‘อืม’
ไม่กี่นาทีต่อมา
หลังจากร่างกายฟื้นตัวเต็มที่แล้ว ฉันก็กล่าวลาเอสเธอร์สั้นๆ แล้วเดินออกมา แต่ทว่า... จังหวะที่เท้าเหยียบลงบนบันไดหน้าประตูใหญ่ของ หอคอยเวทมนตร์เกาหลี สัมผัสที่คุ้นเคยก็ไหลทะลักเข้ามาในประสาทรับรู้
พลังเวทอันดุดันรุนแรงระดับที่สามารถซัดคนธรรมดาขวัญอ่อนให้ล้มคว่ำได้ง่ายๆ
พริบ... พริบ... พริบ...
รถ SUV ที่จอดอยู่หน้าประตูใหญ่เปิดไฟเลี้ยวกะพริบเพื่อส่งสัญญาณบอกตำแหน่ง และในไม่ช้า ชายร่างยักษ์ที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับก็ลดกระจกฝั่งที่นั่งข้างคนขับลง ก่อนจะชะโงกตัวมาพูดว่า
“ไง คิมกิรยอ”
“.......”
“หลังจากที่ส่งข้อความรายงานมาว่า [จะขอแวะไปดู บลูเกต ที่เกิดขึ้นใน กิลด์หอคอยเวทมนตร์ สักเดี๋ยวครับ เป็นแค่ ระดับ F ไม่ต้องตามมาก็ได้ครับ] ก็ผ่านมาได้สี่วันกับอีกห้าชั่วโมงพอดีเลยนะ”
“ขอโทษครับ”
“จะขึ้นมาก่อนไหม? ถ้ายังไม่ได้ทานอะไร จะได้ไปหาข้าวเที่ยงกินกันด้วย”
“ขอโทษครับ”
“เมนูเป็นซูชิ โอเคใช่ไหม?”
“ผมไม่ได้เจตนาครับ ได้โปรดเห็นแก่ ความทะเยอทะยาน.......”
---
บ่ายวันเสาร์
ณ โรงยิมที่เงียบสงบ มีคนสองคนกำลังสนทนากันอยู่
ที่นี่คือสนามฝึกซ้อมสำหรับ ผู้ตื่นรู้ แห่งหนึ่งในโซล
เอาเข้าจริง ถึงจะเรียกว่าสนามฝึกซ้อม แต่ก็ไม่ได้มีอุปกรณ์วิเศษเลิศเลออะไรหรอก
แต่ข้อดีมหาศาลของมันคือการได้ใช้เวทมนตร์คาถาโดยไม่ต้องแคร์สายตาชาวบ้าน ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ยอดนิยมของเหล่า ผู้ตื่นรู้ มาตั้งแต่นานมาแล้ว
ตัวอย่างเช่น ฮันเตอร์ คนดังที่อยู่ในที่แห่งนี้
‘เท่านี้เวลาเช่าสถานที่ของวันนี้ก็ใกล้หมดแล้วสินะ’
ฉันกับจองฮาซองกำลังทำตามตารางฝึกปกติในโรงยิมที่เราเหมาไว้ทั้งฮอลล์
ทว่า เมื่อการสอนสกิลล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6
เราก็ต้องเผชิญกับปัญหาเล็กๆ เป็นครั้งแรก สาเหตุมาจากการที่ฮาซองยังไม่สามารถเรียนรู้การประยุกต์ใช้ การเผาไหม้สมบูรณ์ ที่สอนไปเมื่อสัปดาห์ที่ 4 ได้สักที
‘ชักจะยืดเยื้อแล้วแฮะ’
เวทไฟนั้น นอกจากการผลาญ มานา เพื่อเพิ่มความรุนแรงแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบการเผาไหม้เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของเปลวเพลิงได้อีกด้วย
แต่จองฮาซองกลับดูจะลำบากกินเลือดกินเนื้อกับการเปลี่ยนเวทมนตร์ให้กลายเป็นสีครามมากกว่าที่คิด แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก สำหรับฉันแล้ว ความย่ำแย่นี้ยิ่งกว่าน่ายินดีเสียอีก
‘แบบนี้คงรีดไถค่าเรียนได้นานกว่าที่คาดไว้เสียอีกมั้ง?’
แต่ตรงกันข้ามกับมุมมองของอาจารย์ที่คิดบวกสุดๆ จอมเวทบรรพกาล ที่อยู่ตรงหน้ากลับทำหน้าเหี่ยวเฉาลงทุกวัน
“เฮ้อ.......”
ถึงขนาดเก็บเสียงถอนหายใจที่ระเบิดออกมาจากข้างในไม่อยู่แบบนี้ ดูท่าเจ้าตัวคงจะอึดอัดใจกับสถานการณ์ของตัวเองน่าดู
‘อืม’
จากประสบการณ์ใน การจุติใหม่ ที่เคยเจอนักเรียนประเภทนี้มาเยอะ จองฮาซองเป็นบุคคลที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในอดีต—เพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าหมอนี่เป็นนักศึกษาซิ่วจากคณะสัตวแพทยศาสตร์—เขาจึงดูจะเปราะบางต่อบททดสอบแบบนี้เป็นพิเศษ
ถ้าใช้ชีวิตมาแบบนั้น ก็ช่วยไม่ได้ที่จะเรียนรู้ไปโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น พอต้องมาดื่มกินความขมขื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความล้มเหลวที่ไม่คุ้นเคยจึงสร้างแรงกระแทกใจมากกว่าคนอื่นเป็นทวีคูณ
สีหน้าตึงเครียด ไหล่เกร็งแข็ง
วีรบุรุษของประชาชนก็เป็นคนเหมือนกัน ถ้าผลลัพธ์ไม่ออกมาสักที วันหนึ่งอาจจะหมดไฟแล้วพาลเลิกทำทุกอย่างไปดื้อๆ ก็ได้
ดังนั้น เพื่อความมั่นคงในการจ้างงานต่อไป ในสถานการณ์แบบนี้คงต้องใช้คำชมมาหว่านล้อมสักหน่อย
“จองฮาซอง”
อันที่จริงจะว่าไป ระดับ S คนนี้ก็เป็นคนดีที่มักจะเข้าข้างคนอ่อนแออยู่เสมอ ฉันเลยอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้ ฉันจึงพูดด้วยความเกรงใจฮาซองว่า
“นายรู้ไหม?”
“ครับ?”
“ความสามารถตื่นรู้ของนายน่ะ ที่เรียกว่า ไพโรคิเนซิส นั่นน่ะ”
“ครับ”
“พวกสื่อมักจะประเมินมันต่ำเกินไป โดยบอกว่าเป็นสายที่ดาษดื่นที่สุดในโลกบ้างอะไรบ้างใช่ไหมล่ะ”
ไฟ
แนวคิดดั้งเดิมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งจุดกำเนิดอารยธรรมบนโลก
คนที่นี่อย่างเก่งก็แค่เล่นจุดไฟน่ารักๆ กันเท่านั้น แต่สำหรับฉันที่เคยเห็นจุดสูงสุดของเวทมนตร์ การจุดระเบิด มาแล้วในชาติก่อน กล้ายืนยันได้เลยว่า
“แต่ในสายตาของฉัน สำหรับคนที่มี มานา เพียงพอ มันกลับเป็นสายที่ยอดเยี่ยมติดอันดับต้นๆ เลยนะ ถ้าฝึกฝนไปเรื่อยๆ ในภายภาคหน้าอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาชุดเกราะป้องกันเลยด้วยซ้ำ”
จองฮาซองเอียงคอด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินคำนั้น
“ชุดเกราะเหรอครับ?”
มองยังไงคาถานี้ก็เน้นไปที่การโจมตี จู่ๆ มาบอกว่าจะไม่ต้องใช้ชุดเกราะป้องกันก็คงจะงงเป็นธรรมดา
แต่เดี๋ยวชาวบ้านแถวนี้ในอนาคตก็จะรู้กันเองแหละ
ต่อให้เป็นธาตุที่ดูขยะแค่ไหน แต่ถ้าขัดเกลาและฝึกฝนไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็จะบรรลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวทั้งรุกและรับเอง
ปาหินใส่ดวงอาทิตย์ไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ถึงจะไม่รู้ว่าจองฮาซองจะไปถึงระดับที่ฉันคิดไว้ได้หรือเปล่าก็เถอะ
“เอาเป็นว่า....... ศักยภาพของนายยังเหลืออีกเยอะ อย่าเพิ่งไปดีใจหรือเสียใจกับเรื่องแค่นี้ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปกันเถอะ”
ฉันพยายามให้กำลังใจอย่างที่สุดพร้อมกับตบไหล่เขา
แต่ฮาซองซึ่งดูไปดูมาก็เป็นคนแสดงสีหน้าน้อยพอๆ กับฉัน ยังคงทำหน้าตายด้านเหมือนเดิม มองแค่นี้ดูไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่ ให้ตายสิ
“งั้นวันนี้พอแค่นี้แล้วแยกย้ายกันเถอะ?”
แค่นี้ก็ถือว่าก้าวหน้ามาไกลมากแล้ว
บอกตามตรงภาพที่ท่านวีรบุรุษซัดคลื่นดาบด้วย [ดาบอาทิตย์อัสดง] ใส่ฉันเต็มๆ ยังคงตามหลอกหลอนอยู่เลย การที่ได้มายืนประจันหน้ากับอันดับ 1 แบบนี้ถือเป็นผลตอบแทนจากการดิ้นรนอย่างหนักจริงๆ
“ครับ ขอบคุณสำหรับวันนี้มากครับ”
ว่าแต่จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ ถ้าวันที่ระดับความสามารถที่ซ่อนไว้ถูกเปิดเผย เจ้านี่คงจะหั่นร่างฉันเป็นห้าท่อนแน่ๆ ใช่ไหม?
เรื่องเขมือบสมบัติทีละนิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นคือดันไปแอบอ้างว่าเป็น ระดับ S แล้วด่ากราดสารพัดน่ะสิ?
‘หวังว่าจะไม่ต้องมีวันที่ได้สัมผัสความคมของอาวุธระดับ เลเจนดารี ด้วยตัวเองนะ.......’
ฉันเหลือบมองดาบสีแดงที่แขวนอยู่ข้างเอวของลูกศิษย์ แล้วเดินออกจากโรงยิม
แต่ทว่า...
ปกติจะต้องเห็นลานว่างโล่งๆ แต่วันนี้กลับมีภาพที่ไม่คาดคิดปรากฏขึ้นที่นอกประตูหลัง
“หือ?”
มีมนุษย์คนหนึ่งยืนหัวโด่รออยู่ที่ทางออก
“เอ่อ ขอโทษนะคะ”
ดูทรงแล้วมารอพวกเราออกมาแน่ๆ.......
‘อะไรน่ะ?’
คนที่เข้ามาทักเป็นชาวโลกหน้าตาไม่คุ้นเคย
ผู้หญิงสวมแว่นตาอายุราวๆ 30 ปี
ด้วยความสงสัยในตัวตนของอีกฝ่าย ฉันจึงจ้องมองเธอ และในไม่ช้าเธอก็พูดประโยคถัดมา
“นี่มันเรื่อง.......”
“ขอโทษที่มาหาแบบกะทันหันค่ะ พอดีติดต่อไม่ได้เลย ได้ยินว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์คุณจะมาฝึกซ้อมที่นี่ เลยจำเป็นต้องมาหาด้วยตัวเองน่ะค่ะ”
ติดต่อไม่ได้?
ได้ยินแบบนั้นฉันก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แต่ก็ไม่เห็นมีสายไม่ได้รับค้างอยู่เลย ถ้ามีสายเรียกเข้าใหม่ฉันก็ต้องรับอยู่แล้วสิ
“ไม่เห็นมีใครติดต่อมาเลยนะครับ?”
“คะ? ทิ้งข้อความไว้แล้วไม่ได้รับเหรอคะ?”
“ไม่ได้รับครับ”
“ตายจริง หรือว่าเบอร์ที่ทางหน่วยงานประสานมาให้จะผิดนะ.......?”
ช่างเถอะ
ทันทีหลังจากนั้น อีกฝ่ายก็หยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าสตางค์ให้ดู
[สถาบันวิจัยทรัพยากรดันเจี้ยนเกาหลี]
[คิม ○○]
[นักวิจัยอาวุโส / ดุษฎีบัณฑิตวิทยาศาสตร์]
แต่ยังไม่ทันจะได้อ่านตัวหนังสือบนนั้นครบ คำอธิบายเพิ่มเติมก็พรั่งพรูออกมา
“เอาเป็นว่า! ที่ดิฉันมาหาแบบนี้ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด....... แค่อยากจะขอความร่วมมือจากฮันเตอร์คิมกิรยอในงานวิจัยระดับชาติค่ะ! ระบุให้ชัดก็คือ งานคุ้มกันค่ะ!”
นี่มันสถานการณ์บ้าบออะไรกันเนี่ย
ชาวโลกที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยบอกว่าจะจ้างวานให้ฉันไปเป็นบอดี้การ์ด แน่นอนว่าเจตนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นเดาได้ไม่ยาก
ทรัพยากรดันเจี้ยน
คนธรรมดาที่จะไปสำรวจวัตถุจากต่างโลกแบบนั้น ย่อมต้องหาคนมาคุ้มครองความปลอดภัยให้ตัวเองเป็นธรรมดา
“สถาบันวิจัยของเราเพิ่งจะเริ่มทำการวิจัย เกต ระดับความยาก A ที่ชื่อว่า [วิหารแมกไม้] เมื่อไม่นานมานี้ค่ะ และดิฉันเป็นผู้รับผิดชอบโครงการในส่วนกลางค่ะ”
“แล้วยังไงครับ?”
“ก็เลยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการ ผู้ตื่นรู้ มาช่วยงานวิจัยค่ะ แต่ ฮันเตอร์ ระดับ A ที่หามาก่อนหน้านี้ดูจะมีปัญหาค่อนข้างมาก ดูเหมือนว่าจะต้องพึ่งพลังของ ฮันเตอร์ ระดับ S แล้วล่ะค่ะ”
นักวิจัยคนนั้นพูดต่อ
“เดิมทีก็ไม่ได้กะจะมาถามกะทันหันแบบนี้หรอกค่ะ กะว่าจะแจ้งเป็นหนังสือราชการไปอย่างเป็นทางการ แต่ว่า อ่า เรื่องนี้มัน... การแพร่พันธุ์ของ สัตว์อสูร ในดันเจี้ยนที่เราจองไว้มันเร็วกว่าที่คาดการณ์.......”
เอาล่ะ เข้าใจมาจนถึงตรงนี้
แต่ปัญหาคือส่วนถัดไป
“เอ่อ แล้วทำไมถึงต้องเจาะจงมาหาผมด้วยล่ะครับ?”
เข้าใจแล้วว่าต้องการบอดี้การ์ด ระดับ S เพื่อสำรวจดันเจี้ยนอย่างปลอดภัย แต่ ฮันเตอร์ ระดับ S ของเกาหลี นอกจากฉันแล้วก็ยังมีตัวเลือกดีๆ อีกตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง?
อย่างเช่นอันดับ 1 ที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอนนี้ หรือท่านจอมเวทผมสีม่วงที่อาศัยอยู่บนหอคอย
ส่วนอีกคนหนึ่งก็.......
‘เออ ช่างหัวคนนั้นไปเถอะ’
ถึงจะมีตำหนิไปหน่อยก็เถอะ
ยังไงก็ตาม ฉันไม่เข้าใจความคิดของคนคนนี้เลยที่ข้ามอันดับ 1 กับอันดับ 2 มาหาอันดับ 9 อย่างฉัน
เรื่องแบบนี้มันต้องลองทาบทามจองฮาซองดูก่อนไม่ใช่เหรอ?
‘หมอนี่ภาพลักษณ์ภายนอกก็ดูดีจะตาย’
ฉันหันหน้ากลับไปมอง ระดับ S ที่ยืนตาใสอยู่ข้างหลัง
วีรบุรุษของประชาชนผู้มีผมแสกข้างเรียบกริบและใบหน้าที่ใครเห็นก็ต้องชอบ กำลังสังเกตสถานการณ์ด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนและดูทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
“ถ้าต้องการ ผู้ตื่นรู้ ที่แข็งแกร่ง ฮันเตอร์จองฮาซองก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่เหรอครับ?”
แต่พอฉันเสนอไป นักวิจัยชาวโลกคนนั้นกลับส่ายหน้า
“ไม่ได้ค่ะ”
“ครับ?”
“ดันเจี้ยนนั้นมีโครงสร้างเป็นห้องเล็กๆ ขนาดประมาณ 4 พยอง (ประมาณ 13 ตร.ม.) เชื่อมต่อกันเหมือนตู้รถไฟน่ะค่ะ เลยยากที่จะร่วมงานกับสายพลังอื่นๆ ที่ความสามารถตื่นรู้สร้างความเสียหายวงกว้างรุนแรง”
“อืม”
“แต่ได้ยินมาว่าฮันเตอร์คิมมีความสามารถด้านการคุ้มกันบุคคลสำคัญอยู่แล้ว แถมตัวตนจริงๆ ก็ยังนิสัยดีมากด้วย.......”
เดี๋ยว นั่นมันเรื่องบ้าอะไรอีก
“ว่าไงนะครับ? ไปได้ยินเรื่องพรรค์นั้นมาจากไหนกันครับ?”
เกิดมาไม่เคยรับงานคุ้มกันมนุษย์เลยสักครั้ง แล้วไอ้ชื่อเสียงดีงามที่น่าสงสัยนั่นมันผุดมาจากไหนกัน
“เอ่อ... จะว่าไปก็คุณพ่อของดิฉันน่ะค่ะ จริงๆ แล้วคุณพ่อของดิฉันกว้างขวางในวงการ ฮันเตอร์ พอสมควร ท่านบอกว่าช่วงนี้ได้ยินคำชมเกี่ยวกับคุณกิรยอบ่อยๆ เลยแนะนำว่าถ้าจะหาคนคุ้มกัน ลองไปคุยกับคนคนนั้นดูไหม.......”
“ไม่ทราบว่าคุณพ่อชื่ออะไรครับ?”
“คิมบอมชิก ครับ”
คิมบอมชิกนี่ใครอีกวะ.......
ยิ่งฟังคำตอบก็ยิ่งดำดิ่งลงสู่เขาวงกต มีคนเที่ยวไปบอกว่าฉันนิสัยดีมากงั้นเหรอ
‘ข่าวลือประหลาดที่อันยุนซึงปล่อยออกไปมันเพี้ยนไปหรือเปล่านะ?’
ฉันเอียงคอด้วยความฉงน
แต่คนตรงหน้าก็ยังคงส่งยิ้มร่าเริงมาให้แม้ในวินาทีนี้
“จริงๆ แล้วตั้งแต่เมื่อก่อนเวลาเห็นหน้าฮันเตอร์ ฉันก็จินตนาการมาตลอดว่าคุณน่าจะทำงานได้เฉียบขาด แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีชื่อเสียงเลื่องลือขนาดนี้ในวงการคุ้มกันที่แสนยากลำบาก”
“….”
“คิดทบทวนกี่ที ดิฉันก็อยากจะขอความร่วมมือจากฮันเตอร์คิมที่มีความเป็นมืออาชีพค่ะ! ถ้าไม่ขัดข้อง พอจะสละเวลามาเจรจากันช่วงวันจันทร์ได้ไหมคะ?”
รู้สึกตะขิดตะขวงใจเหมือนถ่มน้ำลายรดหน้าคนยิ้มยังไงไม่รู้แฮะ.......
“ขอโทษครับ แต่ผมขอปฏิเสธ”
“คะ?”
แต่ถึงเวลาต้องบอกความจริงกันสักที
ฉันแสดงเจตจำนงปฏิเสธคำขอของอีกฝ่าย
ทำไมน่ะเหรอ? ก็ทางนี้เป็นแค่ผู้มีพลังระดับของเสียที่แค่รักษาชีวิตตัวเองยังแทบไม่รอดเลยไงล่ะ อย่าว่าแต่ไปคุ้มกันใครเลย
ความจริงคือฉันต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายได้รับการปกป้อง จู่ๆ มาได้ยินคำขอให้ช่วยปกป้องนักวิจัย มันเลยฟังดูตลกสิ้นดี
“เอ๊ะ? แต่ว่าฮันเตอร์คะ การสำรวจระดับชาตินั้น.......”
“ไม่รู้ว่าไปได้ยินอะไรมาจากที่ไหนนะครับ”
ตึก
ฉันตัดบทของเขาแล้วพูดต่อ
“ผมไม่เคยรับงานคุ้มกันนักวิจัยอะไรนั่นเลยสักครั้ง แล้วความสามารถตื่นรู้ของผมเดิมทีก็ไม่ได้เหมาะกับงานแบบนั้นด้วย”
ความจริงคือเพราะเป็น ระดับ F เลยทำไม่ได้ต่างหาก
“ยะ อย่างนั้นเหรอคะ?”
ทันใดนั้นนักวิจัยก็ทำหน้าตกใจสุดขีด
ดูจากปฏิกิริยานั้น อีกฝ่ายคงปักใจเชื่อไปแล้วว่าฉันจะรับงานนี้แน่ๆ
“เอ่อ....... งั้นสินะคะ สงสัยทางฉันคงจะ... เข้าใจผิด? ไปเองแน่ๆ คงต้องกลับไปตรวจสอบใหม่อีกที....... เอ่อ ถ้างั้นก็ ขอบคุณที่สละเวลาอันมีค่ามานะคะ ขอให้เป็นบ่ายที่ดีค่ะ”
โชคดีที่ไม่มีเรื่องน่ารำคาญตามมา
นักวิจัยคนนั้นถอดใจเร็วกว่าที่คิด แม้จะดูงุนงงสับสนและเอียงคอสงสัย แต่ในที่สุดก็ยอมหลีกทางให้
ตึก ตึก
ฉันมองแผ่นหลังของนักวิจัยที่เดินคอตกกลับไปอย่างหมดแรง แล้วเอ่ยปากถาม
“จองฮาซอง ช่วงนี้เข้าหูแกบ้างไหม ไอ้ข่าวลือไร้สาระประเภทที่ว่าฉันทำงานคุ้มกันเก่งเนี่ย?”
ศิษย์เอกของมหาจอมเวทตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“...ไม่ครับ แต่ถ้าเป็นข่าวลือว่าเมื่อก่อนคุณเคยปล่อยเงินกู้นอกระบบ อันนี้เหมือนจะเคยได้ยินครับ”
เออ ถ้าเป็นเรื่องแบบนั้นค่อยพอเดาทางได้หน่อย