊ะข้างๆ ก็มีผิวขาวและดั้งโด่งเป็นสันดูดี
เวลาเพื่อนในห้องเห็นเอสเธอร์อยู่กับเพื่อนข้างโต๊ะ ก็มักจะล้อเลียนว่าทั้งสองคนคบกันหรือเปล่า
“เฮ้ย! เอสเธอร์! เธอไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ทำไมยังติดกิ๊บเพชรวิบวับมาอีก? ปัญญาอ่อนชะมัด แล้วชื่อเธอก็โคตรแปลกเลยด้วย”
ด้วยความเขินอาย เด็กชายจึงแกล้งทำตัวร้ายกาจใส่เพื่อนข้างโต๊ะกลบเกลื่อน
“กรี๊ดดดด!”
“แงงงงง”
“คุณครูคะ!”
ภาคเรียนใหม่อันสดใสของชั้น ป.3/2 จบลงด้วยภาพที่น่าตกตะลึงในทันที
ในวันพุธวันหนึ่ง
นักเรียนหญิงหางตาตกคนนั้น ได้ใช้ตะเกียบเหล็กที่แจกตอนมื้อเที่ยง เจาะทะลุหลังมือของเพื่อนร่วมโต๊ะไปเสียแล้ว
.
.
.
“ทำไมทำแบบนั้นล่ะจ๊ะ?”
เอสเธอร์ในวัยเด็กอยากจะเป็นคนถามคำถามนั้นเองมากกว่า
คุณครูคะ แล้วทำไมเพื่อนข้างโต๊ะหนูถึงทำแบบนั้นล่ะคะ?
บอกว่าอย่าทำก็ยังหาเรื่องไม่หยุด แถมยังหัวเราะเยาะชื่อของหนูอีก
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนั้นลืมความจริงที่ว่าตัวเองเคยฉีกสมุดวาดเขียนของคนอื่นตามใจชอบตอนอยู่อนุบาลไปจนหมดสิ้น
ถึงอย่างนั้น ทางนี้ก็อุตส่าห์อดทนและให้โอกาสไปตั้ง 3 ครั้งแล้วนะ
“หนูทนไม่ไหวแล้วค่ะ”
เอสเธอร์เริ่มตระหนักตั้งแต่ตอนนั้นว่า ขีดจำกัดความอดทนต่อความโกรธของเธอนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเทียบกับคนอื่นไม่ได้
เธอได้เรียนรู้ว่าคนปกติเขาไม่โกรธแค้นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปหลายปีอย่างเป็นวรรคเป็นเวร และถึงจะโมโห ก็ไม่ได้เอาตะเกียบแทงเพื่อนร่วมชั้นกัน
แต่ถึงจะเรียนรู้เรื่องนั้นไป แล้วมันเปลี่ยนแปลงอะไรได้ล่ะ?
ใช่ว่ารู้แล้วความทรงจำดีๆ มันจะแย่ลงเสียเมื่อไหร่
ความจริงแล้วปัญหาทั้งหมดที่เอสเธอร์ประสบ ล้วนเป็นลางบอกเหตุว่าเธอจะตื่นรู้พลังเวทสายคำสาป
อย่างที่มนุษย์ต่างดาวบางคนเคยกล่าวไว้ เหล่าผู้ใช้คำสาปนั้นมีนิสัยละเอียดอ่อนเปราะบางมาแต่กำเนิด และมักจะเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นฝังใจ
“เจ้าหญิงของแม่~ แม่วางข้าวเย็นไว้หน้าห้องนะลูก วันนี้อย่าลืมกินนะ เข้าใจไหม?”
คนทั่วไปมักจะแนะนำเอสเธอร์ว่าทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ให้ลืมๆ เรื่องเก่าๆ พวกนั้นไปเสียเถอะ แต่ความรู้สึกของเธอนั้นถูกสร้างมาให้ไม่สามารถละลายหายไปได้
ความรู้สึกของเอสเธอร์คือวัตถุที่เย็นเยียบและแข็งแกร่ง ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยกระแสธารของเวลา แล้วเธอจะพูดคำว่าให้อภัยได้ง่ายดายเหมือนคนอื่นได้อย่างไร
แม้ในใจจะรู้ว่ารักมากแค่ไหน แต่บางครั้งความทรงจำเก่าๆ ก็ทำให้เกลียดคนในครอบครัวขึ้นมา หากชีวิตมันยากลำบากขนาดนี้ สู้ไม่ได้รับพรสวรรค์ในการตื่นรู้มาเลยจะไม่ดีกว่าหรือ?
“.......”
แต่เอสเธอร์อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถเลือกข้อมูลทางพันธุกรรมของตัวเองได้
ดังนั้นสิ่งที่เธอเลือกได้อย่างเดียวคือการถอยออกมาจากสังคมก้าวหนึ่ง ก่อนที่เธอจะเอาตะเกียบไปเสียบเพื่อนรุ่นเดียวกันอีก
เกมออนไลน์ [SOM]
โชคดีที่โลกใบใหม่ที่เธอเข้าไปตั้งรกรากนั้น พอจะให้เธอใช้ชีวิตอยู่ได้
เพราะในที่แห่งนั้น ต่อให้ฆ่าคนที่เกลียดให้ตายสักกี่รอบก็ไม่เป็นไร
‘พอเข้ามาในที่มืดๆ ทึมๆ แบบถ้ำนี่ทีไร ก็พาลนึกถึงสมัยนั้นขึ้นมาทุกที’
ซอเอสเธอร์หวนนึกถึงสมัยเรียนแล้วก็สลัดมันออกจากหัวไป
พอลองคิดดูแล้ว ดันเจี้ยนช็อกก็นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าขอบคุณสำหรับบางคน
ตัวเธอในตอนก่อนเกิดเหตุการณ์นั้น เป็นเพียงตัวประหลาดนิสัยเสีย แต่หลังจากที่คว้าพลังมาครอง เธอก็สามารถระบายความโกรธนั้นออกมาในทางที่ดูดีขึ้นหน่อย
แม้จะมีใครเป็นห่วง แต่เอสเธอร์ก็กลายเป็นจอมเวทผู้หยิ่งยโสอย่างถึงที่สุดไปแล้ว
เธอสั่งสมบารมีอย่างไม่สิ้นสุด โดยมีความฝันว่าสักวันจะได้เป็นบุคคลที่เป็นตัวแทนของเหล่าผู้มีพลังพิเศษทุกคน
พอมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ก็เลิกโกรธเรื่องจุกจิกอย่างการกลั่นแกล้งของเพื่อนข้างโต๊ะไปเอง ชีวิตก็กลับมามีชีวาตามธรรมชาติ
ทั้งการออกรายการโทรทัศน์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของผู้ตื่นรู้ การบริหารหอคอยเวทมนตร์ นักโทษประหาร การพิชิตดันเจี้ยน และอื่นๆ อีกมากมาย
“.......”
ทุกอย่างทำไปด้วยความตั้งใจของตัวเอง จึงไม่มีความเสียใจใดๆ
“แค่ก”
เสียงไอ ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง
เอสเธอร์หลับตาแน่นแล้วหยุดเดิน
ตอนนี้พวกเธออยู่กลางถ้ำที่ไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน แถมเธอกับเพื่อนร่วมทางก็เพิ่งลุกขึ้นมาเริ่มเดินต่อได้ประมาณ 30 นาที
ภาพของคนเลือดเย็นที่ดูเหมือนต่อให้เอาดาบสั้นกรีดเนื้อก็คงไม่มีเลือดไหลสักหยด กลับกำลังกระอักเลือดออกมาอย่างหนัก ปรากฏขึ้นในความเป็นจริง
‘นั่นคือผลข้างเคียงจากการทำงานเหรอ แสดงว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นในเกตระดับ S ของญี่ปุ่นแน่ๆ...’
ถ้าเป็นปกติ เธอคงจะแอบดีใจอย่างเจ้าเล่ห์ที่ได้รู้จุดอ่อนของผู้แข็งแกร่งจากสภาพแบบนั้น แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับทำให้รู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก
ทำไมตอนนี้ถึงไม่รู้สึกแบบนั้นกันนะ?
-ยังไงก็เป็นห่วงครับ เห็นคุณเอสเธอร์ฮันเตอร์ดูหักโหมอยู่ตลอด
เพราะคิมกิรยอพูดแบบนี้เหรอ?
-วัยเด็ก? ถ้าเจาะลึกไปถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรให้เล่ามากหรอกครับ เป็นเด็กกำพร้า ประสบการณ์เลยไม่ได้หลากหลายเท่าไหร่
หรือเพราะเกิดความสงสารจากคำพูดพรรค์นี้?
คงไม่ใช่ทั้งหมดนั่นหรอก
ความจริงแล้ว ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปเพราะแววตาของเขาตอนที่เธอเล่าเรื่องสมัยเรียนให้ฟังต่างหาก
พอได้ยินว่าหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เคยเป็นพวกเก็บตัวขลุกอยู่แต่ในห้อง ผู้คนมักจะตอบกลับด้วยคำประจบผสมความตกใจว่า ‘ก็เป็นไปได้นะครับ’ ‘ตอนนี้ร่าเริงก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ’ ‘ผมเองก็ชอบเล่นเกมเหมือนกัน’
แต่คิมกิรยอนั้นต่างออกไป
เขา...
เขาได้ส่งสายตาที่แห้งผากอย่างถึงที่สุดมาให้ สายตาแบบที่แม้แต่ครอบครัวของผู้ใช้คำสาปคนหนึ่งยังไม่เคยส่งมาให้ด้วยซ้ำ
เป็นแค่สัญชาตญาณ แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงดูเหมือนจะเข้าใจช่วงชีวิตวัยเรียนที่ล้มเหลวของใครบางคนจากใจจริง ต่างจากมนุษย์มากมายพวกนั้น
“แค่ก, แค่ก”
ถ้าอย่างนั้น เอสเธอร์ประทับใจในความเข้าใจของกิรยอหรือเปล่า?
น่าเสียดายที่คำตอบคือไม่ แน่นอนว่าเอสเธอร์มักตั้งคำถามกับนิสัยขวางโลกของตัวเองบ่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าจะต้องการคนเข้าใจเสียหน่อย
เอสเธอร์กลับรู้สึกไม่สบอารมณ์กับบทสนทนาเมื่อครู่ด้วยซ้ำ พออยู่ต่อหน้าคิมกิรยอทีไร จะรู้สึกเหมือนจุดอ่อนถูกเปิดโปงจนต้องระแวงและระวังตัว
อาจจะเป็นเพราะแบบนั้นก็ได้
ผู้ชายคนนั้นดูยังไงก็ไม่เหมือนคนอ่อนแอ เพราะไอ้ความหยั่งรู้ที่เหมือนสัตว์ประหลาดนั่น ถึงจะเห็นภาพเขากระอักเลือด ก็เลยไม่รู้สึกว่าเขามีจุดอ่อนเลยสักนิด
“อ่า ขอโทษครับ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เดินต่อเถอะครับ...”
เอสเธอร์เดินหน้าพิชิตดันเจี้ยนต่อด้วยความรู้สึกซับซ้อน
เดินมา 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง และยาวนานถึง 5 ชั่วโมง ก็ยังไม่เห็นทางออก จนเริ่มมีความกังวลอื่นเข้ามาแทนที่
‘เข้ามาโดยแทบไม่ได้คิดอะไร พกของมาแค่นิดเดียว ถ้าติดอยู่นานกว่านี้คงแย่แน่’
โครกกกก
ว่าแล้วความหิวก็เริ่มจู่โจม
ช่วงหลังมานี้ดันเจี้ยนมักจะมีระยะทางยาวไกล เทรนด์การพกเสบียงฉุกเฉินในหมู่ฮันเตอร์จึงเป็นที่นิยม แต่เพราะเป็นเกตระดับ F เธอเลยประมาทไป
หรือว่าเธอจะต้องอดตายก่อนจะได้เห็นหน้าบอสกันนะ?
“เอสเธอร์ฮันเตอร์ หิวหรือเปล่าครับ?”
“คะ คือว่า...”
ตอนนั้นเอง
ผู้ชายที่เดินตามมาเงียบๆ ก็เร่งฝีเท้าขึ้น แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ
มันคือขนมช็อกโกแลตที่อยู่ในห่อ
“จำไม่ได้ว่าซื้อมาเมื่อไหร่ แต่พอลองค้นกระเป๋าดูมันก็มีอยู่น่ะครับ สงสัยจะเหมามาตอนร้านสะดวกซื้อลดราคา แล้วเสียดายค่าถุงเลยยัดใส่ไว้ในนี้มั้งครับ”
“คุณพระช่วย! โชคดีจังเลยค่ะ ว่าแต่ให้ฉันกินด้วยได้จริงๆ เหรอคะ?”
“ได้สิครับ มีอยู่เยอะพอสมควร แต่เผื่อไว้ก่อน ช่วยกินอย่างประหยัดหน่อยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
จ๊อกกก
เอสเธอร์ค่อยๆ เล็มขนมที่เขาแบ่งให้ทีละนิดเพื่อสงบเสียงร้องของท้อง พอได้รับน้ำตาลเข้าไป อารมณ์ก็เริ่มดีขึ้น
---
...ทว่า หนึ่งวันหลังจากนั้น
“โอ๊ย! หงุดหงิดชะมัด!”
ตู้ม!
เสียงระเบิดกึกก้องดังสนั่นในถ้ำมืด
“คุณเอสเธอร์ เข้าใจความรู้สึกนะครับ แต่ถ้าอาละวาดแบบนั้นมันจะยิ่งเปลืองแรง...”
ผู้พิชิตที่ติดอยู่ในถ้ำเดินทัพมาเป็นเวลารวมกว่า 20 ชั่วโมงแล้ว และได้รู้ความจริงว่าถ้ำนี้มีความยาวมหาศาลจริงๆ
และจุดนี้เองที่กลายเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของฮันเตอร์ระดับ S ในทันที ความจริงแล้วผู้ตื่นรู้ระดับสูงของมนุษยชาตินั้นมีการเผาผลาญพลังงานสูงกว่าคนทั่วไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกเครื่องยนต์กินน้ำมันนั่นแหละ
‘หิว! แสบท้องจะตายอยู่แล้ว ถ้ำบ้านี่มันจะยาวไปถึงไหนกันเนี่ย ไปถึงไหน!’
เอสเธอร์ระบายอารมณ์ใส่สัตว์อสูรโครงกระดูกที่ขวางทางขณะเดินหน้าไป
กิรยอร่างกายไม่ค่อยดีต้องงดกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะ ตอนนี้เลยต้องใช้แผนให้เธอแบกเพื่อนร่วมทีมแล้ววิ่งเต็มสปีดดู
ฮันเตอร์ระดับ S แค่วิ่งไม่ได้ใช้พลังกายเท่าไหร่ เอสเธอร์จึงดื่มแค่น้ำหวานแล้ววิ่งตะบึงมาถึง 2 ชั่วโมงเต็มๆ
“ฮือออ...”
อย่างที่เห็น วันนี้ก็ยังหาทางออกไม่เจอ
ไม่รู้เลยว่าจุดสิ้นสุดของถ้ำนี้อยู่ตรงไหน สถานการณ์ตอนนี้เริ่มสัมผัสได้ถึงความกลัวที่เลือนราง
แต่ยังพอไหว โครงสร้างของที่นี่มีน้ำพุวางไว้เป็นระยะๆ อย่างน้อยก็ไม่มีทางขาดน้ำตาย
-ป๊อก!
เอสเธอร์ตัดสินใจลองเติมพลังงานด้วยโพชั่นที่พกติดตัวตลอดเวลา อย่างน้อยก็น่าจะมีสารอาหารมากกว่าน้ำเปล่าล่ะนะ
เริ่มจากโพชั่นแก้พิษที่ราคาค่อนข้างถูก
ต่อมาคือมานาโพชั่น
...และสุดท้าย ตอนที่เปิดขวดยาฟื้นฟูระดับสูงสุดที่หวงแหนนักหนาออกมากิน คือช่วงเวลาที่ผ่านไปประมาณสองวันกับอีกสิบเจ็ดชั่วโมงนับตั้งแต่เข้ามาในดันเจี้ยน
“เหอะ”
ตอนนี้เอสเธอร์ขยับขาไปมาอย่างเหม่อลอยราวกับเครื่องจักร เธอมองผ่านดวงตาที่พร่ามัวพลางคิดในใจ
อยากฆ่าให้ตาย
ไม่รู้ว่าประธานของประโยคนี้คือตัวอะไร แต่ถ้าคนสร้างดันเจี้ยนนี้มีตัวตนล่ะก็ แม่จะฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ ให้ตายคามือเลย
“อ่า น้ำพุตรงนี้ก็น้ำสะอาดครับ ดื่มได้อย่างสบายใจเลย”
ตอนนี้การดื่มน้ำให้อิ่มมันก็ถึงขีดจำกัดแล้วนะ!
‘น้ำตาลตก สมองเหมือนถูกบีบจนตื้อไปหมด’
พอสารอาหารเริ่มขาดแคลน ร่างกายก็เริ่มกัดกินเนื้อตัวเองเพื่อรักษาชีวิต และความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำนี้มันเหนือจินตนาการจริงๆ
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จะกลายเป็นระดับ S คนแรกที่ตายในเกตระดับ F หรือเปล่านะ?
เอสเธอร์รู้สึกหน้ามืด เธออดทนอยู่พักใหญ่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เอ่อ คือว่า คุณกิรยอคะ ขอโทษจริงๆ นะคะ คุกกี้นั่นขอกินตอนนี้อีกสักชิ้นไม่ได้เหรอคะ? อึก ถึงจะได้รับส่วนของวันนี้มาแล้วก็เถอะ แต่ขอเบิกส่วนของรอบหน้ามาล่วงหน้า...”
เพื่อนร่วมทางที่อยู่ข้างๆ คอยแบ่งขนมช็อกโกแลตให้ทุกๆ 12 ชั่วโมง แต่คิดดูแล้ว ปริมาณแค่นี้มันทนไม่ไหวจริงๆ นี่นา
“ตอนนี้เกือบจะหมดแล้วนะครับ”
“คะ?!”
“ใจเย็นๆ ครับ ถึงยังไงก็ยังมีพอให้คุณเอสเธอร์อยู่ได้อีกวันหนึ่ง”
ช่วยไม่ได้นะ
ผู้ชายคนนั้นพึมพำสั้นๆ ก่อนจะล้วงกระเป๋าแล้วยื่นขนมที่เหลือทั้งหมดให้อีกฝ่าย
“เอ้านี่ครับ รวมมื้อเย็นกับมื้อเช้าพรุ่งนี้ นี่คือทั้งหมดแล้ว”
นี่คือสุดท้ายแล้วเหรอ
จะว่าไป แค่มีบิสกิตอยู่ในเสื้อคลุมของเขาก็นับว่าเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว แต่ทว่า...
“เอ๊ะ”
ตอนนั้นเอง
เอสเธอร์ได้สติขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วพูดกับเพื่อนร่วมทาง
“เดี๋ยวก่อนนะคะ ถ้าให้ฉันมาทั้ง 2 อันแบบนี้จะทำยังไงคะ ส่วนของคุณกิรยอไม่มีแล้วนี่นา คุณกิรยอก็ต้องกินอันหนึ่งสิคะ”
ทันใดนั้น เสียงอันราบเรียบของระดับ S ลำดับที่สี่ก็ดังก้องไปทั่วถ้ำอย่างช้าๆ
“ไม่เป็นไรครับ เรื่องนั้นผมโกหก”
“คะ?”
“ผมคำนวณส่วนของคุณเอสเธอร์ไว้ตลอดอยู่แล้วครับ ไม่ได้คิดว่าเป็นของตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว เพราะงั้นกินเถอะครับ”
“...?”
“ถ้าต้องมาเถียงกันเรื่องของกินทุกมื้อเดี๋ยวจะหมดแรงเปล่าๆ ผมเลยบอกว่าแบ่งกันกินไปส่งเดช... ไม่สิ เดี๋ยวครับ คุณจะมาสูญเสียเกลือแร่โดยใช่เหตุทำไม ตอนนี้คุณกำลังทำอะไร...”