น้ำตาคลอเบ้า
เอสเธอร์เผลอหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว
แม้จะโดนดุด้วยคำพูดเย็นชาว่าอย่าร้องไห้เพราะเสียดายแร่ธาตุในร่างกาย แต่เธอก็ไม่อาจหยุดมันได้
นี่ไม่ใช่แค่ความเศร้าโศกธรรมดา แต่เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ที่ผสมปนเปไประหว่างความเจ็บใจและความหวาดกลัว
“ว่ายังไงนะคะ?!”
เอสเธอร์ตกตะลึงเมื่อรู้ความจริงว่าคิมกิรยออดอาหารมาตลอดจนถึงตอนนี้
ในอีกด้านหนึ่งเธอก็รู้สึกโมโห หากเขาบอกกันก่อนว่าอาหารที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอสำหรับแบ่งกันสองคน ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอก็คงไม่รับมาเคี้ยวตุ้ยๆ แบบนั้นหรอก
ฉันคงพยายามเสียสละให้เขาบ้างแท้ๆ!
ผู้ชายคนนี้เกลียดแม้กระทั่งการต้องมาถกเถียงกันด้วยความเป็นห่วงอย่างนั้นหรือ
ช่างเป็นคนที่มีเหตุผลจนน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นแก่ตัวชะมัด
“ไม่สิ! ทั้งที่ตัวเองป่วยจากผลกระทบแท้ๆ แต่กลับ……”
ขนาดเจ้าหนี้นอกระบบยังไม่สร้างหนี้โดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอมเลย แต่ทำไมคนคนนี้ถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้ลงคอ
---
อะไรเนี่ย ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ?
หรือว่าร้องไห้เพราะรู้สึกผิดที่ฟาดเสบียงเรียบคนเดียวงั้นเหรอ?
‘อึ้ก’
ฉันทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นเอสเธอร์จู่ๆ ก็ปล่อยโฮออกมา แต่อีกใจหนึ่งก็อดทึ่งในความดีงามของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ไม่ได้
ไม่นึกเลยว่าจะมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นรุนแรงถึงขนาดเสียใจที่ตัวเองดูแลคนอื่นได้ไม่ดี
‘ถ้าเป็นฉันล่ะก็ คงจับค้นตัวตั้งแต่นาทีแรกเพื่อเช็กว่าซ่อนเสบียงไว้อีกหรือเปล่าไปแล้ว……!’
ฮึก
ถ้าชาว อัลฟาวูรี ในยุคปัจจุบันเอาอย่างเอสเธอร์สักครึ่งหนึ่ง ดาวดวงนั้นคงไม่พังพินาศแบบนั้นหรอก
‘อืม’
เอาเถอะ
ถึงจะรู้สึกผิดที่ขัดจังหวะการร้องไห้คร่ำครวญ แต่ความจริงแล้วที่ฉันไม่กินอาหารน่ะ มันมีเหตุผลที่สมควรอยู่
ข้อแรก ทางนี้บริหารจัดการร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าพวกมนุษย์ยุคหิน จึงรักษาสภาพร่างกายให้เคลื่อนไหวได้นานโดยใช้พลังงานเพียงน้อยนิด
และที่สำคัญที่สุด ฉันรู้ระยะทางสุดท้ายของดันเจี้ยนนี้ตั้งแต่ช่วงแรกของการพิชิตแล้ว
ตอนแรกฉันคิดว่าแย่แน่ๆ เพราะเพ่งสมาธิแค่ไหนก็มองไม่เห็นจุดผิดปกติเลย แต่พอเดินต่อจากจุดนั้นไปอีกประมาณ 4 ชั่วโมง ในที่สุดขอบเขตการตรวจจับก็จับสัมผัสของตัวหัวหน้าได้ นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรก
‘ร่างกายนี้ต้องอดอาหารอย่างน้อย 3 สัปดาห์ถึงจะอดตาย เพราะงั้นอยู่ในระยะปลอดภัยหายห่วง’
เวลาที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกคือ 5-7 วัน
แต่ระหว่างทางแม่ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นเล่นหิ้วฉันวิ่งตะบึงมาตลอด ค่าเฉลี่ยเวลาที่คาดไว้เลยลดฮวบจนตอนนี้บอสอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเดินเท้า
เพราะงั้นฉันถึงยอมยกอาหารให้ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่ายังไงก็ไม่อดตาย
“อื้ม”
ฟืด
แต่เอสเธอร์ก็ยังสะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพรากไม่หยุด ไม่รู้จะเจ็บปวดอะไรนักหนา
ถ้าบอกความจริงไปว่าดันเจี้ยนใกล้จะจบแล้ว เธอน่าจะหยุดร้องทันที แต่การทำแบบนั้นเท่ากับต้องแฉความสามารถในการตรวจจับที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของชาวโลก
‘พอมองย้อนกลับไป ตอนที่เคลียร์เขาวงกตของหอคอยเวทมนตร์แบบนั้นก็ถือว่าสะเพร่าไปหน่อย’
ฉันเลยตัดสินใจที่จะรูดซิปปากเงียบไว้
แถมเรื่องที่น่ารู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมปาร์ตี้ไม่ได้มีแค่นี้ซะด้วยสิ
“อะแฮ่ม”
ไม่กี่นาทีต่อมา
ขณะที่เดินไปเรื่อยๆ ฉันก็ลอบมองสีหน้าของเอสเธอร์ที่เดินอยู่ข้างๆ แล้วแนะให้พักที่น้ำพุข้างหน้านี้สักครู่ ระหว่างที่เธอกำลังใช้น้ำจากน้ำพุลูบไล้ดวงตาที่บวมเป่ง ฉันก็เดินย้อนกลับไปทางเดิมไม่กี่ก้าว
“แค่กๆ! อะแฮ่ม ค่อก!”
เสียงไอที่ฟังดูปลอมเปลือกนี้แสดงให้เห็นว่า ทางนี้กำลังแกล้งทำเป็นป่วยเพื่อถ่วงเวลาพักทุกครั้งที่เริ่มหมดแรง……
ต่อให้บริหารจัดการดีแค่ไหน ร่างกายนี้ก็ไม่มีทางตามสมรรถภาพร่างกายระดับ S ทันหรอก เดินต่อเนื่องไม่กี่ชั่วโมงมันก็ต้องมีจุดที่ร่างกายไม่ไหวกันบ้าง
‘โอ๊ย ขาชาชะมัด’
ตอนแรกฉันบ่นอุบว่าดวงซวยที่มาติดแหง็กในช่วงที่ผลข้างเคียงของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์] กำเริบพอดี แต่พอลองคิดดูดีๆ นี่มันโชคช่วยชัดๆ
อาการกระอักเลือดหยุดไปนานแล้ว แต่การแกล้งทำเป็นสภาพร่างกายย่ำแย่แบบโจ่งแจ้งแบบนี้ จะช่วยให้ฉันเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องใช้สมรรถภาพร่างกาย—เช่นการวิ่งสปีดนรก—ได้อย่างแนบเนียน
‘เรื่องอื่นไม่รู้ แต่เรื่องที่เป็นระดับ F นี่ต้องปิดให้มิด’
เฮ้อ
ฉันถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินกลับไปที่น้ำพุ
ตรงนั้นมีเอสเธอร์ที่สีหน้าดูสงบลงกว่าเดิมมากยืนอยู่
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหิวหรือเพราะคิดมาก จู่ๆ เธอก็พูดน้อยลงอย่างกะทันหัน แต่ก็นะ อาการแบบนั้นคงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก
หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง
ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของอุโมงค์อันยาวนานนี้
“เดี๋ยวก่อนครับ ฮันเตอร์เอสเธอร์”
“…คะ?”
“ใต้ดินตรงนั้น มีมอนสเตอร์บางอย่างอยู่ครับ สัมผัสได้ว่าแกร่งกว่ามอนสเตอร์ทั่วไป หรือว่านี่อาจจะ—”
ตูมมมม!
นิ้วที่ชี้ไปข้างหน้าค่อยๆ ลดลงเมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น
เอสเธอร์เปิดฉากโจมตีตั้งแต่ฉันยังพูดไม่ทันจบ เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีเวทสายต่อสู้ระยะประชิดแท้ๆ แต่แค่ปล่อยหมัดตรง พื้นก็แยกเป็นเสี่ยงๆ และบริเวณรอบๆ ก็พังทลายลง
ด้วยแรงกระแทก มอนสเตอร์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินต่างตายตกตามกันในหมัดเดียว และก็ตามคาด ในกองซากนั้นมีตัวหัวหน้าของเกตระดับ F ที่ฉันสัมผัสได้ปะปนอยู่ด้วย
วู้วววว
ทันใดนั้น แสงสีที่น่าคิดถึงก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับทางออกที่เผยโฉมออกมา
ในที่สุด ก็ได้เวลาสักที!
“เอ๊ะ?”
ขนาดฉันที่พอจะกะความยาวของดันเจี้ยนได้ยังดีใจขนาดนี้ แล้วทางนั้นจะขนาดไหน?
“พระเจ้า พระเจ้า ช่วยด้วย พระเจ้า!”
เอสเธอร์แสดงปฏิกิริยาที่แปลกประหลาดทันทีที่เห็นทางออก
ดวงตาที่เคยจมลึกเหมือนปลาตายกลับมามีประกายสดใส ไหล่และหลังที่ห่อเหี่ยวกลับยืดตรงขึ้นมาทันทีราวกับได้รับการผ่าตัดดัดกระดูก
“อา! นี่ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหมคะ? พระเจ้า คุณกิรยอ รอดแล้วค่ะ! พวกเรารอดตายจริงๆ แล้ว! ให้ตายสิ เราผ่านเรื่องราวเหมือนฝันร้ายพวกนั้นมาได้ยังไงกันคะเนี่ย!”
เอสเธอร์คว้าหมับเข้าที่มือฉันแล้วออกวิ่งไปยังทางออกตรงหน้า
บอกตามตรงฉันไม่ได้อยากรีบออกไปขนาดนั้น แต่ระดับ F อย่างฉันจะไปขัดขืนแรงดึงของท่านระดับ S ได้ยังไง
“เอ๊ะ?”
“เฮ้ย!”
“มาแล้ว!”
หลังจากหลับตาลงชั่วครู่เพราะแสงจ้าที่สาดเข้ามาจากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจากอุโมงค์มืดสู่ห้องสว่าง
ข้อมูลเสียงอันหนวกหูก็พุ่งเข้าสู่สมองเป็นอย่างแรก
“หัวหน้ากิลด์!”
“คุณพระช่วย ท่านประธาน!”
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”
ดูเหมือนว่าทางออกนี้จะโผล่ขึ้นมาในตำแหน่งเดียวกับทางเข้าเกตที่เราเดินเข้าไปเป๊ะๆ
พอลืมตาขึ้นก็เห็นผู้คนมากมายยืนอยู่ตรงหน้า พวกเขาคือเหล่าฮันเตอร์ที่อยู่ในชุดพร้อมรบเต็มอัตราศึก
ไม่ได้แปะชื่อสังกัดไว้บนหน้าผากเลยดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ถ้าดูจากความพิเศษของสถานที่นี้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนของ หอคอยเวทมนตร์เกาหลี
“ท่านประธาน ปลอดภัยไหมครับ?”
จากนั้นใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางกลุ่มคนที่ดูเคร่งเครียด เลขาผู้ติดตามของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีอธิบายสรุปเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ตั้งแต่วันแรกที่เราติดอยู่ในเกตระดับ F
ทางหอคอยเวทมนตร์เกาหลีที่อยู่ด้านนอกพบว่าทางเข้าดันเจี้ยนจู่ๆ ก็หายไป จึงวิ่งวุ่นหาทางแก้ไขกันจ้าละหวั่น อะไรประมาณนั้น
“ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิด ข่าวการหายตัวไปคงได้ขึ้นข่าวด่วนตอน 9 โมงวันนี้แน่ครับ!”
ฮันเตอร์ที่อยู่ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นกองกำลังที่รวบรวมมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะยังไงซะ ทางออกของเกตก็มีโอกาสสูงที่จะโผล่มาตรงจุดเดิมที่ทางเข้าเคยเกิดขึ้น
“ทุกคนลำบากแย่เลย ให้เขียนรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกมาวางไว้บนโต๊ะฉันก่อนสุดสัปดาห์นี้นะคะ เดี๋ยวสิ แล้วนี่วันนี้วันอะไร?”
“วันพฤหัสบดีครับ ท่านประธาน”
จบสักที
และแล้วการสำรวจเกตที่กินเวลาอันยาวนาน…… 4 วันกับอีก 1 วินาทีของเราก็เสร็จสิ้นลง
ระหว่างที่เอสเธอร์คุยกับสมาชิกกิลด์ ฉันหันไปมองนอกหน้าต่างของห้องท่านประธาน
อากาศฤดูใบไม้ผลิที่ไม่ต่างจากตอนที่เข้าไปในดันเจี้ยนเท่าไหร่นัก
ไม่สิ อีกนิดเดียวก็จะเข้าหน้าร้อนแล้วเหรอ
“…….”
แม้จะหวั่นไหวกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่สมกับที่เป็นผู้นำขององค์กรใหญ่ พอออกมาจากดันเจี้ยนปุ๊บ เอสเธอร์ก็เรียกความเยือกเย็นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และใช้ความสงบนิ่งนั้นทำให้สมาชิกกิลด์ที่ตื่นตระหนกสงบลง
ตึก ตึก
แต่พอมีใครบางคนเดินเข้ามาหาเธอ เธอก็หยุดบทสนทนาทั้งหมดแล้วหันกลับมามอง
“คุณเอสเธอร์ ช่วยกันคนออกไปหน่อยครับ”
“คะ?”
เอสเธอร์กระพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจที่จู่ๆ ฉันก็ขอร้องอะไรแปลกๆ
แต่โชคดีที่เธอไม่ต้องคิดนาน
“ตายจริง ทุกคนคะ พอลองคิดดูแล้วสภาพฉันตอนนี้ยังไม่ได้อาบน้ำเลยนี่นา? เอาเป็นว่าการกลับมาเจอกันที่น่าประทับใจนี้ขอเลื่อนไปอีกสัก 3 ชั่วโมงแล้วค่อยมาใหม่นะคะ พอดีพวกคุณเองก็คงต้องการเวลาเปลี่ยนไปใส่ชุดลำลองเหมือนกัน”
งั้นในเมื่อเคลียร์พวกตัวเกะกะออกไปแล้ว ทางนี้ก็ขอเคลียร์ตัวเองบ้างดีกว่า
“…เอาล่ะค่ะ แบบนี้ใช้ได้ไหม? อืม ว่าแต่ทำไมจู่ๆ ถึงให้กันคนออกไปล่ะคะ?”
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังมั่นใจว่าต่อให้ไม่มีเสบียงก็ทนได้สบายๆ แท้ๆ
ดูเหมือนจะคำนวณพลาดไปหน่อย ผลจากการกระอักเลือดทำให้ร่างกายรับภาระหนักกว่าที่คิด เปลือกตาหนักอึ้งมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
ฉันเกร็งกล้ามเนื้อตาที่กำลังสั่นระริกให้ลืมขึ้น แล้วแจ้งความจำนงด้วยท่าทีที่ดูมั่นคง
“แขนผมน่ะครับ”
“คะ?”
“ผมปรับไว้ให้เข็มน้ำเกลือแทงเข้าได้แล้วน่ะครับ เพราะงั้นไม่ต้องใช้โพชั่นแพงๆ หรอก ขอแค่สารอาหารอะไรก็ได้……”
เป็นคำอธิบายที่ขาดๆ เกินๆ แต่นั่นคือที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว
ทันใดนั้น ร่างกายก็ทนรับขีดจำกัดไม่ไหวและตัดการรับรู้ไปในทันที
---
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เพดานที่เคยเห็นเมื่อไหร่สักตอนก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”
ห้องพักฟื้นของหอคอยเวทมนตร์เกาหลี
พอได้มานอนบนโซฟารีไคลเนอร์ตัวเดิมที่ ซอนอูยอน เคยนอนตอนเหตุการณ์ เขาวงกตเดือนสิบสาม ความรู้สึกแรกที่แวบเข้ามาคือคำวิจารณ์ดาดๆ อย่าง ‘โซฟานี่สบายดีแฮะ’
ถัดมาคือความปวดหนึบที่กระจายไปทั่วร่าง
ที่แขนขวามีสายน้ำเกลือเสียบคาอยู่ ของเหลวสีเหลืองผสมวิตามินค่อยๆ ไหลลงมาทีละหยด
“คุณกิรยอ ได้สติแล้วเหรอคะ?”
ว่าแต่หัวหน้ากิลด์มาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้จะได้เหรอ
ดูเหมือนว่าผู้ใช้คำสาปคนนี้จะเฝ้าฉันอยู่จนกระทั่งตื่น เธอรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวเล็กทันที แต่พอหันมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นใครอื่นนอกจากเธอ
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันรู้ดีว่าถ้าข่าวเรื่องผู้ตื่นรู้ระดับ S เป็นลมรั่วไหลออกไปคงไม่มีอะไรดี ฉันเลยไล่คนในกิลด์ลงไปหมดแล้ว เหลือแค่ฮีลเลอร์ที่ไว้ใจได้จริงๆ คนเดียวที่ให้เข้ามา”
“อ๋อ”
“คนรู้เรื่องที่คุณกิรยอสลบไปมีแค่ฉันกับฮีลเลอร์คนนั้นค่ะ”
ถึงจะรีบจนพูดข้ามๆ ไปเยอะ แต่โชคดีที่อีกฝ่ายตีความเจตนาได้ถูกต้อง ใช่แล้ว ขืนป่าวประกาศจุดอ่อนแบบนี้ออกไป ทั้งที่ควรจะสร้างภาพข่มขวัญป้องกันตัวไว้แท้ๆ มีหวังจบเห่กันพอดี
‘ให้ตายสิ การใช้ชีวิตเป็นสิบแปดมงกุฎนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ’
ฉันมองดูข้อพับแขนที่มีเข็มปักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง
“อย่าบอกนะว่าจะกลับทันทีที่ฟื้นเลย?”
และในตอนนั้นเอง
เสียงของเอสเธอร์ก็ดังมาจากที่นั่งข้างโซฟา
“เปล่าครับ แค่เมื่อยเลยลุกขึ้นเฉยๆ”
“เหรอคะ?”
เธอทำท่าอึกอักเหมือนคนมีอะไรอยากจะพูดอยู่นานสองนาน
ฉันนึกขึ้นมาแวบหนึ่งว่าหรือเธอจะมาทวงค่าน้ำเกลือ
“……ยังไงก็เถอะ ขอบคุณสำหรับเรื่องในดันเจี้ยนนะคะ”
แต่ประโยคที่ตามมากลับผิดคาดไปไกลลิบลับ ผู้ใช้คำสาประดับ S คนนั้นก้มหน้าลงต่ำต่อหน้าตัวตนที่อ่อนแอกว่าตัวเองหลายขุม พลางพึมพำออกมา
“ขอบคุณที่เสียสละให้ฉันค่ะ”
เอสเธอร์เบนสายตาไปทางอื่น
ปลายทางของสายตานั้นคือเส้นเลือดสีเขียวคล้ำของใครบางคนและเข็มที่เย็นเฉียบ ติ๋ง ติ๋ง เธอมองดูน้ำเกลือที่ไหลผ่านสายยางอยู่นานสองนาน
และในวินาทีนั้น ฉันก็รู้ตัวโดยสัญชาตญาณ
‘อ๋อ’
ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรอกนะ แต่กลายเป็นว่าฉันทำให้หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลีติดหนี้บุญคุณก้อนโตเข้าให้แล้ว
เอสเธอร์คงรู้สึกถึงอันตรายต่อชีวิตจริงๆ ในดันเจี้ยนระดับ F เมื่อครู่
และอาการข้างเคียงต่างๆ นานาที่ฉันเป็น ถ้ามองจาก ‘ภายนอก’ มันก็ดูเป็นอาการที่ค่อนข้างสาหัสเอาการ
‘ในสายตาเอสเธอร์ คงเห็นว่าฉันยอมเสี่ยงชีวิตเสียสละเสบียงให้สินะ?’
ด้วยนิสัยของผู้ใช้คำสาป มีความเป็นไปได้สูงมากที่เธอจะยอมตอบรับคำขอร้องในอนาคตอย่างว่าง่ายเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณครั้งนี้
‘โอ้!’
แน่นอนว่าการจะเรียกร้องเงินสักแสนล้านวอนแลกกับขนมแค่นั้นคงจะเกินไปหน่อย
‘เอาจริงๆ ถ้ากราบกรานขอก็น่าจะได้อยู่หรอก แต่ความสัมพันธ์หลังจากนั้นคงรับประกันยาก’
เดิมทีฉันก็ไม่ได้อยากจะสร้างความเดือดร้อนเพื่อแลกกับราคาค่างวดที่มีแต่ฟองสบู่ในตอนนี้อยู่แล้ว
ใครจะไปรู้ ในอนาคตอันใกล้ จู่ๆ มังกรอาจจะกลายเป็นของหาง่ายขึ้นมาก็ได้
‘รังมังกรเป็นกล่องเหยื่อล่อชั้นดีที่ฮันเตอร์แห่กันไปตอม ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดตลาดหรอก’
ฉันตัดสินใจเก็บหนี้บุญคุณของหัวหน้ากิลด์ที่ได้มาในครั้งนี้ไว้เป็นไพ่ตาย แล้วค่อยๆ คิดหาวิธีใช้มันอย่างใจเย็น
โอกาสที่จะขอร้องระดับ S ได้ตามใจชอบเป็นสิ่งที่ต่อให้มีเงินกองตรงหน้าก็ซื้อไม่ได้ ดังนั้นแทนที่จะรีบร้อนเปลี่ยนเป็นวัตถุ สู้เลือกความรอบคอบไว้ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ
‘ลาภลอยชัดๆ’
ถึงแม้จะดูเหมือนว่าคงไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องบากหน้าไปขอร้องผู้แข็งแกร่งขนาดนั้นในเร็วๆ นี้ก็เถอะ
แต่แค่นี้ก็ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเกินพอสำหรับชดเชยความเสียหายที่ต้องเผยจุดอ่อนเรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แล้ว